คนมองหนัง, สัมภาษณ์พิเศษ

อ่าน 2 บทวิจารณ์ 1 บทสัมภาษณ์ ก่อน/หลังไปชมหนัง 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ”

15-17 กุมภาพันธ์นี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ FILMVIRUS จะจัดฉายภาพยนตร์ขนาดยาว 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ” ยอดผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนาน่าสนใจ ในโปรแกรม Sine ni Lav Diaz

สามารถตรวจสอบรายละเอียดโปรแกรมได้ ที่นี่

(แม้การจองตั๋วผ่านระบบออนไลน์น่าจะเต็มแล้ว แต่ผู้ที่เดินทางไปยังหอภาพยนตร์อาจจะมีลุ้นได้รับตั๋วหน้างานอยู่บ้าง)

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำบทความ-บทสัมภาษณ์เก่าที่เคยเขียน/พูดคุยถึงหนัง 2 ใน 3 เรื่องของโปรแกรมดังกล่าว มาเผยแพร่ให้อ่านกัน (ก่อนหรือหลังชมภาพยนตร์) อีกครั้งหนึ่ง

A Lullaby to the Sorrowful Mystery

lullaby

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมหนังฟิลิปปินส์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ” ซึ่งคว้ารางวัลหมีเงิน Alfred Bauer Prize (มอบแก่ผลงานที่เผยให้เห็นถึงแง่มุมใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 66 ขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในสื่อนานาชาติมิใช่เพียงเพราะรางวัลสำคัญที่ได้รับ หรือเพราะเนื้อหาและมาตรฐานการสร้างที่ยอดเยี่ยม หากแต่ยังเป็นเพราะความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาทีของมัน

“โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” โปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ที่เลือกหนังเรื่องนี้เข้าฉายในสาย World Focus ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับการเลือกหนังยาว 8 ชั่วโมง เข้ามาฉายในเทศกาล เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณจะต้องคัดหนังเรื่องอื่นๆ ออกไปประมาณ 3 เรื่อง

แต่เขากลับไม่ลังเลใจเลยในการตัดสินใจฉายหนัง 8 ชั่วโมงของลาฟ เพราะนี่คือหนังประเภทที่ผู้ชมจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เพียงเท่านั้น และถ้าผู้จัดเทศกาลฯ ไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

นอกจากนั้น การที่หนังเรื่องนี้ได้รางวัลจากเบอร์ลิน ก่อนที่ผลงานอีกเรื่องของลาฟ (The Woman Who Left) จะไปคว้ารางวัลสูงสุดจากเวนิสภายในปีเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟ ดิแอซ คือหนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน

ดังนั้น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดฉายหนังความยาวเกิน 8 ชั่วโมงเรื่องนี้

ทางเทศกาลโตเกียวเลือกวิธีการจัดฉาย “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ในแบบเดียวกับเทศกาลเบอร์ลิน คือ ฉายหนังครึ่งแรกประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วจึงให้คนดูพักยาว 1 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาฉายหนังครึ่งหลังอีกราวๆ 4 ชั่วโมง

และปิดท้ายด้วยการถาม-ตอบกับทีมงานผู้สร้าง 30 นาที

ภาพยนตร์ “มหากาพย์” เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคม “สเปน”

หนังถ่ายทอดยุคสมัยแห่งการต่อสู้ ผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชั้นหลายระดับที่ถูกนำมาจัดวางคลอเคลียกันไปอย่างเปี่ยมชั้นเชิง

“เรื่องเล่า” เหล่านั้นมีตั้งแต่ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ว่าด้วยสตรีที่ออกเดินทางตามหาสามี ผู้เป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติของประเทศ” ซึ่งสูญหายไปในป่าใหญ่

ขณะเดียวกัน ลาฟก็หยิบยืมตัวละครบางรายจากนวนิยายยุคปฏิวัติของ “โฮเซ รีซัล” ให้เข้ามามีบทบาทโลดแล่นในหนังเรื่องนี้

“ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ถูกนำเสนอเคียงคู่กับ “บทกวี” ของรีซัล “เพลงรัก” ที่กลายเป็นเครื่องมือการต่อสู้ของนักปฏิวัติ เรื่อยไปจนถึง “ตำนานปรัมปรา” ท้องถิ่น

โดยยังไม่นับรวมพฤติการณ์ของบรรดาตัวละครที่ลาฟสร้างสรรค์ขึ้นมาเองอีกจำนวนหนึ่ง

การเล่าเรื่องราวผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชนิด โดยไม่ได้เลือกพินิจพิเคราะห์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ผ่านแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งอย่างจำกัดจำเขี่ย หากแต่เลือกที่จะประกอบสร้าง-สานทอองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของยุคสมัยแห่งการปฏิวัติเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น “ภาพรวมขนาดใหญ่” ย่อมส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความยาวเกิน 8 ชั่วโมง โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“เรื่องเล่า” แต่ละส่วนภายในโครงสร้างใหญ่ของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ล้วนมีเอกลักษณ์และความสำคัญเฉพาะตน

มิอาจปฏิเสธว่า “เรื่องเล่า” จาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ของรีซัล ได้ถูกพัฒนาให้มีสถานะเป็นเส้นเรื่องหลักสำคัญสองสาย ที่มีชีวิตยืนยาวตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่ “เรื่องเล่า” อื่นๆ นั้น เข้ามามีบทบาทส่งเสริม-แทรกแซง เป็นการชั่วครู่

ชีวิตของนักดนตรีหนุ่มผู้ขับขานเพลงรัก-เพลงปฏิวัติอย่างน่าประทับใจ ถูกเล่าถึงสั้นๆ ภายในกรอบเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง แต่แน่นอนว่าเสียงเพลงที่ริเริ่มโดยเขากลับดังก้องกังวานไปตลอดทั้งเรื่อง เช่นเดียวกับบทกวีของรีซัล ซึ่งถูกผลิตซ้ำประปรายอยู่เรื่อยๆ โดยตัวละครหลายคน

“ตำนานปรัมปรา” ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ตำนานแห่งการต่อสู้ปลดแอก” หรือ “ตำนานที่มอมเมาผู้คนไม่ให้ลุกฮือ”

ตำนานในหนังของลาฟ สื่อให้เห็นถึง “ความเชื่อ” ที่ชักจูงบรรดานักปฏิวัติให้เวียนวนหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ หรือชักนำให้พวกเขาเดินออกนอกเส้นทางการต่อสู้ จน “การปฏิวัติจริงๆ” ประสบความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงยุคปัจจุบัน

ตำนานในผืนป่ายังผูกโยงไปถึง “ความเชื่อทางคริสต์ศาสนา” ที่ผสมผสานปนเปกับ “ความเชื่อท้องถิ่น” จนก่อให้เกิดภารกิจหลักสองด้าน

ทั้งการมอบความหวังที่ไม่มีทางเป็นไปได้ให้แก่ฝูงชนผู้ทุกข์ยาก-ไร้ทางออกในชีวิต และการขูดรีดบีบบังคับสามัญชนให้ต้องมาแสดงบทบาทเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ทางเลือก

ฤทธานุภาพแห่ง “ตำนานปรัมปรา” มักออกทำงานในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญรายหนึ่งของหนังเรื่องนี้

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ที่ร่วมแสดงใน “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งเดินทางมาพบปะกับผู้ชมที่ญี่ปุ่น เคยถามลาฟว่า สุดท้ายแล้วตัวละครจาก “เรื่องเล่า” หลายระนาบของหนังจะถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันได้อย่างไร?

