คนมองหนัง

ไม่มี “อนาคต” ใน “Ten Years Thailand” ?

ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในรอบปฐมทัศน์ประเทศไทย ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม แต่มีโอกาสไปนั่งดู “Ten Years Thailand” ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา (วันเดียวกับที่หนังผ่านเซนเซอร์พอดี)

บันทึกชิ้นนี้เลยอาจจะไม่ได้กล่าวถึงงานฉายหนัง “Ten Years Thailand” ในฐานะกิจกรรมทางการเมือง ณ วันปลดล็อกการเมืองปลายปี 2561 ก่อนการเลือกตั้งต้นปี 2562 แต่คงพูดถึงมันในฐานะ “หนัง -การเมือง- ไทย” เรื่องหนึ่ง (แถมด้วยปฏิกิริยาบางอย่างจากคนดูต่างชาติ)

ขออนุญาตเขียนถึงหนังสั้นแต่ละตอน ก่อนจะสรุปภาพรวมของ “Ten Years Thailand” ทั้งเรื่องในหัวข้อสุดท้าย ดังนี้

“Sunset” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

โครงเรื่องว่าด้วยความรักความสัมพันธ์ “ร่วมชนชั้น-ภูมิภาค” ระหว่าง “พลขับทหารเกณฑ์” ที่ติดสอยห้อยตามนายมาตรวจสอบ-เซนเซอร์ผลงานศิลปะ กับ “พนักงานทำความสะอาดสาว” ในแกลเลอรี่ นั้นนับว่าน่าสนใจ

อาทิตย์ถ่ายทอดเรื่องราวจากโครงสร้างที่แข็งแรงออกมาได้สนุก ขำขัน อุ่นๆ กรุ่นๆ กำลังดี

sunset

หนังไม่ได้แสดงเจตนาจะก้าวข้าม “ความขัดแย้งสองขั้ว” อย่างเด่นชัด ขณะเดียวกัน ก็มิได้จงใจจะรวบรวมพลังของคนเล็กคนน้อยเพื่อตอกกลับผู้มีอำนาจรัฐอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ผมออกจะรู้สึกแปลกประหลาดและอึดอัดนิดๆ กับท่าทีบางประการของหนัง ซึ่งพยายามจะอธิบาย “ความยากลำบากใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทหาร ไปพร้อมกับการขายความไร้สาระ ความกร่าง แบบไม่ได้เรื่องได้ราวของนายตำรวจ

(แต่ไม่แน่ใจว่านั่นคือประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับศิลปินบางรายและแกลเลอรี่บางแห่งหรือเปล่า?)

“Catopia” โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

หนังพูดถึง “โลกประหลาด” ที่ถูกยึดครองโดย “มนุษย์แมว” ณ ที่นั้น ยังมี “มนุษย์จริงๆ” หลงเหลืออยู่ เขาหลบซ่อนแอบแฝงอัตลักษณ์ของตนเองอย่างแนบเนียนมาได้หลายปี ก่อนจะหลุดเผยมันออกมาระหว่างเข้าช่วยเหลือ “มนุษย์แมวเพศหญิง” ซึ่งกำลังโดนล่าแม่มดและรุมประชาทัณฑ์

โจทย์ด้านโปรดักชั่นที่วิศิษฏ์เลือกนั้นจัดว่า “ยาก” แต่เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพ “มนุษย์หัวแมว” ก็ทำออกมาได้ดีไม่มีจุดติดขัด

ผมชอบภาวะ “ลักลั่นย้อนแย้ง” ในการดำรงอยู่อย่างแปลกแยกจากสังคมแมวของตัวละครนำ ที่หนังถ่ายทอดเอาไว้ กล่าวคือ ด้านหนึ่ง เหล่า “มนุษย์แมว” ก็ปฏิบัติหรือมองเห็นเขา ราวกับเขาเป็นพวกเดียวกับมัน แต่อีกด้าน ผู้ชมภาพยนตร์ก็จะตระหนักได้ว่าตัวละครรายนี้เป็น “มนุษย์ธรรมดา” มิใช่ “มนุษย์หัวแมว” (พูดอีกอย่าง วิศิษฏ์กำลังพยายามผลักให้คนดูเข้าไปตกที่นั่งเดียวกับตัวละครนำ)

