ข่าวบันเทิง

8 หนังไทยในฟุกุโอกะ และโปรเจ็คท์ของ “นนทรีย์-นนทวัฒน์” ที่ถูกคัดเลือกเข้าตลาดใหญ่ปูซาน

8 หนังไทยที่ฟุกุโอกะ

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโฟกัส ออน เอเชีย ฟุกุโอกะ 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-24 กันยายนนี้ ได้วางโปรแกรมพิเศษสำหรับภาพยนตร์ไทยโดยเฉพาะ

โปรแกรมดังกล่าวมีชื่อว่า “Thai Films-A Diversity in Charm” (ภาพยนตร์ไทย: ความหลากหลายภายในความมีเสน่ห์) โดยจะมีการจัดฉายหนังไทยถึง 8 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

ฟุกุ รวม

ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ), ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์), เทริด (เอกชัย ศรีวิชัย และ ภาคภูมิ วงษ์จินดา), ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์), Mary is Happy, Mary is Happy (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์), เดอะ มาสเตอร์ (นวพล), เปนชู้กับผี (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) และ สันติ-วีณา (ครูมารุต หรือ ทวี ณ บางช้าง)

ที่มา http://www.focus-on-asia.com/lineup_en/

2 โปรเจ็คท์หนังไทย ในตลาดเอพีเอ็ม เทศกาลปูซาน

เดอะ เอเชี่ยน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต (เอพีเอ็ม) คือ กิจกรรมส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

โดยทางผู้จัดงานจะคัดเลือกโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เอเชียที่น่าสนใจให้เข้ามาร่วมในกิจกรรมนี้ ซึ่งถือเป็นตลาดหรือแหล่งพบปะทางธุรกิจระหว่างคนทำหนังกับผู้ลงทุนหรือผู้สร้างภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย

ปีนี้ กิจกรรมเอพีเอ็มครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ปูซานครั้งที่ 22 โดยมีโครงการภาพยนตร์ทั่วเอเชียส่งใบสมัครเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 317 เรื่อง ปรากฏว่ามีโปรเจ็คท์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงาน 28 เรื่อง

ในรายชื่อดังกล่าว มีโครงการของนักทำหนังชาวไทยอยู่สองเรื่อง ได้แก่ “ดอย บอย” โครงการภาพยนตร์ของนนทวัฒน์ นำเบญจพล และ “ฟรานซิส จิตร ออฟ สยาม” โดย นนทรีย์ นิมิบุตร

doiboy
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Nontawat Numbenchapol

วอยซ์ทีวี รายงานว่า “ดอย บอย” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์ล่าสุดของนนทวัฒน์ ที่เพิ่งมีหนังเรื่อง “#BKKY” เข้าฉายในเมืองไทย จะเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มจากรัฐฉานซึ่งเดินทางเข้ามาทำงานในแวดวงธุรกิจสีเทาที่เชียงใหม่ และก่อนหน้านี้ โครงการดังกล่าวก็เคยได้รับรางวัล “ปูริน อวอร์ด” จากโครงการพัฒนาบทภาพยนตร์สำหรับนักทำหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFIC)

ฟรานซิส จิตร

ขณะที่โปรเจ็คท์หนังใหญ่เรื่องใหม่ของนนทรีย์จะนำเสนอประวัติชีวิตของ “ฟรานซิส จิตร” หรือหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) ช่างภาพชาวไทยคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 4-5 โดยเรื่องราวเกี่ยวกับร้านถ่ายรูปของเขาเคยปรากฎเป็นฉากเล็กๆ ในภาพยนตร์ “ทวิภพ” ของสุรพงษ์ พินิจค้า มาแล้ว

ฟรานซิส จิตร 2

ที่มา https://asianfilmfestivals.com/2017/08/14/asian-project-market-official-projects-2017/

Advertisements
คนมองหนัง

“ปั๊มน้ำมัน” : “จักรวาลพิเศษ” ของ “ธัญญ์วาริน”

มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 ธันวาคม 2559

“ปั๊มน้ำมัน” คือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเช่นเดียวกับหนังยาวหลายเรื่องของธัญญ์วาริน ที่ด้านหนึ่ง มิได้เป็น “หนังอาร์ต” ดูยากสุดขั้ว แต่อีกด้าน ก็มิได้เป็น “หนังตลาด” ฉาบฉวย ที่ปราศจากแง่มุม “ลึกซึ้ง” ใดๆ

กล่าวได้ว่า “ปั๊มน้ำมัน” เป็นงานที่ “ดูไม่ยาก” ทว่า ใน “ความ (เหมือนจะ) ง่าย” กลับมีกระบวนท่าสวยๆ น่าจดจำ และมีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ชวนขบคิด ดำรงอยู่ตามรายทางมากมาย

หนังเล่าเรื่องราวของ “มั่น” ชายหนุ่มที่อาศัยอยู่เพียงลำพังใน “ปั๊มน้ำมัน” เก่าๆ โทรมๆ ซึ่งตั้งอยู่อย่างเดียวดายอ้างว้างริมถนนลูกรัง ณ พื้นที่ “ชนบท” แห่งหนึ่ง

