คนมองหนัง

ความรู้สึกหลังได้มีปฏิสัมพันธ์กับ “Blissfully Blind”

“ท่านคุ้นเคยกับการอยู่เป็นหมู่ใหญ่
ปลอดภัยในพรมแดนและชายขอบ
แม้บางครั้งเคยข้ามแบบลักลอบ
ก็เพียงธุรกิจและเรื่องสนุก”

บทกวี “อภิวัฒนะ” โดย ไม้หนึ่ง ก. กุนที จากหนังสือ “รูปทรง มวลสาร พลังงาน และความรัก”

หนึ่ง

01

คราวนี้ขอเขียนถึงศิลปะการแสดงประเภทอื่นๆ บ้าง

“Blissfully Blind” ถูกนิยามว่าเป็น An Experiential Performance ภายใต้ศิลปะการจัดวางแสง โดย “ดุจดาว วัฒนปกรณ์”

ผมมีโอกาสไปดูการแสดงดังกล่าวในรอบสุดท้าย เมื่อคืนวันที่ 30 กรกฎาคม ทีแรกตั้งใจว่าหลังดูเสร็จ จะเขียนถึงงานชิ้นนี้เลย แต่สุดท้าย ก็ตัดสินใจเก็บมันไว้ในใจสักพักใหญ่ๆ แล้วค่อยนำมาเรียบเรียงเป็นข้อคิดเห็นในอีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา

ผลลัพธ์คือผมคงเขียนถึงการแสดงนี้ได้ไม่ละเอียดลออนัก (เพราะหลงลืมรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างไปแล้ว) ทว่า ความรู้สึกหรือแรงบันดาลใจบางอย่างที่เกิดขึ้น/ได้รับจาก “Blissfully Blind” นั้นยังคงอยู่ และถูกถ่ายทอดออกมาเป็นความเห็น ดังจะบรรยายต่อไป

สอง

02

แน่นอน จุดเด่นสุดๆ ของ “Blissfully Blind” ที่หลายคนคงเขียนถึงกันไปทะลุปรุโปร่งแล้ว คือ เรื่องการเล่นกับ “พื้นที่จัดแสดง” และ “มุมมองของคนดู”

เดิมที ผมตั้งใจว่าตัวเองจะพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องพื้นที่/มุมมอง ซึ่งผู้สร้างวางโจทย์ท้าทายเอาไว้ ด้วยการเดินไปชมการแสดงทุกส่วนในสามพื้นที่หลัก: โซนการแสดงข้างใน, โซนการแสดงข้างนอก และพื้นที่รอยต่อ/ชายขอบของทั้งสองโซนตรงกึ่งกลาง ให้ครบถ้วน

แต่สุดท้าย ผมกลับล้มเหลวในเรื่องนี้อย่างไม่เป็นท่า เนื่องจากพอเข้าชมการแสดงจริงๆ ได้ไม่นาน ผมก็ตัดสินใจจำกัดพื้นที่การรับชมของตนเองให้อยู่ตรงบริเวณโซนการแสดงด้านนอก และแว้บไปตรงพื้นที่รอยต่อเป็นครั้งคราว ทว่า ไม่กล้าเข้าไปชมการแสดงของโซนข้างใน

(ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงเลย แต่เป็นเรื่องส่วนตัวบางอย่าง 555 – ซึ่งนี่อาจบ่งชี้ให้เห็นถึงความร้ายกาจของการแสดงครั้งนี้ ที่มันไม่ได้ชักจูงให้คนดูคนหนึ่งต้อง “ดีล” กับการแสดงที่เขากำลังรับชมเท่านั้น แต่ยังผลักดันให้เขาต้องปะทะกับผู้ชมรายอื่นๆ ตลอดจนบรรยากาศ-พื้นที่-ความสัมพันธ์อันแปลกแยก กระทั่งก่อให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจบางประการขึ้นภายในใจตน)

อย่างไรก็ตาม การเลือกจะขีดวงจำกัดตัวเองอยู่แค่นั้น ก็มิได้ทำให้อรรถรสการรับชมสูญเสียไป ผมยังประทับใจกับนักแสดงและการแสดงที่ตนเองได้รับชม

