ข่าวบันเทิง

“พิมพกา โตวิระ” ได้รับแต่งตั้งเป็นโปรแกรม ไดเร็กเตอร์ เทศกาลหนังสิงคโปร์

นับเป็นข่าวดีของวงการภาพยนตร์ไทย-อาเซียน เมื่อ “พิมพกา โตวิระ” นักทำหนังชาวไทย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “โปรแกรม ไดเร็กเตอร์” (ผู้อำนวยการฝ่ายคัดเลือกภาพยนตร์) ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์

นอกจากจะเคยมีผลงานกำกับภาพยนตร์ (เรื่องล่าสุด คือ “มหาสมุทรและสุสาน”) พิมพกายังเคยทำงานบริหารเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติมาก่อน โดยเธอเคยดำรงตำแหน่งโปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ เมื่อปี 2001, 2008 และ 2009 และดำรงตำแหน่งเดียวกันของเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพฯ ระหว่างปี 2015-17

งานแรกของพิมพกาที่สิงคโปร์ก็คือ การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ครั้งที่ 28 ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน-3 ธันวาคมนี้

“บทบาทหน้าที่ของฉัน คือ การเข้าไปพัฒนาแนวทางการเลือกฉายภาพยนตร์ในเทศกาล และแสดงให้เห็นถึงพันธกิจที่ทางเทศกาลนี้มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

พิมพกาให้สัมภาษณ์กับวาไรตี้ และว่า “ฉันต้องการที่จะทำงานทั้งในฐานะคนทำภาพยนตร์และผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์อยู่เสมอมา”

“ภูมิภาคแห่งนี้มีจารีตของการเล่าเรื่องที่รุ่มรวย เรามีผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญๆ อย่าง บริลลันเต้ เมนโดซ่า, ลาฟ ดิแอซ และอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล รวมถึงคนทำหนังรุ่นใหม่ผู้มีความสามารถอีกหลายราย เราจะสามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ชัดกว่านี้ ถ้าเรามาร่วมมือทำงานกัน ฉันต้องการที่จะนำเสนอให้คนทำหนังจากเมียนมา, เวียดนาม และลาว เป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม และช่วยเหลือให้พวกเขาเชื่อมต่อกับประชาคมภาพยนตร์นานาชาติมากยิ่งขึ้น”

ด้านทูเดย์ออนไลน์ระบุด้วยว่า พิมพกาได้ตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับให้เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์กลายเป็นเทศกาลภาพยนตร์ชั้นนำระดับทวีป เช่นเดียวกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ของเกาหลีใต้

ขอบคุณภาพประกอบจาก มติชน

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

บทสัมภาษณ์ “พิมพกา” ในสีสันปี 2546 : “คืนไร้เงา” นายทุน คนดู นิโคล สิริยากร และพงษ์พัฒน์

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนของบทสัมภาษณ์ พิมพกา ตัวตนที่ค้นเจอ ใน “คืนไร้เงา” โดย เศารยะ พงศ์พันธ์กุล จากนิตยสารสีสัน ปีที่ 14 ฉบับที่ 9 พ.ศ.2546 มาเผยแพร่อีกครั้ง

เนื่องในโอกาสที่วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 14-15 ม.ค.นี้ จะมีงานฉายหนังโปรแกรมพิเศษ FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA ที่ห้องสมุด The Reading Room สีลม

โลกทัศน์-ความเชื่อเมื่อเกือบ 14 ปีก่อน ของผู้กำกับหญิงคนเก่งจะเป็นเช่นไร เชิญอ่าน

การทำหนังแบบไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดู และไม่เอาเปรียบตัวเอง

“เราก็คิดเหมือนคนอื่น ที่อยากทำหนังแล้วอยากให้คนดูน่ะ แต่ทีนี้คนดูของเราเขาจะดูมากดูน้อยเราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราจะรู้สึกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่มันใหญ่กว่าหนังสั้นแน่ๆ ที่เราจะต้องสื่อสารเขา แล้วก็นายทุนเขาให้เงินเรามา ซึ่งหนังมันแพงมาก เราก็ไม่อยากให้เขาขาดทุนกับเรา เพราะว่าถ้าเขาขาดทุนกับเรานี่ มันก็ไม่แฟร์กับเขา ใช่ไหม คือข้อหนึ่งเราต้องบาลานซ์ทุกอย่างเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเราทำแล้วเอาเปรียบใคร

