คนมองหนัง

“โลกเฉพาะ?” ใน The Favorite

หนึ่ง

ชอบรูปแบบการคลี่คลายตัวของความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างตัวละครสตรีสามรายในหนังเรื่องนี้

เริ่มจาก “เลดี้ซาร่าห์” ที่เหมือนจะมีบทบาทครอบงำ “ควีนแอนน์”

แล้ว “เลดี้อบิเกล” ก็ผงาดขึ้นมากำจัดโค่นล้ม “เลดี้ซาร่าห์”

แต่ท้ายสุด หนังก็ชวนตั้งคำถามว่า “เลดี้อบิเกล” เข้ามาแทนที่ “เลดี้ซาร่าห์” ในฐานะอะไรกันแน่?

คู่รัก/คนโปรด? ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเบื้องหลังราชินี? หรือ “สัตว์เลี้ยงตัวน้อยๆ” ที่เป็นลูกจำลอง/ของเล่น/เบี้ยล่าง ซึ่งอาจมีชะตากรรมแปรผันไปตามอารมณ์อันผันผวนของ “ควีนแอนน์”?

เพราะหลังจากมีบทบาทในเชิง “ตั้งรับ/ถูกชักจูง” เป็นส่วนใหญ่ มาตลอดทั้งเรื่อง ตัวละคร “ควีนแอนน์” กลับแสดงบทบาทในฐานะ “ผู้กระทำการ” หรือ “ผู้ใช้อำนาจ” ออกมาก่อนหนังจบอย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อพระองค์ยืนค้ำอยู่เหนือเลดี้ผู้ถูกโปรดปราน/ยอมศิโรราบคนใหม่

นี่จึงเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบงูกินหาง หรือต่างฝ่ายต่างฉวยใช้ซึ่งกันและกัน

สอง

favorite 2

จุดเด่นอีกข้อใน The Favorite ก็คือ “โลกของผู้หญิง” ในหนัง ไม่ได้เป็นเพียงโลกแห่งความบิดเบี้ยวแปลกประหลาด หรือโลกลึกลับส่วนตัว ที่คละคลุ้งด้วยแรงอิจฉาริษยาของสตรี 2-3 คน

แต่เอาเข้าจริง อาณาเขตของผู้หญิงได้แพร่ขยายออกมายัง “โลก/พื้นที่ของผู้ชาย” ด้วย ไม่ว่าจะในกิจกรรมยิงนก ไปจนถึงกิจการในรัฐสภา

ตัวละครผู้หญิง 2-3 รายในหนัง คือผู้ชี้ขาดในทางการเมืองของประเทศชาติ กระทั่งนักการเมืองชายระดับนำก็ต้องเข้ามาพึ่งพา-ล็อบบี้พวกเธอ

เป็นสามีของเลดี้ทั้งหลายเสียอีกที่อยู่เหินห่างจากศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง ตั้งแต่ “จอห์น เชอร์ชิล” หรือดยุคออฟมาร์ลบะระ ที่ส่วนใหญ่ไปขลุกอยู่ในสนามรบ หรือ “แซมมวล มาแชม” ซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกประหนึ่งเจ้าชายที่ไปพบเจอเจ้าหญิงในเทพนิยาย ณ กลางป่า ก่อนจะค่อยๆ กลายสภาพเป็นสามีผู้อยู่ใต้อิทธิพลของภรรยาไปโดยสมบูรณ์ในภายหลัง

ส่วนชนชั้นนำชายรายอื่นๆ ก็หมดเวลาไปกับกิจกรรมเฮฮาไร้สาระ แม้กระทั่งคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมรอบจัดและมีสาระมากที่สุด ก็ยังถูกลดทอนอำนาจบารมีลง ผ่านการแต่งหน้าแต่งตาที่แลดูตลกตุ้งติ้งเกินพอดี

ไม่ต้องพูดถึงพวกมหาดเล็กเด็กชายทั้งหลายที่แทบจะเป็นฝ่าย “ตั้งรับ” ในทุกกรณีและเหตุการณ์

(ผิดกับโลกในหนังของ “ควีน เอลิซาเบธที่ 1” ซึ่งตัวละครผู้ชายยังมีความแอคทีฟทางการเมืองอยู่เต็มเปี่ยม เช่น “เซอร์ฟรานซิส วอลซิงแฮม”)

โลกของหนังเรื่องนี้ จึงเป็นสังคมการเมืองที่ผู้ชายหายไปหรือถูกกดทับอยู่อย่างน่าประหลาดใจและน่าสนใจ

สาม

favorite

การถ่ายภาพ การออกแบบงานสร้าง ตลอดจนรายละเอียดในชีวิตประจำวันของตัวละครนำ คล้ายกำลังจะบอกว่าโลกของ “ควีนแอนน์” และเลดี้ที่ทรงโปรดปรานทั้งสอง เป็นโลกแห่งความบิดเบี้ยว กลับหัวกลับหาง ผิดที่ผิดทาง ไปจากบรรดามาตรฐานที่ถูกเชื่อว่าเป็น “ปกติ”

ตั้งแต่รสนิยมทางเพศ ไปจนถึงการได้มองเห็นความเลอะเทอะ อาการล้มลุกคลุกคลาน ภาวะทรุดโทรมเสื่อมถอยทางกายภาพของบุคคลผู้มีสถานะสูงส่ง

ภาวะ “อปกติ” ดังกล่าว ดำรงคงอยู่ตลอดเวลาในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ก็อาจจะไม่ “ชั่วนิรันดร์” บนเส้นทางของประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่านั้น

อย่างน้อยผู้ชนะในโลกอันแสนแปรปรวนของหนัง The Favorite อย่าง “เลดี้อบิเกล” ก็หมดบทบาททางการเมืองไปอย่างฉับพลันหลังสิ้นรัชสมัย “ควีนแอนน์” เช่นเดียวกับนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “โรเบิร์ต ฮาร์ลีย์” ที่ต้องโทษจำคุกหลังหมดรัชสมัย แล้วก็ไม่ได้หวนคืนสู่จุดสุงสุดทางการเมืองอีกเลย

กลับเป็นผู้แพ้ในหนังอย่าง “เลดี้ซาร่าห์” เสียอีก ที่สามีของเธอสามารถหวนคืนสู่วงจรอำนาจในยุคต่อมา (นอกหนัง) ส่วนเธอเองก็ถือเป็นมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จด้านการลงทุน แถมยังมีช่วงอายุที่ยืนยาวกว่าทั้ง “ควีนแอนน์” และ “เลดี้อบิเกล”

โลกแห่งความบิดเบี้ยว กลับหัวกลับหาง ใน The Favorite อาจเป็นสภาวะยกเว้นที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งคราว

หรืออาจเป็นแค่วาระ/ฤดูกาลหนึ่ง ซึ่งต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปสู่วาระ/ฤดูกาลอื่น มิได้คงอยู่อย่างหยุดนิ่งตายตัวตราบนิจนิรันดร

สี่

the-madness-of-king-george-movie-poster-1994-1020210074_1024x1024

จริงๆ หนังที่น่าจะนำมาจับคู่กับ The Favorite คือ The Madness of King George

ทั้งเพราะสาเหตุที่ท้องเรื่องของหนังทั้งคู่อยู่ในยุคสมัยใกล้เคียงกัน

ขณะเดียวกัน หนังทั้งสองเรื่องยังพูดถึงชีวิต “สองมิติ” ของผู้เป็นประมุขแห่งรัฐ ในประเทศเดียวกัน ด้วยแง่มุมที่คล้ายคลึงกัน

ด้านหนึ่ง ในแง่มุมชีวิตส่วนตัว ประมุขแห่งรัฐในหนังคู่นี้ต่างเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ประสบปัญหาทางด้านสุขพลานามัยบางประการ

อีกด้าน ตัวละครนำทั้งสองรายก็ดำรงตนอยู่ท่ามกลางบริบทแห่งความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ

กรณีของ “ควีนแอนน์” รัชสมัยของพระองค์คือยุคที่มีการรวมอังกฤษและสก็อตแลนด์เป็นบริเตนใหญ่ และเป็นยุคที่ระบบการเมืองสองพรรคในสภาอังกฤษมีพัฒนาการชัดเจนมากขึ้น

ส่วนรัชสมัยของ “คิงจอร์จที่สาม” ก็เป็นยุคที่ระบบการเมืองสองพรรคมีพัฒนาการเด่นชัดขึ้นอีก และทั้งสองขั้วการเมืองต่างพยายามเข้ามามีส่วนกำหนดความเป็นไปของราชบัลลังก์ นอกจากนี้ ยุคนั้นยังเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกาเพิ่งแยกตัวออกจากอังกฤษหมาดๆ

ถ้าพิจารณาในแง่ความแหวกแนวทางด้านโปรดักชั่นและประเด็นเรื่องเพศสภาพ The Favorite ย่อมถือเป็นรสชาติแปลกใหม่ของภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาประเด็นด้านเนื้อหาและนัยยะทางสังคมการเมือง หนังเรื่องนี้ก็อาจเดินซ้ำรอยทางบางย่างก้าวของ The Madness of King George

 

 

Advertisements
คนมองหนัง, สัมภาษณ์พิเศษ

อ่าน 2 บทวิจารณ์ 1 บทสัมภาษณ์ ก่อน/หลังไปชมหนัง 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ”

15-17 กุมภาพันธ์นี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ FILMVIRUS จะจัดฉายภาพยนตร์ขนาดยาว 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ” ยอดผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนาน่าสนใจ ในโปรแกรม Sine ni Lav Diaz

สามารถตรวจสอบรายละเอียดโปรแกรมได้ ที่นี่

(แม้การจองตั๋วผ่านระบบออนไลน์น่าจะเต็มแล้ว แต่ผู้ที่เดินทางไปยังหอภาพยนตร์อาจจะมีลุ้นได้รับตั๋วหน้างานอยู่บ้าง)

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำบทความ-บทสัมภาษณ์เก่าที่เคยเขียน/พูดคุยถึงหนัง 2 ใน 3 เรื่องของโปรแกรมดังกล่าว มาเผยแพร่ให้อ่านกัน (ก่อนหรือหลังชมภาพยนตร์) อีกครั้งหนึ่ง

A Lullaby to the Sorrowful Mystery

lullaby

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมหนังฟิลิปปินส์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ” ซึ่งคว้ารางวัลหมีเงิน Alfred Bauer Prize (มอบแก่ผลงานที่เผยให้เห็นถึงแง่มุมใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 66 ขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในสื่อนานาชาติมิใช่เพียงเพราะรางวัลสำคัญที่ได้รับ หรือเพราะเนื้อหาและมาตรฐานการสร้างที่ยอดเยี่ยม หากแต่ยังเป็นเพราะความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาทีของมัน

“โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” โปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ที่เลือกหนังเรื่องนี้เข้าฉายในสาย World Focus ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับการเลือกหนังยาว 8 ชั่วโมง เข้ามาฉายในเทศกาล เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณจะต้องคัดหนังเรื่องอื่นๆ ออกไปประมาณ 3 เรื่อง

แต่เขากลับไม่ลังเลใจเลยในการตัดสินใจฉายหนัง 8 ชั่วโมงของลาฟ เพราะนี่คือหนังประเภทที่ผู้ชมจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เพียงเท่านั้น และถ้าผู้จัดเทศกาลฯ ไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

นอกจากนั้น การที่หนังเรื่องนี้ได้รางวัลจากเบอร์ลิน ก่อนที่ผลงานอีกเรื่องของลาฟ (The Woman Who Left) จะไปคว้ารางวัลสูงสุดจากเวนิสภายในปีเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟ ดิแอซ คือหนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน

ดังนั้น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดฉายหนังความยาวเกิน 8 ชั่วโมงเรื่องนี้

ทางเทศกาลโตเกียวเลือกวิธีการจัดฉาย “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ในแบบเดียวกับเทศกาลเบอร์ลิน คือ ฉายหนังครึ่งแรกประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วจึงให้คนดูพักยาว 1 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาฉายหนังครึ่งหลังอีกราวๆ 4 ชั่วโมง

และปิดท้ายด้วยการถาม-ตอบกับทีมงานผู้สร้าง 30 นาที

ภาพยนตร์ “มหากาพย์” เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคม “สเปน”

หนังถ่ายทอดยุคสมัยแห่งการต่อสู้ ผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชั้นหลายระดับที่ถูกนำมาจัดวางคลอเคลียกันไปอย่างเปี่ยมชั้นเชิง

“เรื่องเล่า” เหล่านั้นมีตั้งแต่ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ว่าด้วยสตรีที่ออกเดินทางตามหาสามี ผู้เป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติของประเทศ” ซึ่งสูญหายไปในป่าใหญ่

ขณะเดียวกัน ลาฟก็หยิบยืมตัวละครบางรายจากนวนิยายยุคปฏิวัติของ “โฮเซ รีซัล” ให้เข้ามามีบทบาทโลดแล่นในหนังเรื่องนี้

“ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ถูกนำเสนอเคียงคู่กับ “บทกวี” ของรีซัล “เพลงรัก” ที่กลายเป็นเครื่องมือการต่อสู้ของนักปฏิวัติ เรื่อยไปจนถึง “ตำนานปรัมปรา” ท้องถิ่น

โดยยังไม่นับรวมพฤติการณ์ของบรรดาตัวละครที่ลาฟสร้างสรรค์ขึ้นมาเองอีกจำนวนหนึ่ง

การเล่าเรื่องราวผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชนิด โดยไม่ได้เลือกพินิจพิเคราะห์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ผ่านแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งอย่างจำกัดจำเขี่ย หากแต่เลือกที่จะประกอบสร้าง-สานทอองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของยุคสมัยแห่งการปฏิวัติเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น “ภาพรวมขนาดใหญ่” ย่อมส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความยาวเกิน 8 ชั่วโมง โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“เรื่องเล่า” แต่ละส่วนภายในโครงสร้างใหญ่ของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ล้วนมีเอกลักษณ์และความสำคัญเฉพาะตน

มิอาจปฏิเสธว่า “เรื่องเล่า” จาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ของรีซัล ได้ถูกพัฒนาให้มีสถานะเป็นเส้นเรื่องหลักสำคัญสองสาย ที่มีชีวิตยืนยาวตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่ “เรื่องเล่า” อื่นๆ นั้น เข้ามามีบทบาทส่งเสริม-แทรกแซง เป็นการชั่วครู่

ชีวิตของนักดนตรีหนุ่มผู้ขับขานเพลงรัก-เพลงปฏิวัติอย่างน่าประทับใจ ถูกเล่าถึงสั้นๆ ภายในกรอบเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง แต่แน่นอนว่าเสียงเพลงที่ริเริ่มโดยเขากลับดังก้องกังวานไปตลอดทั้งเรื่อง เช่นเดียวกับบทกวีของรีซัล ซึ่งถูกผลิตซ้ำประปรายอยู่เรื่อยๆ โดยตัวละครหลายคน

“ตำนานปรัมปรา” ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ตำนานแห่งการต่อสู้ปลดแอก” หรือ “ตำนานที่มอมเมาผู้คนไม่ให้ลุกฮือ”

ตำนานในหนังของลาฟ สื่อให้เห็นถึง “ความเชื่อ” ที่ชักจูงบรรดานักปฏิวัติให้เวียนวนหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ หรือชักนำให้พวกเขาเดินออกนอกเส้นทางการต่อสู้ จน “การปฏิวัติจริงๆ” ประสบความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงยุคปัจจุบัน

ตำนานในผืนป่ายังผูกโยงไปถึง “ความเชื่อทางคริสต์ศาสนา” ที่ผสมผสานปนเปกับ “ความเชื่อท้องถิ่น” จนก่อให้เกิดภารกิจหลักสองด้าน

ทั้งการมอบความหวังที่ไม่มีทางเป็นไปได้ให้แก่ฝูงชนผู้ทุกข์ยาก-ไร้ทางออกในชีวิต และการขูดรีดบีบบังคับสามัญชนให้ต้องมาแสดงบทบาทเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ทางเลือก

ฤทธานุภาพแห่ง “ตำนานปรัมปรา” มักออกทำงานในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญรายหนึ่งของหนังเรื่องนี้

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ที่ร่วมแสดงใน “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งเดินทางมาพบปะกับผู้ชมที่ญี่ปุ่น เคยถามลาฟว่า สุดท้ายแล้วตัวละครจาก “เรื่องเล่า” หลายระนาบของหนังจะถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันได้อย่างไร?

