คนมองหนัง

บันทึกถึง (บรรยากาศการชม) “รักที่ขอนแก่น”

“รักที่ขอนแก่น” กับ “ฉลุย”

ฉลุย

เซอร์ไพรส์ดี ที่ดันรู้สึกว่าเฮ้ย! ไหงหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาติพงศ์ มันมาทางเดียวกับ “ฉลุย” (กำกับโดยพี่ปื๊ด-พี่อังเคิล) เลยวะเนี่ย 555

นี่ไม่ใช่การประเมิน “รักที่ขอนแก่น” ในแง่ลบ เพราะสมัยผมเริ่มสนใจดูหนัง โดยเฉพาะหนังไทย ในยุคต้นทศวรรษ 2540 “ฉลุย” เป็นหนังไทยที่โดดเด่นเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวอ้างถึงอยู่บ่อยๆ

ผมต้องไปหาซื้อวีซีดีหนังเรื่องนั้นมาดูที่บ้าน ปรากฏว่าเสียงตัวละครดันไม่ตรงกับปากตลอดทั้งเรื่อง 555 กระทั่งได้มาดู “ฉลุย” ฉบับสมบูรณ์ในเทศกาลหนังบางกอกฟิล์มครั้งกระโน้น

ต้องยอมรับว่า “ความฝัน” แบบ “วันนั้นที่เคยฝันกันว่าดี วันนี้อาจยังผิดหวังก็ได้ แต่ขอให้เราฝันกันต่อไป วันไหน สักวัน ความฝันก็คงจะจริง” ใน “ฉลุย” นี่มีอิมแพ็คกับเด็กวัยเพิ่งเริ่มเรียนมหาลัยมากๆ (รวมทั้งผม ณ ตอนนั้น)

รักที่ขอนแก่น โปสเตอร์

แต่ “ความฝัน” ใน “รักที่ขอนแก่น” กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

คงจะเป็นเหมือนที่อภิชาติพงศ์บอกว่า “อาการหลับ” ในหนังเรื่องนี้ อาจเปรียบได้กับความอ่อนเปลี้ยของระบอบปิตาธิปไตย หรืออีกด้านหนึ่ง มันอาจเป็นการหลีกลี้อำนาจรัฐอันไพศาลในขั้นลึกสุด

ขณะเดียวกัน “อาการหลับ” เหล่านั้น ก็นำไปสู่ความฝันที่แสนสลึมสลือ ยากจะจับต้นชนปลายได้ถูก เป็นความฝันที่คล้ายจะมีชีวิตชีวาแล้วก็ผล็อยหลับวูบหล่นลงดื้อๆ เป็นความฝันที่มุ่งสำรวจตรวจตราอาณาจักรโบราณล่องหน ซึ่งรู้รางๆ ว่ามีอยู่ แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ในภาพรวม “ฝัน” ของ “รักที่ขอนแก่น” เลยเป็นความฝันอันเคว้งคว้าง ว่างเปล่า เลื่อนลอย (เหมือนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าอย่างเป็นปริศนา) กลับไม่ได้ไปไม่ถึง

ปรสิทธิ์ รักที่ขอนแก่น

แถมยังค่อยๆ กลืนกลายเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันอันจำเจเรื่อยเปื่อยในโลกความเป็นจริงของสังคมไทยปัจจุบัน รวมถึงของคนวัยประมาณ 30-40 อัพ (ผมคือหนึ่งในนั้น) ที่ไม่สามารถ “ฝันแบบฉลุย” ได้อีกแล้ว

หนังอินดี้งบประมาณ 28 ล้าน!