อย่างน้อยคือไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดูหนัง แล้วก็ไม่เอาเปรียบตัวเอง คือทุกสิ่งทุกอย่าง มันต้องบาลานซ์ทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดหนังต้องมีความเป็น unique ในแบบหนึ่ง เพราะเราจะทำหนังทำไม ถ้าเราไม่อยากจะทำอะไรที่มันแสดงออกในแง่มุมที่ต่างจากคนอื่น เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้กระเสือกกระสนจะมาทำหนัง จริงๆ ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว” (หัวเราะ)

img_1353

คนดูคือครูของคนทำหนัง

“หนังเราจะเป็นการเรียนรู้ของเรากับคนดู คนดูก็จะเรียนรู้เรา แล้วเราก็จะเรียนรู้คนดูด้วย เพราะฉะนั้น มันจะเป็นการสอนเราด้วยว่าฉันทำหนังแบบนี้มา เราพร้อมที่จะรับมันไหม คือการเข้ามาดูของเขาคือการสอนเรา เพราะเราถือว่าคนดูคือครูของเรา เราไม่ได้คิดว่าเราเป็นครูของคนดู เพราะเราทำเทศกาลหนังมา เรารู้ว่ามีคนที่อยากดูอะไรที่แตกต่าง เพียงแต่ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดูในกระแสหลัก มันเหมือนคนพวกนี้เขาจะค่อยๆ ออกมา ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยนะ มันมีอยู่จริงๆ เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงให้คนที่ไม่มีโอกาสได้ดูค่อยๆ เข้ามากัน เราอยากให้พวกนี้เป็นครูน่ะ เป็นครูของคนทำหนัง คนดูหนังเองช่วยพัฒนาคนทำหนังนะ จริงๆ เราคิดว่าอย่างนั้น”

img_1360

ว่าด้วย “นิโคล” กับ “สิริยากร”

“ตอนแรกเขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะ approach นิโคล แกรมมี่ก็ตกใจ คือทุกคนจะบอกว่า จะเป็นไปได้เหรอ ถ้าทุกคนอ่านบทมันคือภาพตรงของ กี้ (นิโคล) น่ะ เจอเขาวันแรกก็นั่งคุยกัน จากวูบแรกที่เห็นเขารู้สึกว่า กี้ มีด้านอ่อนกับด้านแข็งอยู่ อยู่ที่ว่าเขาหันทางไหน แล้วเขามีบางอย่างที่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ตรงนี้เขาสามารถกลืนได้ แล้วเราอยากได้คนแบบนี้ ซึ่งตัวเดินเรื่องในเรื่องนี้เป็นผู้หญิงแข็งมาก หนังมันจะกลายเป็นแบบเฟมินิสต์น่ะนึกออกไหม ฉันนี่กะจะมาลุยอย่างเดียว คือความเป็นผู้หญิงควรจะมี 2 ด้านไง

อีกอย่างหนึ่งคือ โดยบังเอิญนะ อุ้ม กับ กี้ ตัวเท่ากัน มีบางอย่างคล้ายกัน แต่เขาไม่เหมือนกันเลย ซึ่งเป็นแคสต์ที่ดีมากเวลาอยู่บนเฟรม อยู่ในจอ เขาต่างกันมาก แต่ถ้ามองดีๆ สองคนนี้มีอะไรบางอย่างคล้ายกันในเชิง…อย่างหน้าหรือ physical บางอย่าง ซึ่งเราค่อนข้างพอใจ”

img_1361

“พงษ์พัฒน์” และนักแสดงชายรายอื่นๆ

“…แล้วจริงๆ เรื่องนี้มันดำเนินเรื่องแค่สองคน แล้ว พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) เขาเป็นตัวบาลานซ์อีกตัว พี่อ๊อฟเล่นเป็นพี่ชายของคนที่หายตัวไป พี่อ๊อฟ นี่เก่งมาก เราได้เรียนรู้อะไรจากเขาเยอะเลยนะ เยี่ยมมากๆ จะว่าไปแล้ว พงษ์พัฒน์ นี่สุดยอด คือรู้สึกว่าตัวเองโชคดีน่ะ มันเหมือนกับได้รับเกียรติที่คนพวกนี้เขามาเล่น เราได้เรียนรู้จากเขา หรือแม้กระทั่งแบบ คุณโกวิท (วัฒนกุล) คุณโกวิท เก่งมากๆ แล้วเราก็ประทับใจน่ะคือคนรุ่นนี้เป็นรุ่นที่…คือเขาผ่านการแสดงมาเยอะแล้ว แล้วเขาเข้าใจการเล่นเป็นธรรมชาตินะ เขาเล่นเป็นธรรมชาติมากๆ เลย เล่นดีมาก แล้วเราได้เรียนรู้จากเขาเยอะมาก หรือแม้กระทั่งแบบ คุณกุ้ง กิตติคุณ (เชียรสงค์) คือรู้สึก ในฐานะที่เราเป็นผู้กำกับ เราเห็นอะไรที่มันเปิดแง่มุมโลกทัศน์เรา แล้วคนพวกนี้เขาฟังเรา เขาก็ trust เรา แล้วมันเป็นเกียรติที่รู้สึกภูมิใจ”

“คืนไร้เงา” จะถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง ในวันที่ 14 มกราคม เวลาหนึ่งทุ่มตรง ในงาน FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA

คลิกอ่านรายละเอียดของโปรแกรมทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/1351029458250928/

ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ณ MoMA และแหล่งดาวน์โหลดดนตรีประกอบ “ดาวคะนอง”