นี่คือปริศนาว่าถึงที่สุดแล้ว ตัวละครนำของ “Catopia” ปลอมตัวอย่างไรจนหลุดรอดสายตา “มนุษย์แมว” มาได้เนิ่นนาน หรือในความเป็นจริง พวก “มนุษย์แมว” ก็แชร์โลกทัศน์แบบเดียวกับผู้ชมในโรงภาพยนตร์ (แง่นี้ คนดูอาจกลายเป็นหนึ่งใน “มนุษย์หัวแมว”) และทราบดีว่าเขาไม่ใช่พวกมัน เพียงแต่เสแสร้งกลบเกลื่อนความสงสัยเอาไว้

catopia

ถ้าหนังตอนของวิศิษฏ์จะมี “จุดอ่อน” อยู่บ้าง นั่นก็เห็นจะเป็นพล็อตเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก (คนดูสามารถล่วงรู้บทสรุปก่อนหน้าหนังจะเฉลย) เนื้อหาไม่สลับซับซ้อน ตามแนวทางการทำงานยุคหลังของผู้กำกับ ที่หันเหตนเองมาสู่การสร้างภาพยนตร์-เขียนนิยายในตระกูล “ไลท์โนเวล” เต็มตัว

ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมวงกว้างและแฟนๆ ของวิศิษฏ์ จะพอใจกับตัวตนแบบนี้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน?

เมื่อสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในหีบห่ออันฉูดฉาด น่าทึ่ง ตระการตา คือ เนื้อหาสาระที่กระชับ ชัดเจน ตรงไปตรงมา แต่อาจไม่ลุ่มลึก ถอนรากถอนโคนแบบสุดๆ

“Planetarium” โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล

นี่คือหนังตอนที่เตะตา, ต้องใจ และแปลกประหลาดสุดใน “Ten Years Thailand”

หนังเล่าเรื่องราวภายใน “สังคมค่ายลูกเสือ” ที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งแลดูเป็นคุณป้าใจดีมีคุณธรรม พร้อมด้วยเหล่าลูกเสือวัยเยาว์ใส่แว่นมาดเนิร์ดจำนวนมาก พยายามเฝ้าสอดส่องและคอยจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้คน

หากใครฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ พวกเขาจะถูกจับกุมและโดนส่งตัวออกไปสู่จักรวาลอันไกลลิบลับ เพื่อเข้ารับการปลูกฝังความคิด จัดระเบียบร่างกาย ให้กลายเป็นประชากรลูกเสือคนใหม่ หรือ “เด็กดี” ภายใต้ระบอบอำนาจเดิม

planetorium

ก่อนหน้านี้ จุฬญาณนนท์เคยทดลองนำเสนอ/หยอกล้อจักรวาลทัศน์หรือแนวคิดเรื่องไตรภูมิแบบไทยๆ ด้วยรูปแบบที่อิงแอบหรือได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง-นิยายวิทยาศาสตร์ตะวันตกมาแล้ว ในวิดีโออาร์ตบางชิ้นของเขา

ซึ่งบางครั้ง ผมก็รู้สึกว่าจุฬญาณนนท์เดินทาง “ไปไกลโพ้น” เกินควร แต่พอมาเล่นกระบวนท่าคล้ายๆ กันในโปรเจ็คท์ Ten Years งานของเขากลับออกมาเวิร์ก ชวนครุ่นคิด และมีอารมณ์ขันร้ายกาจกำลังดี

จุฬญาณนนท์อธิบายกับคนดูที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ว่า “จักรวาล” ในหนังของเขา ไม่ใช่ “จักรวาลแบบวิทยาศาสตร์” เสียทีเดียว แต่มันมีความโน้มเอียงจะเป็น “จักรวาลวิทยาแบบพุทธ” มากกว่า