ผู้กำกับภาพยนตร์เบอร์ต้นๆ ของเอเชีย ตอบว่า ทุก “เรื่องเล่า” จะถูกสานทอเข้าด้วยกันใน “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันเปิดกว้างต่อทุกๆ “ความเป็นไปได้”

นำมาสู่ฉากเล็กๆ สั้นๆ ที่ตัวละครจากทุกชั้นของ “เรื่องเล่า” ได้มาดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันกลางป่าเขา แม้ต่างฝ่ายคล้ายจะไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของฝ่ายอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ “ป่า” ยังอาจเป็นพื้นที่เปิดรับความฝัน จินตนาการ และอุดมการณ์การต่อสู้อันเป็นนามธรรม ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง

กระทั่งคนตายผู้หายสาบสูญไปในป่าก็ยังถูกคาดหวังให้มีชีวิตอยู่ ตราบใดที่คนข้างหลังยังค้นหาศพของเขาไม่พบ

เมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ถึงบทบาทของเหล่า “ตัวละครหญิง” ในหนัง

ตั้งแต่ภรรยาของนักปฏิวัติผู้สูญหาย เมียและแม่ของชาวบ้านนักต่อสู้ที่สูญเสียครอบครัว หญิงสาวท้องถิ่นที่เคยหลงผิดแปรพักตร์ไปสนับสนุนนายทหารสเปน จนคนในหมู่บ้านของเธอถูกสังหารหมู่ และมีสตรีหลายรายถูกข่มขืน

ตลอดจนสาวคนรักของนักดนตรีผู้ขับร้องเพลงปฏิวัติ และเด็กหญิงตาบอดผู้ตระเวนท่องบทกวีของ โฮเซ รีซัล ตามท้องถนน

น่าสนใจว่าตัวละครสตรีทั้งหลายมีสถานะเป็นสักขีพยานแห่งความสูญเสียและมรณกรรมของเหล่าบุรุษ พวกเธอเป็นผู้แบกรับเรื่องราวความเศร้าโศกแทนบรรดาผู้ชายที่จากไป

ทว่าขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีหน้าที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์แห่งการต่อสู้และปฏิวัติ รวมถึงบทกวีและบทเพลงอันเกี่ยวเนื่องกับอุดมการณ์ดังกล่าว ให้มีชีวิตยืนยาวออกไปไม่รู้จบสิ้น

หากมองผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้หญิงในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ จึงมิได้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกไปวันๆ หากยังมีหน้าที่สืบสานภารกิจการปฏิวัติอย่างแข็งขันอีกด้วย

สําหรับบริบทเฉพาะทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์ “จุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ” หรือ “เสรีภาพที่แท้จริงของชาวฟิลิปปินส์” คือ “การปลดแอกจากสเปน”

ซึ่งผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบไปถึงการต่อสู้บนสนามอื่นๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ

ดังที่ตัวละครบางรายสนทนากัน ณ ช่วงท้ายของหนังว่า “การปฏิวัติ” ย่อมไม่จบลงตรงชัยชนะเหนือสเปน และคนรุ่นหลังจะต้องรับหน้าที่ประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า “คู่ต่อสู้” รายต่อไปของพวกตนนั้นคือใคร?

ไม่ต้องคาดเดาว่า “ศัตรูในภายภาคหน้า” (หลังจากยุคสมัยของหนัง) ย่อมมีสถานภาพและตัวตนที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

เพราะกระทั่งในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ ก็ยังมีตัวละครนักปฏิวัติบางคนที่พร้อมเปิดอก “พูดคุย” กับชนชั้นนำสเปน เช่นเดียวกับตัวละครผู้หญิงชาวบ้านบางรายที่ยอมพลีกายอุทิศตนให้เจ้าอาณานิคม

แม้แต่ตัวละครจาก “ตำนานปรัมปรา” ก็ยังให้ความร่วมมือกับ “อำนาจภายนอก” อันอาจหมายความว่า “ตำนานท้องถิ่น” สามารถถูกฉวยใช้จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ “อำนาจต่างถิ่น” ได้

หรือในยุคปัจจุบัน ลาฟ ดิแอซ ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยืนกรานหนักแน่นว่าสังคมฟิลิปปินส์ต้องต่อสู้กับประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต” ที่เขามองว่าเป็นนักปลุกระดม ผู้หลอกลวงประชาชนผ่านการสร้าง “มายาคติร่วมสมัย” ซึ่งมีพลานุภาพไม่ต่างจาก “ตำนานปรัมปรา” ยุคเก่า

ยุคสมัยแห่งการปลดแอกจากอำนาจของสเปนที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” อาจสิ้นสุดลงไปแล้ว

แต่ดูคล้ายภารกิจ “ปฏิวัติ” กลับยังมิได้ยุติปิดโครงการลงตามไปด้วย

“การปฏิวัติ” ในฟิลิปปินส์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในที่อื่นๆ จึงอาจมีสถานะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน

ยาวนานยิ่งกว่าความยาว 485 นาทีของหนังเรื่องนี้เสียอีก

Season of the Devil

season of the devil

หนึ่ง

งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง

ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม

ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่

แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า

อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก

ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

(สัมภาษณ์พิเศษ)

สนทนากับคนทำหนังชั้นครูจากฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์ บาดแผล การต่อสู้ และ “ดูแตร์เต”

เมื่อปลายปี 2559 “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังจากประเทศฟิลิปปินส์ ได้นำภาพยนตร์ความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาที เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ปีนี้ นับเป็นปีทองของลาฟ ผู้กำกับภาพยนตร์วัยใกล้หกสิบ เมื่อเขาสามารถคว้าสองรางวัลสำคัญจากสองเทศกาลหนังระดับ “เมเจอร์” ของโลกตะวันตก

เรื่องแรก คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ที่ได้รับรางวัลอัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์ จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

เรื่องที่สอง คือ “The Woman Who Left” ที่ได้รับรางวัลสิงโตทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี

ทีมข่าวมติชนทีวี มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “ลาฟ ดิแอซ” ที่กรุงโตเกียว เพื่อพูดคุยถึงหนังยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ได้รับรางวัลจากเบอร์ลิน โดยเฉพาะ

และเพราะคนทำหนังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้กำกับภาพยนตร์ชั้นครู” รุ่นปัจจุบันของทวีปเอเชีย มักอธิบายให้สื่อนานาชาติรับรู้อยู่เสมอ ว่าหนังที่มีความยาวเกินมาตรฐานปกติของเขา ไม่จัดเป็น “สโลว์ ซีเนม่า” แถมยังตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมจึงต้องนิยามภาพยนตร์จากความยาวของมันด้วย?

คำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงอาจไม่จำเป็นในบทสนทนานี้

แต่ลาฟยังพูดถึงประเด็นน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ที่ชวนขบคิด ไม่ว่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์” “การต่อสู้” “ความหมายแท้จริงของการปฏิวัติ” รวมถึงประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต”

คำตอบของเขาจะเข้มข้นแค่ไหน เชิญอ่าน

ลาฟ มติชน

-หลังจากหนังหลายเรื่องของคุณได้รับรางวัลใหญ่ๆ ในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญระดับนานานาชาติ ชีวิตในการทำหนังของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

ไม่เปลี่ยนเลย พวกเราไม่ได้ทำหนังเพื่อหวังรางวัลเหล่านั้น แต่แน่นอนว่ารางวัลมันช่วยเหลือเราในบางด้าน เช่น ช่วยให้หนังมีช่องทางในการเผยแพร่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

-ผลตอบรับจากคนดูหนังชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มันก็เติบโตขึ้น แต่ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยอยู่ อย่างไรก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ โดยที่เราต้องไม่ไปเร่งรัดคนดู ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมหนังฮอลลีวูดมาเป็นร้อยปี อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลักของฟิลิปปินส์มาเป็นร้อยปี ซึ่งอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์ก็ก็อปปี้ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาอีกทีอยู่เสมอมา อย่างในปัจจุบัน กระแสหนังรอม-คอม (โรแมนติก คอมเมดี้) ก็ครอบงำตลาด หรือเมื่อก่อนก็เคยมียุครุ่งเรืองของหนังแอ๊คชั่น ดังนั้น นี่จึงเป็นการต่อสู้ในระยะยาว และเราก็ต้องเคลื่อนไหวผ่านการทำหนังต่อไปเรื่อยๆ

-หนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอผ่าน “เรื่องเล่า” หลากหลายชั้นมากๆ จากประวัติศาสตร์ สู่นวนิยาย บทกวี หรือเพลง เรื่องเล่าทั้งหมดเหล่านั้นมันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร?

หนังพูดถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ปฏิวัติฟิลิปปินส์ ค.ศ.1897 เพลงในหนังก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ และกลายเป็นบทเพลงสรรเสริญการปฏิวัติในเวลาต่อมา ส่วนตัวละครนักปฏิวัติในหนังก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายสองเรื่องของ “โฮเซ รีซัล” นอกจากนี้ ยังมีตำนานปรัมปราว่าด้วยอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยดังกล่าวเช่นกัน

-เรื่องเล่าเหล่านั้นมันหนุนเสริมหรือขัดแย้งกันอย่างไรบ้าง?

ถ้าคุณศึกษาถึงธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องผนวกรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คุณไม่ได้กำลังนำเสนอแค่ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่มากกว่านั้น คือ บางครั้ง คุณควรวิพากษ์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นภาพกว้างของยุคสมัยดังกล่าว

ถ้าคุณทำแบบนั้น ประวัติศาสตร์ก็จะกลายเป็นปรัชญา หรือการมีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อยุคสมัยที่ผ่านพ้น

คุณต้องไม่โฟกัสไปที่ภาพน่าตื่นตาตื่นใจหรือตัวเหตุการณ์ แต่คุณต้องโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ โฟกัสไปยังสรรพสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจยุคสมัยดังกล่าวมากขึ้น นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

มันคือการศึกษายุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะส่งผลให้คุณสามารถค้นพบหลายๆ คำถามที่ผุดขึ้นมาจากยุคสมัยนั้นๆ ไม่ใช่ผุดขึ้นมาจากตัวเรื่องเล่า, ตัวละคร หรือเหตุการณ์

-ขอถามถึง “ป่า” ซึ่งนับเป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งของหนัง อยากทราบว่า “ป่า” มีความหมายลึกซึ้งอย่างไรบ้าง?

“ป่า” คือ มาตุภูมิ เป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาจิตวิญญาณ เป็นพื้นที่แห่งการ “หลงทาง” และค้นหา “ความหมาย” บางอย่างในชีวิต หรืออาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เดินทางเข้าไปในนั้น ได้สัมผัสถึง “ความแปลกแยก”

-ผมรู้สึกประทับใจตัวละคร Tikbalang (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า) สามตนภายในหนังมาก คุณช่วยอธิบายความหมายของพวกเขาที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมฟิลิปปินส์หน่อยได้ไหม?

Tikbalang เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ เป็นส่วนหนึ่งในตำนานปรัมปราของเรา จนปัจจุบัน คนจำนวนมากก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ Tikbalang กันอยู่

ตัวละครในตำนานเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้าง “มายาคติ” คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่จริง สร้างการมีมุมมองเฉพาะต่อสิ่งต่างๆ หรือกระทั่งทฤษฎี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็น “สัจจะ”

กลับมาที่ปัจจุบัน กับการสร้าง “มายาคติ” ผ่านการเมืองระบบตัวแทนในประเทศของเรา ทำไมคนงี่เง่าอย่าง “ดูแตร์เต” ถึงกลายมาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก็เพราะมีการสร้างมายาคติ เขาเป็นนักปลุกระดมฝูงชน เขาทำงานกับประชาชน โดยสร้างความคิดนามธรรมบางอย่างขึ้นมา แล้วประชาชนก็เชื่อเขา

นี่คือการมองเห็นโลกผ่านมายาคติและตำนานปรัมปราที่ถูกสร้างขึ้น คุณสามารถนำมุมมองแบบนั้นมาใช้เล่าเรื่องราวในปัจจุบันได้ เพราะเรื่องแบบบี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในจิตใจของพวกเรา มันเป็นวงจรอุบาทว์ ของคนที่พยายามขยายอิทธิพลเข้าไปควบคุมมวลชน

นักปลุกระดมฝูงชนทำงานตรงจุดนี้ แล้วเขาก็ได้ครอบครองอำนาจจากการหลอกลวงผู้คน

-ขอถามถึงบทบาทของตัวละครผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ ผมสังเกตว่าตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่ในเรื่องมักจะต้องแบกรับความโศกเศร้า ต้องเผชิญหน้ากับภาวะสูญเสียสามีหรือครอบครัว คำถามคือตัวละครผู้หญิงสามารถมีภาระหน้าที่อื่นๆ ได้อีกไหม ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ?

ภาพลักษณ์ของผู้หญิงมีศักยภาพในการแบกรับบาดแผลของการต่อสู้และการไถ่บาปทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอมา

มันเป็นการดีที่จะ “ใช้” ภาพลักษณ์ของผู้หญิง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ หากคุณต้องทำงานในประเด็นว่าด้วยบาดแผลทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้อันยาวนาน

เกือบสี่ร้อยปีในการต่อสู้กับสเปน เกือบร้อยปีที่เราถูกปกครองโดยอเมริกา รวมทั้งยุคมืดของการประกาศใช้กฎอัยการศึก การเข้ามาข่มขืนผู้หญิงท้องถิ่นของทหารญี่ปุ่น นี่คือบาดแผลติดตัวเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อการไถ่บาป

ดังนั้น ถ้าเราจะใส่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงฟิลิปปินส์ลงไปในหนัง พวกเธอก็มักต้องแบกรับบาดแผลเหล่านี้ เพราะมันเป็นการอุปมาเปรียบเทียบถึงการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

-ในท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ จุดประสงค์ของการปฏิวัติหรือความหมายแท้จริงของเสรีภาพ คือ การปลดแอกตนเองออกจากเจ้าอาณานิคมสเปน ถ้าปัจจุบันเรายังต้องการการปฏิวัติอยู่ อยากทราบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน?

เรื่องราวในหนังมันเป็นแค่พื้นผิว แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังต้องทำงานให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชาติ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ตอนนี้ พวกเรามีเสรีภาพกันจริงๆ ไหมล่ะ? นี่คือคำถาม

ปัจจุบันนี้ เราย้อนกลับไปมีประธานาธิบดีที่เป็นนักปลุกระดม นี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดไว้ในหนัง เป็นฉากผู้คนเดินหลงวนไปมารอบต้นไม้ นั่นคือวิธีเลือกผู้นำของพวกเขา (ประชาชน) คุณคิดว่าตอนนี้มันมีเสรีภาพจริงไหมล่ะ?

