คนมองหนัง

Pop Aye: การเดินทางเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

(เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในภาพยนตร์)

หนึ่ง

ป๊อปอาย หนึ่ง

โดยสรุปแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นการพยายามทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนวัยเกือบๆ หรือกว่า 60 โดยคนรุ่นประมาณ 30 ต้นๆ

ซึ่งถ้าหนังออกมาเร็วกว่านี้สักห้าปีเป็นอย่างน้อย ผมในวัยเพิ่งขึ้นต้นด้วยเลข 3 หรืออาจยังไม่ถึงเลข 3 คงจะไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่นัก

แต่พอหนังออกฉายในปีนี้ ปีที่ตัวเองอายุสามสิบกลางๆ แล้ว ผมกลับรู้สึก “อิน” กับ “Pop Aye” มากอยู่

เพราะระยะหลังๆ ในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงาน ผมมักต้องหัดพยายามมองโลกด้วยสายตาแบบเดียว/คล้ายๆ กับคนทำหนังเรื่องนี้ (ซึ่งคงมีอายุไล่เลี่ยกัน)

กล่าวคือ มันเป็นการพยายามทำความเข้าใจโลกจากที่ทางของคนที่ยังไม่แก่ชรา แต่ก็ไม่ใช่คนหนุ่มสาวผู้เปี่ยมพลังแห่งความเยาว์วัยอีกต่อไป

โดยด้านหนึ่งของเรา คือคนรุ่นอายุไม่เกิน 30 หรือเพิ่งเกิน 30 มาไม่นาน ซึ่งมีความเข้าใจ-เข้าถึงเทคนิควิธี เทคโนโลยี ตัวเลขสถิติ หรือองค์ความรู้สมัยใหม่มากมาย

ส่วนอีกด้าน คือ คนรุ่น 50-60-70 ที่บ่อยครั้ง พวกเขามักมองโลกผ่าน “คุณค่า” “ประสบการณ์” “ความฝังใจ” บางชุดจากอดีต ซึ่งหลายครั้ง มันก็ทาบไม่สนิทกับ “ข้อเท็จจริง” ณ ปัจจุบัน

และก็มีหลายครั้ง ที่คนสองกลุ่มนี้จะ “ชน” หรือ “ปะทะ” กัน ด้วยความไม่เข้าใจ หรือมุมมองต่อโลกที่ต่างกันจนยากประสาน

ถ้าตัวเองยังอายุแค่ 20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ ผมคงมีแนวโน้มจะเอนเอียงหรือพร้อมดีเฟนด์ให้แก่ฝ่ายคนหนุ่มสาวโดยไม่มีเงื่อนไข

แต่น่าแปลกที่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมชักจะเริ่มเข้าใจพวกคนแก่มากขึ้น ว่าทำไมพวกเขาต้องยึดโยงตัวเองอยู่กับนามธรรมลอยๆ หรือข้อเท็จจริงที่ตกยุคไปแล้วบางอย่าง

และถ้าไม่ยึดติดกับชุดคุณค่าพวกนั้นหรือหันหลัง 180 องศาให้กับมัน ชีวิตของพวกเขาจะพังพินาศขนาดไหน

ไปๆ มาๆ ถ้าชีวิต-อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาพังย่อยยับ เราและคนรุ่นเด็กกว่าเราก็จะไม่ได้อะไรจากการพังทลายดังกล่าวเหมือนกัน

สอง

ป๊อปอาย สอง

กลับมาพูดถึงตัวหนัง ผมรู้สึกเพลิดเพลินกับการเดินทางของตัวเอกอย่าง “ธนา” มากทีเดียว

โดยรู้สึกว่าตลอดรายทางของการเดินทางในหนังเรื่องนี้มีสีสันมากพอสมควร และมีรสชาติกลมกล่อมกำลังดี

(กระทั่งฉากที่ไม่น่าจะซ่อนนัยอะไร อย่างฉากช้างเดินผ่านซากงูตาย ก็ยังมีความน่าประทับใจบางอย่าง จนติดอยู่ในหัวผม หลังจากดูหนังจบมาแล้ว 2-3 วัน)

ตั้งแต่อาการประสาทกิน-ภาวะอ่อนแอทางร่างกายตามประสาคนชั้นกลางวัยกลางคนในเมืองใหญ่ของตัวละครนำ เมื่อเริ่มเดินเท้าออกเดินทาง

การเล่นกับสัญลักษณ์แตงโมเหลือง-แดง ที่ตกแตกเรี่ยราดกลางถนน ซึ่งคงมีความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างกับสภาพการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ชีวิตกับความใฝ่ฝันของหมอดูบุคลิกเพี้ยน ที่เริ่มต้นอย่างขัดเขินพอสมควร (ด้วยบทสนทนาแข็งๆ แปลกๆ) ก่อนจะคลี่คลายไปสู่ความโศกเศร้าระคนกับความงดงาม พร้อมปมปัญหาค้างคาบางประการ

เรื่องราวหลากมุมในร้านเหล้าบ้านๆ ตั้งแต่ปัจจุบันอันขมขื่นของกะเทยรุ่นใหญ่ มาจนถึงการตอกย้ำให้เห็นถึงภาวะเสื่อมทรุดของอำนาจเชิงกายภาพ กระทั่งมิอาจสำแดงพลังแห่งความเป็นชายของตัวละครนำ (เนื้อหาส่วนนี้อาจดูไม่ค่อยใหม่นัก จึงน่าดีใจ ที่หนังนำพาตัวเองให้ออกเดินทางไปไกลมากๆ จากจุดดังกล่าว)

และแน่นอนว่าประเด็นภาพชนบทที่ไม่เป็นดังความคาดหวัง/ความทรงจำครั้งอดีตของคนชั้นกลาง กทม. (ที่เติบโตมาจากการเป็นเด็กชนบทเข้ากรุง) ก็นับเป็นจุดไคลแม็กซ์ที่คล้ายจะราบเรียบ ทว่า ทรงพลังมากๆ ของหนังเรื่องนี้

สาม

ป๊อปอาย สามสี่

บนเส้นทางอันระหกระเหินและอิ่มเอม เรื่องราวต่างๆ ใน “Pop Aye” ถูกจัดวางไว้ในกรอบโครงที่เป็นระบบระเบียบอย่างยิ่ง

อย่างน้อย พอดูหนังจบ คนดูน่าจะพอสัมผัสได้ว่าชีวิตของหมอดูซอมซ่อ, กะเทยขายบริการ และธนานั้น มีความเชื่อมโยงหรือสอดคล้องต้องตรงกันอยู่

เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างไขว่คว้า โหยหา คิดถึง “อดีต” บางอย่าง ซึ่งเอาเข้าจริง แต่ละคนต่างไม่รู้ว่า “ภาพฝันครั้งอดีต” ดังกล่าวยังดำรงคงอยู่หรือไม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงไหน

“อดีต” บางชนิดอาจไม่มีตัวตนอยู่บนโลกมนุษย์แล้วด้วยซ้ำ แต่พวกเขาบางคนก็เชื่อมั่นว่าตนเองกำลังจะได้พบกับ “อดีต” ที่ว่านั้นอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้า

พี่ชายบนสวรรค์, ผู้หญิงที่ตนแอบรักเมื่อกาลครั้งโน้น, ความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการค้าบริการทางเพศหรือธุรกิจสถาปัตยกรรม, ช้างและบ้านเกิดที่เคยถูกเจ้าของทอดทิ้งและหนีเข้าเมืองหลวง จึงถูกมัดรวมให้เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง

สี่

พี่ชาย

อย่างไรก็ตาม มีบางองค์ประกอบที่ผมรู้สึกติดขัดกับหนังเรื่องนี้อยู่บ้าง

ข้อแรก คือ ผมค่อนข้างจะรู้สึกสะดุดกับเส้นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจและพระสงฆ์ที่แบนๆ หรือนำเสนอภาพเหมารวมในแง่มุมลบๆ ของคนสองกลุ่มนี้แบบ “ทื่อ” ไปหน่อยนึง

หรือพูดอีกอย่างคือ ผมรู้สึกว่าตำรวจกับพระเป็นตัวแทนอำนาจรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาเยอะจนพรุนแล้วในสื่อบันเทิงต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งหลังๆ ไม่มีอะไร “ใหม่” จริง จึงย่อมก่อให้เกิดความจำเจขึ้นเป็นธรรมดา

กับอีกส่วนที่เหมือนหนังเกือบจะทำได้เนียน แต่ก็ยังมีอะไรแปลกๆ หลุดออกมาบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือ วิธีการพูดจาหรือบทสนทนาของตัวละคร ที่บางครั้ง คนดูยังพอจับได้อยู่ว่า “นี่ไม่ใช่หนังไทยที่คนไทยกำกับ”