เขาดำเนินชีวิตประจำวันอย่างซ้ำซากจำเจเพื่อรอคอยการกลับมาของภรรยาชื่อ “นก” ที่หายตัวไปโดยไม่ทราบเหตุผลแน่ชัด

อย่างไรก็ตาม “นก” ไม่ได้มีสถานะเป็น “บุคคลหายสาบสูญ” เธอเดินทางกลับมาหา “มั่น” เป็นครั้งคราว (บางคราว กลับมาพร้อม “ภาระ” และ “ความผิดบาป” บางประการ) แต่สุดท้าย ก็มักหนีหายจากไกลไปอีกโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

ณ ปั๊มน้ำมันอันเปลี่ยวร้าง จะมีก็เพียงสาวใหญ่ผู้มีครอบครัวแล้วอย่าง “เจ๊มัท” และเด็กสาวชื่อ “ฝน” เท่านั้น ที่เฝ้าคอยแวะเวียนมาเกาะแกะ ดูแลห่วงใย ร่วมกินดื่ม และสร้างความรำคาญให้แก่ “มั่น”

เพราะพวกเธอต่างหลงรัก “มั่น” ทว่า “มั่น” ไม่ได้รักพวกเธอ และยังคงเฝ้ารอคอยการกลับมาของ “นก” อย่างแน่วแน่

จุดแรกที่ผมชอบมากๆ ใน “ปั๊มน้ำมัน” ก็คือ “จักรวาล” ของหนัง ซึ่ง “แปลกแยก” ออกจากโลกปกติธรรมดา ทั้งในแง่สถานที่, พื้นที่, การแต่งกายหลุดโลกของนักแสดง (ชุดคาวบอย, ชุดราตรีประกวดนางงาม ชุดคอสเพลย์นานาชนิด และชุดแฟชั่นนิสต้า)

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความแปลกแยกเหล่านั้น ตัวละครส่วนใหญ่ภายในจักรวาลอันผิดเพี้ยนกลับใช้ชีวิตอยู่กับความหวัง ความฝัน และพฤติกรรมที่ซ้ำซาก จำเจ ย้ำคิดย้ำทำ (มีแค่ “นก” ที่กลับมาแต่ละครั้งพร้อม “ความเปลี่ยนแปลง” เช่นเดียวกับ “ฝน” ผู้ค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละน้อย)

คล้ายกับที่นักวิจารณ์อย่าง “วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา” ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า จริงๆ แล้ว “ปั๊มน้ำมัน” มีสถานะเป็นแค่พื้นที่แห่ง “การเปลี่ยนผ่าน” คือเป็นที่ที่ผู้คนเดินทางผ่านมาแล้วก็จากไป แต่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้กลับติดค้าง ถูกทอดทิ้ง และเฝ้ารอคอยใครสักคนหรือความหวังบางอย่าง อยู่ตรงพื้นที่ “เปลี่ยนผ่าน” ดังกล่าว

ดูเหมือนช่วงหลังๆ จะมีหนังไทยหลายเรื่องที่พยายามถ่ายทอดเรื่องราว ผ่านการสร้าง/นำเสนอภาพแทนของ “พื้นที่เฉพาะ/พิเศษ” ซึ่งอาจหมายถึง “ยูโทเปีย” “พื้นที่ทางเลือก” “พื้นที่ยกเว้น” “พื้นที่ของความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง” หรือ “พื้นที่เปลี่ยนผ่าน” ออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้น

ไล่มาตั้งแต่ “อนธการ” “มหาสมุทรและสุสาน” และล่าสุด คือ “ปั๊มน้ำมัน”

การถือกำเนิดขึ้นของ “พื้นที่เฉพาะ/พิเศษ” ในโลกภาพยนตร์ มักนำไปสู่ “ความเป็นไปได้” ชนิดใหม่ๆ

สำหรับผม “ความเป็นไปได้ใหม่ๆ” ที่เกิดขึ้นใน “โลกเฉพาะ” ของหนังเรื่องนี้ ก็คือ บทบาทหน้าที่ของตัวละครชาย-หญิง ซึ่งถูกพลิกให้กลับหัวกลับหางหรือผิดฝาผิดตัว อย่างมีนัยยะน่าสนใจ

กลายเป็นว่าตัวละครชายรายเดียวใน “ปั๊มน้ำมัน” ต้องมีภาระในการแบกรับความทุกข์ตรม, การถูกทอดทิ้ง (ตัดขาด) ให้อยู่ใน “ชนบท?” หรือโลกแห่งความแปลกแยกอันแน่นิ่ง, การต้องเป็นประจักษ์พยาน/สักขีพยานแห่งความพลัดพราก และการเป็นตัวแทนของ “ความไม่ (ยอม) เปลี่ยนแปลง”

ผิดกับในภาพยนตร์ นวนิยาย และเรื่องเล่าส่วนมาก ที่บทบาทอันน่าหดหู่นี้มักตกเป็นของผู้หญิง

