คนมองหนัง

บทแนะนำ “กระเบนราหู” (Manta Ray)

หมายเหตุ

กระเบนราหู โปสเตอร์ทางการ

นี่เป็น “บทแนะนำ” มากกว่าจะเป็น “บทวิจารณ์” หรืองานเขียนวิเคราะห์ตีความหนังอย่างจริงจัง เพราะเขียนขึ้นจากโน้ตย่อๆ ที่ผมบันทึกเอาไว้ หลังชม “กระเบนราหู” ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์เมื่อปลายปีก่อน

ระหว่างรื้อฟื้นบันทึกสั้นๆ เพื่อนำมาแปรสภาพเป็นงานเขียน เมื่อเวลาผ่านพ้นไปหลายเดือน ความทรงจำเกี่ยวกับรายละเอียดจำนวนมากในหนังจึงตกหล่นบกพร่องพอสมควร

คิดว่าอาจมีงานเขียนขนาดยาวกว่านี้ หลังผมได้ชม “กระเบนราหู” อีกรอบ ในเมืองไทย

ว่าด้วยการ “แทนที่”

ลักษณะเด่นประการแรกสุด ที่หนังสาธิตให้ผู้ชมเห็น คือ การทดลองนำคนไทยไป “แทนที่” ผู้อพยพชาวโรฮิงญา และทดลองนำผู้อพยพชาวโรฮิงญามา “แทนที่” คนไทย

โดยให้ฝ่ายหนึ่งลองกลายเป็นบุคคลที่มีบาดแผล ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างอยุติธรรม ไร้อัตลักษณ์ตัวตน ไร้บ้าน หรือแทบจะสิ้นไร้ทุกอย่าง

แล้วเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ลองมีอัตลักษณ์ตัวตน มีบ้าน มีเมีย หรือมีเกือบทุกอย่างที่ตนเองเคยขาด

เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีชุด “ประสบการณ์” ร่วมกัน หรืออาจพูดในแบบไทยๆ ได้ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

อย่างไรก็ดี “กระเบนราหู” คล้ายจะย้ำเตือนให้คนดูตระหนักว่า “การแทนที่” ทำนองนี้ ไม่สามารถ “แทน” กันได้ “แนบสนิท”

เพราะด้านหนึ่ง ผู้อพยพชาวโรฮิงญา เช่น “ธงชัย” ก็ไม่อาจเป็น “เจ้าของบ้าน” ซึ่งครอบครองทุกอย่าง-ทุกคนได้โดยแท้จริง

อีกด้านหนึ่ง แม้ชาวประมงคนไทยอาจตกระกำลำบาก ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ แต่เขาก็ยังมิได้สูญสิ้นความเป็นมนุษย์ จนถึงขั้นไร้เสียงพูด (ไร้สิทธิ์) และมีเหลือเพียงเสียงลมหายใจร่ำร้องเพื่อเอาชีวิตรอด ดังเช่นเพื่อนผู้อพยพ

หนัง “มนุษยธรรม-มนุษยนิยม” ที่ไปไกลกว่าการมี “มนุษย์” เป็นศูนย์กลาง

กระเบนราหู 1

หลายคนอาจประเมินว่า “กระเบนราหู” ให้ความสำคัญแก่เรื่องมนุษยธรรมและหลักการมนุษยนิยม

เนื่องจากหนังไม่เพียงสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับ “ชาวโรฮิงญา” หากยังพยายามสำรวจตรวจสอบสภาพ “ความเป็นมนุษย์” ไปจนถึงระดับรากฐานที่สุด นั่นคือ การเป็นมนุษย์ผู้เปลือยเปล่า ไร้ตัวตน ไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ภาษา