ผมชื่นชอบ/สะเทือนใจไปกับกระบวนการฝึกซ้อมเคี่ยวเข็ญทรมานนักแสดงหญิงวัยเยาว์ที่ปรากฏตรงเบื้องหน้า ผมรู้สึกฉงนเมื่อพบว่านักแสดงบางคนมีบทบาท/อำนาจแตกต่างออกไป เมื่อเธอปรากฏกาย ณ อีกพื้นที่หนึ่ง ไม่ไกลจากพื้นที่เดิม และผมก็เพลิดเพลินกับการคอยไปแอบจับจ้องสังเกตอากัปกริยาที่สื่อถึงความมืดบอดและขลาดกลัว จากการแสดงของคุณดุจดาว ตรงพื้นที่รอยต่อ

(นอกจากดูการแสดง ผมยังแอบดูผู้ชมคนอื่นๆ อยู่เนืองๆ จึงได้เห็นว่าผู้กำกับละครเวทีระดับเก๋าท่านหนึ่งและโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ฝีมือดีอีกท่าน ก็เลือกที่จะปักหลักชมการแสดงครั้งนี้อยู่ตรงโซนด้านนอกเป็นหลักเท่านั้น ผมเลยลอบดีใจว่า เออ! การที่เราไม่โผล่ไปดูอะไรที่ด้านในเลย มันคงไม่ถือเป็นความผิดพลาดมากนักหรอก 555)

สาม

03

ต้องขออภัย (สำหรับคนดูอื่นๆ ที่อาจรู้สึกไม่ชอบใจ) ว่าผมก็เป็นผู้ชมคนหนึ่งที่หยิบกล้องคอมแพ็คเล็กๆ ของตัวเอง ขึ้นมาถ่ายรูปการแสดงอยู่เป็นระยะๆ

แต่ก็ต้องยอมรับว่าบรรยากาศหลายๆ อย่างภายในการแสดง มันดึงดูดใจให้คนดูหยิบกล้องหรือโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปจริงๆ

ทั้งลีลาการเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดง, ปมขัดแย้งของเรื่องราว, การจัดวางแสงสีที่สวยงามมากๆ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เดินไปมา อันเป็นการเปิดทางให้พวกเขาได้ซอกแซกสืบค้นหาแง่มุมลึกลับของเรื่องราวต่างๆ หรือของผู้คนรายอื่นๆ

ถ้าเราไม่พยายามแยกขาดบทบาทของ “นักแสดง” และ “ผู้ชม” ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ผมรู้สึกว่าสภาวะโกลาหลทางการรับชมระดับย่อมๆ ที่เกิดขึ้นใน “Blissfully Blind” เป็นเรื่องยอมรับได้

เพราะในการแสดงนี้ “นักแสดง” ไม่ได้ขีดเส้นกำหนดบทบาทของตนเองไว้แค่บนเวที เช่นเดียวกับ “ผู้ชม” ที่ไม่ได้ถูกล่ามโซ่ไว้กับเก้าอี้นั่ง

แต่ “นักแสดง” ยังเดินมา “เล่น” กับคนดูอย่างใกล้ชิด ส่วน “ผู้ชม” ก็ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน เช่น การทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกภาพการแสดงเพื่อนำไปเผยแพร่ซ้ำในฐานะ “เรื่องเล่า” ชนิดใหม่ๆ หรือการพลัดหลงเข้าไปเป็น “นักแสดง” อีกคนหนึ่ง จากมุมมอง/สายตาของคนดูอีกราย

ไปๆ มาๆ แทนที่จะตั้งเป้าว่า “นักแสดง” ควรมีบทบาท-พื้นที่แบบหนึ่ง “ผู้ชม” ควรมีบทบาท-พื้นที่อีกแบบ และ “การแสดง” ควรมีหน้าที่หลักบางอย่าง

“Blissfully Blind” คล้ายกำลังชี้แนะให้เรามองเห็นถึงความเป็นไปได้ที่ “นักแสดง” “ผู้ชม” และ “การแสดง” จะสามารถเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างยืดหยุ่นไม่ตายตัว

บทบาทอันพร่าเลือนตรงจุดนี้ ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงบรรยากาศร้อนแรงหรือจุดพีคสุดของ “การเมืองแบบมวลชน” ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 ถึงปี 2557

สภาวะดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้คนธรรมดาเป็นทั้ง “ผู้ชมเกมการเมือง” และเข้าไปเป็น “ผู้เล่นการเมือง” ด้วยตัวเอง ความชุลมุนวุ่นวายเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ผิด การกระทำที่พลาด หรือคลี่ให้เรามองเห็นความไม่รู้-ความน่ารำคาญ-ความน่ารังเกียจหลายอย่างของผู้คนธรรมดาสามัญใกล้ตัวเรา

แต่ก็เพราะสภาพการณ์จำเพาะแบบนั้นมิใช่หรือ? ที่ทำให้เราสามารถมองเห็นความบกพร่อง-ความน่าขยะแขยงต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากที่สุด เท่าที่เราพอจะมองเห็นมันได้ (จากตำแหน่งที่เรายืนอยู่/เคลื่อนที่ไปมาภายใต้ข้อจำกัดบางประการ)

ในระดับที่เราไม่เคยตระหนักถึงมันอย่างแจ่มชัดขนาดนี้มาก่อน

สี่

04

ถ้าวิเคราะห์ตีความอย่างง่ายๆ และมองโลกในแง่ดีหน่อย นิทานเรื่อง “Blissfully Blind” ก็คงสอนให้เรารู้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นหรือเข้าถึง “ความจริง” ได้อย่างครบถ้วนรอบด้านไปหมด สิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆ จะสามารถทำได้ดีที่สุด ก็คือ การทดลองขับเคลื่อน/ปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองให้หันไปมองโลกในแง่มุมอื่นๆ ดูบ้าง

แต่ถ้ามองในมุมดาร์คขึ้นอีกหน่อย การแสดงภายใต้การควบคุมดูแลของดุจดาวก็อาจกำลังบอกเราว่า อย่างไรเสีย มนุษย์ก็หลีกหนีสภาวะมืดบอดหรือข้อจำกัดในการมองเห็น/รับรู้สภาวการณ์ต่างๆ ไปได้ไม่พ้น ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะเลือกใช้ชีวิตยังไงต่อไป? จะลองมองโลกแบบอื่นๆ บ้าง (เท่าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้) หรือจะเลือกหยัดยืนปักหลักอยู่ตรงพื้นที่ที่ตนเองรู้สึกคุ้นเคย ปลอดภัย และสบายใจ ณ ปัจจุบัน

ห้า

05

ขณะเดินไปมาท่ามกลางคนดูท่านอื่นๆ ระหว่างโซนการแสดงด้านนอกและพื้นที่รอยต่อตรงกึ่งกลาง และขณะกำลังเดินเท้าออกมายังปากซอยสาทร 1 ก่อนไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน หลังดูการแสดงจบ

ผมนึกถึงบทกวีชิ้นหนึ่งจากหนังสือรวมบทกวีเล่มที่สองของ “ไม้หนึ่ง ก. กุนที” อยู่บ่อยครั้งมากๆ (2-3 หนเห็นจะได้)

นี่เป็นงานที่อาจถูกจัดจำแนกให้อยู่ในกลุ่ม “ก่อน-การเมือง” ของไม้หนึ่ง (เข้าใจว่าได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2543)

เนื้อหาสาระของมันอาจไม่เกี่ยวข้องกับสารหลักๆ ของ “Blissfully Blind” เลย

ทว่า การแสดงอันน่าประทับใจโดยดุจดาวและเพื่อนๆ กลับทำให้ผมหวนนึกไปถึงบทกวีชิ้นนี้

อภิวัฒนะ

ดวงดาวส่องแสง
นักสู้รินเลือดสีแดงสด
นวลจันทร์ปลอบขวัญอันรันทด
ภูตพรายขบถไม่รู้แพ้
กี่คนล่ะ หล่นไปในลำน้ำ
ไม่ถูกฉุดไหลตามกรากกระแส
ว่ายแหวกเองไม่หวังพึ่งเรือแพ
เป็นพลังงานงอมสุกแก่แล้วปลิดกรอบ
ท่านคุ้นเคยกับการอยู่เป็นหมู่ใหญ่
ปลอดภัยในพรมแดนและชายขอบ
แม้บางครั้งเคยข้ามแบบลักลอบ
ก็เพียงธุรกิจและเรื่องสนุก
ลองลืมตามองในตน
จะเห็นสองผลไม้สุก
เม็ดมีศักดิ์เท่าเทียมสมควรปลูก
ทั้งอนุรักษ์และปฏิวัติ

