เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

อ่าน “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 มกราคม 2560)

ในฐานะคนที่อ่านนิยายรางวัลซีไรต์เรื่อง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ไม่จบเล่ม

ผมกลับพบว่าตัวเองรู้สึกเพลิดเพลินและสนุกสนานกับ “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” นิยายเล่มที่สองของ “วีรพร นิติประภา”

จนสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในเวลาอันรวดเร็ว (และต้องเข้านอนตอนเช้าถึงสองวันติด)

การทดลองเล่นกับภาษาอย่างมีเอกลักษณ์ของวีรพร ยังคงเป็น “ลักษณะเด่น” ของนิยายเรื่องล่าสุด

ทว่า ปัจจัยที่ช่วยดึงดูดผมให้อยู่กับ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นจะเป็นรายละเอียดของเรื่องราวซึ่งมีฉากหลังคือบริบททางการเมืองไทย จากยุค 2475 มาถึงสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น ตลอดจนการประกอบสร้างชีวประวัติของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ที่มิได้ดำเนินตามแนวทางว่าด้วยชีวิตรุ่งเรือง-ร่วงโรยของ “เจ้าสัว” ดังที่เรามักคุ้นชินกัน

โดยสรุป ผมรู้สึกว่าวีรพรประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี กับเป้าหมายที่เธอต้องการจะให้นิยายเรื่องนี้เป็น

หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ผู้เขียนสามารถจัดการงานเขียนของตนเองได้อย่างอยู่มือ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ผู้อ่านเช่นผมย่อมมีทั้งจุดที่รู้สึกชื่นชอบและเกิดคำถามบางประการต่อ “พุทธศักราชอัสดงฯ”

ขอเริ่มจากจุดที่ชอบก่อน

โครงเรื่องอันสลับซับซ้อน มีเหลี่ยมมุมยอกย้อนมากมาย ซึ่งถูกนำเสนอผ่านหลากหลายชีวิตของเหล่าตัวละครนั้น ส่งผลให้นิยายเล่มนี้อ่านสนุกแน่ๆ

แต่จุดที่ผมชอบมากจริงๆ กลับเป็นรายละเอียดปลีกย่อย 2-3 ประเด็น ซึ่งทำหน้าที่ “ประกอบ” เรื่องราวในภาพใหญ่

อาทิ วิธีการสร้างตัวละคร “ทหารเรือ” หนึ่งในตัวเอกของเรื่อง ซึ่งมีความแปลกแหวกแนวอยู่ไม่น้อย

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ภาพแทนกระแสหลักของ “ทหารเรือ” ในผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยยุคหลัง มักจะมีอยู่สองแบบเท่านั้น หนึ่งคือ “ลูกเสด็จเตี่ย” สองคือ “ทหารที่มีแนวโน้มจะอยู่ข้างระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด”

อย่างไรก็ดี นิยายเล่มนี้กลับสร้างภาพลักษณ์ของทหารเรือให้แตกต่างจากภาพเหมารวมสองชนิดข้างต้นได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนจะเป็นอย่างไร ต้องไปลองหาอ่านกันเอาเอง (ใบ้ได้นิดหน่อยว่า “ทหารเรือ” ในนิยายของวีรพร อาจชวนให้หลายคนนึกถึงตัวละคร “วาสุเทพ” ใน “บัลลังก์เมฆ” อยู่พอสมควร แต่ชะตากรรมของตัวละครใน “พุทธศักราชอัสดงฯ” นั้น ถูกผลักดันให้ไปสุดทางมากกว่า)

นอกจากนี้ ผมยังชอบตัวละครเล็กๆ ตามรายทาง อย่าง “บ๊วยใบ้” และ “ตาเนียร” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ปมปัญหา และความลึกลับส่วนบุคคล

การดำรงอยู่ของ “บ๊วยใบ้” อาจชักจูงให้คนอ่านย้อนรำลึกถึงอิทธิพลที่ “นิยายจีนกำลังภายใน” (เคย) มีต่อสังคมไทย ส่วนเรื่องราวของ “ตาเนียร” ก็มีกลิ่นอายคล้ายๆ นิยายคลาสสิคเรื่อง “คำพิพากษา”

โดยเรื่องเล่าว่าด้วย “คนเล็กๆ” เหล่านี้ ต่างมี “จุดร่วม” ที่ช่วยขับเน้นให้เห็นถึงสถานะอันพร่าเลือนกำกวมของ “เรื่องเล่า-ความทรงจำ” ที่อย่างไรเสีย ก็มิใช่ “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”

ในมุมมองของผม “พุทธศักราชอัสดงฯ” แทบไม่มี “จุดอ่อน” หรือ “ข้อด้อย” หนักหนาสาหัสใดๆ อันส่งผลต่อคุณภาพโดยรวมของตัวนิยาย

อย่างไรก็ตาม หลังอ่านหนังสือจบ กลับมีคำถามจำนวนไม่น้อยผุดพรายขึ้นในความคิดของผม

คำถามเหล่านั้นมิได้บ่งชี้ถึง “จุดบกพร่อง” ในงานของวีรพร

แต่เพราะตระหนักว่านิยายเล่มนี้ผ่านกระบวนการคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดี กระทั่งเรื่องราวสามารถดำเนินไปได้อย่างเข้มข้นและ “ลงล็อก” ต่างๆ ตามความปรารถนาของผู้เขียน

ดังนั้น ผมจึงอยากลองตั้งคำถามเล่นๆ เพื่อชี้ชวนให้เห็นภาพรางๆ ว่า หากเรื่องราวใน “พุทธศักราชอัสดงฯ” มีอาการเกเรหลุดหลงออกไปจาก “แบบแผนระบบระเบียบ” ที่วีรพรจัดวางเอาไว้โดยละเอียด

“ทางเลือกอื่นๆ” ของนิยาย อาจมุ่งหน้าไปยังจุดไหนได้บ้าง?

(โดยที่ตัวผมเองก็ไม่ทราบคำตอบแน่ชัด)

ผมคิดคำถามเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ได้คร่าวๆ ประมาณ 5 ข้อ

หนึ่ง ถ้าบริบททางประวัติศาสตร์ระดับยิบย่อยต่างๆ ที่ปรากฏในแต่ละบทตอนถูกละวางไปเสียบ้าง หรือดำรงอยู่อย่างเบาบางกว่านี้ เรื่องราวภายในนิยายจะพลิกผันไปมากน้อยเพียงไหน? และเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร?

ผมไม่ปฏิเสธถึงความจำเป็นของบริบท/ฉากหลังทางการเมืองระดับมหภาคที่ปกคลุมนิยายเรื่องนี้อยู่ แต่ผมยังรู้สึกว่าเกร็ดข้อมูลทางประวัติศาสตร์การเมืองอีกมากมายหลายประการ ที่ถูกใส่เข้ามาในหนังสือเป็นระยะๆ อาจส่งผลให้ “ความเป็นนิยาย” ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ค่อยๆ อ่อนจางลง เพราะ “ความเป็นการเมือง” ที่ถูกขับเน้นออกมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

อาจตั้งคำถามได้ว่าถ้านิยายเล่มนี้มี “ความเป็นการเมือง” น้อยลงกว่านี้ มันจะยังสนุกเหมือนเดิมไหม? หรือเรื่องราวของมันจะกลับกลายเปลี่ยนแปลงรูปไปสู่สภาวะเช่นใด?

สอง ถ้าตัวละครหลักทุกคนไม่ได้ดิ่งจมลงสู่โศกนาฏกรรมอย่างถ้วนหน้า (นี่อาจเป็นอัตลักษณ์สำคัญในงานเขียนของวีรพร) “พุทธศักราชอัสดงฯ” จะกลายเป็นนิยายแบบไหน? เรื่องราวของมันจะยังทรงพลังอยู่หรือไม่?

ในทางกลับกัน อาจตั้งคำถามได้ว่าชะตากรรมของ “เรื่องแต่ง” ที่สอดคล้องเลียนล้อไปกับ “เรื่องจริงของประเทศ” มันมืดหม่นและปราศจากความหวังขนาดนั้นเลยหรือ?

สาม ถ้าสายสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร/สถานการณ์ทั้งหมดในนิยาย มีลักษณะแหว่งวิ่นขาดห้วงเสียบ้าง ไม่ใช่สมบูรณ์แบบหมดจด ดังที่ตีพิมพ์ออกมา

คนอ่านซึ่งต้องปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองด้วยความงุนงงสงสัยที่เพิ่มขึ้น จะชอบนิยายเรื่องนี้มากหรือน้อยกว่าเดิม?