ผมชอบบรรยากาศถาม-ตอบระหว่างคนดูกับผู้กำกับ หลังการฉาย “รักที่ขอนแก่น” ในโรงภาพยนตร์ที่เมืองไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก (และอาจจะครั้งเดียว) ณ โรงหนังศรีศาลายา หอภาพยนตร์ ในวาระที่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลฟิแอฟอวอร์ด 2018

ผู้ชมวัยคุณลุง-คุณอาคนหนึ่ง ถามพี่เจ้ยว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเท่าไหร่? พี่เจ้ยคิดคำนวณ (แปลงค่าเงิน) อยู่สักพัก ก่อนจะตอบว่าประมาณ 28 ล้านบาท พร้อมเอ่ยยกย่องผู้คนในวงการอุตสาหกรรมหนังไทยว่าพวกเขาเก่งกันมาก ที่ทำหนังใหญ่ได้ด้วยงบประมาณน้อยกว่านี้ (เยอะ)

ผู้ตั้งคำถามถึงกับอุทานขึ้นด้วยความตกใจเมื่อทราบคำตอบ และเหมือนจะแสดงอาการฉงนสงสัยค้างคาใจต่อไปว่า หนังที่ไม่ได้มีฉากใหญ่โตมากมาย ไม่ได้กระหน่ำซีจีหรูๆ ทั้งเรื่องแบบนี้ ต้องใช้เงินถึงเกือบ 30 ล้านบาทเลยหรือ?

รักที่ขอนแก่น นีออน

ผมเห็นว่าบทสนทนาถาม-ตอบของพี่เจ้ย กับลุงๆ อาๆ คนดูหนังที่หอภาพยนตร์นั้นน่าสนใจ

กล่าวคือ มันเหมือนเป็นการปะทะสังสรรค์กันระหว่างโลกทัศน์สองแบบ

ซึ่งถ้าพี่เจ้ยตอบคำถามแบบแรงๆ กระแทกกระทั้น กะจะเขย่าโลกของพวกลุงๆ อาๆ อย่างเต็มที่ ก็คงมีเสียงโห่ฮาปรบมือสนับสนุนแกเพียบ จากผู้ชมรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นขาประจำในแวดวงหนังอิสระ

แต่พี่เจ้ยเลือกใช้กระบวนท่านุ่มนวล ในลักษณะที่ถ้าเปลี่ยนความคิดจิตใจพวกเขาได้ก็เปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ เราก็แค่บอกให้พวกเขารับรู้ว่ามันมีโลกอีกแบบหนึ่งดำรงอยู่นะ

ก่อนหน้านี้ ผมชื่นชมอภิชาติพงศ์ในแง่การแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ชัดเจนออกมาผ่านผลงานภาพยนตร์ แล้วก็ชื่นชอบการกล้าพูดจาวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยของแก ดังที่ปรากฏอยู่บ่อยๆ ในสื่อต่างชาติ

ทว่าเมื่อมาฟัง Q&A ของพี่เจ้ยที่หอภาพยนตร์เมื่อวันจันทร์ ผมพลันรู้สึกถึงความเป็นคนสงบนิ่ง เยือกเย็น จนน่าเคารพ ของแก

ของแถม

cemetery-of-splendour-224983ac-1117-44e5-a150-d06899cbf1b-resize-750

ชอบเพลง “ลิขิตชะตา” ในหนัง “รักที่ขอนแก่น” มากๆ (อยากให้ดาวน์โหลดหรือหาซื้อซีดีมาฟังกันครับ)

ฟังตัวอย่างเพลงได้ก่อนตามลิงก์ด้านล่าง

https://itunes.apple.com/us/album/destiny-cemetery-of-splendour/1293244375?i=1293245416

 

Advertisements
คนมองหนัง

สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์ : “หน้าที่” ของหนังผีตลกในสังคมไทย

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคปเมื่อ 7-8 ปีก่อน

นำมาเผยแพร่อีกครั้งเนื่องในวาระที่ “ธนิตย์ จิตนุกูล” มีอายุครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559

นักดูหนังจำนวนหนึ่งในสังคมไทย อาจจะรู้สึกยี้กับบรรดาหนังผี ตลก กะเทย ซึ่งถูกผลิตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ว่าเป็นความบันเทิงอันซ้ำซากและไร้คุณค่าทางศิลปะ เพราะหนังเหล่านั้นไม่ต้องตรงกับรสนิยม โลกทัศน์และชีวทัศน์ของพวกตน