แต่เอาเข้าจริง “Pop Aye” ก็ถือเป็นหนังของผู้กำกับต่างชาติที่กำกับนักแสดงไทย-เรื่องราวแบบไทยได้ดีมากๆ (เผลอๆ อาจดีที่สุดเรื่องหนึ่ง)

โดยส่วนตัว ผมชอบหนังสิงคโปร์-ไทยเรื่องนี้ พอๆ กับ “พี่ชาย My Hero” ของ “จอช คิม”

ที่ตลกร้าย คือ หนังลูกครึ่งไทยพวกนี้ดันเล่าเรื่องราวของสังคมไทยร่วมสมัยได้ดีและลึกกว่าหนังไทยแท้ๆ ส่วนใหญ่ในท้องตลาดยุคปัจจุบัน

ห้า

นอกจากนี้ หนังมีรายละเอียดบางอย่างที่น่าสนใจ เช่น การเล่นกับ “มรดกตกค้าง” จากยุคสงครามเย็น ผ่านบทเพลง “จดหมายจากเมียเช่า”

ระยะหลังๆ เวลาหนังหรือผลงานศิลปะร่วมสมัยแถบอาเซียนพูดถึงสถานการณ์การเมืองระดับภูมิภาคในยุค 60 หลายเรื่อง/ชิ้นมักพูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงนั้นในฐานะ “บาดแผล” ของผู้ถูกกระทำ หรือ “บาปที่รอวันชำระ” ของผู้ที่ร่วมมือกับฝ่ายอเมริกัน

แต่ “Pop Aye” กลับเอาเพลงที่ตกค้างจากยุคนั้นมาใช้เป็นสื่อที่เชื่อมร้อยอารมณ์ความรู้สึกถวิลหา-เศร้าสร้อยของคนแก่ๆ หมดสภาพ 2-3 คน เข้าหากัน ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกดี สำหรับงานศิลปะทางเลือกยุคปัจจุบัน

เพราะแทนที่เราจะก่นด่าประณามว่ารัฐไทยเคยร่วมมือกับรัฐบาลอเมริกันอย่างไร

หรือคนไทย/สังคมไทยได้ประโยชน์จากการร่วมมือดังกล่าว ขณะยืนอยู่บนความทุกข์ยากของประเทศเพื่อนบ้านหรือผู้คนบางส่วนในประเทศอย่างไรบ้าง

หนังกลับเลือกให้ตัวละครรุ่นอายุราวๆ 50-60 แสดงความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจในฐานะปัจเจกบุคคล กับผลงานทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากยุคสมัยของประวัติศาสตร์บาดแผล

คนแก่เหล่านี้ไม่ได้นึกคิด (แม้อาจจะพอตระหนักรู้อยู่บ้าง) ถึงความผุพังและรอยแตกร้าวจากยุคสงครามเย็น ทว่า พวกเขาโหยหาถึงแง่งามปนเศร้าของมัน ผ่านประสบการณ์แบบปัจเจก

เราอาจไม่เห็นด้วยกับท่าทีแบบนี้ หรือมองเห็นถึงความละเลยเพิกเฉยอันเกิดจากท่าทีดังกล่าว แต่เราก็ควรต้องทำความเข้าใจและยอมรับว่าคนจำนวนไม่น้อยในสังคมนั้นมีอารมณ์ความรู้สึก/ท่าทีแบบนี้อยู่จริงๆ

หก

น่าตีความเล่นๆ ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครนำกับเพลง “จดหมายจากเมียเช่า” และสายสัมพันธ์ของธนากับหมอดูจรจัดนั้นอาจมีลักษณะ “ล้อ” กันอยู่พอสมควร

อาการรำลึกความหลังถึงวันชื่นคืนสุขด้วยบทเพลงยุคสงครามเย็น โดยไม่คำนึงถึงบาดแผลของผู้คนอื่นๆ และสังคมในช่วงเวลาเดียวกัน

อาจคล้ายคลึงกับความพยายามของธนาที่จะสานฝันของหมอดูคนเพี้ยนให้เป็นความจริงหรือเข้าใกล้ความจริงมากที่สุด ณ เงื่อนไขปัจจุบัน

โดยในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นธนาเองนั่นแหละ ที่ฉุดกระชากหมอดูซอมซ่อผู้มองชีวิตในแง่บวกออกจากโลกความฝันส่วนตัวอันงดงามและปลอดภัย จนเขามิอาจจะสานฝันได้สำเร็จด้วยตัวเอง

ธนาจึงเป็นทั้งคนที่มีส่วนทำลายความฝันของหมอดู และคนที่พยายามสานต่อความฝันของเขาให้สำเร็จลุล่วง

หนักกว่านั้น ความสัมพันธ์สองแบบข้างต้นยังอาจส่องสะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์สองเหลี่ยมมุมระหว่างธนากับช้างเพื่อนยาก

ซึ่งครั้งหนึ่ง ธนาเคยขายมันทิ้งเพื่อหาเงินเข้ากรุงเทพฯ กระทั่งเวลาผ่านเลยไปหลายปี เขาจึงซื้อเจ้า “ป๊อปอาย” กลับมา แล้วพยายามนำมันหวนคืนบ้านเกิด

เจ็ด

ป๊อปอาย แปด

อีกจุดที่เป็นรายละเอียดซึ่งหนังไม่ได้ระบุไว้ชัดๆ แต่ผมทึกทักเอาเองว่าหนังบอกเป็นนัยๆ เอาไว้ ก็คือ ภูมิหลังในเมืองใหญ่ของธนา

เรารู้แค่ว่าธนาน่าจะเป็น “สถาปนิก” รุ่นเก๋า ที่กำลังถึงคราปลดระวาง เขาเป็นเด็กจากเมืองเลยผู้หันหลังให้ครอบครัวและบ้านเกิดอย่างเกือบจะสิ้นเชิง เพื่อเข้ามาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในกรุงเทพฯ

แต่คนดูไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตในกรุงเทพฯ ของธนา ก่อนจะมารุ่งโรจน์ในบริษัทออกแบบชื่อดังนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

มีเพียงคำพูดที่ธนาบอกกับตัวละครบางคนระหว่างเดินทางกลับคืนบ้านเกิดว่า เขาเคย “ทำงานก่อสร้าง” มาก่อน

นั่นทำให้ผมคิดต่อเล่นๆ ว่า ธนาคงไม่ได้เป็นเด็กประเภทเรียนดีมีเงิน แล้วเอ็นทรานซ์ติดคณะสถาปัตย์ ในมหาวิทยาลัยดังทันที เมื่อแรกเข้ากรุงเทพฯ

แต่เขาคงเข้ามาทำงานก่อสร้าง/รับเหมาฯ ในกทม. แล้วค่อยๆ เติบโตจากสายโฟร์แมน หรือเริ่มตั้งต้นเรียนรู้วิชาออกแบบจากการทำงานไป เรียนสายอาชีวะไป ก่อนจะ “ต่อยอด” คุณวุฒิของตนเอง ด้วยประสบการณ์และทุนทรัพย์ที่มีมากขึ้น

หากเป็นอย่างที่ผม “มโน” ก็เป็นไปได้ว่าความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างธนากับลูกชายเจ้าของบริษัทนั้น อาจไม่ใช่แค่เรื่องความแตกต่างระหว่างวัย แต่มีประเด็นเรื่องความแตกต่างทางชนชั้นแฝงอยู่ด้วย (แม้ธนาจะอัพเกรดตัวเองขึ้นเป็นคนชั้นกลางระดับสูงมานานหลายปีแล้วก็ตาม)

แปด

ป๊อปอาย เจ็ด

องค์ประกอบและเรื่องราวปลีกย่อยต่างๆ ในหนัง ได้ค่อยๆ สั่งสมและถ่ายทอดพลังมายังบทสรุปสุดท้ายของ “Pop Aye”

เอาเข้าจริง บทสรุปดังกล่าวเกือบจะออกมา “เลี่ยน” และ “ห้วน” ด้วยซ้ำ

แต่พอเรานำบทสรุปที่ว่าไปประกบกับ “ความจริง” ที่ธนาเพิ่งตระหนักจากการเดินทางกลับบ้าน เราก็จะพบว่าตัวละครรุ่นเขานั้นเคว้งคว้างและน่าจะต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจมากมายขนาดไหน

อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่าธนาเป็นชายที่บกพร่องในแง่ความเป็นสามี (และรวมไปถึงการเป็นหัวหน้าครอบครัว)

เขาคือคนที่พยายามไขว่คว้าหาอดีตอันบริสุทธิ์งดงาม แต่อดีตก็คือ “อดีต” ซึ่งไม่มีทางแนบสนิทกับ “ปัจจุบัน”