ประชาชนเลือกผู้นำคนนี้ เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขาเคยถูกกีดกันออกไปเป็นคนชายขอบ แต่ “ดูแตร์เต” เป็นนักปลุกระดมที่เดินไปบอกคนเหล่านั้นว่า ถ้าคุณเลือกผม คุณจะได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ นี่คือวิธีปลุกระดม

ดังนั้น ประเด็นการปลดแอกตนเองหรือการได้มาซึ่งเสรีภาพ มันจึงกว้างขวางมาก

ภาพแทนของ “สามัญชน” ในสถานการณ์ปฏิวัติ

โจเอล ซาราโช

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพร้อม “ลาฟ ดิแอซ”

โดยเขาได้อธิบายถึงบทบาทของตัวละครรายดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“แมง คาร์โย” คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น

เพราะเขามีอาการเจ็บป่วย นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ “อันเดรส โบนิฟาซิโอ” (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของตัวละครจากตำนานปรัมปราอย่างพวก Tikbalang โดยไม่ได้ตระหนักว่า “ความเชื่อ” ดังกล่าวไม่ใช่ “ความจริง” นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้ที่รุมเร้าร่างกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เดินเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ” เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง

คนมองหนัง

บันทึกถึง The Florida Project และ Lady Bird

The Florida Project

1. ชอบและสนใจเรื่องราวแนว “ประชาชนชาวแฟลต” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยสนุก-สะเทือนใจมากๆ

หลังดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ไปพักนึง ก็นึกถึงประเด็นที่จาร์วิส ค็อคเกอร์ แห่ง Pulp เคยวิจารณ์อัลบั้ม Parklife ของ Blur และหนังเรื่อง Natural Born Killers ของโอลิเวอร์ สโตน เอาไว้ราวๆ ว่า เพลงและหนังเหล่านั้นเป็นการถ้ำมองคนชั้นล่างจากสายตาผู้อุปถัมภ์ของอภิสิทธิ์ชน (หรือเป็นการพยายามพูดแทนคนชั้นล่างด้วยน้ำเสียง/วิธีมองโลกแบบอภิสิทธิ์ชน)

เพราะจริงๆ แล้ว พวกคนที่อาศัยอยู่ในแฟลตการเคหะของอังกฤษ มันไม่ได้โหวกเหวก โวยวาย ต่อสู้ ด้วยท่าที วิธีคิด และคำพูดแบบปัญญาชนคนชั้นสูง เหมือนที่พวกเอ็งร้องในเพลงหรือเล่าในหนังหรอก แต่มันก็กัดฟันสู้แบบดิบๆ เถื่อนๆ หยาบๆ เหี้ยๆ ตามวิถีชีวิตของมันนั่นแหละ

(ที่มา http://www.nme.com/blogs/nme-blogs/pulps-different-class-at-20-an-oral-history-of-the-era-defining-album-that-propelled-jarvis-and-co-t-760461)

ความเห็นของค็อคเกอร์นั้นสอดคล้องเต็มๆ กับเนื้อหาอันเข้มข้น จริงจัง หนักหน่วงใน The Florida Project

The-Florida-Project-1

เด็กๆ ในหนังอาจมีแง่มุมบริสุทธิ์ สดใส อ่อนเยาว์ แต่อีกด้าน หน่อเนื้อแห่งความดิบ เถื่อน หยาบ ตลอดจนวิธีการสู้กลับแบบสุนัขจนตรอก ก็ถูกปลูกฝังลงไปในจิตใจและการดำเนินชีวิตของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว

2. ชอบรายละเอียดหลายๆ อย่างเกี่ยวกับลักษณะพื้นที่/สถาปัตยกรรมของแฟลต ที่ส่งผลต่อ (ย้อนแย้งกับ) ชีวิตของคนผู้อยู่อาศัย

แน่นอน สีสันของอาคารแฟลตที่โดดเด่น ประหนึ่งสวนสนุก/ดินแดนจินตนาการในเทพนิยาย นั้นสวนทางกับชีวิตของคนพักอาศัยที่นั่นแบบสุดๆ

ความสัมพันธ์จากเพื่อนสนิท (รับภาระเลี้ยงดูลูกแทนกันได้/แบ่งปันอาหารจากที่ทำงานมาให้) ที่กลายมาเป็นศัตรูคู่ตบคู่อาฆาตระหว่างผู้เช่าห้อง 323 กับ 223 (ห้องชั้นบนกับชั้นล่างที่อยู่ในแนวดิ่งเดียวกัน) ก็เป็นอะไรที่โดนใจมากๆ (ผมชอบฉากท้ายๆ ที่ฮัลลีย์กระทืบเท้าอย่างบ้าคลั่งลงพื้นห้อง เพื่อหวังจะระบายความแค้นเคืองลงไปยังศัตรู/อดีตเพื่อนรักที่นอนอยู่ห้องข้างล่าง)

[ผมค่อนข้าง “อิน” กับความสัมพันธ์ที่แปลกแยกระหว่างห้องชั้นบนกับห้องชั้นล่างของแฟลตแบบในหนังเรื่องนี้ -แต่ด้วยมูลเหตุที่ผิดแผกกัน- หลายปีก่อน ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในแฟลตแห่งหนึ่งที่ต่างประเทศราวหนึ่งปี ไม่กี่เดือนผ่านไป ก็พอจะทราบข่าวน่าตกใจว่ามีเพื่อนบ้านแถวชั้นล่างกระทำอัตวินิบาตกรรมในห้องพักของเธอ แต่ผมไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลย -กระทั่งเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนที่จะต้องย้ายออกจากแฟลตแห่งนั้น- ว่าสถานที่ที่เพื่อนบ้านคนดังกล่าวปลิดชีพตนเอง ก็คือ ห้องพักด้านล่างชั้นถัดไปที่อยู่แนวดิ่งเดียวกันกับห้องผมแบบเป๊ะๆ พูดง่ายๆ คือ ผมนอนอยู่เหนือสถานที่ที่มีคนปลิดชีวิตตัวเองอยู่เกือบปี โดยไม่เคยรับรู้เลยว่าสายสัมพันธ์เชิงพื้นที่ระหว่างตนเองกับผู้ตายนั้น มันใกล้ชิดเกินกว่าที่ผมคาดคิดเอาไว้มาก นี่คือ “ความน่ากลัว” ประการหนึ่ง อันเกิดจากภาวะแปลกแยกระหว่างประชาชนชาวแฟลต]

ผมยังชอบ ฮ. ที่บินเวียนวนผ่านไปผ่านมา ซึ่งเหมือนจะน่าตื่นเต้น เหมือนจะอลังการ เหมือนสวนสนุก จนน่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่เอ! นี่มันคือการเฝ้าระวัง อันเกิดจากความหวาดระแวงของรัฐที่มีต่อคนจนย่านนี้หรือเปล่า?

แล้วก็ชอบที่ในเชิงรายละเอียดแล้ว The Magic Castle มันเหมือนจะไม่ใช่ “แฟลต” โดยตรง แต่เป็นคล้ายโรงแรม/อพาร์ตเมนต์ราคาถูกที่เปิดรับนักท่องเที่ยว ไปพร้อมๆ กับปล่อยให้คนชั้นล่างๆ เข้ามาสิงสู่อยู่อาศัย (ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกมั้ย?)

อีกหนึ่งจุดเล็กๆ ที่ดูๆ ไป แล้วนึกแว้บขึ้นมาได้ ก็คือ เออ! ห้องพักใน The Magic Castle นี่มันไม่มีครัวนะ (ซึ่งก็คล้ายๆ กับ “อพาร์ตเมนต์” ของบ้านเรา) แต่ในกรณีเมืองไทย คนเช่าห้องพักราคาถูกยังพึ่งพาพวกร้านอาหารตามสั่งตามตรอก ซอก ซอย ถนนได้ค่อนข้างสะดวก ทว่า คนอเมริกันที่อาศัยอยู่ในห้องพักเล็กๆ ซึ่งปราศจากครัว นี่เหมือนจะต้องล่อฟาสต์ฟู้ดกันเป็นหลัก (เช่นเดียวกับครอบครัวของตัวเอกในหนัง)

thefloridaproject-quadposter

3. อีกข้อนึงที่น่าสนใจ คือ กลายเป็นว่าคนระดับล่างสุดในสังคมของหนังเรื่องนี้ (สามารถเรียกว่า underclass ได้เลยด้วยซ้ำ) คือ คนขาว ขณะที่คนดำหลายคนกลับมีหน้าที่การงานเป็นหลักเป็นแหล่ง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า หรือมีสถานภาพ/อำนาจเหนือกว่า (จุดน่าสนใจประการหนึ่ง ได้แก่ ในบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาจัดการปัญหาครอบครัวของตัวละครนำ/คนขาวจนตรอกในตอนท้ายนั้น มีบางรายเป็นคนผิวดำด้วย)

[จุดนี้ ทำให้ระลึกถึงย่านที่ตัวเองเคยใช้ชีวิตอยู่ตอนไปเรียนหนังสือเมืองนอกอีกเช่นกัน ผมทราบก่อนเดินทางไปถึงว่ามหาวิทยาลัยและหอพักของตนเป็น “ย่านคนดำ” และก็เผลอทึกทักไปเรียบร้อยว่าคนดำน่าจะเป็นคนระดับล่างสุดของชุมชนย่านนั้น ซึ่งปรากฏว่าผิดคาด เพราะคนที่ทำงานอำนวยการ/ธุรการตามสถานที่ต่างๆ แถบนั้น ล้วนเป็นคนดำซะส่วนใหญ่ มีพวกแขกพวกคนเอเชียยึดครองงานบริการ และะกลายเป็นว่าถ้าเราเห็นขอทานมานั่งขอเศษเหรียญริมฟุตบาทหรือเห็นขี้เมาหยำเปยามค่ำคืน คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนขาวเกือบทั้งสิ้น]

4. แต่จริงๆ บทสรุปของหนังก็เป็นทางสองแพร่งไม่น้อย คือ ผมค่อนข้างเชื่อว่าถ้ามูนีอยู่กับแม่ต่อไป ชีวิตเธอคงไม่ดีขึ้น และมีแนวโน้มจะเดินซ้ำรอยแม่ตัวเองในระยะยาว แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้ารัฐเข้ามาแทรกแซง/ช่วยเหลือ แล้วนำเธอไปอยู่กับครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงกว่า ชีวิตของเธอจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า? (เธอจะปรับตัวปรับใจได้แค่ไหน? หรือเธอต้องเผชิญหน้ากับอะไรอื่นอีก?)

florida2

ฉะนั้น ฉากดิสนีย์แลนด์ตอนจบมันเลยคลุมเครือ แต่ก็อธิบายความสับสนลังเลตรงจุดนี้ได้ดีและทรงพลังมาก

Lady Bird

พอดูใกล้ๆ กับ The Florida Project เลยทำให้ได้มองเห็นภาพจิ๊กซอว์บางเสี้ยวส่วนของสังคมอเมริกันที่น่าสนใจดี (แม้มันอาจไม่ได้เชื่อมโยง/ประสานกันอย่างแนบแน่นสนิทลงล็อกซะทีเดียว – แต่แอบคิดเหมือนกันว่า ถ้ามูนีถูกรับไปเลี้ยงดูโดยครอบครัวอื่น โตขึ้นมาเธออาจมีชีวิตประมาณมิเกลหรือเปล่า? คือ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ก็ต้องดิ้นรนกับปัญหาอีกชุด/ระดับหนึ่ง)

ถ้า The Florida Project เล่าเรื่องราวของคนชนชั้นล่างๆ Lady Bird ก็คงเล่าเรื่องราวว่าด้วยปัญหาและการดำเนินชีวิตของคนชนชั้นกลางในสหรัฐอเมริกา ผ่านมิติเรื่องการเติบโตเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น ครอบครัว เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพจิต ช่องว่างระหว่างวัย รวมถึงช่องว่างระหว่างกลุ่มย่อยๆ (ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำกัน) ในชนชั้นเดียวกัน

Lady-Bird-2 (1)

จุดที่ชอบหรือรู้สึกเชื่อมโยงกับหนัง คือ

1. ผมพบว่าตัวละครนำในหนังน่าจะเป็นวัยรุ่นเจนใกล้ๆ กันกับตัวเอง (1 ปี หลัง 9/11 เธอกำลังจะเข้ามหาลัย ส่วนผมเรียนปี 2 ตอนเกิดเหตุการณ์) ซึ่งนั่นก็คงอิงมาจากชีวิตจริงของเกรตา เกอร์วิก ผู้กำกับ

2. รู้สึกว่าหนังจับภาพ/แต่งหน้าน้องเซียร์ชา โรแนน ได้น่าสนใจและแปลกตาดี คือ มองด้านหนึ่ง ก็ดูเธอสวย มีเสน่ห์เตะตากว่าเด็กสาวทั่วไป แต่อีกด้าน เธอก็ยังมีสิว มีริ้วรอยอะไรเขรอะๆ ตามใบหน้าเนื้อตัว แบบเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ

3. รู้สึกว่ารายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวนางเอกน่าสนใจมาก

lady-bird-2

เริ่มจากพ่อแม่ที่อายุเยอะ มีลูกตอนอายุ 40 อัพ (เข้าใจว่าในปี 2002 แม่มีอายุ 60 พ่อคงใกล้ๆ กัน ขณะที่ลูกสาวอายุ 18) แล้วก่อนจะมีลูกของตัวเอง พวกเขาก็ดันรับเด็กเชื้อสาย “ต่างชาติ” มาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม

(ต้องยอมรับว่าผมยังสับสนกับเชื้อชาติของมิเกล -พี่ชายบุญธรรมของนางเอก- อยู่พอสมควร ตอนได้ยินชื่อ ก็นึกว่าคงเป็นเม็กซิกัน แต่พอเห็นหน้า ก็คิดว่าออกแนวคนเอเชีย พอลองไปค้นประวัตินักแสดงที่มารับบท เขาก็ดันเป็นคนออสเตรเลียที่มีพ่อแม่เป็นมาเลเซีย ซึ่งมีนามสกุลออกแนวยุโรปใต้เสียอีก 555 ผมจึงตีความเอาเองว่ามิเกลในหนังน่าจะเป็นเด็กเชื้อสายเอเชีย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงผลพวงจากสงครามเวียดนามที่ดำรงอยู่ภายในสังคมอเมริกัน อันมีนัยยะล้อ/เทียบเคียงไปกับสภาพสังคมสหรัฐหลัง 9/11 ตามท้องเรื่องพอดี)

นอกจากนี้ การที่พี่ชายบุญธรรมของนางเอกเอาแฟนสาวผิวสีพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตมาอยู่บ้าน (ทั้งคู่เจาะหน้าเจาะตา) โดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งใดๆ ก็น่าสนใจ

4. แน่นอน หนังเรื่องนี้พยายามชูภาพลักษณ์แง่บวกในการเป็นเบ้าหลอมความหลากหลาย/ความเป็น “ครอบครัวใหญ๋” ของสังคมอเมริกันนั่นแหละ เพียงแต่รายละเอียดเรื่องราวและปมขัดแย้งที่หนังนำมาใช้โปรแง่มุมดังกล่าว มันมีชั้นเชิงและสนุกเพลิดเพลินอยู่พอสมควร

บางฉากที่ผมชอบ ก็เช่น ฉากที่นางเอกไม่ยอมให้พ่อขับรถไปส่งหน้าโรงเรียน (เพราะอายฐานะของตัวเอง) แล้วก็ฉากที่นางเอกกับแม่ระเบิดอารมณ์ใส่กันตอนท้ายๆ โดยพ่อซึ่งซึมเศร้าตกงาน กำลังนั่งเล่นเกมไพ่อยู่หน้าจอคอม หรือฉากนางเอกโวยเหยียดพี่ชายและแฟนเรื่องเจาะหน้าเจาะตาก็ดี (แล้วผู้กำกับก็เยือกเย็นพอที่จะค่อยๆ ปล่อยให้สถานการณ์ตึงเครียดในครัวเรือนคลี่คลายไป มากกว่าจะบีบคั้นจนแตกสลายรวดร้าว)

5. อีกจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าหนังมีเสน่ห์ ก็คือ การวางคาแรกเตอร์ให้พวกเพื่อนสนิท-คู่ควงของนางเอก

ladybird

ทั้งจูลี่ สาวอ้วน (น่าจะ) เชื้อสายเม็กซิกัน ที่ร้องเพลง-เล่นละครเวทีก็เก่ง เรียนก็เก่งกว่านางเอกด้วยซ้ำ แต่พอจบมัธยม เธอกลับไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยโดยทันที

หรือแดนนี่ ที่มีปมขัดแย้งเรื่องเพศสภาพของตัวเองกับความเป็นไอริช/คาธอลิกของครอบครัว

ส่วนทิโมธี ชาลาเมต์ ที่รับบทเป็นไคลน์นั้น ระหว่างนั่งดูหนัง ผมก็รู้สึกว่าคาแรกเตอร์นี้มันจะซ้อนๆ กับตัวละครเอลิโอ ใน Call Me by Your Name พอสมควร แต่ไคลน์ก็มีเสน่ห์ในแบบของมันอยู่ ผมชอบบุคลิกสองด้านของไคลน์ ที่ด้านหนึ่ง เป็นพวกช่างคิด ช่างอ่าน (คล้ายจะ) เก็บตัว ออกแนวปัญญาชน อินดี้ บุปผาชน ทวนกระแสนิดนึง (เช่น ไม่เชื่อเรื่องเงินตรา ระแวงโทรศัพท์มือถือ) แต่อีกด้าน มันก็เป็นไอ้หนุ่มปาร์ตี้เจ้าสำราญ ผู้มีพฤติกรรมฟันสาวๆ ไปเรื่อย

6. อีกประเด็นหนึ่ง ที่น่าจะเป็นประเด็นหลักของหนัง และผมรู้สึกว่ามันเป็นลักษณะสำคัญของสังคมอเมริกัน คือ ความเป็นไปได้ที่คนคนหนึ่งจะใช้ชีวิต เรียน ทำงาน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในรัฐ/เมืองเดียวตลอดไป (ส่วนหนึ่งมาจากความใหญ่โตของประเทศ)

ซึ่งมันก็บ่งชี้ถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมดีพอในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน ลักษณะเด่นข้อนี้ก็คงบอนไซคนจำนวนมากให้ติดอยู่ในโครงสร้างและแนวโน้มความเป็นไปได้แบบเดิมๆ ตลอดชีวิตเหมือนกัน

สำหรับตัวละครในหนังและคนอเมริกันอีกเป็นจำนวนมาก การเดินทางข้ามรัฐ ข้ามฟากประเทศ หรือการไปต่างประเทศ จึงเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ ท้าทาย และคาดเดาไม่ได้เอามากๆ (พอๆ กับการวิ่งเข้าไปในดิสนีย์แลนด์ของหนูๆ สองคน ใน The Florida Project)

The Florida Project กับ Lady Bird

เมื่อดูหนังสองเรื่องนี้จบลง ทำให้ผมนึกได้ว่าเวลาพูดถึงปัญหาชนชั้นที่ปะทุขึ้นในสังคมอเมริกัน มันมักจะเชื่อมโยงคนชนชั้นกลาง/ล่างเข้ากับการถูกตรึง/ไปไม่พ้นจากพื้นที่หนึ่งๆ

(การได้โอกาสเดินทางไปให้พ้นจากพื้นที่เดิมๆ ต่างหาก ที่ทำให้ความขัดแย้งตึงเครียดอันเกิดจากปัญหาชนชั้นค่อยๆ สลายเจือจางลง ดังกรณีนางเอกของ Lady Bird)

ประเด็นนี้ อย่างน้อยน่าจะแตกต่างกับกรณีของเมืองไทย ที่ปัญหาชนชั้น/ความแตกต่างทางสถานภาพด้านสังคม-เศรษฐกิจของผู้คน มันจะปรากฏชัดขึ้น เมื่อมีการปะทะกันผ่านการอพยพย้ายถิ่นฐาน (เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่)

คนมองหนัง

บันทึกหลังการชม “Sad Beauty เพื่อนฉัน ฝันสลาย”

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์!

เมื่อวานไปดูหนังไทยเรื่อง “Sad Beauty เพื่อนฉัน ฝันสลาย” ของ “ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล” โดยรวมอาจไม่ได้ชอบหนังมาก แต่ก็รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินระหว่างนั่งดู จากหลายๆ องค์ประกอบในภาพยนตร์ ที่บางส่วนก็ดี บางส่วนก็แปลก บางส่วนก็ฮา และบางส่วนโดนใจตัวเองเป็นการส่วนตัว

ของแถมก่อนดูหนัง

(ก) ก่อนจะเข้าไปดูหนัง เจอ “แอม ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ” มาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ โรง พร้อมกับสามี น่าเสียดายที่หลายปีหลัง เธอไม่ได้แสดงภาพยนตร์อีกเลย ทั้งที่สมัยเล่นหนังให้พงษ์พัฒน์ เธอก็ทำได้ดีอยู่ แล้วโดยบุคลิกภาพ เธอก็มีความพิเศษบางอย่าง คือ ไม่ใช่คนที่มีออร่าโดดเด้งแบบดารา/ซุปตาร์ซะทีเดียว แต่เป็นคนที่มีความเก๋-ขาวสว่าง ควบคู่กลมกลืนไปกับการมีบุคลิกแบบสาวออฟฟิศธรรมดา

(ข) ระหว่างดูหนังตัวอย่าง/หนังโฆษณา จู่ๆ ก็มีสิ่งที่น่าจะเป็นตัวอย่างหนังเรื่องหนึ่งถูกฉายขึ้นมา นักแสดงนำชาย คือ “กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา” และน่าจะไปถ่ายทำกันที่นิวยอร์ก ตัวภาพเคลื่อนไหวถูกคลอด้วยเพลง “ในคืนที่เราเจอะเจอกันครั้งแรก” เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ตลอดเวลา

ถ้ามันเป็นตัวอย่างหนังอย่างที่เข้าใจในตอนแรก นี่ก็เป็นตัวอย่างหนังที่อืด เอื่อย น่ารำคาญมาก จนเกิดความรู้สึกเบื่อๆ เอียนๆ แต่พอความยาวของมันเกินเลยมาตรฐานของหนังตัวอย่างไปไกล จึงเริ่มเอะใจว่า เอ๊ะ! หรือนี่มันเป็นมิวสิควิดีโอวะ? แล้วก็พบว่าใช่จริงๆ เพราะมันเป็นการคัฟเวอร์เพลง “ในคืนที่เราเจอะเจอกันครั้งแรก” โดย “วิน Sqweez Animal” และวง “กระทิงดำ” ในโปรเจ็กท์ BOYd50th

27540390_10159980999535029_3382337573703997832_n

MV ตัวนี้มีชื่อว่า “The Lost Hour” พูดถึงความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวชาวไทยคู่หนึ่ง ณ ช่วงเวลาที่หายไป เมื่อสหรัฐอเมริกาปรับเวลาย้อนกลับหลัง 1 ชั่วโมง ช่วงเดือนพฤศจิกายน เป็นผลงานการกำกับของ “นัฐวุฒิ พูนพิริยะ”

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้ามองในฐานะ MV เรื่องราวของมันก็ยังโหวงๆ ขาดๆ ยังไงชอบกล ถ้ามองในฐานะภาพเคลื่อนไหวที่อยู่ท่ามกลางหนังตัวอย่าง/หนังโฆษณาจำนวนมาก ก่อนจะชมหนังยาวในโรงภาพยนตร์ ผมก็คิดว่ามันกินเวลาคนดูเยอะเกินไป

แต่นี่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจ ที่มีการนำมิวสิควิดีโอมาฉายโชว์ในโรงภาพยนตร์ก่อนหน้าหนังยาว

เอาล่ะที่นี้มาพูดถึง “Sad Beauty เพื่อนฉัน ฝันสลาย” กันดีกว่า

1. ในฐานะที่ยังไม่ได้ดู “นางฟ้า” เท่าที่ดูจาก “Sad Beauty” พบว่าตั๊กเป็นคนมี “เรื่อง” จะเล่า แล้วก็สามารถเล่ามันออกมาได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว สนุกสนาน น่าติดตาม ชวบขบคิด (แม้คุณภาพอาจมีตกๆ หล่นๆ แหว่งๆ พร่องๆ ไปบ้าง ตามรายทาง)

ในแง่นี้ ตั๊กจึงเป็น “คนบันเทิง” ที่เติบโตมาทีละขั้น จากเด็กสาวอายุ 15 ที่ได้เล่นหนังประวัติศาสตร์ชาตินิยมรายได้เกินร้อยล้านบาท มาสู่ชีวิตนางเอกที่ระหกระเหิน ดีบ้าง แย่บ้าง แล้วกลายเป็นภรรยามหาเศรษฐี และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ (ไม่ใช่ผู้สร้างละคร ดังที่ -อดีต- นักแสดงหญิงหลายคนนิยมเป็นกัน)

มีดาราหญิงน้อยคนนัก ซึ่งจะเลือก/สามารถเดินบนเส้นทางเช่นนี้

2. ชอบที่เห็นชื่อ “บุญชัย เบญจรงคกุล” เป็นหนึ่งในทีม production designer ของหนังเรื่องนี้ (นอกจากจะเป็น executive producer) ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว แกมีส่วนร่วมทำอะไรบ้างในหน้าที่ดังกล่าว?

3. ชอบการหวนคืนจอภาพยนตร์ไทยอีกครั้งของ “ฟลอเรนซ์ วนิดา เฟเวอร์”

26730790_588312948182842_1135019295261159187_n

ตามรสนิยมส่วนตัวของผม (ซึ่งไม่ค่อยอินกับพวกนางเอกละครทีวี/ซีรีส์ยุคปัจจุบัน หรือ BNK48 กระทั่งวี วิโอเลต ที่เห็นคนใกล้ตัวชื่นชอบด้วยอารมณ์อู้หู! กันเยอะ ผมก็เฉยเอามากๆ) ฟลอเรนซ์เป็นคน “สวย” ตามบรรทัดฐานในยุคสมัยหนึ่ง ที่พวกซูเปอร์โมเดลเคยโด่งดังและป๊อปมากกว่าตอนนี้

อีกส่วนหนึ่ง คงเพราะผมกับเธอถือเป็นคนเจนเดียวกัน (ฟลอเรนซ์อายุอ่อนกว่าสองปี)

ในหนังเรื่องนี้ ถึงแม้ฟลอเรนซ์จะรับบทเป็น “โย” ดาราปากร้าย นิสัยไม่ดี ประสาทเสีย เล่นยา แถมยังต้องระเหเร่ร่อนตกระกำลำบากมากมาย แต่ในแง่รูปลักษณ์ ทั้งหน้าตาและรูปร่าง เธอยังมีเสน่ห์อยู่มากๆ เลย

4. ตัวละคร “โย” และ “พิม” เหมือนต่างเป็นตัวแทนของ “ตั๊ก บงกช”

“โย” น่าจะเป็นตัวแทนในแง่สถานภาพการเป็นนางเอกตัวร้ายๆ ของวงการ

สำหรับ “พิม” แม้ตั๊กจะให้สัมภาษณ์ว่าตัวละครรายนี้มีที่มาจากเพื่อนสนิทของเธอที่เสียชีวิตไปตอนอายุ 20 ต้นๆ แต่ผมรู้สึกว่า “พิม” มีบุคลิกลักษณะบางอย่างที่พ้องกับเอกลักษณ์ของตั๊ก เช่น การพูดจา (พูดอะไรตรงๆ ขวานผ่าซาก ด้วยภาษาเชยๆ นิดนึง เช่น ตาเราเป็นอย่างงี้ แกว่าเรายัง “สมควร” ขับรถอีกเหรอวะ?)

sb 3

5. ชอบการเล่นกับแสงสีขาวๆ เจิดจ้า ชวนแสบตา ในชีวิตมายาของโย

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ คนทำแตะประเด็นเรื่องการเล่นยาของโยได้เบามือดี โยอาจเล่นยา โยอาจเป็นผู้หญิงเริงราตรี โยอาจมีอาการประสาทหลอนเป็นครั้งคราว

แต่ถ้าจะมีส่วนที่ย่ำแย่หนักหนาสาหัสในชีวิตเธอ มันกลับไม่ได้แย่เพราะการเสพยา (ที่แทบจะกลายเป็นวิถีชีวิตสามัญปกติไปแล้ว) มันแย่เพราะอะไรอย่างอื่นมากกว่า

6. ชอบโมเมนต์สวดมนต์ทั้งสองหนของพิม

คือ การสวดมนต์ก่อนจะไปท่องราตรี หลังตรวจพบมะเร็ง และการสวดมนต์หลังเห็นพลุ (ฉลองปีใหม่?) มันดูเป็นความพยายามจะฉายให้เห็นภาวะขัดแย้ง (โศกเศร้ากับสนุก/ปลดปล่อยระบายความทุกข์ และเฉลิมฉลองกับร่วงโรย) อย่างทื่อๆ ซื่อๆ ตรงๆ ดี

แล้วก็ชอบตอนที่พิมแต่งชุดนักศึกษารำไทยอยู่ในห้องพัก โดยมีโยนอนอยู่บนเตียง เข้าใจว่าฟังก์ชั่นของฉากนี้ คงคล้ายๆ กับฉากสวดมนต์นั่นแหละ (ประมาณว่า โดยพื้นฐาน พิมเป็นกุลสตรี เด็กดี เด็กเรียบร้อยนะ แต่อีกด้าน เธอก็มีภาวะกร้านโลก ทั้งจากการคบหากับโยและจากชีวิตครอบครัวของเธอเอง)

แต่ระหว่างดูก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใส่อะไรแบบนี้เข้ามาในหนัง แม้ผมจะสนุกและขำขันกับมันก็ตามที 55

ที่สำคัญ หลังจากนั้น เราก็ไม่เห็นพิมรำหรือแสดงความข้องเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทยอีกเลย 555

7. ชอบฉากฆาตกรรมด้วยมีดมากๆ มันมีลักษณะของความเป็นหนังสั้น หนังอินดี้ทุนน้อย ดิบๆ ง่ายๆ แต่ก็ยิ่งขับเน้นให้เห็นภาวะหวั่นไหว ประสาทแดก บ้าบอ จัดการปัญหาไม่ได้ ของตัวละครนำสองคนได้ดี (ทีแรกแอบจินตนาการเพ้อๆ ว่าอาจจะมีโมเมนต์แบบแทงไม่เข้า เพราะคนโดนแทงมีรอยสักที่ถูกโคลสอัพอยู่บ่อยๆ 555)

8. ชอบการใส่เพลง “คนขี้เหงา” เข้ามาในช่วงโร้ดมูฟวี่กลางหนัง ระหว่างดูถึงตอนนี้ ก็เริ่มเคลิ้มๆ และนึกถึงคลิปล่าสุดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ที่เอาเพลงดังกล่าวมาทำใหม่พอดี

ขณะกำลังฮัม “Lonely, Mr.Lonely” อยู่ในใจ จู่ๆ ยัยเด็กสองคนในหนังมันก็ดันลงความเห็นพร้อมกันว่าเพลงนี้มันเศร้าไม่เวิร์กว่ะ เลยกด eject เทปคาสเส็ตจากเครื่องเล่นซะงั้น (รถมันยังมีเครื่องเล่นเทปอยู่!) แล้วหันไปเปิดวิทยุเจอเพลง “ขาหมู” ซึ่งสองคนนี้มันก็แหกปากร้องตาม ชื่นมื่น ชอบใจ กันยกใหญ่

