คนมองหนัง

บันทึกหลังการชม “Sad Beauty เพื่อนฉัน ฝันสลาย”

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์!

เมื่อวานไปดูหนังไทยเรื่อง “Sad Beauty เพื่อนฉัน ฝันสลาย” ของ “ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล” โดยรวมอาจไม่ได้ชอบหนังมาก แต่ก็รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินระหว่างนั่งดู จากหลายๆ องค์ประกอบในภาพยนตร์ ที่บางส่วนก็ดี บางส่วนก็แปลก บางส่วนก็ฮา และบางส่วนโดนใจตัวเองเป็นการส่วนตัว

ของแถมก่อนดูหนัง

(ก) ก่อนจะเข้าไปดูหนัง เจอ “แอม ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ” มาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ โรง พร้อมกับสามี น่าเสียดายที่หลายปีหลัง เธอไม่ได้แสดงภาพยนตร์อีกเลย ทั้งที่สมัยเล่นหนังให้พงษ์พัฒน์ เธอก็ทำได้ดีอยู่ แล้วโดยบุคลิกภาพ เธอก็มีความพิเศษบางอย่าง คือ ไม่ใช่คนที่มีออร่าโดดเด้งแบบดารา/ซุปตาร์ซะทีเดียว แต่เป็นคนที่มีความเก๋-ขาวสว่าง ควบคู่กลมกลืนไปกับการมีบุคลิกแบบสาวออฟฟิศธรรมดา

(ข) ระหว่างดูหนังตัวอย่าง/หนังโฆษณา จู่ๆ ก็มีสิ่งที่น่าจะเป็นตัวอย่างหนังเรื่องหนึ่งถูกฉายขึ้นมา นักแสดงนำชาย คือ “กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา” และน่าจะไปถ่ายทำกันที่นิวยอร์ก ตัวภาพเคลื่อนไหวถูกคลอด้วยเพลง “ในคืนที่เราเจอะเจอกันครั้งแรก” เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ตลอดเวลา

ถ้ามันเป็นตัวอย่างหนังอย่างที่เข้าใจในตอนแรก นี่ก็เป็นตัวอย่างหนังที่อืด เอื่อย น่ารำคาญมาก จนเกิดความรู้สึกเบื่อๆ เอียนๆ แต่พอความยาวของมันเกินเลยมาตรฐานของหนังตัวอย่างไปไกล จึงเริ่มเอะใจว่า เอ๊ะ! หรือนี่มันเป็นมิวสิควิดีโอวะ? แล้วก็พบว่าใช่จริงๆ เพราะมันเป็นการคัฟเวอร์เพลง “ในคืนที่เราเจอะเจอกันครั้งแรก” โดย “วิน Sqweez Animal” และวง “กระทิงดำ” ในโปรเจ็กท์ BOYd50th

27540390_10159980999535029_3382337573703997832_n

MV ตัวนี้มีชื่อว่า “The Lost Hour” พูดถึงความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวชาวไทยคู่หนึ่ง ณ ช่วงเวลาที่หายไป เมื่อสหรัฐอเมริกาปรับเวลาย้อนกลับหลัง 1 ชั่วโมง ช่วงเดือนพฤศจิกายน เป็นผลงานการกำกับของ “นัฐวุฒิ พูนพิริยะ”

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้ามองในฐานะ MV เรื่องราวของมันก็ยังโหวงๆ ขาดๆ ยังไงชอบกล ถ้ามองในฐานะภาพเคลื่อนไหวที่อยู่ท่ามกลางหนังตัวอย่าง/หนังโฆษณาจำนวนมาก ก่อนจะชมหนังยาวในโรงภาพยนตร์ ผมก็คิดว่ามันกินเวลาคนดูเยอะเกินไป

แต่นี่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจ ที่มีการนำมิวสิควิดีโอมาฉายโชว์ในโรงภาพยนตร์ก่อนหน้าหนังยาว

เอาล่ะที่นี้มาพูดถึง “Sad Beauty เพื่อนฉัน ฝันสลาย” กันดีกว่า

1. ในฐานะที่ยังไม่ได้ดู “นางฟ้า” เท่าที่ดูจาก “Sad Beauty” พบว่าตั๊กเป็นคนมี “เรื่อง” จะเล่า แล้วก็สามารถเล่ามันออกมาได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว สนุกสนาน น่าติดตาม ชวบขบคิด (แม้คุณภาพอาจมีตกๆ หล่นๆ แหว่งๆ พร่องๆ ไปบ้าง ตามรายทาง)

