คนมองหนัง

“มา ณ ที่นี้”: “ความเป็นเจ้าของ” “นิทานเปรียบเทียบ” และ “งูปริศนา”

ชวนชมสั้นๆ (สำหรับคนยังไม่ได้ดู)

 

“ปราบดา หยุ่น” มีพัฒนาการการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หากเทียบกับ “โรงแรมต่างดาว” หนังขนาดยาวเรื่องแรกของเขา ใน “มา ณ ที่นี้” เขาเลือก (หรือจำเป็นต้อง) เล่าเรื่องราวที่มีปัจจัยสลับซับซ้อน (ชวนเถิดเทิง) ลดน้อยลง เช่นเดียวกับจำนวนตัวละครหลักที่เหลืออยู่แค่สองคน นี่คงส่งผลให้ปราบดาสามารถกำกับหนังได้อยู่มือมากขึ้น

– ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ “เข้าท่า” “คมคาย” “ชัดเจน” ทว่า ก็ชวนให้ขบคิดตีความได้อย่างยืดหยุ่น คนดูหลายรายน่าจะจับได้ไม่ยากเย็นว่าภายใต้ข้อถกเถียงหรือวิวาทะว่าด้วยประเด็น “ความเป็นเจ้าของ” นี่คือ “หนังการเมือง” แต่ใครจะเทียบเคียง “นิทานเปรียบเทียบกว้างๆ” อย่าง “มา ณ ที่นี้” เข้ากับรายละเอียดจำเพาะเจาะจงแบบไหน ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมอง-วิธีคิด-ประสบการณ์ของแต่ละคน

– ใน “ความน้อย” ของแทบทุกองค์ประกอบ “มา ณ ที่นี้” มีงานสร้างที่น่าพอใจทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องเสียงประกอบ หรือการกำกับภาพก็มีผลลัพธ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ขี้เหร่หรือไม่ได้ดูด้อยราคา

– จุดเด่นสำคัญของหนังอยู่ที่การแสดงของนักแสดงทั้งสองคน คือ “ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” และ “พีรพล กิจรื่นภิรมย์สุข” ซึ่งสามารถรับผิดชอบหนังทั้งเรื่องและบทสนทนาอันเต็มไปด้วยรายละเอียดแยบคายได้อย่างดีเยี่ยม ในฐานะผู้ชาย ขออนุญาตชื่นชม “น้องแพต ชญานิษฐ์” ว่านอกจากจะมีฝีมือด้านการแสดงแล้ว น้องยังมีออร่าที่เปล่งประกายเฉิดฉายมากๆ บนจอภาพยนตร์ ใบหน้าของน้องแพตไม่ได้สวยเข้าขั้น perfect แต่ก็เป็นใบหน้าที่เมื่อจ้องมองดูจะรู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจไม่รู้เบื่อ ซึ่งผู้กำกับและผู้กำกับภาพก็เลือกใช้งานข้อดีดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยการ “โคลสอัพ” ใบหน้าของนักแสดงสาวผู้นี้เกือบตลอด น่าดีใจ ที่วงการหนังไทยได้ค้นพบดาวรุ่งหญิงสองรายในเวลาใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ “น้องจิงจิง” ใน “App War” จนถึง “น้องแพต” ใน “มา ณ ที่นี้”

มา ณ ที่นี้ แพต

วิเคราะห์ยาวๆ (เปิดเผยรายละเอียดและเนื้อหาของภาพยนตร์)

ความเป็นเจ้าของ, ใครคือเจ้าของ, เจ้าของคือใคร

“มา ณ ที่นี้” เปิดฉากมาด้วยวิถีชีวิตช่วงเช้าตรู่ของหญิงสาววัยยี่สิบกว่าๆ คนหนึ่ง ในห้องพักของเธอ

แต่แล้วขณะจะออกไปทำงาน เธอก็ได้พบกับชายบาดเจ็บซึ่งนอนสลบอยู่หน้าห้อง ระหว่างที่เธอโทรแจ้ง รปภ. ชายผู้นั้นก็แว้บเข้าไปนอนบนโซฟาตรงห้องรับแขกเรียบร้อย

สถานการณ์เดินหน้าไปสู่การเปิดฉากบทสนทนาอันยาวนาน (ที่ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวประดุจการเล่นเกมชิงไหวพริบบางอย่าง)

ประเด็นหลักของบทสนทนา คือ ระหว่างหญิงชายคู่นี้ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของห้องตัวจริง?

แรกๆ สถานการณ์ดูเอื้อให้ฝ่ายหญิงสาว (ไม่นับรวมเรื่องรูปลักษณ์ที่น่าเอาใจช่วยของเธอ) มากกว่าชายหนุ่มผู้บุกรุก

แต่ไปๆ มาๆ สถานการณ์กลับเอนเอียงไปทางชายหนุ่ม ผู้รับรู้รายละเอียดทุกอย่างในห้องอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง ผิดกับหญิงสาวที่แทบไม่รู้อะไรเลย แถมหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของห้องของเธอก็ปลาสนาการไปทีละอย่างสองอย่าง

ณ จุดดังกล่าว ชายผู้บุกรุกกลายเป็นฝ่ายได้รับความเชื่อถือมากขึ้นๆ เขาน่าจะเป็นเจ้าของห้องตัวจริงผู้ถูกแย่งชิงทรัพย์สินไป

แล้วบทสนทนาเชือดเฉือน ก็ค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นการใช้กำลัง

หนังฉายภาพให้เห็นว่าชายผู้นี้สูญเสียห้องของตนเองไปได้อย่างไร รวมทั้งเปิดเผยกระบวนการแย่งชิงห้องกลับคืนมาของเขา

มา ณ ที่นี้ ชาย

สถานการณ์หมุนวนกลับ ชายหนุ่มกลายมาเป็นเจ้าของห้องบ้าง ห้องพักของเขาแลดูมีชีวิตชีวา ดูเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ผู้หนึ่ง มากกว่าสภาพห้องพักเนี้ยบๆ เรียบๆ (แต่หาข้าวของไม่ค่อยเจอ) ของหญิงสาว