ดีที่ผมเองก็ชอบเพลงนี้ของ “แทตทู คัลเลอร์” อยู่เหมือนกัน

9. แน่นอน ชอบ “ฉากทำลายศพ” ในหนังเรื่องนี้มากๆ และเห็นว่ามันเป็นหนึ่งในสิ่งที่แปลกใหม่-น่าตื่นตาของวงการหนังไทยปีนี้เลยด้วยซ้ำ

sb 2

10. ช่วงกลางเรื่อง บางคนอาจรู้สึกว่าค่อนข้างเตลิดไปไกล แต่ผมกลับชอบประเด็นหลักที่มันพาคนดูไปเจอนะ

นั่นคือสภาวะของความสับสน งงงวย ในทางจริยธรรม ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันอาจเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” กับ “ฝันร้าย/ความผิดบาป” ที่คงหลอนคนชั้นกลางกรุงเทพฯ (จำนวนหนึ่ง) อยู่พอสมควร ในช่วงเกือบๆ ทศวรรษที่ผ่านมา

ฝันร้ายที่ว่า “คุณทั้ง (ร่วม) ฆ่าคน คุณทั้ง (ร่วม) ทำลายศพ คุณทั้งพยายามจะลบลืมเรื่องราว สุดท้าย คุณจะดีลกับมันยังไงวะ?” (ไม่ว่าการฆ่าจะมีชอบธรรมแค่ไหน? และสมเหตุผลเพียงใด? ก็ตาม)

เมื่อเหตุการณ์สุดสยองพ้นผ่านไปแล้ว เมื่อมิตรภาพถูกทดสอบ (มีเหินห่าง มีคืนดี) เสร็จเรียบร้อย เมื่อต่างคนต่างต้องไปเผชิญหน้ากับบททดสอบอื่นๆ ในชีวิตของตัวเอง (พยายามคืนวงการบันเทิงและมีรักใหม่ หรือพยายามรักษาตัวจากโรคร้าย)

แต่บางคนดันสลัด “อดีตบาดแผล” ตรงจุดนั้นได้ไม่หลุด น่าสนใจมากว่าคนสลัดไม่หลุดดันเป็นนางเอกเหลวแหลกเลอะเทอะ (ผู้ไม่ได้เป็นมือฆ่า/มือทำลายหลักฐาน – เป็นแค่ผู้ร่วมกระทำผิด) อย่างโย ขณะที่คนป่วย/คนเพิ่งมีบาดแผลทางครอบครัวอย่างพิม กลับไม่ค่อยรู้สึกรู้สาหรือหวนรำลึกถึงเรื่องโหดร้ายดังกล่าวสักเท่าไหร่

พูดอีกอย่างคือ พิมนิ่ง/เลือดเย็น/โหดกว่าโย

sb 4

11. อีกอย่างที่น่าดีใจ คือ นี่เป็นหนังของผู้กำกับหญิง ที่เดินเรื่องด้วยตัวละครนำหญิงสองคน ส่วนตัวละครผู้ชายที่พอจะโดดเด่นอยู่บ้าง ล้วนมีสถานะเป็นเพียงส่วนเกิน/ส่วนเติมเต็มบางอย่าง บ้างก็ดำรงอยู่เพื่อจะถูกทำลายล้าง, บ้างก็ดำรงอยู่เพื่อช่วยทำลายหลักฐาน/ลบล้างความผิด (ทีแรกนึกว่า “น้าแดง” จะมีบทบาทมากกว่านั้น จากสายตาที่มองโย) หรือบ้างก็ดำรงอยู่เพื่อเป็นคู่นอนของผู้หญิงเซเลบ (แถมดันเป็นผู้ชายใจเสาะกลัวโรงพยาบาลอีกต่างหาก)

12. ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบช่วงท้ายๆ/ตอนจบของหนังหรือไม่ คือ รู้สึกว่ามันถูกครุ่นคิด ถูกออกแบบ มาดีและซับซ้อนพอสมควร (ตามความเห็นส่วนตัว อย่างน้อย ซีนปิดฉากก็คมคายอยู่นะ)

เพียงแต่โดยรวมๆ หนังกลับมีอาการแผ่วปลาย จนสื่อหรือถ่ายทอดอารมณ์ห้วงสุดท้ายออกมาได้ “ไม่ถึง” หรือ “ไม่สุด”

ข่าวบันเทิง

คนทำหนังสตรีมีลุ้นออสการ์จากไทย-ลาว-สิงคโปร์ กับประเด็น “ผู้หญิง-ภาพยนตร์-มนุษย์”

ปีนี้ มีหนังนานาชาติถูกส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม มากถึง 92 เรื่อง

ที่สำคัญ หนังเหล่านั้นเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์หญิงมากถึง 27 ราย เว็บไซต์วาไรตี้จึงได้ไปสนทนากับบรรดาคนทำหนังสตรีจากทวีปเอเชีย ซึ่งกำลังมีลุ้นในรางวัลสาขานี้ ผ่านคำถามสำคัญๆ จำนวนหนึ่ง

หนึ่งในนั้น คือ คำถามว่า “คุณอยากให้โลกรับรู้อะไรเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของคนทำหนังสตรี และอะไรคือสารที่คุณอยากจะสื่อออกไป?”

บล็อกคนมองหนังคัดเลือกคำตอบของผู้กำกับภาพยนตร์หญิงสามราย ที่ผลงานลุ้นรางวัลออสการ์ของพวกเธอเคยเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในบ้านเรา มาฝากกัน

แม็ตตี้ โด (น้องฮัก – ตัวแทนจากประเทศลาว)

mattie
ภาพจาก ນ້ອງຮັກ Dearest Sister – A Lao Horror Film

“ถ้ามีอะไรที่ฉันอยากบอกให้โลกรับรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้กำกับหญิงจากลาว สิ่งนั้นก็คือความยากลำเค็ญสุดๆ จากหลากหลายเหตุผล

“เริ่มจากการเป็นผู้กำกับหนังในประเทศ ซึ่งวงการภาพยนตร์ยุคใหม่เพิ่งจะตั้งไข่ นี่จึงเป็นการเริ่มต้นอย่างไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ตามมาด้วยการเป็นผู้กำกับหญิงเพียงคนเดียวในประเทศ ซึ่งการทำหนังยาวยังเป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่โตมากๆ

“อย่างไรก็ดี ฉันคิดว่าการได้รับโอกาสให้กำกับและสร้างสรรค์ภาพยนตร์ในสถานที่ที่ผู้คนมีความรู้เรื่องนี้ไม่มากนัก รวมถึงการได้สร้างภาษาภาพยนตร์ทั้งหมดด้วยตัวเอง ก็ส่งผลให้ประสบการณ์การเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีจากประเทศลาว กลายเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมงดงาม

“ทุกๆ ประเด็น ทุกๆ อุปสรรค และทุกๆ ปัญหา ที่ฉันต้องเผชิญ ได้ช่วยเพิ่มเติมความลึกซึ้งและรุ่มรวยให้แก่เรื่องราว ซึ่งฉันสามารถนำไปบอกเล่าบนจอภาพยนตร์ให้คนดูได้รับชม ฉะนั้น ได้โปรดตีตั๋วมาดูหนังของพวกเรากันเถอะค่ะ”

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง – ตัวแทนจากประเทศไทย)

mai
ภาพจาก ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

“สารที่ฉันอยากสื่อออกไป ไม่ได้จำเพาะเจาะจงอยู่ที่การเป็นผู้กำกับภาพยนตร์หญิงจากประเทศไทย แต่มันคือสารจากผู้กำกับหญิงคนหนึ่งมากกว่า

“พวกเรายังต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้หญิงได้เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ผู้กำกับสตรีต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกับคนทำหนังเพศชาย นอกจากนี้ พวกเรายังต้องพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกๆ สนาม ตั้งแต่สนามของหนังฮอลลีวูดทำเงิน จนถึงสนามของแวดวงภาพยนตร์อินดี้”

เคิร์สเตน ธาน (ป๊อปอาย – ตัวแทนจากประเทศสิงคโปร์)

kirsten
ภาพจาก POP AYE

“ก่อนจะไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือฉันเป็นคนสิงคโปร์ สถานะแรกสุดและสำคัญสุดของฉันก็คือการเป็นมนุษย์ผู้มีเรื่องราวอยากจะบอกเล่าสื่อสาร

“ฉันปรารถนาเสมอมาที่จะทำหนังเพื่อเชิดชูคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่พวกเราทุกคนต่างมีร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงหวังว่าผลงานของตัวเองจะไม่ถูกกักอยู่ในกรอบ ซึ่งต้องทำความเข้าใจผ่านแนวคิดเรื่องเพศสภาพและเชื้อชาติเพียงเท่านั้น ในเมื่อชีวิตของพวกเราต่างมีอะไรที่ลึกซึ้งและซับซ้อนมากเกินกว่านั้น

“สำหรับฉัน ธรรมชาติขั้นพื้นฐานสุดของภาพยนตร์คือศักยภาพในการก้าวข้ามผ่านพรมแดน สื่อประเภทนี้จึงสามารถนำเสนอทั้งสิ่งที่แปลกแยกสุดๆ และใกล้ตัวเราสุดๆ ได้พร้อมกันในช่วงเวลาเดียว”

ที่มา http://variety.com/2017/film/asia/oscar-foreign-language-female-directors-on-their-fims-1202628504/

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ทำความรู้จัก “อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรก ที่คว้า “ออสการ์เกียรติยศ”

“อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับหญิงวัย 89 ปี ผู้ถือกำเนิดที่ประเทศเบลเยี่ยม และเป็นคนทำหนังสตรีเพียงรายเดียวในขบวนการ “เฟรนช์ นิว เวฟ” ของฝรั่งเศส เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ ในงาน Governors Awards เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

นับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีรายแรกที่ได้รับรางวัลสาขานี้

varda oscars 1

ก่อนหน้านี้ วาร์ดาเคยกล่าวในเชิงตัดพ้อถึงการมอบรางวัลเกียรติยศดังกล่าวอยู่บ้าง ว่าตนเองได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จบ่อยครั้งมากๆ ในระดับสามเดือนต่อหนึ่งรางวัล

“ฉันแก่แล้ว พวกเขาก็เลยไม่รู้ว่าจะให้อะไรกับฉันดี” วาร์ดากล่าวและว่า “มันน่าหัวร่อมาก ที่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ฉันยังคงยากจนอยู่ ทั้งยากจนกลุ่มคนดู และยากจนรายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศ รางวัลที่ได้จึงเป็นเหมือนการปลอบขวัญมากกว่า”

“ลูกสาวฉันบอกว่าฉันควรเดินทางมารับรางวัลนี้ที่สหรัฐ แต่มันเป็นแค่งานชายขอบของออสการ์ มันไม่ได้จัดมอบในเดือนกุมภาพันธ์ แต่มอบกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ฉันคิดว่านี่มันเป็นรางวัลออสการ์สำหรับคนยากจน” ผู้กำกับหญิงระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นรับรางวัลจริงๆ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

“ฉันเคยได้รับรางวัลมามากมาย แต่ที่นี่คือฮอลลีวูด เมกกะของวงการภาพยนตร์ ที่ซึ่งฉันได้รับรางวัลที่สำคัญที่สุด” วาร์ดากล่าวตอนหนึ่ง ขณะขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ก่อนจะปิดท้ายพิธีการอย่างประทับใจ ด้วยการร่วมเต้นรำกับ “แองเจลิน่า โจลี่” นักแสดงหญิงชื่อดัง ที่ขึ้นมาประกาศเกียรติคุณของเธอ

ทั้งนี้ การมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศในงาน Governors Awards ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งอีกนัยหนึ่ง นี่คือการถูกเขี่ยออกมาจากการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในช่วงต้นปี

ในระยะหลังๆ สถาบันศิลปวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกามักมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่บรรดาคนทำหนัง ที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้รางวัลออสการ์ปกติมาก่อน ดังเช่นวาร์ดาที่ไม่เคยแม้แต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์

ซึ่งตัวเธอเองก็พูดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าคนในฮอลลีวูดจะชอบงานของฉัน”

ขณะที่ “จอห์น ไบลีย์” ประธานสถาบันฯ ระบุว่า “วาร์ดาคือมรดกของขบวนการเฟรนช์ นิว เวฟ เธออาจไม่ค่อยชอบคำนี้ เพราะเธอยังคงเป็นคนทำหนังที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น แต่อย่างไรเสีย วาร์ดาก็ถือเป็นมรดกที่ยังมีลมหายใจของประวัติศาสตร์หน้านั้น”

วาร์ดาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นช่างภาพนิ่ง ก่อนจะมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง “La Pointe Courte” ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นจุดกำเนิดของเฟรนช์ นิว เวฟ ทั้งยังมีผลงานอันเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักหนังหรือคอหนังเทศกาลอีกมากมาย อาทิ “Cléo from 5 to 7” “Vagabond” และ “The Beaches of Agnès”

ภาพยนตร์ของวาร์ดามักถูกประเมินว่ามีลักษณะที่แหกคอกและแหวกแนวจากผลงานของเพื่อนคนทำหนังกลุ่มเฟรนช์ นิว เวฟ รายอื่นๆ ตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวไกล เธอทดลองทำมาแล้วทั้งภาพยนตร์ฟิกชั่น, หนังสารคดี, หนังสั้น และศิลปะจัดวาง

วาร์ดาเคยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการทำหนังฟิกชั่นกับสารคดีเอาไว้ว่า “เมื่อฉันทำหนังฟิกชั่น แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสามัญชน ฉันก็ต้องเขียนบท ฉันมีแนวความคิดของตัวเอง ฉันต้องจัดเรียงบทสนทนา ภาพยนตร์แนวฟิกชั่นคือหนังของฉัน แต่เมื่อฉันทำหนังสารคดี ฉันมีหน้าที่ต้องรับใช้ผู้คน ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้น”

varda

ยิ่งกว่านั้น วาร์ดายังถือเป็นคนทำหนังเพศหญิงรุ่นบุกเบิก ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่สตรีรุ่นหลังๆ โดยเมื่อครั้งที่เริ่มสร้างสรรรค์ผลงานภาพยนตร์ เธอประมาณการว่าในประเทศฝรั่งเศส มีคนทำหนังผู้หญิงอยู่เพียงสามคนเท่านั้น อย่างไรก็ดี จุดตั้งต้นในการทำหนังของวาร์ดาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเพศสภาพเสียทีเดียว

“ตอนเริ่มทำหนัง จุดที่ฉันสนใจไม่ใช่เรื่องความเป็นผู้หญิง แต่เพราะฉันต้องการทำหนังที่มีลักษณะถึงรากถึงโคน ทว่า ปัจจุบัน ผู้กำกับภาพยนตร์จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส คือ ผู้หญิง เรามีผู้กำกับหนังและผู้กำกับภาพที่เป็นสตรีในจำนวนมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันขอบอกว่าที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะพวกเราพยายามผลักดันแนวคิดที่ว่า พวกเธอสามารถทำหนังได้ มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าพวกเธอไม่มีศักยภาพในการทำงานประเภทนี้ ผู้หญิงสามารถทำงานทุกส่วนในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ เพราะพวกเธอมีความฉลาดและเข้มแข็ง” วาร์ดา กล่าว

faces places

ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของวาร์ดา คือ “Faces Places” ซึ่งเธอกำกับร่วมกับ “เจอาร์” ศิลปินหนุ่มแนวสตรีทวัย 34 ปี