ทว่าพร้อมๆ กันนั้น หนังก็ฉายภาพให้เห็นว่าสรรพสิ่งและสรรพชีวิตต่างๆ เช่น แสงไฟ LED ที่ทำให้บ้านไม้โทรมๆ กลายสภาพเป็นดิสโก้เธค และทำให้มนุษย์ธรรมดาเป็นมาก/น้อยกว่ามนุษย์ปกติ, หินสีลึกลับทรงคุณค่าในพื้นที่ป่า ตลอดจนกระเบนราหูในท้องทะเล ล้วนโอบล้อมชะตากรรม-โศกนาฏกรรมของมนุษย์เอาไว้

วัตถุสิ่งของ-สิ่งมีชีวิตที่มิใช่มนุษย์เหล่านี้ อาจเป็นภาพแทน-สัญลักษณ์-บริบทของความทุกข์ตรม ความโศกเศร้า ความอยุติธรรม ความโดดเดี่ยว ความหวัง ต่างๆ นานา ที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้า, อยากจะหลีกเลี่ยง หรือใฝ่ฝันถึง

หรืออาจเป็นสภาวะแวดล้อมที่ดำรงอยู่เคียงขนาน แต่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับวิถีความเป็นไปของมนุษย์ และข้ามพ้นไปจากความรู้-ความเข้าใจของมนุษย์ส่วนใหญ่

หากมองในแง่นี้ หนังยาวของพุทธิพงษ์จึงทั้งแคร์มนุษย์ และทดลองจะเล่าเรื่องราวซึ่งไปไกลเกินกว่าการมี “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” อันเป็นระลอกความเคลื่อนไหวของแวดวงวิชาการสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ร่วมสมัย

สำหรับผู้สนใจประเด็นวิชาการดังกล่าว แนะนำให้ลองดู-ฟังคลิปการบรรยายโดย ดร.ไกรวุฒิ จุลพงศธร

บางรูปธรรมที่ขาดหาย

กระเบนราหู 11 กค

ถ้าถามว่าโดยส่วนตัวรู้สึก “ติดขัด” อะไรกับ “กระเบนราหู” บ้างหรือไม่?

ผมจะรู้สึกว่าหนังมีลักษณะเป็นนามธรรมค่อนข้างสูงและนำเสนอข้อถกเถียงในเชิงปรัชญาอย่างเข้มข้นจริงจังลึกซึ้ง จนคนดูที่คาดหวังความบันเทิงอาจเข้าถึงได้ไม่ง่ายนัก

ท่วงท่าลีลาการเล่าเรื่องเช่นนั้น ยังส่งผลให้ประเด็นรูปธรรมบางอย่างขาดหายไป

แม้หนังจะกล่าวถึงกระบวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอุตสาหกรรมประมง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องผู้อพยพ “ชาวโรฮิงญา”

แต่บทบาทของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ซึ่งมีส่วนปราบปราม/กีดกัน/กอบโกยผลประโยชน์จาก “ชาวโรฮิงญา” เช่นกัน กลับมิได้ปรากฏชัดเจนนักในหนังเรื่องนี้

(ผมไม่แน่ใจว่า “ตัวละครปริศนา” ที่ซุ่มซ่อนอยู่ในป่า คือ “เจ้าหน้าที่รัฐ” หรือไม่?)

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“Destination Nowhere – วงษ์กลม” นิทรรศการวิดีโอและงานศิลปะของ “ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์”

“ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์” ศิลปินชาวไทยกำลังจัดแสดงนิทรรศการ “Destination Nowhere – วงษ์กลม” ที่ Gallery VER Project Room ระหว่างวันที่ 12 มกราคม – 16 กุมภาพันธ์นี้

นิทรรศการดังกล่าวจะประกอบด้วยวีดีโอศิลปะเรื่อง “Destination Nowhere” และชิ้นงานศิลปะอื่นๆ

destination nowhere5

“Destination Nowhere” ถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลคนหนึ่งที่เกิดในญี่ปุ่น แม่ของเขาเป็นแรงงานชาวไทยซึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศดังกล่าวมานานหลายปีอย่างผิดกฎหมาย ไม่นานมานี้ เธอได้มอบตัวและถูกส่งกลับไทย

ศาลตัดสินเบื้องต้นว่าให้ส่งลูกของเธอกลับประเทศไทยด้วย แต่เขากำลังต่อสู้เพื่อสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นต่อไป

วิดีโอของประพัทธ์พยายามตั้งคำถามว่า เราควรตัดสินใจอย่างไรในกรณีนี้ เราควรยึดตามหลักกฎหมายหรือหลักมนุษยธรรม?