เขาคือคนที่พยายามจะยึดกุมช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพของตนเองเอาไว้ ทว่า กาลเวลาก็ผ่านเลยไปเรื่อยๆ หรือกัดกินตัวเองอยู่ทุกวัน พร้อมๆ กับคลื่นลูกใหม่ที่สาดซัดทับถมเข้ามา

สิ่งท้ายๆ ที่ธนาพยายามยึดเกาะไว้ จึงได้แก่ “อดีต” ที่จวนจะเสื่อมสลายในเมืองใหญ่ แต่ยังไม่สูญสลายหายไปเหมือน “อดีต” ในชนบท

อย่างไรก็ดี แม้แต่ซาก “อดีต” ที่เหลืออยู่อย่างร่อยหรอ ก็จะต้องถูกทุบทำลายทิ้งไปในไม่ช้า แล้วแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ซึ่งตอบโจทย์ผู้คนในสังคมร่วมสมัยได้มากกว่า

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากธนาจะต้องกลับไปหาภรรยาคู่ชีวิตและช้างเพื่อนยาก แล้วยึดเหนี่ยวตนเองกับคนและสัตว์เหล่านั้นเอาไว้ให้แนบแน่นที่สุด ผ่านอารมณ์ความรู้สึก/สายสัมพันธ์ที่ทั้งโรแมนติก ชวนฝัน รำลึกความหลัง และอ้างว้างเดียวดายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เพราะนั่นคือ “คุณค่าในชีวิต” สองลำดับสุดท้าย ที่หลงเหลืออยู่ของเขา

สรุป

โดยสรุปแล้ว ในภาวะที่สังคมต้องเผชิญหน้ากับปัญหาช่องว่างระหว่างเจเนอเรชั่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่า “Pop Aye” พยายามจะสนทนากับปัญหาดังกล่าวและ “ตัวละครหลัก” ของปัญหา อย่าง “ผู้สูงอายุ” ผ่านท่าที, น้ำเสียง และกลวิธีที่อ่อนโยน-ละมุนละม่อม-พร้อมจะทำความเข้าใจในมุมมองที่แตกต่าง แต่ก็ทรงพลังไปพร้อมๆ กัน

ผมจึงเห็นว่าฉาก “ร่วมลงมือ-ออกแรงปิดกระบะท้ายรถบรรทุก/ปิกอัพ” โดยตัวละครสองราย (ธนาและคนอื่นๆ ซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันไป) ที่ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนัง นั้นมีนัยยะสำคัญอยู่ไม่น้อย

Advertisements
ข่าวบันเทิง

คอหนังไม่ควรพลาด ดีวีดี “หนังกล่อง” ประจำปี 58 “อนธการ-พี่ชาย My Hero”

ในฤดูกาลประกาศรางวัลภาพยนตร์ไทยประจำปี 2558 ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2559 ดูเหมือนว่า หนังอินดี้อย่าง “อนธการ” (กำกับโดย อนุชา บุญยวรรธนะ) และ “พี่ชาย My Hero” (กำกับโดย จอช คิม) จะเป็นสองในตัวแสดงหลักเพียงไม่กี่ราย ที่มีชื่อได้เข้าชิงรางวัลในสาขาสำคัญๆ อย่างมากมาย เป็นกอบเป็นกำ

น่ายินดีว่า ล่าสุด หนังไทยทั้งสองเรื่องจะถูกผลิตออกมาในรูปแบบดีวีดีเพื่อวางจำหน่าย

ดีวีดีพี่ชาย

ดีวีดี บ็อกซ์เซ็ต “พี่ชาย My Hero”

DVD BOXSET “พี่ชาย My Hero”

799.- (จากปกติ 999.-)

พร้อมจองแล้ว…วันนี้!

ขั้นตอนการจองดีวีดี

1. แจ้งชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่จัดส่ง, เบอร์โทรศัพท์ และจำนวนดีวีดีที่ต้องการ มายังช่องทางใดก็ได้ ดังต่อไปนี้

• FACEBOOK DIRECT MESSAGES : กล่องข้อความของเพจเฟซบุ๊ก พี่ชาย My Hero

• EMAIL : ทางอีเมล pchaimyhero@gmail.com

2. เมื่อทางทีมงานตอบกลับ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องโอน สามารถโอนเงินมาได้ในบัญชีต่อไปนี้

– นาย ชลัท ศิริวาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-500999-2

– นาย ชลัท ศิริวาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เลขที่บัญชี 772-2-25406-0

3. เมื่อโอนเงินเรียบร้อย กรุณาส่งสลิปหลักฐานการโอนเงินมายังทีมงาน เพื่อเป็นการยืนยันการจองดีวีดี

4. ทีมงานจะจัดส่งดีวีดีต่อเมื่อเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 3 ขั้นตอน / การสั่งจองดีวีดีจะ “สมบูรณ์” ต่อเมื่อโอนเงินแล้วเท่านั้น

อนธการดีวีดี

ดีวีดี บ็อกซ์เซ็ต “อนธการ”

“อนธการ” วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในรูปแบบดีวีดี ราคา 229 บาท สามารถซื้อได้ที่ร้าน ลิโด้ ดีวีดี‬ หรือสั่งซื้อออนไลน์ทางแฟนเพจ The Blue Hour – Onthakan

โดยจะเป็นดีวีดี 9 และไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ

ในดีวีดีมี ‪‎Special Features‬ มากมายดังนี้

1. Making of The Blue Hour อนธการ : บทสัมภาษณ์ ผกก. นักแสดง และทีมงานถึงแนวคิดในการสร้างภาพยนตร์

2. Deleted Scenes & Outtakes : ฉากที่ถูกตัดออกและเทคที่ไม่ได้เลือก

3. Q&A Session with Director and Actors : วิดีโอบันทึกการพูดคุยของผกก. และนักแสดงในการฉายรอบปฐมทัศน์

4. Original Soundtrack : ดนตรีประกอบภาพยนตร์ 12 เพลง พร้อมภาพ Photo Gallery

5. Director’s Commentary : ชมภาพยนตร์พร้อมเสียงบรรยายจากผกก. อนุชา บุญยวรรธนะ ซึ่งเล่าถึงแนวคิด การตีความ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการถ่ายทำฉากต่างๆ

วิธีซื้อดีวีดี‬ มี 2 แบบ

1. ซื้อได้ที่ร้าน ลิโด้ ดีวีดี ทุกสาขาเลย ร้านตั้งอยู่ที่ไหนบ้างดูได้ในเว็บไซต์ http://www.lidodvd.com

2. สั่งซื้อผ่านทางแฟนเพจ โดยมีขั้นตอนดังนี้

– DVD ราคาแผ่นละ 229 บาท รวมค่าจัดส่งทั่วประเทศ 50 บาท เป็น 279 บาท

– โอนเงิน 279 บาทมาที่ ชื่อบัญชี : วุฒิภัทร ณีสกุล ธนาคารกสิกรไทย 009-1-67616-8

-แจ้งการโอนโดยถ่ายรูปสลิปโอน‬ พร้อมฝาก ‪ชื่อ‬ ‪ที่อยู่‬ ‪เบอร์โทร‬ มาใน Inbox ของแฟนเพจ The Blue Hour – Onthakan (รบกวนส่งข้อมูลให้ครบถ้วนชัดเจน เพื่อการจัดส่งที่ถูกต้อง)

– หลังการจัดส่งสินค้า แอดมินจะแจ้งเลขพัสดุ (tracking number) ให้ผู้สั่งซื้อทราบ

จะมีการจัดส่ง DVD ในวันอังคารและวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ โดยถ้าต้องการให้จัดส่งในวันอังคาร รบกวนโอนเงินและส่งข้อมูลมาก่อนวันจันทร์ บ่าย 3 โมง / ถ้าต้องการให้จัดส่งภายในวันศุกร์ รบกวนโอนเงินและส่งข้อมูลมาก่อนวันพฤหัส บ่าย 3 โมง

คนมองหนัง, คนอ่านเพลง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ท็อปเทน” ปี 2558

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 15-21 มกราคม 2559)

ต้นปีนี้ เพื่อนที่จัดทำเฟจเฟซบุ๊ก “คาเฟ่ลูมิแยร์” ได้เชิญชวนให้ไปร่วมจัดอันดับ “ท็อปเทน” ประจำปี 2558 โดยแบ่งออกเป็นสองหัวข้อ

หัวข้อแรก “ท็อปเทน หนังไทย” ขณะที่หัวข้อที่สอง คือ “ท็อปเทน ภาพเคลื่อนไหว” ซึ่งรวมทุกอย่าง นับตั้งแต่หนังยาว หนังสั้น สารคดี รายการทีวี ศิลปะจัดวาง คลิปโป๊ โฆษณา มิวสิกวิดีโอ เรื่อยไปจนถึงรายการคืนความสุข !