ในหนังเรื่องนี้ คู่หูต่างเพศ ต่างวัย ต่างแนวทางการทำงานสองคน ออกเดินทางไปยังย่านชนบทของประเทศฝรั่งเศส เพื่อพบปะกับผู้คนธรรมดาสามัญจำนวนมาก แล้วรับฟังเรื่องเล่าของพวกเขา ก่อนจะทำการถ่ายภาพพอร์เทรทขนาดใหญ่ของคนเหล่านั้น เพื่อนำไปแปะติดตามอาคารสถานที่ต่างๆ

“เราพยายามที่จะแจ่มใส โลกใบนี้มันช่างสับสนวุ่นวาย เราตัดสินใจที่จะไม่พูดถึงความอลหม่านดังกล่าวไปมากกว่านี้” วาร์ดาพูดถึงคอนเซ็ปท์รวมๆ ของหนังเรื่องล่าสุด และว่า “บางทีเราก็ร่าเริง บางครั้งเราชอบที่จะยิ้มแย้ม บางคราว เราก็รักผู้คนทั้งหลายเหลือเกิน และเราก็อยากให้พวกคุณรักพวกเขาเช่นเดียวกัน”

รวมคมคิดของวาร์ดา

“ฉันไม่อยากถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับคนที่มีอำนาจ แต่ฉันสนใจในบรรดาขบถ หรือผู้คนที่พยายามต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเขาเองมากกว่า”

“ฉันไม่เคยทำหนังที่เล่าเรื่องราวของชนชั้นกระฎุมพี ฉันปรารถนาที่จะอุทิศตนให้แก่การเล่าเรื่องราวของกรรมกรท่าเรือ, ชาวประมง, คนไร้บ้าน, ชนชั้นแรงงาน หรือผู้คนที่เข้าไม่ถึงอำนาจ นอกจากนี้ ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ฉันพยายามจะบอกกับผู้หญิงคนอื่นๆ ว่า ได้โปรดออกมาจากห้องครัว แล้วมาสร้างเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมกันเถอะ”

1504550_636604686389428_1780515677_n

“มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่า ‘อานเญส เราขอมอบรางวัลให้คุณ’ แต่พอฉันย้อนถามไปว่า ‘แล้วเงินทำหนังล่ะอยู่ที่ไหน?’ ก็ไม่มีคำตอบใดๆ หวนกลับมา ที่บ้านฉันมีสิงสาราสัตว์อยู่เต็มไปหมด ทั้งเสือดาว, หมี, หมา และสิงโต จากแทบทุกประเทศในทวีปยุโรป ฉันขอบคุณมากๆ นะ ที่ให้รางวัลเหล่านี้มา แต่ทำไมพวกคุณไม่ให้เงินทุนมาสนับสนุนการทำหนังเรื่องต่อไปของฉันล่ะ”

(คำถาม – คุณเคยเป็นช่างภาพก่อนมาเป็นคนทำหนัง อยากทราบว่าคุณคิดอย่างไรกับคนรุ่น ‘อินสตาแกรม เจเนอเรชั่น’?)

“รูปภาพต่างๆ ได้ถูกทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและถูกลดมูลค่าลงไป นี่คือผลลัพธ์ของพัฒนาการทางสังคม เมื่อตอนฉันเป็นสาวๆ ฉันชื่นชอบงานจิตรกรรม ฉันเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สองครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็พบว่ามันเป็นสถานที่อันร้างไร้ผู้คนอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ที่นิทรรศการแสดงผลงานของโกยาและปิกัสโซถือเป็นกิจกรรมการออกสังคมในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะฉันพยายามที่จะมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลกใบนี้ ในแง่มุมที่เป็นบวก ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่อันโตนิโอ กรัมชี่ เคยระบุเอาไว้ทำนองว่า เมื่อคุณกำลังพินิจพิเคราะห์โลก คุณต้องมองมันในแง่ร้าย แต่หากคุณกลายสภาพมาเป็นคนลงมือปฏิบัติงาน คุณก็จำเป็นต้องมองอะไรในแง่ดีเข้าไว้”

ที่มาเนื้อหา

http://www.france24.com/en/20171112-cinema-agnes-varda-hollywood-honorary-oscar-award-french-filmmaking-legend

https://www.washingtonpost.com/national/agnes-varda-reflects-on-her-ridiculous-honorary-oscar/2017/11/09/50dc43b8-c564-11e7-9922-4151f5ca6168_story.html?utm_term=.068cb91d2bd5

http://variety.com/2017/film/awards/agnes-varda-faces-places-governors-awards-2017-1202606838/

http://www.elperiodicodearagon.com/noticias/escenarios/recibir-premios-tiene-algo-ridiculo-porque-no-tengo-dinero_1229838.html

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Agnès Varda Officiel

https://www.instagram.com/agnes.varda

 

คนมองหนัง

Mother!: แรงกาย-หัวใจของผู้หญิง, โลกภายในบ้าน และการผลิตซ้ำ

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์)

หนึ่ง

อยากลองตีความหนังสนุกเรื่องนี้เล่นๆ โดยมีโจทย์/ข้อจำกัดใหญ่ๆ สองข้อ คือ (1) จะพยายามไม่มองมันผ่านกรอบเรื่องคริสต์ศาสนา เพราะเห็นหลายคนทำกันไปแล้ว และ (2) ด้วยความที่เป็นคนดูหนังมาไม่เยอะนัก ผมเลยไม่มีความสามารถมากพอจะเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้า ในฐานะ “สัมพันธบท” ระหว่างกัน

นอกจากนี้ ผมยังได้รับแรงบันดาลใจเล็กๆ อีกหนึ่งประการ หลังจากดู “Mother!” จบลงที่โรงภาพยนตร์แถวปิ่นเกล้า กล่าวคือ ตรงที่นั่งด้านหลังผมมีคู่รักชาย-หญิง ซึ่งตีตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน ระหว่างเอ็นด์เครดิตขึ้นจอ ทั้งสองคนพยายามขบคิดตีความว่าสัญลักษณ์ต่างๆ ในหนังนั้นหมายถึงอะไรบ้าง? แล้วฝ่ายชายก็เริ่มพูดถึงพระเจ้า ศาสนาคริสต์ ฯลฯ

พอเขาพูดบรรยายไปได้นิดหน่อย คุณผู้ชายคนนั้นก็สรุปความเอาไว้อย่างน่าสนใจทำนองว่า

สุดท้าย “ความรัก” ก็ทำให้โลกดำรงอยู่ เพราะไม่ว่าโลกจะวุ่นวายสับสนเต็มไปด้วยเหตุการณ์รุนแรงบ้าคลั่งขนาดไหน แต่โลกใบนี้ก็สามารถกลับมารีเซ็ตตั้งต้นใหม่ได้ทุกครั้ง ด้วย “ความรัก” ของผู้หญิง

ผมฟังการตีความของคุณพี่ผู้ชายท่านนั้นอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่อีกใจหนึ่ง ก็เกิดคำถามขึ้นว่าไอ้การเอามือแหวกอกควักหัวใจผู้หญิงคนหนึ่งออกมา มันคือ ปฏิสัมพันธ์ที่วางฐานอยู่บน “ความรัก” จริงๆ เหรอ?

mother-poster

สอง

เท่าที่อ่านบทวิจารณ์/งานเขียนภาษาไทย ที่พยายามตีความ-คิดต่อจาก “Mother!” ผมค่อนข้างมีความเห็นสอดคล้องกับการตีความของ Filmsick โดยเฉพาะในประเด็นการขูดรีดแรงงานของพระแม่ เพื่อการดำรงอยู่ซึ่งความรักของพระเจ้า (อ่านรายละเอียดที่นี่)

บทความชิ้นนี้ก็จะดำเนินไปในแนวทางใกล้เคียงกันกับความเห็นของ Filmsick โดยอาจมีจุดแตกต่างหรือส่วนขยายเพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ ดำรงอยู่บ้าง

สาม

จุดแรกที่สะดุดใจผมมากๆ เมื่อดูหนังเรื่องนี้ไปได้พักหนึ่ง ก็คือ การยึดโยงผูกติด “ผู้หญิง/แม่” เข้ากับ (พื้นที่ภายใน) “บ้าน”

ตรรกะของเรื่องราวในหนังดำเนินไปตามรากฐานความคิดบางอย่างของ “โลกตะวันตก” ที่ “โลกในบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้หญิง ส่วน “โลกนอกบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้ชาย

จากรากฐานความคิดเช่นนั้น ก็มีการคิดเชิงวิพากษ์ติดตามมาว่า ขณะที่ผู้ชายคล้ายจะออกไปทำงาน ลงแรงผลิตงาน ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกคนอื่นๆ ของสังคม ผ่านการแลกเปลี่ยนคุณค่าต่างๆ อันนำมาซึ่งการได้รับเกียรติยศศักดิ์ศรีหรือผลตอบแทนบางอย่าง ณ โลกภายนอกบ้าน

แต่ผู้หญิงก็ต้องลงแรงหนักไม่แพ้กัน (หรืออาจหนักกว่า) ในกระบวนการผลิตซ้ำวัตถุ/คุณค่าบางอย่าง อยู่เงียบๆ ภายในบ้าน เพื่อเป็นฐานค้ำจุนสถานะทางเศรษฐกิจ-สังคมและอำนาจทางการเมืองของผู้ชาย

ผมรู้สึกว่าเนื้อหาของ “Mother!” นั้นเดินไปตามระบบวิธีคิดเชิงวิพากษ์ชุดนี้

af2200bc2dde4fa5b770ef276f610e62_e157fbac952940c885effaacf89dd69f_header

เราจึงได้เห็นผู้หญิงลงมือลงแรงสร้าง-ซ่อมแซมบ้าน ตลอดจน (น่าจะ) ผลิตซ้ำ (reproduce) บุตรชาย อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวงจรไม่รู้จบ

ส่วนผู้ชายคือผู้ที่คอยติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกบ้าน (รวมถึงเป็นผู้ที่สามารถเดินทางออกไปยังโลกข้างนอกได้)

และการเปิดรับคนนอกเข้ามาในบ้านของผู้ชายนี่เอง ที่สร้างความฉิบหายวายป่วงตามมาเป็นระลอกๆ

อย่างไรก็ดี มีรายละเอียดอีกด้านของหนังที่ย้อนแย้งกับกรอบความคิดข้างต้นเช่นกัน

โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จะติดต่อกับโลกภายนอกหรือออกเดินทางสู่โลกภายนอกเป็นครั้งคราว แต่ผู้ชายก็นั่งทำงาน (เขียน) อยู่ภายในบ้านเป็นหลักเหมือนกัน

โลกภายในบ้านของหนังเรื่องนี้ จึงประกอบไปด้วยสององค์ประกอบหลัก คือ ผู้หญิงที่ทุ่มเทแรงกายของตน/ถูกขูดรีดแรงงานอย่างหนัก กับผู้ชายที่ทำงานผ่านความคิด/จินตนาการเป็นหลัก โดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากนัก

ก่อนที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายคู่นี้จะค่อยๆ คลี่คลายและฉายภาพให้เห็นว่า แม้กระทั่ง “บ้าน” ก็อาจมิใช่พื้นที่ของผู้หญิงดังที่มักเข้าใจกัน

สี่

ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดใน “Mother!” นั้นคือ โลก/บ้านที่ “ผู้ชาย” เขียน/สร้าง/กำหนดขึ้น ผ่านความคิด-จินตนาการของเขา

แม้แต่ชีวิตของผู้หญิงก็ถูกกำหนด/เขียนขึ้นโดยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม ผมอยากทดลองเสนออะไรให้มันยุ่งยากขึ้นอีกนิดว่า ผู้ชายอาจไม่ได้ใช้อำนาจสัมบูรณ์ที่มีอยู่ในมือ/หัว แบบทื่อๆ ตรงๆ ด้วยการสร้างเสกชีวิตของผู้หญิงขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า (ประหนึ่งพระเจ้าผู้สร้างโลกและสรรพชีวิต) แล้วผลักไสชีวิตของพวกเธอไปตามกฎเกณฑ์ที่เขาวางไว้ และความยุ่งเหยิงวุ่นวายที่เขาพลั้งเผลอทำพลาดไป

ทว่า ผู้ชายอาจต้องทำงาน/เล่นเกมทางความคิดอย่างละเอียดแยบคายพอสมควร เพื่อจะโน้มน้าวให้ผู้หญิงตกเป็นฝ่ายเชื่อมั่นยึดมั่นว่าตัวเธอเองต้องทุ่มเทลงแรง ต้องรับภาระผลิตซ้ำนู่นนี่ อยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบสิ้น เพื่อผู้ชายของเธอ และเพื่อ “บ้านของเรา” (ซึ่งสุดท้าย ก็ไม่ใช่ “บ้านของเธอ”)

หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ผู้หญิงอาจลงแรงอย่างกระตือรือร้นจริงจังตั้งใจ (ไม่ใช่ทำทุกอย่างชนิดไร้ชีวิตชีวา ราวกับเป็นหุ่นชักหรือตัวละครบนแผ่นกระดาษ ในมือ/จากปลายปากกาของผู้ชาย) เพื่อก่อร่างสร้าง “บ้านของเรา” ขึ้นมา แต่ความกระตือรืนร้นดังกล่าวก็ดำเนินไปภายใต้ระบบความคิด-ความเข้าใจโลกอันจำกัดจำเขี่ยของเธอ ที่ถูกครอบงำหรือก่อรูปโดยอิทธิพลของผู้ชาย (เธออ่านและเชื่อในตัวหนังสือของเขา) และเป็นไปเพื่อค้ำจุนอำนาจของเขา

ความสัมพันธ์ทางอำนาจลักษณะนี้วนเวียนเป็นวงจรสามัญปกติจนคล้ายกับเป็นเรื่องธรรมชาติสากล (จึงไม่แปลก ที่ระหว่างดูหนัง เราจะสามารถเชื่อมโยงตัวละครหลักหญิง-ชายใน “Mother!” เข้ากับเรื่องเล่าว่าด้วยนางมัทรี-พระเวสสันดร, สีดา-ราม, พระแม่-พระเจ้า กระทั่งไม้ขีดไฟ-ดอกทานตะวัน ถ้าไม้ขีดไฟเป็นผู้หญิง) แต่จริงๆ ทั้งหมดมันคือวัฒนธรรม วิถีชีวิต รหัสความหมาย ที่ล้วนถูกออกแบบและกำหนดกฏกติกาโดยผู้ชายมากกว่า

mother-poster

มองในแง่นี้ ผู้หญิงในบ้านจึงไม่ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบในเชิงแรงงานเท่านั้น

แต่เธอยังตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ของการถูกขูดรีดความคิด-จินตนาการ-อารมณ์ความรู้สึก

เรื่องความคิด-จินตนาการ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าเธอถูกบล็อกจินตนาการ และถูกทำให้เชื่อให้ทึกทักแต่เพียงว่าตัวเองต้องลงแรงกายทุกอย่างเพื่อผู้ชาย เพื่อบ้านของเขา (และเธอ) และเพื่อลูกชายของเขา (และเธอ) ขณะที่เขาแทบไม่เคยลงมือทำสิ่งใดหรือคิดอะไรเพื่อเธอเลย

สำหรับในแง่อารมณ์ความรู้สึก สุดท้ายเราจะเห็นได้ว่า แม้แต่อารมณ์ความรู้สึกที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์อย่าง “ความรัก” ก็ยังถูกแปรให้มีลักษณะเป็นรูปธรรม และถูกรีดเร้นแหวกแยกออกมาจากร่างกายของผู้หญิง

ทั้งนี้ ก็เพื่อธำรงสถานะให้ (พวก) เธอเป็น “มารดา!” ผู้ต้องคอยผลิตซ้ำหรือค้ำจุนวงจรชีวิตแบบเดิมๆ ที่มีผู้ชายเป็นผู้ครอบครองอำนาจต่อไป ตราบนานเท่านาน