สี่ ถ้า “พุทธศักราชอัสดงฯ” ไม่ได้ปิดฉากจบลงอย่างที่ผู้เขียนเลือกให้มันจบ ผลลัพธ์สุดท้ายของนิยายควรจะคลี่คลายไปอย่างไรดี?

เพราะไปๆ มาๆ ผมกลับไม่ค่อยชอบบทสรุปปิดท้ายของนิยายเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากมันไปพ้องกับงานเขียนอื่นๆ อีกหลายเรื่อง แถมยัง “ไม่ใหม่” อีกต่างหาก

ห้า ถ้านิยายหมกมุ่นกับเรื่อง “ไม่เป็นเรื่อง” ให้หนักกว่านี้ โทนเนื้อหาที่เข้มข้น ตึงเครียด จริงจัง จะได้รับผลกระทบแค่ไหน?

จุดหนึ่งในช่วงต้นๆ ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ที่ผมชอบมาก คือ การกล่าวถึง “เม็ดกระ” ที่ปกคลุมผิวหนังของตัวละครอย่างมากมายดังราวกับ “ทางช้างเผือก”

น่าเสียดายที่ประเด็นเล็กๆ ทำนองนี้ ค่อยๆ ถูกลดทอนความสำคัญลง เมื่อเรื่องราวในนิยายเดินหน้าไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับการลาจากอย่างดื้อๆ ของตัวละคร “บ๊วยใบ้” นั่นแหละ

เคียงคู่กับคำถามข้างต้น ผมยังเห็นว่าเรื่องราวของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” อาจเดินทางไปได้ไกล มากๆ หากมันสามารถก้าวข้ามจาก “กรอบความคิด” อย่างน้อยสองประการ

กรอบแรก คือ “ความเป็นชาติไทย” เพราะสุดท้ายนิยายก็ทั้งตั้งคำถามและหมกมุ่นอยู่กับชะตากรรมภายในประเทศไทยเป็นหลัก ซึ่งอันที่จริง นี่คงเป็นความตั้งใจสำคัญของผู้เขียน

แต่ในฐานะผู้อ่าน ผมรู้สึกเสียดายที่เนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “จีนแผ่นดินใหญ่” ซึ่งวีรพรสร้างสรรค์เรื่องราวเอาไว้ได้น่าสนใจมากๆ กลับมีอิทธิพลต่อภาพรวมของนิยายไม่เยอะเท่าที่ควร

เช่นเดียวกับเนื้อหาในส่วนที่เชื่อมโยงกระจัดกระจายไปไกลถึงไต้หวันหรือญี่ปุ่น ที่ถูกกล่าวถึงเพียงผิวผ่าน ก่อนจะปิดฉากลงอย่างรวบรัดตัดตอน

กรอบความคิดชนิดที่สอง ซึ่ง “พุทธศักราชอัสดงฯ” เพียงแค่ยั่วล้อแต่ไม่กล้าฝ่าออกไป (นี่คงเป็นความประสงค์ของผู้เขียนเช่นกัน) ก็คือ ข้อห้ามเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือด หรือกระทั่งระหว่างสมาชิกในครอบครัว

ข้อนี้ต้องไปอ่านรายละเอียดกันเอาเอง

แม้บทความชิ้นนี้จะพยายามตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตถึงเพดานต่างๆ ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ”

แต่ในความเป็นจริง คำถามและข้อสังเกตทั้งหลายอาจสะท้อนให้เห็นถึง “ศักยภาพ” ของนิยายและคนเขียนคือวีรพร ที่ส่งมอบพลังมาสู่คนอ่าน จนสามารถครุ่นคิดขยายความเกี่ยวกับตัวผลงานไปได้อย่างไม่รู้จบ

โดยปกติ พื้นที่คอลัมน์นี้จะไม่เขียนถึง “หนังสือ” บ่อยนัก

ทว่า เมื่อได้อ่าน “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” จบลง

ผมพลันรู้สึกว่าตนเองมิอาจไม่เขียนถึงหนังสือนิยายเล่มนี้

Advertisements
คนมองหนัง

รวมสกู๊ป-งานเขียนเกี่ยวกับ “ดาวคะนอง” จากมติชนสุดสัปดาห์ สองฉบับล่าสุด

รู้จัก “ผู้กำกับฯ ดาวคะนอง” อีกหนึ่งหนังประวัติศาสตร์ “6 ตุลาฯ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 7-13 ตุลาคม 2559)

คอลัมน์นี้เคยกล่าวถึงข่าวคราวของ “ดาวคะนอง” ภาพยนตร์โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ไปบ้างแล้ว

แต่หากจะให้ทบทวนอีกครั้ง ก็คงสามารถบอกคร่าวๆ ได้ว่า “ดาวคะนอง” คือ “หนังการเมือง” ที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ทว่า อโนชาได้เลือกที่จะพร่าเลือนองค์ประกอบทางการเมืองในหนัง ผ่านการสร้างกรอบโครงที่มุ่งครุ่นคิดถึงประเด็นว่าด้วยพลังอันอธิบายได้ยากของ “เวลา” “ความทรงจำ” และ “ภาพยนตร์” ซึ่งนำไปสู่ภาวะคลุมเครือของเส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “เรื่องแต่ง”

แทนที่จะพูดถึงเหตุการณ์นองเลือดทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา หนังเรื่องนี้จึงเลือกติดตามการใช้ชีวิตประจำวันของหลากหลายตัวละคร โดยไม่พยายามอธิบายสายสัมพันธ์ที่พวกเขาและเธอแต่ละคนมีระหว่างกัน

แล้วปล่อยให้ภาพชีวิตของสามัญชนเหล่านั้นถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยกระแสเชี่ยวกรากแห่งสายธารประวัติศาสตร์

“ดาวคะนอง” เริ่มฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะเดินทางไปยังเกาหลีใต้, อังกฤษ, แคนาดา และฮ่องกง ฯลฯ

ในประเทศไทย อโนชาเลือกจะจัดฉายหนังรอบพิเศษสำหรับแขกรับเชิญเฉพาะกลุ่มในคืนวันที่ 6 ตุลาคมนี้ เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ก่อนที่หนังจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นเดือนธันวาคม

ปี 2519 คือปีที่อโนชาถือกำเนิดและลืมตาขึ้นมาดูโลก เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ค่อยๆ กลายมาเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจใคร่รู้ของเธอ พร้อมการตั้งคำถามว่าทำไมเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าวถึงถูกปกคลุมด้วยความเงียบ

อโนชาไม่เคยเรียนรู้เรื่อง 6 ตุลาฯ จากห้องเรียนหรือสถาบันการศึกษาของไทย แต่เธอศึกษาเรื่องนี้จากการอ่านหนังสือด้วยตัวเอง ตั้งแต่ตอนอายุ 12-13 ปี

รวมถึงในปี 2552 ที่เธอได้อ่านบทความชิ้นสำคัญ “6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549” ซึ่งเขียนโดย ธงชัย วินิจจะกูล แกนนำนักศึกษาในช่วงปี 2519 และศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดี อโนชาเริ่มตื่นตัวทางการเมืองมากๆ ตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549 โดยเธอให้สัมภาษณ์กับ ก้อง ฤทธิ์ดี แห่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เอาไว้ว่า

“เรารู้สึกอกหักตอนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผู้คนรอบๆ ตัว จะกลายไปเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารกันขนาดนั้น มันทำให้เราตื่นขึ้น ในช่วงเวลานั้นฝ่ายต่อต้านรัฐประหารยังไม่เข้มแข็งมากนัก แต่มันก็มีการรวมตัวกันของผู้คัดค้านรัฐประหารที่หน้าห้างสยามดิสคัฟเวอรี และเราก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว”

ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาอโนชายังจัดทำแคมเปญ “จูบในที่สาธารณะ” ซึ่งเชิญชวนผู้คนให้ไปจูบกัน ณ บริเวณที่มีทหารประจำการอยู่

“ทหารก็ประจำอยู่ตรงสถานที่ที่เราไปทำกิจกรรมกัน แต่พวกเขาไม่พูดอะไร ไม่มีการใช้กำลังปราบปรามเกิดขึ้น คุณคิดว่าเราสามารถทำอย่างนั้นได้ไหมในยุคนี้? นี่แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันย่ำแย่ลงขนาดไหน” อโนชากล่าวกับผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์