“มหาสมุทรและสุสาน” @ นิวยอร์ค

มหาสมุทรและสุสาน โร้ด มูฟวี่

“มหาสมุทรและสุสาน” หนึ่งในหนังไทยเรื่องเยี่ยมประจำปีที่ผ่านมา ผลงานของ “พิมพกา โตวิระ” จะถูกจัดฉายในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ที่นครนิวยอร์ค หรือ MoMA ในระหว่างวันที่ 9-15 กุมภาพันธ์นี้

โดยในรอบวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พิมพกาจะเดินทางไปพูดคุยกับผู้ชมหลังหนังฉายจบด้วย

ทั้งนี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่หนังไทยเรื่องนี้ได้ออกฉายในฝั่งตะวันออก ของสหรัฐอเมริกา

ดนตรีประกอบของ “ดาวคะนอง”

ดาวคะนอง 3

เพจเฟซบุ๊กของภาพยนตร์เรื่อง “ดาวคะนอง” ได้ปล่อยไฟล์ดนตรีประกอบหนังเรื่องนี้ออกมาให้แฟนๆ ได้โหลดไปฟังกัน

ดนตรีประกอบดังกล่าวเป็นผลงานของ “วุฒิพงศ์ ลี้ตระกูล” หรือ อ๊อฟ Desktop Error ที่เคยทำดนตรีประกอบให้ภาพยนตร์อินดี้ไทยอย่าง “36” และ “เพลงของข้าว” มาแล้ว

สำหรับผู้ที่ประทับใจในดนตรีประกอบของ “ดาวคะนอง” สามารถดาวน์โหลดเพลงมาฟังได้ตามลิงก์ด้านล่าง

WALK

DREAM

ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ไม่ผ่านเซ็นเซอร์จีน! ชวดร่วมเทศกาลฝูโจว ทั้งที่เคยฉายในเซี่ยงไฮ้

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Pimpaka Towira เมื่อวันที่ 15 กันยายน ว่า เพิ่งได้รับแจ้งจากทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ว่า “มหาสมุทรและสุสาน” ซึ่งเดิมทีได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลดังกล่าว ไม่ผ่านกระบวนการเซ็นเซอร์ ดังนั้น ทางผู้จัดงานจึงจำเป็นต้องตัดหนังออกจากเทศกาลครั้งนี้

โดยพิมพการะบุว่า รู้สึกสับสน เนื่องจากหนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาแล้ว เมื่อหลายเดือนก่อน โดยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ซึ่งต่อประเด็นดังกล่าว ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้บริหารค่ายจีดีเอช ได้เข้ามาคอมเมนท์โดยให้ข้อมูลว่า ระบบเซ็นเซอร์หนังของจีนนั้นจะทำงานแยกกันตามมณฑล

ต่อมา พิมพกาได้นำเอาเหตุผลที่ทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติใช้อ้างในการตัดสินใจแบนหนังเรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” มาเผยแพร่

โดยข้อความระบุว่ามีบางองค์ประกอบเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เข้าข่ายขัดต่อกฎเกณฑ์และมาตรฐานในการเซ็นเซอร์สื่อของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาประเด็นดังกล่าว

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (1) : นิมิตลวง (พิมพกา โตวิระ)

นิมิตลวง (Prelude to the General) หนังสั้นของพิมพกา โตวิระ ซึ่งได้รับรางวัลจูรี่ ไพรซ์ ในสายการประกวดภาพยนตร์สั้น จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกงครั้งล่าสุด เพิ่งมีโอกาสได้ฉายที่เมืองไทย ในฐานะ “ซีเคร็ท ฟิล์ม” ของงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 20

หนังความยาวแค่ 11 นาที เรื่องนี้ มีเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพอสมควร

หนังเริ่มต้นด้วยการยืนเผชิญหน้ากันระหว่างผู้หญิงสองคน คนหนึ่ง อยู่ในวัยกลางคน อีกคน ยังอยู่ในวัยสาว

ตัวละครผู้หญิงสาวพยายามสื่อสารกับอีกฝ่าย เพื่อเตือนให้ตระหนักถึงภัยร้ายแรงบางอย่าง ทว่า คล้ายการสื่อสารจะไม่สัมฤทธิ์ผล

แล้วหนังก็ค่อยๆ เผยให้เห็นถึงวิถีชีวิตใน “โลกคู่ขนาน” ของตัวละครสตรีทั้งสองราย

ผู้หญิงวัยกลางคน เป็นหมอนวดรับใช้ “ชายผู้หนึ่ง” หลังเสร็จสิ้นภารกิจหลัก พร้อมได้รับค่าตอบแทน เธอก็มีชีวิตที่ “ชิลล์” พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงเก่าๆ จากไอโฟน การเดินไปตามอาคารที่อยู่อาศัยอันหรูหรา และการไปนั่งปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกริมบึงน้ำ