(เช่นเดียวกับ “พีระมิดนีออน” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานวัดมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ใดๆ)

ในภาพกว้าง หนังสั้นตอนนี้จึงพูดถึงการปะทะ/หลอมรวมกันระหว่างจักรวาลวิทยาสองแบบ

อย่างไรก็ดี “Planetarium” ไม่ได้พาผู้ชมออกเดินทางไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่เท่านั้น แต่หนังสั้นตอนนี้ยังย้ำเตือนว่า สุดท้ายแล้ว อำนาจที่เหมือนจะอยู่ห่างไกล สามารถคล้อยเคลื่อนเข้ามากดทับครอบคลุมร่างกายของเราอย่างแนบชิดและนุ่มนวลเพียงใด ผ่าน “วัตถุสิ่งของ” ตลอดจนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บางชนิด

“Song of the City” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

นี่เป็นหนังเรียบง่าย ดูเพลินๆ และมีลักษณะผสมผสานระหว่างเรื่องแต่งกับสารคดีในสไตล์ “อภิชาติพงศ์”

ยิ่งกว่านั้น หนังสั้นตอนนี้ยังถ่ายทำในสวนสาธารณะกลางเมืองขอนแก่น จนคล้ายเป็นส่วนต่อขนาดย่อมๆ ของ “รักที่ขอนแก่น” หนังยาวเรื่องหลังสุดของผู้กำกับ

หนังถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างตัวละครหลากกลุ่ม หลายภูมิหลัง ซึ่งต่างมีปัญหา มีสภาพชีวิต ณ ปัจจุบัน มีความทรงจำเกี่ยวกับอดีต ที่ผิดแผกกันไป

ชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ดำเนินเคียงคู่ไปกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสวนสาธารณะ

ทว่าสิ่งที่ยังยืนหยัดตั้งตรงอยู่อย่างมั่นคง ประหนึ่งศูนย์กลางของจักรวาล ท่ามกลางสรรพชีวิตและสภาพแวดล้อมอันไหลเลื่อนเคลื่อนไหว ก็คือ อนุสาวรีย์และภาพประติมากรรมนูนต่ำเชิดชูเกียรติคุณของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” อดีตนายกรัฐมนตรี และชุดบทเพลงที่ขับกล่อมโสตประสาทของเรามาตลอดชั่วอายุขัย

อภิชาติพงศ์คล้ายกำลังนำเสนอภาพรวมของสังคมไทย (ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต) ด้วยสถานการณ์ย่อยๆ ในพื้นที่เฉพาะเล็กๆ ซึ่งปรากฏผ่านหนังตอนนี้

song of the city

สารจากเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยอาจมีความเฉพาะเจาะจงเกินไปในมุมมองของคนดูระดับสากล เช่น มีผู้ชมฝรั่งที่สิงคโปร์ตั้งคำถามขึ้นว่าอนุสาวรีย์ในหนังคืออนุสาวรีย์ของใคร? และเขามีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย?

กระทั่งผู้ชมคนไทยเอง ถ้าใครที่ไม่ทราบประวัติชีวิตและความสนใจส่วนบุคคลของอภิชาติพงศ์ ไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และไม่รู้จักเมืองขอนแก่น

พวกเขาก็ย่อมงุนงงได้ง่ายๆ ว่าอนุสาวรีย์ในหนัง (ซึ่งไม่ได้มีคำอธิบายประกอบ –ทั้งที่เป็นตัวอักษรและเสียงพูด- อย่างชัดเจน) คือ ภาพแทนของใคร?