อโนชาเริ่มเขียนบทภาพยนตร์ร่างแรกของ “ดาวคะนอง” ตั้งแต่ปี 2552 หลังจากบรรลุภารกิจในการทำคลอด “เจ้านกกระจอก” ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตนเอง

ขณะที่หนังยาวเรื่องแรกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มพิการกับพ่อ ผลงานลำดับถัดมาของเธอกลับมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ตัวละครหญิงสาว ซึ่งเปลี่ยนงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อโนชาอธิบายกับ เคลลี่ ตง แห่งเว็บไซต์ฟิล์ม คอมเมนท์ ว่า หลังจากทำ “เจ้านกกระจอก” แล้วเสร็จ เธอก็มุ่งมั่นที่จะทำ “ดาวคะนอง” ให้ผิดแผกแตกต่างออกไป

ดังนั้น เมื่อเธอพูดถึงระบอบปิตาธิปไตยผ่านหนังเรื่องแรก เธอจึงเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ระหว่างผลิตหนังเรื่องที่สอง

แรกเริ่มเดิมที อโนชาตั้งใจจะนำประสบการณ์ของตัวละครหญิง ผู้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวใน “ดาวคะนอง” มาสะท้อนถึงสภาพสังคมโดยรวม และไม่ได้จงใจจะพูดเรื่องการเมืองอย่างเด่นชัดนัก

แต่นับจากปี 2552-2559 สังคมการเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย และความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็ได้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

ดังที่อโนชาเปิดใจกับ เคลลี่ ตง ว่า ยิ่งเวลาผ่านผันไปมากเท่าไหร่ เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็ยิ่งเวียนวนกลับเข้ามาในความคิดของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

กระทั่ง “ดาวคะนอง” กลายเป็นหนังว่าด้วย “การเมืองเดือนตุลาคม” อีกหนึ่งเรื่องในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

ในทัศนะของอโนชา “การทำหนัง” และ “ประวัติศาสตร์” นั้นมีสายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดระหว่างกัน

เรื่องราวที่เป็นศูนย์กลางของ “ดาวคะนอง” คือ เรื่องของผู้กำกับภาพยนตร์สาวที่พยายามจะสร้างหนังประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นหนึ่งขั้นตอน อโนชาก็ได้ตระหนักว่า กระบวนการสร้างหนังเรื่องนี้ มีส่วนกระตุ้นให้เธอครุ่นคิดถึงสองประเด็นสำคัญ คือ “การสรรค์สร้างผลงานศิลปะ” และ “วิถีทางที่สังคมบันทึกและจดจำอดีต”

เธออธิบายเรื่องนี้กับ ก้อง ฤทธิ์ดี ว่า

“เราพยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ว่าทำไมเราถึงสนใจในกระบวนการถ่ายทำหนังและกระบวนการเขียนประวัติศาสตร์ บางทีสองสิ่งนี้อาจมีองค์ประกอบหลายอย่างร่วมกันอยู่ กระบวนการทำหนังและบันทึกประวัติศาสตร์ คือการผสมผสานกันระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น สองสิ่งนี้มีการบิดเบือนอะไรบางอย่างคล้ายๆ กัน ข้อมูลในหนังและประวัติศาสตร์มีทั้งเรื่องที่ถูกและผิดเหมือนๆ กัน”

 

“หนังคือเรื่องของภาพ ขณะที่ประวัติศาสตร์คือความทรงจำที่ผสานกับข้อมูล ทั้งหนังและประวัติศาสตร์ต่างบรรจุไว้ซึ่งเรื่องราวส่วนบุคคลและเรื่องราวของกลุ่มคนในสังคม ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองสิ่งล้วนมีสถานะเป็นความลึกลับพิศวงเหมือนกัน”

หนึ่งในคำถามน่าสนใจจาก เคลลี่ ตง ก็คือ มีนักแสดงจำนวนมากใน “ดาวคะนอง” ซึ่งเป็นคนรุ่นหลังที่ไม่ได้ตระหนักถึงหรือมิได้มีความข้องเกี่ยวโดยตรงกับความทรงจำกรณี 6 ตุลาฯ แต่ทำไมอโนชาจึงเลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตผ่านการแสดงของบุคคลกลุ่มนี้ ผู้อาจไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าพวกตนกำลังต้องแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์บางประการอยู่?

อโนชาตอบว่า ถึงแม้ใครๆ จะบอกว่าคนรุ่นหลังไม่ใส่ใจในอดีตของตัวเอง หรือไม่สนใจความเป็นไปของสังคม แต่เธอก็ยังต้องการจะสร้าง “ความแตกต่าง” ให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยยุคปัจจุบัน ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

“ความแตกต่าง” ที่ว่า ก็คือ การเผยให้เห็นถึงภาระทางประวัติศาสตร์อันหนักอึ้ง ซึ่งแม้แต่นักแสดงที่ต้องแบกรับภาระดังกล่าวเอง ก็อาจยังไม่ได้ตระหนักถึง

“นักแสดงในหนังอาจจะไม่ตระหนักรู้ แต่ผู้ชมจะรับรู้การดำรงอยู่ของมัน แล้วเราก็ต้องการที่จะเข้าให้ถึงกลุ่มคนดูมากกว่านักแสดงอยู่แล้ว” อโนชาตอบคำถามนี้ไว้ในเว็บไซต์ฟิล์ม คอมเมนท์

ที่มา

Filming history: Movie-within-a-movie blends facts with mystery in recounting Oct 6, 1976, Thammasat massacre โดย ก้อง ฤทธิ์ดี (http://www.bangkokpost.com/lifestyle/social-and-lifestyle/1099713/filming-history)

Locarno Interview: Anocha Suwichakornpong โดย Kelley Dong (http://www.filmcomment.com/blog/locarno-interview-anocha-suwichakornpong)

“ดาวคะนอง” “6 ตุลา” ของ “ทุกคน”

(มติชนสุดสัปดาห์ 14-20 ตุลาคม 2559)

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ไปชมภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ในการจัดฉายรอบพิเศษ เพื่อรำลึกถึงวาระ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

เช่นเดียวกับผู้ชมอีกหลายท่านในโรงภาพยนตร์วันนั้น

ผมรู้สึกว่าเป็นงาน “ยาก” มากๆ ที่จะเรียบเรียง-ประมวลความคิดออกมา เพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างรวบรัดและเป็นระบบ

แต่ขณะเดียวกัน หนังชวนงุนงงอย่าง “ดาวคะนอง” กลับติดอยู่ในหัวของคนดูอย่างผมยาวนานเกินคาดคิด

จึงตัดสินใจว่า แม้ตนเองยังไม่มีความสามารถมากพอ ที่จะเขียนวิเคราะห์ตีความหนังยาวเรื่องที่สองของอโนชาอย่างจริงจังและเป็นทางการ (จนกว่าจะได้ดูซ้ำอีกสักหนึ่งรอบในช่วงปลายปี ที่หนังจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์)

แต่ก็อยากจะบันทึกข้อสังเกต-ความรู้สึกส่วนตัว (ซึ่งค่อนข้างกระจัดกระจายและไม่เป็นระบบระเบียบ) ที่มีต่อ “ดาวคะนอง” เอาไว้ก่อน ณ เบื้องต้น ดังนี้

หนึ่ง

“40 ปี พวกเขาไม่ได้จากไปเลย ไม่ได้จากพวกคุณ แม้กระทั่งคุณที่อายุ 20 ต้นๆ เพราะคนที่จากไปทุกชีวิต ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้

 

“พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ เราทุกคนเป็นเราได้ เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคน และอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น”

ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถา “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” 6 ตุลาคม 2559 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (http://prachatai.com/journal/2016/10/68230)

ผมคิดว่าคำกล่าวช่วงท้ายๆ ก่อนจบปาฐกถาดังกล่าวของธงชัย น่าจะมีความสอดคล้องกับความตั้งใจของอโนชาระหว่างเขียนบท-ถ่ายทำ “ดาวคะนอง” อยู่ไม่น้อย

นั่นคือ ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของอดีตที่เป็นบาดแผลนั้น แฝงฝังอยู่ในชีวิตของเราทุกคน แม้แต่คนที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ หรือคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

เพียงแต่ว่าวิธีการเปิดเผยสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ อาจไม่จำเป็นจะต้องกระทำผ่านการรำลึก 6 ตุลา แบบที่เราๆ คุ้นชินกัน เสมอไป

สอง

กุญแจสำคัญที่ช่วยอธิบายวิธีการเล่าเรื่องอันแปลกประหลาดพิสดารของ “ดาวคะนอง” ได้ดีระดับหนึ่ง ก็คือ การตั้งคำถาม/ข้อเสนอแนะของตัวละครแม่บ้านที่พูดกับนักเขียนหญิง (คนเดือนตุลา) และผู้กำกับภาพยนตร์สาว ซึ่งกำลังสัมภาษณ์นักเขียน เพื่อนำข้อมูลไปดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของเธอ ว่า

ก็ในเมื่อพี่ผู้กำกับฯ จะทำหนังเกี่ยวกับพี่นักเขียน ทำไมถึงไม่ให้พี่นักเขียน เขาเขียนบทหรือเขียนเรื่องราวของตัวเองซะเลยล่ะ?