เมื่อมาสำรวจตรวจสอบตัวเอง ก็พบว่า ตลอดปีที่แล้วผมได้ดูหนังในโรงภาพยนตร์เพียง 20 กว่าเรื่องเท่านั้น แถมยังไม่ได้ดูสื่อภาพเคลื่อนไหวอื่นๆ ในจำนวนมากมายสักเท่าไหร่

ถือว่าต้องพิจารณาตนเองเหมือนกัน ในฐานะที่มีหน้าที่ต้องเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์และสาระบันเทิงอื่นๆ เพื่อสื่อสารไปยังผู้อ่าน

อย่างไรก็ดี เมื่อได้รับคำชวนแล้ว จึงตัดสินใจลองจัดอันดับดูสักหน่อย แม้จะไม่ครบถ้วนสิบเรื่องสิบชิ้น ในแต่ละหมวดหมู่ก็ตาม

ท็อปเทนหนังไทย (ขออนุญาตหดเป็น “ท็อปไฟว์” เพราะได้ดูหนังไทยในปีที่ผ่านมาไม่ถึง 10 เรื่อง)

อันดับ 1 “สแน็ป : แค่…ได้คิดถึง” (คงเดช จาตุรันต์รัศมี)

snap

หนังของคงเดชยังทำหน้าที่บันทึกภาพความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยได้อย่างมีเสน่ห์ อย่างไรก็ตาม หากจะมองว่าสแน็ปเป็นแค่หนังรักเรื่องหนึ่ง นี่ก็เป็นหนังรักที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง เศร้าสะเทือนใจ และสามารถถูกตีความได้อย่างหลากหลายตามประสบการณ์ส่วนตัวของคนดูแต่ละราย

“บอย” พระเอกของเรื่อง จึงถูกตีความถึง ทั้งในฐานะ “เหยื่อทางการเมือง” “สลิ่มกลับใจ” และ “ผู้ชาย/คนรักแหยๆ”

เช่นเดียวกับนางเอกอย่าง “ผึ้ง” ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง “สลิ่มตัวแม่” ที่ฆ่าคนทิ้งในความทรงจำ และฆ่าคนทางอ้อมในโลกความจริง หรือ “หญิงสาวคนชั้นกลาง” ที่หนีจากอดีตคนรัก ผู้เก็บงำทุกอย่างไว้ในใจจนน่ารำคาญ แล้วไปแสวงหาผู้ชายและชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์กว่า ทว่า ไม่มีทางสมบูรณ์แบบ

อันดับ 2 “อนธการ” (อนุชา บุญยวรรธนะ)

อนธการ โปสเตอร์

อนธการ อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดูแล้วจะเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินใจ แต่ผลงานของอนุชาก็มีจุดเด่นอย่างสำคัญ ในการสร้างสรรค์โลก/จักรวาลสมมุติของหนัง ที่คาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับความฝัน ออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือและทรงพลัง (ด้วยฝีมือการกำกับภาพและงานโปรดักชั่นอันยอดเยี่ยม)

ขณะเดียวกัน สารหลักในหนังยังนำเสนอความใฝ่ฝันอันรุนแรงของคนรุ่นเยาว์ ที่มุ่งหมายจะปฏิวัติโค่นล้มอำนาจบางอย่าง ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความขัดแย้งอันคุกรุ่นและความเปลี่ยนผ่านอันคลุมเครือภายนอกโรงภาพยนตร์

อันดับ 3 “พี่ชาย My Hero” (จอช คิม)

พี่ชาย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้อาจกำกับโดยคนทำหนังต่างชาติ และสร้างขึ้นจากบทประพันธ์ภาษาอังกฤษ แต่มันกลับพูดถึงประเด็นปัญหาแบบ “ไทยๆ” ที่หนังและนิยายไทยแท้ๆ ไม่ค่อยกล้าพูดถึงกัน นั่นคือ ประเด็นความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากระบบเกณฑ์ทหาร

พี่ชาย My Hero ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับสแน็ป คือ ต่อให้ไม่พิจารณาถึงประเด็นทางการเมือง-สังคมใหญ่ๆ ที่ปรากฏชัดเจนภายในหนัง ภาพยนตร์เหล่านี้ก็ยังมีฐานะเป็นเรื่องเล่าชั้นดี

ถ้าสแน็ปเล่าเรื่องราวความรักวัยรุ่นและการเติบโตของคนหนุ่มสาวชนชั้นกลางอย่างมีชั้นเชิง พี่ชายฯ ก็เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนข้ามเพศและความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชาย-น้องชาย ได้อย่างน่าประทับใจ (และสะเทือนใจ)

อันดับ 4 “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)

ฟรีแลนซฺ์

สำหรับบางคน นี่อาจเป็นหนึ่งในหนังปิดท้ายของสตูดิโอใหญ่อย่าง “จีทีเอช” ที่ต่อมาแปลงกายเป็น “จีดีเอช 559” โดยตัด “ที” ออกไป

แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง เราก็จะพบเห็นทางเดินที่น่าสนใจของคนทำหนังอย่าง นวพล บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเอาจริงเอาจังกับการเล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหว ตั้งแต่หนังสั้น หนังอินดี้โกยรางวัล จนมาถึงหนังเมนสตรีมรายได้เกือบหนึ่งร้อยล้านบาท

ขณะเดียวกัน เรายังได้เห็นอีกหนึ่งจุดเด่นอันดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในงานของนวพล ได้แก่ ลักษณะ “ประนีประนอม” ตั้งแต่การประนีประนอมระหว่างโจทย์สะอาดๆ ของหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ กับความเป็นหนังสั้นที่ดี มีคำถามเปิดกว้างชวนถกเถียง, การประนีประนอมระหว่างความเป็นหนังอินดี้ กับความพยายามในการแสวงหาคนดูกลุ่มก้อนใหญ่ขึ้น

มาจนถึงการประนีประนอมระหว่างการเล่าเรื่องราวชีวิตอันหนักหน่วงของหนุ่มสาวร่วมสมัย กับการสร้างหนังตลาดที่ต้องเข้าถึงมวลชนจำนวนมหาศาล

อันดับ 5 “2538 อัลเทอร์มาจีบ” (ยรรยง คุรุอังกูร)

2538

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังดีมากนัก ถ้าวัดกันในแง่คุณภาพอาจด้อยกว่า “รุ่นพี่” ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ด้วยซ้ำ

แต่โดยรสนิยมส่วนตัว ผมกลับอินกับ 2538ฯ มากกว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมันย้อนไปเล่าเรื่องราวและทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับยุคสมัยใกล้ตัว ผ่านบทเพลงที่ตนเองคุ้นเคยเมื่อ 20 ปีก่อน

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ แม้ 2538ฯ จะมีจุดบกพร่องอยู่ค่อนข้างเยอะ แต่น่าเชื่อว่าผู้ชมหลายคนคงนั่งนอนดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างสบายอารมณ์ เพราะคนทำ (ซึ่งไม่ได้เก่งกาจถึงขีดสุด) ไม่พยายามบีบดัดผลงานของตน ด้วยจุดประสงค์เข้มข้นแข็งกร้าวอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป

ทว่า เขากลับเล่ามันออกมาอย่างเบามือ ผ่อนคลาย ได้แค่ไหนก็ไปแค่นั้น

ท็อปเทน ภาพเคลื่อนไหวนานาชนิด (ขออนุญาตลดขนาดเป็นท็อปไฟว์เช่นกัน)

อันดับ 1 ละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” (หนำเลี้ยบ-ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์)

แก้วหน้าม้ากับนางยักษ์

แก้วหน้าม้า อาจเหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านมา ที่เปิดตัวด้วยการยั่วล้ออำนาจอันสูงส่งอย่างหาญกล้า และพลิกกลับป่วนปั่นฐานานุศักดิ์ต่างๆ อย่างสนุกสนาน ก่อนจะคลี่คลายกลายเป็นเรื่องราวว่าด้วยการ “ปราบยักษ์” ธรรมดาๆ และเริ่มยืดเยื้อเรื่องเล่าไปสู่ชีวิตของตัวละครรุ่นลูก

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุด กลับเป็นตำแหน่งแห่งที่ของละครเรื่องนี้ ท่ามกลางการเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แห่งทีวีดิจิตอล ซึ่งสถิติการวัดเรตติ้งได้บ่งชี้ว่า ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่เคยถูกสร้างมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแก้วหน้าม้า ถือเป็นโปรแกรมโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับต้นๆ ของปี 2558 (อาจไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ก็ไม่ต่ำกว่าท็อปห้า)

นี่เป็นเพราะความแน่นิ่งเน่าสนิทของสังคมไทย หรือเพราะว่ามหรสพกึ่งสมัยใหม่กึ่งโบราณเรื่องนี้มี “หน้าที่” ที่ถูกต้องเหมาะสมบางประการ ต่อผู้คนในสังคมเก่าๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับระลอกคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันแน่?