ในวันแห่งความรักที่เพิ่งผ่านมา หนังผีตลกอีกเรื่องหนึ่งก็มีโอกาสได้ลงโรงฉายอย่างเงียบๆ หนังเรื่องดังกล่าวคือ “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” ผลงานร่วมกำกับของธนิตย์ จิตนุกูล และ เสรี พงศ์นิธิ

หนังผีตลกเรื่องนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ ขณะเดียวกัน ก็มีสถานะอยู่นอกสายตาของนักดูหนังหลายคน ทว่าหนังที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเรื่องนี้ กลับมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจซ่อนอยู่ และคงน่าเสียดายมิใช่น้อย หากบรรดานักดูหนังจะพากันเพิกเฉย โดยไม่ได้คิดพิจารณาถึง “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” อย่างจริงจังเท่าที่ควร

เมื่อพิจารณาอย่างคร่าวๆ “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” ถือเป็นหนังที่พยายามจะยำใหญ่มหรสพความบันเทิงแบบประชานิยมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ความเป็นหนังวิ่งหนีผี (ที่มี “บ้านผีปอบ” เป็นแม่แบบสำคัญ) ความเป็นละครน้ำเน่าที่เน้นประเด็นความขัดแย้งระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ (ซึ่งเป็นเรื่องราวแพร่หลายในละครโทรทัศน์ที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก แม้แต่นิทานพื้นบ้านส่วนใหญ่ก็มักบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ทว่าอาจกลับขั้วความขัดแย้งเป็นพ่อตากับลูกเขย ตามขนบธรรมเนียมประเพณีสมัยก่อน ที่เมื่อแต่งงานกันแล้วฝ่ายชายต้องย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของฝ่ายหญิง) และความเป็นหนังตลก (ซึ่งอาจถือเป็นประเภทของหนังที่มีอำนาจนำสูงสุดในตลาดหนังไทย)

หลายคนที่มีโอกาสได้ชมหนังเรื่องนี้คงจะเห็นว่า “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” ถือเป็นยำใหญ่ใส่สารพัดที่มีรสชาติกลมกล่อม ขณะเดียวกัน ก็มีมุขใหม่ๆ จำนวนหนึ่งที่ถูกนำมาผสมผสานกับความเป็นหนังวิ่งหนีผีและความเป็นหนังตลกได้อย่างลงตัว

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ท่ามกลางมุขตลกจำนวนมากที่ทำงานอย่างได้ผล กลับไม่มีดาราตลกคาเฟ่คนใดปรากฏกายในหนัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างหนักของผู้กำกับทั้งสองคนและทีมงานเขียนบท

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากความลงตัวดังกล่าว เรายังสามารถพบเห็นประเด็นทางสังคมประเด็นหนึ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนในหนังเรื่องนี้ นั่นก็คือ ประเด็นเรื่องชนชั้น

ภาพครอบครัวของพระเอกในหนัง โดยเฉพาะคุณหญิงแม่และน้องสาวของพระเอก ผู้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยไม่พอเพียง จนทรัพย์สินของตระกูลเริ่มไม่เพียงพอ กระทั่งต้องประกาศขายคฤหาสน์ประจำตระกูลทิ้ง อาจไม่ได้ขัดแย้งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพนางพยาบาลหน้าตาสวยบุคลิกดีของนางเอก แม้นางเอกจะโดนดูถูกดูแคลนจากแม่ผัวและน้องสะใภ้ ตลอดจนบรรดาไฮโซที่จะมาซื้อคฤหาสน์ว่า เธอมีสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อยและเป็นชนชั้นต่ำก็ตาม