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมชอบภาวะอีหลักอีเหลื่อระหว่างความสถาวรแน่นิ่งของอนุสาวรีย์แห่งบุคคลผู้เป็นต้นธารของผู้นำเผด็จการทหารแบบไทยๆ กับพลวัตความเปลี่ยนแปลงนานัปการที่หมุนวนอยู่รายรอบ ในวิถีชีวิตประจำวันของคนเล็กคนน้อย

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ก็ยังหยอกล้อกับเรื่องยากๆ เช่น “เพลงชาติ” ได้อย่างมีอารมณ์ขันแพรวพราวเช่นเคย

ประเทศไทยที่ปราศจาก “อนาคต”

ten years thailand poster

คนที่ได้ดูหนังย่อมสังเกตเห็นว่า หนังสั้นทุกตอนใน “Ten Years Thailand” แทบมิได้มุ่งถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ “อนาคต” ในแง่ของ “ความเปลี่ยนแปลงที่จะบังเกิดขึ้น ณ ภายภาคหน้า”

ตรงกันข้าม ผู้กำกับทั้งสี่รายคล้ายกำลังแสดงความห่วงใยถึงภาวะปัจจุบันของประเทศไทย (Thailand Now) หรือกระทั่งผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งค่อยๆ กลายสภาพเป็นอาการป่วยไข้ยากเยียวยาของประเทศไทยในวันนี้มากกว่า

“เวลา” ใน “Ten Years Thailand” จึงไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงไปสู่วิวัฒนาการหรือความเสื่อมทรุดแบบใดแบบหนึ่ง

ทว่า “เวลา” ในหนังนั้นเดินเป็นวงกลม ซึ่ง “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต” ต่างวนเวียนกลืนกลายซ้อนทับกันไม่รู้จบ จนแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โดยสรุป “Ten Years Thailand” คือ หนังที่มีแนวโน้มจะคิดและพูดถึง “ปัจจุบัน” และ “อดีต” ของสังคมไทย ในฐานะอุปสรรค หลุมพราง และเงาทอดยาวที่ยากก้าวข้าม

ในแง่รูปแบบ ขณะที่อาทิตย์และอภิชาติพงศ์เลือกเล่าเรื่องราวด้วยลักษณะ “สมจริง” วิศิษฏ์และจุฬญาณนนท์กลับเลือกหนทางอันแตกต่าง ผ่านลักษณะ “เหนือจริง”

ในแง่เนื้อหา ขณะที่อาทิตย์และวิศิษฏ์เลือกกล่าวถึงชะตากรรมและสายสัมพันธ์ระหว่างคนตัวเล็กๆ ซึ่งคล้ายจะสังกัดอยู่ในฝักฝ่ายทางการเมืองอันตรงกันข้าม

จุฬญาณนนท์และอภิชาติพงศ์กลับอธิบายโลกภายใต้อิทธิพลแห่งจักรวาลทัศน์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่คอยกดทับความคิด-ชีวิต-ภาวะกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของคนเล็กคนน้อยทั้งหลายเอาไว้

แน่นอนที่สุด “อนาคต” คือ ภาพที่แทบไม่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ หนังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่า เมืองไทยในอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?

จนสามารถอนุมานได้ว่าในมุมมองของคนทำหนังทั้งสี่ราย “อนาคต” ของประเทศไทย ก็คงไม่ต่างอะไรจาก “ปัจจุบัน” ที่ดำรงอยู่ และ “อดีต” ที่ยังไม่ยอมผ่านพ้นไปไหน

Advertisements
คนมองหนัง

“บุพเพสันนิวาส-ศรีอโยธยา” ละคร 2 เรื่อง ที่มีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” คนละแบบ

หมายเหตุ ทีแรกเมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อน กะจะเขียนถึงภาพรวมของ “ศรีอโยธยา” ซีซั่นแรก หลังละครเพิ่งปิดฉากลง แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา กระทั่ง “บุพเพสันนิวาส” จากทางฝั่งช่อง 3 เริ่มสร้างกระแสโด่งดังสนั่นจอไปทั่วประเทศพอดี จึงตัดสินใจเขียนถึงละครสองเรื่องนี้พร้อมๆ กันเสียเลยในคราวเดียว