ตรงกันข้ามกับหญิงสาววัยรุ่น ที่มองทะลุผ่านฉากหน้า ซึ่งถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งให้งดงาม จนเห็นถึงความเสื่อมโทรมของอาคารที่อยู่อาศัย (ซึ่งหญิงวัยกลางคนมองว่าหรูหรา) เธอเดินมาริมบึงแห่งเดียวกัน ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ และหวาดระแวง

ก่อนที่หนังจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมบางอย่าง โดยมีตัวละครหลักรายหนึ่งเป็นประจักษ์พยานอยู่ห่างๆ

preludetogeneral

อาจตีความได้ว่า ตัวละครหญิงวัยกลางคน คือ ตัวแทนของคนเล็กคนน้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ในระบอบพิกลพิการ โดยไม่ได้ตระหนักถึงภาวะวิกลดังกล่าว มิหนำซ้ำ ยังรู้สึกว่า ตนเองได้รับประโยชน์ตามสมควรจากระบอบที่เป็นอยู่

ผิดกับตัวละครหญิงสาววัยรุ่น ที่มองเห็นความผิดปกติ และกำลังพยายามสื่อสารหรือป่าวประกาศให้คนอื่นๆ ได้รับรู้เช่นเดียวกัน

นอกจากตัวเรื่องที่เข้มข้น เทคนิคทางด้านภาพของนิมิตลวงก็มีความแปลกแหวกแนวและโดดเด่นเป็นอย่างมาก

ทั้งจังหวะสโลว์ภาพตอนต้นเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงความอึดอัด ต่อไม่ติด ระหว่างตัวละครหลักสองคน

หรือการใช้เทคนิคแอนิเมชั่นสวยๆ มาอธิบายสภาวะการดำรงอยู่ของ “ภาพลวงตา” ได้อย่างทรงพลัง

“นิมิตลวง” กำลังถูกพัฒนาเป็นโปรเจ็คท์หนังยาวเรื่องต่อไปของพิมพกา ซึ่งมีชื่อว่า “ความลับของนายพล”

คนมองหนัง

มหาสมุทรและสุสาน : เกาะยูโทเปีย, ความไม่รู้ และชายแดนใต้

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์  22-28 กรกฎาคม 2559)

“มหาสมุทรและสุสาน” เป็นผลงานภาพยนตร์ฟิคชั่นขนาดยาวเรื่องที่สองของ “พิมพกา โตวิระ” หนึ่งในผู้กำกับฯ หญิงไม่กี่คน ของวงการหนังไทยร่วมสมัย

แฟนประจำของพิมพกา ตั้งข้อสังเกตว่าผลงานของเธอ มักจะเล่าเรื่องราวที่มีตัวละครเอกเป็น “ผู้หญิง” ซึ่งออกเดินทางไป “ค้นหา” อะไรบางอย่าง

“มหาสมุทรและสุสาน” ก็คล้ายจะหลีกเลี่ยงลักษณะร่วมดังกล่าวไปไม่พ้น

ในภาพรวม ภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ หนังแนว “โร้ด มูฟวี่” ที่ถ่ายทอดการเดินทางด้วยการขับรถยนต์ลงสู่จังหวัดปัตตานี ของหนึ่งสาว สองหนุ่ม จากกรุงเทพฯ

ทั้งหมดประกอบด้วย “ไลลา” ลูกสาวคนโตของครอบครัวมุสลิมจากเมืองหลวง ซึ่งมุ่งมั่นจะไปเยี่ยมเยียน “ป้า” ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของจังหวัดปัตตานี

“ซูกู๊ด” น้องชายของไลลา ที่ถูกพ่อมอบหมายภารกิจให้ไปทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางของพี่สาว

ซูกู๊ดชักชวน “ต้อย” เพื่อนที่มหาวิทยาลัย ผู้มีลักษณะตื่นตระหนก-ขี้กลัว ให้ร่วมทริปไปด้วยกัน

“มหาสมุทรและสุสาน” ก็เป็นเช่นดังหนังโร้ด มูฟวี่ จำนวนมาก ที่วางโจทย์ใหญ่ของเรื่องให้เป็นการออกเดินทางตามหาบางสิ่งบางอย่างโดยกลุ่มตัวละครหลัก

ทว่า เมื่อเรื่องราวคลี่คลายขยายออกไปเรื่อยๆ เป้าหมายสำคัญที่กลุ่มตัวละครพยายามสืบเสาะค้นหากลับค่อยๆ เลือนรางจางหาย และสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมา ก็กลายเป็นอะไรอย่างอื่น

ซึ่งบางครั้งอาจมีลักษณะเป็น “รูปธรรม” จับต้องได้ แต่บางครั้ง ก็อาจเป็นภาวะ “นามธรรม” บางประการ

ดูเหมือนในหนังยาวลำดับที่สองของพิมพกา สิ่งที่หนึ่งสาวสองหนุ่มจากเมืองหลวงสัมผัสค้นพบ จะเป็น “อย่างหลัง”