ในแง่นี้ ตั๊กจึงเป็น “คนบันเทิง” ที่เติบโตมาทีละขั้น จากเด็กสาวอายุ 15 ที่ได้เล่นหนังประวัติศาสตร์ชาตินิยมรายได้เกินร้อยล้านบาท มาสู่ชีวิตนางเอกที่ระหกระเหิน ดีบ้าง แย่บ้าง แล้วกลายเป็นภรรยามหาเศรษฐี และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ (ไม่ใช่ผู้สร้างละคร ดังที่ -อดีต- นักแสดงหญิงหลายคนนิยมเป็นกัน)

มีดาราหญิงน้อยคนนัก ซึ่งจะเลือก/สามารถเดินบนเส้นทางเช่นนี้

2. ชอบที่เห็นชื่อ “บุญชัย เบญจรงคกุล” เป็นหนึ่งในทีม production designer ของหนังเรื่องนี้ (นอกจากจะเป็น executive producer) ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว แกมีส่วนร่วมทำอะไรบ้างในหน้าที่ดังกล่าว?

3. ชอบการหวนคืนจอภาพยนตร์ไทยอีกครั้งของ “ฟลอเรนซ์ วนิดา เฟเวอร์”

26730790_588312948182842_1135019295261159187_n

ตามรสนิยมส่วนตัวของผม (ซึ่งไม่ค่อยอินกับพวกนางเอกละครทีวี/ซีรีส์ยุคปัจจุบัน หรือ BNK48 กระทั่งวี วิโอเลต ที่เห็นคนใกล้ตัวชื่นชอบด้วยอารมณ์อู้หู! กันเยอะ ผมก็เฉยเอามากๆ) ฟลอเรนซ์เป็นคน “สวย” ตามบรรทัดฐานในยุคสมัยหนึ่ง ที่พวกซูเปอร์โมเดลเคยโด่งดังและป๊อปมากกว่าตอนนี้

อีกส่วนหนึ่ง คงเพราะผมกับเธอถือเป็นคนเจนเดียวกัน (ฟลอเรนซ์อายุอ่อนกว่าสองปี)

ในหนังเรื่องนี้ ถึงแม้ฟลอเรนซ์จะรับบทเป็น “โย” ดาราปากร้าย นิสัยไม่ดี ประสาทเสีย เล่นยา แถมยังต้องระเหเร่ร่อนตกระกำลำบากมากมาย แต่ในแง่รูปลักษณ์ ทั้งหน้าตาและรูปร่าง เธอยังมีเสน่ห์อยู่มากๆ เลย

4. ตัวละคร “โย” และ “พิม” เหมือนต่างเป็นตัวแทนของ “ตั๊ก บงกช”

“โย” น่าจะเป็นตัวแทนในแง่สถานภาพการเป็นนางเอกตัวร้ายๆ ของวงการ

สำหรับ “พิม” แม้ตั๊กจะให้สัมภาษณ์ว่าตัวละครรายนี้มีที่มาจากเพื่อนสนิทของเธอที่เสียชีวิตไปตอนอายุ 20 ต้นๆ แต่ผมรู้สึกว่า “พิม” มีบุคลิกลักษณะบางอย่างที่พ้องกับเอกลักษณ์ของตั๊ก เช่น การพูดจา (พูดอะไรตรงๆ ขวานผ่าซาก ด้วยภาษาเชยๆ นิดนึง เช่น ตาเราเป็นอย่างงี้ แกว่าเรายัง “สมควร” ขับรถอีกเหรอวะ?)

sb 3

5. ชอบการเล่นกับแสงสีขาวๆ เจิดจ้า ชวนแสบตา ในชีวิตมายาของโย

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ คนทำแตะประเด็นเรื่องการเล่นยาของโยได้เบามือดี โยอาจเล่นยา โยอาจเป็นผู้หญิงเริงราตรี โยอาจมีอาการประสาทหลอนเป็นครั้งคราว

แต่ถ้าจะมีส่วนที่ย่ำแย่หนักหนาสาหัสในชีวิตเธอ มันกลับไม่ได้แย่เพราะการเสพยา (ที่แทบจะกลายเป็นวิถีชีวิตสามัญปกติไปแล้ว) มันแย่เพราะอะไรอย่างอื่นมากกว่า

6. ชอบโมเมนต์สวดมนต์ทั้งสองหนของพิม

คือ การสวดมนต์ก่อนจะไปท่องราตรี หลังตรวจพบมะเร็ง และการสวดมนต์หลังเห็นพลุ (ฉลองปีใหม่?) มันดูเป็นความพยายามจะฉายให้เห็นภาวะขัดแย้ง (โศกเศร้ากับสนุก/ปลดปล่อยระบายความทุกข์ และเฉลิมฉลองกับร่วงโรย) อย่างทื่อๆ ซื่อๆ ตรงๆ ดี