ชายหนุ่มแลดูเป็นมนุษย์ที่น่าคบหา เขาเป็นปัญญาชนนักอ่านแน่ๆ เขาเป็นที่รู้จักรักใคร่ของคนในชุมชน/คอนโด “ลิเบอร์ตี้แลนด์” (ผิดกับหญิงสาว ที่ถูกเพิกเฉยจากสมาชิกร่วมชุมชนเหล่านั้น)

คนดูคงพอคาดการณ์กันได้ แล้วหญิงสาวก็เป็นฝ่ายบุกรุกกลับเข้ามาทวงห้องคืนบ้าง อย่างไรเสีย ชายหนุ่มยังเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือน่าเชื่อถือมากกว่า

ครึ่งหลังของหนังไม่ได้มีลักษณะ “สมมาตร” กับครึ่งแรก หากสั้นกระชับกว่า และทุกอย่างก็จบลง ทั้งยัง “เปลี่ยนแปลง” ไปด้วยประโยคคำพูดปิดท้ายเรื่องของหญิงสาว

ประโยคดังกล่าวบ่งชี้ว่าหญิงสาวรู้อะไรเกี่ยวกับห้องพักนี้เพิ่มขึ้น จากประสบการณ์ที่มีมากขึ้น เธออาจไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่ใช่ผู้บุกรุกดังที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็น “เจ้าของใหม่” หรือ “เจ้าของร่วม” ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อจะได้เป็น “เจ้าของห้อง” ที่ดี เท่าเทียมกับชายหนุ่ม

แน่นอน นี่คือ หนังว่าด้วย “ความเป็นเจ้าของ” และผู้กำกับอย่างปราบดาก็อธิบายไว้ชัดเจนในรอบไทยแลนด์พรีเมียร์ว่า “ชายหนุ่ม” คือ “เจ้าของจริง” ของห้องพัก ขณะที่ “หญิงสาว” จะมีสถานะเป็น “เจ้าของร่วม” มากขึ้นเรื่อยๆ ตามวงจรการแย่งชิงที่ค่อยๆ หมุนวนทับถมกันไป พร้อมพัฒนาการ/พลวัตของสถานการณ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

เมื่อหนังดำเนินไปประมาณครึ่งทาง หลายคนคงเชื่อว่าชายหนุ่มเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นผู้ถูกฉุดกระชากพรากสิทธิ์อะไรบางอย่างไป ตรงข้ามกับหญิงสาวที่เป็นผู้แย่งชิง เป็นตัวร้ายน่าไม่อาย และด้อยความรู้-ช่างมโนจนน่าเกลียด

โดยส่วนตัวยอมรับว่า ถึงจุดนั้น ผมแอบตีความ/ใส่รหัสว่าชายหนุ่มน่าจะเป็นฝ่ายประชาธิปไตย/ฝ่ายเสรีนิยม ผู้ถูกกระทำ ส่วนฝ่ายหญิงคงจะเป็นสาวสลิ่มคนเมือง (“รองเท้าเหลือง” อีกต่างหาก) อะไรทำนองนั้น

สถานะความเป็นปัญญาชน ความเป็นที่รักของชุมชน ยิ่งทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มมากขึ้นไปอีก แม้จะรู้สึกติดใจหน่อยๆ ที่คุณลุงริมสระน้ำผู้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน บอกกับชายหนุ่มรายนี้ว่าประเทศเราไม่มีข่าวดีมา 80 กว่าปีแล้ว

ผมติดใจว่า “เอ หรือคุณลุงแกจะไม่โปรประชาธิปไตยรึเปล่าวะ?” (เข้าทำนองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ประเทศชาติก็มีแต่ความวุ่นวาย)

กระทั่งได้ฟังประโยคปิดท้ายเรื่องจากปากหญิงสาว ผมพลันรู้สึกขึ้นมาว่า

“ฉิบหายแล้ว! ตกลงเธออาจไม่ใช่สลิ่มว่ะ แต่เธอเป็นราษฎรผู้ถูกกล่าวหาว่ายังไม่พร้อมต่างหาก นี่แสดงว่าเราโดนฝ่ายผู้ชายหลอกรึเปล่าวะ?”

(ไม่รวมถึงความรู้สึกที่ว่า “นี่ไง บอกแต่แรกแล้วว่าอยู่ข้างน้องแพตน่ะ ถูกต้องที่สุด 555”)

มา ณ ที่นี้ หญิง

ต้องยอมรับว่าปราบดาวางเงื่อนไขตรงนี้ได้เก่งจริงๆ จนคนดูหลายรายน่าจะเกิดความงุนงงสงสัยลังเลใจขึ้นว่า พวกเขาควรจะเห็นใจหรือสนับสนุนตัวละครฝ่ายไหนมากกว่ากัน? ท่ามกลางสถานการณ์ที่พลิกไปพลิกมาสลับซับซ้อนดังกล่าว

เราอาจตั้งคำถามต่อได้ว่า ชายหญิงคู่นี้คือตัวแทนของความเชื่อต่างฝ่ายอย่างแน่นอนตายตัวหรือไม่? แค่ไหน?

หรือจริงๆ แล้ว นอกจากจะสับเปลี่ยนสถานภาพความเป็นเจ้าของห้อง/ผู้บุกรุก/ผู้กระทำ/ผู้ถูกกระทำ ตลอดเวลา เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของคนที่ยังหวั่นไหวโอนไปเอียงมาในทางอุดมการณ์/ความเชื่อด้วย?

หรือหากคิดไกลไปกว่านั้น เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของมวลรวมที่เรียกว่า “ประชาชน” ซึ่งมีความคิด ความเชื่อ จุดยืน ท่าทีทางการเมือง ที่หลากหลาย ผสมปนเปกันอยู่?