ในช่วงครึ่งแรก ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามจำแนกแจกแจงบุคลิกลักษณะ ตลอดจนโลกทัศน์อันแตกต่างของสาวหนุ่มสามคน

ขณะที่ไลลาเป็นคนมุ่งมั่นมองตรงไปยังจุดหมายหลัก และแทบไม่มีอาการวอกแวกใดๆ (ยกเว้นแค่เพียงครั้งเดียว ที่เธอเหมือนจะมีอาการ “สติหลุด” เพราะ “ภาพหลอน” บางอย่าง)

ซูกู๊ดเป็นคนกลางๆ คือ พร้อมให้ความร่วมมือและเดินตามเส้นทางของพี่สาว แต่ก็คล้ายมีความไม่แน่ใจบางประการระคนอยู่

ผิดกับต้อย ผู้เต็มไปด้วยอารมณ์หวาดกลัว จนบางคราวถึงกับประสาทแดกและบ้าคลั่ง เขาคงมีความคล้ายคลึงกับคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ ที่จินตนาการถึงความไม่สงบในชายแดนใต้ไปต่างๆ นานา กระทั่งรู้สึกไม่มั่นคงอย่างรุนแรง ยามครุ่นคิดถึงจินตภาพดังกล่าว

นอกจากนั้น ทัศนะต่อพื้นที่ชายแดนใต้ของหนุ่มสาวกลุ่มนี้ก็ผิดแผกจากกันอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่หนังแสดงภาพไลลาแวะเข้าไปทำละหมาดในมัสยิดแห่งหนึ่ง ด้วยใบหน้าท่าทางเปี่ยมศรัทธา ปราศจากความกริ่งเกรง

 

ส่วนซูกู๊ดก็ตระหนักว่าเคยมีคนถูกฆ่าตาย (อย่างไม่เป็นธรรม) ที่มัสยิดกรือเซะ

 

ต้อย ผู้ลุกลี้ลุกลน กลับยังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวคำสาปของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ราวครึ่งทางแรก สองพี่น้องที่นับถืออิสลาม จึงแลดูเป็นผู้ที่กำลังจาริกไปสู่ปัตตานีอย่างมีวุฒิภาวะและสติสัมปชัญญะ สวนทางกับต้อย เด็กหนุ่มหน้าตี๋ ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ที่พารานอยด์ ค่อนข้างเห็นแก่ตัว และมองอะไรแบบผิวเผิน

แล้วตัวละครหลักทั้งสามคนก็ได้พบกับตัวละครใหม่อีกหนึ่งราย คือ “สุรินทร์” ทหารอีสาน ที่ไปรับราชการอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้

แม้จะเป็นถึง “ทหาร” แต่การดำรงอยู่ของสุรินทร์กลับตกอยู่ในภาวะก้ำกึ่งระหว่างการเป็น “คนสำคัญ” กับ “คนไม่สำคัญ”

ถ้าปราศจากเขา การเดินทางของไลลาและน้องๆ ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมาย (ทั้งหมดพบเจอสุรินทร์โดยบังเอิญ และนัดแนะให้เขาเป็นผู้ขี่มอเตอร์ไซค์นำทางไปยังหมู่บ้านของ “ป้า” โดยอาจไม่ได้ตระหนักด้วยซ้ำว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ)

แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าถามว่าสุรินทร์คือผู้นำพาสาวหนุ่มกลุ่มนี้ไปยังปลายทางใช่หรือไม่? ก็ต้องตอบว่า “ไม่ใช่เสียทีเดียว” เพราะเขาเป็นเพียงผู้นำทางทั้งหมดไปสู่ “จุดเปลี่ยนผ่าน” ปลายคาบสมุทร ก่อนที่ไลลา-ซูกู๊ด-ต้อย จะออกเดินทางต่อ โดยทอดทิ้งและแทบไม่คำนึงถึงคุณูปการของเขา

ขณะเดียวกัน สุรินทร์ก็มิได้มีบทบาทเป็นทั้ง “ผู้ไล่ล่า” และ “ผู้ถูกล่า” เราไม่เคยเห็นเขาถือปืนออกปฏิบัติภารกิจ (เห็นแต่ภาพที่เขานำสิ่งสักการะไปบูชาเจ้าที่เจ้าทาง) ดูเผินๆ บทบาทหน้าที่หลักของเขา คล้ายจะเป็นงานพลาธิการ-ส่งกำลังบำรุงเท่านั้น

เท่าที่เห็นในภาพยนตร์ สุรินทร์จึงไม่เคยยิงใคร และก็ไม่มีใครมาปองร้ายเขา

แน่นอนว่า เมื่อไลลาและคณะมุ่งหน้าเดินทางต่อไป สุรินทร์ย่อมมีสถานะเป็นเพียง “ผู้ผ่านเข้ามา” ในระหว่างทาง