แล้วก็ชอบตอนที่พิมแต่งชุดนักศึกษารำไทยอยู่ในห้องพัก โดยมีโยนอนอยู่บนเตียง เข้าใจว่าฟังก์ชั่นของฉากนี้ คงคล้ายๆ กับฉากสวดมนต์นั่นแหละ (ประมาณว่า โดยพื้นฐาน พิมเป็นกุลสตรี เด็กดี เด็กเรียบร้อยนะ แต่อีกด้าน เธอก็มีภาวะกร้านโลก ทั้งจากการคบหากับโยและจากชีวิตครอบครัวของเธอเอง)

แต่ระหว่างดูก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใส่อะไรแบบนี้เข้ามาในหนัง แม้ผมจะสนุกและขำขันกับมันก็ตามที 55

ที่สำคัญ หลังจากนั้น เราก็ไม่เห็นพิมรำหรือแสดงความข้องเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทยอีกเลย 555

7. ชอบฉากฆาตกรรมด้วยมีดมากๆ มันมีลักษณะของความเป็นหนังสั้น หนังอินดี้ทุนน้อย ดิบๆ ง่ายๆ แต่ก็ยิ่งขับเน้นให้เห็นภาวะหวั่นไหว ประสาทแดก บ้าบอ จัดการปัญหาไม่ได้ ของตัวละครนำสองคนได้ดี (ทีแรกแอบจินตนาการเพ้อๆ ว่าอาจจะมีโมเมนต์แบบแทงไม่เข้า เพราะคนโดนแทงมีรอยสักที่ถูกโคลสอัพอยู่บ่อยๆ 555)

8. ชอบการใส่เพลง “คนขี้เหงา” เข้ามาในช่วงโร้ดมูฟวี่กลางหนัง ระหว่างดูถึงตอนนี้ ก็เริ่มเคลิ้มๆ และนึกถึงคลิปล่าสุดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ที่เอาเพลงดังกล่าวมาทำใหม่พอดี

ขณะกำลังฮัม “Lonely, Mr.Lonely” อยู่ในใจ จู่ๆ ยัยเด็กสองคนในหนังมันก็ดันลงความเห็นพร้อมกันว่าเพลงนี้มันเศร้าไม่เวิร์กว่ะ เลยกด eject เทปคาสเส็ตจากเครื่องเล่นซะงั้น (รถมันยังมีเครื่องเล่นเทปอยู่!) แล้วหันไปเปิดวิทยุเจอเพลง “ขาหมู” ซึ่งสองคนนี้มันก็แหกปากร้องตาม ชื่นมื่น ชอบใจ กันยกใหญ่

ดีที่ผมเองก็ชอบเพลงนี้ของ “แทตทู คัลเลอร์” อยู่เหมือนกัน

9. แน่นอน ชอบ “ฉากทำลายศพ” ในหนังเรื่องนี้มากๆ และเห็นว่ามันเป็นหนึ่งในสิ่งที่แปลกใหม่-น่าตื่นตาของวงการหนังไทยปีนี้เลยด้วยซ้ำ

sb 2

10. ช่วงกลางเรื่อง บางคนอาจรู้สึกว่าค่อนข้างเตลิดไปไกล แต่ผมกลับชอบประเด็นหลักที่มันพาคนดูไปเจอนะ

นั่นคือสภาวะของความสับสน งงงวย ในทางจริยธรรม ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันอาจเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” กับ “ฝันร้าย/ความผิดบาป” ที่คงหลอนคนชั้นกลางกรุงเทพฯ (จำนวนหนึ่ง) อยู่พอสมควร ในช่วงเกือบๆ ทศวรรษที่ผ่านมา

ฝันร้ายที่ว่า “คุณทั้ง (ร่วม) ฆ่าคน คุณทั้ง (ร่วม) ทำลายศพ คุณทั้งพยายามจะลบลืมเรื่องราว สุดท้าย คุณจะดีลกับมันยังไงวะ?” (ไม่ว่าการฆ่าจะมีชอบธรรมแค่ไหน? และสมเหตุผลเพียงใด? ก็ตาม)

เมื่อเหตุการณ์สุดสยองพ้นผ่านไปแล้ว เมื่อมิตรภาพถูกทดสอบ (มีเหินห่าง มีคืนดี) เสร็จเรียบร้อย เมื่อต่างคนต่างต้องไปเผชิญหน้ากับบททดสอบอื่นๆ ในชีวิตของตัวเอง (พยายามคืนวงการบันเทิงและมีรักใหม่ หรือพยายามรักษาตัวจากโรคร้าย)

แต่บางคนดันสลัด “อดีตบาดแผล” ตรงจุดนั้นได้ไม่หลุด น่าสนใจมากว่าคนสลัดไม่หลุดดันเป็นนางเอกเหลวแหลกเลอะเทอะ (ผู้ไม่ได้เป็นมือฆ่า/มือทำลายหลักฐาน – เป็นแค่ผู้ร่วมกระทำผิด) อย่างโย ขณะที่คนป่วย/คนเพิ่งมีบาดแผลทางครอบครัวอย่างพิม กลับไม่ค่อยรู้สึกรู้สาหรือหวนรำลึกถึงเรื่องโหดร้ายดังกล่าวสักเท่าไหร่