ผู้กำกับภาพยนตร์เบอร์ต้นๆ ของเอเชีย ตอบว่า ทุก “เรื่องเล่า” จะถูกสานทอเข้าด้วยกันใน “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันเปิดกว้างต่อทุกๆ “ความเป็นไปได้”

นำมาสู่ฉากเล็กๆ สั้นๆ ที่ตัวละครจากทุกชั้นของ “เรื่องเล่า” ได้มาดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันกลางป่าเขา แม้ต่างฝ่ายคล้ายจะไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของฝ่ายอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ “ป่า” ยังอาจเป็นพื้นที่เปิดรับความฝัน จินตนาการ และอุดมการณ์การต่อสู้อันเป็นนามธรรม ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง

กระทั่งคนตายผู้หายสาบสูญไปในป่าก็ยังถูกคาดหวังให้มีชีวิตอยู่ ตราบใดที่คนข้างหลังยังค้นหาศพของเขาไม่พบ

เมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ถึงบทบาทของเหล่า “ตัวละครหญิง” ในหนัง

ตั้งแต่ภรรยาของนักปฏิวัติผู้สูญหาย เมียและแม่ของชาวบ้านนักต่อสู้ที่สูญเสียครอบครัว หญิงสาวท้องถิ่นที่เคยหลงผิดแปรพักตร์ไปสนับสนุนนายทหารสเปน จนคนในหมู่บ้านของเธอถูกสังหารหมู่ และมีสตรีหลายรายถูกข่มขืน

ตลอดจนสาวคนรักของนักดนตรีผู้ขับร้องเพลงปฏิวัติ และเด็กหญิงตาบอดผู้ตระเวนท่องบทกวีของ โฮเซ รีซัล ตามท้องถนน

น่าสนใจว่าตัวละครสตรีทั้งหลายมีสถานะเป็นสักขีพยานแห่งความสูญเสียและมรณกรรมของเหล่าบุรุษ พวกเธอเป็นผู้แบกรับเรื่องราวความเศร้าโศกแทนบรรดาผู้ชายที่จากไป

ทว่าขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีหน้าที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์แห่งการต่อสู้และปฏิวัติ รวมถึงบทกวีและบทเพลงอันเกี่ยวเนื่องกับอุดมการณ์ดังกล่าว ให้มีชีวิตยืนยาวออกไปไม่รู้จบสิ้น

หากมองผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้หญิงในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ จึงมิได้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกไปวันๆ หากยังมีหน้าที่สืบสานภารกิจการปฏิวัติอย่างแข็งขันอีกด้วย

สําหรับบริบทเฉพาะทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์ “จุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ” หรือ “เสรีภาพที่แท้จริงของชาวฟิลิปปินส์” คือ “การปลดแอกจากสเปน”

ซึ่งผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบไปถึงการต่อสู้บนสนามอื่นๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ

ดังที่ตัวละครบางรายสนทนากัน ณ ช่วงท้ายของหนังว่า “การปฏิวัติ” ย่อมไม่จบลงตรงชัยชนะเหนือสเปน และคนรุ่นหลังจะต้องรับหน้าที่ประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า “คู่ต่อสู้” รายต่อไปของพวกตนนั้นคือใคร?

ไม่ต้องคาดเดาว่า “ศัตรูในภายภาคหน้า” (หลังจากยุคสมัยของหนัง) ย่อมมีสถานภาพและตัวตนที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

เพราะกระทั่งในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ ก็ยังมีตัวละครนักปฏิวัติบางคนที่พร้อมเปิดอก “พูดคุย” กับชนชั้นนำสเปน เช่นเดียวกับตัวละครผู้หญิงชาวบ้านบางรายที่ยอมพลีกายอุทิศตนให้เจ้าอาณานิคม

แม้แต่ตัวละครจาก “ตำนานปรัมปรา” ก็ยังให้ความร่วมมือกับ “อำนาจภายนอก” อันอาจหมายความว่า “ตำนานท้องถิ่น” สามารถถูกฉวยใช้จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ “อำนาจต่างถิ่น” ได้

หรือในยุคปัจจุบัน ลาฟ ดิแอซ ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยืนกรานหนักแน่นว่าสังคมฟิลิปปินส์ต้องต่อสู้กับประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต” ที่เขามองว่าเป็นนักปลุกระดม ผู้หลอกลวงประชาชนผ่านการสร้าง “มายาคติร่วมสมัย” ซึ่งมีพลานุภาพไม่ต่างจาก “ตำนานปรัมปรา” ยุคเก่า

ยุคสมัยแห่งการปลดแอกจากอำนาจของสเปนที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” อาจสิ้นสุดลงไปแล้ว

แต่ดูคล้ายภารกิจ “ปฏิวัติ” กลับยังมิได้ยุติปิดโครงการลงตามไปด้วย

“การปฏิวัติ” ในฟิลิปปินส์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในที่อื่นๆ จึงอาจมีสถานะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน

ยาวนานยิ่งกว่าความยาว 485 นาทีของหนังเรื่องนี้เสียอีก

Season of the Devil

season of the devil

หนึ่ง

งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง

ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม

ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่

แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า

อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก

ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

(สัมภาษณ์พิเศษ)

สนทนากับคนทำหนังชั้นครูจากฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์ บาดแผล การต่อสู้ และ “ดูแตร์เต”

เมื่อปลายปี 2559 “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังจากประเทศฟิลิปปินส์ ได้นำภาพยนตร์ความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาที เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ปีนี้ นับเป็นปีทองของลาฟ ผู้กำกับภาพยนตร์วัยใกล้หกสิบ เมื่อเขาสามารถคว้าสองรางวัลสำคัญจากสองเทศกาลหนังระดับ “เมเจอร์” ของโลกตะวันตก

เรื่องแรก คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ที่ได้รับรางวัลอัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์ จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

เรื่องที่สอง คือ “The Woman Who Left” ที่ได้รับรางวัลสิงโตทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี

ทีมข่าวมติชนทีวี มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “ลาฟ ดิแอซ” ที่กรุงโตเกียว เพื่อพูดคุยถึงหนังยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ได้รับรางวัลจากเบอร์ลิน โดยเฉพาะ

และเพราะคนทำหนังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้กำกับภาพยนตร์ชั้นครู” รุ่นปัจจุบันของทวีปเอเชีย มักอธิบายให้สื่อนานาชาติรับรู้อยู่เสมอ ว่าหนังที่มีความยาวเกินมาตรฐานปกติของเขา ไม่จัดเป็น “สโลว์ ซีเนม่า” แถมยังตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมจึงต้องนิยามภาพยนตร์จากความยาวของมันด้วย?

คำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงอาจไม่จำเป็นในบทสนทนานี้

แต่ลาฟยังพูดถึงประเด็นน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ที่ชวนขบคิด ไม่ว่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์” “การต่อสู้” “ความหมายแท้จริงของการปฏิวัติ” รวมถึงประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต”

คำตอบของเขาจะเข้มข้นแค่ไหน เชิญอ่าน

ลาฟ มติชน

-หลังจากหนังหลายเรื่องของคุณได้รับรางวัลใหญ่ๆ ในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญระดับนานานาชาติ ชีวิตในการทำหนังของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

ไม่เปลี่ยนเลย พวกเราไม่ได้ทำหนังเพื่อหวังรางวัลเหล่านั้น แต่แน่นอนว่ารางวัลมันช่วยเหลือเราในบางด้าน เช่น ช่วยให้หนังมีช่องทางในการเผยแพร่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

-ผลตอบรับจากคนดูหนังชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มันก็เติบโตขึ้น แต่ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยอยู่ อย่างไรก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ โดยที่เราต้องไม่ไปเร่งรัดคนดู ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมหนังฮอลลีวูดมาเป็นร้อยปี อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลักของฟิลิปปินส์มาเป็นร้อยปี ซึ่งอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์ก็ก็อปปี้ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาอีกทีอยู่เสมอมา อย่างในปัจจุบัน กระแสหนังรอม-คอม (โรแมนติก คอมเมดี้) ก็ครอบงำตลาด หรือเมื่อก่อนก็เคยมียุครุ่งเรืองของหนังแอ๊คชั่น ดังนั้น นี่จึงเป็นการต่อสู้ในระยะยาว และเราก็ต้องเคลื่อนไหวผ่านการทำหนังต่อไปเรื่อยๆ

-หนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอผ่าน “เรื่องเล่า” หลากหลายชั้นมากๆ จากประวัติศาสตร์ สู่นวนิยาย บทกวี หรือเพลง เรื่องเล่าทั้งหมดเหล่านั้นมันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร?

หนังพูดถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ปฏิวัติฟิลิปปินส์ ค.ศ.1897 เพลงในหนังก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ และกลายเป็นบทเพลงสรรเสริญการปฏิวัติในเวลาต่อมา ส่วนตัวละครนักปฏิวัติในหนังก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายสองเรื่องของ “โฮเซ รีซัล” นอกจากนี้ ยังมีตำนานปรัมปราว่าด้วยอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยดังกล่าวเช่นกัน

-เรื่องเล่าเหล่านั้นมันหนุนเสริมหรือขัดแย้งกันอย่างไรบ้าง?

ถ้าคุณศึกษาถึงธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องผนวกรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คุณไม่ได้กำลังนำเสนอแค่ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่มากกว่านั้น คือ บางครั้ง คุณควรวิพากษ์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นภาพกว้างของยุคสมัยดังกล่าว

ถ้าคุณทำแบบนั้น ประวัติศาสตร์ก็จะกลายเป็นปรัชญา หรือการมีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อยุคสมัยที่ผ่านพ้น

คุณต้องไม่โฟกัสไปที่ภาพน่าตื่นตาตื่นใจหรือตัวเหตุการณ์ แต่คุณต้องโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ โฟกัสไปยังสรรพสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจยุคสมัยดังกล่าวมากขึ้น นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

มันคือการศึกษายุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะส่งผลให้คุณสามารถค้นพบหลายๆ คำถามที่ผุดขึ้นมาจากยุคสมัยนั้นๆ ไม่ใช่ผุดขึ้นมาจากตัวเรื่องเล่า, ตัวละคร หรือเหตุการณ์

-ขอถามถึง “ป่า” ซึ่งนับเป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งของหนัง อยากทราบว่า “ป่า” มีความหมายลึกซึ้งอย่างไรบ้าง?

“ป่า” คือ มาตุภูมิ เป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาจิตวิญญาณ เป็นพื้นที่แห่งการ “หลงทาง” และค้นหา “ความหมาย” บางอย่างในชีวิต หรืออาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เดินทางเข้าไปในนั้น ได้สัมผัสถึง “ความแปลกแยก”

-ผมรู้สึกประทับใจตัวละคร Tikbalang (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า) สามตนภายในหนังมาก คุณช่วยอธิบายความหมายของพวกเขาที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมฟิลิปปินส์หน่อยได้ไหม?

Tikbalang เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ เป็นส่วนหนึ่งในตำนานปรัมปราของเรา จนปัจจุบัน คนจำนวนมากก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ Tikbalang กันอยู่

ตัวละครในตำนานเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้าง “มายาคติ” คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่จริง สร้างการมีมุมมองเฉพาะต่อสิ่งต่างๆ หรือกระทั่งทฤษฎี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็น “สัจจะ”

กลับมาที่ปัจจุบัน กับการสร้าง “มายาคติ” ผ่านการเมืองระบบตัวแทนในประเทศของเรา ทำไมคนงี่เง่าอย่าง “ดูแตร์เต” ถึงกลายมาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก็เพราะมีการสร้างมายาคติ เขาเป็นนักปลุกระดมฝูงชน เขาทำงานกับประชาชน โดยสร้างความคิดนามธรรมบางอย่างขึ้นมา แล้วประชาชนก็เชื่อเขา

นี่คือการมองเห็นโลกผ่านมายาคติและตำนานปรัมปราที่ถูกสร้างขึ้น คุณสามารถนำมุมมองแบบนั้นมาใช้เล่าเรื่องราวในปัจจุบันได้ เพราะเรื่องแบบบี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในจิตใจของพวกเรา มันเป็นวงจรอุบาทว์ ของคนที่พยายามขยายอิทธิพลเข้าไปควบคุมมวลชน

นักปลุกระดมฝูงชนทำงานตรงจุดนี้ แล้วเขาก็ได้ครอบครองอำนาจจากการหลอกลวงผู้คน

-ขอถามถึงบทบาทของตัวละครผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ ผมสังเกตว่าตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่ในเรื่องมักจะต้องแบกรับความโศกเศร้า ต้องเผชิญหน้ากับภาวะสูญเสียสามีหรือครอบครัว คำถามคือตัวละครผู้หญิงสามารถมีภาระหน้าที่อื่นๆ ได้อีกไหม ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ?

ภาพลักษณ์ของผู้หญิงมีศักยภาพในการแบกรับบาดแผลของการต่อสู้และการไถ่บาปทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอมา

มันเป็นการดีที่จะ “ใช้” ภาพลักษณ์ของผู้หญิง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ หากคุณต้องทำงานในประเด็นว่าด้วยบาดแผลทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้อันยาวนาน

เกือบสี่ร้อยปีในการต่อสู้กับสเปน เกือบร้อยปีที่เราถูกปกครองโดยอเมริกา รวมทั้งยุคมืดของการประกาศใช้กฎอัยการศึก การเข้ามาข่มขืนผู้หญิงท้องถิ่นของทหารญี่ปุ่น นี่คือบาดแผลติดตัวเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อการไถ่บาป

ดังนั้น ถ้าเราจะใส่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงฟิลิปปินส์ลงไปในหนัง พวกเธอก็มักต้องแบกรับบาดแผลเหล่านี้ เพราะมันเป็นการอุปมาเปรียบเทียบถึงการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

-ในท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ จุดประสงค์ของการปฏิวัติหรือความหมายแท้จริงของเสรีภาพ คือ การปลดแอกตนเองออกจากเจ้าอาณานิคมสเปน ถ้าปัจจุบันเรายังต้องการการปฏิวัติอยู่ อยากทราบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน?

เรื่องราวในหนังมันเป็นแค่พื้นผิว แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังต้องทำงานให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชาติ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ตอนนี้ พวกเรามีเสรีภาพกันจริงๆ ไหมล่ะ? นี่คือคำถาม

ปัจจุบันนี้ เราย้อนกลับไปมีประธานาธิบดีที่เป็นนักปลุกระดม นี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดไว้ในหนัง เป็นฉากผู้คนเดินหลงวนไปมารอบต้นไม้ นั่นคือวิธีเลือกผู้นำของพวกเขา (ประชาชน) คุณคิดว่าตอนนี้มันมีเสรีภาพจริงไหมล่ะ?

ประชาชนเลือกผู้นำคนนี้ เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขาเคยถูกกีดกันออกไปเป็นคนชายขอบ แต่ “ดูแตร์เต” เป็นนักปลุกระดมที่เดินไปบอกคนเหล่านั้นว่า ถ้าคุณเลือกผม คุณจะได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ นี่คือวิธีปลุกระดม

ดังนั้น ประเด็นการปลดแอกตนเองหรือการได้มาซึ่งเสรีภาพ มันจึงกว้างขวางมาก

ภาพแทนของ “สามัญชน” ในสถานการณ์ปฏิวัติ

โจเอล ซาราโช

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพร้อม “ลาฟ ดิแอซ”

โดยเขาได้อธิบายถึงบทบาทของตัวละครรายดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“แมง คาร์โย” คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น

เพราะเขามีอาการเจ็บป่วย นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ “อันเดรส โบนิฟาซิโอ” (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของตัวละครจากตำนานปรัมปราอย่างพวก Tikbalang โดยไม่ได้ตระหนักว่า “ความเชื่อ” ดังกล่าวไม่ใช่ “ความจริง” นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้ที่รุมเร้าร่างกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เดินเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ” เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง

Advertisements
ข่าวบันเทิง

Bangkok Nites เข้าฉาย 17 มี.ค.นี้ – เปิดตัวโรงหนังทางเลือกแห่งใหม่ “ซิเนม่าโอเอซิส”

“กลางคืนที่บางกอก” เวอร์ชั่น 3 ชม. ได้ฤกษ์เข้าฉายที่บางกอก สกรีนนิ่ง รูม

 

Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก) หรือในชื่อใหม่ “กรุงเทพราตรี” ผลงานภาพยนตร์โดย คัตสึยะ โทมิตะ ในเวอร์ชั่นความยาว 181 นาที จะลงโรงฉายเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยระหว่างวันที่ 17 มีนาคม – 1 เมษายนนี้ ที่โรงภาพยนตร์บางกอก สกรีนนิ่ง รูม ย่านสีลม (หนังมีบทบรรยายภาษาไทยและอังกฤษ)

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bkksr.com/th/movies/bangkok-nites

ก่อนหน้านี้ ผู้กำกับภาพยนตร์ คือ โทมิตะ เคยเปิดเผยว่าเขาอาจจะต้องตัดหนังให้สั้นลง เพื่อรองรับกับรอบฉายของโรงหนังในเมืองไทย

หมายเหตุ คลิกอ่านบทความที่บล็อกคนมองหนังเขียนถึง Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก/กรุงเทพราตรี) ได้ที่นี่

เปิดตัว “ซิเนม่าโอเอซิส” อีกหนึ่งโรงหนังทางเลือกของ กทม.

PT_WebBanner1130x378final-04

ได้ฤกษ์เปิดตัวแล้ว สำหรับอีกหนึ่งโรงภาพยนตร์อิสระในกรุงเทพฯ อย่าง “ซิเนม่าโอเอซิส” ซึ่งดำเนินการโดยสมานรัชฏ์ (อิ๋ง) กาญจนะวณิชย์ และ มานิต ศรีวานิชภูมิ

โดยโรงหนังแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 43 (ดูรายละเอียดที่ http://www.cinemaoasis.com/th/index/)

สำหรับโปรแกรมฉายหนังปฐมฤกษ์ของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ มีชื่อว่า “เผ็ดกว่าผัดไทย” โดยจะนำภาพยนตร์ไทยจำนวน 6 เรื่องมาจัดฉาย (มีบทบรรยายภาษาอังกฤษทั้งหมด) ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม เป็นต้นไป ได้แก่

28468717_2020080044873644_2974828664682576601_n

ทองปาน (ไพจง ไหลสกุล, สุรชัย จันทิมาธร และ ยุทธนา มุกดาสนิท), ธุดงควัตร (บุญส่ง นาคภู่), ป่า (พอล สปาเรีย), พลเมืองจูหลิง (ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, มานิต ศรีวานิชภูมิ และ สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์), มูอัลลัฟ (ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี และ กวีนิพนธ์ เกตประสิทธิ์) และ สวรรค์บ้านนา (อุรุพงษ์ รักษาสัตย์)

คนมองหนัง

“มะลิลา”: เพ่งพินิจชีวิตปัจเจก ท่ามกลางความงดงามและความอัปลักษณ์

ปรับปรุงจากบทความ เขียนถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 ธันวาคม 2560

ผมค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เมื่อพบว่าเส้นเรื่องเกี่ยวกับความรัก-สายสัมพันธ์-ความพลัดพรากระหว่าง “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) กับ “พิช” (โอ อนุชิต) ที่มีสัญลักษณ์สื่อกลาง คือ “การทำบายศรี” มิได้เป็นเส้นเรื่องหลักเส้นเรื่องเดียวของหนัง

“มะลิลา” (ผลงานหนังยาวลำดับที่สองของ “อนุชา บุญยวรรธนะ”) ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองครึ่งอย่างชัดเจน โดยมี “เชน” เป็นตัวละครแกนกลาง เนื้อหาในอีกส่วนหนึ่ง จะเล่าถึงการออกธุดงค์ในป่าของพระบวชใหม่ (เชน) และพระผู้มีอาวุโสกว่า ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมและปลดปลงความทุกข์

“มะลิลา” จึงก่อตัวขึ้นจากหลายองค์ประกอบที่ไม่น่าจะนำมาเขย่ารวมกันได้ ทั้งเรื่องเกย์, บายศรี, พุทธศาสนา, ป่า และกองทัพ ทั้งหมดเพื่อส่องสะท้อนถึงพันธะจากอดีต ปัจจุบันของตัวละคร (และอาจรวมถึงอนาคตของพวกเขา)

malila 3

นอกจากนี้ หนังยังคละเคล้า “ความงดงาม” กับ “ความอัปลักษณ์” ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

คนดูจะได้เห็นฉากเลิฟซีนสวยๆ และเข้าถึงอารมณ์, เห็นกระบวนการทำบายศรีอันประณีตวิจิตรบรรจง หรือได้สัมผัสกับความเขียวขจีของพื้นที่ป่าในฤดูฝน

ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นประจักษ์พยานของความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเสื่อมโทรม คราบอาเจียน เลือด หนอน ซากศพ (มากกว่าหนึ่ง) ของทั้งมนุษย์และสัตว์ ตลอดจนเรื่องเล่าว่าด้วยงูเหลือมโหดร้ายและคนที่ถูกกล่าวหาเป็นผีปอบ

malila 4

ถ้าพิจารณาว่า “มะลิลา” เป็นหนัง “พุทธศาสนา” (โดยเฉพาะในครึ่งหลัง) ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถถูกจัดให้อยู่ร่วมกลุ่มกับ “ธุดงควัตร” ของ “บุญส่ง นาคภู่” ทั้งในแง่คุณภาพ, โครงสร้างเรื่องราว (การเรียนรู้ฝึกฝนตนเองของพระบวชใหม่), ความสัมพันธ์ของตัวละคร (พระอาจารย์กับพระใหม่ และมายาที่พวกเขายังติดยึด) และพื้นที่ในหนัง (ป่าเขาลำเนาไพร)

จุดต่างสำคัญอาจอยู่ที่ “มะลิลา” พยายามจะเปิดเปลือยให้คนดูได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นมนุษย์ (ผู้ยังหลุดไม่พ้นบ่วงทุกข์) ของตัวละคร “พระอาจารย์” อย่างชัดเจนมากกว่า

เพราะใน “ธุดงควัตร” คนดูจะได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ ที่สามารถอนุมานว่าน่าจะเป็นเสียงของพระอาจารย์ แต่ใน “มะลิลา” คนดูจะได้เห็นรายละเอียดซึ่งพูดถึงประเด็นเดียวกัน หากซับซ้อนและคมชัดยิ่งขึ้น

อีกจุดที่ส่งผลให้เนื้อหาส่วน “พุทธศาสนา” ของ “มะลิลา” ดูมีอะไรมากขึ้น ก็คือ การใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ “ทหาร” ลงไป

ไล่ตั้งแต่ตัวละครพระอาจารย์ที่มีภูมิหลังเป็นทหาร จนถูกคนอื่นๆ เรียกขานว่า “หลวงพี่นายพัน” (หนังแสดงให้เห็นด้วยว่าหลวงพี่ท่านนี้ยังมีความรู้สึกผิดบาปบางประการหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แต่มิได้ระบุชัดถึงปูมหลังดังกล่าว)

และการอธิบายว่า “ป่า” ที่พระสองรูปออกธุดงค์นั้นอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ จนมีรถทหารวิ่งผ่าน มีซากศพคนตายถูกนำมาทิ้งขว้างตลอดเวลา

“พื้นที่สู้รบ/พื้นที่ทหาร” ในหนัง อาจมิใช่ “ภาพสะท้อนแท้จริง” ของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย แต่ผมมองว่าหนังพยายามสร้างฉากหลังตรงส่วนนี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ของสังคมไทยทั้งสังคม

สังคมที่ทหารหรือกองทัพยังมีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่อยู่ทุกแห่งหน และสังคมที่ความรุนแรงสูญเสียมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

malila 5

แม้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ “มะลิลา” ดูจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความทุกข์/ความผิดบาป/บาดแผลส่วนบุคคล มากกว่าจะทดลองขยับหรือเขย่าประเด็นเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น (ซึ่งมีปรากฏให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังในหนัง)

แต่นี่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าพึงพอใจมากๆ เรื่องหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออ พิถีพิถัน เบามือ และเปี่ยมวุฒิภาวะ ผ่านกระบวนการเล่าเรื่องซึ่งเพ่งพินิจพิจารณาอนิจลักษณะ อันดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคล

คนมองหนัง

ดู “หนังโลก” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว

(มติชนสุดสัปดาห์ 2-8 ธันวาคม 2559)

สัปดาห์นี้ ขอย้อนกลับไปยังเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ครั้งที่ 29 อีกหนึ่งรอบ

โดยจะเขียนเล่าถึง “ภาพยนตร์นานาชาติ” น่าสนใจ ที่ได้ดูจากเทศกาลในครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วยผลงานของคนทำหนังยุโรป 2 เรื่อง และผลงานของคนทำหนังชาวอิหร่านผู้ล่วงลับอีก 1 เรื่อง

ขอเริ่มด้วยหนังตุรกีเรื่อง “Big Big World” ผลงานการกำกับฯ ของ “เรฮา เออร์เด็ม”

bigbigworld

หนังเล่าเรื่องราวของพี่ชายและน้องสาวฐานะยากจน ที่ต้องพลัดพรากจากกันหลังเป็นกำพร้า ฝั่งน้องสาวถูกรับไปเลี้ยงดูโดยครอบครัวคนชั้นกลาง ซึ่งหัวหน้าครอบครัวกำลังจะตบแต่งเด็กสาวเป็นภรรยาอีกรายของเขา

พี่ชายจึงบุกไปลักพาตัวน้องสาวออกมา พร้อมทำร้ายร่างกายทุกคนในครอบครัวนั้น ส่งผลให้ทั้งคู่ต้องรีบออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ แล้วหนีไปไกลสุดเท่าที่จะทำได้

สองพี่น้องเลือกจะ “หลบหนี” ไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันมีนัยยะน่าสนใจหลายประการ

ข้อแรก ตอนก้าวเท้าเข้าสู่อาณาเขตของ “ป่า” ใหม่ๆ น้องสาวตั้งคำถามด้วยความหวาดหวั่นว่าที่นี่จะมี “งู” หรือไม่? แล้วหนังก็จับภาพให้เห็นว่าป่าแห่งนี้ มีงูอาศัยอยู่จริงๆ แถมเลื้อยไปมาไม่ห่างจากสองพี่น้องด้วย

หนังจับภาพงูให้คนดูเห็นอีก 2-3 ครั้ง ทว่า มันกลับไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของพี่น้องคู่นี้แต่อย่างใด

จึงกลายเป็นว่า “สัตว์ที่แลดูอันตราย” กลับไม่เข้ามาทำอันตรายใดๆ กับมนุษย์ที่หลบหนีเข้ามาใน “ป่า” (อาจพูดเชยๆ ต่อท้ายอีกหน่อยได้ว่า เป็นมนุษย์ด้วยกันเองเสียอีกที่น่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์)

ข้อสอง “ป่า” ที่สองพี่น้องใช้เป็นสถานที่ “หลบภัย” ไม่ได้ปราศจากมนุษย์รายอื่นๆ เสียทีเดียว เพราะอย่างน้อย ก็มีชาย “สติไม่ค่อยดี” ซึ่งโผล่มาแวบๆ ให้เห็นในระยะไกลๆ และเขาน่าจะเป็นคนขโมยกระจกข้างของมอเตอร์ไซค์ที่พี่น้องใช้ขับขี่เป็นยานพาหนะ

นอกจากนั้น ยังมีหญิงชราที่เริ่มพูดจาไม่รู้เรื่อง ซึ่งเข้ามาใช้ “ป่า” เป็นพื้นที่พักพิงแหล่งสุดท้ายในชีวิต

ข้อสุดท้าย แม้หนังจะแสดงให้เห็นว่า “ป่า” เป็น “พื้นที่ทางเลือก” ของมนุษย์ผู้ไม่ต้องการอาศัยอยู่ใน “เมือง” หรือประสบเภทภัยจาก “สังคมเมือง” แต่ตัวละครหลักอย่างสองพี่น้อง ก็ยังต้องเดินทางเข้าๆ ออกๆ ระหว่าง “ป่า” กับ “เมือง” อยู่ตลอดเวลา

เริ่มจากตัวพี่ชาย ซึ่งต้องหางานทำ เขาจึงใช้ป่าเป็นที่ซุกหัวนอน แล้วกลับเข้าไปทำงานเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ในเมืองตอนช่วงกลางวัน ก่อนที่ชายหนุ่มจะถูก “หลอกลวง” โดยคนใน “สังคมเมือง” อีกครั้ง

แต่ท้ายสุด เขาก็ไม่อาจหลบหนีออกจาก “เมือง” ได้อยู่ดี เพราะผู้เป็นน้องสาวจำเป็นต้องเข้าพบแพทย์โดยเร่งด่วน

เมื่อพี่ชายนำน้องสาวมาถึงโรงพยาบาลในตัวเมืองเรียบร้อยแล้ว เขาก็ลงมือ (ลงเท้า) วิ่งหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง ด้วยความหวาดกลัว

ชายหนุ่มวิ่งหนีจนไม่มีที่จะหนี และ “ป่า” ก็อาจไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุด เนื่องจากน้องสาวของเขายังต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

หนังทิ้ง “ปริศนาปลายเปิด” ไว้ตรงจุดนี้ โดยไม่ระบุชัดเจนว่าสองพี่น้องจะเดินทางไปไหนต่อใน “โลกใบกว้างใหญ่” เกินความคาดคะเนและความคิดฝันของพวกเขา

หนังเรื่องต่อมา คือ “The Ornithologist” ผลงานของ “เจา เปโดร โรดริเกซ” คนทำหนังจากโปรตุเกส

ornithologist

หนังเล่าเรื่องของนักปักษีวิทยาหนุ่มใหญ่ชาวโปรตุเกสที่พลัดหลงเข้าไปใน “ป่า” ก่อนจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและเจอเหตุการณ์ประหลาดๆ มากมาย

ทั้งการเผชิญหน้ากับสองสาวนักท่องเที่ยวจีน แล้วพลัดพรากกันแบบงงๆ การแอบมองกลุ่มคนแต่งกายแปลกตาที่มาทำพิธีกรรมประหลาดรอบกองไฟ การเจอกับสามสาวนักล่าสัตว์ที่ขี่ม้าและเปลือยกายท่อนบน ฯลฯ

นอกจากนี้ นักปักษีวิทยายังได้ร่วมเพศกับเด็กหนุ่มเลี้ยงแกะที่เป็นใบ้ริมลำธาร ก่อนจะทะเลาะเบาะแว้งกัน กระทั่งเขาพลั้งมือสังหารชายหนุ่มคนนั้น

ในตอนท้าย นักปักษีวิทยาได้พบเจอชายหนุ่มอีกคน ซึ่งแต่งตัวแบบเดียวกับกลุ่มคนที่ประกอบพิธีกรรมประหลาดรอบกองไฟ ชายคนนี้หน้าตาเหมือนชายหนุ่มใบ้ผู้เลี้ยงแกะไม่มีผิดเพี้ยน

ทว่า เขาพูดได้ และอ้างว่าตนเองเป็นพี่ชายฝาแฝดของชายเลี้ยงแกะผู้ล่วงลับ

ความสัมพันธ์อันเร่าร้อนรุนแรงระหว่างนักปักษีวิทยากับฟี่ชายฝาแฝดของหนุ่มเลี้ยงแกะ ส่งผลให้ทิศทางของหนังหักเหทิศทาง ไปพร้อมๆ กับรูปลักษณ์ที่ผันแปรของตัวละครนักปักษีวิทยา (มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับบทบาทนี้ จากนักแสดงนำ “พอล ฮามี” มาเป็นตัวผู้กำกับหนัง คือ “เจา เปโดร โรดริเกซ”)

เช่นเดียวกับชื่อของเขาที่เปลี่ยนจาก “เฟอร์นานโด” เป็น “แอนโธนี”

จากนั้น ชายทั้งคู่ก็เดินทางออกจากป่า น่าสนใจว่าเมื่อหวนคืนสู่ “เมือง” เมืองที่ว่ากลับไม่ได้อยู่ในอาณาเขตประเทศโปรตุเกสอีกต่อไป แต่กลายเป็นเมืองปาโดว่า ในประเทศอิตาลี

ชายทั้งสองคนได้พบปะสองสาวจีนหน้าเดิมอีกครั้ง พวกเขาและเธอสร้างบทสนทนาขึ้นใหม่ ด้วยท่าทีเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ราวกับว่าทุกคนต่างเปลี่ยนแปลงกลายเป็น “คนใหม่” หลังออกจาก “ป่า”

ที่น่าสนใจที่สุด คือ เส้นทางชีวิตที่ล่องไปใน “ป่า” อย่างพิลึกพิลั่นของตัวละครนักปักษีวิทยาหนุ่มนั้น ดำเนินโดยสอดคล้องหยอกล้อไปกับชีวประวัติของ “นักบุญแอนโธนีแห่งปาดัว”

นี่จึงเป็นภาพยนตร์ว่าด้วยชีวประวัติของ “นักบุญ” อันศักดิ์สิทธิ์ ที่แซมด้วยอัตชีวประวัติของ “เจา เปโดร โรดริเกซ” ซึ่งเคยทำงานเป็นนักปักษีวิทยามาก่อน และไม่เคยปิดบังว่าตนเองเป็นเกย์

มีจุดน่าสังเกตข้อหนึ่ง คือ ทั้ง “Big Big World” และ “The Ornithologist” ล้วนใช้ “ป่า” เป็นพื้นที่หลักของภาพยนตร์

แต่ในขณะที่หนังจากตุรกีนำเสนอภาวะสับสนของตัวละครที่ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกอย่างแยกไม่ขาด ระหว่าง “ป่า” กับ “เมือง” (หนีเข้าไปอยู่ใน “ป่า” เลย ก็เป็นไปไม่ได้ แต่ก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและไร้ตัวตน เมื่ออยู่ใน “เมือง”)

หนังโปรตุเกสกลับมอง “ป่า” เป็น “โลก” อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งแยกขาดและอยู่นอกเหนือจาก “โลกมนุษย์ภายนอก”

“ป่า” ในหนังเรื่องนี้ เป็นโลกที่ “ความเชื่อ” อยู่เหนือ “เหตุผล” เป็นโลกแห่ง “ภาวะกลับหัวกลับหาง” ที่เรื่องราวแปลกประหลาดสารพัดสิ่งสามารถเกิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเป็นโลกของการเปลี่ยนแปลง “อัตลักษณ์/ตัวตน” ชนิดถอนรากถอนโคน

เพราะเมื่อคนใน “ป่า” กลับคืนสู่ “เมือง” พวกเขาก็มิใช่ “คนเดิม” อีกต่อไป

ปิดท้ายด้วยหนังสั้นขาวดำความยาวเพียง 16 นาที จากประเทศอิหร่าน

ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้มีชื่อว่า “Take Me Home” ซึ่งเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของ “อับบาส เคียรอสตามี” หนึ่งใน “คนทำหนังชั้นครูยุคร่วมสมัย” ผู้ล่วงลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

take-me-home

หนังดำเนินไปในแนวทาง “มินิมอลลิสต์” ตามสไตล์ภาพยนตร์อิหร่านและงานจำนวนไม่น้อยของเคียรอสตามี นั่นคือ การถ่ายทำภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวเล็กๆ มีเนื้อเรื่องน้อยๆ ด้วยโปรดักชั่นง่ายๆ

ทว่า “พลังแฝง” ที่หนังส่งออกมากลับมีมากมายมหาศาล

ตัวเรื่องเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่เจ้าหนูคนหนึ่งวิ่งกลับขึ้นบ้านในชุมชนบนภูเขาสูง ซึ่งมีพื้นที่ลดหลั่นเต็มไปด้วยขั้นบันไดอันสลับซับซ้อน

ในมือของเขาถือลูกฟุตบอลอยู่ด้วย

พอถึงบ้าน เจ้าหนูก็วางลูกฟุตบอลไว้หน้าประตู แต่พอเขาเปิด-ปิดประตูบ้าน แรงสั่นสะเทือนกลับส่งผลให้ลูกบอลกระเด็นกระดอนตกลงมาตามพื้นที่ลาดเอียงและขั้นบันไดซับซ้อนหลากหลายในทิศทางเกินคาดเดา

ภารกิจ “เหมือนง่ายแต่ยาก” ของเจ้าหนู ก็คือการต้องวิ่งลงไปเอาลูกบอลกลับขึ้นบ้าน

เรื่องราวในหนังมีเพียงเท่านี้ แต่สิ่งที่สนุกมากๆ สำหรับผู้ชม กลับกลายเป็นการต้องพยายามจ้องมองทิศทางกระเด็นกระดอนสุดคาดเดาของลูกฟุตบอล ที่เด้งผ่านสัตว์เลี้ยงน่ารัก ตลอดจนเหลี่ยมมุมและความลดหลั่นอันไม่ราบเรียบของพื้นที่ในเชิงสถาปัตยกรรม

แม้จะพอจับได้ว่าเคียรอสตามีเล่นกระบวนท่า “แอบโกง” อยู่บ้าง (และแน่นอนว่าต้องใช้ซีจีช่วยในบางช็อต) แต่ระหว่างดูหนังในจอใหญ่ ผมก็ยังรู้สึกทึ่งอยู่ดีว่า โอ้โห! ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เก่งๆ นี่ เขาสามารถกำกับ “ลูกฟุตบอล” ได้ด้วยเว้ยเฮ้ย!