เขาอาจเป็นทั้งฝ่ายอนุรักษนิยม, ปัญญาชน และเจ้าของสิทธิ์ผู้ถูกโค่นล้ม

เธออาจเป็นทั้งสลิ่มเบาหวิว, ราษฎรผู้กำลังเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าของสิทธิ์ร่วมผู้ถูกฉุดกระชากสิทธิ์ดังกล่าวไปครั้งแล้วครั้งเล่า

สถานภาพ “ความเป็นเจ้าของ-เจ้าของร่วม” นี้ จึงเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้าง แต่งเติมเสริมต่อ ยื้อแย่งไปมา ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่รู้จบ เหมือนกับภาพอาคารที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอาจเป็นทั้งบริบทแวดล้อมหรือภาพสะท้อนของ “ลิเบอร์ตี้แลนด์” 

นิทานเปรียบเทียบ

มา ณ ที่นี้ โปสเตอร์

ผมรู้สึกสนุกกับการที่ “มา ณ ที่นี้” เลือกจะวางตัวเป็นเหมือน “นิทานเปรียบเทียบ” ซึ่งพยายามรักษาระยะห่างจากสภาพการณ์จริงๆ บางอย่าง (คล้ายๆ โลกจินตนาการที่ถูกปลอมซ้ำ ดังกรณีภาพวาด “The Snake Charmer” ในหนัง) จนเปิดกว้างต่อการตีความ

แต่อีกด้าน ก็หวั่นวิตกอยู่หน่อยๆ ว่า การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” หรือ “โลกสมมุติ” ทั้งเรื่อง มันจะมีปัญหาอะไรตามมาหรือไม่?

ผมแอบรู้สึกว่า ตราบใดที่คุณภาพของหนังยังไม่สมบูรณ์แบบชนิด 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรเสีย การทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ/โลกสมมุติ” ที่ห้อมล้อมด้วยบรรยากาศเซอร์เรียล (เกือบ) ตลอดเวลา ย่อมต้องมีจุดที่ “ไม่ค่อยสมจริง” “ไม่ค่อยเมคเซนส์” หลุดรอดออกมาบ้าง

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ณ จุดเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์สนทนาโต้เถียงไปสู่เหตุการณ์ไคลแม็กซ์ช่วงกลางๆ เรื่องนั้น มีองค์ประกอบบางประการที่แลดูเป็นละครเวทีทำเล่นๆ หนังสั้นที่ไม่เนียน หรือการกระทำที่ไม่จริง ผุดขึ้นมาให้เห็นนิดหน่อย

(ซึ่งบางที สิ่งเหล่านี้อาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับก็ได้ หากคำนึงว่านี่คือเรื่องราวของการสับเปลี่ยนบทบาทการแสดงบางอย่าง ที่มีการโยกฝ่ายย้ายฝั่งอยู่เสมอ จนมิอาจตัดสินได้ง่ายๆ ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง)

อาการลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับ “โรงแรมต่างดาว” และ “In the Flesh” (หนังยาวโดย “ก้อง พาหุรักษ์” ผู้กำกับภาพของ “มา ณ ที่นี้”) เช่นกัน

แต่ดูเหมือนมันจะกำเริบน้อยลงกว่าเดิม (หรือ “อาการดีขึ้นพอสมควร”) เมื่อมาถึง “มา ณ ที่นี้”

(แถมท้าย) ว่าด้วย “งูปริศนา”

บางที สิ่งมีชีวิตที่ดำรงตนอยู่ในห้องพักอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด อาจจะได้แก่ “งูปริศนา”

มีแนวโน้มว่างูตัวนี้จะผูกพันแนบแน่นกับห้องพักดังกล่าวไม่แพ้/ยิ่งกว่าชายหนุ่มและหญิงสาว ตัวละครหลัก

นี่อาจเป็น “เจ้าของ” อีกหนึ่งรายของห้องพักแห่งนั้น

หรือ “งูปริศนา” และภาพวาด “The Snake Charmer” ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินขั้นต้นว่าใครคือ “เจ้าของห้องที่เหมาะสม” อาจมีสถานะประหนึ่ง “องค์ความรู้สำคัญสูงสุด” ที่คอยทำหน้าที่กำกับ/ควบคุม/ครอบงำชายหญิงคู่นี้ (ตลอดจนความคิด ความเชื่อ ทัศนคติเฉพาะของเขาและเธอ) เอาไว้อย่างแน่นหนา สลัดไม่หลุด!

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เก็บความบทวิจารณ์แรก ที่เขียนถึง “มา ณ ที่นี้” ของ “ปราบดา” หลังเปิดตัว ณ เทศกาลโตเกียว

จบลงไปแล้ว สำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 โดย “มา ณ ที่นี้” (Someone from Nowhere) ผลงานหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งเป็นหนังไทยเรื่องเดียวที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายประกวดประจำปีนี้ ไม่ได้รับรางวัลใดๆ จากสาย “เอเชี่ยนฟิวเจอร์”

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีบทวิจารณ์ที่เขียนถึง “มา ณ ที่นี้” ออกมา และน้ำเสียงตอบรับนับว่าดีเลยทีเดียว

someone from nowhere

ริชาร์ด ไคเปอร์ส แห่ง variety.com เขียนถึงภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้เอาไว้ว่า หนังจัดวางตัวละครสองคน โดยตั้งต้นจากเหตุการณ์การมีบุคคลแปลกหน้าบุกเข้ามาเยือน “บ้าน” ของตัวละครนำในวิถีแบบภาพยนตร์ธริลเลอร์ ก่อนสถานการณ์จะค่อยๆ ทวีความตึงเครียด และบางครั้ง ยังพลิกผันไปสู่การพูดถึงวาทกรรมว่าด้วยอัตลักษณ์, ความทรงจำ และการอยู่รอด ผ่านการนำเสนอเรื่องราวในรูปแบบเหนือจริง โดยหนังเรื่องนี้น่าจะมีหนทางสดใสในเทศกาลภาพยนตร์และโรงหนังอาร์ตเฮาส์ต่างๆ

เนื้อหาเกือบทั้งหมดของ “มา ณ ที่นี้” เกิดขึ้นภายในอพาร์ทเมนท์ห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่สมมุติชื่อว่า “ลิเบอร์ตี้ แลนด์ คอมเพล็กซ์” นานๆ ครั้ง กล้องจึงจะจับภาพไปยังโลกภายนอก ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะมีแต่เหตุการณ์ปกติทั่วไป อันไม่เกี่ยวข้องประการใดกับเนื้อหาหลักในภาพยนตร์ แต่ภาพเหล่านี้จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น หลังจากเงื่อนปมต่างๆ ในหนังถูกคลี่คลายออกมา

หนังยาวลำดับที่สองของปราบดาเล่าเรื่องราวของหญิงสาววัย 20 กว่าๆ ที่ตื่นเช้ามาพบว่ามีชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บนอนสลบอยู่หน้าห้องพักของเธอ อย่างไรก็ตาม เมื่อพาชายคนดังกล่าวเข้ามาพักฟื้นในห้อง เขากลับคุกคามเธอด้วยการอ้างสิทธ์ว่าตนเองคือเจ้าของที่แท้จริงของอพาร์ทเมนท์ห้องนี้