พูดอีกอย่างคือ พิมนิ่ง/เลือดเย็น/โหดกว่าโย

sb 4

11. อีกอย่างที่น่าดีใจ คือ นี่เป็นหนังของผู้กำกับหญิง ที่เดินเรื่องด้วยตัวละครนำหญิงสองคน ส่วนตัวละครผู้ชายที่พอจะโดดเด่นอยู่บ้าง ล้วนมีสถานะเป็นเพียงส่วนเกิน/ส่วนเติมเต็มบางอย่าง บ้างก็ดำรงอยู่เพื่อจะถูกทำลายล้าง, บ้างก็ดำรงอยู่เพื่อช่วยทำลายหลักฐาน/ลบล้างความผิด (ทีแรกนึกว่า “น้าแดง” จะมีบทบาทมากกว่านั้น จากสายตาที่มองโย) หรือบ้างก็ดำรงอยู่เพื่อเป็นคู่นอนของผู้หญิงเซเลบ (แถมดันเป็นผู้ชายใจเสาะกลัวโรงพยาบาลอีกต่างหาก)

12. ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบช่วงท้ายๆ/ตอนจบของหนังหรือไม่ คือ รู้สึกว่ามันถูกครุ่นคิด ถูกออกแบบ มาดีและซับซ้อนพอสมควร (ตามความเห็นส่วนตัว อย่างน้อย ซีนปิดฉากก็คมคายอยู่นะ)

เพียงแต่โดยรวมๆ หนังกลับมีอาการแผ่วปลาย จนสื่อหรือถ่ายทอดอารมณ์ห้วงสุดท้ายออกมาได้ “ไม่ถึง” หรือ “ไม่สุด”

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ทำความรู้จัก “อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรก ที่คว้า “ออสการ์เกียรติยศ”

“อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับหญิงวัย 89 ปี ผู้ถือกำเนิดที่ประเทศเบลเยี่ยม และเป็นคนทำหนังสตรีเพียงรายเดียวในขบวนการ “เฟรนช์ นิว เวฟ” ของฝรั่งเศส เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ ในงาน Governors Awards เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

นับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีรายแรกที่ได้รับรางวัลสาขานี้

varda oscars 1

ก่อนหน้านี้ วาร์ดาเคยกล่าวในเชิงตัดพ้อถึงการมอบรางวัลเกียรติยศดังกล่าวอยู่บ้าง ว่าตนเองได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จบ่อยครั้งมากๆ ในระดับสามเดือนต่อหนึ่งรางวัล

“ฉันแก่แล้ว พวกเขาก็เลยไม่รู้ว่าจะให้อะไรกับฉันดี” วาร์ดากล่าวและว่า “มันน่าหัวร่อมาก ที่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ฉันยังคงยากจนอยู่ ทั้งยากจนกลุ่มคนดู และยากจนรายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศ รางวัลที่ได้จึงเป็นเหมือนการปลอบขวัญมากกว่า”

“ลูกสาวฉันบอกว่าฉันควรเดินทางมารับรางวัลนี้ที่สหรัฐ แต่มันเป็นแค่งานชายขอบของออสการ์ มันไม่ได้จัดมอบในเดือนกุมภาพันธ์ แต่มอบกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ฉันคิดว่านี่มันเป็นรางวัลออสการ์สำหรับคนยากจน” ผู้กำกับหญิงระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นรับรางวัลจริงๆ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

“ฉันเคยได้รับรางวัลมามากมาย แต่ที่นี่คือฮอลลีวูด เมกกะของวงการภาพยนตร์ ที่ซึ่งฉันได้รับรางวัลที่สำคัญที่สุด” วาร์ดากล่าวตอนหนึ่ง ขณะขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ก่อนจะปิดท้ายพิธีการอย่างประทับใจ ด้วยการร่วมเต้นรำกับ “แองเจลิน่า โจลี่” นักแสดงหญิงชื่อดัง ที่ขึ้นมาประกาศเกียรติคุณของเธอ

ทั้งนี้ การมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศในงาน Governors Awards ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งอีกนัยหนึ่ง นี่คือการถูกเขี่ยออกมาจากการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในช่วงต้นปี

ในระยะหลังๆ สถาบันศิลปวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกามักมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่บรรดาคนทำหนัง ที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้รางวัลออสการ์ปกติมาก่อน ดังเช่นวาร์ดาที่ไม่เคยแม้แต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์