หากจะถามว่าหนังนานาชาติทั้งสามเรื่องนี้มีความข้องเกี่ยวกันอย่างไร?

อาจตอบในเบื้องต้นได้ว่าหนังเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทั้ง “ข้อจำกัด” และ “ความทะเยอทะยาน” ของมนุษย์

ขณะที่ “Big Big World” สะท้อนข้อจำกัดในการ “หนี” ของมนุษย์ “The Ornithologist” ก็บ่งชี้ว่าการรับรู้สรรพสิ่งต่างๆ ผ่าน “ระบบเหตุผล” ที่มนุษย์คุ้นเคย อาจไม่เวิร์กเสมอไป ส่วน “Take Me Home” ได้ท้าทายศักยภาพการคาดเดาของมนุษย์ (ในฐานะ “ผู้ชมภาพยนตร์”) ด้วยคำถามที่ว่า พวกคุณรู้มั้ยล่ะ ว่าลูกบอลลูกนี้มันจะกระเด้งกระดอนไปถึงจุดไหน?

อย่างไรก็ดี หนังจากตุรกีกลับแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง “พื้นที่ (ป่า) ทางเลือก” ขึ้นมา ท่ามกลางสภาวะแตกร้าวของสังคมสมัยใหม่ แม้พื้นที่ดังกล่าวอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดย “สัมบูรณ์” ก็ตาม

เช่นเดียวกับหนังจากโปรตุเกส ซึ่งกล้าหาญพอที่จะผสมผสาน “ชีวประวัติศักดิ์สิทธิ์” ของนักบุญเข้ากับ “ชีวิตสามัญ/สามานย์” ของมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

ส่วนหนังสั้นของผู้กำกับฯ ผู้ยิ่งใหญ่จากอิหร่าน ก็เผยให้เห็นว่า แม้ทิศทางการเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอลลูกหนึ่ง “คล้าย” จะเดินทางไปไกลสุดกู่เกินความหยั่งรู้ของมนุษย์ แต่ในทางกลับกัน มนุษย์ (ผ่านเครื่องมือช่วยเหลืออย่าง “ภาพยนตร์”) ก็สามารถกำกับ/ควบคุม/บิดผัน/ยั่วล้อ “วิถีทางอันคาดเดาไม่ได้” ของลูกบอลลูกนั้น ได้อย่างอยู่มือ

คนมองหนัง

คนนอก “รัฐ/สังคม” ในหนังเรื่อง “ป่า”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 30 กันยายน-6 ตุลาคม 2559)

“ป่า” คือภาพยนตร์ไทย ผลงานการกำกับฯ ของ “พอล สเปอร์เรียร์” คนทำหนังชาวอังกฤษ ซึ่งมีภรรยาเป็นชาวไทย และอาศัยอยู่ในเมืองไทยมานาน

ก่อนหน้านี้ หนังเดินทางไปคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับเล็กๆ-กลางๆ มามากพอสมควร ก่อนจะกลับมาฉายแบบจำกัดโรงอย่างเงียบๆ ที่ประเทศไทย

“ป่า” อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดีเลิศสมบูรณ์แบบ แต่จุดน่าสนใจ ก็คือ หนังเรื่องนี้มีลักษณะหรือองค์ประกอบหลายอย่างซึ่ง “ผิดแผก” จากหนังไทยทั่วไป

มีทั้งลักษณะที่ “แปลกดี” และ “แปลกตลก” คละเคล้ากัน

องค์ประกอบแบบ “แปลกๆ” ที่ว่า ยังผสมผสานเข้ากับประเด็นหลักของเรื่องที่ “แข็งแรง” จนสามารถสร้าง “จุดเด่น” ให้แก่ “ป่า” ได้ในท้ายที่สุด

ขอเริ่มต้นด้วย “ความแปลก” กันก่อน

อย่างที่เขียนเกริ่นไปแล้วว่า “ป่า” มีองค์ประกอบ “กึ่งแปลกกึ่งตลก” อยู่บ้าง

อาทิ บทสนทนา ที่บางครั้งมีใจความพิกลๆ คงเป็นเพราะบทภาพยนตร์ถูกเขียนขึ้นในภาษาอังกฤษ ก่อนจะได้รับการแปลเป็นภาษาไทยอีกครั้งหนึ่ง

ความแปลกข้อนี้ส่งผลให้คนดูอาจรู้สึกงงงวยกับรายละเอียดของหนังอยู่นิดๆ หน่อยๆ

เช่นในกรณีของผม ซึ่งสุดท้ายก็ยังไม่แน่ใจว่า พระเอกของเรื่องเคยบวชมาก่อน หรือเคยเป็น (แค่) เด็กวัดมาก่อนกันแน่?

องค์ประกอบกึ่งแปลกกึ่งตลกยังปรากฏผ่านการแสดงในหลายๆ ซีน ที่เกิดอาการ “เล่นใหญ่” และ “เล่นแข็ง” ให้ผู้ชมได้เห็นเป็นระยะๆ

นอกจากนี้ ฉากพระเอกนั่งสนทนากับพระพุทธรูป ก็แลดู “ประดิดประดอยจนล้นเกิน” มากกว่าจะสื่อให้เห็นถึงความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณใดๆ

อย่างไรก็ตาม “ป่า” มีความแปลกใหม่ในแง่ “ดี” หรือมีลักษณะ “ริเริ่มสร้างสรรค์” อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

การกำหนดให้พื้นที่หลักแห่งหนึ่งของหนัง คือ “โรงเรียน” แต่กลับมีซีนครู (สาว) แอบสูบบุหรี่ และซีนครูหนุ่มสาวมีเพศสัมพันธ์กัน ก็ช่วยลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ และเพิ่มความเป็นมนุษย์ให้แก่บุคลากรในสถาบันการศึกษาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

เช่นเดียวกับฉาก “เปลือยเปล่า” ของตัวละครนำช่วงท้ายเรื่อง ที่หาดูได้ไม่ง่ายนักในหนังไทยส่วนใหญ่

ที่น่าสนใจอีกประการ ก็ได้แก่การที่หนังผลักความขัดแย้ง อันเกิดจากการกลั่นแกล้งกันของเด็กในโรงเรียนประถมศึกษา ให้ไหลเลื่อนไปสู่สถานการณ์การแก้แค้นแบบถึงขีดสุด และปราศจากความประนีประนอม โดยไร้ซึ่งความพยายามที่จะสร้างเงื่อนปมซับซ้อนไว้อำพรางความรุนแรง ดังที่สื่อบันเทิงส่วนใหญ่เลือกเดิน

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า โครงเรื่อง/ประเด็นหลักของ “ป่า” นั้น มีความแข็งแรงและมีความชัดเจน จนกลายเป็นฐานรากที่มั่นคงให้กับตัวหนัง

เรื่องราวของหนังเรื่องนี้จำกัดตัวเองอยู่ใน “หมู่บ้าน” แห่งหนึ่งที่ภาคอีสาน ทว่า นัยยะความหมายของ “หมู่บ้าน” ดังกล่าว คล้ายจะกว้างขวางใหญ่โตยิ่งกว่าพื้นที่ทางกายภาพของมัน

การที่หนังมุ่งจุดโฟกัสไปที่ “โรงเรียน” และอำนาจ/อิทธิพลของตัวละคร “กำนัน” อาจชี้ให้เห็นว่าศูนย์กลางอำนาจของ “หมู่บ้าน” นั้นถูกรวบเอาไว้ในมือของ “ข้าราชการ”