ทว่าสิ่งบ่งชี้ถึงประเด็นเรื่องชนชั้นในหนังอย่างชัดเจน กลับเป็นบรรดาตัวละครคนรับใช้ภายในคฤหาสน์ของครอบครัวพระเอก หรือ ตัวละครที่เป็นคนขับรถของ ส.ส. จากอีสาน (ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาเศรษฐีที่จะมาซื้อคฤหาสน์จากคุณหญิงแม่ของพระเอก) ผู้มีสถานะแตกต่างต่ำต้อยกว่าเหล่าเจ้านายอย่างเห็นได้ชัด

ครั้นเมื่อนางเอกต้องตายลงและกลายเป็นผีจากฝีมือของแก๊งอันธพาลที่ถูกจ้างวานโดยคุณหญิงแม่และน้องสาวของพระเอก สถานะความเป็น “ผี” ของนางเอกกลับทำให้ความแตกต่างทางชนชั้นระหว่างบรรดาตัวละครมีความกำกวมขึ้นมา

ความกลัวผีที่ไม่แตกต่างกันระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นล่าง ส่งผลให้บรรดาคนรับใช้หรือคนขับรถที่เป็นชนชั้นล่างสามารถต่อรองสร้างเงื่อนไข (หรือสร้างปัญหากวนใจ) กับเจ้านายที่เป็นชนชั้นสูงได้ตามสมควร เพราะต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับผีนางเอก

และตัวละครทุกชนชั้นก็มีความเท่าเทียมกันมากขึ้นผ่านการวิ่งหนีผีพร้อมกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย ดังที่ทุกคนได้เอ่ยปากอย่างสอดคล้องกันว่า ตัวเองต่างก็เป็น “ประชาชน” (ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างเท่าเทียมและเป็นหนึ่งเดียวกัน) ทั้งนั้น เมื่อท่าน ส.ส. จากอีสานพยายามจะหลีกเลี่ยงภารกิจสะกดศพผี ด้วยการอ้างว่า ตนยังมีภาระต้องไปช่วยเหลือ “ประชาชน”

เมื่อการวิ่งหนีผีดำเนินไปอย่างสนุกสนานจนสมควรแก่เวลา เรื่องราวของหนังก็ต้องจบลงที่การหยุดหลอกหลอนของผีนางเอก โดยการปิดฉากของ “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” ก็ไม่ได้ดำเนินไปตามแบบแผนดั้งเดิมของหนังผีไทยเสียทีเดียว เพราะผีนางเอกไม่ได้หยุดหลอกหลอนเนื่องจากอิทธิฤทธิ์ของผู้วิเศษ หรือ หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาใดๆ

แต่ผีนางเอกยอมยุติภารกิจหลอกหลอนก็ต่อเมื่อคุณหญิงแม่ของพระเอกยอมรับผิดในสิ่งที่ตนกระทำขึ้น (การหลอกหลอนของผีนางเอก ยังส่งผลให้ตัวละครหลายคนต้องยอมรับในสิ่งที่ตนเคยทำผิด เช่น ส.ส.อีสาน ที่ยอมรับกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนของตนเอง เพื่อจะได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องที่เขาเชื่อว่าปลอดจากผี)

การจบหนังลงอย่างแฮปปี้ เอนดิ้งเช่นนี้ ได้ทำให้เรามองเห็นถึง “หน้าที่” สำคัญของหนังผีตลกอย่าง “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” กล่าวคือ แม้ประเด็นเรื่องชนชั้นจะปรากฏอยู่ในหนัง แต่จุดมุ่งหมายสำคัญของหนังก็ไม่ใช่การปลุกเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยชนชั้นล่าง

ทว่า “หน้าที่” ที่หนังผีตลกเรื่องนี้พยายามทำก็ได้แก่การหยอกล้อเสียดสีข้ามชนชั้นผ่านภาพยนตร์ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดหรือความขัดแย้งจริงๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคม มากกว่าจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมขึ้นอย่างแท้จริง