เผลอๆ การพลิกด้านให้ผู้ชายมาแบกรับภาระตรงนี้ อาจสื่อแสดงถึงภาวะเสื่อมถอยทรุดโทรมของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “ชายเป็นใหญ่” ด้วยซ้ำไป

ในทางกลับกัน บรรดาตัวละครหญิงก็กลายมาเป็นตัวแทนของ “ความเปลี่ยนแปลง”, เป็น “ผู้กระทำการที่กระตือรือร้น”, เป็นฝ่ายที่ออกเดินทางไปติดต่อกับ “โลกภายนอก” กระทั่งเป็นฝ่ายรู้เดียงสาและ “เปิดรับ/เปิดกว้าง” เรื่องเพศมากกว่าผู้ชาย

ทั้งๆ ที่หน้าที่ส่วนนี้มักถูกผูก (ขาด) ให้เป็นบทบาทหลักของผู้ชาย

นอกจากนี้ การปรากฏกายขึ้นของ “ซินเดอเรลล่า” หรือ “ซิน” ลูกสาวตัวน้อยของ “นก” ก็ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความเปลี่ยนแปลง” “ความแปลกแยก” “ความแตกต่างหลากหลาย” หรือ “ความผิดบาป” ที่น่าครุ่นคิดตีความต่อมากๆ

แต่ท้ายสุด ดูคล้ายหนังจะพยายาม “เลือน” สถานะ “ผิดแผกโดดเด่น” ของตัวละครหญิงทั้งหลายให้ “จางบาง” ลงพอสมควร

เพราะอีกด้านหนึ่ง พวกเธอก็ค่อยๆ ถูกฉายภาพให้กลายมาเป็นผู้แบกรับความทุกข์/ความหวังบางอย่างอยู่ในใจ พวกเธอมี “ปมปัญหา” บางชนิด ที่ส่งผลให้ “บางด้าน” ของชีวิตไม่อาจปรับเปลี่ยนแปรผัน

หรือเอาเข้าจริงตัวละครอย่าง “เจ๊มัท” ก็ฝังตรึงรัดรึงตนเองเข้ากับความซ้ำซากจำเจนานัปการ ไม่ต่างจาก “มั่น”

ขณะที่วิธีการจัดเรียงตัวละครผู้หญิงสามคนให้มีความทับซ้อนกัน ซึ่งส่งผลให้ตัวละครสองคนมีสถานะเป็นดัง “ภาพแทน” ของตัวละครอีกรายหนึ่ง ก็เป็นกระบวนท่าน่าสนใจไม่น้อย

แม้สุดท้าย “ภาพแทน” จะเป็นได้แค่ “ภาพแทน” ที่แทนอย่างไรก็แทนได้ไม่ครบ และแทนได้ไม่เหมือน “ของ/คนจริง”

เท่ากับว่า ไปๆ มาๆ ตัวละครหญิงบางรายก็ถูกฉวยใช้เป็นเพียง “เครื่องมือทางความทรงจำ” ที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้ “ผู้ใช้เครื่องมือ/ผู้ชาย” สามารถระลึกถึงตัวละครหญิงอีกคน

ก่อนที่หนังจะหาหนทางคลี่คลายให้พวกเธอกลับกลายเป็น “มนุษย์ผู้มีชีวิตจิตใจ” (ที่ทั้งเหี่ยวเฉารอวันแหลกสลาย และเติบโตเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกช่วงวัยหนึ่ง) ได้อย่างงดงามในตอนท้าย

ในมุมมองของผม “จุดอ่อน” ของ “ปั๊มน้ำมัน” กลับไปอยู่ที่การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของนางเอกอย่าง “นก”

ลักษณะกำกวม ผลุบๆ โผล่ๆ เข้ามาใน “จักรวาลปั๊มน้ำมัน” ชั่วครั้งคราว แล้วจากไปแบบไม่ค่อยเห็นเหตุผลแน่ชัดของ “นก” นั้นมีเสน่ห์ และส่งผลให้ธีมว่าด้วย “ความหวังและการรอคอยอันเลื่อนลอย” ของ “มั่น” ตลอดจนตัวละครหลักรายอื่นๆ ถูกขับเน้นอย่างทรงพลัง

แต่พอเธอต้องกลับคืนสู่จักรวาลดังกล่าวอีกครั้งในช่วงท้าย ทั้งยังต้องรับภาระหนักในการเฉลยเงื่อนปม/ข้อมูลใหม่บางประการ สถานการณ์ส่วนนี้กลับแลดูอ่อนพลัง และอันที่จริง อาจไม่จำเป็นต่อตัวภาพยนตร์สักเท่าไหร่

ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า “ปูมหลัง” ซึ่งถูกคลี่ออกก่อนหนังจบ ไม่สามารถอธิบายมูลเหตุในพฤติกรรมของตัวละครบางรายได้อย่างหมดจด และแน่นอนว่าไม่สามารถลบล้าง “ความผิดพลาด/ผิดบาป” บางด้านของตัวละครรายนั้นลงได้ด้วย