ยิ่งหญิงสาวพยายามจะนำเอาหลักฐานเอกสารมายืนยันความเป็นเจ้าของห้องพัก สถานการณ์แปลกประหลาดก็ยิ่งบังเกิดขึ้น และทุกอย่างดูเหมือนจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชายหนุ่มแปลกหน้ามากขึ้นทุกทีๆ

นักวิจารณ์ต่างชาติคนเดิมระบุว่า หนังที่ใช้ตัวละครแค่สองคนนั้นต้องการการแสดงที่ยอดเยี่ยมมารองรับ และสองนักแสดงนำ คือ ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช และ พีรพล กิจรื่นภิรมย์สุข ก็สามารถทำหน้าที่ของพวกตนได้ดี ภายใต้การกำกับที่เหมาะเจาะแม่นยำของปราบดา

นอกจากนี้ หนังยังถูกเสริมส่งด้วยการกำกับภาพอันลื่นไหลของก้อง พาหุรักษ์ และงานดนตรีประกอบอันเยี่ยมยอดของจิติวี บาลไธสง ซึ่งเป็นอีกสองจุดเด่นของภาพยนตร์ที่ประกอบขึ้นจากงานฝีมือ “ชั้นหนึ่ง” เรื่องนี้

ขอบคุณภาพประกอบจาก Motel Mist + Someone From Nowhere

เนื้อหาจาก http://variety.com/2017/film/reviews/someone-from-nowhere-review-1202601627/

ข่าวบันเทิง

หนังไทย-หนังอาเซียนน่าสนใจ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2560

ในปีนี้ มีหนังไทยถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาล 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

“มา ณ ที่นี้” หรือ “Someone from Nowhere”

Someone from Nowhere

นี่คือหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งจะได้เข้าประกวดในสาย “เอเชี่ยน ฟิวเจอร์” (ช่วงหลัง หนังที่ชนะเลิศการประกวดสายนี้ มักไปได้ดีในระดับนานาชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่ “มหาสมุทรและสุสาน” เมื่อสองปีก่อน และ “Birdshot” เมื่อปีที่แล้ว)

หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของสาววัย 20 กว่าๆ ซึ่งยามเช้าอันแสนสุขของเธอได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีชายบาดเจ็บรายหนึ่งโผล่เข้ามาในห้องพัก

ภาพยนตร์แนวดราม่า-ลึกลับเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทำ ซึ่งจะดำเนินไปในห้องพักเพียงห้องเดียว

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย”

สิ้นเมษา

ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องเยี่ยมของ “วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์” ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางในเทศกาลระดับนานาชาติตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน

โดยหนังเรื่องนี้จะถูกนำมากลับมาฉายอีกครั้งในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2017

ซึ่งในปีนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะนำเสนอผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตกต่างจากสามปีแรก ที่จะโฟกัสไปยังภาพยนตร์ของแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป เริ่มจากไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ หนังที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ประจำปี 2017 จะถูกแนะนำ/เลือกสรรมาโดยผู้กำกับระดับบิ๊กเนมของอาเซียน ซึ่งผู้แนะนำ “สิ้นเมษาฯ” ให้แก่ทางเทศกาล ก็ได้แก่ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

(คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่นี่)

“ป๊อปอาย มายเฟรนด์”

ป๊อปอาย แปด

หนังเกี่ยวกับเมืองไทยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ ให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ประจำปีหน้า จะเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เข้าฉายในโปรแกรมดังกล่าว คือ “เอริค คู” ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังอาเซียนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 อาทิ

“AQÉRAT” หรือ “We the Dead”

main_Aqerat
(c)Pocket Music, Greenlight Pictures

ผลงานล่าสุดของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” คนทำหนังรุ่นใหม่ฝีมือดีจากมาเลเซีย (ซึ่งเคยบรรจุฉากละครสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลงไปในหนังยาวเรื่องแรกของเขา คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นได้ ที่นี่) ที่จะได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภาวะขาดแคลนเงินเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เธอต้องหันไปทำงานในธุรกิจค้ามนุษย์ โดยหนังจะพูดถึงประเด็นการเดินทางมายังประเทศมาเลเซียของกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา ไปพร้อมๆ กับการสำแดงตนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณของสตรีผู้หนึ่ง

Yasmin-san

Yasmin-san
(c)Greenlight Pictures

นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเอ็ดมันด์ โหย่ว ที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ จะบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “Pigeon” ของ “อิซาโอะ ยูกิซาดะ” (ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “Reflections” ที่ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่นี่)

โดยหนังสารคดีเรื่องดังกล่าวจะมุ่งสำรวจประเด็นว่าด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์, การมีเอกภาพ, ชะตากรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านวิธีการมองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยาสมิน อาหมัด” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับชาวมาเลเซีย

Cambodian Young Cinema

176
©BOPHANA CENTER ©Anti Archive & Apsara Films

นี่เป็นภาพยนตร์รวมหนังสั้นสี่เรื่อง ผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ห้าคนจากกัมพูชา ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวหลากแง่มุมของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง “โรงแรมต่างดาว” (Motel Mist)

นี่เป็นบันทึกสั้นๆ ที่เขียนไว้หลังได้ชม “โรงแรมต่างดาว” ในรอบสื่อมวลชนที่สกาลา ก่อนที่หนังจะประสบปัญหาบางประการ จนวันฉายจริงต้องเลื่อนออกมาถึงวันที่ 15 ธันวาคม

ถ้ามีโอกาสได้ตีตั๋วเข้าชมหนังอีกสักรอบหนึ่ง อาจจะเขียนบทความละเอียดๆ ตามมาอีกครั้งครับ


“โรงแรมต่างดาว” : ชอบ แต่ไม่ได้ชอบสุดๆ

เท่าที่จับได้ หนังมี “เส้นเรื่อง” อยู่สองเส้น

เส้นเรื่องหลักเส้นแรก คือ เรื่องราวว่าด้วย “เผด็จการปิตาธิปไตย” ที่ปะทะกับ “การลุกขึ้นสู้ของลูกผู้หญิง” ผ่านพื้นที่อย่างโรงแรมม่านรูด