วีดีโอเรื่อง “Destination Nowhere” ได้รับการจัดฉายมาแล้วในเกือบ 10 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เช่น International Film Festival Rotterdam (The Netherlands), Open City Documentary Festival (UK), Singapore Art Museum, Winnipeg Underground Film Festival (Canada), Uppsala International Short Film Festival (Sweden)

และได้รับรางวัล Jury Prize ที่ Kinodot Film Festival (Russia)

director photo prapat

“ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์” เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2522 เขาเป็นศิลปินทัศนศิลป์ชาวไทยที่มีพื้นฐานการทำงานด้านสหศาสตร์ศิลป์และการวิจัย

ประพัทธ์สร้างสรรค์งานจากสื่อหลากชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานภาพถ่ายและวีดีโอ งานของเขามักเกี่ยวข้องกับการสืบค้นและสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์, ความทรงจำ และการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอพยพย้ายถิ่นฐาน

ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ประพัทธ์ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลงานที่แสดงถึงประสบการณ์ของแรงงานต่างด้าวที่ออกมาทำงานนอกประเทศของตน

ผลงานศิลปะจัดวางของเขาได้ถูกนำไปจัดแสดงมาแล้วทั้งในและต่างประเทศ เช่น กรุงเทพฯ ลอนดอน ฮ่องกง โตเกียว และกวางจู

ในขณะที่ผลงานจากสื่อวีดีโอก็ได้ถูกนำไปจัดฉายในงานแสดงระดับนานาชาติมากมาย อาทิ Canada’s Image Festival, International Film Festival Rotterdam, Experimenta India และ Onion City Experimental Film and Video Festival

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทรรศการ “Destination Nowhere – วงษ์กลม” ได้ที่ https://www.facebook.com/events/1619359241544155/#

นักเดินทางฝึกหัด

ปีใหม่ 2013 และร้านไก่ทอดแห่งหนึ่งชานกรุงลอนดอน

28 ธันวาคม 2012

สักประมาณสี่ทุ่ม ผมเดินไปซื้อไก่ทอด-เฟรนช์ฟรายแถวๆ หอพัก

ร้านไก่ทอด-พิซซ่าแห่งนี้ ถือเป็นเจ้าประจำของผม แม้ว่ารสชาติของอาหารขยะเหล่านั้นจะไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ (ขณะที่คนขายซึ่งค่อนข้าง “ซี้” กับผม มักชอบอวดอ้างถึงความเอร็ดอร่อยของพิซซ่าจากร้านของเขา)

แต่ทางเลือกของคนที่มีฝีมือการทำอาหารห่วยแตก ซึ่งอาศัยอยู่แถวสถานี “นิว ครอส เกต” ก็มีอยู่ไม่มากนัก

วันนั้น ผมเข้าไปทักทายกับคนขายตามปกติ ถ้าจำไม่ผิด เขาเป็นคนบังกลาเทศ (ผมรู้เรื่องนี้จากการแอบฟังเขาพูดคุยกับลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งเป็นคนมาเลเซีย เมื่อราวๆ เดือนก่อน)

ผมถามเขาว่าช่วงปีใหม่นี้มีแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัด “นอกลอนดอน” บ้างไหม?