อดีตที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน กับ ปัจจุบันที่ตัดตอนย้อนกลับไปยังอดีต

ข้อแรกสุด คือ เมื่อมองเผินๆ “ศรีอโยธยา” ของ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย และ “บุพเพสันนิวาส” ของภวัต พนังคศิริ (เคยกำกับภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานใช้ได้เลยอย่าง “นาคปรก”) เหมือนจะมีเนื้อเรื่องคล้ายๆ กัน โดยต่างพูดถึงตัวละครยุคปัจจุบันที่ย้อนอดีตกลับไปยังเหตุการณ์ (อิง) ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา

ทว่า หากดูละครละเอียดๆ แล้ว เราจะพบว่าทั้งสองเรื่องมีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” ต่างกันอย่างสำคัญ

“ศรีอโยธยา” นั้นพูดถึงความเชื่อมโยงสืบเนื่องทางอารยธรรม-ภูมิปัญญา-คุณค่า ที่ตกทอดจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน โดยไม่ขาดตอน

ขณะที่ “บุพเพสันนิวาส” พูดถึงการเดินทางย้อนกลับไปยังอดีตอย่างฉับพลัน ทันที และตัดตอน จนนำไปสู่สายสัมพันธ์อันแปลกแยกระหว่างยุคสมัย (แต่แน่นอน ย่อมเข้าใจและปรับประสานเข้าหากันได้ในท้ายสุด)

ความต่อเนื่องเชื่อมโยงจาก “อดีต” สู่ “ปัจจุบัน” ใน “ศรีอโยธยา”

ท่ามกลางความยืดเยื้อ การสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันที่มีความคืบหน้าน้อยมาก และองค์ประกอบที่แลดูแปลกๆ ตลกๆ (ในทางที่ค่อนข้างแย่) และความไม่สนุก-ไม่น่าติดตามนานัปการ

จุดน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นประเด็นหลักที่หม่อมน้อยต้องการนำเสนอใน “ศรีอโยธยา” ก็คือ “ความต่อเนื่องเชื่อมโยง” หรือการสืบทอดส่งมอบคุณค่า-อารยธรรม-วัฒนธรรม-ศิลปกรรม (อันสูงส่ง) ฯลฯ (ลองฟังเพลงประกอบละครดู) โดยไม่ขาดสาย ไม่ขาดตอน จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

ผ่านพล็อตหลักๆ ว่าด้วยการมีชีวิตคงอยู่ข้ามกาลเวลา (ภายในพื้นที่เฉพาะอันศักดิ์สิทธิ์) ของลูกหลานเจ้าพระยาพิชัยฯ อย่าง “บุษบาบรรณ” “คุณทองหยิบ” และเหล่าบริวาร (ได้รับอิทธิพลจากนิยาย “เรือนมยุรา” มาอย่างเด่นชัด) และการกลับชาติมาเกิดของเจ้าฟ้า-เจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ (ตลอดจนขุนนางใกล้ชิด) ในยุคปัจจุบัน

โดยส่วนตัว ฉากหนึ่งของช่วงปลายซีซั่นแรก ซึ่งอธิบายแนวคิดข้างต้นได้น่าสนใจมากๆ (แม้หลายคนจะเห็นว่ามันมีรายละเอียดหลายประการที่ตลกและผิดพลาด) คือ ฉากที่เจ้าฟ้าสุทัศ/วายุ เจอดวงพระวิญญาณพระเจ้าเสือ แล้วพระเจ้าเสือก็พาเจ้าฟ้าสุทัศ (วายุ) ไปล่องเรือตามลำน้ำ เพื่อผ่านพบกับพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ต่อมา เมื่อเจ้าฟ้าสุทัศไปเข้าเฝ้าฯ พระภิกษุพระเจ้าอุทุมพร ขุนหลวงหาวัดก็ตรัสว่าพระเจ้าเสือเคยเสด็จฯ มาพบพระองค์ ในลักษณะนี้เช่นกัน