หนังจึงค่อยๆ ปล่อยให้เขาเลือนหายกลับคืนสู่ภารกิจและวิถีชีวิตประจำวันของตน ด้วยท่าทีที่ “ไม่บวก-ไม่ลบ” ด้วยมุมมองที่ไม่เห็นชายอีสานในชายแดนใต้เป็นทั้ง “วีรบุรุษของชาติ” หรือ “ผู้ร้ายของท้องถิ่น”

ที่ตลกร้ายยิ่งกว่านั้น ก็คือ นอกจากตัวละครทหารรายนี้จะไม่ได้ถูกผูกโยงอยู่กับการใช้ความรุนแรงแล้ว “มหาสมุทรและสุสาน” ยังมิได้นำเสนอภาพสถานการณ์รุนแรงใดๆในพื้นที่ชายแดนใต้

ตรงกันข้าม ภาวะรุนแรงนองเลือดที่ไลลาสัมผัสรับรู้ กลับกลายเป็นข่าวสารเรื่องการปราบปรามผู้ชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ผ่านลำโพงวิทยุและจอโทรทัศน์

ราวกับภาพยนตร์ต้องการสื่อสารว่า ภาวะก่อการร้าย (โดยรัฐ?) ได้รุกคืบเข้าสู่พื้นที่เมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว หรืออีกทางหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า กรุงเทพฯ นั่นแหละ ที่เป็นพื้นที่ศูนย์กลางแห่งความรุนแรง ไม่ใช่ชายแดนภาคใต้

ทหารอย่างสุรินทร์ ก็มีชะตากรรมเฉกเช่นเรื่องราวรายทางอีกจำนวนหนึ่ง ที่ถูกเล่าถึง แล้วค่อยๆ ละทิ้งไปอย่างนุ่มนวล

อาทิ ในช่วงหนึ่ง หนังจับภาพความสัมพันธ์ที่คล้ายจะเป็น “คู่รัก” ระหว่างซูกู๊ดกับต้อย แต่ประเด็นที่ว่าก็ไม่ได้ถูกสานต่อ

เช่นเดียวกับภาพหลอนในหัวไลลา ที่ปรากฏขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้สองครั้ง แต่ก็มิได้มีคำอธิบายอย่างโจ่งแจ้ง ว่าภาพดังกล่าวมีนัยยะถึงสิ่งใด หรือมีความเชื่อมโยงกับอะไร

ผู้คนและเรื่องราวระหว่างทางเหล่านั้นไม่สามารถสั่นคลอนเป้าหมายหลักในการเดินทางของไลลาได้

หมู่บ้านที่ “ป้าไซหนับ” ป้าของไลลาและซูกู้ดอาศัยอยู่ มิใช่พื้นที่บนคาบสมุทร ทว่า เป็น “เกาะไกลโพ้น” แห่งหนึ่ง

ตลอดครึ่งทางแรก ปัญหาความไม่สงบของชายแดนใต้อาจมีลักษณะ “จับต้องได้” อยู่บ้าง เมื่อมันถูกสื่อแสดงออกมาผ่านความหวาดกลัวผสมงี่เง่าของตัวละครอย่างต้อย

แต่เมื่อไลลา ซูกู๊ด และต้อย ออกโดยสารเรือไปยัง “เกาะปริศนา” ความไม่แน่ใจและความไม่รู้ ก็แผ่คลี่เข้าปกคลุมตัวละครทั้งสามคนอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกัน

บรรยากาศคลุมเครือเช่นนั้น ย่อมทำให้คนดูเริ่มฉุกคิดได้ว่าสิ่งที่กลุ่มตัวละครหลักกำลังจะค้นพบ อาจมิใช่ “ป้าหนับ” ผู้ไม่ได้พบพานกันมาเนิ่นนาน หรือการมุ่งทำความเข้าใจปัญหาชายแดนใต้ ผ่านชุดข้อมูล ตลอดจนกรอบทฤษฎีชัดๆ ง่ายๆ

หากเป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่มีลักษณะเป็น “สัญลักษณ์เชิงนามธรรม” มากกว่านั้น

ใน “ความจริง” ที่เป็น “รูปธรรม” จับต้องได้ ใครๆ ก็รู้ว่าปัตตานีไม่มี “เกาะ”

จากคำบอกเล่าของ “ป้าหนับ” เกาะที่แกอาศัยอยู่เป็นทั้งพื้นที่ในเขตแดนของรัฐชาติไทย และไม่ใช่ นี่อาจเป็นเกาะที่มีอยู่จริง และไม่จริง นี่อาจไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับ “ความเป็นไทยแบบกรุงเทพฯ” “อดีตว่าด้วยปาตานี” “ความเป็นมลายูมุสลิม” หรือ “กระแสอิสลามนิยม”

 

ทว่า “เกาะ” ดังกล่าว เป็นพื้นที่ “ในระหว่าง” ที่เปิดรับ “ความเป็นไปได้” หรือ “ความผสมผสานหลอมรวม” อันนับเป็น “ทางเลือกที่สาม” ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากการต้องเลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่งในท่ามกลางความขัดแย้งแหลมคม ซึ่งใช้ชีวิตผู้คนจำนวนมากเป็นเครื่องเซ่นสังเวย