นี่คงเป็นประเด็นที่คนดูหลายคนพอจะสัมผัสถึงได้ และสนุกสนานกับมันพอสมควร

ผมเองก็ชอบส่วนนี้ของหนัง โดยไม่รู้สึกติดขัดอะไร (เช่น บางคนเห็นว่ามันยืดยาวเยิ่นเย้อเกินไป)

เพียงแต่มันไม่ได้แปลกใหม่หรือเฉียบคมถึงขีดสุดเท่านั้นเอง

อีกหนึ่งเส้นเรื่องสำคัญ คือ ประเด็นว่าด้วย “มนุษย์ต่างดาว” หรือ “ความแปลกแยก” จากสังคมกระแสหลัก

ตรงส่วนนี้ หนังท้าทายศักยภาพของคนดูอยู่ไม่น้อย แต่เหมือนมันยังขาดอะไรบางอย่างไป

นอกจากนี้ ผมรู้สึกว่าหนังมีบทสรุปในหลายๆ ส่วน ที่ง่ายๆ ห้วนๆ เกินไปหน่อย ไม่ว่าจะเป็นบทสรุปของตัวละครเสี่ย หรือบทสรุปของตัวละครพนักงานโรงแรม (ซึ่งจริงๆ วางคาแรคเตอร์ไว้น่าสนใจมาก แต่หนังก็ปิดฉากเรื่องราวของเขาไปแบบดื้อๆ เสียเฉยๆ)

อย่างไรก็ตาม หนังยังมีองค์ประกอบดีๆ อยู่เยอะ เช่น นักแสดงหลักทำหน้าที่ได้ดีกันแทบทุกคน นางเอกสองคนน่ารักและมีเสน่ห์ โดยเฉพาะ “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” ผู้รับบทเป็น “ไลล่า” ที่แสดงหนังเรื่องแรกได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าจดจำ

ผู้กำกับเลือกเพลงมาใส่ในหนังได้ “เก๋” ดี

หนังมีฉากเกี่ยวกับเซ็กส์ที่น่าตื่นตาตื่นใจหากเทียบกับมาตรฐานทั่วไปของหนังไทยเข้าโรง

ส่วนประเด็นที่ว่าฉากเกี่ยวกับเซ็กส์เหล่านั้นถูกนำเสนอด้วยมุมมอง/ทัศนะแบบไหน? ก้าวหน้าหรือล้าหลังเพียงใด? ก็เป็นสิ่งที่สามารถถกเถียงกันได้

ส่วนตัว ผมรู้สึกเสียดายอยู่นิดๆ ว่าไปๆ มาๆ ปราบดา กลับมีความคิดในเรื่องนี้ที่ค่อนไปทาง “อนุรักษ์นิยม” ซึ่งย้อนแย้งกับ “สารหลัก” ที่ฉากเซ็กส์ทั้งหลายห่อหุ้มคลุมเคลือบอยู่

ป.ล. หนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนมัธยมฯ สองคน

 

คนแรก เป็นบรรณาธิการหนังสือแปล “เทคโนโยนีฯ”

 

ส่วนอีกคนมันชอบควงกระบองไฟมาก ถึงขนาดโชว์ควงกระบองไฟในงานแต่งงานของตัวเองที่สโมสรทหารบก ข้างบ้านสี่เสาฯ

ข่าวบันเทิง

รวมข่าวคราวความคืบหน้า กรณีเลื่อนฉาย “โรงแรมต่างดาว”!

อรรถพล ณ บางช้าง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายรายการ บจก.ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป ผู้ให้ทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง “โรงแรมต่างดาว” (Motel Mist) ให้สัมภาษณ์ มติชนออนไลน์ ถึงเหตุผลที่เลื่อนฉายภาพยนตร์ดังกล่าวว่า

เพราะยังไม่เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ประชาชนโศกเศร้าเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงคิดว่าควรเลื่อนการฉายออกไปก่อน ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องเนื้อหาที่มีฉากโป๊เปลือย หรือเรื่องการเมืองแต่อย่างใด โดยทางบริษัทก็กำลังตรวจสอบเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฉายภาพยนตร์อยู่

คลิกอ่านข่าวฉบับเต็ม http://www.matichon.co.th/news/363689

ขณะเดียวกัน ปราบดา หยุ่น ผู้กำกับภาพยนตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ http://bk.asia-city.com/ ว่า “ผู้ให้ทุนสร้างรู้สึกไม่โอเคกับเนื้อหาของหนัง หลังจากนั้น พวกเขาจึงบอกกับทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ให้ยุติการฉายหนังเอาไว้ก่อน”

“ในทางเทคนิค พวกเขาคือเจ้าของหนัง ดังนั้น เรา (ทีมงานผู้สร้าง) จึงไม่สามารถลงมือทำอะไรได้ในความเป็นจริง มันเป็นเรื่องแย่มากๆ สำหรับทีมงานผู้สร้างหนังเรื่องนี้ พวกเราทำงานทุกอย่างตามระเบียบการที่ควรเป็น ทางทีมจึงรู้สึกโศกเศร้ากับเรื่องที่เกิดขึ้น” ปราบดา ระบุ

นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ที่หันมาทำหนัง ไม่ได้ระบุชัดถึงเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้แก่ผู้ออกทุนสร้าง

“โดยส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาวิตกกังวลกับซีนอีโรติคและซีนที่มีความรุนแรง แต่ผมก็ไม่แน่ใจมากนัก (ว่าพวกเขากังวลกับซีนใดเป็นพิเศษ)”

อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกำลังหาทางออกในเรื่องนี้ โดยปราบดากล่าวว่า “พวกเรากำลังสื่อสารกับพวกเขาอยู่ และบางที ทุกฝ่ายอาจได้ทางออกร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ ทุกอย่างเกี่ยวกับหนังจะถูกแขวนเอาไว้ก่อน”

คลิกอ่านข่าวฉบับเต็ม http://bk.asia-city.com/movies/news/prada-yoons-motel-mist-pulled-last-minute-screening-program

นอกจากนี้ ในเพจเฟซบุ๊ก Kongdejworkboard ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับภาพยนตร์และผู้บริหารบริษัทซองซาวด์ โปรดักชั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานผู้สร้าง “โรงแรมต่างดาว” ได้โพสต์ข้อความน่าสนใจต่อกรณีนี้ไว้หลายประเด็น อาทิ

“…ก่อนอื่น เราควรจะต้องคอยเคาะกะโหลกตัวเองเสียก่อนว่า เราไม่ได้ทำหนังอิสระอยู่ แต่เป็นแค่กระบวนการที่มีผู้ให้ทุนเรามาทำหนังทางเลือกอยู่ ซึ่งหมายความว่าเราจะไม่มีทางได้เป็นเจ้าของมัน และเมื่อเราไม่ได้เป็นเจ้าของ มันจึงไม่สามารถเรียกตัวเองว่าหนังอิสระได้อย่างเต็มปาก (เช่นเดียวกับ snap ที่ในที่สุด เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมันเลย แถมเงินไม่พอระหว่างถ่ายทำ จนต้องวิ่งหาทุนเพิ่ม และต้องเอาคอนโดของตัวเองไปโอดีด้วยซ้ำ จนแล้วจนรอด ถึงทุกวันนี้เรากับทองดี (โสฬส สุขุม – โปรดิวเซอร์หนังของคงเดช และเป็นโปรดิวเซอร์ของโรงแรมต่างดาวด้วย) ยังไม่เคยได้เงินจากสองปีที่ทำมันแม้แต่บาทเดียว แต่กลับรู้สึกเป็นหนี้ทั้งทางรูปธรรมและความรู้สึกกับทุกคนที่มาช่วยให้มันเสร็จด้วยซ้ำ)

 

“ถ้าเราไม่ได้ควักเงินตัวเองมาทำหนัง มันก็ไม่อิสระหรอก ต้องคอยลุ้นทุกครั้งแหละว่าคนที่ให้ทุนเค้าจะโอเคกับหนังที่เสร็จออกมามั้ย เวลาที่มันโอเคเราก็หายใจได้โล่งหน่อย ถ้ามันไม่ค่อยโอ เราก็จะมีความรู้สึกผิดนิดๆ อยู่เรื่อย เพราะที่สำคัญ เราไม่เคยคิดดูถูกผู้ให้ทุนว่า ดูหนังแบบนี้เป็นหรือเปล่า รสนิยมโอเคมั้ย ยังไงไม่ว่าหนังแบบไหนก็เป็นของแพง ให้เงินมาทำก็เหมือนให้โอกาสเราทำงานแบบที่เราเชื่อ นั่นหมายความว่า เอาจริงๆ แล้วที่ผ่านมา เราแค่โชคดีที่เค้าปล่อยให้เราได้ทำแบบที่เราเชื่อแล้วมันออกมาโอเคสำหรับเค้า…”

และ

“…รู้สึกว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับฝั่งที่โดนโจมตีอยู่หน่อย อยากให้มองกรณีนี้เป็นเรื่องความผิดพลาดในแง่กระบวนการมากกว่าจะจ้องด่าว่ามีคนผิด และสาดความโกรธใส่กัน ต้องยอมรับอย่างนึงว่าที่ผ่านมา ทางเขาก็เป็นผู้ให้ทุนในฝันเช่นกัน คือใจกว้าง และไม่เคยก้าวก่ายงานเลย ถึงแม้ว่าเงินลงทุนจำนวนจะไม่มาก บางครั้งไม่พอต้องหามาเพิ่ม แต่นั่นก็เป็นเพราะงบประมาณองค์กร ซึ่งยิ่งหมายความว่า ทุกอย่างไม่ได้ตัดสินใจอยู่บน pleasure ของใครคนใดคนหนึ่งไง ทุกอย่างมันถึงได้มาเป็น package แบบนี้ และกรณีที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ต้องอยู่บนการตัดสินใจที่ไม่มีความสุขกันทั้งนั้น เงินหลายล้านที่เขาลงมา แล้วในที่สุดจะไม่ฉาย เราว่าก็คงเฮิร์ตกันเท่าๆ กับแรงใจคนทำงานที่ทำกันมาเป็นปีๆ…”

คลิกอ่านโพสต์ฉบับเต็ม Kongdejworkboard

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “เจ้ย” พูดถึงทหาร-ความชรา-หลุมดำ ส่วน “ปราบดา” เปิดตัวเทรลเลอร์ “โรงแรมต่างดาว”

ทหาร ความชรา และหลุมดำในสังคมไทย จากมุมมอง “อภิชาติพงศ์”

%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3

ยังคงมีงานและบทสัมภาษณ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” นักทำหนังคนสำคัญของไทย

โดยล่าสุด อภิชาติพงศ์เพิ่งมีไซด์โปรเจ็คท์กับห้องสมุด “เดอะ รีดดิ้ง รูม” สีลม 19 ภายใต้ชื่อว่า “เกษียณสโมสร” หรือในชื่อภาษาอังกฤษ “Soldier/Senility” (ทหาร/ความชรา)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้กำกับดังได้เชิญกลุ่มนายทหารที่เกษียณอายุราชการแล้ว มานั่งพูดคุยถึงบทบาทของกองทัพในสังคมไทย ส่วนในวันที่ 10 ตุลาคม จะมีการสนทนาพูดคุยในประเด็นว่าด้วยความสูงอายุกับกลุ่มพลเมืองอาวุโส

หลังจากนั้น เทปบันทึกการสนทนาทั้งสองครั้งจะถูกนำไปลำดับภาพโดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชน รัตนาภายน ก่อนจะได้รับการเผยแพร่เป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ในวันที่ 30 ตุลาคม

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับ MONRUEDEE JANSUTTIPAN จากเว็บไซต์ http://bk.asia-city.com/ ถึงโปรเจ็คท์งานล่าสุด

โดยนักทำหนังเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำระบุว่า ในวัย 46 ปี เขาตระหนักได้ว่าสภาพร่างกาย อารมณ์ และความทรงจำของตนเองได้เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ จากข้อมูลที่ว่าประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ก็ส่งผลให้เขาต้องการจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับบรรดาพลเมืองอาวุโส ถึงประเด็นที่ว่าเราจะเผชิญอะไรบ้างในอนาคต เมื่อเราสูงอายุขึ้น