ผมเข้าใจว่าธัญญ์วารินตั้งใจจะปิดฉากหนังเรื่องนี้ให้ “สมบูรณ์/สมดุล” ที่สุด ด้วยการกำหนดให้คู่พระ-นาง ต่างต้องแบกรับ “ภาระหนักหนา” และมี “บาดแผล” ในชีวิตอย่าง “เท่าเทียม/เสมอภาคกัน”

อย่างไรก็ตาม เจตนาดีที่ว่ากลับนำไปสู่ผลลัพธ์อันน่าเสียดาย เพราะมันส่งผลให้ความสัมพันธ์ชาย-หญิง ที่ “บิดเบี้ยวแปลกประหลาด” ใน “โลกเฉพาะ/พิเศษ” ของหนังเรื่องนี้ ถูกปรับเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาวะ “สมดุล” และ “ปกติธรรมดา”

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความบิดเบี้ยว” ซึ่งปรากฏในเนื้อหาประมาณ 95% ของหนังนี่แหละ ที่ช่วย “ถ่วงดุล” เรื่องเล่าว่าด้วยความสัมพันธ์ชาย-หญิง “กระแสหลัก” ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกลื่อนกลาด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกองค์ประกอบของ “ปั๊มน้ำมัน” ซึ่งน่าสนใจ ก็คือ “กรอบเวลา” อันยาวนานนับทศวรรษของเรื่องราวภายในหนัง

กรอบเวลาเกือบ 20 ปีของหนัง อาจแฝงนัยยะทาง “สังคมการเมือง” เอาไว้ หรืออาจไม่แฝงอะไรไว้เลยก็ได้ (แล้วแต่ใครจะตีความ)

เหตุการณ์ในหนังลากยาวจากปี 2539 (ปีที่ “มั่น” เริ่มรู้จัก “นก” และมีเพศสัมพันธ์กับ “เจ๊มัท”) มาถึงปี 2558 (ที่ “จักรวาลปั๊มน้ำมัน” ทั้งถูก “เติมเต็ม” และ “พร่องหาย” เมื่อใครบางคนหวนคืนกลับมา และอีกหลายคนต้องลาจากไป)

ซึ่งเหมือนจะเป็นสองปีที่ไม่มีความหมายอะไรพิเศษ ถ้าเทียบกับขวบปีอื่นๆ ที่บรรดาตัวละครต้องเผชิญ

“มั่น” กับ “นก” น่าจะแต่งงานกันเมื่อปี 2544 เพราะมีบทสนทนาก่อนแต่งว่าทั้งคู่คบกันมา 5 ปี 9 เดือนแล้ว

หากพิจารณาไปที่โลกนอก “จักรวาลปั๊มน้ำมัน” ปีนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “รัฐบาลไทยรักไทย” พอดี

หนังยังชี้ว่า “นก” ที่หนีหายจาก “มั่น” ไปนานสามปีหลังแต่งงาน (นับตามรอยสักรูปนกสามตัวบนแขนของฝ่ายชาย) เกือบประสบภัยสึนามิที่ภูเก็ตเมื่อปี 2547

ตอนปี 2553 “เจ๊มัท” และ “ฝน” มานั่งพูดคุย/ปรับทุกข์/แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พร้อมกับมีฉันทามติว่าพวกเธอจะ “สู้ต่อ” เพื่อหาทางพิชิตหัวใจผู้ชายอย่าง “มั่น” ให้ได้

น่าสนใจว่าคราวนั้น ทั้งคู่ต่างแต่งกายด้วย “โทนสี” ที่สอดคล้องกับขบวนการมวลชนจากชนบท (โดยเฉพาะภาคอีสาน-เหนือ) ซึ่งลุกฮือเข้ากรุงเทพฯ ในปีดังกล่าวพอดี

ตลกร้ายที่พอ “ฝน” เติบโตขึ้นเป็นพนักงานธนาคารและต้องแต่งกายด้วยชุดเรียบร้อยเป็นทางการแทนชุดคอสเพลย์ โทนสีของเครื่องแบบสาวออฟฟิศกลับ “สวนทาง” กับสีของชุดที่เธอสวมใส่ตอนปี 2553 อย่างสิ้นเชิง

หลายปีที่ผ่านมา หนัง “การเมืองไทย” มักอ้างอิงตัวเองกับกรอบเวลาที่ยาวนานนับ/หลายทศวรรษ

ตั้งแต่ “October Sonata รักที่รอคอย” มาถึง “Snap แค่…ได้คิดถึง” กระทั่ง “ดาวคะนอง” (ที่อดีตกับปัจจุบันทับซ้อนกันจนเกิดสภาวะพร่าเลือน)

น่าสนใจว่าแม้แต่ภาพยนตร์ไทยที่ไม่มีภาพลักษณ์เป็น “หนังการเมือง” มากนัก อย่าง “ปั๊มน้ำมัน” ก็หันมาใช้กรอบเวลาแบบนี้เช่นกัน

นี่อาจสื่อให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย ที่มองว่าสังคมไทยมีลักษณะ “แน่นิ่ง” และขยับขับเคลื่อนไป “ช้า” เหลือเกิน