ซึ่งตัวเธอเองก็พูดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าคนในฮอลลีวูดจะชอบงานของฉัน”

ขณะที่ “จอห์น ไบลีย์” ประธานสถาบันฯ ระบุว่า “วาร์ดาคือมรดกของขบวนการเฟรนช์ นิว เวฟ เธออาจไม่ค่อยชอบคำนี้ เพราะเธอยังคงเป็นคนทำหนังที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น แต่อย่างไรเสีย วาร์ดาก็ถือเป็นมรดกที่ยังมีลมหายใจของประวัติศาสตร์หน้านั้น”

วาร์ดาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นช่างภาพนิ่ง ก่อนจะมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง “La Pointe Courte” ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นจุดกำเนิดของเฟรนช์ นิว เวฟ ทั้งยังมีผลงานอันเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักหนังหรือคอหนังเทศกาลอีกมากมาย อาทิ “Cléo from 5 to 7” “Vagabond” และ “The Beaches of Agnès”

ภาพยนตร์ของวาร์ดามักถูกประเมินว่ามีลักษณะที่แหกคอกและแหวกแนวจากผลงานของเพื่อนคนทำหนังกลุ่มเฟรนช์ นิว เวฟ รายอื่นๆ ตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวไกล เธอทดลองทำมาแล้วทั้งภาพยนตร์ฟิกชั่น, หนังสารคดี, หนังสั้น และศิลปะจัดวาง

วาร์ดาเคยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการทำหนังฟิกชั่นกับสารคดีเอาไว้ว่า “เมื่อฉันทำหนังฟิกชั่น แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสามัญชน ฉันก็ต้องเขียนบท ฉันมีแนวความคิดของตัวเอง ฉันต้องจัดเรียงบทสนทนา ภาพยนตร์แนวฟิกชั่นคือหนังของฉัน แต่เมื่อฉันทำหนังสารคดี ฉันมีหน้าที่ต้องรับใช้ผู้คน ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้น”

varda

ยิ่งกว่านั้น วาร์ดายังถือเป็นคนทำหนังเพศหญิงรุ่นบุกเบิก ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่สตรีรุ่นหลังๆ โดยเมื่อครั้งที่เริ่มสร้างสรรรค์ผลงานภาพยนตร์ เธอประมาณการว่าในประเทศฝรั่งเศส มีคนทำหนังผู้หญิงอยู่เพียงสามคนเท่านั้น อย่างไรก็ดี จุดตั้งต้นในการทำหนังของวาร์ดาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเพศสภาพเสียทีเดียว

“ตอนเริ่มทำหนัง จุดที่ฉันสนใจไม่ใช่เรื่องความเป็นผู้หญิง แต่เพราะฉันต้องการทำหนังที่มีลักษณะถึงรากถึงโคน ทว่า ปัจจุบัน ผู้กำกับภาพยนตร์จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส คือ ผู้หญิง เรามีผู้กำกับหนังและผู้กำกับภาพที่เป็นสตรีในจำนวนมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันขอบอกว่าที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะพวกเราพยายามผลักดันแนวคิดที่ว่า พวกเธอสามารถทำหนังได้ มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าพวกเธอไม่มีศักยภาพในการทำงานประเภทนี้ ผู้หญิงสามารถทำงานทุกส่วนในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ เพราะพวกเธอมีความฉลาดและเข้มแข็ง” วาร์ดา กล่าว

faces places

ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของวาร์ดา คือ “Faces Places” ซึ่งเธอกำกับร่วมกับ “เจอาร์” ศิลปินหนุ่มแนวสตรีทวัย 34 ปี

ในหนังเรื่องนี้ คู่หูต่างเพศ ต่างวัย ต่างแนวทางการทำงานสองคน ออกเดินทางไปยังย่านชนบทของประเทศฝรั่งเศส เพื่อพบปะกับผู้คนธรรมดาสามัญจำนวนมาก แล้วรับฟังเรื่องเล่าของพวกเขา ก่อนจะทำการถ่ายภาพพอร์เทรทขนาดใหญ่ของคนเหล่านั้น เพื่อนำไปแปะติดตามอาคารสถานที่ต่างๆ

“เราพยายามที่จะแจ่มใส โลกใบนี้มันช่างสับสนวุ่นวาย เราตัดสินใจที่จะไม่พูดถึงความอลหม่านดังกล่าวไปมากกว่านี้” วาร์ดาพูดถึงคอนเซ็ปท์รวมๆ ของหนังเรื่องล่าสุด และว่า “บางทีเราก็ร่าเริง บางครั้งเราชอบที่จะยิ้มแย้ม บางคราว เราก็รักผู้คนทั้งหลายเหลือเกิน และเราก็อยากให้พวกคุณรักพวกเขาเช่นเดียวกัน”