Advertisements
คนมองหนัง

หลากหลาย “การปะทะ” ใน Wu Kong (2017)

หนึ่ง

นี่ไม่ใช่หนังที่อิงกับ “ไซอิ๋ว” ฉบับดั้งเดิม แต่สร้างมาจากนวนิยายทางอินเตอร์เน็ตที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไซอิ๋ว” มาอีกที ดังนั้น มันเลยมี “พลัง” และ “ความแปลกใหม่” หลายๆ อย่าง ที่ดีและน่าสนใจเลย

สอง

สำหรับผม ประเด็นหลักหรือจุดใหญ่ใจความจริงๆ ของหนัง คือ การฉายภาพให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่และเวลา” สองแบบ

แบบแรก ถ้าเรียกเป็นไทยๆ ก็คงเรียกได้ว่า “พรหมลิขิต” คือ แนวคิดที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกชะตากรรมของสรรพชีวิต ล้วนถูกกำหนดมาหมดแล้วจากอำนาจ “เบื้องบน”

นี่คือความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “บนลงล่าง” ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาหลักร้อยปีพันปีหมื่นปีก็ไม่ส่งผลอะไร เพราะทุกอย่าง “เปลี่ยนแปลงแก้ไข” หรือมี “พัฒนาการ” ไม่ได้ เนื่องจากถูกลิขิตมาเรียบร้อยเสร็จสรรพแล้ว

มองเผินๆ ภาพแทนของแนวคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่และเวลา” ชนิดแรก ถูกหนังเรื่องนี้นำเสนอผ่านเครื่องจักรกลที่เรียกว่า “จักรลิขิต” บนสวรรค์

wu kong tien jun

แต่จริงๆ แนวคิดดังกล่าวกลับฝังตรึงและทำงานลงไปในวิธีคิด-วิธีการมองโลกของบุคคล/เทพเจ้ารุ่นแล้วรุ่นเล่า จาก “เจ้าแม่เทียนจุน-ตัวร้าย” สู่ “เทพสามตา-เอ้อหลางเสิน” (ซึ่งในหนังเรื่องนี้ ดูเป็นตัวละครที่มีมิติลุ่มลึกดี ผิดกับ “หนัง-ละครไซอิ๋ว” เวอร์ชั่นก่อนๆ ที่เขาเป็นแค่คู่กัดหรือคู่ขัดแย้งของ “หงอคง”)

น่าสนใจว่าจริงๆ แล้ว “เทพสามตา” เผชิญหน้ากับเงื่อนไขต่างๆ มากมาย ซึ่งน่าจะทำให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของตนเองที่ว่า “ทุกสิ่งถูกกำหนดมาหมดแล้ว เราไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้” ได้สำเร็จ

แต่สุดท้าย เขากลับรับสืบทอดความคิดดังกล่าวมาจาก “เจ้าแม่ตัวร้าย” (ที่เขามีส่วนร่วมล้มล้างอำนาจอธรรมของนาง)

ที่สำคัญ ดูเหมือน “เอ้อหลางเสิน” จะนำแนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบบนลงล่างและเวลาที่ปราศจากพัฒนาการ ไปผูกติดกับออปชั่นเสริมเพิ่มเติม เรื่องการแบ่งแยกเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็น “ขั้วตรงข้าม” ไร้หนทางบรรจบระหว่าง “เทพ” กับ “มาร” หรือระหว่างเขากับ “ซุนหงอคง”

wukong erlang

แนวคิด “พื้นที่และเวลา” แบบที่สอง ก็คือ ความสัมพันธ์แนวระนาบ-เท่าเทียมและศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสรรพสิ่งต่างๆ

หรือการเชื่อว่าความร่วมมือร่วมใจกัน (ของเหล่าผู้ถูกกดขี่) จะสามารถผลักดันให้กาลเวลารุดเคลื่อนหน้าหรือมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นได้