หรืออาจเป็นความรู้สึกซึ่งเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือผลลัพธ์จากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่าง “ต่อเนื่องยาวนาน” มิใช่ผลลัพธ์ชนิดประเดี๋ยวประด๋าวของสถานการณ์ในระยะสั้นๆ

แม้ “ปั๊มน้ำมัน” จะมีจุดอ่อนแทรกอยู่บ้างท่ามกลางองค์ประกอบโดดเด่นชวนขบคิดจำนวนมาก แต่หนังเรื่องนี้ก็จัดเป็นผลงาน “ชั้นครีม” ของธัญญ์วาริน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับ “It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก” หนังยาวที่ดีที่สุดของเขา ตามความเห็นของผม

คนมองหนัง

ความเห็น/ความรู้สึก 11 ข้อ กับหนัง “ปั๊มน้ำมัน”

1. สำหรับผม นี่จัดเป็นหนังยาว “ระดับครีม” ของคุณธัญญ์วารินเลยนะ โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับ “It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก”

2. ผมชอบจักรวาลที่ “แปลกแยก” ออกจากโลกปกติธรรมดา (ทั้งในแง่สถานที่, พื้นที่, การแต่งกายหลุดโลกของตัวแสดง) ทว่าขณะเดียวกัน กลับเต็มไปด้วยความซ้ำซาก จำเจ ย้ำคิดย้ำทำของตัวละครหลักภายในหนัง

ผมรู้สึกว่า ช่วงหลังๆ ตัวเองได้ดูหนังไทยดีๆ หลายเรื่อง ที่พยายามสร้าง/นำเสนอภาพแทนของ “ยูโทเปีย” “พื้นที่ทางเลือก” “พื้นที่ยกเว้น” หรือ “พื้นที่ของรูปแบบความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง” ออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นและน่าสนใจ

ไล่มาตั้งแต่ “อนธการ” เมื่อปีก่อน ส่วนปีนี้ มี “มหาสมุทรและสุสาน” และล่าสุด ก็คือ “ปั๊มน้ำมัน”

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-3

3. เวลามี “พื้นที่ทางเลือก” เกิดขึ้นในโลกของภาพยนตร์ มันมักนำไปสู่การเปิดโอกาสให้แก่ “ความเป็นไปได้” ใหม่ๆ

และ “ความเป็นไปได้” ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใน “โลกเฉพาะ” ของหนังเรื่องนี้ ก็คือ บทบาทหน้าที่ของตัวละครชาย-หญิง ซึ่งมันกลับหัวกลับหางหรือผิดฝาผิดตัว อย่างมีนัยยะน่าสนใจ

4. ผมชอบภาระในการต้องแบกรับความทุกข์ตรม การถูกทอดทิ้ง (ตัดขาด) ให้อยู่ใน “ชนบท?” (หรือโลกแห่งความแปลกแยกอันแน่นิ่ง) การต้องเป็นประจักษ์พยาน/สักขีพยานแห่งความพลัดพราก การเป็นตัวแทนของ “ความไม่เปลี่ยนแปลง” ของตัวละครชาย

ซึ่งจริงๆ ในหนัง นิยาย เรื่องเล่าส่วนมาก บทบาทอันน่าหดหู่นี้มักตกเป็นของผู้หญิง

เผลอๆ การพลิกด้านให้ผู้ชายมารับภาระตรงนี้ อาจสื่อแสดงถึงภาวะเสื่อมถอยทรุดโทรมของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “ชายเป็นใหญ่” ได้ด้วยซ้ำไป

5. ขณะเดียวกันผมก็ชอบที่บรรดาตัวละครผู้หญิงกลายมาเป็นตัวแทนของ “ความเปลี่ยนแปลง” เป็น “ผู้กระทำการที่กระตือรือร้น” เป็นฝ่ายที่ออกเดินทางไปติดต่อกับ “โลกภายนอก” กระทั่งเป็นฝ่ายรู้เดียงสาและ “เปิดรับ/เปิดกว้าง” เรื่องเพศมากกว่าผู้ชาย

ทั้งที่จริงๆ หน้าที่ส่วนนี้มักถูกผูกให้เป็นบทบาทของผู้ชาย

แน่นอน การปรากฏขึ้นของตัวละคร “ลูกสาว” ของนก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความเปลี่ยนแปลง” หรือ “ความแตกต่างหลากหลาย” (ภายใน “พื้นที่เฉพาะ” ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก) ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

แต่ท้ายสุด ดูเหมือนหนังจะพยายาม “เลือน” สถานะส่วนนี้ของตัวละครหญิงทั้งหลายให้ “จางบาง” ลงพอสมควร เพราะอีกด้านหนึ่ง พวกเธอก็กลายมาเป็นผู้แบกรับความทุกข์/ความหวังบางอย่างอยู่ในใจเหมือนกัน พวกเธอมีปมบางชนิด ที่ส่งผลให้ “บางด้าน” ของชีวิตไม่อาจเปลี่ยนแปรผันไป หรือเอาเข้าจริงตัวละครอย่างเจ๊มัท ก็ใช้ชีวิตโดยฝังตรึงตนเองกับความซ้ำซากจำเจนานัปการไม่ต่างจากพระเอกอย่างมั่น