เมื่อ “ข้าราชการ” มีอำนาจครอบงำ “หมู่บ้าน”

“รัฐ” และ “สังคม” ในหนังเรื่องนี้ จึงแทบจะกลายเป็นสิ่งเดียวกัน หรือเป็นแฝดสยาม/เหรียญสองด้านที่มิอาจถูกผ่าแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด

แล้ว “รัฐ/สังคม” ในรูปของ “หมู่บ้าน” ก็ต้องต้อนรับ “คนนอก” ผู้ผ่านทางเข้ามา

“คนนอก” รายแรก คือ ครูหนุ่ม ที่เป็นเด็กกำพร้าเติบโตขึ้นมาในวัด ก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้กับความสุขสงบทางธรรม แล้วออกเดินทางมาเรียนรู้โลกภายนอก

(จุดนี้ ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับตำแหน่งแห่งที่ของ “วัด/ศาสนา” ใน “ป่า” อยู่พอสมควร เนื่องจากหนังพยายามบ่งชี้ว่า “วัด” คือ พื้นที่ “บริสุทธิ์” ปราศจากความสัมพันธ์ทางอำนาจ และไม่ข้องเกี่ยวกับกิเลสตัณหาทางโลกย์ ซึ่งใครๆ ก็คงรู้ว่านั่นเป็นอุดมคติ อันมิได้เกิดขึ้นจริง)

“คนนอก” อีกราย คือ “จ๋า” เด็กหญิงในโรงเรียนที่ไม่ยอมพูดจากับใครๆ (แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นใบ้ก็ตาม) จนถูกเพื่อนบางส่วนตั้งข้อรังเกียจและรุมแกล้ง

“จ๋า” เป็นตัวละครที่นำพาผู้ชมไปยังพื้นที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ “รัฐ/สังคม/หมู่บ้าน” นั่นก็คือ “ป่า”

บ้านของเด็กหญิงตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ตรงพื้นที่ “ในระหว่าง” เพราะเป็นชายขอบของหมู่บ้าน ขณะเดียวกัน ก็เข้าไปไม่ถึงใจกลาง “ป่า”

ความอีหลักอีเหลื่อของสภาวะก้ำกึ่งเช่นนั้น ถูกสะท้อนออกมาผ่านบุคลิกของ “พ่อจ๋า” ซึ่งเป็นตัวละครอีกหนึ่งคน ที่แยกตัวจากสังคม เงียบขรึม และไม่เอ่ยปากสื่อสารกับผู้ใด คล้ายกำลังเก็บงำความลับบางอย่างเอาไว้

“จ๋า” ค่อยๆ พลัดหลงถลำลึกเข้าสู่บึงน้ำใจกลางป่า และได้พบปะ ผูกมิตร สนทนากับเด็กชายลึกลับ (ซึ่งหนังจะเฉลยในตอนท้าย ว่าเขามีสายสัมพันธ์อย่างไรกับเธอ) ผู้มีบุคลิกลักษณะประหนึ่ง “เมาคลี” หรือ “ทาร์ซาน” ทว่า คล้ายจะมีฤทธิ์เดชเหนือธรรมชาติเกินขอบเขตของมนุษย์ธรรมดาสามัญ

แล้วเรื่องราวในหนังก็ดำเนินไปถึงจุดแตกหัก เมื่อเหล่า “คนนอก” ต้องปะทะกับปทัสถานของ “สังคม/รัฐ” เมื่อ “สังคมหมู่บ้าน” และ “อำนาจรัฐราชการ” ต้องปริแยกจาก “พื้นที่ป่า”

กระทั่ง “คนนอก” อย่างครูหนุ่มและเด็กสาวผู้แปลกแยก ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน/โรงเรียนได้อีกต่อไป ทั้งเพราะรับกฎเกณฑ์/กฎหมู่ที่บัญญัติโดยผู้มีอำนาจในสังคมไม่ได้ และเพราะถูกทำร้ายโดยกฎเหล่านั้น

เช่นเดียวกับ “พื้นที่ป่า” ที่ถูกเผาทำลายไปพร้อมๆ กัน

ภาพยนตร์เรื่อง “ป่า” ปิดฉากลงอย่างเศร้าสร้อยและสลดหดหู่ เมื่อ “ครูหนุ่ม” ต้องตัดสินใจละทิ้ง “หมู่บ้าน” และ “โรงเรียน”

 

ส่วนเด็กหญิงผู้ไม่ยอมพูดจาและเด็กชายลึกลับ พร้อมเรือนร่างอันไร้อาภรณ์ห่อหุ้มของทั้งคู่ ก็ออกเดินเท้าไปยังที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเข้าใกล้ธรรมชาติ และออกห่างจาก “รัฐ/สังคม” มากยิ่งขึ้น

หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่ผลงานระดับมาสเตอร์พีซ แต่สามารถฉายภาพความสัมพันธ์ทางอำนาจบางด้านของสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจและชวนขบคิดตีความต่อ

จนไม่ควรถูกมองข้ามไป

ข่าวบันเทิง

“กระสือครึ่งคน”-หนังของผู้กำกับฯ อังกฤษในไทย ไปโลดที่เทศกาลภาพยนตร์สยองขวัญนานาชาติ

วานนี้ Fantastic Fest 2016 เทศกาลภาพยนตร์ที่มุ่งเน้นความสนใจไปยังหนังสยองขวัญ, แฟนตาซี และไซไฟ ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เพิ่งเผยแพร่รายชื่อหนังจากทั่วโลกชุดแรก ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลประจำปีนี้ออกมา

นอกจากจะมีภาพยนตร์เด่นอย่าง “Miss Peregrine’s Home For Peculiar Children” ของผู้กำกับฯ ชื่อดัง “ทิม เบอร์ตัน” แล้ว

กระสือครึ่งคน

ยังมีชื่อของหนังไทยเรื่อง “กระสือครึ่งคน” ผลงานการกำกับโดย “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” รวมอยู่ด้วย

ทางเว็บไซต์ของเทศกาลดังกล่าวระบุว่า นี่เป็นหนังว่าด้วยเหตุการณ์ที่หมู่บ้านคนแคระถูกรุกรานโดยผีกระสือ ซึ่งเล่าเรื่องออกมาในลีลากึ่งสยองขวัญกึ่งตลกโปกฮา

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เทศกาลภาพยนตร์ Bucheon International Fantastic Film Festival ที่เกาหลีใต้ ซึ่งมุ่งเน้นความสนใจไปยังหนังแนวสยองขวัญ, ระทึกขวัญ, ลึกลับ และแฟนตาซี เช่นกัน ก็เพิ่งประกาศรายชื่อหนังที่ได้รับรางวัลประจำปีนี้

theforrest

โดย “ป่า” หรือ “The Forrest” หนังของผู้กำกับอังกฤษที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย “พอล สเปอร์เรียร์”  ก็ได้รับรางวัล NETPAC (Network for the Promotion of Asian Cinema) Award ไปครอง

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของครูหน้าใหม่ซึ่งค้นพบว่านักเรียนหญิงคนหนึ่งของเขาถูกรังแก เด็กหญิงได้เยียวยาตัวเองด้วยการล่าถอยเข้าสู่โลกจินตนาการ แล้วใช้เด็กชายชาวป่าและพื้นที่ป่าเป็นแหล่งปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำ อย่างไรก็ตาม ครูหนุ่มกลับพยายามดึงลูกศิษย์กลับคืนสู่โลกความจริง สุดท้าย โลกแห่งจินตนาการและความจริงก็ปะทะกัน จนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมตามมา

ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของสเปอร์เรียร์ คือ “ผี” ที่ออกฉายเมื่อปี 2547