เขาตอบกลับมาแบบ “กลับหัวกลับหาง” ว่า เขาอยากจะเดินทางเข้าไปเที่ยว “ข้างในใจกลางกรุงลอนดอน” มากกว่า เพราะที่นั่นจะมีคนมาร่วมเฉลิมฉลองกันเยอะแยะ มีการจุดพลุ มีเทศกาลกินดื่ม บลา บลา บลา

บทสนทนาระหว่างเรากลายเป็นประเด็นน่าสนใจขึ้นมา

เนื่องจากผมตั้งคำถามผ่านโลกทัศน์ที่คิดว่าตัวเองอยู่ “ในลอนดอน” คือ แม้จะอยู่โซนนอกๆ แต่ก็สามารถเดินทางเข้าไปในใจกลางเมืองหลวงได้ง่ายๆ และบ่อยครั้งตามใจปรารถนา

ทว่า สำหรับคนขายไก่ทอดชาวบังกลาเทศ เขาคงคิดว่าตนเองอาศัยอยู่ “นอกกรุงลอนดอน” และนานๆ ครั้ง เขาจึงจะมีโอกาส (ในแง่ “เวลา” และ “กำลังทรัพย์”) ได้เข้าไปเดินเที่ยวตรงใจกลางเมืองหลวงสักที

แล้วประเด็นการพูดคุยก็ไถลออกจากเรื่องวันปีใหม่

คนขายไก่ทอดเริ่มพูดถึงเรื่อง “ชีวิต”

เขาบอกว่าตนเองไม่สามารถจำกัดนิยามความหมายของคำว่า “ชีวิต” ได้ เพราะชีวิตใครก็ชีวิตมันแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ชีวิตยังเกี่ยวพันอยู่กับการตัดสินใจ เพราะจะมีช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต ที่คุณต้องตัดสินใจในเรื่องหนึ่งๆ และการตัดสินใจครั้งนั้นจะ “เปลี่ยน” ทางเดินชีวิตของคุณไปสู่ทางสายใหม่อีกเส้นหนึ่งโดยทันที อย่างไม่มีวันหวนกลับ

ผมไม่แน่ใจว่า วันนั้น เราหยุดคุยกัน (หรือกล่าวให้ตรงไปตรงมายิ่งขึ้น คือ ผมหยุดฟังเขาพูด) ตรงจุดไหน? เมื่อใด?

แต่หลังจากรับไก่ทอด-เฟรนช์ฟราย และจ่ายเงินเรียบร้อย ผมก็เดินฝ่าอากาศหนาวปลายเดือนธันวาคมกลับมาที่หอ

เมื่อถึงห้องพัก ผมเปิดคอมพิวเตอร์ เข้าเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อเสิร์ชหาเพลง “Something Changed” ของวงพัลพ์

หลังวันขึ้นปีใหม่ 2013 ผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่เดือน ร้านไก่ทอดเจ้านั้นก็ปิดกิจการ

ผมไม่ได้รับสัญญาณเรื่องนี้ล่วงหน้าจากคนขายไก่ทอดชาวบังกลาเทศ

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ร้านไก่ทอดเจ้าใหม่ก็เปิดให้บริการในพื้นที่เดิมของร้านไก่ทอดเจ้าเก่าซึ่งเพิ่งปิดตัวลง

พนักงานในร้านกลายเป็นคนหน้าใหม่ กลุ่มใหม่

นอกจากไก่ทอด-เฟรนช์ฟรายแบบเดิมๆ แล้ว เมนูพิซซ่ารสชาติแย่ๆ สูญหายไป และถูกแทนที่ด้วยซี่โครงหมูบาร์บีคิว รสชาติพอกินได้

ผมไม่ได้เจอคนขายไก่ทอดชาวบังกลาเทศอีกเลย เพราะเขาคงหันเห (หรือถูกบังคับให้หันเห) ชีวิตของตนเองไปยังเส้นทางสายใหม่ๆ เรียบร้อยแล้ว