6. นอกจากนี้ ผมชอบวิธีการจัดเรียงตัวละครผู้หญิงสามคนให้มีความทับซ้อนกัน ส่งผลให้ตัวละครสองคนมีสถานะเป็นดัง “ภาพแทน” ของตัวละครอีกรายหนึ่ง แต่ “ภาพแทน” ก็คือ “ภาพแทน” ที่แทนอย่างไรก็แทนได้ไม่ครบ และแทนได้ไม่เหมือน “ของจริง”

ผมคิดว่าวิธีการสร้างให้ตัวละครหญิงบางรายถูกฉวยใช้เป็น “เครื่องมือทางความทรงจำ” ที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้ “ผู้ใช้เครื่องมือ/ผู้ชาย” สามารถระลึกถึงตัวละครหญิงอีกคนได้ นี่ก็เป็นอะไรที่ “คม” “ใหม่” (พอสมควรสำหรับหนังไทย) และ “โหดร้าย” ไม่น้อยทีเดียว

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-2

7. ผมชอบการแสดงของสามตัวละครหลัก คือ ปั้นจั่น (มั่น) เพ็ญพักตร์ (เจ๊มัท) และแม็คกี้ (ฝน)

8. ทีแรกผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยชอบการแสดงของหนูจ๋า ที่รับบทเป็นนก (นางเอกของเรื่อง) สักเท่าไหร่ (เพิ่งตระหนักว่าเธอเป็นนางเอก “ลิฟท์แดง” ด้วย) แต่ไปๆ มาๆ ชักเริ่มไม่แน่ใจว่า ผมไม่ชอบการแสดงของเธอ หรือไม่ถูกใจบทบาทที่เธอถูกจัดวางไว้ในหนังกันแน่?

ผมไม่มีปัญหาในระหว่างที่ตัวละครอย่างนก ผลุบๆ โผล่ๆ เข้ามาใน “โลกปั๊มน้ำมัน” เป็นครั้งคราว อยู่ตลอดเรื่อง

แต่พอช่วงท้าย ที่เธอต้องกลับมาใช้ชีวิตใน “โลกแห่งความแปลกแยก” อย่างถาวร และต้องรับภาระหนักในการเฉลยเงื่อนปมบางอย่าง ผมกลับไม่ค่อยเชื่อในนกมากนัก

ซึ่งไปๆ มาๆ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ตรงการแสดงของหนูจ๋า แต่อาจอยู่ที่ว่าปมที่หนังพยายามเฉลยและคลี่คลายในตอนจบนั้น มันไม่มีพลังมากพอ และเผลอๆ มันอาจไม่มีความจำเป็นต่อตัวภาพยนตร์สักเท่าไหร่ (เพราะประเด็นเรื่อง “ความหวัง-การรอคอย” ก็ทรงพลังมากๆ อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมี “จุดหักมุม” มาแถมท้าย หรืออธิบายความเพิ่มเติม)

นอกจากนี้ ผมกลับรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า “ปูมหลัง” บางอย่างที่ถูกคลี่ออกก่อนหนังจบนั้น ไม่สามารถลบล้าง “ความผิดพลาด” อันเกิดจากพฤติกรรมเข้าๆ ออกๆ ระหว่าง “โลกภายนอก” กับ “โลกปั๊มน้ำมัน” และการทอดทิ้งคนใกล้ชิดเอาไว้ ณ เบื้องหลัง ของตัวละครบางรายได้

9. ผมคิดว่าผู้กำกับพยายามจะปิดฉากหนังเรื่องนี้ให้ “สมบูรณ์/สมดุล” ที่สุด ผ่านการกำหนดให้ความทุกข์/บาดแผลที่พระเอกและนางเอกแบกรับไว้ มี “ความเท่าเทียม/เสมอภาคกัน”

ซึ่งด้านหนึ่ง มันก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าเสียดาย เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ชาย-หญิงที่ “บิดเบี้ยวผิดแผก” ในโลกเฉพาะของหนังเรื่องนี้ ถูกปรับเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาวะ “สมดุล” และ “ปกติธรรมดา”

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความบิดเบี้ยว” ซึ่งปรากฏในเนื้อหาประมาณ 95% ของหนังนี่แหละ ที่จะช่วย “ถ่วงดุล” กับเรื่องเล่าว่าด้วยความสัมพันธ์ชาย-หญิง “กระแสหลัก” ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกลื่อนกลาด

10. ผมชอบกรอบเวลายาวๆ เกือบ 20 ปีของหนัง ที่อาจแฝงนัยยะทาง “สังคมการเมือง” หรืออาจไม่แฝงก็ได้ (แล้วแต่ใครจะตีความ)

หนังลากยาวมาตั้งแต่ปี 2539 ถึง 2558 (สำหรับผม สองปีนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ)

ถ้าคำนวณไม่ผิด มั่นกับนกน่าจะแต่งงานกันปี 2544 (มีบทสนทนาก่อนแต่งงานว่าทั้งคู่คบกันมา 5 ปี 9 เดือนแล้ว และจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์น่าจะเกิดขึ้นราวปี 2539)

หนังยังชี้ว่านกเกือบประสบภัยสึนามิเมื่อปี 2547

นอกจากนี้ ตอนปี 2553 (14 ปี หลัง 2539) เจ๊มัทและฝนยังมานั่งพูดคุย/ปรับทุกข์/แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พร้อมมีฉันทามติว่าพวกเธอจะ “สู้กันต่อ” เพื่อหาทางพิชิตหัวใจผู้ชายอย่างมั่น น่าสนใจว่าคราวนั้น ทั้งคู่ต่างแต่งกายในโทนสีแดง (เจ๊มัทใส่เดรสส์แดงตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ฝนเปลี่ยนชุดและเปลี่ยนสีเครื่องแต่งกายไปเรื่อยๆ)

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-4

แต่ไม่ว่า “ปี” ในหนังจะมีนัยยะอะไรจริงหรือไม่ ผมก็ยังชอบกรอบเวลาที่ยาวนานเป็น “ทศวรรษ”อยู่ดี

หลายปีที่ผ่านมา (นับแต่เกิดวิกฤตการเมืองอันเรื้อรัง) หนัง “การเมืองไทย” มักใช้กรอบเวลายาวนานแบบนี้ ตั้งแต่ “October Sonata” มาถึง “Snap” กระทั่ง “ดาวคะนอง” (ที่อดีตกับปัจจุบันทับซ้อนกันจนเกิดสภาวะพร่าเลือน)

ทว่า “หนังที่ไม่ค่อยการเมืองเท่าไหร่?” อย่าง “ปั๊มน้ำมัน” ก็หันมาใช้กรอบเวลาลักษณะนี้เช่นกัน

นี่อาจแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย ที่มองว่าสังคมไทยมันช่าง “แน่นิ่ง” และขยับขับเคลื่อนไป “ช้า” เหลือเกิน

หรืออาจเป็นความรู้สึกซึ่งเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือผลลัพธ์จากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่าง “ต่อเนื่องยาวนาน” มิใช่ผลลัพธ์แบบประเดี๋ยวประด๋าวของสถานการณ์ในระยะสั้นๆ

11. น่าแปลกดี ที่ผมชอบเพลงหลักของ “ปั๊มน้ำมัน” และ “ดาวคะนอง” ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน

กล่าวคือ จะว่าไป มันก็ไม่ใช่เพลงที่เพราะมาก แต่กลับติดหูพอสมควร

ที่สำคัญ แม้เนื้อหาของทั้งสองเพลงจะไม่ได้คมคายลุ่มลึกแบบสุดๆ แต่กลับมีอะไรชวนให้ขบคิดตีความต่อได้ยาวๆ ดุจเดียวกับตัวหนัง

ข่าวบันเทิง

เปิดชื่อ 7+1 ภาพยนตร์ไทยในเทศกาลปูซาน พร้อมรายละเอียดของหนังใหม่ที่คุณยังไม่รู้จัก

เทศกาลภาพยนตร์ปูซาน 2016 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 6-15 ตุลาคม ได้ประกาศรายชื่อหนังที่จะเข้าร่วมฉายในเทศกาลออกมาแล้ว

นับเป็นปีทองของหนัง (อิสระ) ไทย ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ปูซานประจำปีนี้ มากถึง 7 (+1) เรื่อง!

ในสาย A Window on Asian Cinema ซึ่งรวบรวมผลงานของคนทำหนังเอเชียที่น่าจับตา

มีผลงานเรื่อง “#BKKY” โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล “ธุดงควัตร” โดย บุญส่ง นาคภู่ “ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์ และ “ปั๊มน้ำมัน” โดย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

นอกจากนั้น ยังมีหนังญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องเมืองไทยอย่าง “Bangkok Nites” โดย คัตสึยะ โทมิตะ ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายนี้ด้วย

ในสาย Wide Angle ที่รวมผลงานโดดเด่น ทั้งหนังสั้น แอนิเมชั่น หรือสารคดี โดยมีการประกวดแยกย่อยในหมวดหมู่หนังแต่ละประเภท มีผลงานของคนไทย 3 ราย ได้รับคัดเลือกเข้าฉาย ได้แก่

“A Little Tiger” โดย ณัฐพล รักขธรรม ประกวดสายหนังสั้น “Art Through Our Eyes” รวมหนังสั้น 5 ชาติอาเซียน โดย 5 คนทำหนัง: อีริค คู, โจโค อันวา, โฮ ยูฮาง, บริเล็นเต้ เม็นโดซา และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ “Railways Sleepers” โดย สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ (ประกวดในสายสารคดี)

ทำความรู้จักหนังไทยบางเรื่องที่ได้เข้าฉายในเทศกาลปูซาน

ในบรรดาหนังไทย 7+1 เรื่อง ที่ได้ไปปูซาน บล็อกคนมองหนังได้เคยนำเสนอข่าวคราวหรือเขียนวิจารณ์ถึงหนังบางเรื่องไปบ้างแล้ว ได้แก่