“ผมรู้สึกประหลาดใจกับภาพลวงตาที่ถูกสร้างโดยสื่อ ซึ่งเห็นว่าความแก่ชราคือภาวะอันน่าสะพรึงกลัว นั่นทำให้เราต้องพยายามที่จะชะลอภาวะของความแก่ตัวดังกล่าว สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุด ก็คือ เรากำลังอาศัยอยู่ในสังคมที่มุ่งหน้าจะเป็นสังคมของคนหนุ่มสาวอย่างยิ่งยวด แต่ขณะเดียวกัน เรากลับถูกปกครองโดยคนสูงอายุเสมอมา”

เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า ภาวะดังกล่าวเป็นผลมาจากการถูกปกครองภายใต้ระบอบทหารอยู่บ่อยครั้งใช่หรือไม่? อภิชาติพงศ์แสดงความเห็นด้วย และบอกว่า เราจำเป็นจะต้องสนทนาพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของกองทัพในสังคมไทย ไมว่าเราจะยืนอยู่บนฝั่งฟากไหนในทางการเมืองก็ตาม

“ผมรู้สึกว่ากองทัพเป็นเหมือน ‘หลุมดำ’ และเราก็คาดเดาไม่ออกว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ในหลุมดำนั้นบ้าง ถึงแม้มันจะเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งก็ตาม”

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่

เทรลเลอร์ทางการของ “โรงแรมต่างดาว” หนังยาวโดย “ปราบดา หยุ่น”

ได้ฤกษ์ปล่อยเทรลเลอร์อย่างเป็นทางการออกมาแล้ว สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “โรงแรมต่างดาว” หรือ Motel Mist หนังยาวเรื่องแรกของนักเขียนดัง “ปราบดา หยุ่น”

โดยหลังจากเดินสายไปตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศหลายๆ แห่ง หนังก็จะได้เข้าฉายในเมืองไทย วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้

%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของ “โรงแรมต่างดาว” ได้ที่นี่

คนมองหนัง

“ปราบดา หยุ่น” และหนังยาวเรื่องแรกของเขา “โรงแรมต่างดาว”

(ปรับปรุงจากรายงานในมติชนสุดสัปดาห์ 5-11 กุมภาพันธ์ 2559)

หลังจากเคยทำหนังสั้น เมื่อครั้งกลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทยใหม่ๆ และเพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วงการวรรณกรรม ตลอดจนเคยเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล” และ “คำพิพากษาของมหาสมุทร” ให้แก่ เป็นเอก รัตนเรือง

นักเขียนดีกรีรางวัลซีไรต์ วัย 42 ปี อย่าง “ปราบดา หยุ่น” ก็ได้ฤกษ์กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตนเอง

หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “โรงแรมต่างดาว” หรือ “Motel Mist” ซึ่งอยู่ภายใต้การอำนวยการผลิตของทรูวิชันส์

“โรงแรมต่างดาว” เป็นภาพยนตร์หนึ่งในแปดเรื่อง ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลักเพื่อชิงรางวัลอิโวส์ ไทเกอร์ อวอร์ดส์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประจำปี 2016 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มกราคม ถึง 7 กุมภาพันธ์

แม้จะพลาดรางวัลไป แต่หนังเรื่องนี้ยังมีประเด็นให้พูดถึงอยู่มิใช่น้อย

จากข้อมูลที่เผยแพร่กับสื่อต่างชาติ “โรงแรมต่างดาว” เป็นหนังแนวอีโรติก-แฟนตาซี ที่สถานการณ์ทั้งหมดของเรื่องเกิดขึ้นภายในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง โดยการมีเพศสัมพันธ์ในสถานที่ดังกล่าว จะถูกแทรกแซงด้วยการหายสาบสูญอันน่าแปลกประหลาด, การล้างแค้น และมนุษย์ต่างดาว

เพื่อขับเน้นถึงประเด็นหลักของภาพยนตร์ อันได้แก่ “ความโดดเดี่ยวแปลกแยก”

ปราบดาให้สัมภาษณ์กับ อุศนา สุวรรณวงค์ และ คุณหนูกินข้าวด้วยมือเปล่า จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ว่าเขามีความสนใจในสถาปัตยกรรมของโรงแรมม่านรูดมาแต่เดิม

เนื่องจากเขาเห็นว่าลักษณะอาคารรูปกล่องที่ถูกซอยแบ่งออกเป็นซองๆ แล้วมีผ้าม่านกั้น จนผู้เข้าพักไม่เห็นหน้ากัน ส่วนเจ้าของและพนักงานโรงแรมก็ไม่อาจทราบได้ว่าอะไรเกิดขึ้นในนั้น ถือเป็นวัฒนธรรมหรือเอกลักษณ์เฉพาะของสังคมไทย

นักเขียนดังจึงเขียนบทภาพยนตร์ กำหนดให้ตัวละครหลายคนที่ไม่ได้มีความข้องเกี่ยวกัน ต้องมาเผชิญเหตุการณ์ชีวิตซึ่งเชื่อมโยงกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน และในสถานที่เดียวกัน คือ โรงแรมม่านรูด

ปราบดาบอกว่าหนังยาวเรื่องแรกของเขา เป็นหนังทริลเลอร์ที่มีอารมณ์ดราม่า แถมยังมีความเป็นไซไฟปะปนอยู่ด้วย

ตัวละครหลักของ “โรงแรมต่างดาว” มีอยู่ 5 คน ประกอบด้วย เด็กสาววัยเรียนสองราย, พนักงานโรงแรม, ชายผู้หลงใหลคลั่งไคล้ในวัตถุทางเพศ และอดีตดาราเด็ก ผู้เชื่อว่าตนเองกำลังถูกไล่ล่าโดยมนุษย์ต่างดาว ทั้งหมดต้องมามีชะตากรรมเกี่ยวพันกันอย่างคาดไม่ถึงในโรงแรมม่านรูด มิหนำซ้ำ ยังต้องพัวพันกับอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติอีกต่างหาก

องค์ประกอบอย่างมนุษย์ต่างดาวและอำนาจเหนือธรรมชาตินี่เอง ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจัดเป็นหนังแนวทริลเลอร์-ไซไฟ

นัยยะแห่งการดำรงอยู่ของ “มนุษย์ต่างดาว” ในหนังของปราบดา มีความหมายสื่อแสดงถึงอะไร?