อันดับ 2 ภาพยนตร์เรื่อง “Mad Max : Fury Road” (จอร์จ มิลเลอร์)

madmax

โดยส่วนตัว Mad Max ภาคนี้ ทำให้ผมนึกถึง The Matrix ภาคแรก ที่จะมองเป็นหนังแอ๊กชั่นดูเอามัน เอาสนุก เอาความตื่นตาตื่นใจก็ได้ หรือจะมองเป็นหนังที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดทฤษฎีอันลึกซึ้งก็ยังได้

ดังที่มีผู้วิเคราะห์หนังเรื่องนี้ไว้อย่างกว้างขวางหลากหลาย ผ่านกรอบความคิดว่าด้วยสตรีนิยม, นิเวศวิทยา, เรือนร่าง เรื่อยไปจนถึงอำนาจ ฯลฯ

อันดับ 3 ภาพยนตร์เรื่อง “The Assassin” (โหวเสี่ยวเซี่ยน)

ประกาศิตหงส์สังหาร

นี่อาจไม่ใช่หนังจีนกำลังภายในที่ดูง่ายนัก แต่ก็ดูไม่ยากจนเกินไป ถ้าเราพยายามปรับตัวเข้าหาไวยากรณ์การเล่าเรื่องในลักษณะวิสามัญ ซึ่งผู้กำกับเลือกใช้

นอกจากนี้ เมื่อดูหนังไปเรื่อยๆ เราก็จะได้พบกับหลายๆ องค์ประกอบและตัวละคร ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับองค์ประกอบของเรื่องเล่ากำลังภายในอื่นๆ

รวมทั้งยังอาจเพลิดเพลินใจไปกับการจับภาพวิวทิวทัศน์อันงดงามสะดุดตา ซึ่งไม่อาจถูกทำลายลง ด้วยความรู้สึก “ดูไม่รู้เรื่อง” หลังชมหนังจบ

อันดับ 4 ภาพยนตร์เรื่อง “Boyhood” (ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์)

boyhood

นานวันเข้า คนดูจำนวนมาก (รวมทั้งผมเอง) อาจจดจำรายละเอียดของเรื่องราวในหนังเรื่องนี้แทบไม่ได้แล้ว จำได้แต่เพียงว่าหนังถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา 12 ปี ของตัวละครเด็กชายรายหนึ่ง ที่ค่อยๆ เติบโตสู่การเป็นวัยรุ่น พร้อมชีวิตของผู้คนมากหน้าหลายตาที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาข้องเกี่ยวกับเขา

แต่อย่างน้อย การมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ที่ใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 12 ปี เท่ากับระยะเวลาของการดำเนินเรื่องราวภายในหนัง ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและน่าจดจำพอสมควร

อันดับ 5 คลิปการเล่นดนตรีในเพจเฟซบุ๊ก “พนเทพ สุวรรณะบุณย์ . Page” และ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band”

รักนิรันดร์

คนที่เติบโตมาในยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเทปและซีดี คงคุ้นเคยกับชื่อของ “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” ไม่มากก็น้อย แม้ในช่วงเวลาที่บรรดา “นักแต่งเพลง” ได้รับการยอมรับนับถืออย่างสูง สถานะของคนแต่งทำนอง-เรียบเรียงดนตรี-โปรดิวซ์อัลบั้มอย่างพนเทพ (และคนที่ทำงานลักษณะเดียวกันรายอื่นๆ) อาจแลดูอ่อนด้อยกว่าสถานะของนักเขียนเนื้อร้องอยู่บ้าง

แต่ความคุ้นเคยก็จางหายไปตามกาลเวลา ที่ค่อยๆ กัดกร่อนคนรุ่นเก่า ในระบบการผลิตแบบเก่า

อย่างไรก็ดี ผมหวนกลับมาตระหนักว่าพนเทพยัง “มีของ”

เมื่อได้เริ่มติดตามคลิปการร้องเพลง-เล่นดนตรี เพราะๆ ในเพจ “พนเทพ สุวรรณะบุณย์ . Page” ที่มีทั้งโชว์เดี่ยวของเจ้าตัว และการร่วมเล่นดนตรีกับกลุ่มเพื่อนสนิท โดยเฉพาะ “ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” (ปั่น)

ยิ่งเมื่อได้ไปชมคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ก็ยิ่งรู้สึกว่า นอกจากพนเทพจะเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดี ที่มีผลงานดังๆ มากมายแล้ว เขายังเป็นคนคุยสนุก และเป็นผู้อาวุโสที่อ่อนน้อมถ่อมตนต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ อย่างน่าทึ่ง

จึงไม่แปลกเลย ที่หลังคอนเสิร์ตจบลง พนเทพจะยังคงเดินหน้าเข้าถึงแฟนเพลงขาประจำ (อาจมีหน้าใหม่ผสมมาบ้าง) ผ่านอีกหนึ่งเพจใหม่ คือ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band” ซึ่งขับเน้นถึงการทำงานร่วมกันของสามทหารเสือ “พนเทพ-ชรัส-ปั่น”

หรือต่อให้ตัดคำสรรเสริญเยินยอมากมายออกไป อย่างน้อยที่สุด คลิปการเล่นดนตรีในสองเพจดังกล่าว ก็ยังถือเป็นเพลงฟังสบายๆ ที่เหมาะสมกับคนรุ่นอายุ 30 อัพ ซึ่งเหน็ดเหนื่อยกับภาระหน้าที่การงานต่างๆ และต้องการหาอะไรมาผ่อนคลายหัวสมอง อารมณ์ ความรู้สึก ก่อนเข้านอน

ก็เป็นอันว่า ได้หนัง-ภาพเคลื่อนไหวครบ “สิบอันดับ” พอดี แต่ต้องนำสองหัวข้อมารวมกัน แทนที่จะเป็นหัวข้อละสิบเรื่อง/ชิ้น ตามคำขอเบื้องต้น

หมายเหตุ

อย่างไรก็ตาม พอมานึกทบทวนให้มากขึ้น จึงเห็นว่ามีงานอีกสองชิ้น ที่ควรถูกผนวกเพิ่มเติมเข้าไปในบัญชีท็อปเทนภาพเคลื่อนไหว ได้แก่

 

ภาพยนตร์เรื่อง “The Inerasable” (โยชิฮิโร นากามูระ)

 

The_Inerasable-p1

 

หนังผีญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องราวซับซ้อนแนวสืบสวนได้อย่างสนุกและน่าติดตาม

 

หนังเริ่มต้นทุกอย่างด้วยผีที่คล้ายจะผูกติดอยู่กับ “พื้นที่/สถานที่” ตามขนบปกติ ก่อนจะพาคนดูไปสำรวจประเด็นปัญหาทางสังคม อย่างเรื่องที่ดิน/ที่อยู่อาศัยในสังคมเมือง, ประวัติศาสตร์สังคมของชุมชน, ประวัติศาสตร์บาดแผลของท้องถิ่น ตลอดจนวันวัยที่เปลี่ยนผ่านของคนโดนผีหลอก ขณะเดียวกัน ผีก็เหมือนจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการไล่ย้อนไทม์ไลน์ทางประวัติศาสตร์

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกขมวดจบว่า ถ้าผีมันจะหลอกหลอนคุณ มันก็คุกคามไปได้ในทุกกาละและเทศะนั่นแหละ

 

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Look of Silence” (โจชัว ออปเพนไฮเมอร์)

 

The-look-of-silence

 

ถ้า The Act of Killing ผลงานก่อนหน้านั้นของออปเพนไฮเมอร์ ที่พูดถึงการสังหารหมู่ทางการเมืองในอินโดนีเซีย เมื่อช่วงทศวรรษ 1960 เช่นเดียวกัน ยังมีลูก “เล่นหัว” ท่ามกลางความโศกเศร้า และความโหดเหี้ยม อยู่บ้าง จากกลวิธีการทำหนังซ้อนหนัง ที่ผู้กำกับเลือกใช้

 

The Look of Silence ก็ถือเป็นหนังสารคดีต่อเนื่อง ที่โหดเหี้ยมกว่า โศกเศร้ากว่า และสงบนิ่งกว่า เพราะหนังนำพาผู้เกี่ยวข้องกับ “เหยื่อ” ที่จดจำเหตุการณ์อันโหดร้ายไม่ได้ หรือยังไม่อาจรับรู้ถึงสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ออกตระเวนเดินทางไปพบกับบรรดาฆาตกร ทั้งทางตรงและทางอ้อม บางคนคือผู้มีอิทธิพล บางคนกลายเป็นคนใกล้ตัว ส่วนบางคนก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีอะไรมากมายนัก

 

การเผชิญหน้าระหว่างผู้กระทำ กับ ตัวแทนของผู้ถูกกระทำ จึงส่งผลให้หนังเต็มไปด้วยความกดดันและความตึงเครียด

 

หนังสารคดีทั้งสองเรื่องของออปเพนไฮเมอร์อาจเป็น “แม่แบบ” หนึ่ง ที่นักทำหนังชาวไทยในอนาคต (อันใกล้หรือไกล) จะเลือกนำมาใช้ถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวของประเทศตนเอง ที่โหดเหี้ยมและเศร้าสลดไม่ต่างกัน

คนมองหนัง

3 หนังไทยเล็กๆ ที่น่าจดจำ ในปี 2558

(มติชนสุดสัปดาห์ 1-7 มกราคม 2559)

 

ปี 2558 ผ่านพ้นไป พร้อมกับภาวะค่อนข้างเซื่องซึมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

อย่างไรก็ตาม หากมองอีกแง่หนึ่ง ความเคลื่อนไหวอันเร่าร้อนกลับไปเกิดขึ้นในแวดวงหนังอิสระหรือหนังอินดี้

ซึ่งนอกจากคนทำหนังสายนี้จะมีความชำนาญในการแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติให้แก่ตนเองแล้ว พวกเขาก็ยังคล่องแคล่วมากขึ้น กับการยึดกุมพื้นที่ฉายงานภายในประเทศ

ในปีที่ผ่านมา มีหนังอินดี้ไทยสามเรื่องที่ผมได้ดูและรู้สึกประทับใจ ได้แก่ “สแน็ป แค่…ได้คิดถึง” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี (หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายจริงในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ต่อเนื่องไปถึงเดือนมกราคม 2559), “พี่ชาย My Hero” ของผู้กำกับฯ อเมริกันเชื้อสายเกาหลี จอช คิม และ “อนธการ” ของ อนุชา บุญยวรรธนะ

ในบทความชิ้นนี้ ผมอยากจะเขียนถึง “จุดร่วม” 2-3 ประการ ที่ผู้กำกับหนังทั้งสามเรื่องต่างสื่อสารออกมาพ้องกัน (โดยมิได้นัดหมาย?) อย่างน่าสนใจ

ประการแรก คล้ายกับว่าหนังทั้งสามเรื่องต่างพูดถึงประเด็นการเผชิญหน้ากับความทรงจำ, เรื่องราวในอดีต หรือประสบการณ์อันสืบเนื่องจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนสร้างความยากลำบาก หรือสร้างกรงกักขังจิตวิญญาณเสรีและความใฝ่ฝันถึงอิสรภาพ ของตัวละครหลักในหนังแต่ละเรื่อง

“สแน็ปฯ” พูดเรื่องความทรงจำเกี่ยวกับความรักช่วงวัยรุ่น ทั้งยังตั้งคำถามอย่างแหลมคมต่อสถานะของ “ความทรงจำ” ที่ล้วนแล้วแต่แหว่งวิ่นขาดเกิน และถูกปรับแต่งตามทัศนคติ ความต้องการ ประสบการณ์ และปัญหาชีวิต ของปัจเจกบุคคลแต่ละคน

“พี่ชาย My Hero” พูดถึงความทรงจำดีๆ และความโศกาอาดูรที่น้องชายคนหนึ่ง มีต่อพี่ชายผู้จากไป

ขณะที่ “อนธการ” พูดถึงประสบการณ์เลวร้ายน่าอึดอัดของครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง จากมุมมองของลูกชายคนเล็ก ซึ่งมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ และถูกทำร้ายร่างกาย ตลอดจนถูกกดขี่ทางจิตใจอยู่เป็นระยะๆ

ประการต่อมาที่ต่อเนื่องกัน ก็คือ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความทรงจำ, ภาพอดีต หรือประสบการณ์ชีวิตอันยากลำบาก จนเสมือนไร้ทางออก ตัวละครหลักของหนังทั้งสามเรื่อง จึงพยายาม “ละทิ้ง” หรือ “หลบหนี” จากภาวะเหล่านั้น

เมื่อตัวละครหลักสองคนของ “สแน็ปฯ” ต้องเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน/เผชิญหน้ากับคนรักในอดีต ณ ภาวะปัจจุบัน พวกเขาพยายามทดลองสานต่ออดีตดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ ก่อนจะตระหนักว่า ความพยายามเช่นนั้นเป็นการขัดขืนปัจจุบัน จนยากจะบรรลุภารกิจให้ลุล่วง

ด้วยเหตุนี้ ตัวละครทั้งคู่จึงต้องย้อนกลับคืนสู่วิถีชีวิตและคนรักในปัจจุบันของตน โดยตัวละครรายหนึ่งถึงกับเลือกจะ “ลบ” ภาพคนรักในอดีตออกจากโทรศัพท์มือถือ

ความทรงจำจึงประกอบด้วยสิ่งที่ไม่สามารถทำใจให้จดจำได้ และสิ่งที่สามารถทำใจให้จดจำได้อย่างราบรื่นลงรอยกับชีวิตในปัจจุบัน อาทิ ภาพถ่ายสวยๆ ในโทรศัพท์มือถือ หรือเพลงเพราะๆ สมัยวัยรุ่น ซึ่งมีศักยภาพในการช่วยโรแมนติไซส์/ลบเลือนรอยปริแยกแตกหักระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

โดยไม่ต้องคำนึงว่า การสร้างภาวะโรแมนติกดังกล่าวจะทำร้าย ละทิ้ง และเพิกเฉยต่อใครไปบ้าง

ขณะเดียวกัน ตัวละครน้องชายใน “พี่ชาย My Hero” ก็พยายาม “หลีกหนี” เพราะไม่ต้องการเดินซ้ำรอยเท้า/การตัดสินใจอันผิดพลาดของผู้เป็นพี่ นั่นคือ การเข้ารับการเกณฑ์ทหารโดยปราศจากเส้นสาย ดังเช่นสามัญชนคนปกติทั่วไป

แต่ก็น่าตั้งคำถามเช่นกันว่า การไม่ยอมเลือกเดินตามรอยพี่ชาย แสดงให้เห็นถึงการอยู่ในสังคมฟอนเฟะ “เป็น” ของน้องชาย หรือจะถือเป็นการเหยียบรอยเท้าลงไปบนวงจรอุบาทว์เดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และครอบงำสังคม ตลอดจนกดขี่ผู้ขาดโอกาสรายอื่นๆ มาเป็นเวลาเนิ่นนาน?

ทางด้าน “อนธการ” ก็สร้างบ่อขยะและสระว่ายน้ำร้างให้กลายสถานะเป็นโลกชั่วคราวกึ่งจริงกึ่งฝัน ที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่นชายขอบสองคนได้ “หลบหนี” เข้ามาใช้เสรีภาพทางเพศสภาพอย่างเต็มที่ ทั้งยังสามารถจินตนาการถึงการปฏิวัติล้มล้างอำนาจบางอย่างในโลกแห่งความเป็นจริงภายนอก

ก่อนที่ทั้งคู่จะแปรพลังแห่งจินตนาการดังกล่าวให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติจริง อันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในท้ายที่สุด

ประการสุดท้าย น่าสะดุดใจเป็นอย่างยิ่งว่า หนังทั้งสามเรื่องไม่พยายามแยกขาดตัวเองออกจากบริบททางสังคม-การเมืองร่วมสมัย ในปี 2557-2558

“สแน็ปฯ” มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองช่วงประกาศกฎอัยการศึก จนถึงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นอกจากนี้ หนังยังมุ่งเน้นประเด็นไปที่สภาวะการเติบโตและเปลี่ยนผ่านของคนรุ่นอายุยี่สิบกว่าๆ ซึ่งจบการศึกษาระดับมัธยม ในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่นานนัก ก่อนที่วัยรุ่นกลุ่มนี้จะหวนกลับมาพบกันในงานแต่งงานของเพื่อน เมื่อเดือนพฤษภาคม ของอีกแปดปีถัดมา

หนังเรื่องล่าสุดของคงเดชยังเล่าเรื่องราวเล็กๆ เกี่ยวกับเพื่อนที่ทะเลาะเบาะแว้งกันบนหน้าเฟซบุ๊ก ด้วยประเด็นเห็นต่างทางการเมือง จนต้องอันเฟรนด์และเลิกคบหากันในชีวิตจริง

ที่สำคัญ นางเอกของเรื่องยังถูกห้อมล้อมด้วยสมาชิกครอบครัวที่เป็นนายทหาร ทั้งพ่อและว่าที่สามี (ในบรรยากาศที่กองทัพกำลังเคลื่อนพลเข้ามาบริหารจัดการประเทศอีกครั้ง ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี)