แน่นอน ตัวละครที่เป็นแกนหลักของแนวคิดนี้ คือ วานรผู้หาญกล้าท้าทายอำนาจสวรรค์อย่าง “ซุนหงอคง” ร่วมด้วย “เทพเจ้าหนุ่มสาว” ที่ยังมีความรัก มีอารมณ์ความรู้สึก และมนุษย์ ทั้งบัณฑิตอ้วนนักมายากลจอมปล่อยมุขแป้ก ไปจนถึงเหล่าชาวบ้านคนเล็กคนน้อยในสลัมเสื่อมโทรม ซึ่งกลายสภาพมาจากภูเขางดงามที่ถูกสวรรค์ทำลายล้าง

ทั้งหมดพยายามปลดปล่อยตนเองออกจากอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของเทพเจ้าเบื้องบน

(ผมเคยเขียนถึงการปะทะกันระหว่างแนวคิดเรื่อง “พื้นที่และเวลา” สองแบบนี้ เอาไว้แล้วครั้งหนึ่ง ในบทความเกี่ยวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” สามารถคลิกอ่านได้ที่นี่ครับ)

สาม

อีกจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจในหนังเรื่องนี้ก็คือ ดูคล้ายหนังจะพูดถึงการปะทะกันของชุดความรู้สองแบบด้วย

แบบแรก คือ ความรู้เชิงเทคนิควิธีหรือความรู้ในรูปแบบวิทยาการ ที่สำแดงตนผ่านการมีอำนาจหรือการอ้างอิงอำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตผู้คน จากการครอบครอง-เข้าถึง-เรียนรู้วิธีจัดการและแก้ไข “จักรลิขิต” อันยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับการเคี่ยวกรำตัวละครบางรายให้กลายเป็นเทพ ซึ่งต้องผ่าน “กลไก” ทำนองนี้เหมือนกัน

wu kong pandit

(ตลกร้ายที่ตัวละครอีกรายที่เข้าถึงองค์ความรู้ลักษณะนี้ ก็คือ มนุษย์อย่าง “เจวียนเหลียน” ซึ่งท้ายสุด ความรู้เรื่องเครื่องจักรกล-มายากลกึ่งขบขันของเขา ก็ไม่สามารถต้านทานอำนาจอธรรมและ “จักรลิขิต” ของสวรรค์ได้ นอกจากนั้น ศักยภาพขั้นสูงสุดในฐานะมนุษย์ของบัณฑิตร่างอ้วนก็ถูกเปล่งประกายออกมาผ่านการใช้เรือนร่างรับอาวุธจากฟากฟ้า และการใช้หัวใจคำนึงถึงเด็กน้อยคนหนึ่งมากกว่า)

แบบต่อมา คือ การตื่นรู้ที่พระโพธิสัตว์ “สุโพธิ” สั่งสอน “หงอคง” ซึ่งการตื่นรู้ที่ว่ามีที่มาจากการทบทวนประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของตนเอง (ความรู้ประเภทหลังนี้ แค่จะสร้างพระอาทิตย์ตกดินจำลอง ก็ยังสร้างไม่เหมือนและไม่อลังการเลย)

แล้วแปรเปลี่ยนหลอมรวมมันให้กลายเป็นพลังในการต่อสู้ปลดแอกของสามัญชน/สรรพสัตว์

หากกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ความรู้และกระบวนการเข้าถึง/ต่อต้านอำนาจใน “Wu Kong” (2017) ก็อาจแบ่งแยกอาจเป็น “สองสายสำคัญ” 

สายแรก คือ ความรู้และการเข้าถึงอำนาจอันเป็น “รูปธรรม” ตั้งแต่จักรกลบนสวรรค์ เรื่อยไปถึงก้อนหิน “ศิลาหัวใจเทวะ” (จะกล่าวถึงต่อไป)

สายที่สอง คือ ความรู้และการต่อต้านอำนาจที่สั่งสมก่อตัวมาจากประสบการณ์และความรู้สึกอันคั่งแค้น ซึ่งคุกรุ่นเป็น “พลังรุนแรงเชิงนามธรรม” อยู่ภายในจิตใจของ “หงอคง” ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกมนุษย์