การย้อนอดีต/การแทนที่โดยฉับพลันแบบ “บุพเพสันนิวาส”

ต่างจาก “ศรีอโยธยา” ละครทีวีเรื่องดังแห่งปีอย่าง “บุพเพสันนิวาส” กลับดำเนินเรื่องโดยการนำตัวละครจากยุคปัจจุบัน เดินทางย้อนเวลากลับไปยังอดีต เพื่อฉายภาพให้เห็นกระบวนการปะทะกันระหว่างความแปลกแยกแตกต่างของยุคสมัย โดยมีศูนย์กลางการปะทะสังสรรค์อยู่ที่ตัวละคร “การะเกด/เกศสุรางค์” (ตัวอย่างมีให้เห็นเต็มไปหมด ผ่านคลิปสั้นๆ หรือมีมต่างๆ ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย)

นอกจากนี้ การย้อนเวลากลับไปยังอดีตของตัวละครนำในละครเรื่องนี้ ยังเป็นการ “แทนที่โดยฉับพลัน” ของตัวละครต่างยุคต่างอุปนิสัยสองราย คือ ตัวละครคนหนึ่งตายลงในโลกปัจจุบัน แล้ววิญญาณก็ล่องลอยเข้าไปสิงร่างตัวละครอีกคนที่เสียชีวิตลงในอดีต

ดังที่บอกไป (และดังที่ได้รับชมกันอยู่ในละคร) “การแทนที่โดยฉับพลัน” เช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การปะทะ/เทียบเคียง/วางชน (ในลักษณะ “ตัดตอน” ช่วงเวลา) ระหว่างคุณค่า-รสนิยม-วัฒนธรรมต่างชุดต่างประเภท (อย่างน้อย ก็ “ณ เบื้องต้น”) จนก่อให้เกิดอาการประหลาดใจแก่ตัวละครนำและคนดูหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ความสืบเนื่องเชื่อมโยงที่ส่งต่อกันมาอย่างราบรื่นเรื่อยเรียงเป็นวิถีปกติ ซึ่งปรากฏใน “ศรีอโยธยา”

ความแตกต่างนำไปสู่อะไร?

จากการประเมินส่วนตัว ผมรู้สึกว่า “การย้อนอดีตแบบแทนที่โดยฉับพลัน” ใน “บุพเพสันนิวาส” นั้นแสดงให้เห็นถึง “ความไม่ต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์” เมื่อไม่ต่อเนื่อง ก็นำไปสู่ “ช่องว่าง” ของความไม่รู้และความผิดแผกแตกต่าง ก่อนจะลงเอยด้วย “การเล่นสนุก” กับ “ช่องว่าง” แห่งความไม่รู้ หรือ “ช่องว่าง” ระหว่างค่านิยมที่ต่างกันเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีเงื่อนไขอื่นๆ เข้ามาหนุนส่ง “การเล่นสนุก” ข้างต้นด้วยเช่นกัน

เพราะต้องยอมรับว่า “การเล่นสนุก” ทำนองนี้ สามารถเกิดขึ้นมาได้ด้วยสถานภาพ/ตำแหน่งแห่งที่บางประเภทของตัวละครนำ ถ้าตัวละครเอกของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกกำหนดให้มีสถานภาพเป็นเจ้านายชั้นสูงหรือขุนนางที่รับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิด (เหมือนบรรดาตัวละครนำของ “ศรีอโยธยา”) เธอก็คงไม่สามารถ “เล่นสนุก” หรือ “สร้างอารมณ์ขัน” ได้อย่างที่เป็นอยู่

หรือจะว่าไปแล้ว การนำเสนอภาพของการปะทะกันระหว่างยุคสมัย ก็ไม่ได้เกิดใน “บุพเพสันนิวาส” เป็นเรื่องแรก แต่พอละครเรื่องนี้เลือกจะแนะนำตัวหรือทำความรู้จักมักคุ้นกับผู้ชม ด้วยเหตุการณ์ปะทะสังสรรค์/ความแปลกแยกในวิถีชีวิตประจำวัน (ตั้งแต่เรื่องส้วม, อาหารการกิน, ไปจนถึงผายปอด ฯลฯ) ไม่ใช่เรื่องหนักๆ ในประเด็นประวัติศาสตร์การเมือง