ข่าวบันเทิง

คำสัมภาษณ์บางส่วนของ “เป็นเอก” ที่เวนิส และตัวอย่างหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน”

คำสัมภาษณ์แรกๆ ของ “เป็นเอก” เกี่ยวกับ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

เป็นเอก สัมภาษณ์
ที่มา เพจเฟซบุ๊ก Samui Song

พร้อมๆ กับการไปเปิดตัวหนังไทยเรื่อง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ในรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ประเทศอิตาลี

ผู้กำกับรุ่นเก๋าอย่าง “เป็นเอก รัตนเรือง” ก็ได้เริ่มประเดิมพูดคุยกับสื่อต่างชาติเกี่ยวกับผลงานใหม่ของตนเอง

เว็บไซต์ cineuropa เพิ่งเผยแพร่คลิปสัมภาษณ์เป็นเอก ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจบางส่วน ดังต่อไปนี้

สถานะของผู้หญิงในประเทศไทย

“…ผู้หญิงไทยโดยทั่วไป พวกเธอก็เหมือนนักแสดงนี่แหละ เพราะว่าสังคมได้กำหนด ‘บทบาท’ หลายแง่มุม ให้พวกเธอต้องแสดง เช่น ถ้าคุณเป็นลูกจ้างบริษัท คุณก็จะต้องเชื่อฟังเจ้านาย คุณต้องไม่พูดจาหยาบคายกับเขา เมื่อคุณอยู่ที่บ้านกับสามี คุณก็จะต้องทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ทำนู่นนี่ให้แก่เขา กับพ่อแม่ คุณก็ต้องเชื่อฟังพวกท่านโดยปราศจากข้อโต้แย้ง คุณต้องทำตามที่พวกท่านสั่ง และระหว่างผู้หญิงด้วยกันเอง พวกเธอก็จะมานั่งกอสซิปกันถึงเรื่องชั่วร้ายต่างๆ ของสามี

“ดังนั้น ผู้หญิงไทยจึงต้องเล่นหลายบทบาทมากๆ…”

ความศรัทธาต่อพุทธศาสนาในสังคมสมัยใหม่

“…ระหว่างการเขียนบทหนัง ได้เกิดกรณีอื้อฉาวมากๆ เกี่ยวกับลัทธิพิธีทำนองนี้ เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นภายในวัด คุณต้องตระหนักว่าในประเทศไทย ศาสนาพุทธได้ถูกทำให้กลายสภาพเป็นเรื่องของธุรกิจ เพราะวัดบางแห่งในประเทศนี้ นั้นมีรายได้พอๆ กับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ แต่กลับไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะเงินที่วัดได้เป็นเงินบริจาค

“นอกจากนี้ พระหลายๆ รูป ก็มีสถานะเป็นดังร็อกสตาร์ คุณรู้ใช่ไหมว่าการจัดองค์กรทางพุทธศาสนาแบบนี้ มักเล่นกับความรู้สึกไม่มั่นคงของผู้คน เพราะว่าชีวิตของคุณนั้นมีความไม่แน่นอน คุณไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คุณจะถูกไล่ออกจากงาน คุณไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า พระสงฆ์และวัดเลยเข้ามาทำหน้าที่บรรเทาความทุกข์ในใจให้ผู้คน

“เช่น คุณต้องแต่งกายสีนี้ เพราะมันจะทำให้คุณประสบโชคดีในวันนี้ หรือถ้าคุณต้องการซื้อรถใหม่ เพื่อนของผมหลายคน เวลาพวกเขาจะซื้อรถยนต์คันใหม่ พวกเขาจะไปหาพระสงฆ์ก่อน แล้วถามพระว่าควรซื้อรถสีไหนดี? แล้วพระก็จะตรวจสอบวันเดือนปีเกิด ดวงชะตาของคุณ แล้วบอกว่าโยมต้องซื้อรถสีเขียว ถึงคุณจะตอบกลับไปว่าผมไม่อยากได้รถสีเขียว ผมอยากได้รถสีขาว พระก็จะบอกว่า ไม่ได้ ถ้าโยมอยากโชคดี อยากร่ำรวย โยมต้องซื้อรถสีเขียว

“คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเมื่อมีคนไทยบางคนตัดสินใจซื้อรถสีขาว แต่ถ้าพระสงฆ์บอกว่าเขาต้องซื้อรถสีแดงเพื่อความโชคดี ที่ประเทศนี้จะมีคนผลิตสติ๊กเกอร์ ที่คุณสามารถหาซื้อได้ทั่วไป ซึ่งถูกตัดแต่งเป็นข้อความระบุว่า ‘รถคันนี้สีแดง’ แล้วคุณก็นำสติ๊กเกอร์แผ่นนั้นไปแปะลงบนรถสีขาวของคุณ

“เพียงแค่นั้น รถของคุณก็จะกลายเป็นสีแดง และคุณก็จะโชคดีในที่สุด…”

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่เวนิสแล้ว “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” จะบินข้ามไปยังประเทศแคนาดา เพื่อร่วมฉายในสาย Contemporary World Cinema ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-17 กันยายนนี้

ตัวอย่างหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน”

ขอแถมท้ายด้วยตัวอย่างหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน” อีกหนึ่งผลงานของคนไทย ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดภาพยนตร์สั้นของเซ็คชั่น Orizzonti เทศกาลเวนิส

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “สรยศ ประภาพันธ์” คนทำหนังสั้นและคนเบื้องหลังในกองถ่ายหนังอิสระ ซึ่งโดดเด่นมากๆ รายหนึ่ง ในช่วงหลายปีหลัง

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

จาก “พรหมจารี” ถึง “มัลลิกานารี” ชะตากรรมอาภัพ (รัก) ของสตรีเพศในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“น้องน้ำผึ้ง” หรือ “ธนภัทร ดิษฐไชยวงศ์” ถือเป็นนักแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ รุ่นปัจจุบัน ที่โดดเด่นคนหนึ่ง

โดยเฉพาะเมื่อเธอมารับบทบาท “มัลลิกานารี” ใน “สี่ยอดกุมาร” ฉบับล่าสุด

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5

ซึ่งในช่วงแรกๆ ของละคร ดูเหมือนจะมีสิ่งใหม่ๆ ที่แหวกจารีตดั้งเดิมเกิดขึ้น เพราะ “มัลลิกานารี” มีบทกุ๊กกิ๊กหวานแหววกับ “เพชรราชกุมาร” ซึ่งเป็นหญิงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พอละครดำเนินไปเรื่อยๆ เส้นเรื่อง “หญิงรักหญิง” ระหว่างมัลลิกานารีและเพชรราชกุมารก็ค่อยๆ ถูกกร่อนเซาะทำลายลง และแปรเปลี่ยนเป็นซับพล็อตว่าด้วยการที่หญิงสองคนหลงรักผู้ชายรายเดียวกัน

เมื่อตัวละครใหม่อย่าง “เจ้าชายชัยชยนต์” ถูกสร้างและใส่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อ “กั้นกลาง” ความสัมพันธ์ระหว่างมัลลิกานารีและเพชรราชกุมาร

ไปๆ มาๆ ตัวละคร “มัลลิกานารี” จึงกลายเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งใน “สี่ยอดกุมาร” และอาจไม่ได้พบรักกับใครเลย

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a-2

ชะตากรรมของ “มัลลิกานารี” ทำให้ย้อนนึกถึงอีกหนึ่งตัวละครที่ “น้องน้ำผึ้ง” เคยสวมบทบาทเอาไว้

นั่นคือ “พรหมจารี” ในละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ”

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-2

ในฐานะนักประพันธ์นวนิยาย “นันทนา วีระชน” ผู้เขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคหลัง ถือเป็นนักเขียนหญิง ซึ่งเคยสร้างสรรค์ชะตาชีวิตตลอดจนบุคลิกลักษณะของตัวละครสตรีเพศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันเอาไว้มากมาย

เช่นเดียวกันกับชะตาชีวิตและบุคลิกลักษณะของบรรดาตัวละครหญิงใน “จันทร์ สุริยคาธ”

อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมของตัวละครสตรีเพศที่น่าสนใจในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนั้น อาจมิได้ฉายแสดงจุดยืนซึ่ง “อยู่ข้างผู้หญิง” เสียทีเดียว

อาทิ ชะตาชีวิตของสองนางเอกอย่าง “สังคเทวี” และ “ลีลาวดี”

ทั้งคู่เป็นเทพธิดาซึ่งต้องโทษและถูกส่งลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไร

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีสองเทวดาหนุ่มแอบชอบพวกนาง สองเทวดาจึงพยายามดึงดูดใจสองนางฟ้า ด้วยการไปขโมย “แก้ววิเศษ” ของพระอินทร์มาขว้างเล่น

แต่พอสองเทพบุตรพลั้งพลาดทำของวิเศษพลัดตกจากสวรรค์ สองเทพธิดากลับพลอยโดนหางเลขถูกลงทัณฑ์ตามไปด้วย

ในฐานะมนุษย์โลก ชะตาชีวิตของทั้งคู่ก็ยังน่าสนใจ

สังคเทวีลงมาเกิดเป็นธิดากษัตริย์เมืองอินทปัถบุรี ขณะที่ลีลาวดีเป็นธิดากษัตริย์เมืองกาสิกนคร

กษัตริย์ทั้งสองเมืองไม่มีโอรสสืบทอดราชสมบัติ อย่างไรก็ดี สังคเทวีและลีลาวดี กลับไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาเป็นเจ้าหญิงผู้อ่อนแออ่อนโยน ซึ่งรอคอยโอรสกษัตริย์เมืองอื่นมาสู่ขอ

ตรงกันข้าม ธิดาสองเมืองถูกเลี้ยงดูให้มีความพร้อมที่จะขึ้นครองราชย์ เมื่อออกเดินทางไปเรียนสรรพวิชาจากพระอาจารย์ในป่าเขาไม่ได้ พระบิดาก็เชิญพระฤาษีมาสอนวิชาอาคมให้ถึงในเมือง

ถ้าพิจารณาจากความถี่ในการ “ปล่อยแสง” แล้ว ดูเหมือนว่าสังคเทวีและลีลาวดีจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้เวทมนตร์คาถาต่างๆ มากกว่าตัวละครเพศชายรายอื่นๆ รวมถึง “สุริยคาธ-จันทคาธ” เสียด้วยซ้ำไป

มิหนำซ้ำ ในยามที่สังคเทวีและลีลาวดีพบเจอกับสุริยคาธและจันทคาธเมื่อครั้งเป็นเด็กขอทาน กลับเป็นตัวละครฝ่ายหญิงที่แนะนำฝ่ายชายให้หมั่นศึกษาหาวิชาความรู้ติดตัวเอาไว้

ทว่า สุดท้าย สังคเทวี-ลีลาวดี ก็เป็นได้แค่มเหสีของกษัตริย์ แม้ราชาผู้เป็นพระสวามีของพวกนางจะเกิดในตระกูลขอทานยากเข็ญ แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่กลายเป็นเงื่อนไขติดขัด เพราะแท้จริงแล้วทั้งคู่เป็นเทพบุตรที่จุติลงมายังโลกมนุษย์

สังคเทวี, ลีลาวดี, สุริยคาธ และจันทคาธ จึงใช้ชีวิตอย่างแฮปปี้ เอ็นดิ้ง เนื่องจากอดีตเทพบุตร-เทพธิดา ได้หวนกลับมาพบรักกันอีกครั้ง ตามโครงเรื่องหรือชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตมาแต่ชาติปางก่อน

ไปๆ มาๆ ตัวละครหญิงที่ชะตาชีวิตถูกผลักไปสุดทางจริงๆ กลับกลายเป็น “พรหมจารี”

พรหมจารีเป็นธิดากษัตริย์เมืองไชยะบุรี ซึ่งอภิเษกสมรสกับ “สุทัศน์จักร” เจ้าชายแห่งเมืองอนุราชบุรี

เมื่อครั้งที่สังคเทวีต้องพลัดพรากจากสุริยคาธเพราะเหตุการณ์เรือสำเภาล่ม (ตามคำอธิบายของละคร เรือล่มเพราะฤทธิ์ของสองเทวดาคู่หูอย่าง “พระรำพัด-พระรำเพย” ที่สวรรค์ส่งลงมากลั่นแกล้งสุริยคาธและจันทคาธ) นางได้พบกับสุทัศน์จักร ซึ่งเพิ่งพ่ายศึกจากการยกทัพไปตีกาสิกนคร (เมืองของลีลาวดี ชายาจันทคาธ)

สุทัศน์จักรพาตัวสังคเทวีกลับไปอนุราชบุรี และหวังจะอภิเษกสมรสกับนาง พร้อมกันนั้น ก็ตัดสินใจลงโทษพรหมจารี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสดังกล่าว โดยสั่งลอยแพชายาคนแรกของตนเองออกจากเมือง

พรหมจารีต้องลอยเคว้งคว้างกลางมหาสมุทรอยู่หลายวันหลายคืน จนได้รับการช่วยเหลือจากสุริยคาธ จากนั้น นางก็เริ่มรู้สึกหลงรักชายผู้ช่วยชีวิต

ต่อมา พรหมจารีถูกแยกออกจากสุริยคาธโดยผู้ทรงศีลสตรีรายหนึ่ง นางได้เรียนวิชากับผู้ทรงศีลรายนั้น กระทั่งมีฤทธิ์เดชแกร่งกล้า (ทัดเทียมสังคเทวี-ลีลาวดี) แต่ขณะเดียวกัน ความแค้นที่คุกรุ่นในจิตใจอันเกิดจากการเป็นฝ่ายถูกกระทำกลับยังไม่มีวี่แววจะลดน้อยถอยลง

เมื่อพรหมจารีเดินทางกลับเมืองไชยะบุรี นางจึงยุพระบิดาให้ยกทัพไปเผาเมืองอนุราชบุรี พร้อมกับฆ่าพ่ออดีตสามีทิ้ง

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-1

แล้วในที่สุด พรหมจารีก็ได้สมรสกับสุริยคาธ ผู้มาช่วยชีวิตนางเป็นหนที่สอง ระหว่างการต่อสู้ของพรหมจารีกับสุทัศน์จักร อดีตพระสวามี

การอภิเษกสมรสครั้งนี้นำไปสู่ศึกระหว่างไชยะบุรีกับอินทปัถบุรี เมื่อพรหมจารีต้องการแย่งชิงสามีจากสังคเทวี

รวมทั้งต้องการแก้แค้นฝ่ายหลัง ผู้เคยเป็นต้นเหตุให้ตนเองต้องตกระกำลำบากจากการถูกลอยแพ

ศึกระหว่างสองเมือง ส่งผลให้มีคนล้มตายมหาศาล รวมถึงท้าวพรหมจักร (พ่อของสังคเทวี) แต่ทั้งหมดก็ได้รับการชุบชีวิตด้วย “ต้นยาวิเศษ” ของสุริยคาธ-จันทคาธ

หลังเสร็จสงคราม พรหมจารีดูคล้ายจะมีความรู้สึกผิดบาป และมีท่าทีที่จะพยายามคืนดีกับสังคเทวี

แต่เมื่ออดีตพญายักษ์ผู้เฝ้าประตูสวรรค์อย่าง “วิโยคพสุธา” บุกมาชิงตัวสังคเทวีและลีลาวดี พรหมจารีกลับพลอยโดนลูกหลงถูกจับตัวไปด้วย ทั้งที่นางไม่ได้เป็นอดีตสองเทพธิดาที่ทวารบาลสวรรค์เคยแอบหมายปอง

ตัวละคร “พรหมจารี” ไม่มีปัญหาในเชิงสถานะหรือตำแหน่งแห่งที่ใน “ชาดก-นิทานวัดเกาะ” ซึ่งเรื่องราวว่าด้วยเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์มิได้เป็นเส้นเรื่องสำคัญของเรื่องเล่าฉบับดังกล่าว