น่าคิดต่อว่า ถ้าให้นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่องราวของมันก็คงจะวนเวียนอยู่กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษาปัญญาชน การตกเป็นเหยื่อทางการเมือง และการทนอยู่ในสังคมไทยอันโหดเหี้ยมไม่ได้ ดังที่เราคุ้นเคย (และปรากฏเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ รางๆ ใน “ดาวคะนอง”)

แต่พอทดลองให้เรื่องราวความทรงจำที่ว่าถูกเขียนขึ้นใหม่โดยผู้กำกับภาพยนตร์สาว/คนรุ่นหลัง “ความทรงจำ” ก็ถูกนำเสนอผ่านแง่มุมอันกระจัดกระจายและสลับซับซ้อน

รื่องราวในหนังบางส่วนส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน เรื่องราวบางส่วนเชื่อมต่อกัน เรื่องราวบางส่วนทับซ้อนกันอยู่ เรื่องราวบางส่วนปริ/แปลกแยกจนแทบไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับส่วนอื่นๆ ยังไง

และอีกหลายๆ ส่วน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างเป็นรูปธรรมแน่ชัด

จนเอาเข้าจริง เราสามารถพิจารณาสถานะอันกำกวมของ “ดาวคะนอง” ได้ว่า นี่เป็นทั้ง “หนังว่าด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา” และหนังที่เล่นกับประเด็น “การเมืองเรื่องความทรงจำ” โดยหยิบยืม “6 ตุลา” มาเป็นจุดตั้งต้นเล็กๆ เพียงเท่านั้น

สาม

ขอพูดถึงตัวละครหญิงสองราย ซึ่งเป็นตัวละครหลักในช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ ได้แก่ นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา รับบทโดย “รัศมี เผ่าเหลืองทอง” และผู้กำกับภาพยนตร์สาว รับบทโดย “วิศรา วิจิตรวาทการ”

เริ่มจากตัวละครนักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา

หลังดูหนังจบ ผมลองตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ ว่า หากคิดในบริบททางสังคมการเมืองยุคปัจจุบัน ตัวละครรายนี้จะเป็นคนรุ่น 6 ตุลา ขั้วเหลือง/นกหวีด หรือขั้วแดง?

ดูเหมือนคำตอบอาจมีแนวโน้มเป็นอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ถ้าอ้างอิงจากตอนที่เธอให้สัมภาษณ์กับตัวละครผู้กำกับฯ สาว โดยบอกทำนองว่าคนยุคเธอออกมาประท้วงด้วยใจ ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม

ไม่ได้ถูกจ้างให้ออกมาประท้วง

ส่วนจุดเล็กๆ ที่ผมชอบเกี่ยวกับตัวละครผู้กำกับฯ สาว ก็คือฉากที่เธอร้องเพลง “ดวงจันทร์” ผลงานการประพันธ์ของ “หลวงวิจิตรวาทการ” ซึ่งเป็นบรรพบุรุษในชีวิตจริงของวิศรา ผู้รับบทบาทเป็นตัวละครรายนี้

เข้าใจว่านี่เป็นหนึ่งในการเล่นล้อกับภาวะส่องสะท้อน/ทับซ้อนทางอัตลักษณ์บางอย่าง อันเป็นกระบวนท่าหลักสำคัญของหนังเรื่องนี้

สี่

ประมาณครึ่งหลังของหนัง เมื่อดาราใหญ่ๆ ได้แก่ เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, ทราย เจริญปุระ, สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข และ เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ เริ่มปรากฏกาย พร้อมโครงสร้างเรื่องราวที่คล้ายจะผลิตซ้ำและขยายความเนื้อหาในครึ่งแรก

ผมเริ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นว่า หนังคงดูง่ายหรือจับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น

แต่เปล่าเลย การปรากฏตัวของกลุ่มนักแสดงมืออาชีพ กลับมีสถานะเป็นอีก “ชั้นหนึ่ง” ของ “เรื่องราวหลากหลายชั้น” ภายใน “ดาวคะนอง” และยิ่งทำให้หนังมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

กระทั่งผมเห็นพ้องกับ “ก้อง ฤทธิ์ดี” นักวิจารณ์หนังแห่งบางกอกโพสต์ ซึ่งเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้กับ “ตุ๊กตามาโตรชก้า” หรือ “ตุ๊กตาแม่ลูกดก” ของรัสเซีย

ไปๆ มาๆ ตัวละครที่โดดเด่นมากๆ ของ “ดาวคะนอง” กลับกลายเป็น “น้องแม่บ้าน” ในช่วงต้นเรื่อง ซึ่งเป็นตัวละครเพียงรายเดียวที่ปรากฏตัวอยู่ในแทบทุก “ชั้น” ของหนัง

โดยสถานภาพของเธอได้พลิกแพลงแปรผันไปเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็น “เด็กเที่ยวกลางคืน” และ “แม่ชี” โน่นเลย

ไม่มีคำอธิบายชัดๆ ถึงสาเหตุแห่งความแปรเปลี่ยนพลิกผันในตัวตนของเธอ

อย่างไรก็ดี “จิตร โพธิ์แก้ว” นักดูหนังคนสำคัญ ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า สถานภาพอันหลายหลากของตัวละครผู้นี้มักวนเวียนอยู่ใน “ชนชั้นแรงงาน” เกือบตลอด

ขณะที่ผมตีความว่าตัวตนอันหลากหลายดังกล่าว อาจช่วยขับเน้นถึงสิ่งที่ธงชัยพูดเอาไว้ (ก่อนหน้า “ดาวคะนอง” จะฉายรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทย เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง)

นั่นคือ “…เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน…”

สำหรับผม ตัวตนหลายรูปลักษณ์-หลากสถานภาพของตัวละคร “น้องแม่บ้าน” จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ชีวิตของทุกคน” ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่บรรจุไว้ซึ่งส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์บาดแผล 6 ตุลาคม 2519

ป.ล.

ผมยังขบคิดไม่ออกถึงนัยยะความหมายขององค์ประกอบอีกมากมายหลายสิ่ง/คน ซึ่งปรากฏใน “ดาวคะนอง”

อาทิ เชื้อรา, เห็ด เรื่อยไปจนถึงตัวละครจากนิยายของ “ก.สุรางคนางค์”

คนมองหนัง

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

ถูกชวนให้ไปดูหนังเรื่องนี้ในรอบพิเศษ เพื่อรำลึกวาระ 40 ปี 6 ตุลาฯ ต้องขอขอบคุณทีมงานผู้สร้างมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ

เมื่อได้ดูหนังแล้ว ก็พบว่าเป็นงาน “ยาก” มากๆ ที่จะเรียบเรียง-ประมวลความคิดออกมา เพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ

เลยคิดว่า คงยังไม่เขียนบทความถึง “ดาวคะนอง” อย่างเป็นทางการ จนกว่าจะได้ดูซ้ำอีกอย่างน้อยสักหนึ่งรอบในช่วงปลายปี ที่หนังจะเข้าฉายในเชิงพาณิชย์

ดังนั้น ที่จะเขียนต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงข้อสังเกต-ความรู้สึกสั้นๆ ที่กระจัดกระจาย และไม่เป็นระบบระเบียบเท่าไหร่ครับ

หนึ่ง

“40 ปี พวกเขาไม่ได้จากไปเลย ไม่ได้จากพวกคุณ แม้กระทั่งคุณที่อายุ 20 ต้นๆ เพราะคนที่จากไปทุกชีวิต ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ เราทุกคนเป็นเราได้ เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคนและอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น เขาเหล่านั้นถามเราและเตือนเราอยู่เสมอว่า ถ้าสมัครใจจะใช้ชีวิตทำนองนี้ ดื้อ รั้น เสี่ยง ต้องกล้าเผชิญความทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ เราจึงจะยืนเด่นโดยท้าทาย”

ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถา “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” 6 ตุลาคม 2559 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://prachatai.com/journal/2016/10/68230

ผมคิดว่าคำกล่าวช่วงท้ายๆ ก่อนจบปาฐกถาดังกล่าวของอาจารย์ธงชัย น่าจะมีความสอดคล้องกับความตั้งใจของคุณอโนชาระหว่างเขียนบท-ถ่ายทำ “ดาวคะนอง” อยู่ไม่น้อย

คือ ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของอดีตที่เป็นบาดแผลนั้นแฝงฝังอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้แต่คนที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ หรือคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

เพียงแต่ว่าวิธีการเปิดเผยสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ อาจไม่จำเป็นจะต้องกระทำผ่านการรำลึก 6 ตุลาฯ แบบที่เราๆ คุ้นชินกัน

สอง

คีย์สำคัญตอนต้นเรื่อง ที่ช่วยอธิบายวิธีการเล่าเรื่องของหนังได้ดีระดับหนึ่ง ก็คือ การตั้งคำถาม/ข้อเสนอแนะของตัวละครแม่บ้านที่พูดกับนักเขียนหญิง (คนเดือนตุลา) และผู้กำกับภาพยนตร์สาว ซึ่งกำลังสัมภาษณ์นักเขียน เพื่อเขียนบทภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของเธอ ว่า ก็ในเมื่อจะทำหนังเกี่ยวกับนักเขียน ทำไมถึงไม่ให้นักเขียน เขียนบท/เรื่องราวของตัวเองซะเลยล่ะ?

น่าคิดต่อว่า ถ้าให้นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่องราวของมันก็คงจะวนเวียนอยู่กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษาปัญญาชน การตกเป็นเหยื่อ และการทนอยู่ในสังคมไทยอันโหดเหี้ยมไม่ได้ ดังที่เราคุ้นเคย (และปรากฏเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ ใน “ดาวคะนอง”)

แต่พอลองให้เรื่องราวความทรงจำที่ว่าถูกเขียนโดยผู้กำกับภาพยนตร์สาว/คนรุ่นหลัง ความทรงจำก็ถูกนำเสนอผ่านแง่มุมอันกระจัดกระจาย

บางส่วนส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน บางส่วนเชื่อมต่อกัน บางส่วนทับซ้อนกันอยู่ บางส่วนปริ/แปลกแยกจนแทบไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับส่วนอื่นๆ ยังไง และหลายๆ ส่วน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อย่างแน่ชัดเป็นรูปธรรม

จนเอาเข้าจริง เราสามารถพิจารณาสถานะของ “ดาวคะนอง” ว่าเป็นทั้ง “หนังว่าด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ” และหนังที่เล่นกับประเด็น “การเมืองเรื่องความทรงจำ” โดยหยิบยืม 6 ตุลาฯ มาเป็นจุดตั้งต้นเล็กๆ เพียงเท่านั้น

ผมคงจะเขียนถึงภาพรวมของหนังแค่นี้ก่อน

จากนี้ จะขอลงรายละเอียดยิบๆ ย่อยๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่มันตรงกับความชอบ ความสนใจส่วนตัว หรือคลิกกับความหมกมุ่นบางอย่างของผมพอดี

สาม

เริ่มจากตัวละครนักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา (รับบทโดยคุณรัศมี เผ่าเหลืองทอง) จุดหนึ่งที่ผมลองจินตนาการเล่นๆ ก็คือ เออ! ณ ปัจจุบัน ตัวละครรายนี้จะเป็นคนรุ่น 6 ตุลาฯ ขั้วเหลือง/สลิ่ม หรือขั้วแดงวะ?

ดูเหมือนคำตอบอาจมีแนวโน้มเป็นอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ถ้าอ้างอิงจากตอนที่เธอให้สัมภาษณ์กับตัวละครผู้กำกับสาว โดยบอกทำนองว่าคนยุคเธอออกมาประท้วงด้วยใจ ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ได้ถูกจ้างให้ออกมาประท้วง

สี่

จุดหนึ่งที่ผมชอบมากใน “ดาวคะนอง” ก็คือ วิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ “ผิวพรรณ” ของนักแสดง (หญิง) ในหนัง (เข้าใจว่าหลายๆ คนแทบไม่ได้แต่งหน้า) ที่ดิบกร้านและเผยให้เห็นไฝฝ้าริ้วรอยต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น คุณวิศรา วิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นตัวละครหลักในช่วงครึ่งเรื่องแรก ที่เราจะเห็นตั้งแต่ไฝไปจนถึงปานของเธอ

อีกจุดที่ชอบเกี่ยวกับคุณวิศราคือฉากที่เธอร้องเพลง “ดวงจันทร์” ผลงานการแต่งของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษในชีวิตจริงของตัวเธอเอง เข้าใจว่านี่เป็นหนึ่งในการเล่นกับภาวะส่องสะท้อน/ทับซ้อนบางอย่าง อันเป็นกระบวนท่าหลักสำคัญของหนังเรื่องนี้

ห้า

ประมาณครึ่งหลังของหนัง เมื่อดาราใหญ่ๆ (เพ็ญพักตร์, ทราย เจริญปุระ, สายป่าน, เป้ อารักษ์) เริ่มปรากฏกายขึ้น พร้อมโครงสร้างที่คล้ายจะผลิตซ้ำ/ขยายความเรื่องราวในครึ่งแรก ผมเริ่มรู้สึกใจชื้นว่า หนังคงดูง่าย หรือจับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น แต่เปล่าเลย (555) การปรากฏขึ้นของกลุ่มนักแสดงมืออาชีพ กลับมีสถานะเป็นอีก “ชั้นหนึ่ง” ของ “เรื่องราวหลากหลายชั้น” ภายใน “ดาวคะนอง” และยิ่งทำให้หนังมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

หก

แน่นอน กลายเป็นว่า ไปๆ มาๆ ตัวละครที่โดดเด่นมากๆ แบบสุดๆ ก็คือ น้องแม่บ้านในช่วงแรก ที่ปรากฏตัวอยู่ในแทบทุก “ชั้น” ของหนัง โดยสถานภาพของเธอได้พลิกแพลงกลับกลายไปเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็น “แม่ชี” โน่นเลย

ไม่มีคำอธิบายชัดๆ ถึงสาเหตุแห่งความแปรเปลี่ยนพลิกผันในตัวตนของเธอ

ทว่า ตัวตนอันหลากหลายดังกล่าว อาจช่วยขับเน้นถึงสิ่งที่อาจารย์ธงชัยพูดไว้ (ก่อนหน้า “ดาวคะนอง” จะฉายรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทย เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง)

นั่นคือ “…เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน…”

สำหรับผม ตัวตนอันหลากหลายของ “น้องแม่บ้าน” จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ชีวิตของทุกคน” ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่บรรจุไว้ซึ่งส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์บาดแผล 6 ตุลาฯ

คนมองหนัง

รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย

(อัพเดตเนื้อหา ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2561)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยภาระหน้าที่การงานบางอย่าง ทำให้มีโอกาสได้นั่งทบทวนรายชื่อหนังไทย ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผมจึงเพิ่งตระหนักว่าหนังกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้พบข้อมูลที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน นั่นคือ ปี 2552 ถือเป็นปีที่มีการสร้างหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากที่สุด

ลองมาอ่านรายละเอียดกันครับ

รายชื่อหนังยาว-สั้นของไทยที่มีเนื้อหาหรือฉากหลังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย

2529

%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“ช่างมันฉันไม่แคร์” โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

หนังที่สร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแค่สิบปี เล่าเรื่องของหญิงสาวแห่งวงการโฆษณา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาผู้มีบาดแผลความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มชนชั้นล่าง ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ชายขายตัวในเมืองหลวง

นอกจากนั้น หนังยังพูดถึง “คนเดือนตุลาฯ” ที่เปลี่ยนแปลงไป จากหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ปฏิวัติ มาสู่นักธุรกิจ-นักโฆษณาผู้ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม

2534

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7

“เวลาในขวดแก้ว” โดย ประยูร วงษ์ชื่น สร้างจากนิยายของประภัสสร เสวิกุล

มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นบริบทสำคัญและฉากหลังของหนัง ที่เล่าเรื่องราวการเติบโต-เปลี่ยนผ่านของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง

2544

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“14 ตุลา สงครามประชาชน” (คนล่าจันทร์) โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จัดเป็น “หนังการเมือง” ที่ไม่ได้ใช้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแค่บริบท

หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กับการเข้าป่าและพ่ายแพ้ออกจากป่าของ “เสกสรรค์-จิระนันท์”

หนังจะมีฉากเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ตรงๆ อยู่หนึ่งฉาก คือ ฉากที่คนในป่าฟังข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากวิทยุ โดยบรรดาอดีตนักศึกษาจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนในเมือง แต่ตัวละครสมาชิกพคท. สายจีน กลับไปตกอกตกใจกับข่าวเจียงชิง-แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม

2546

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99

หนังสั้น “อย่าลืมฉัน” โดย มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่ใช้ found footage ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มานำเสนอแบบดิบๆ ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้น

2552

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1

“เชือดก่อนชิม” โดย ทิวา เมย์ไธสง เป็นหนังสยองขวัญ ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นฉากหลัง/บริบท

ลิฟท์แดง

“ลิฟท์แดง” (ตอนหนึ่งของหนัง “มหาลัยสยองขวัญ”) โดย บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม

หนังสยองขวัญกึ่งการเมือง ที่ไม่เพียงนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มารับใช้เรื่องราวสยองขวัญดังเช่นกรณีของ “เชือดก่อนชิม” เท่านั้น แต่ยังเพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสูญเสีย ความพลัดพราก ความโรแมนติกลงไป และคล้ายจะพยายามพูดถึงประเด็นการเมืองอย่างจริงจังมากกว่า

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%99

“ฟ้าใสชื่นบาน” โดย เกริกชัย ใจมั่น และ นภาพร พูลเจริญ

เป็นหนังตลกล้อเลียนการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่า มานำเสนอในแนวตลกไร้สาระบ้าบอแบบสุดๆ บนจอภาพยนตร์

october sonata

“October Sonata รักที่รอคอย” โดย สมเกียรติ วิทุรานิช

หนังการเมือง-โรแมนติก ดราม่า มีฉากหลังลากยาวตั้งแต่ยุคก่อน 14 ตุลาฯ จนถึงปลายทศวรรษ 2520 เมื่อปัญญาชนออกจากป่า

จุดเด่น คือ เป็นหนังที่พูดถึงวรรณกรรมการเมืองยุคคลาสสิคอย่างจริงจัง ผ่านการใช้นิยาย “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” มาเป็นหนังสือหลักที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของนางเอก (ซึ่งคล้ายจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตจริงของ “ศรีดาวเรือง”)

นอกจากนั้น หนังยังมีประเด็นรายทางที่น่าสนใจอีกมากพอสมควร อาทิ การเทียบเคียงความพ่ายแพ้ของปัญญาชน กับการอยู่เป็นและการกลายสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาอดีตฝ่ายซ้ายตกยากของตัวละครนายทุนเชื้อสายจีน

เจ้านกกระจอก

“เจ้านกกระจอก” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันบาดหมางมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกในครอบครัวหนึ่ง มีฉากอุปมาเกี่ยวกับนกที่ปีกซ้ายถูกยิง หรือภาวะที่เด็กทารกจำเป็นต้องตัดสายสะดือแยกขาดจากผู้ให้กำเนิด

2553

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องชายชราที่เคยฆ่า “คอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น และลูกชายของเขาที่กลายร่างเป็น “ลิงป่า” ที่ออกจากป่ามาพบพ่อ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

2556

%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7

“ยังบาว” โดย ยุทธกร สุขมุกตาภา

หนังที่เล่าถึงจุดกำเนิดของวงดนตรีคาราบาว (ตรงกับข้อเท็จจริงแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

หนังใช้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่าของปัญญาชนคนหนุ่มสาว มาเป็นบริบททางสังคมการเมืองที่สำคัญภายในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอ๊ด คาราบาว”

2559

ดาวคะนอง

“ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดถึง “ความทรงจำที่กระจัดกระจายและสลับซับซ้อน” กรณี 6 ตุลาฯ

2560

พิราบ

“พิราบ” โดย ภาษิต พร้อมนำพล

หนังสั้นนักศึกษาในปี 2560 ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงแรงผลักดันและขั้นตอนหรือกระบวนการ “เข้าป่า” ของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภาพยนตร์สารคดี

2557

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

“ความทรงจำ-ไร้เสียง” โดย ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ

หนังสารคดีที่มุ่งสำรวจเสียงของ 2 ครอบครัว ซึ่งสูญเสียลูกไปในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

2559

ด้วยความนับถือ

“ด้วยความนับถือ” โดย ภัทรภร ภู่ทอง

หนังสารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาฯ

2560

สองพี่น้อง

“สองพี่น้อง” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม และภัทรภร ภู่ทอง

หนังไปสัมภาษณ์ครอบครัวของ “ชุมพร ทุมไมย” และ “วิชัย เกศศรีพงษา”  สองช่างไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมแขวนคอก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ภาพยนตร์ข่าว

2521

“[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

ภาพยนตร์ข่าวบันทึกเหตุการณ์ที่อดีตผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา จำนวน 19 คน อาทิ “สุธรรม แสงประทุม” “สุรชาติ บำรุงสุข” “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “ธงชัย วินิจจะกูล” และ “วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” เดินทางเข้าพบ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายหลังได้รับการนิรโทษกรรม

มิวสิกวิดีโอ

2561

มิวสิกวีดีโอเพลง “ประเทศกูมี” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

ผลงานเพลงแร็พการเมืองวิพากษ์สังคมไทยร่วมสมัย (ยุคปลาย คสช.) โดยกลุ่มศิลปิน “Rap Against Dictatorship” (RAD) ซึ่งออกเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2561

เอ็มวีนี้ใช้ฉากหลังเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และกำกับโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ซึ่งเคยกำกับหนังสารคดี “สองพี่น้อง” ตลอดจนเคยเป็นผู้กำกับภาพของหนังเรื่อง “14 ตุลา สงครามประชาชน”

ภาพยนตร์ต่างประเทศ

2557

river

“River of Exploding Durians” หนังมาเลเซีย โดย เอ็ดมันด์ โหย่ว

หนังพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของหนุ่มสาวมาเลเซีย โดยมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนแถบภูมิภาคนี้

ทำไมปี 2552 ถึงมีหนัง 6 ตุลาฯ เยอะสุด?

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลนี้ จะพบว่าในปี 2552 มีการผลิตหนังที่เกี่ยวข้อง/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากถึง 5 เรื่อง (หากรวม “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2553 ด้วย ก็จะกลายเป็น 6 เรื่อง)

ถือว่ามากในแง่จำนวน ทั้งยังมีความหลากหลายทางเนื้อหา คือ มีตั้งแต่หนังสยองขวัญ หนังผี หนังตลก หนังโรแมนติก ดราม่า และหนังทดลองอิสระ ซึ่งสื่อสารประเด็นแหลมคมผ่านสัญลักษณ์ทางภาพยนตร์

น่าจะยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีหนังว่าด้วย 6 ตุลาฯ ออกมามากมายและหลากหลายขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ตามสมมุติฐานเบื้องต้นของผม ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-53 (ส่วนใหญ่ ภาพยนตร์จะใช้เวลาสร้าง 1-2 ปี หรือยาวนานกว่านั้นอยู่แล้ว) ถือเป็นภาวะ “ลักปิดลักเปิด” สำหรับสังคมการเมืองไทย

กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2549 แต่บรรยากาศภายหลังการรัฐประหารกลับไม่ “ปิด” เสียทีเดียว (จนเกิดแนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเสียของ” ตามมา)

มิหนำซ้ำ บรรยากาศปิดๆ เปิดๆ ที่ว่า ยังกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมือง จากกระแสเสื้อเหลืองก่อนรัฐประหาร มาสู่จุดกำเนิดของกลุ่ม นปก. นปช. หรือเสื้อแดง

น่าสนใจด้วยว่าความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาดังกล่าวยังไม่ตึงเครียด จนผู้คนถูกแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน หรือรุนแรงหนักถึงขนาดล่าแม่มดกัน

นอกจากนี้ บรรยากาศทางความคิดก็ยังเปิดกว้างอยู่พอสมควร มีการถกเถียง/นำเสนอข้อมูลเรื่องการเมือง/ประวัติศาสตร์การเมืองในอินเตอร์เน็ต งานศิลปะต่างๆ กล้าพูดประเด็นการเมืองแรงๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น งานบทกวี หรือในส่วนวงการภาพยนตร์เอง ถ้าติดตามวงการหนังสั้นช่วงปี 2549-ต้นทศวรรษ 2550 เราก็จะพบว่ามีหนังการเมืองแรงๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

แน่นอน ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงปี 2475 ตลอดจนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งส่วนทางกับประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก ได้ถูกหยิบยืมมานำเสนอหรือดัดแปลงในผลงานศิลปะเหล่านี้ด้วย

ตามการประเมินคร่าวๆ ของผม กระแสทางวัฒนธรรมทำนองนี้จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2553-54

พอพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงเริ่มมีการชะลอตัว แล้วเงียบเสียงลงไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557

ป.ล.

นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นอย่างคร่าวๆ ถ้าใครมีรายชื่อ-เรื่องย่อหนังเพิ่มเติม ตลอดจนคิดสมมุติฐานอื่นๆ ได้ สามารถบอกกล่าว-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

คนอ่านเพลง

ก่อนจะเป็น “ทะเลใจ”

(เผยแพร่ครั้งแรกในบล็อกคนมองหนัง “เก่า” เมื่อเดือนตุลาคม 2549)

เมื่อ พ.ศ. 2533 ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ออกผลงานเดี่ยวของตนเองในชื่อชุด “โนพลอมแพลม” โดยเพลงเพลงหนึ่งที่มีเนื้อหาน่าสนใจในผลงานชุดดังกล่าว ก็คือ “ภควัทคีตา” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์ภควัทคีตา อันเป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ

เพลง ภควัทคีตา มีเนื้อหาว่าด้วยการที่ กฤษณะ เตือนให้ อรชุน ตัดสินใจยิงศรออกไปเพื่อพิฆาตข้าศึกซึ่งเป็นญาติวงศ์ของ อรชุน เอง ณ มหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร

ยืนยง เขียนเนื้อร้องตอนหนึ่งของเพลงดังกล่าวไว้อย่างคมคายว่า

“โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร ดูเจ้าอาวรณ์ เหนือความเป็นธรรม จิตเจ้าโลเล ใจเจ้าเหลียวหลัง แรงเจ้าอ่อนล้า ตาเจ้ามืดมัว ทั่วปฐพี มีเพียงคมศร อิทธิฤทธิ์รอน ลดความรุนแรง แสงแห่งเทวัญ อาตมันกาย กฤษณารายณ์ ชายผู้ชี้นำ …รบเถิดอรชุน”

ในนิตยสารสีสัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 12 ซึ่งวางจำหน่ายในช่วงส่งท้ายปี 2533 ปณิธาน หล่อเลิศวิทย์ นักวิจารณ์อิสระ ได้เขียนถึงเพลง ภควัทคีตา ซึ่งอยู่ในอัลบั้มโนพลอมแพลม อันเป็นหนึ่งในห้าอัลบั้มเพลงไทยสากลที่เขาชื่นชอบประจำปีนั้น ลงในคอลัมน์ 5 ชอบ 5 ไม่ชอบของนิตยสารวิจารณ์บันเทิงฉบับดังกล่าวว่า

“…งานเดี่ยวชุดที่สี่-แต่เป็นชุดแรกในชื่อจริงของ แอ๊ด คาราบาว จึงตีเข้าแสกหน้ารัฐบาลชาติชายและปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแบบเนื้อ ๆ งานดนตรีใช้ได้ เนื้อหาชัด ตรง สะใจ นับได้ว่าเป็นเพลงการเมืองที่มีพลังเด่นชัดที่สุดในรอบหลายปี เพลงที่แฝงนัยไว้ได้แรงที่สุด คือ ภควัทคีตา ฟังเสียงชี้ชวนอรชุนให้แผลงศรแล้วอาจมีคนนึกเรียกหา สุจินดา ขึ้นมาบ้าง”

แล้วในช่วงต้นปี 2534 ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว และอัลบั้มโนพลอมแพลมของเขา ก็สามารถคว้ารางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ประจำ พ.ศ. 2533 ไปครองได้ถึง 2 รางวัล คือ รางวัลศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม และรางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยม

หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ก็เกิดรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มนายทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 4 เหล่า ที่เรียกตัวเอง คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

หลังจากทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ชาติชาย ได้สำเร็จ คนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครจำนวนมากต่างนำดอกไม้ไปมอบให้กับแกนนำรสช. เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว คะแนนนิยมของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย กำลังตกต่ำลงอย่างหนัก ทั้งจากปัญหาคอร์รัปชั่น ไปจนถึง การถูกกล่าวหาเรื่อง “คดีลอบสังหาร”

ภายในเวลาไม่นานนัก รสช. ได้สรรหานายกรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือนให้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นการชั่วคราว อานันท์ ปันยารชุน คือ นายกรัฐมนตรีคนนั้น ตามสายตาของคนชั้นกลางและคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ จำนวนมาก อดีตนักการทูต/อดีตนักเรียนอังกฤษ/เชื้อสายขุนนางผู้ดีเก่าคนนี้ คือนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมานับจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน กระบวนการยึดทรัพย์สินนักการเมืองคนสำคัญในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดก่อนหน้าก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้นจริงจัง โดยเริ่มจากการอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองเหล่านั้นไว้ก่อน

อีกราว 1 ปีต่อมา ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 รัฐบาลอานันท์ 1 ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ผลปรากฏว่า พรรคสามัคคีธรรม ที่นำโดย ณรงค์ วงศ์วรรณ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวนมากที่สุด แม้พรรคการเมืองดังกล่าวจะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ณรงค์กลับไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ เพราะเขามีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำที่รัฐบาลสหรัฐฯ ห้ามเข้าประเทศ สุดท้ายแล้ว แกนนำที่สำคัญที่สุดในรสช. อย่าง พล.อ.สุจินดา คราประยูร จึงเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เคยกล่าวคำสัตย์เอาไว้ว่า ตนเองจะไม่เข้ามาเล่นการเมืองเป็นอันขาด ทว่าหลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อดีตแกนนำรสช.คนนี้กลับแถลงออกมาว่า ตนเองจำเป็นต้อง “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 เกิดการชุมนุมใหญ่ต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร แกนนำการชุมนุมคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายทหาร จปร. 7 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความขัดแย้งกับนายทหาร จปร. 5 อันเป็นรุ่นของ พล.อ.สุจินดา พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล และ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี แกนนำของรสช. การชุมนุมดังกล่าวถูกขับเคลื่อนโดยฝูงชนคนชั้นกลางในกทม. ที่เริ่มมีพลังแข็งแรงทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม จน เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในขณะนั้น (และอดีตนักการเมืองผู้ล้มเหลวในขณะนี้) ได้ขนานนามการชุมนุมดังกล่าวว่าเป็น ม็อบมือถือ

(ขณะที่กลุ่มนักศึกษาที่เคยมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์เดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 และ 2519 กลับไม่มีบทบาทมากเท่าที่ควรในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 หนังที่สามารถแสดงภาพตัวแทนของนักศึกษาในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ได้อย่างน่าสนใจและสมจริง ก็คือ “สยิว” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี และ เกียรติ ศงสนันท์ ทั้งนี้ นายกสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยในช่วงปี 2535 มีชื่อว่า ปริญญา เทวนฤมิตรกุล)

ในฝูงชนที่มารวมตัวกันเพื่อชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหารที่นำโดย พล.อ.สุจินดา นั้น มี ยืนยง ในฐานะศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชื่อดังปรากฏกายอยู่ด้วย

แล้วเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ก็กลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่มีการเข่นฆ่าฝูงชนซึ่งมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล จนเรารู้จักกันในนามของเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ

ส่วนยืนยงนั้น เขาได้หนีออกไปก่อนเหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้น เนื่องจากได้รับคำขู่ว่าจะมีการฆ่าหรือจับกุมตัวผู้นำการเคลื่อนไหว