“การเล่นสนุก” กับยุคสมัย จึงถูกนำเสนอออกมาได้อย่าง “สนุกสนาน” จริงๆ

ตรงข้ามกับกรณีของ “ศรีอโยธยา”

การขับเน้นไปที่ภาวะสืบเนื่องเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันในทางประวัติศาสตร์ กลับยิ่งส่งผลให้ประวัติศาสตร์กลายสภาพเป็นภูมิปัญญา-ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ยิ่งใหญ่ ไพศาล ตระการตา ซับซ้อน ยากเข้าถึง หรือ “เล่นสนุก” ด้วยไม่ง่ายนัก

ขณะเดียวกัน ผู้สร้างก็ดูเหมือนจะตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่าภูมิปัญญาหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดสืบสานกันมาอย่างยาวนาน นั้นไม่มีความแปลกแยกใดๆ เลยกับปัจจุบัน เห็นได้จากการที่ “พิมาน/พระพิมานสถานมงคล” ไม่มีอาการแปลกประหลาดใจหรือทำตัวผิดที่ผิดทางสักเท่าไหร่นัก เมื่อระลึกอดีตชาติของตนเองได้ เช่นเดียวกับตัวละครที่กลับชาติมาเกิดรายอื่นๆ (แต่พวกเขาอาจจะมีอาการซาบซึ้ง ปีติใจ ให้เห็น)

(ฉากที่อาจารย์พวงแก้ว คุณน้าของพิมาน -ชาติที่แล้ว คือ กรมขุนวิมลภักดี- แซววายุ -เจ้าฟ้าสุทัศ ในอดีตชาติ- ว่า “โถ่! น่าสงสาร องค์เจ้าฟ้าสุทัศ” นั้นก็แสดงให้เห็นถึงภาวะปะปนกันของอดีตกับปัจจุบัน อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จึงเจรจากับเพื่อนรุ่นน้องของหลานชาย ประหนึ่งพระมารดากำลังสนทนากับพระราชโอรสในอดีตชาติ)

(คลิกชมนาทีที่ 13.51-13.55 ของคลิปนี้)

ด้วยเหตุนี้ ตัวละครนำในยุคปัจจุบันของ “ศรีอโยธยา” จึงล้วนเผชิญหน้ากับ “อดีต” โดยตระหนักรู้ถึงภาวะเหลื่อมซ้อนของมิติเวลา ตระหนักรู้ถึงพันธะความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ และต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับภาวะดังกล่าวในฐานะ “สัจจะ” ประการหนึ่ง อย่างมิผิดแผกแปลกแยก

ปัญหา คือ พอเรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองรู้อะไรมากเท่าไหร่ พร้อมทั้งรู้สึกว่าสิ่งที่เราหยั่งรู้นั้นยิ่งใหญ่เที่ยงแท้เพียงไร เราก็ยิ่งไม่มีแนวโน้มที่จะเปิด “ช่องว่าง” เพื่อผ่อนคลายตนเองและ “เล่นสนุก” กับองค์ความรู้ที่เราเชื่อว่าเราเข้าถึงโดยสมบูรณ์แล้ว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าหม่อมน้อยจะไม่พยายาม “เล่นสนุก” เอาเลย

อย่างน้อยการดำรงอยู่ของ “พระกำนัลนารี (สังข์)” ก็น่าจะสื่อถึงอารมณ์อยาก “สนุก” ของผู้กำกับท่านนี้มากพอสมควร เพียงแต่คนดูจะรู้สึกสนุกสนานขำขันกับตัวละครรายนี้หรือไม่? ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

พระกำนัลนารี