สี่

wu kong

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่ “เทพสามตา” ที่มีวิธีคิดแบบแบ่งแยกขั้วตรงข้าม แต่คำสอนตอนท้ายที่ “สุโพธิ” มีต่อ “หงอคง” ก็มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามที่ซ้อนคู่ตรงข้ามอีกทีหนึ่ง

พระโพธิสัตว์เตือนหงอคงไม่ให้ยึดติดกับ “ศิลาหัวใจเทวะ” ที่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวอันเดียวกันกับร่างของตัวเอง เพราะด้านหนึ่ง ศิลาดังกล่าวก็คือเครื่องมือที่ “เจ้าแม่หนี่วา” ใช้กีดกันแบ่งแยกปิดกั้น “เทพ” ออกจาก “มาร”

ดังนั้น พญาวานรจึงไม่จำเป็นต้องผูกติดพึ่งพาเครื่องมือชนิดนี้ หากเขาคิดจะเผชิญหน้ากับเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์

การปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจาก “ศิลาหัวใจเทวะ” ของหงอคง ถือเป็นการก้าวข้ามจากเครื่องมือแบ่งแยก “เทพ/มาร” ที่กำหนดสร้างสรรค์ขึ้นโดย “เทพเจ้า”

เป็นการประกาศอิสรภาพโดยไม่ขึ้นตรง ไม่ขอเป็นส่วนหนึ่งของ “กระบวนคิด-วิธีการ-วิทยาการ” ของ “ฝ่ายเทพ” อีกต่อไป เพื่อจะได้ซัดกับ “สวรรค์” ให้เต็มที่เต็มเหนี่ยว

มองจากจุดนี้ จึงน่าเสียดายที่ชื่อไทยของหนังดันกลายเป็น “หงอคง กำเนิดเทพเจ้าวานร” ซึ่งนับว่าผิดฝาผิดตัวกับเนื้อหาเป็นอย่างยิ่ง!

ห้า

wu kong abstract

ที่ชวนขบคิดไม่แพ้กัน คือ กระบวนการ “คัดคนแพ้ออก” ของฝ่ายอำนาจบนสรวงสวรรค์

เมื่อ “เจ้าแม่เทียนจุน” ได้ครอบครอง “ศิลาหัวใจเทวะ” และคิดก่อการยึดสวรรค์ ทว่า ต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกปลิดชีพ ณ เบื้องท้าย

นอกจากถูกสังหารโดย “ซุนหงอคง” และ “เทพสามตา” แล้ว เจ้าแม่ยังโดนดิสเครดิตใน “บันทึกของสวรรค์” ที่เสกสรรปั้นแต่งให้นางกลายเป็น “เทพ” ที่ไปร่วมมือกับ “มาร” จนต้องถูกกำจัดทิ้ง (เพราะทำให้ “คู่ตรงข้ามอันเหมาะสม” เกิดความเลอะเทอะพร่าเลือน)

ทั้งๆ ที่ข้อผิดพลาดแท้จริงของนาง คือความพยายามจะกำจัด “มาร” ด้วยท่าทีเผด็จการสุดขั้ว ในนามของ “ตัวแทนสวรรค์” ต่างหาก

หก

ระหว่างนั่งดูและหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมคิดถึง “สัมพันธบท” อื่นๆ จำนวนหนึ่ง

เช่น ละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” ดังได้กล่าวไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังคิดถึงหนังชุด “Rise of the Planet of the Apes-Dawn of the Planet of the Apes-War for the Planet of the Apes” อยู่รางๆ

แล้วก็คิดถึงเพลงอีกสองเพลง

เพลงแรก คือ “Something Changed” ของ Pulp โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า

Do you believe that there’s someone up above?
And does he have a timetable directing acts of love?
Why did I write this song on that one day?
Why did you touch my hand and softly say
“Stop asking questions that don’t matter anyway
Just give us a kiss to celebrate here today”
Something changed

เพลงต่อมา คือ เพลงประกอบละครเรื่อง “พระทิณวงศ์” ซึ่งมีท่อนแยกที่เกรี้ยวกราดพอตัว ฟังได้ตามลิงก์ด้านล่างครับ