เห็นได้จากกรณีของผีนางเอก ซึ่ง “หน้าที่” ของเธอก็คือ การหลอกหลอนผู้คนในคฤหาสน์ทั้งที่เป็นชนชั้นสูงและชนชั้นล่าง จนทำให้พวกเขาเหล่านั้นกลับกลายเป็นผู้คนที่มีสถานะเท่าเทียมหรือเหลื่อมซ้อนกันในสภาวะเฉพาะ/ยกเว้น ที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวในโลกภาพยนตร์

ฉากจบของหนังก็ยิ่งตอกย้ำ “หน้าที่” ดังกล่าวของผีนางเอกให้เด่นชัดขึ้น เมื่อเธอได้ปรากฏกายหลอกหลอนผู้คนอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เธอไม่ได้หลอกหลอนผู้คนในคฤหาสน์ หากเธอกลับหลอกหลอนบรรดา “แขก” (ซิกข์) ที่เป็นเจ้าหนี้ผู้จะมายึดคฤหาสน์ประจำตระกูลจากคุณหญิงแม่

นั่นเท่ากับว่า ผีนางเอกมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องคฤหาสน์อันเป็นสมบัติประจำตระกูลของชนชั้นสูงจาก “คนนอก” ที่เป็นเจ้าหนี้อย่าง “แขก” และความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในคฤหาสน์ก็ยังจะดำเนินต่อไป โดยอาจเกิดสภาวะผ่อนคลายให้มีความเท่าเทียมขึ้นในบางครั้ง เมื่อผีนางเอกปรากฏกายออกมาหลอกหลอนผู้คนในคฤหาสน์ดังกล่าว

(เช่นเดียวกันกับการล้างแค้นของผีนางเอก ที่เธอลงมือฆ่าเหล่าอันธพาลชนชั้นล่างซึ่งเป็นฆาตกรสังหารตัวเองอย่างโหดเหี้ยม แต่สำหรับผู้จ้างวานอย่างคุณหญิงแม่และน้องสาวของพระเอกที่เป็นชนชั้นสูง ในท้ายที่สุด ผีนางเอกก็ต้องการเพียงแค่การยอมรับผิดจากพวกเขาเท่านั้น)

นอกจากนี้ หากเราพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว กลุ่มตัวละครเจ้าหนี้ “แขก” น่าจะเป็นฝ่ายที่สามารถสร้างความสั่นสะเทือนทางชนชั้นให้เกิดขึ้นได้จริงๆ เพราะพวกเขาเป็น “แขก” โพกหัวตัวเป็นๆ ที่สามารถขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาทวงหนี้ปลดทรัพย์จากคุณหญิงชนชั้นสูงผู้เป็นลูกหนี้ ซึ่งมีรถโรลสรอยส์จอดอยู่ในบ้านได้ ไม่ใช่เป็นแค่ “ผี” ที่มาหลอกหลอนให้บรรดาชนชั้นสูงและชนชั้นล่างต้องรวมตัวอย่างเท่าเทียมกันเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ “หน้าที่” สำคัญของหนังผีตลกอย่าง “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” และผีนางเอกในเรื่อง จึงเป็นการหลอกหลอนยั่วล้อเสียดสีประเด็นเรื่องชนชั้นในสังคม ผ่านความบันเทิง ความสนุกสนาน และความตลกขบขันอันกลมกล่อม เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดหรือความขัดแย้งดังกล่าวชั่วครั้งคราว และเพื่อค้ำจุน “โครงสร้าง” สังคมที่ก่อให้เกิดหรือเสริมส่งความไม่เท่าเทียมกันของผู้คนให้ดำรงอยู่และดำเนินต่อไป

โดยที่ “ชนชั้นสูง” และ “ชนชั้นกลาง” จำนวนมากต่างก็ได้รับผลประโยชน์ ความมั่นคง และความสุขจากโครงสร้างสังคมเช่นนี้ ส่วนนักดูหนังจำนวนหนึ่งที่แสดงอาการรังเกียจหนังผี ตลก กะเทย ก็จะยังมีโอกาสแสวงหา “หนังดีๆ” มาดูอยู่เรื่อยไป ภายในโครงสร้างสังคมแบบเดิม