เกาะที่ป้าหนับอาศัยอยู่จึงเป็น “สังคมยูโทเปีย” หรือ “สังคมอุตมรัฐ” ที่เปิดรับ/ใฝ่ฝันถึงความแตกต่างหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และอุดมการณ์ทางการเมือง ฯลฯ

แต่ป้าหนับก็เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน ว่าเกาะแห่งนี้กำลังถึงคราวดับสูญ ทั้งจากการถูกผูกโยงเข้ากับความขัดแย้งสองขั้ว และเพราะจำนวนคนหนุ่มสาวที่เริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆ (เพราะความตายและการโยกย้ายถิ่นฐาน)

ค่อนข้างน่าเสียดาย ที่หนังเลือกเปิดเผย “สาระสำคัญ” ผ่านบทสนทนาแบบทื่อๆ ตรงๆ ของป้าหนับ ยิ่งกว่านั้น การมอบหมายให้ตัวละครอาวุโสรายนี้ต้องแบกรับภาระหนักหน่วงด้วยบทเทศนาขนาดยาว ยังส่งผลให้การแสดงสไตล์ละครเวทีของเธอ ดูย้อนแย้งกับภาพรวมของภาพยนตร์ชัดเจนขึ้น

เมื่อรับรู้ “สาร” จากป้าหนับ ไลลาและน้องๆ ก็อาศัยค้างคืนอยู่บนเกาะยูโทเปียเพียงชั่วครู่เดียว ก่อนออกเดินทางกลับโดยรวดเร็ว

นี่เป็นอีกครั้งที่ “มหาสมุทรและสุสาน” ยืนยันว่า ตนเองมิได้กำลังเล่าเรื่องราวความขัดแย้งในชายแดนใต้ ด้วยวิธีการแบบ “ชาติพันธุ์นิพนธ์”

หนังเรื่องนี้มิได้กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นผู้ลงลึก รู้จริง ในโลกเฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่หนังเพียงแค่เล่าเรื่องราวจากมุมมองของนักเดินทางขาจร ผู้ผ่านพบ ทว่าไม่ผูกพันกับใครๆ หรือสิ่งใด อย่างมีเยื่อใย

ตัวละครหลักทุกรายจึงต่างมีความตื้นเขิน ผิวเผิน และไม่รู้อะไรลึกซึ้ง พอๆ กัน อย่างไรก็ดี พวกเขาทุกคน ล้วนมีสิทธิ์ที่จะใฝ่ฝันถึงถึง “อุดมคติสูงส่ง” บางประการ ร่วมกัน

กล่าวโดยสรุป การเดินทางของเหล่าตัวละครใน “มหาสมุทรและสุสาน” นับเป็นการเดินทางที่ทรงเสน่ห์ เต็มไปด้วยความลึกลับน่าค้นหา อีกทั้งยังมีสัญลักษณ์รายทางอันแพรวพราว

ซึ่งเอาเข้าจริง น่าจะสร้างความงุนงงสงสัยแก่คนดู มากกว่าจะเป็นความเข้าใจกระจ่างแจ้ง แต่ความไม่แน่ชัด ไม่แน่ใจ อันเอ่อท้นนี่เอง ที่อาจทำให้หนังติดค้างอยู่ในความนึกคิดของผู้ชมได้ยาวนานขึ้น

โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกติดค้างกับอีกหนึ่ง “ปม” ที่หนังปล่อยทิ้งเอาไว้ กล่าวคือ ในการเดินทางขากลับ ชายหนุ่มคนหนึ่งจากเกาะยูโทเปีย ได้ขอติดตามคณะของไลลาขึ้นมากรุงเทพฯ ด้วย (เหมือนกับที่ ครั้งหนึ่ง พ่อของไลลาเคยหนีออกมาจากเกาะแห่งนั้น)

น่าสนใจว่า ขณะที่สาวหนุ่มจากเมืองหลวงได้เริ่มตระหนักว่า พวกตนยังไม่รู้อะไรอีกมากมาย ผ่านการเดินทางมายังปัตตานี

แล้วชายหนุ่มชาวเกาะผู้นี้จะได้ตระหนักรู้สิ่งใดบ้าง ผ่านการเดินทางออกจาก “โลกอุดมคติ” ไปสู่ “โลกแห่งความจริง”

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รวมคมคิด “ผู้กำกับ-นักแสดงนำ” มหาสมุทรและสุสาน

ผู้แปลกแยก

“หนังเรื่องนี้นำเสนอภาพแทนของส่วนเสี้ยวความขัดแย้งหนึ่งในสังคมไทย และวิถีทางที่พวกเรามีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อปัญหาเหล่านั้น ถึงแม้ว่าตัวละครนำในหนังคล้ายจะมีจุดเชื่อมโยงกับสังคมชายแดนภาคใต้ ตรงสถานะความเป็นมุสลิม แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากลับมีความแปลกแยกระหว่างกัน … ทหารก็ยิ่งเป็นผู้แปลกแยกหนักยิ่งขึ้นไปอีก พวกเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ แต่พวกเขาต้องลงไปที่นั่น เพื่อปฏิบัติภารกิจ”