เช่นเดียวกับพล็อตหลักของ “พี่ชาย My Hero” ที่กล่าวถึงและวิพากษ์ช่องโหว่ของระบบการเกณฑ์ทหารในประเทศไทย อย่างนุ่มนวล ทว่า เจ็บแสบเสียดลึก

ส่วน “อนธการ” แม้จะแตะประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยน้อยที่สุด (หรือแทบไม่มีเลย) และแสดงภาพตัวละครที่เป็นทหารน้อยที่สุด (หรือแทบไม่ปรากฏเลยเช่นกัน)

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าหนึ่งในตัวละคร “ไร้หน้า/ไร้เสียง” ผู้ถูกปฏิวัติโค่นล้มอำนาจโดยเด็กชายวัยรุ่นสองคน และถูกสังหารโหดในช่วงท้ายเรื่อง กลับสวมใส่เสื้อยืดลายพรางอยู่ตลอดเวลา (แม้จะมีคำอธิบายจากตัวละครอีกราย ที่ระบุว่า ตัวละครรายนี้ไม่ได้เป็นทหาร แต่เขาเพียงแค่ชอบใส่ยูนิฟอร์มเท่านั้นก็ตาม)

โดยสรุป อาจสามารถกล่าวได้ว่า “สแน็ปฯ” คือหนังที่พยายามตั้งคำถามหรือโยนปัญหานานัปการใส่แนวคิดเรื่อง “ความทรงจำ”

ส่วน “พี่ชาย My Hero” ก็พูดถึงตัวละครปัจเจก ที่พยายามกำหนดปัจจุบันของตนเอง ไม่ให้ไปซ้ำรอยเดิมของอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด

ขณะที่ “อนธการ” กล่าวถึงการพยายามหนีออกจากประสบการณ์เลวร้ายของอดีตถึงปัจจุบัน อันแล้งไร้ความหวังสำหรับอนาคต

หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า หนังทั้งสามเรื่องล้วนพยายามตั้งคำถามหรือแสดงท่าทีท้าทายต่อความทรงจำ, ประสบการณ์จากอดีต รวมถึงประสบการณ์ปัจจุบันที่สืบเนื่องจากวันวานและกำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้า

แต่ในทางกลับกัน หนังอินดี้ไทยเหล่านี้ ก็ถือเป็นบทบันทึกยุคสมัยผ่านสื่อภาพยนตร์ ที่ชวนฉุกคิดและน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

คนมองหนัง

“พี่ชาย My Hero” : ภาวะสยบยอม, โลกใบกระดำกระด่าง และหลักการนามธรรมอันพิสุทธิ์

“และเมื่อถามว่า แล้วใครเป็นคนที่ชักจูงเขา พี่จะขอตอบให้ชัดๆ เลยว่า สังคมไทยยังไงล่ะ เพราะสังคมไทย 10 ปีที่ผ่านมา หล่อหลอมลูกชายพี่ตั้งแต่เรียนมัธยม จนเข้าสู่มหาวิทยาลัย สังคมทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้ สังคมไทยและผู้ใหญ่ไทยที่สร้างปัญหาไว้ให้เด็กต้องมารับปัญหา มันไม่ใช่ความผิดของเด็ก”

เรวดี สิทธิสุราษฎร์

มารดาของ รัฐพล ศุภโสภณ หนึ่งใน 14 นักกิจกรรมกลุ่มประชาธิปไตยใหม่

“พี่ชาย My Hero” หรือในชื่อภาษาอังกฤษไม่มีไทยปนว่า How to Win at Checkers (Every Time) ภาพยนตร์ไทยผลงานการกำกับของ “จอช คิม” ลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกัน ซึ่งมีเนื้อหาดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ ของ “รัฐวุฒิ ลาภเจริญทรัพย์” กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

หากพิจารณาจากองค์ประกอบข้างต้น ดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะ “ไม่ค่อยไทย” มากนัก

อย่างไรก็ตาม หนังกลับสามารถสะท้อนสภาพสังคมไทยร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ ผ่านขอบข่ายประเด็นอันกว้างขวาง

ตั้งแต่เรื่องความหลากหลายทางเพศสภาพที่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิตปกติธรรมดาของสามัญชน, ชีวิตนอกกฎหมายในโลกใต้ดิน (ธุรกิจค้าบริการทางเพศ, การเล่นยา และมาเฟียท้องถิ่น), ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เรื่อยไปจนถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยธีมหลักสองประเด็น คือ หนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชาย-น้องชาย และ สอง การต้องไปเกณฑ์ทหาร (และการพยายามต่อสู้ขัดขืนกับระบบดังกล่าว) ของทั้งคู่ ซึ่งมีนัยยะสื่อถึงความไม่เป็นธรรมหรือความไม่เท่าเทียมที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย

“พี่ชาย My Hero” เล่าเรื่องราวของ “โอ๊ต” เด็กชายวัย 11 ปี ที่กำพร้าพ่อแม่ ซึ่งอาศัยอยู่กับพี่ชาย ป้า และลูกสาวของป้า (ที่น่าจะเป็นใบ้หรือมีอาการผิดปกติทางร่างกายบางอย่าง)

“เอก” ผู้เป็นพี่ชาย คอยดูแลและประคบประหงมโอ๊ตอย่างดี อย่างไรก็ตาม หนังฉายภาพให้เห็นว่า เอกเป็นเกย์ เขามีคนรักเป็นเพื่อนชายวัยเดียวกันแต่ฐานะดีกว่า นอกจากนี้ เอกยังมีเพื่อนเกย์ ที่แต่งตัวเป็นหญิงอย่างเปิดเผย

ตัวละครกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกกำหนดให้มีพฤติกรรมวี้ดว้ายกระตู้วู้ แต่พวกเขาดำเนินชีวิตเฉกเช่นคนปกติธรรมดา และทั้งหมดก็ดีกับโอ๊ต

จุดเปลี่ยนพลันเกิดขึ้น เมื่อเอกต้องไปเกณฑ์ทหาร โอ๊ตตัดสินใจขโมยของมีค่าไปมอบให้เสี่ยผู้มีอิทธิพลประจำตลาด เพื่ออ้อนวอนขอให้เสี่ยช่วยเหลือพี่ชายของตน แต่เรื่องกลับวุ่นวายหนักขึ้นไปอีก

แล้วหนังก็คลี่คลายปมต่างๆ ออก โอ๊ตมีโอกาสได้รับรู้ถึงชีวิตการทำงาน/ชีวิตนอกกฎหมาย/ชีวิตนอกบรรทัดฐานหลักของสังคม ของพี่ชายอย่างแจ่มชัดมากขึ้น แม้จะเริ่มต้นด้วยความผิดใจ แต่สุดท้ายก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ

ท้ายสุด เอกจับได้ใบแดง ก่อนจะเข้ากรมกอง เขาตัดสินใจบอกเลิกกับแฟนผู้มีเส้นสายจนไม่ต้องถูกเกณฑ์เป็นทหาร ขณะเดียวกัน แฟนก็รู้สึกผิดหวังกับ “หน้าที่การงานบางอย่าง” ซึ่งเอกต้องทำเพื่อหาเลี้ยงน้องและครอบครัว

เอกถูกส่งตัวไปชายแดนใต้ ซึ่งนั่นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาและน้องชายไปตลอดกาล

หลายปีต่อมา โอ๊ตเติบโตเป็นหนุ่ม และถึงคราวที่เขาจะต้องไปคัดเลือกทหารบ้าง โอ๊ตมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก (หนังไม่ได้บอกไว้ชัดๆ ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?) เขามียานพาหนะเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่หรู ซึ่งเข้ามาแทนที่จักรยานยนต์คันโทรมๆ อันเป็นมรดกตกทอดของพ่อ ที่ถูกส่งต่อมายังเอกและโอ๊ต

แน่นอน โอ๊ตเรียนรู้มาเป็นอย่างดีถึงวิธีการอันแน่นอนที่จะทำให้ตนเองจับได้ใบดำ โดยไม่ต้องหวังพึ่งพาแต่เพียงเทพีแห่งโชคชะตา เขา “เข้าใจ” โลกมากพอ ที่จะไม่เหยียบซ้ำลงไปบนรอยก้าวเดิมๆ ของผู้เป็นพี่ชาย

เรื่องราวทั้งหมดของ “พี่ชาย My Hero” ดำเนินคู่ขนานไปกับ “สัญลักษณ์” สำคัญภายในหนัง นั่นคือ การแพ้-ชนะ บนกระดานหมากฮอส