“ธุดงควัตร” http://goo.gl/e2EeoA 

“ดาวคะนอง” http://goo.gl/CuwBg6

และ “Bangkok Nites” http://goo.gl/NrtZhd

แต่ก็มีหนังกลุ่มนี้อีกหลายเรื่องที่เรายังไม่เคยนำเสนอข่าวคราวเลย จึงอยากถือโอกาสแนะนำหนังเหล่านั้นให้ผู้อ่านได้รู้จักอย่างคร่าวๆ

#BKKY

bkky

ผลงานของนนทวัฒน์ นำเบญจพล ที่เคยมีผลงานหนังสารคดีน่าสนใจ อาทิ “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” และ “สายน้ำติดเชื้อ”

มาถึงผลงานเรื่องใหม่ของเขา นนทวัฒน์จะถ่ายทอดภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาในแนวกึ่งฟิคชั่นกึ่งสารคดี โดยเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านตัวละครชื่อ “โจโจ้?” (JoJo) จะถูกร้อยเรียงขึ้นจากบทสัมภาษณ์วัยรุ่นไทยจำนวน 100 คน ผู้เป็นตัวแทนของความหลากหลายทางเพศสภาพ และมีประสบการณ์และทัศนคติต่อชีวิตในกรุงเทพฯ อย่างแตกต่างกันไป ก่อนที่หนังจะเผยให้เห็นถึงวิถีทางอันผิดแผกในการค้นหาอัตลักษณ์ที่แท้จริงของปัจเจกบุคคลแต่ละคน

นนทวัฒน์ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า หนังเรื่องนี้จะไม่ค่อยเหลือความเป็นสารคดีสักเท่าไหร่ แม้โปรเจ็คท์จะเริ่มต้นจากการไปสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นกรุงเทพฯ 100 คน ในวัยที่กำลังค้นหาว่าความสุขที่สุดนั้นคืออะไร เพราะท้ายสุดเขาได้นำเอาบทสัมภาษณ์เหล่านั้นมาเรียงร้อยต่อกันเป็นเรื่องเดียว และสร้าง “ภาพแฟนตาซีใหม่” ขึ้นมาจากคำบอกเล่าเหล่านั้น

ปั๊มน้ำมัน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99

ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับคนขยัน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หนังเล่าถึงความรักความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสี่ตัวละคร ขณะที่ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเฝ้ารอการกลับมาของภรรยา สตรีคนหนึ่งในชุมชนแถบนั้นและวัยรุ่นสาวอีกราย ก็หมั่นแวะเวียนเข้ามายังปั๊มน้ำมัน เพราะหวังจะให้ชายหนุ่มสังเกตเห็นพวกเธอบ้าง

A Little Tiger

a-little-tiger

หนังสั้นของณัฐพล รักขธรรม ที่เข้าถึงรอบสุดท้ายในสายรัตน์ เปสตันยี ของเทศกาลหนังสั้นปีล่าสุดด้วย หนังมีเรื่องย่อสั้นๆ ว่า ในเย็นย่ำของวันหนึ่งหลังโรงเรียนเลิก แม่ตุ๊กพาเต้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางการปลูกสร้างของเรื่องเล่า

Railways Sleepers หรือ “หมอนรถไฟ”

railway-sleepers

ผลงานที่ผ่านกระบวนการสร้างและถ่ายทำมายาวนานหลายปีของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ หนึ่งในทีมงานคนสำคัญของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หนังเรื่องนี้ต้องการนำเสนอภาพของรถไฟมากกว่าการเป็นแค่รูปแบบของการคมนาคม-ขนย้ายผู้คนแขนงหนึ่ง แต่หนังพยายามเชื่อมโยงผู้คนและพื้นที่ต่างๆ ในสังคมไทย โดยมีเครือข่ายเส้นทางรถไฟเป็นสื่อกลาง

รถไฟขบวนต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ จึงมีสถานะเป็นโลกจำลองของสังคมไทย ที่เต็มไปด้วยภาพของวิถีชีวิตอันมีเอกลักษณ์โดดเด่น

สมพจน์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า “หมอนรถไฟ” เริ่มถ่ายทำด้วยกล้องมินิดีวีเมื่อ 8 ปีก่อน ก่อนจะถ่ายเพิ่มครั้งล่าสุด (ด้วยกล้องมินิดีวีเช่นกัน) เมื่อช่วงต้นปีนี้นี่เอง

Art Through Our Eyes

art-through-our-eyes

โปรเจ็คท์รวมหนังสั้นอาเซียนที่ถูกริเริ่มโดย National Gallery Singapore โดยผู้กำกับแต่ละรายจะนำเอาผลงานศิลปะ (จิตรกรรม) ห้าชิ้นมาตีความใหม่ ตามประสบการณ์และความรู้สึกตอบสนองของตนเองต่องานชิ้นนั้นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.biff.kr/

http://www.artitute.com/2016/06/20/art-through-our-eyes/