“เราไม่ควรมองว่าปัญหาเป็นเรื่องอะไรบางอย่างที่อยู่ไกลตัวออกไป เหมือนกับความห่างไกลระหว่างจังหวัด … เราไม่สามารถใช้อุดมการณ์และวิธีการมองโลกชนิดเดียวกัน ไปแก้ไขปัญหาทุกๆ อย่างได้ อันที่จริงแล้ว เราควรปล่อยให้คนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วย”

“แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะปิดกล้องไปเรียบร้อยแล้ว แต่ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดยังดำรงอยู่ หรือนี่หมายความว่าปัญหาที่เกิดขึ้นยังมิได้ถูกแก้ไขอย่างถูกต้อง?”

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับ

“มหาสมุทรและสุสานไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงแต่เพียงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาในทุกประเทศทั่วโลก … ความขัดแย้งต่างๆ ถือเป็นเรื่องสากล เราไม่ควรไปตัดสินคนอื่นหรือพยายามจะเข้าไปแก้ไขปัญหาของคนอื่น ชนกลุ่มน้อยไม่ได้ผิดแผกแตกต่างจากคนกลุ่มที่เหลือ วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด จึงได้แก่การเรียนรู้ที่จะยอมรับคนอื่น และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน”

ศศิธร พานิชนก นักแสดงนำ

ที่มา HUMAN HEARTS SINGED BY SOUTHERN CONFLICT, SEEN THROUGH FEMALE DIRECTOR’S LENS IN ‘ISLAND FUNERAL’

 

Kaewta Ketbungkan

 

http://www.khaosodenglish.com/life/movies/2016/07/18/human-hearts-singed-southern-conflict-seen-female-directors-lens-island-funeral/

การก่อสร้างโลกอุดมคติ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้

“ดิฉันรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มิได้พูดถึงเพียงปัญหาที่เกิดขึ้นในชายแดนภาคใต้ แต่กำลังพูดถึงทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม เราไม่อาจทำได้แค่สร้างโลกใบหนึ่งแยกออกไป แล้วก็ทำการแก้ไขปัญหาในโลกใบนั้น การทำแค่นี้ มันไม่เพียงพอ

“ถ้าอยากจะแก้ปัญหาให้ได้ เราต้องออกเดินทางไปสัมผัสกับวิธีการแก้ไขปัญหาที่ ‘สมจริง’ และแสวงหาวิถีทางที่จะทำให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันในสังคม อันจะนำไปสู่หนทางในการแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

“เราไม่สามารถสร้างโลกแห่งอุดมคติขึ้นมา เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์แบบหมดจด เพราะว่าโลกที่เราสร้างขึ้น มันไม่เคยดำรงอยู่ในความเป็นจริง วิธีแก้ปัญหาอย่างนี้ จึงเป็นเพียงความคิดโรแมนติกของคนที่เชื่อว่าโลกจะมีภาวะสันติสุข ถ้าสรรพสิ่งต่างๆ ถูกจัดวางตามอุดมคติดังกล่าว

“อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ผู้คนต่างไม่สามารถเข้าถึงใจกลางอันแท้จริงของปัญหาต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีความไม่สงบในชายแดนใต้ พวกเราต่างตระหนักว่าเรา ในฐานะ ‘คนนอกพื้นที่’ ไม่มีความสามารถเพียงพอจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว

“เช่นเดียวกับที่เราสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยมุมมองแบบ ‘คนนอก’ พวกเราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาในฐานะ ‘คนใน’ ที่จะสามารถบอกคนอื่นได้ว่า ควรแก้ปัญหาอย่างไร และต้องทำอย่างไร สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติจึงจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ก็เพราะพวกเราไม่ได้เข้าใจปัญหาของพื้นที่ชายแดนใต้อย่างครอบคลุมถ่องแท้

“พวกเราเป็นแค่ ‘คนนอก’ ผู้เดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว และไม่เข้าใจในสถานการณ์ของพื้นที่ โดยส่วนตัว ดิฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ กำลังพยายามที่จะส่งสารข้อนี้ออกไป

“ดังนั้น ถ้าพวกเราต้องการให้ทุกๆ ปัญหา ได้รับการแก้ไข เราก็ต้องตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ด้วยวิธีคิดที่ ‘สมจริง’ ไม่ใช่ทึกทักเอาว่า เราควรแก้ปัญหาด้วยวิธีการอย่างนั้นหรืออย่างนี้”

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับ

ที่มา Interview with Pimpaka Towira, the winning director of TIFF Asian Future

 

Interviewer:Suphawat Laohachaiboon / The Japan Foundation, Bangkok

 

http://jfac.jp/en/culture/features/tiff2015-interview-160602/