โอ๊ตชอบเล่นหมากฮอสกับเอก เขาพ่ายแพ้มาโดยตลอด จนมาเอาชนะได้ก่อนหน้าที่พี่ชายจะต้องไปรับราชการทหาร และนั่นทำให้เขามีโอกาสติดตามไปพบกับความลับในชีวิตของเอก

หลังจากนั้น โอ๊ตก็เลือกจะใช้ชีวิตอย่าง “ผู้ชนะ” และหมั่นเสาะหาไขว่คว้าผลประโยชน์จากระบบสังคมอันไร้ความเป็นธรรม โดยไม่ยอมถูกระบบกดขี่ขูดรีดเอาอย่างง่ายๆ เหมือนที่พี่ชายและครอบครัวของเขาเคยโดน

หลังดูหนังจบ มีอยู่ 3-4 ประเด็นที่ผมคิดต่อขึ้นมาได้

ข้อแรก “พี่ชาย My Hero” เล่าเรื่องราวของสามัญชนที่สยบยอมต่อระบบ ทว่ารูปแบบการสยบยอมก็มีลักษณะแตกต่างกันไป หลายคนยอมถูกกฎเกณฑ์และความฉ้อฉลไม่เป็นธรรมกดขี่ ขณะที่บางคนพยายามแสวงหาช่องทางที่จะอยู่รอดหรืออยู่ได้ดี ภายในระบบพิกลพิการดังกล่าว

แม้อาจต้องแลกด้วยการสูญเสียทรัพย์สินบางส่วน, การแอบล่วงละเมิดกฎหมายอย่างแนบเนียน และการเอารัดเอาเปรียบสามัญชนคนอื่นๆ อีกต่อหนึ่ง

น่าสนใจที่เอกนั้นละเมิดบรรทัดฐานทางสังคมบางประการ อาทิ การมีพฤติกรรมรักคนเพศเดียวกัน, การหาเงินจากธุรกิจขายบริการทางเพศ หรือการใช้ยาเสพติด

แต่เขากลับยินยอมอยู่ใต้กฎเกณฑ์บางอย่าง นั่นคือ การยอมถูกเกณฑ์ไปเป็นพลทหารแต่โดยดี

ส่วนโอ๊ต แม้จะหาทาง “เอาคืน” จากสังคมซึ่งเคยกดทับตนเองและคนรอบข้าง แต่เขาก็ไม่เคยปฏิเสธหรือต่อต้านสังคมอันฟอนเฟะแต่อย่างใด

ข้อสอง ลักษณะการตัดต่อที่โดดเด่นประการหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ก็ได้แก่ การที่ผู้กำกับและผู้ลำดับภาพมักเล่นกับห้วงคำนึงในหัวของตัวละคร ที่ชอบคิดไปไกลว่า “worst-case scenario” ของสถานการณ์ย่ำแย่ที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้น จะไปจบลงตรงจุดไหน

ถ้าจำไม่ผิด หนังมีการลำดับภาพลักษณะนี้อยู่สองครั้ง ครั้งแรก ตอนที่โอ๊ตเข้าไปหาเสี่ย เพื่อขอให้ช่วยเหลือพี่ชายในการเกณฑ์ทหาร กับครั้งที่สอง ตอนที่โอ๊ตไปดูเอกเล่นยากับเพื่อนๆ

น่าสนใจว่า สุดท้ายแล้ว เรื่องราวในโลกใต้ดินนอกกฎหมายของมนุษย์สามัญดีๆ เลวๆ กลุ่มนี้ กลับไม่ได้นำพาตัวละครไปสู่ “กรณีเลวร้ายที่สุดที่จะสามารถเกิดขึ้นได้” ตามห้วงคำนึงของตัวละครบางคน

กลับกลายเป็นว่าภาวะชั่วๆ ดีๆ ผิดๆ ถูกๆ ได้ช่วยประคับประคองให้ตัวละครเกือบทั้งหมดดำเนินชีวิตล้มลุกคลุกคลานต่อไปได้ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครในโลกใบกระดำกระด่างดังกล่าว ซึ่งเป็นคนชั่วสุดๆ หรือดีสุดๆ

ภาวะการประคับประคองตัวเองให้อยู่รอดในโลกกึ่งดิบกึ่งดี หรือทำอย่างไรให้ชนะหมากฮอสได้ทุกตา จึงมิได้หมายถึง “การเอาชนะ” ให้ได้ทุกครั้งในเกมชีวิต แต่หมายถึงการเลือกจะได้และเลือกจะเสียอย่างถูกที่ถูกเวลา เพื่อให้สมประโยชน์ของตนเองและผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ ในแต่ละสถานการณ์มากกว่า

กรอบความคิดกลางๆ ประนีประนอมเช่นนี้ อาจบีบให้ชะตากรรมของตัวละครส่วนใหญ่ในหนังเดินไปไม่สุดทางมากนัก เช่น ตัวละครบางรายที่สมควรจะถูกกระทืบเสียบ้าง ก็กลับไม่โดนแก้แค้นอย่างสาสม

หรือผู้ชมไม่อาจรู้โดยกระจ่างชัดว่า สุดท้ายโอ๊ตตอนโตมีชีวิตความเป็นอยู่และทำมาหากินอย่างไร เขาต้องทำอะไรบ้างเพื่อที่จะจับไม่ได้ใบดำ และหลังจากผ่านพ้น “จุดอับ” ที่เอกเคยผ่านไปไม่พ้นแล้ว โอ๊ตขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ไหนและทำอะไรต่อในตอนจบ (คนดูรู้คร่าวๆ แค่ว่า เขาอยู่ในที่พักที่หรูหรากว่าแต่ก่อน)

คนดูบางส่วนจึงเห็นว่าหนังมีบทจบที่รวบรัดและสั้นจนเกินไป ทั้งๆ ที่ได้เล่าเรื่องราวจิปาถะหรือสัญลักษณ์ระหว่างทางมาอย่างค่อนข้างชัดเจนโดยตลอด

ทว่า อีกด้านหนึ่ง ลักษณะไปไม่สุดหรือคลุมเครือ ก็ช่วยให้หนังมีเสน่ห์และเปิดกว้างต่อการคิดต่อตีความมากยิ่งขึ้น

ข้อสาม ตรงข้ามกับการถูไถเอาตัวรอดไปได้ในโลกอันสามานย์สามัญ การ “ต้อง” (หรือ “ถูกบังคับไป”) ปฏิบัติหน้าที่ภารกิจ เพื่อเป้าหมายอันพิสุทธิ์สูงส่งบางประการ หรือเพื่อหลักการนามธรรมที่ใหญ่โตมากๆ เช่น แนวคิดการเสียสละเพื่อชาติ ฯลฯ เสียอีก ซึ่งผลักไสให้ตัวละครบางคนต้องเผชิญหน้ากับ “กรณีที่เลวร้ายที่สุด” ในชีวิตของตนอย่างน่าเศร้า

มาถึงข้อสุดท้าย ผู้อ่านคงสงสัยว่าแล้วเรื่องราวของหนัง “พี่ชาย My Hero” มีความข้องเกี่ยวอย่างไรกับคำพูดของ เรวดี สิทธิสุราษฎร์ ที่ผมยกมาอ้างอิงตอนต้นบทความ

ชีวิตของโอ๊ตในหนังกับชีวิตของรัฐพล ลูกชายคุณเรวดี ในโลกความจริงนั้น มีทั้งความคล้ายคลึงสอดคล้องและความแตกต่างกันอย่างลิบลับ

ทั้งคู่เกิด เติบโต และถูกหล่อหลอมกล่อมเกลา โดยสังคมที่เต็มไปด้วยความอยุติธรรมและไร้ซึ่งความเสมอภาคของพลเมืองเหมือนๆ กัน ที่ต่างกันคือ ปฏิกิริยาสนองตอบต่อระบบสังคมดังกล่าว

ในขณะที่โอ๊ตพยายามเคี่ยวกรำตนเองให้อยู่รอดปลอดภัย และเสาะแสวงหาการมี “ชีวิตที่ดี” ภายใต้ระบบเดิมอันย่ำแย่ผุกร่อน

รัฐพลและเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ของเขา กลับพยายามลุกขึ้นต่อสู้ส่งเสียงเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม และเพื่อยืนหยัดใน “หลักการประชาธิปไตย”

หลักการประชาธิปไตยอันเป็นเป้าหมายพิสุทธิ์สูงส่งอีกชนิดหนึ่ง ที่นับวันจะอยู่ตรงกันข้ามกับนามธรรมใหญ่โตสูงค่า ซึ่งสามารถแปรสภาพกลายเป็นรูปธรรมหรือผืนธงชาติที่ใช้ห่มคลุมเรือนกายของมนุษย์ตัวเล็กๆ

อันปรากฏอยู่ในตอนท้ายของ “พี่ชาย My Hero” มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ


(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});