พรหมจารีในเรื่องเล่าสองแบบแรก มีศักยภาพถึงขนาดที่จะบรรลุอรหันต์ เมื่อไปเกิดเป็น “พระเขมาเถรี” ในอนาคตชาติ

ทว่า การไม่ได้เป็นอดีตเทพธิดาที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ กลับกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ค่อยๆ ผลักไสตัวละครสตรีรายนี้ออกจากโครงสร้างของเรื่องเล่าในฉบับ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ”

ในละคร “จันทร์ สุริยคาธ” การดำรงอยู่ของพรหมจารี ดูจะมีสถานะเป็น “ตัวขัดขวาง” มิให้อดีตเทพบุตร-เทพธิดาอย่างสุริยคาธและสังคเทวีได้ครองรักครองเมืองกันโดยสมบูรณ์แบบ ตามแรงลิขิตของอดีตชาติ (ตลอดจนแนวคิดสมัยใหม่เรื่อง “ผัวเดียวเมียเดียว”)

ทางออกจึงกลายเป็นว่า ในตอนท้ายของละคร พรหมจารีที่คล้ายจะยอมคืนดีกับสังคเทวีแล้ว กลับถูกกำหนดบทบาทให้เป็นตัวละครที่ยังไม่สามารถสลัดความรู้สึกแค้นเคืองออกจากจิตใจได้อย่างหมดสิ้น

พรหมจารีกลายเป็นมนุษย์เปี่ยมกิเลสตัณหา ผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทะเยอทะยาน หวังจะยื้อแย่งแก้วทิพยเนตรมาครอบครอง

สำหรับพรหมจารี แก้ววิเศษจากสวรรค์คือสัญลักษณ์ของการถือครองอำนาจ (ทางการเมือง)

เมื่อพระสวามีคนปัจจุบันรักหญิงอื่นมากกว่านาง นางจึงหันไปแสวงหาอำนาจ (ทางการเมือง) แทนที่คนรัก/ความรัก

แต่แก้ววิเศษจากเบื้องบนก็แผลงฤทธิ์ ด้วยการเปล่งแสงพิฆาตพรหมจารีจนถึงแก่ชีวิต ชนิดที่ร่างต้องแหลกระเบิดจนไร้ซาก

ส่วนสุริยคาธผู้เป็นสวามี กลับไม่ได้แสดงบทบาทอาลัยรักหนึ่งในภรรยาของตนเองมากนัก เพราะหลังจากพรหมจารีถูกปลิดชีวิตลงอย่างช็อกอารมณ์คนดู สุริยคาธก็แสดงสีหน้าตกใจอยู่ประมาณ 2 วินาที ก่อนละครจะตัดเข้าสู่ช่วงโฆษณา

เมื่อโฆษณาเบรกนั้นจบลง สุริยคาธ, จันทคาธ, สังคเทวี และลีลาวดี พร้อมมิตรสหาย ก็ปรากฏกายบนจอโทรทัศน์ ท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งพวกเขาและเธอกำลังนำแก้วทิพยเนตรไปถวายคืนองค์อินทร์

พรหมจารีจึงมีสถานะเป็นเพียงหนึ่งในตัวละครมนุษย์ผู้ปรารถนาอำนาจอันน่ารังเกียจและสกปรกโสโครก ที่ต้องถูกขจัดชำระล้างลงให้หมดจดสิ้นซาก

เพื่อทุกอย่างจะได้กลับคืนสู่ระบอบระเบียบดั้งเดิม ตามครรลองที่ถูกกำหนดมาแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่าชะตาชีวิตเศร้าๆ ที่ “พรหมจารี” ต้องเผชิญ จะไม่เกิดซ้ำกับ “มัลลิกานารี” อีกหน

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a

คนมองหนัง

“แฟนเดย์” : “แต่ฝันลำเอียง…”

(มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 กันยายน 2559)

“แฟนเดย์…แฟนกันแค่วันเดียว” ภาพยนตร์โดย บรรจง ปิสัญธนะกูล ผลงานเปิดประเดิมของค่ายจีดีเอช ทำเงินไปมากพอสมควร และคงมีคนดูหนังจำนวนไม่น้อยที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้วเรียบร้อย

งานเขียนชิ้นนี้จะชวนคุยถึงประเด็นหลักข้อหนึ่ง ซึ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่บนโครงเรื่องใหญ่ของหนัง

เรื่องราวของ “แฟนเดย์ฯ” ถูกเล่าผ่านมุมมองของ “เด่นชัย” ตัวละครพนักงานไอที ผู้มีบุคลิกเป็นหนุ่มเนิร์ด/หมกมุ่น หรืออาจถึงขั้น “โรคจิต” นิดๆ ที่แอบหลงรัก แอบติดตาม “นุ้ย” พนักงานการตลาด สาวสวยประจำบริษัท ซึ่งมีฐานะลับๆ เป็น “อนุภรรยา” ของ “คุณท็อป” หนุ่มใหญ่ รูปหล่อ เจ้าของบริษัท ผู้มีภรรยาและลูกแล้ว

สำหรับผม จุดสำคัญที่น่าสนใจและชวนขบคิดในหนังเรื่องนี้ ก็คือ ความสัมพันธ์อัน “ไม่เท่าเทียม” ระหว่างตัวละครหลัก 3 ราย ซึ่งวางฐานอยู่บนการต้องแบกรับภาระในการคิดฝันหรือจินตนาการอย่าง “ไม่เสมอภาค” กัน

“คุณท็อป” กับ “นุ้ย”

“คุณท็อป” เป็นเจ้านาย เป็นผู้ชายที่มีทั้ง “บ้านใหญ่” และ “บ้านเล็ก” มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดี ส่วน “นุ้ย” เป็นเพียงพนักงานฝ่ายการตลาดคนหนึ่ง และเป็น “เมียน้อย” ของเจ้าของบริษัท

ความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณท็อป” กับ “นุ้ย” จึงไม่เท่าเทียม ไม่เคยเท่าเทียม หรือไม่อาจเท่าเทียมกันได้อยู่แล้ว

ความสัมพันธ์เช่นนั้นส่งผลให้ “นุ้ย” ต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระในการคิดฝันหรือจินตนาการถึงบางเรื่องราว เพื่อหล่อเลี้ยงสายสัมพันธ์ลับๆ ดังกล่าวเอาไว้

เธอต้องคิดเยอะฝันแยะถึงการมีชีวิตครอบครัวที่ดี ที่ถูกต้อง ที่เป็นทางการ นั่นหมายความว่า “คุณท็อป” จำเป็นจะต้องหย่าร้างกับภรรยาและทอดทิ้งลูกๆ

ซึ่งเป็นไปได้ยาก หรือ “เป็นไปไม่ได้เลย” (ในมุมมองของ “เด่นชัย”)

ผิดกับฝ่ายชายอย่าง “คุณท็อป” ที่ไม่ต้องแบกรับภาระในการคิดฝันอะไรมากมาย เขาเพียงแค่ให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับ “นุ้ย” เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอกำลังเดินทางไปถึงจุดเปราะบาง

หรือไม่ก็แสวงหากิมมิคกุ๊กกิ๊กมาชโลมใจฝ่ายหญิงเป็นครั้งคราว

“นุ้ย” กับ “เด่นชัย”

หากความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณท็อป” กับ “นุ้ย” แสดงให้เห็นถึงสถานะ “ชายเป็นใหญ่” แบบเดิมๆ

การดำรงอยู่ของตัวละคร เช่น “เด่นชัย” ก็ช่วยเปลี่ยนเกมให้สายสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงใน “แฟนเดย์ฯ” มีมิติ/เหลี่ยมมุมอันสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ “นุ้ย” มีสถานะเป็นพนักงานสาวสวยของบริษัท เป็นคนรักแบบลับๆ ของเจ้านาย และเป็น “ซัมบอดี้”

“เด่นชัย” กลับเป็นเพียงพนักงานฝ่ายไอทีตรงชายขอบของบริษัท ไม่มีตัวตน ไม่ถูกจดจำ หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่าเป็น “โนบอดี้”

ในความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ “นุ้ย” จึงอยู่เหนือกว่า “เด่นชัย”

และจึงเป็น “เด่นชัย” ซึ่งต้องแบกรับภาระในการเฝ้าละเมอเพ้อพกถึงนางฟ้าอย่าง “นุ้ย” และพยายามคิดแทนเธอในหลายต่อหลายเรื่อง

“เด่นชัย” เฝ้าคิดฝันจินตนาการแต่ว่าชีวิตของ “นุ้ย” จะเป็นอย่างไร? เธอต้องการสิ่งใดมาเติมเต็มความปรารถนา? เธอจะประสบปัญหาอะไรบ้าง? เธอจะลำบากยากเย็นมากน้อยเพียงไหน?

ก่อนที่เขาจะแอบเข้าไปช่วยแก้ไขอุปสรรคและเติมเต็มความต้องการต่างๆ ให้ “นุ้ย” อย่างลับๆ (ทั้งที่ในความเป็นจริง เธออาจไม่เคยต้องการความช่วยเหลือเหล่านั้นเลยก็ได้)

เท่ากับว่า “เด่นชัย” คือฝ่ายนั่งๆ นอนๆ มโนถึงแต่ นุ้ย” โดยที่ฝ่ายหญิงไม่ได้เฝ้าคิดถึง “เด่นชัย” หรือรู้สึกวิตกกังวลอะไรแทนเขาเลย

ถึงรู้ว่า “เด่นชัย” มีตัวตนอยู่ “นุ้ย” ก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่ต้องการเห็น

กระทั่ง “นุ้ย” ประสบเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างที่ญี่ปุ่น จนเธอมีอาการสูญเสียความทรงจำชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งวัน รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง “เด่นชัย” กับ “นุ้ย” จึงแปรเปลี่ยนไป

“เด่นชัย” ไม่ใช่ไอ้หนุ่มเนิร์ดคนเก่า ที่ทำได้เพียงแค่แอบละเมอเพ้อฝันถึง “นุ้ย” ในฐานะ “เบี้ยล่าง” ซึ่งไม่ถูกเห็นค่า อีกต่อไป

แต่เขากลับกลายเป็นผู้ (เพิ่ง) สร้างประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ “นุ้ย” ขึ้นมาใหม่

“เด่นชัย” ค่อยๆ ก่อรูปวิธีคิด-วิถีชีวิต “ชั่วคราว” ให้แก่ “นุ้ย” (เช่นเดียวกับที่ “นุ้ยคนใหม่” ได้ช่วยมอบความมั่นใจบางประการให้แก่เขา)

พร้อมทั้ง “ปลดปล่อย” เธอออกจากพันธะความสัมพันธ์ในลักษณะเดิมๆ

“คุณท็อป-เด่นชัย” กับ “นุ้ย”

หลังจาก “เด่นชัย” กับ “นุ้ย” มีวันชื่นคืนสุขด้วยกันเพียงวันเดียว

คล้ายว่าความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างตัวละครหลักสามราย และภาระหนักของตัวละครบางราย ซึ่งจะต้องแบกรับหน้าที่ในการเฝ้าจินตนาการถึง/เป็นห่วงเป็นใยคู่ความสัมพันธ์ซึ่งอยู่เหนือกว่าตนเอง จะหวนกลับคืนไปสู่จุดเดิม

“คุณท็อป” เหมือนจะยังปักหลักอยู่ตรงด้านบนสุดของลำดับความสัมพันธ์นี้

“นุ้ย” เหมือนจะยังต้องหมั่นสร้างความหวังให้ตัวเอง และเฝ้ารอคอยวันเวลาที่เธอกับ “คุณท็อป” จะมีโอกาสได้สร้าง “ครอบครัวใหม่” ร่วมกัน

ส่วน “เด่นชัย” ก็เหมือนจะยังเฝ้าละเมอเพ้อพกและฝันดีถึง “นุ้ย” ข้างเดียวต่อไป (แม้เขาได้ตัดสินใจลาออกจากงานแล้ว) ผิดกับ “นุ้ย” ที่น่าจะระลึกจดจำความสุขชั่วครู่ชั่วคราวหนนั้นไม่ได้

รักระหว่าง “เด่นชัย” กับ “นุ้ย” อาจไม่สมหวังและไม่ถูกสานต่อ

แต่หนังก็ทิ้งปริศนาเอาไว้ว่า “นุ้ย” อาจมิได้ลืมเลือนประสบการณ์หนึ่งวันที่เธอกับ “เด่นชัย” เคยเดินทางท่องเที่ยวและใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะคู่รัก ไปจนหมดสิ้น

นอกจากนี้ “นุ้ย” ยังอาจตระหนักถึงตัวตนอีกด้านของตนเอง ตัวตนที่ไม่ได้อยากเป็น “ภรรยาน้อย” ของใคร ไม่ได้ต้องการจะทำลายชีวิตคู่ของผู้หญิงคนอื่น และลูกๆ ของเธอ

เมื่อ “นุ้ย” ได้รับการปลดปล่อยแล้ว อย่างไรเสีย เธอก็มิอาจกลับไปเป็น “นุ้ยคนเดิม” มิอาจกลับไปถูกกักขังด้วยกรอบกรงความสัมพันธ์รูปแบบเดิมๆ

“น้ำตา” ของ “นุ้ย” ระหว่างค้นพบความทรงจำบางอย่างในจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานช่วงท้ายเรื่อง สื่อแสดงให้เห็นถึงภาวะ “ปลดเปลื้อง” ดังกล่าว ขณะเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึง “ภาระใหม่” ที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นของเธอ

มีความเป็นไปได้ว่า “นุ้ย” จะตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับ “คุณท็อป” และลาออกจากบริษัทตามรอย “เด่นชัย”

ขณะที่ “คุณท็อป” ยังงุนงงในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

ขณะที่ “เด่นชัย” ยังรู้สึกฟินกับวันคืนดีๆ ที่เขาได้ใกล้ชิด “นุ้ย” และสิ่งดีๆ ที่เขาได้แอบทิ้งไว้ให้เธอ (โดยหารู้ไม่ ว่านั่นคือการสร้างปมปัญหาใหม่ให้แก่ “นุ้ย”)

“นุ้ย” กลับต้องเป็นผู้แบกรับภาระในการครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ มากมาย

จากที่เคยใฝ่ฝันถึงการมีครอบครัว “เฉพาะ” ของตนเอง “นุ้ย” ก็เริ่มคิดถึงความเจ็บปวดที่ “แม่” และ “ลูกๆ” ในครอบครัวอื่น อาจได้รับจากการกระทำของเธอ

“นุ้ย” อาจเริ่มรู้สึกถึงการมีอยู่และความสำคัญของ “เด่นชัย” ผู้แอบมาปลดปล่อยเธอ แล้วหนีหายจากไป

เธอจึงต้องกลายมาเป็นผู้แบกรับภาระหนักหนาที่สุด ในการคิดฝันแทน/ถึงคนอื่นๆ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความเจ็บปวดหรือบาดแผลส่วนบุคคลใหม่ๆ เพื่อย้ำเตือนถึงความรู้สึกผิดบาปในใจของตนเอง

“นุ้ย” คือผู้เสียสละที่ต้องเผชิญหน้ากับความฝันอันรวดร้าวเพียงลำพัง

“ฝัน” จึงไม่ได้ลำเอียง เพราะ “ความฝัน” ไม่เหมือนกับ “ความจริง”

แต่ “ฝัน” อาจลำเอียง เพราะแม้แต่ในบรรดาผู้คนที่พยายามนำพาตนเองเข้าสู่ “โลกแห่งความฝัน”

ก็ยังมิได้แบกรับภาระในการคิดฝันและการเผชิญหน้ากับ “ฝันร้าย” อย่างเสมอภาคกัน