เจ้าของรางวัลซีไรต์ให้สัมภาษณ์กับ ชญานิศ อิทธิพงศ์เมธี จากเว็บไซต์ข่าวสดอิงลิช เอาไว้ว่า มนุษย์ต่างดาว หรือ aliens ในภาษาอังกฤษนั้น ในแง่หนึ่ง ก็ช่วยบ่งชี้ถึงภาวะโดดเดี่ยวแปลกแยก (alienation) ในหลายๆ รูปแบบ

อาจเป็นความแปลกแยกอันเกิดจากประเด็นเรื่องเพศ, อายุ, ชนชั้น กระทั่ง อุดมการณ์

และความแปลกแยกนี่เอง ที่เป็นประเด็นหลักจริงๆ ของหนังเรื่องนี้

“เมื่อผมอาศัยอยู่ในสังคมที่ผู้คนมีทัศนคติผิดแผกแตกต่างกัน บางครั้ง มันก็นำไปสู่การมีภาวะแปลกแยกในทางอุดมการณ์ จนทำให้ผมรู้สึกอึดอัด และบางหน ผมก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนมนุษย์ต่างดาว ที่ควรออกไปอยู่อาศัยบนโลกใบอื่น

“ผมคิดอยู่เสมอมาว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนบุคคลที่มีคุณภาพหรอก จริงๆ แล้ว เรามีคนเก่งๆ เป็นจำนวนมาก แต่พวกเขามักถูกบังคับควบคุมโดยผู้มีอำนาจ จนถึงจุดหนึ่ง คนเก่งๆ ก็จะยอมแพ้ หุบปาก หรือไม่ก็ถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ

“ผมเลยเชื่อว่า มีพวกเขาเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกคล้ายกันกับผม นั่นคือ รู้สึกว่าตัวเองเป็นดังมนุษย์ต่างดาว ผู้กำลังนึกสงสัยว่าเราควรไปอาศัยอยู่ที่ไหนดี?” ปราบดา เปิดใจกับข่าวสดอิงลิช

นัยยะของ “มนุษย์ต่างดาว” ได้ถูกขยายความให้มีความชัดเจนแหลมคมยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อปราบดาให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ต่างประเทศ อย่าง สกรีนเดลี่

“ในประเทศที่ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานช่างเปราะบาง และสามารถถูกล่วงละเมิดได้อย่างง่ายๆ ด้วย ‘อำนาจระดับสูง’ ซึ่งไร้สาระและมักใช้ตรรกะเหตุผลแบบการ์ตูนๆ

“มันก็ย่อมกลายเป็นสิ่งชอบธรรม หากบางคนในประเทศดังกล่าวปรารถนาที่จะเห็นมนุษย์ต่างดาวเดินทางมาสู่โลก และนำพาพวกเขาออกไปยังสถานที่ที่ห่างไกล เพราะการดำรงชีวิตภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดของ ประเทศนี้ มันทำให้เราตระหนักได้ถึงความโง่เง่าอันสุดแสนจะเจ็บปวด” นักเขียนที่เพิ่งผันตนเองมาเป็นคนทำหนัง กล่าว

หมายเหตุ : ภาพประกอบจากเพจเฟซบุ๊ก Motel Mist

ข่าวบันเทิง

เปิดตัวอย่าง “Motel Mist” ของปราบดา ไขที่มาของมนุษย์ต่างดาวและอำนาจเหนือธรรมชาติ

“Motel Mist” หรือในชื่อภาษาไทยว่า “โรงแรมต่างดาว” เป็นผลงานหนังยาวเรื่องแรกของนักเขียนชื่อดัง “ปราบดา หยุ่น” ที่เคยทำหนังสั้น และเขียนบทภาพยนตร์ให้แก่ “เป็นเอก รัตนเรือง” มาแล้ว

นอกจากนั้น หนังเรื่องนี้ยังเป็นภาพยนตร์หนึ่งในแปดเรื่อง ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลักเพื่อชิงรางวัลอิโวส์ ไทเกอร์ อวอร์ดส์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประจำปี 2016 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มกราคม ถึง 7 กุมภาพันธ์ ปีนี้

Motel Mist เป็นหนังแนวอีโรติก แฟนตาซี ที่สถานการณ์ของเรื่องเกิดขึ้นภายในโรงแรมม่านรูด โดยการมีเพศสัมพันธ์ในสถานที่ดังกล่าว จะถูกแทรกแซงด้วยการหายสาบสูญอันน่าแปลกประหลาด, การล้างแค้น และมนุษย์ต่างดาว เพื่อขับเน้นถึงประเด็นหลักของภาพยนตร์ ได้แก่ ความโดดเดี่ยว

motel mist 2

ตัวละครหลัก 5 คน ในโรงแรมม่านรูด อันประกอบด้วย เด็กสาววัยเรียนสองราย, พนักงานโรงแรม, ชายผู้หลงใหลคลั่งไคล้ในวัตถุทางเพศ และอดีตดาราเด็ก ผู้เชื่อว่าตนเองกำลังถูกไล่ล่าโดยมนุษย์ต่างดาว ต่างเกี่ยวพันกันอย่างคาดไม่ถึง แถมยังพัวพันกับอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติอีกต่างหาก

“ในประเทศที่ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานช่างเปราะบาง และสามารถถูกละเมิดได้อย่างง่ายๆ ด้วย ‘อำนาจระดับสูง’ ซึ่งไร้สาระและมักใช้ตรรกะเหตุผลแบบการ์ตูนๆ มันก็ย่อมกลายเป็นสิ่งชอบธรรม หากบางคนในประเทศดังกล่าวปรารถนาที่จะเห็นมนุษย์ต่างดาวเดินทางมาสู่โลก และนำพาตัวเขาออกไปยังที่ที่ห่างไกล เพราะการดำรงชีวิตภายใต้เงื่อนไขของประเทศนี้ มันทำให้เราตระหนักได้ถึงความโง่เง่าอันสุดแสนจะเจ็บปวด” ปราบดา อธิบายถึงนัยยะของหนังเรื่องนี้กับเว็บไซต์สกรีนเดลี่

ว่าแล้วก็มาลองชมหนังตัวอย่างของ Motel Mist ฉบับที่ถูกเผยแพร่ในเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัมกันเลย