ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ทำความรู้จัก “อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรก ที่คว้า “ออสการ์เกียรติยศ”

“อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับหญิงวัย 89 ปี ผู้ถือกำเนิดที่ประเทศเบลเยี่ยม และเป็นคนทำหนังสตรีเพียงรายเดียวในขบวนการ “เฟรนช์ นิว เวฟ” ของฝรั่งเศส เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ ในงาน Governors Awards เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

นับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีรายแรกที่ได้รับรางวัลสาขานี้

varda oscars 1

ก่อนหน้านี้ วาร์ดาเคยกล่าวในเชิงตัดพ้อถึงการมอบรางวัลเกียรติยศดังกล่าวอยู่บ้าง ว่าตนเองได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จบ่อยครั้งมากๆ ในระดับสามเดือนต่อหนึ่งรางวัล

“ฉันแก่แล้ว พวกเขาก็เลยไม่รู้ว่าจะให้อะไรกับฉันดี” วาร์ดากล่าวและว่า “มันน่าหัวร่อมาก ที่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ฉันยังคงยากจนอยู่ ทั้งยากจนกลุ่มคนดู และยากจนรายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศ รางวัลที่ได้จึงเป็นเหมือนการปลอบขวัญมากกว่า”

“ลูกสาวฉันบอกว่าฉันควรเดินทางมารับรางวัลนี้ที่สหรัฐ แต่มันเป็นแค่งานชายขอบของออสการ์ มันไม่ได้จัดมอบในเดือนกุมภาพันธ์ แต่มอบกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ฉันคิดว่านี่มันเป็นรางวัลออสการ์สำหรับคนยากจน” ผู้กำกับหญิงระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นรับรางวัลจริงๆ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

“ฉันเคยได้รับรางวัลมามากมาย แต่ที่นี่คือฮอลลีวูด เมกกะของวงการภาพยนตร์ ที่ซึ่งฉันได้รับรางวัลที่สำคัญที่สุด” วาร์ดากล่าวตอนหนึ่ง ขณะขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ก่อนจะปิดท้ายพิธีการอย่างประทับใจ ด้วยการร่วมเต้นรำกับ “แองเจลิน่า โจลี่” นักแสดงหญิงชื่อดัง ที่ขึ้นมาประกาศเกียรติคุณของเธอ

ทั้งนี้ การมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศในงาน Governors Awards ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งอีกนัยหนึ่ง นี่คือการถูกเขี่ยออกมาจากการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในช่วงต้นปี

ในระยะหลังๆ สถาบันศิลปวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกามักมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่บรรดาคนทำหนัง ที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้รางวัลออสการ์ปกติมาก่อน ดังเช่นวาร์ดาที่ไม่เคยแม้แต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์

ซึ่งตัวเธอเองก็พูดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าคนในฮอลลีวูดจะชอบงานของฉัน”

ขณะที่ “จอห์น ไบลีย์” ประธานสถาบันฯ ระบุว่า “วาร์ดาคือมรดกของขบวนการเฟรนช์ นิว เวฟ เธออาจไม่ค่อยชอบคำนี้ เพราะเธอยังคงเป็นคนทำหนังที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น แต่อย่างไรเสีย วาร์ดาก็ถือเป็นมรดกที่ยังมีลมหายใจของประวัติศาสตร์หน้านั้น”

วาร์ดาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นช่างภาพนิ่ง ก่อนจะมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง “La Pointe Courte” ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นจุดกำเนิดของเฟรนช์ นิว เวฟ ทั้งยังมีผลงานอันเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักหนังหรือคอหนังเทศกาลอีกมากมาย อาทิ “Cléo from 5 to 7” “Vagabond” และ “The Beaches of Agnès”

ภาพยนตร์ของวาร์ดามักถูกประเมินว่ามีลักษณะที่แหกคอกและแหวกแนวจากผลงานของเพื่อนคนทำหนังกลุ่มเฟรนช์ นิว เวฟ รายอื่นๆ ตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวไกล เธอทดลองทำมาแล้วทั้งภาพยนตร์ฟิกชั่น, หนังสารคดี, หนังสั้น และศิลปะจัดวาง

วาร์ดาเคยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการทำหนังฟิกชั่นกับสารคดีเอาไว้ว่า “เมื่อฉันทำหนังฟิกชั่น แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสามัญชน ฉันก็ต้องเขียนบท ฉันมีแนวความคิดของตัวเอง ฉันต้องจัดเรียงบทสนทนา ภาพยนตร์แนวฟิกชั่นคือหนังของฉัน แต่เมื่อฉันทำหนังสารคดี ฉันมีหน้าที่ต้องรับใช้ผู้คน ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้น”

varda

ยิ่งกว่านั้น วาร์ดายังถือเป็นคนทำหนังเพศหญิงรุ่นบุกเบิก ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่สตรีรุ่นหลังๆ โดยเมื่อครั้งที่เริ่มสร้างสรรรค์ผลงานภาพยนตร์ เธอประมาณการว่าในประเทศฝรั่งเศส มีคนทำหนังผู้หญิงอยู่เพียงสามคนเท่านั้น อย่างไรก็ดี จุดตั้งต้นในการทำหนังของวาร์ดาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเพศสภาพเสียทีเดียว

“ตอนเริ่มทำหนัง จุดที่ฉันสนใจไม่ใช่เรื่องความเป็นผู้หญิง แต่เพราะฉันต้องการทำหนังที่มีลักษณะถึงรากถึงโคน ทว่า ปัจจุบัน ผู้กำกับภาพยนตร์จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส คือ ผู้หญิง เรามีผู้กำกับหนังและผู้กำกับภาพที่เป็นสตรีในจำนวนมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันขอบอกว่าที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะพวกเราพยายามผลักดันแนวคิดที่ว่า พวกเธอสามารถทำหนังได้ มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าพวกเธอไม่มีศักยภาพในการทำงานประเภทนี้ ผู้หญิงสามารถทำงานทุกส่วนในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ เพราะพวกเธอมีความฉลาดและเข้มแข็ง” วาร์ดา กล่าว

faces places

ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของวาร์ดา คือ “Faces Places” ซึ่งเธอกำกับร่วมกับ “เจอาร์” ศิลปินหนุ่มแนวสตรีทวัย 34 ปี

ในหนังเรื่องนี้ คู่หูต่างเพศ ต่างวัย ต่างแนวทางการทำงานสองคน ออกเดินทางไปยังย่านชนบทของประเทศฝรั่งเศส เพื่อพบปะกับผู้คนธรรมดาสามัญจำนวนมาก แล้วรับฟังเรื่องเล่าของพวกเขา ก่อนจะทำการถ่ายภาพพอร์เทรทขนาดใหญ่ของคนเหล่านั้น เพื่อนำไปแปะติดตามอาคารสถานที่ต่างๆ

“เราพยายามที่จะแจ่มใส โลกใบนี้มันช่างสับสนวุ่นวาย เราตัดสินใจที่จะไม่พูดถึงความอลหม่านดังกล่าวไปมากกว่านี้” วาร์ดาพูดถึงคอนเซ็ปท์รวมๆ ของหนังเรื่องล่าสุด และว่า “บางทีเราก็ร่าเริง บางครั้งเราชอบที่จะยิ้มแย้ม บางคราว เราก็รักผู้คนทั้งหลายเหลือเกิน และเราก็อยากให้พวกคุณรักพวกเขาเช่นเดียวกัน”

รวมคมคิดของวาร์ดา

“ฉันไม่อยากถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับคนที่มีอำนาจ แต่ฉันสนใจในบรรดาขบถ หรือผู้คนที่พยายามต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเขาเองมากกว่า”

“ฉันไม่เคยทำหนังที่เล่าเรื่องราวของชนชั้นกระฎุมพี ฉันปรารถนาที่จะอุทิศตนให้แก่การเล่าเรื่องราวของกรรมกรท่าเรือ, ชาวประมง, คนไร้บ้าน, ชนชั้นแรงงาน หรือผู้คนที่เข้าไม่ถึงอำนาจ นอกจากนี้ ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ฉันพยายามจะบอกกับผู้หญิงคนอื่นๆ ว่า ได้โปรดออกมาจากห้องครัว แล้วมาสร้างเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมกันเถอะ”

1504550_636604686389428_1780515677_n

“มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่า ‘อานเญส เราขอมอบรางวัลให้คุณ’ แต่พอฉันย้อนถามไปว่า ‘แล้วเงินทำหนังล่ะอยู่ที่ไหน?’ ก็ไม่มีคำตอบใดๆ หวนกลับมา ที่บ้านฉันมีสิงสาราสัตว์อยู่เต็มไปหมด ทั้งเสือดาว, หมี, หมา และสิงโต จากแทบทุกประเทศในทวีปยุโรป ฉันขอบคุณมากๆ นะ ที่ให้รางวัลเหล่านี้มา แต่ทำไมพวกคุณไม่ให้เงินทุนมาสนับสนุนการทำหนังเรื่องต่อไปของฉันล่ะ”

(คำถาม – คุณเคยเป็นช่างภาพก่อนมาเป็นคนทำหนัง อยากทราบว่าคุณคิดอย่างไรกับคนรุ่น ‘อินสตาแกรม เจเนอเรชั่น’?)

“รูปภาพต่างๆ ได้ถูกทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและถูกลดมูลค่าลงไป นี่คือผลลัพธ์ของพัฒนาการทางสังคม เมื่อตอนฉันเป็นสาวๆ ฉันชื่นชอบงานจิตรกรรม ฉันเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สองครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็พบว่ามันเป็นสถานที่อันร้างไร้ผู้คนอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ที่นิทรรศการแสดงผลงานของโกยาและปิกัสโซถือเป็นกิจกรรมการออกสังคมในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะฉันพยายามที่จะมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลกใบนี้ ในแง่มุมที่เป็นบวก ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่อันโตนิโอ กรัมชี่ เคยระบุเอาไว้ทำนองว่า เมื่อคุณกำลังพินิจพิเคราะห์โลก คุณต้องมองมันในแง่ร้าย แต่หากคุณกลายสภาพมาเป็นคนลงมือปฏิบัติงาน คุณก็จำเป็นต้องมองอะไรในแง่ดีเข้าไว้”

ที่มาเนื้อหา

http://www.france24.com/en/20171112-cinema-agnes-varda-hollywood-honorary-oscar-award-french-filmmaking-legend

https://www.washingtonpost.com/national/agnes-varda-reflects-on-her-ridiculous-honorary-oscar/2017/11/09/50dc43b8-c564-11e7-9922-4151f5ca6168_story.html?utm_term=.068cb91d2bd5

http://variety.com/2017/film/awards/agnes-varda-faces-places-governors-awards-2017-1202606838/

http://www.elperiodicodearagon.com/noticias/escenarios/recibir-premios-tiene-algo-ridiculo-porque-no-tengo-dinero_1229838.html

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Agnès Varda Officiel

https://www.instagram.com/agnes.varda

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง

คนทำหนัง “อนธการ-ดาวคะนอง” ถูกจับตาจากสื่อต่างชาติ ในฐานะ “ผู้กำกับหญิง” ที่โดดเด่น

เว็บไซต์ feminisminindia.com ได้ตีพิมพ์บทความหัวข้อ “10 ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่น่าสนใจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ยุคปัจจุบัน”

โดยนอกจากบทความชิ้นนี้จะกล่าวถึง “คนทำหนังสตรี” จากอินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถานแล้ว ผู้เขียนคือ ” Sil Smit” ยังได้นับรวมคนทำหนังจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เข้าไปอยู่ในลิสต์ของ “ผู้กำกับหญิงเอเชียใต้” ด้วย

สำหรับ “คนทำหนังหญิง” หนึ่งเดียวจากไทย ซึ่งติดอยู่ใน 10 อันดับผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่น่าสนใจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ ก็คือ “อนุชา บุญยวรรธนะ”

อนุชา
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Anucha Boonyawatana

บทความชิ้นนี้ระบุว่า “อนธการ” หนังยาวเรื่องแรกของอนุชา คือ ภาพยนตร์ดราม่าสุดจับใจ ที่เล่าเรื่องราวของเกย์วัยรุ่นซึ่งถูกกลั่นแกล้ง เขาตกหลุมรักกับเด็กหนุ่มวัยเดียวกัน ณ สระว่ายน้ำที่มีบรรยากาศเหนือจริงเจือปนอยู่

“อนุชาสามารถสลับสับเปลี่ยนหนังของเธอ ให้เดินทางไปมาระหว่างความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ กับความเป็นดราม่าที่มุ่งจุดสนใจไปยังเรื่องการเติบโต-เรียนรู้ ได้อย่างสบายมือ” Smit ระบุ

อนธการ โปสเตอร์

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ Little White Lies ยังได้เผยแพร่บทความ “25 หนังใหม่ของผู้กำกับหญิง ที่พวกคุณต้องดู” ซึ่งเขียนโดย “Eve Watling”

โดยหนึ่งในหนัง 25 เรื่อง ที่บทความยกขึ้นมา คือ หนังไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์”

อโนชา ดาวคะนอง

บทความระบุว่าอโนชา คือ แสงสว่างนำทางให้แก่วงการภาพยนตร์อินดี้ไทยร่วมสมัย ผลงานเรื่อง “เจ้านกกระจอก” เมื่อปี 2009 ของเธอ ได้รับรางวัลไทเกอร์ อวอร์ด จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม 2010

สำหรับ “ดาวคะนอง” มีจุดกำเนิดเรื่องราวที่ตัวละครผู้กำกับภาพยนตร์หญิงรายหนึ่ง ซึ่งพยายามจะฉายภาพของการลุกขึ้นต่อสู้โดยกลุ่มนักศึกษาในอดีต

“ก่อนที่เรื่องราวจะพาเราไปสำรวจประเด็นทางชนชั้น ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณของสังคมไทยสมัยใหม่ อย่างไร้จุดสิ้นสุดและเต็มไปด้วยพลังแห่งจินตนาการ” Watling บรรยาย

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

ที่มา https://feminisminindia.com/2017/04/13/ten-female-directors-south-asia/ และ http://lwlies.com/articles/25-new-films-by-female-directors-sofia-coppola-kathryn-bigelow/

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

บทสัมภาษณ์ “พิมพกา” ในสีสันปี 2546 : “คืนไร้เงา” นายทุน คนดู นิโคล สิริยากร และพงษ์พัฒน์

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนของบทสัมภาษณ์ พิมพกา ตัวตนที่ค้นเจอ ใน “คืนไร้เงา” โดย เศารยะ พงศ์พันธ์กุล จากนิตยสารสีสัน ปีที่ 14 ฉบับที่ 9 พ.ศ.2546 มาเผยแพร่อีกครั้ง

เนื่องในโอกาสที่วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 14-15 ม.ค.นี้ จะมีงานฉายหนังโปรแกรมพิเศษ FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA ที่ห้องสมุด The Reading Room สีลม

โลกทัศน์-ความเชื่อเมื่อเกือบ 14 ปีก่อน ของผู้กำกับหญิงคนเก่งจะเป็นเช่นไร เชิญอ่าน

การทำหนังแบบไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดู และไม่เอาเปรียบตัวเอง

“เราก็คิดเหมือนคนอื่น ที่อยากทำหนังแล้วอยากให้คนดูน่ะ แต่ทีนี้คนดูของเราเขาจะดูมากดูน้อยเราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราจะรู้สึกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่มันใหญ่กว่าหนังสั้นแน่ๆ ที่เราจะต้องสื่อสารเขา แล้วก็นายทุนเขาให้เงินเรามา ซึ่งหนังมันแพงมาก เราก็ไม่อยากให้เขาขาดทุนกับเรา เพราะว่าถ้าเขาขาดทุนกับเรานี่ มันก็ไม่แฟร์กับเขา ใช่ไหม คือข้อหนึ่งเราต้องบาลานซ์ทุกอย่างเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเราทำแล้วเอาเปรียบใคร

อย่างน้อยคือไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดูหนัง แล้วก็ไม่เอาเปรียบตัวเอง คือทุกสิ่งทุกอย่าง มันต้องบาลานซ์ทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดหนังต้องมีความเป็น unique ในแบบหนึ่ง เพราะเราจะทำหนังทำไม ถ้าเราไม่อยากจะทำอะไรที่มันแสดงออกในแง่มุมที่ต่างจากคนอื่น เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้กระเสือกกระสนจะมาทำหนัง จริงๆ ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว” (หัวเราะ)

img_1353

คนดูคือครูของคนทำหนัง

“หนังเราจะเป็นการเรียนรู้ของเรากับคนดู คนดูก็จะเรียนรู้เรา แล้วเราก็จะเรียนรู้คนดูด้วย เพราะฉะนั้น มันจะเป็นการสอนเราด้วยว่าฉันทำหนังแบบนี้มา เราพร้อมที่จะรับมันไหม คือการเข้ามาดูของเขาคือการสอนเรา เพราะเราถือว่าคนดูคือครูของเรา เราไม่ได้คิดว่าเราเป็นครูของคนดู เพราะเราทำเทศกาลหนังมา เรารู้ว่ามีคนที่อยากดูอะไรที่แตกต่าง เพียงแต่ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดูในกระแสหลัก มันเหมือนคนพวกนี้เขาจะค่อยๆ ออกมา ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยนะ มันมีอยู่จริงๆ เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงให้คนที่ไม่มีโอกาสได้ดูค่อยๆ เข้ามากัน เราอยากให้พวกนี้เป็นครูน่ะ เป็นครูของคนทำหนัง คนดูหนังเองช่วยพัฒนาคนทำหนังนะ จริงๆ เราคิดว่าอย่างนั้น”

img_1360

ว่าด้วย “นิโคล” กับ “สิริยากร”

“ตอนแรกเขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะ approach นิโคล แกรมมี่ก็ตกใจ คือทุกคนจะบอกว่า จะเป็นไปได้เหรอ ถ้าทุกคนอ่านบทมันคือภาพตรงของ กี้ (นิโคล) น่ะ เจอเขาวันแรกก็นั่งคุยกัน จากวูบแรกที่เห็นเขารู้สึกว่า กี้ มีด้านอ่อนกับด้านแข็งอยู่ อยู่ที่ว่าเขาหันทางไหน แล้วเขามีบางอย่างที่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ตรงนี้เขาสามารถกลืนได้ แล้วเราอยากได้คนแบบนี้ ซึ่งตัวเดินเรื่องในเรื่องนี้เป็นผู้หญิงแข็งมาก หนังมันจะกลายเป็นแบบเฟมินิสต์น่ะนึกออกไหม ฉันนี่กะจะมาลุยอย่างเดียว คือความเป็นผู้หญิงควรจะมี 2 ด้านไง

อีกอย่างหนึ่งคือ โดยบังเอิญนะ อุ้ม กับ กี้ ตัวเท่ากัน มีบางอย่างคล้ายกัน แต่เขาไม่เหมือนกันเลย ซึ่งเป็นแคสต์ที่ดีมากเวลาอยู่บนเฟรม อยู่ในจอ เขาต่างกันมาก แต่ถ้ามองดีๆ สองคนนี้มีอะไรบางอย่างคล้ายกันในเชิง…อย่างหน้าหรือ physical บางอย่าง ซึ่งเราค่อนข้างพอใจ”

img_1361

“พงษ์พัฒน์” และนักแสดงชายรายอื่นๆ

“…แล้วจริงๆ เรื่องนี้มันดำเนินเรื่องแค่สองคน แล้ว พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) เขาเป็นตัวบาลานซ์อีกตัว พี่อ๊อฟเล่นเป็นพี่ชายของคนที่หายตัวไป พี่อ๊อฟ นี่เก่งมาก เราได้เรียนรู้อะไรจากเขาเยอะเลยนะ เยี่ยมมากๆ จะว่าไปแล้ว พงษ์พัฒน์ นี่สุดยอด คือรู้สึกว่าตัวเองโชคดีน่ะ มันเหมือนกับได้รับเกียรติที่คนพวกนี้เขามาเล่น เราได้เรียนรู้จากเขา หรือแม้กระทั่งแบบ คุณโกวิท (วัฒนกุล) คุณโกวิท เก่งมากๆ แล้วเราก็ประทับใจน่ะคือคนรุ่นนี้เป็นรุ่นที่…คือเขาผ่านการแสดงมาเยอะแล้ว แล้วเขาเข้าใจการเล่นเป็นธรรมชาตินะ เขาเล่นเป็นธรรมชาติมากๆ เลย เล่นดีมาก แล้วเราได้เรียนรู้จากเขาเยอะมาก หรือแม้กระทั่งแบบ คุณกุ้ง กิตติคุณ (เชียรสงค์) คือรู้สึก ในฐานะที่เราเป็นผู้กำกับ เราเห็นอะไรที่มันเปิดแง่มุมโลกทัศน์เรา แล้วคนพวกนี้เขาฟังเรา เขาก็ trust เรา แล้วมันเป็นเกียรติที่รู้สึกภูมิใจ”

“คืนไร้เงา” จะถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง ในวันที่ 14 มกราคม เวลาหนึ่งทุ่มตรง ในงาน FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA

คลิกอ่านรายละเอียดของโปรแกรมทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/1351029458250928/