รวมคมคิดของวาร์ดา

“ฉันไม่อยากถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับคนที่มีอำนาจ แต่ฉันสนใจในบรรดาขบถ หรือผู้คนที่พยายามต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเขาเองมากกว่า”

“ฉันไม่เคยทำหนังที่เล่าเรื่องราวของชนชั้นกระฎุมพี ฉันปรารถนาที่จะอุทิศตนให้แก่การเล่าเรื่องราวของกรรมกรท่าเรือ, ชาวประมง, คนไร้บ้าน, ชนชั้นแรงงาน หรือผู้คนที่เข้าไม่ถึงอำนาจ นอกจากนี้ ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ฉันพยายามจะบอกกับผู้หญิงคนอื่นๆ ว่า ได้โปรดออกมาจากห้องครัว แล้วมาสร้างเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมกันเถอะ”

1504550_636604686389428_1780515677_n

“มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่า ‘อานเญส เราขอมอบรางวัลให้คุณ’ แต่พอฉันย้อนถามไปว่า ‘แล้วเงินทำหนังล่ะอยู่ที่ไหน?’ ก็ไม่มีคำตอบใดๆ หวนกลับมา ที่บ้านฉันมีสิงสาราสัตว์อยู่เต็มไปหมด ทั้งเสือดาว, หมี, หมา และสิงโต จากแทบทุกประเทศในทวีปยุโรป ฉันขอบคุณมากๆ นะ ที่ให้รางวัลเหล่านี้มา แต่ทำไมพวกคุณไม่ให้เงินทุนมาสนับสนุนการทำหนังเรื่องต่อไปของฉันล่ะ”

(คำถาม – คุณเคยเป็นช่างภาพก่อนมาเป็นคนทำหนัง อยากทราบว่าคุณคิดอย่างไรกับคนรุ่น ‘อินสตาแกรม เจเนอเรชั่น’?)

“รูปภาพต่างๆ ได้ถูกทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและถูกลดมูลค่าลงไป นี่คือผลลัพธ์ของพัฒนาการทางสังคม เมื่อตอนฉันเป็นสาวๆ ฉันชื่นชอบงานจิตรกรรม ฉันเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สองครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็พบว่ามันเป็นสถานที่อันร้างไร้ผู้คนอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ที่นิทรรศการแสดงผลงานของโกยาและปิกัสโซถือเป็นกิจกรรมการออกสังคมในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะฉันพยายามที่จะมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลกใบนี้ ในแง่มุมที่เป็นบวก ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่อันโตนิโอ กรัมชี่ เคยระบุเอาไว้ทำนองว่า เมื่อคุณกำลังพินิจพิเคราะห์โลก คุณต้องมองมันในแง่ร้าย แต่หากคุณกลายสภาพมาเป็นคนลงมือปฏิบัติงาน คุณก็จำเป็นต้องมองอะไรในแง่ดีเข้าไว้”

ที่มาเนื้อหา

http://www.france24.com/en/20171112-cinema-agnes-varda-hollywood-honorary-oscar-award-french-filmmaking-legend

https://www.washingtonpost.com/national/agnes-varda-reflects-on-her-ridiculous-honorary-oscar/2017/11/09/50dc43b8-c564-11e7-9922-4151f5ca6168_story.html?utm_term=.068cb91d2bd5

http://variety.com/2017/film/awards/agnes-varda-faces-places-governors-awards-2017-1202606838/

http://www.elperiodicodearagon.com/noticias/escenarios/recibir-premios-tiene-algo-ridiculo-porque-no-tengo-dinero_1229838.html

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Agnès Varda Officiel

https://www.instagram.com/agnes.varda

 

ข่าวบันเทิง

คนทำหนัง “อนธการ-ดาวคะนอง” ถูกจับตาจากสื่อต่างชาติ ในฐานะ “ผู้กำกับหญิง” ที่โดดเด่น

เว็บไซต์ feminisminindia.com ได้ตีพิมพ์บทความหัวข้อ “10 ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่น่าสนใจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ยุคปัจจุบัน”

โดยนอกจากบทความชิ้นนี้จะกล่าวถึง “คนทำหนังสตรี” จากอินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถานแล้ว ผู้เขียนคือ ” Sil Smit” ยังได้นับรวมคนทำหนังจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เข้าไปอยู่ในลิสต์ของ “ผู้กำกับหญิงเอเชียใต้” ด้วย

สำหรับ “คนทำหนังหญิง” หนึ่งเดียวจากไทย ซึ่งติดอยู่ใน 10 อันดับผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่น่าสนใจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ ก็คือ “อนุชา บุญยวรรธนะ”

อนุชา
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Anucha Boonyawatana

บทความชิ้นนี้ระบุว่า “อนธการ” หนังยาวเรื่องแรกของอนุชา คือ ภาพยนตร์ดราม่าสุดจับใจ ที่เล่าเรื่องราวของเกย์วัยรุ่นซึ่งถูกกลั่นแกล้ง เขาตกหลุมรักกับเด็กหนุ่มวัยเดียวกัน ณ สระว่ายน้ำที่มีบรรยากาศเหนือจริงเจือปนอยู่

“อนุชาสามารถสลับสับเปลี่ยนหนังของเธอ ให้เดินทางไปมาระหว่างความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ กับความเป็นดราม่าที่มุ่งจุดสนใจไปยังเรื่องการเติบโต-เรียนรู้ ได้อย่างสบายมือ” Smit ระบุ

อนธการ โปสเตอร์

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ Little White Lies ยังได้เผยแพร่บทความ “25 หนังใหม่ของผู้กำกับหญิง ที่พวกคุณต้องดู” ซึ่งเขียนโดย “Eve Watling”

โดยหนึ่งในหนัง 25 เรื่อง ที่บทความยกขึ้นมา คือ หนังไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์”

อโนชา ดาวคะนอง

บทความระบุว่าอโนชา คือ แสงสว่างนำทางให้แก่วงการภาพยนตร์อินดี้ไทยร่วมสมัย ผลงานเรื่อง “เจ้านกกระจอก” เมื่อปี 2009 ของเธอ ได้รับรางวัลไทเกอร์ อวอร์ด จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม 2010

สำหรับ “ดาวคะนอง” มีจุดกำเนิดเรื่องราวที่ตัวละครผู้กำกับภาพยนตร์หญิงรายหนึ่ง ซึ่งพยายามจะฉายภาพของการลุกขึ้นต่อสู้โดยกลุ่มนักศึกษาในอดีต

“ก่อนที่เรื่องราวจะพาเราไปสำรวจประเด็นทางชนชั้น ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณของสังคมไทยสมัยใหม่ อย่างไร้จุดสิ้นสุดและเต็มไปด้วยพลังแห่งจินตนาการ” Watling บรรยาย

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

ที่มา https://feminisminindia.com/2017/04/13/ten-female-directors-south-asia/ และ http://lwlies.com/articles/25-new-films-by-female-directors-sofia-coppola-kathryn-bigelow/

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

บทสัมภาษณ์ “พิมพกา” ในสีสันปี 2546 : “คืนไร้เงา” นายทุน คนดู นิโคล สิริยากร และพงษ์พัฒน์

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนของบทสัมภาษณ์ พิมพกา ตัวตนที่ค้นเจอ ใน “คืนไร้เงา” โดย เศารยะ พงศ์พันธ์กุล จากนิตยสารสีสัน ปีที่ 14 ฉบับที่ 9 พ.ศ.2546 มาเผยแพร่อีกครั้ง

เนื่องในโอกาสที่วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 14-15 ม.ค.นี้ จะมีงานฉายหนังโปรแกรมพิเศษ FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA ที่ห้องสมุด The Reading Room สีลม

โลกทัศน์-ความเชื่อเมื่อเกือบ 14 ปีก่อน ของผู้กำกับหญิงคนเก่งจะเป็นเช่นไร เชิญอ่าน

การทำหนังแบบไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดู และไม่เอาเปรียบตัวเอง

“เราก็คิดเหมือนคนอื่น ที่อยากทำหนังแล้วอยากให้คนดูน่ะ แต่ทีนี้คนดูของเราเขาจะดูมากดูน้อยเราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราจะรู้สึกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่มันใหญ่กว่าหนังสั้นแน่ๆ ที่เราจะต้องสื่อสารเขา แล้วก็นายทุนเขาให้เงินเรามา ซึ่งหนังมันแพงมาก เราก็ไม่อยากให้เขาขาดทุนกับเรา เพราะว่าถ้าเขาขาดทุนกับเรานี่ มันก็ไม่แฟร์กับเขา ใช่ไหม คือข้อหนึ่งเราต้องบาลานซ์ทุกอย่างเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเราทำแล้วเอาเปรียบใคร

อย่างน้อยคือไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดูหนัง แล้วก็ไม่เอาเปรียบตัวเอง คือทุกสิ่งทุกอย่าง มันต้องบาลานซ์ทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดหนังต้องมีความเป็น unique ในแบบหนึ่ง เพราะเราจะทำหนังทำไม ถ้าเราไม่อยากจะทำอะไรที่มันแสดงออกในแง่มุมที่ต่างจากคนอื่น เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้กระเสือกกระสนจะมาทำหนัง จริงๆ ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว” (หัวเราะ)

img_1353

คนดูคือครูของคนทำหนัง

“หนังเราจะเป็นการเรียนรู้ของเรากับคนดู คนดูก็จะเรียนรู้เรา แล้วเราก็จะเรียนรู้คนดูด้วย เพราะฉะนั้น มันจะเป็นการสอนเราด้วยว่าฉันทำหนังแบบนี้มา เราพร้อมที่จะรับมันไหม คือการเข้ามาดูของเขาคือการสอนเรา เพราะเราถือว่าคนดูคือครูของเรา เราไม่ได้คิดว่าเราเป็นครูของคนดู เพราะเราทำเทศกาลหนังมา เรารู้ว่ามีคนที่อยากดูอะไรที่แตกต่าง เพียงแต่ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดูในกระแสหลัก มันเหมือนคนพวกนี้เขาจะค่อยๆ ออกมา ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยนะ มันมีอยู่จริงๆ เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงให้คนที่ไม่มีโอกาสได้ดูค่อยๆ เข้ามากัน เราอยากให้พวกนี้เป็นครูน่ะ เป็นครูของคนทำหนัง คนดูหนังเองช่วยพัฒนาคนทำหนังนะ จริงๆ เราคิดว่าอย่างนั้น”

img_1360

ว่าด้วย “นิโคล” กับ “สิริยากร”

“ตอนแรกเขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะ approach นิโคล แกรมมี่ก็ตกใจ คือทุกคนจะบอกว่า จะเป็นไปได้เหรอ ถ้าทุกคนอ่านบทมันคือภาพตรงของ กี้ (นิโคล) น่ะ เจอเขาวันแรกก็นั่งคุยกัน จากวูบแรกที่เห็นเขารู้สึกว่า กี้ มีด้านอ่อนกับด้านแข็งอยู่ อยู่ที่ว่าเขาหันทางไหน แล้วเขามีบางอย่างที่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ตรงนี้เขาสามารถกลืนได้ แล้วเราอยากได้คนแบบนี้ ซึ่งตัวเดินเรื่องในเรื่องนี้เป็นผู้หญิงแข็งมาก หนังมันจะกลายเป็นแบบเฟมินิสต์น่ะนึกออกไหม ฉันนี่กะจะมาลุยอย่างเดียว คือความเป็นผู้หญิงควรจะมี 2 ด้านไง

อีกอย่างหนึ่งคือ โดยบังเอิญนะ อุ้ม กับ กี้ ตัวเท่ากัน มีบางอย่างคล้ายกัน แต่เขาไม่เหมือนกันเลย ซึ่งเป็นแคสต์ที่ดีมากเวลาอยู่บนเฟรม อยู่ในจอ เขาต่างกันมาก แต่ถ้ามองดีๆ สองคนนี้มีอะไรบางอย่างคล้ายกันในเชิง…อย่างหน้าหรือ physical บางอย่าง ซึ่งเราค่อนข้างพอใจ”

img_1361

“พงษ์พัฒน์” และนักแสดงชายรายอื่นๆ

“…แล้วจริงๆ เรื่องนี้มันดำเนินเรื่องแค่สองคน แล้ว พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) เขาเป็นตัวบาลานซ์อีกตัว พี่อ๊อฟเล่นเป็นพี่ชายของคนที่หายตัวไป พี่อ๊อฟ นี่เก่งมาก เราได้เรียนรู้อะไรจากเขาเยอะเลยนะ เยี่ยมมากๆ จะว่าไปแล้ว พงษ์พัฒน์ นี่สุดยอด คือรู้สึกว่าตัวเองโชคดีน่ะ มันเหมือนกับได้รับเกียรติที่คนพวกนี้เขามาเล่น เราได้เรียนรู้จากเขา หรือแม้กระทั่งแบบ คุณโกวิท (วัฒนกุล) คุณโกวิท เก่งมากๆ แล้วเราก็ประทับใจน่ะคือคนรุ่นนี้เป็นรุ่นที่…คือเขาผ่านการแสดงมาเยอะแล้ว แล้วเขาเข้าใจการเล่นเป็นธรรมชาตินะ เขาเล่นเป็นธรรมชาติมากๆ เลย เล่นดีมาก แล้วเราได้เรียนรู้จากเขาเยอะมาก หรือแม้กระทั่งแบบ คุณกุ้ง กิตติคุณ (เชียรสงค์) คือรู้สึก ในฐานะที่เราเป็นผู้กำกับ เราเห็นอะไรที่มันเปิดแง่มุมโลกทัศน์เรา แล้วคนพวกนี้เขาฟังเรา เขาก็ trust เรา แล้วมันเป็นเกียรติที่รู้สึกภูมิใจ”

“คืนไร้เงา” จะถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง ในวันที่ 14 มกราคม เวลาหนึ่งทุ่มตรง ในงาน FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA

คลิกอ่านรายละเอียดของโปรแกรมทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/1351029458250928/