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ยืนยงได้แต่งเพลง “ทะเลใจ” ขึ้นมา เพื่อระลึกถึง พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี ที่เคยเป็นคนรักใคร่ชอบพอกัน แต่สุดท้ายก็ต้องกลายมาเป็นศัตรูกันในเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะความที่จิตใจของคนเรานั้นมีความคิดที่แตกต่างกัน ขณะที่คนหนึ่งอยากเป็นใหญ่ แต่อีกคนกลับทิ้งความเป็นใหญ่ และพยายามเอาชนะใจอันยากหยั่งถึงที่เปรียบเสมือนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ของตนเอง เพื่อจะสามารถอยู่กับใจของตนเองได้อย่างเป็นสุข (เรียบเรียงจากนิตยสาร MTV TRAX ฉบับที่ 32 เดือนกันยายน พ.ศ. 2548)

ด้วยเหตุนี้ เพลง ทะเลใจ จึงมีความข้องเกี่ยวกันอย่างลึกซึ้งกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 และดูเหมือนจะมีความหมายที่ย้อนแย้งกันเป็นอย่างยิ่งกับเพลง ภควัทคีตา ซึ่งยืนยงเขียนขึ้นในปี 2533 ก่อนที่รสช.จะทำรัฐประหาร

แม้ทั้ง ทะเลใจ และ ภควัทคีตา จะเป็นเพลงที่คนฟังอาจทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก และมีการแฝงความนัยที่สำคัญไว้ในตัวบทของเพลงเหมือน ๆ กัน แต่ระดับการซ่อนความนัยในเพลง ทะเลใจ กับ ภควัทคีตา ก็ดูเหมือนจะมีความแตกต่างกันอยู่

เพราะอย่างน้อยความนัยอันแฝงไว้ใน ภควัทคีตา ก็ยังมีการสื่อความหมายที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง เช่น “โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร” ไปจนถึง “รบเถิดอรชุน” ในขณะที่ ความนัยอันแฝงเร้นไว้ใน ทะเลใจ กลับไม่มีการสื่อความหมายที่หนักแน่นชัดเจนใด ๆ ดังที่ปรากฏใน ภควัทคีตา เลย

อาจกล่าวได้ว่า ทะเลใจ ถือเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเป็นปรัชญาและเป็นนามธรรมอย่างยิ่ง ทว่า เพลงเพลงนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้งที่สุดในชีวิตการแต่งเพลงของยืนยงเท่านั้น แต่ยังมีสถานะเป็นเพลงที่โด่งดัง อันถูกนำไปเปิดและร้องตามสถานที่ต่างๆ มากที่สุดอีกเพลงหนึ่ง

เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ยิ่งเพลงเพลงหนึ่งมีเนื้อหาที่เป็นนามธรรมมากเท่าใด เพลงเพลงนั้นก็จะยิ่งเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนมากในวงกว้าง เนื่องจากใครๆ ก็สามารถนำความรู้สึกนึกคิดของตนเองใส่เข้าไปในเพลงดังกล่าวได้อย่างไม่เคอะเขิน ว่าเพลงเพลงนั้นจะเป็นสมบัติหรือเรื่องราวส่วนตัวของคนแต่งหรือคนร้องเพียงผู้เดียว

ทะเลใจ ก็อาจถือเป็นเพลงในกรณีดังกล่าวได้ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ ท่ามกลางเสียงเพลง ทะเลใจ ที่ดังก้องในผับเพื่อชีวิต หรือท่ามกลางเสียงเพลง ทะเลใจ ที่ถูกร้องไปทั่วในร้านคาราโอเกะนั้น คนจำนวนมากที่มีปฏิสัมพันธ์กับเพลง ทะเลใจ ในยุคปัจจุบัน สามารถนำเพลงเพลงนี้ไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 หรือเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อราวๆ 1 ปีก่อนหน้านั้นได้หรือไม่?

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เพลง ทะเลใจ มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลา 14 ปีที่ผ่านมา แม้ในด้านหนึ่ง เพลง เพลงนี้ยังคงดำรงอยู่อย่างยิ่งใหญ่ในจิตใจของผู้คนจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนจำนวนมากเหล่านั้นต่างก็แทบจะลืมเลือนความหมายดั้งเดิม รวมทั้งบริบทของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แฝงเร้นอยู่ในเพลงเพลงนี้ไปจนเกือบหมดสิ้น

หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศไทยได้เดินหน้าไปอย่างมีพัฒนาการพอสมควร แม้จะต้องประสบปัญหาขลุกขลักเป็นระยะๆ

พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหารโดยรสช. สามารถรอดพ้นจากการถูกยึดทรัพย์สินและกลับเข้ามาเล่นการเมืองอีกครั้ง จนเกือบจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ในช่วงที่รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ใกล้หมดอำนาจ ก่อนที่ต่อมา พล.อ.ชาติชายจะเสียชีวิตขณะเข้ารับการรักษาอาการป่วย ณ โรงพยาบาลที่ประเทศอังกฤษ

นักการเมืองจำนวนมากที่ถูกตีตราว่าเป็นพวกคอร์รัปชั่นและถูกอายัดทรัพย์สินโดยรสช. สามารถรอดพ้นจากข้อกล่าวหากรณีร่ำรวยผิดปกติและรอดพ้นจากการถูกยึดทรัพย์สินมาได้ทุกคน พวกเขาเหล่านั้นยังเวียนว่ายอยู่ในแวดวงการเมืองต่อไป มีบางคนที่รุ่งโรจน์ได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่ก็มีอีกหลายคนที่ประสบความล้มเหลวบนเส้นทางการเมือง และมีจำนวนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว

นายทหารแกนนำของรสช. ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขและร่ำรวยในสังคมไทย พวกเขาหลายคนยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีเช่นกันที่เสียชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งหมดไม่ต้องรับผิดชอบหรือรับโทษใดๆ ทั้งสิ้น กับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 รวมถึงความล้มเหลวทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ทหารจากกองทัพได้กลับเข้ากรมกองและไม่กล้าแสดงบทบาททางการเมืองใดๆ ที่อยู่นอกเหนือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นเวลา 14 ปี กับอีก 4 เดือน

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยังเล่นการเมืองต่อไป แต่ก็ประสบความล้มเหลวลงเรื่อยๆ ทว่า สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เขาทำให้กับสังคมการเมืองไทยในยุคปัจจุบันก็คือ การชักนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคมผู้ประสบความสำเร็จเข้ามาสู่แวดวงการเมือง ก่อนที่ต่อมาเขาจะเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการดำเนินกิจกรรมต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

อานันท์ ปันยารชุน กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ภายหลังจากการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นับจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ชื่อของอานันท์จะได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอ เมื่อสังคมการเมืองไทยประสบกับภาวะวิกฤตในด้านต่างๆ ราวกับเขามีสถานะเป็นยาสามัญประจำบ้านชนิดหนึ่งของสังคมการเมืองไทย

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่สงวนบทบาทและท่าทีอยู่พอสมควรในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เดินทางไปศึกษาต่อทางด้านนิติศาสตร์จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากประเทศเยอรมนี ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยเสนอความคิดให้ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 (ที่เพิ่งถูกฉีกไป)

ส่วน ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ยังคงออกผลงานเพลงทั้งในนามของศิลปินเดี่ยวและศิลปินกลุ่มกับเพื่อนร่วมวง คาราบาว อย่างต่อเนื่อง (แม้ว่าผลงานเพลงในช่วงหลังๆ ของเขาจะไม่ดีและดังเท่ากับผลงานเพลงในช่วงแรกๆ ก็ตาม) ล่าสุดยืนยงเพิ่งจะแต่งเพลง ทหารพระราชา ออกมาชื่นชมการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่นำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของ 4 เหล่าทัพ ซึ่งเรียกตนเองว่า คปค. (ขออภัยที่จำชื่อเต็มอันยาวเหยียดไม่ได้)

หลายคนคงคาดหวังว่า ยืนยงจะสามารถแต่งเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและมีท่วงทำนองไพเราะอย่าง ทะเลใจ ได้อีกสักหนึ่งครั้งในชีวิตการแต่งเพลงของเขา แต่หลายคนคงภาวนาเช่นกันว่า ถ้ายืนยงจะสามารถแต่งเพลงเพลงนั้นได้จริง ก็ขอให้เพลงดังกล่าวมีความทัดเทียมกับ ทะเลใจ ในด้านเนื้อหาและท่วงทำนองเพียงเท่านั้น ขออย่าให้เพลงดังกล่าวมีจุดกำเนิดที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับเพลงทะเลใจเลย

เพราะเราคงไม่ต้องการให้บริบททางสังคมการเมืองที่ก่อให้เกิดเพลง ทะเลใจ ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 ย้อนกลับมาหาผู้คนในสังคมการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง