คนอ่านเพลง

รีวิว BOYdKO50th #2 Simplified the Concert

หนึ่ง

boydko50th2-simplified-the-concert-2018-hilight

นี่คือภาคต่อจากคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” เมื่อต้นปี

โครงสร้างก็คล้ายๆ กับคอนเสิร์ตนั้น คือ ถ้าแบ่งคอนเสิร์ตออกได้เป็นประมาณ 4 ส่วน เพลงจากสตูดิโออัลบั้มชุดสองของ “บอย โกสิยพงษ์” ร่วมด้วยงานเกี่ยวเนื่อง คืออีพีชุด “One” และซิงเกิล “Home” จะไปกองอยู่พาร์ทแรก ส่วนสามพาร์ทหลัง ก็เป็นช่วงเพลงฮิตอื่นๆ ของเจ้าตัว (ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างงานชุดสอง กับ “Million Ways to Love Part 1-2”) ในอารมณ์และวิธีการนำเสนอแบบ “เบเกอรี่ รียูเนียน”

แต่ดูเหมือนบอยและทีมงานจะตระหนักถึงจุดอ่อนของคอนเสิร์ตภาคหนึ่งเมื่อตอนต้นปีพอสมควร พวกเขาจึงเพิ่มเติม-เล่นกับรายละเอียดบางด้าน ทำให้โชว์โดยรวมไม่แบ่งเป็นก้อนๆ อย่างขาดห้วงระหว่างกันจนเกินไป

สอง

อัลบั้ม “Simplified” ของบอย วางแผงในปี 2539 สมัยผมเรียน ม.3

22 ปีผ่านไป พอนึกย้อนถึงช่วงเวลานั้น มันถือเป็นห้วงระยะหนึ่งที่รุ่มรวยและรื่นรมย์มากๆ ในความทรงจำส่วนตัว

แน่นอน ค่ายเบเกอรี่คือทางเลือกอันดับต้นๆ ของวัยรุ่นยุคดังกล่าว ถ้าใครอยากจะแสวงหาเพลงป๊อปไทยรสชาติใหม่ๆ นอกเหนือจากสองค่ายหลัก “แกรมมี่-อาร์เอส”

ณ พ.ศ.2539 วงจากเบเกอรี่ มิวสิค ที่ผมชอบมาก คือ “โยคีเพลย์บอย” และ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ซึ่ง “พี่โป้” นักร้องนำของวงแรก (ก่อนที่แกจะกลายเป็น “โยคีเพลย์บอย” และ “โยคีเพลย์บอย” จะกลายเป็นแก เหมือนในยุคปัจจุบัน) และ “พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง” สมาชิกหลักของวงหลัง ก็มีส่วนร่วมในงานชุด “Simplified” ด้วย

พี่โป้ร้องเพลง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ส่วนพี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ร้องเพลง “พยาน”

จริงๆ สามเพลงนี้ไม่ดังไม่ติดหูเท่าไหร่ แต่น่าแปลกดีเหมือนกัน ที่ตอนคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2561 ผมกลับร้องตามพี่โป้-พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ได้แทบทุกประโยคโดยไม่รู้ตัว (และไม่ได้ย้อนกลับไปทำการบ้าน/ฟังงานชุดนี้อย่างจริงจังก่อนจะมาคอนเสิร์ตด้วย)

“นภ พรชำนิ” เป็นอีกคนที่มีบทบาทเยอะมากในอัลบั้มชุดนี้และบนเวทีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เวลาผมรู้สึกว่าตัวเองเจอหน้าและฟังเสียงพี่นภบ่อยเกินไป ผมก็จะแก้อาการ “เบื่อ” ด้วยการย้อนนึกไปถึงเพื่อนสมัย ม.3 คนหนึ่ง ที่มันชอบเรียกพี่นภว่า “นภพร ชำนิ”

ที่ผมจำได้ไม่ลืม ก็คือ เพื่อนคนนั้นเคยวิจารณ์อัลบั้ม Simplified แบบขำๆ เอาไว้ว่า “นภพร ชำนิ ร้องเกือบทุกเพลงเลยว่ะ”

ต้องยอมรับว่าระหว่างนั่งชมคอนเสิร์ต และคิดถึงผลงานชุด “Simplified” ความทรงจำของผมยังพรั่งพรูไปสู่เรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย

ผมนึกถึง “เพื่อนเก่า” คนหนึ่ง ซึ่งตัวเองรู้สึกแอบปลื้มเธอตั้งแต่สมัยประถมปลาย ผมเจอหน้าเธอโดยบังเอิญในระยะไกลเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2539 แล้วเราก็ไม่เคยได้พบกันอีกเลย

ผมนึกถึงห้วงเวลาดีๆ ที่ตัวเองในวัย 14-15 ปี ไปหมกตัวอ่านงานประพันธ์ของ “ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์” ในห้องสมุดโรงเรียน ไล่ตั้งแต่งานดังอย่าง “ละครแห่งชีวิต” จนถึง “ผิวเหลืองหรือผิวขาว” “วิมานทลาย” และ “ครอบจักรวาล”

ผมนึกถึงตัวเองสมัยเรียนห้อง “รองคิง” ตอน ม.3 ซึ่งสอบได้เกือบลำดับสุดท้าย ทั้งที่เกรดเฉลี่ยก็ใกล้ๆ 3.5

ผมนึกถึงตอนตัวเองตัดสินใจเลือกแผนการเรียนสายศิลป์คำนวณ เมื่อกลาง ม.3 เทอมสอง จนโดนครูประจำชั้นและเพื่อนๆ บางคน คัดค้านไม่เห็นด้วย

ผมนึกถึงเพื่อนร่วมห้องสมัย ม.3 คนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงเบเกอรี่มาด้วยกัน ขณะนี้ เขาเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง และเพิ่งตัดสินใจลาออกจากราชการ ก่อนหน้าคอนเสิร์ตหนนี้ไม่นาน

ฯลฯ

สาม

จุดดีๆ ในพาร์ทแรกสุดหรือการโชว์งานเพลงในชุด “Simplified” ของคอนเสิร์ตหนนี้ คือ พี่บอยไม่ได้มาแนวตึงเครียดอัดแน่นจนไม่มีจังหวะพักหายใจแบบคราวคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd”

แกพร้อมจะสลับเรียงเพลงโดยไม่ได้อิงตามลำดับในเทป/ซีดีแบบเป๊ะๆ เช่น พอพี่โป้ขึ้นเวที เขาก็ร้อง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ติดกันไปเลย ทั้งที่มันคือเพลงที่ 4 และ 6 ในอัลบั้ม

โชว์ยังใช้ประโยชน์จาก “พี่ปั่น ไพบูลย์เกียรติ” ได้ดี คือ แทนที่จะให้แกร้องแค่เพลง “ภาพเก่าๆ” ก็จัดการต่อท้ายเพลงนั้นด้วย “Home” พร้อมมี “พี่ธีร์ ไชยเดช” มาร่วมร้องอีกคน (จนกลายเป็นโมเมนต์น่ารักๆ หวานๆ ประจำงาน)

ตัวพี่บอยเองก็ขยันขึ้นเวทีมาพูดแทรกและสร้างอารมณ์ขันเสริมในพาร์ทแรกของคอนเสิร์ต (ตรงกันข้ามกับเมื่อต้นปี ที่แกแทบไม่โผล่ขึ้นมาแจมในโชว์ส่วนแรกสุด)

สี่

อย่างไรก็ดี มี 3-4 จุดในคอนเสิร์ต ที่ผมรู้สึกว่าน่าเสียดายหรือเห็นว่ามันติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง

จุดแรก เป็นเรื่องความเสียดายเล็กๆ น้อยๆ ที่ในเพลง “เที่ยงคืน” พี่โป้ไม่ได้ร้องกับ “โจอี้ บอย” (ซึ่งคงติดอะไรสักอย่าง) เลยได้ “อุ๋ย บุดดาเบลส” และเพื่อนๆ มาแทน (อันนี้ไม่ได้ตามข่าวใกล้ชิด จึงไม่แน่ใจว่า หรือที่ขึ้นโชว์นั้นคือ สมาชิกบุดดาเบลสยุคปัจจุบัน ก็ไม่รู้?)

จุดสอง ในคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” มีการปล่อยไม้เด็ด ด้วยการให้พี่นภ และสองพี่น้องแห่งตระกูลศิลาอ่อน มาร้องเพลง “ตัดสินใจ” เต็มๆ เพื่อโปรโมทคอนเสิร์ต “Simplified”

ที่น่าเสียดาย คือ มาถึงคอนเสิร์ตนี้ (ในคืนวันเสาร์) เพลง “ตัดสินใจ” กลับถูกร้องไม่เต็มเพลง

จุดที่สาม ข้อนี้ อาจเป็นความรู้สึกหรือทัศนคติส่วนบุคคล เพราะเห็นหลายคนก็อินหรือซาบซึ้งกันอยู่ คือ ผมรู้สึกว่าพี่บอยพยายามดึงสมาชิกในครอบครัวมาเป็นสาระสำคัญของโชว์มากไปนิด

แน่นอน คนเหล่านี้คือแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปินแน่ๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าศิลปินจำเป็นจะต้องทำให้พวกเขามีตัวตนชัดเจน (สุดๆ) ในคอนเสิร์ตด้วยหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ายิ่งคนในครอบครัวศิลปินถูกขับเน้นบทบาท-สถานะ หรือถูกย้ำว่าเป็นบ่อเกิด/จุดกำเนิดของเพลงนี้เพลงนั้นมากขึ้นเท่าไร เพลงดังกล่าวก็จะสูญเสียสถานะ “ความเป็นเพลงป๊อป” ไปอย่างน่าเสียดาย

คือแทนที่เพลงจะมี “ความเป็นนามธรรม” และเปิดกว้างให้คนฟังสามารถสอดแทรกจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ การตีความส่วนบุคคล ใส่ลงไปในบทเพลง (“ฟุ้งกระจาย”) ได้เต็มที่

ตัวตนและเรื่องราวเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของศิลปินกลับแผ่ขยายออกกว้างขวางขื้นเรื่อยๆ กระทั่ง “ระงับ” การพยายามมีส่วนร่วมกับเสียงเพลงของคนฟังเอาไว้ซะอย่างงั้น

IMG_3507

จุดที่สี่ คอนเสิร์ตหนนี้ มี “พี่ตูน” มาเป็นแขกรับเชิญ ซึ่งผมไม่ติดขัดอะไร แล้วก็ไม่แปลกใจที่แกได้รับเสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้อง โดยไม่ต้องมีใครคอยบิวด์

แต่สิ่งที่ผมติดใจมากๆ คือ ทั้งๆ ที่พี่ตูน (ในวันเสาร์) พยายามจะทำตัวเป็นอดีตวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชื่นชอบเพลงพี่บอย ณ ปี 2539 เขาพยายามจะย้อนรำลึกถึงตนเองเมื่อคราวต้องซื้อบัตรราคาถูกสุดไปดูคอนเสิร์ตพี่บอยที่เอ็มบีเค

ทว่ากลับเป็นพี่บอย (และพี่นภ) ที่ดันยึดติดกับสถานภาพ “ก้าวคนละก้าว” ของพี่ตูนในปัจจุบันซะจนน่า “อึดอัด” และทำให้การมีอยู่ของเขาบนเวทีกลายเป็นเรื่องทางการ/พิธีกรรมเกินไปหน่อย (ทั้งที่เจ้าตัวเองเหมือนอยากจะมา “ร่วมสนุก” และ “ผ่อนคลาย” มากกว่านี้)

ห้า

นอกจากได้ฟังการแสดงสดบทเพลงที่พี่โป้และสองพี่น้องสุพรรณเภสัช แทบไม่เคยได้ร้องโชว์ที่ไหนแล้ว

มีอีก 3-4 จุดที่ผมประทับใจมากในคอนเสิร์ตนี้

จุดแรก คือ ได้ฟัง “อยากจะรู้” แบบสดๆ นี่เป็นอีกเพลงที่ตอนเผยแพร่ออกมาในอีพี “One” ผมรู้สึกเฉยๆ แต่พอนานๆ ไป ผมกลับรู้สึกคิดถึงมันเป็นระยะ และสามารถจดจำเนื้อหาของเพลงได้อย่างแม่นยำระหว่างชมคอนเสิร์ต

จุดสอง โชว์สั้นๆ ของ “พี่น้อย พรู” ก็ยังสนุกเหมือนเดิม แกมาเปิดตัวเพลงใหม่จากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ชื่อ “แด่ศาลที่เคารพ” แน่นอนว่าฟังสดแทบไม่รู้เรื่องเลย (คิดถึงตอนวงพรูเปิดตัวด้วยเพลง “เลือกแบบไหน” ใน “Bakery The Concert”) แต่พอกลับบ้านมาฟังเพลงนี้ในสตรีมมิ่ง ก็พบว่างานใหม่พี่น้อยน่าสนใจทีเดียว

(ฟังได้ที่นี่ http://music.sanook.com/music/song/qUCKcdxjKYMDgNwd2Tdb2w==/lyric/)

จุดที่สาม คือ การปรากฏตัวของ “นาเดีย สุทธิกุลพานิช” โอเค เธออาจไม่ได้ร้างลาเวทีไปเป็นทศวรรษ แต่สำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี ที่ได้ดูเธอเล่นคอนเสิร์ต (ตอนเธอออกมา ผมถึงกับเผลอตัวกรีดร้องด้วยซ้ำ 555)

IMG_3561

ระหว่างนาเดียและ “โบว์-จอยซ์” มายืนเรียงกันช่วงท้ายๆ งาน ทำให้นึกได้ว่า เออ! นักร้องวัยรุ่นหญิงค่ายเบเกอรี่/โดโจซิตี้ ยุคต้น 2540 หลายคน (แม้ไม่ใช่ทุกคน) จะมีโครงร่างสูงใหญ่ คือ แม้อาจไม่ถึงขั้นนางงาม-นางแบบ แต่ก็ราวๆ นางเอกอย่างสินจัย, คัทลียา, สิเรียม, มาช่า, หมิว อะไรทำนองนั้น หรืออย่างน้อยที่สุด ทั้งสามคนก็ตัวสูง/โตเกินมาตรฐานเฉลี่ยของ BNK48 ยุคนี้แน่ๆ

นี่คงบ่งชี้ถึง “มาตรฐานความงาม” ที่เปลี่ยนแปลงไป

อีกจุดที่ชอบ ก็คือ คอนเสิร์ตนี้ปิดท้าย (และเชื่อมต่อไปยังคอนเสิร์ต “Million Ways to Love” ต้นปีหน้า) ด้วยการรำลึกถึง “พี่โจ้ พอส” ผ่านการจัดวางแบบเดิมๆ ที่หลายคนคงเดาทางถูก คือ มีพี่บอยมาดีดกีต้าร์-ร้องขึ้นต้นเพลง “รักเธอทั้งหมดของหัวใจ” มีไมค์ว่างๆ อีกตัวมาตั้งทิ้งไว้ แล้วยิงแสงสป็อตไลท์ลงไป ประมวลภาพเก่าๆ ของพี่โจ้เริ่มปรากฏบนจอภาพ ฉับพลัน เสียงร้องของแกก็ดังขึ้น

(ก่อนจะมีพี่ป๊อดมาร้องเพลง “ใคร” ซึ่งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษดั้งเดิมของเพลงนี้ พี่บอยได้แต่งให้พี่โจ้ในวันที่แกเสียชีวิต)

IMG_3568

ทั้งที่เป็นกระบวนท่าเดิมๆ แต่การรำลึกถวิลหาพี่โจ้ยังได้ผลอยู่เสมอ นอกจากนี้ นี่ยังเป็นโทนอารมณ์ที่ผิดแผก/คอนทราสต์กับจากโชว์ส่วนๆ อื่นในคอนเสิร์ต เพราะมันเป็นเรื่องราวความโศกเศร้าสูญเสีย “จริงๆ”

พอพูดถึงความสูญเสีย พี่บอยก็ค่อยๆ ร้อยรัดความสูญเสียเรื่องพี่โจ้เข้ากับเรื่องที่คนใกล้ตัวรายอื่นๆ ของแก ค่อยๆ เสียชีวิตลงไปเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่าน

จุดนี้ผมว่า “เวิร์ก” เมื่อโชว์สามารถทำให้บทเพลงและชีวิตของบุคคลสาธารณะ/ศิลปินอีกคนหนึ่ง ค่อยๆ กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับบรรดาคนใกล้ตัวของศิลปินเจ้าของคอนเสิร์ตอีกที (ตรงข้ามกับการผลักดันเอาเรื่องราวว่าด้วยคนใกล้ตัวเหล่านั้นเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วพยายามลากเพลง-ดึงโชว์เข้าไปหาพวกเขา)

หก

แถมท้ายสองประเด็น

เพิ่งมาตระหนักเมื่อนั่งชมคอนเสิร์ตว่า งานชุด “Simplified” และอีพี “One” นั้นไม่มีเสียงผู้หญิงเป็นเสียงร้องนำเลย กระทั่งพวกเพลงที่ต้องพึ่งพาเสียงร้องนำมากกว่าหนึ่งเสียง ก็ยังใช้บริการนักร้องชายทั้งหมด (พี่บอยเองยังแซวบนเวทีว่า งานในช่วงนั้นของแกมีลักษณะ “วาย”)

อีกข้อ คือ พบว่าคอนเสิร์ตนี้ใช้งาน Impact Exhibition Hall (1) ได้แปลกดี เพราะเขาใช้สถานที่ดังกล่าวในแนวขวาง (งานอื่นๆ ส่วนใหญ่ จะใช้งานในแนวยาว/ดิ่ง) โดยตั้งเวทีติดผนังด้านขวามือ ที่เหลือเป็นสแตนด์ที่นั่งคนดู ส่งผลให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับนักร้อง-นักดนตรีบนเวทีอย่างน่าทึ่ง (แต่เหมือนจุดเสียจะอยู่ตรงที่นั่งโซนริมๆ ที่คงเห็นภาพการแสดงไม่ชัดเจนนัก จนผู้จัดต้องแจก “ถุงผ้า” ชดเชย)

ขอบคุณคลิปจาก https://www.youtube.com/user/AAATheAnnie

Advertisements
คนอ่านเพลง

รีวิว “RHYTHM & BOYd THE CONCERT”

หมายเหตุ ติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ใน “มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับวางแผงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ครับ

หนึ่ง

IMG_2949

จุดน่าสนใจประการแรก คือ โครงสร้างของโชว์ที่แปลกประหลาดและผิดแผกแหวกแนวจากคอนเสิร์ตส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็ของเมืองไทย)

หากจะตั้งชื่อใหม่ให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยเลียนแบบพวกหนังสือรวมเรื่องสั้นไทยยุคหลัง ๆ ก็คงต้องใช้ชื่อว่า “Rhythm and Boyd และอื่นๆ”

ถ้าให้เปรียบเทียบกับภาพยนตร์ คอนเสิร์ตหนล่าสุดของบอยก็มีโครงสร้างสองส่วนใหญ่ๆ ที่แยกออกจากกันอย่างเด่นขาดชัดเจน

จนชวนให้นึกถึง “Chungking Express” ของ “หว่องกาไว” หรือหนังหลายๆ เรื่องของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

อธิบายให้เห็นรายละเอียดได้ว่า โครงสร้างของโชว์ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน คอนเสิร์ตเปิดฉากขึ้นในเวลาประมาณสองทุ่ม แล้วก็ระดมซัดอาวุธหนักใส่ผู้ชมด้วยบทเพลง 12 เพลงแรก

ใช่แล้ว 12 เพลงแรกของคอนเสิร์ต “RHYTHM & BOYd THE CONCERT” นั้นเป็นบทเพลงทั้งหมดจากอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” แถมยังจัดเรียงตามลำดับในเทปเพลง/ซีดีเป๊ะ

หมายความว่าไฮไลท์สำคัญของคอนเสิร์ตนั้นถูกเทไปกระจุกตัวอยู่ในช่วงแรกแบบเสร็จสรรพ! (ถ้าใครมาถึงอิมแพ็ค อารีน่า ประมาณสองทุ่มครึ่ง -ซึ่งมีอยู่หลายคน- ย่อมพลาดของสำคัญไปเกือบหมด!!)

IMG_2951

จากนั้น จึงเข้าสู่ครึ่งหลังของคอนเสิร์ต ที่มีอารมณ์ราวๆ “บอย โกสิยพงษ์ เชิญแขก” ผ่านการแวะโน่นชมนี่ไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลินพอสมควร

ตั้งแต่เบิร์ดกะฮาร์ท, กันต์ เดอะสตาร์, ตูนและโครงการก้าวคนละก้าว, นิชคุณ, การโปรโมทคอนเสิร์ต BOYdKO50th ตอนที่ 2 และ 3 ในปลายปีนี้-ต้นปีหน้า รวมถึงช่วง “เบเกอรี่ เดอะ คอนเสิร์ต” ฉบับมินิ

การแหวกจารีตทำนองนี้นำไปสู่ภาพรวมของโชว์ที่แปลกๆ แปร่งๆ อยู่ไม่น้อย ความใจเด็ดของบอยและทีมงานกลายเป็นการวัดใจกับคนดู

ซึ่งสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ชมที่ไม่ใช่ “แฟนพันธุ์แท้” หลายราย ต่างทยอยเดินออก และเดินเพ่นพ่านไปมา (ไปซื้อเบียร์มาดื่มเพิ่ม แวะเข้าห้องน้ำ หรือแวะคุยกับคนรู้จักที่นั่งอยู่ต่างโซน) ภายหลังโชว์เด่น 12 เพลงแรก ที่กินเวลาแค่ราวหนึ่งชั่วโมง ยุติลง

สอง

ตามโจทย์หรือโครงสร้างของโชว์ข้างต้น หลายคนอาจคิดว่าช่วงแรกสุดของคอนเสิร์ตครั้งนี้น่าจะเป็นไฮไลท์สำคัญอันทรงพลัง

ทั้งเพราะตัวเพลงที่สอดคล้องกับชื่อและธีมหลักของงาน และเพราะตัวศิลปินบนเวที (ซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของเสียงร้องฉบับออริจินัลในอัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์”) รวมถึงโปรดักชั่นแสง สี เสียง ระดับอลังการ (ใช้ไฮดรอลิกเป็นว่าเล่น)

อย่างไรก็ตาม การวางลำดับโชว์ล้อไปกับการเรียงเพลงในอัลบั้มดั้งเดิมแบบเป๊ะๆ เสมือนผู้ชมกำลังนั่งฟังเทปคาสเส็ตต์ม้วนเก่าอยู่ และการไม่เปิดโอกาสให้นักร้องพูดจาทักทายหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูเลย (กระทั่ง บอยขึ้นมาปิดท้ายโชว์ช่วงนี้ พร้อมเพลง “จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ” แล้วหันเหคอนเสิร์ตไปสู่ทิศทางอื่น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและผู้ชมจึงค่อยเกิดขึ้น)

นั้นส่งผลให้ครึ่งแรกของคอนเสิร์ตดำเนินไปแบบเรื่อยๆ เรียงๆ ปราศจากจุดพีกอย่างน่าเหลือเชื่อ

IMG_2952

การเลือกจะผลิตซ้ำเทปคาสเส็ตต์บนเวทีคอนเสิร์ตนำไปสู่ “การสื่อสารทางเดียว” เพลงจากอัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ซึ่งเป็นที่รู้จักน้อยหน่อย เช่น “คลั่ง” “เก็บดาว” และ “ข่าวของเธอ” ดูจะไม่สามารถส่งพลังไปสู่ผู้ชมได้ ผ่านวิธีการขึ้นมาร้องๆ เล่นๆ บนเวทีแล้วรีบระเหยหายจากไป

ครั้นถึงช่วงครึ่งหลัง เมื่อมีการโต้ตอบเล่นมุขกับคนดูเยอะขึ้น ความสนุกสนานเฮฮาผ่อนคลายจึงบังเกิด ทว่า โชว์ส่วนนี้ก็กระจัดกระจาย ไม่เป็นเอกภาพ จึงมีทั้งโมเมนต์ที่ดี น่าประทับใจ และน่าตื่นเต้นเอามากๆ และช่วงที่ความน่าตื่นตาตื่นใจดร็อปลงไปนิดหน่อย (เพราะสามารถหาดูได้จากคอนเสิร์ต/เทศกาลดนตรีอื่นๆ)

สาม

สำหรับผมเอง ไปๆ มาๆ ช่วงที่ตนเองรู้สึกชอบมากที่สุดในคอนเสิร์ตคราวนี้ กลับไม่ได้อยู่ตรงไฮไลท์ตอนต้นๆ แต่เป็นโชว์ย่อมๆ บนเวทีเล็กกลางฮอลล์ ในช่วงกึ่งกลางคอนเสิร์ต

นั่นคือการมาร่วมร้องเพลง “ตัดสินใจ” (เพลงจากอีพีชุด “วัน” อันเป็นรอยต่อระหว่างอัลบั้มเต็มชุดแรกและชุดที่สองของบอย ระหว่างปี 2538-39) โดย “นภ พรชำนิ” และ “วิทูร-พรวิช ศิลาอ่อน”

นี่คือการมาร่วมร้อง/แสดงสดเพลง “ตัดสินใจ” เป็นครั้งแรกสุดของทั้งสามคนนี้ ซึ่งพวกเขาทำหน้าที่กันได้ดีทีเดียว (โดยเฉพาะการขึ้นเสียงสูงของวิทูร)

ถ้าหากผลงานชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” มีความยึดโยงกับแนวดนตรี “ริธึ่ม แอนด์ บลูส์” โชว์ของนภและสองพี่น้องศิลาอ่อน ก็มีความเป็น “อาร์แอนด์บี” มากที่สุดในคอนเสิร์ต แม้บทเพลงที่พวกเขาร่วมกันขับร้องจะไม่ได้มาจากอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ก็ตาม

คนอ่านเพลง

6 เพลงในความทรงจำ จากอัลบั้ม “Rhythm & Boyd”

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ จะมีคอนเสิร์ต “BOYdKO50th #1 RHYTHM & BOYd THE CONCERT” ที่จัดขึ้นเนื่องในวาระอายุครบ 50 ปี ของ “บอย โกสิยพงษ์” และเนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปี ของอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ผลงานอัลบั้มเต็มชุดแรกสุดของบอย

ถ้านับตามข้อมูลที่ประชาสัมพันธ์โดยทีมงานผู้จัดคอนเสิร์ต ก็เท่ากับว่าอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ออกวางแผงตั้งแต่ปี 2537 สอดคล้องกับข้อมูลบนปกเทปเองที่ตีพิมพ์ว่างานชุดนี้ผลิตใน ค.ศ.1994 (หรือ พ.ศ.2537)

แต่ผมคิดว่าอัลบั้มชุดนี้น่าจะวางแผงราวปี 2538 (สมัยผมเรียน ม.2) ภายหลังกระแสความโด่งดังจากอัลบั้มชุดแรกของ “โมเดิร์นด็อก” เมื่อปี 2537 ขณะผมเรียน ม.1

ที่ผมจำเรื่องนี้ได้ เพราะสมัย ม.1 ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่คลั่งไคล้โมเดิร์นด็อกเอามากๆ แล้วพอเราได้ยินพี่ป๊อดไปร้องเพลง “รักคุณเข้าแล้ว” ให้พี่บอย ในมินิอัลบั้มที่มีแค่เพลง “รักคุณเข้าแล้ว” “คลั่ง” และ ท่อนอินเทอร์ลูดของ “ลมหายใจ” (เวอร์ชั่นพี่รัดเกล้า) พวกเราก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่อัลบั้มเต็มของพี่บอยจะวางแผงเสียที

แต่สุดท้าย อัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ก็ไปวางจำหน่ายตอนเราเรียน ม.2 ซึ่งผมกับเพื่อนคนนั้นไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันอีกแล้ว

ผมจำได้ว่าช่วงเที่ยงวันหนึ่งของปี 2538 ผมเจอหน้ามันหน้าตึกเรียน แล้วรีบบอกว่าอัลบั้มเต็มของบอยวางแผงแล้ว ให้รีบไปซื้อซะ เพราะมีพี่ป๊อดร้องให้หลายเพลงอยู่

IMG_2750

พอเช็กข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ก็พบว่าผลงานชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2538 จริงๆ

เอาแหละ ทีนี้จะมาว่ากันถึงเรื่องเพลงที่ผมชอบมากๆ จากอัลบั้มชุดดังกล่าว

จนถึงปัจจุบัน มีเพลงจากผลงานชุดนั้นจำนวน 6 เพลง ที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของผม ได้แก่

รักคุณเข้าแล้ว

แน่นอนนี่เป็นเพลงเอกเพลงแรก ที่ทำให้คนฟังเพลงไทยได้รับรู้ถึงการทำงานร่วมกันของพี่บอยกับพี่ป๊อด ตัวเพลงนั้นโด่งดังก่อนอัลบั้มเต็มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” เสียอีก เพราะถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์โฆษณา แถมยังมีมินิอัลบั้ม “บอยด์” ซึ่งบรรจุ “รักคุณเข้าแล้ว” สามเวอร์ชั่น ออกมาวางจำหน่ายเรียกน้ำย่อย ก่อนหน้าอัลบั้มเต็ม

จำได้ว่าผู้ใหญ่หลายคนที่ผมรู้จัก (หมายถึงคนตั้งแต่รุ่นอายุ 30 ปลายๆ ถึง 50 ต้นๆ ณ ปีนั้น) ไม่ค่อยปลื้ม “รักคุณเข้าแล้ว” แบบบอย และลีลาการร้องของป๊อดมากนัก

บางคนไม่ชอบพี่ป๊อดตั้งแต่ได้เห็นการแสดงอันแหวกแนวของเขากับโมเดิร์นด็อกในรายการทไวไลท์โชว์ ยิ่งพอได้มาฟังการร้องเพลงลูกกรุงคลาสสิคด้วยน้ำเสียงลากเลื้อยแบบริธึ่มแอนด์บลูส์เข้าให้อีก ความรู้สึกแปลกแยกที่มีต่อพี่ป๊อด (และพี่บอย) ก็เลยแผ่ขยายไปกันใหญ่

ผมไม่แน่ใจว่าอารมณ์ความรู้สึกร่วมแง่ลบแบบนั้นมันค่อยๆ จางหายไปเมื่อไหร่? แต่เท่าที่จำได้ ในอีกไม่กี่ปีถัดมา มีผู้ใหญ่ที่ผมรู้จักคนหนึ่ง ซึ่งไม่ชอบพี่ป๊อดสมัยโมเดิร์นด็อกชุดแรกและเพลงจากอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” เอามากๆ เผลอฮัมเพลง “ห่างไกลเหลือเกิน” (เพลงเด่นจากอัลบั้มเต็มชุดที่สองของพี่บอย ซึ่งได้พี่ป๊อดมาช่วยขับร้องเช่นเดิม) ออกมาให้ผมได้ยิน

อคติที่แกเคยมีกับพี่บอย-พี่ป๊อดคงเหือดหายไปตั้งแต่ช่วงนั้น

คืนนี้

นี่อาจไม่ใช่เพลงที่โด่งดังสุดๆ จากอัลบั้มชุดนั้น แต่เชื่อว่าถ้าใครได้ฟัง “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” แบบครบทุกเพลง พวกเขาคงต้องตกหลุมรักเพลงสามหน้าเอที่ชื่อ “คืนนี้”

ทั้งเพราะท่วงทำนองที่ติดหู เสียงกีต้าร์เท่ๆ ท่อนพูดบ่นพึมพำที่หาฟังไม่ได้จากเพลงไทยยุคนั้น และที่สำคัญ เสียงร้อง/วิธีการร้องเพลงของ “พี่น้อย” หรือ “กฤษดา สุโกศล แคลปป์” ที่แหวกจารีตของนักร้องชายยุคทศวรรษ 2530 อย่างสิ้นเชิง

หลายปีต่อมา ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นมากๆ เมื่อได้เห็นการเปิดตัวของวง “พรู” ที่มีพี่น้อยเป็นนักร้องนำ ในงาน “เบเกอรี่ เดอะ คอนเสิร์ต” (น่าสนใจว่า วิธีการร้องเพลงสมัยทำงานกับพรูนั้นมีความผิดแผกแตกต่างจากสมัยที่พี่น้อยเริ่มร้องเพลงให้พี่บอยอยู่พอสมควร)

ฤดูที่แตกต่าง

แม้อัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” จะปูทางมาด้วยการถูกพูดถึงในวงกว้างพอสมควรของ “รักคุณเข้าแล้ว” แต่จู่ๆ “ฤดูที่แตกต่าง” ก็กลายเป็นเพลงที่ค่อยๆ เข้ามาขโมยซีน และแทบจะมีสถานะเป็นเพลงที่โด่งดังที่สุดของอัลบั้ม จนต้องมีการผลิตอีพี “ฤดูที่แตกต่าง” หลายเวอร์ชั่นออกตามมา (นี่เป็นแนวทางการตลาดที่โดดเด่นมากๆ ในยุคเริ่มต้นค่ายเบเกอรี่ มิวสิค)

“ฤดูที่แตกต่าง” คือเพลงที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งมีคำร้องติดปาก และท่วงทำนองไพเราะติดหู ในยุคที่เพลงป๊อปไทยร้อยละ 99 จากสองค่ายใหญ่ล้วนเป็นเพลงรัก และถึงแม้จะมีการเขียนเพลง “ไม่รัก” ออกมาโดยบรรดาทีมนักแต่งเพลงมืออาชีพ แต่ผลงานเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยอาการเกร็งและความเชย จนไม่มีคุณสมบัติเพลงฮิต-เพลงเพราะ

พร้อมๆ กับการเป็นที่รู้จักของ “ฤดูที่แตกต่าง” นักร้องดาวรุ่งดวงใหม่อย่าง “นภ พรชำนิ” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในวงการเพลงไทย ซึ่งเขาจะกลายเป็นขุนพลสำคัญของค่ายเบเกอรี่และเลิฟอีสในเวลาต่อมา

มีเรื่องตลกส่วนตัว คือ สมัย ม.ต้น ผมมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ชอบงานของบอยเช่นกัน แต่เพื่อนคนนี้จะพูดจาแบ่งวรรคตอนแบบแปลกๆ หนึ่งในความแปลกที่มันเคยเอ่ยออกมา ก็ได้แก่ การเรียกชื่อคนร้องเพลง “ฤดูที่แตกต่าง” ว่า “นภพร ชำนิ” อยู่นานเป็นเทอม

เจ้าหญิง

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “เจ้าหญิง” คือผลงานที่ไพเราะและทรงเสน่ห์มากๆ อีกหนึ่งเพลง ในอัลบั้มชุดแรกของพี่บอย ยิ่งกว่านั้น เพลงเพลงนี้ยังช่วยขับเน้นให้เห็นศักยภาพการเป็นนักร้องชั้นยอด (หลากหลายแนวทางและเปี่ยมพลังงาน) ของพี่ป๊อด

ผมเข้าใจว่าหลังภาวะฮิตกระจายจากอัลบั้มชุดแรกของโมเดิร์นด็อก และออร่าที่เปล่งประกายออกมาในฐานะเสียงร้องหลักๆ ของอัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” พี่ป๊อดเองคงประสบกับทางแยกสำคัญเหมือนกัน ว่าเขาควรจะเดินไปบนเส้นทางสายศิลปิน/นักแต่งเพลง ร่วมกับผองเพื่อนในวง หรือเลือกจะมาเป็นนักร้องเสียงเอก ที่รับงานได้หลากแนวหลายสไตล์

น่าสนใจว่าพี่ป๊อดเลือกเดินบนทางสายแรก ก่อนจะค่อยๆ คลี่คลายแนวทางการทำงานของตนเอง เมื่อมีอายุมากขึ้น และโมเดิร์นด็อกมิใช่วงดนตรีสำหรับคนฟังเพลงในวงกว้างระดับแมสอีกต่อไป

ดอกไม้

ถ้า “เจ้าหญิง” ช่วยตอกย้ำถึงศักยภาพการเป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยมของพี่ป๊อด “ดอกไม้” ก็ช่วยเน้นย้ำถึงสถานะนักร้องน่าจับตาของพี่นภ

ณ พ.ศ.2538 เพลง “ดอกไม้” นั้นมีลักษณะแหวกแนวคล้ายคลึงกับเพลง “คืนนี้” นั่นคือ ทั้งสองเพลงถูกขับร้องโดยนักร้องชาย (แต่) ด้วยสำเนียง (เสียงเล็กเสียงน้อย) ที่กระเดียดมาทางผู้หญิง

สำหรับเด็กวัย 13-14 ปี ที่เพิ่งฟังเพลงอย่างจริงจังมาราว 2-3 ปี อย่างผม เสียงร้องของพี่น้อยและพี่นภนับเป็นอะไรที่เท่ เก๋ แปลกใหม่ แบบสุดๆ

จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ

แล้วก็มาถึงเพลงที่เจ้าของอัลบั้มอย่างพี่บอยขับร้องเอง ซึ่งแกก็ทำหน้าที่ได้ดีตามสมควร

อย่างไรก็ตาม เพลง “จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ” สำหรับผม มีคุณสมบัติพิเศษประการอื่นอีกหนึ่งข้อ นั่นคือ มันเป็นเพลงเพราะๆ เล่นง่ายๆ ร้องง่ายๆ

ขอเพียงคุณเป็นคนร้องเพลงพอได้ ถ้าคุณนำเพลงนี้ไปขับร้อง ไม่ว่าจะในบรรยากาศการล้อมวงเล่นกีต้าร์โปร่งรอบกองไฟ หรือในร้านคาราโอเกะ ยังไงซะ เพลงก็จะออกมาไพเราะอย่างน่าทึ่ง

นี่คือคุณลักษณะของ “เพลงป๊อปที่ดี” ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้แก่ผู้แต่ง คือ พี่บอย นั่นเอง

วันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ ผมจะไปร่วมฟัง-ร่วมร้องเพลงเหล่านี้ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ครับ

คนอ่านเพลง

10+1 เรื่องราวเกี่ยวกับ Tower Records จากประสบการณ์ส่วนบุคคลของผม

เขียนรำลึกความหลัง เนื่องในโอกาสที่หนังสารคดี All Things Must Pass กำลังจะเข้าฉาย (โดยการดำเนินการของกลุ่ม Documentary Club) ครับ

—–

1.

นี่อาจเป็นข้อเดียวที่ถูกเขียนขึ้นอย่างมีหลักมีการบ้างนิดหน่อย

จากประสบการณ์ตอนวัยรุ่น ผมเห็น Tower Records เป็นห้องสมุดเพลง ที่มีคุณภาพ “โอเคระดับหนึ่ง” หรือจริงๆ แล้ว คือ “ดี” เลย ตามมาตรฐานของบ้านเรา

ในช่วงวัย 14-17 ประมาณ พ.ศ.2538-41 ผมยังสามารถย้อนกลับไปค้นหางานเพลงเก่าๆ ที่ออกวางจำหน่ายประมาณต้นทศวรรษ 2530 จากร้าน Tower Records ได้

เช่น ครั้งหนึ่ง ผมได้อ่านนิตยสารสีสัน ฉบับที่มีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 10 ประจำปี 2540 (แสดงว่านิตยสารวางแผงตอนต้นปี 2541) ซึ่งนอกจากจะมีรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลประจำปีดังกล่าวแล้ว ยังมีการเผยแพร่รายชื่อศิลปินผู้ได้รับรางวัลในครั้งที่ 1-9 อีกด้วย จากนั้น ผมก็มานั่งสำรวจคลังเทปของตนเองและพี่ ว่ายังขาดงานที่ได้รางวัลสีสันชุดไหนอยู่บ้าง แล้วจึงไปตระเวนตามหาผลงานที่ไม่มีในครอบครองจาก Tower Records สาขาต่างๆ

ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า

เท่าที่จำความได้ อย่างน้อยที่สุด ผมก็สามารถหาซื้อซีดีชุด “ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า” ของวง “เฉลียง” ที่ออกวางจำหน่ายตั้งแต่ พ.ศ.2534 ได้จาก Tower Records เมื่อตอนต้นทศวรรษ 2540

2.

ตอน ม.4 ผมไปซื้อเทปเพลงชุด “อย่าสัญญา (Don’t Promise)” ซึ่งเป็นงานเดี่ยวชุดแรกและชุดเดียวของ “ธาริณี ทิวารี” จาก Tower Records สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า แล้วใบเสร็จก็ตกค้างอยู่ในไม่กระเป๋านักเรียน ก็หนังสือเรียนนี่แหละ

ธาริณี ทิวารี

ปรากฏว่ามีเพื่อนคนหนึ่งมาพบใบเสร็จดังกล่าวเข้า และพูดทำนองว่า โห! ซื้อมาได้ไง อัลบั้มนี้ ไม่ได้เรื่องเลย เอาทำนองเพลงดี๊ดาดี๊ของ Maria Montell มาร้องเนี่ยนะ?

แต่สุดท้าย ในระยะยาว คนฟังเพลงหลายรายก็ได้ตระหนักว่า อัลบั้มชุดนี้มีดีมากกว่านั้น หรือในทางกลับกัน อาจกล่าวได้ว่า จุดอ่อนเดียวในอัลบั้มของธาริณี ก็คือเพลงโปรโมทชื่อ “อย่างงั้นอย่างงี้ (Di Da Di)” นั่นเอง

3.

ผมไปซื้อซีดีอัลบั้มชุด “Demo Tracks” (1) ซึ่งเป็นงานรวมเดโมของศิลปินหน้าใหม่จากค่ายไมล์สโตนฯ โดยมาโนช พุฒตาล ที่ Tower Records สาขาปิ่นเกล้า

เพราะก่อนหน้านั้น ได้ซื้อเทปไปฟัง และมีเพลงที่ชอบหลายๆ เพลง อาทิ เพลงของไวลด์ซี้ด-ชุมพล เอกสมญา, เอ้-รงค์ สุภารัตน์, The Wanderers และ Eleven (ที่มีหมู มูซู เป็นสมาชิก)

เดโมแทร็กส์

ในอัลบั้มชุดนั้น มีเพลง “นรกในใจ (มึงก็เลว กูก็เลว)” ของ “เอ๋ อีโบล่า” ซึ่งผมชอบชื่อเพลงมาก แต่ตัวเพลงกลับไม่ต้องตรงกับรสนิยมของตนเองสักเท่าไหร่

ตอนหยิบซีดีไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ มีพี่พนักงานคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้นว่า นี่น้อง พี่เอ๋เค้าทำงานที่นี่ด้วยนะ ถ้าแกมาเห็นคนซื้อซีดีชุดนี้ คงดีใจแย่

น่าเสียดายที่ตอนนั้น เอ๋ อีโบล่า ไม่อยู่ในร้าน ผมจึงอดได้ลายเซ็นของแกไปตามระเบียบ

4.

แม้อัลบั้มของวง “พราว” จะออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2538 แต่ผมเพิ่งมาฟังงานของพวกเขาอย่างจริงจังตอนประมาณปี 2540 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านกระทู้ที่เขียนถึงพราว ในห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิป

ผมไปตามหาแผ่นซีดีของพราวจาก Tower Records (ไม่แน่ใจว่าสาขาไหนบ้าง) และแน่นอนว่าไม่ผิดหวัง

เธอคือความฝัน music box

เมื่อผมได้มาทั้งซีดีอัลบั้มเต็ม และซีดีแผ่นอีพี “เธอคือความฝัน” เวอร์ชั่นมิวสิค บ็อกซ์

5.

ตอน ม.4 (อีกแล้ว) น่าจะประมาณเทอมสอง ผมไปเดิน Tower Records สาขาปิ่นเกล้า กับเพื่อนชื่อเบนซ์ แล้วอยู่ดีๆ ก็เจอเพื่อนเก่าตอน ม.1 ชื่อต้น ซึ่งไปเรียนต่อที่อังกฤษ หลังจบ ม.3

ผมกับต้นเคยต่อยกัน แต่ก็เป็นกัลยาณมิตรกันในเรื่องเพลง

ครั้งหนึ่ง ตอน ม.1 มันเคยร้องเพลงจากอัลบั้มชุดแรกๆ ของใหม่ เจริญปุระ แล้วโกหกผมว่าเป็นเพลงของวง “คาซอย”

คาซอย

สุดท้าย ผมก็ซื้อเทปของคาซอยมาจริงๆ (ไม่ได้ซื้อจาก Tower Records) ไม่ใช่เพราะเพลงของใหม่ ที่ไอ้ต้นร้องให้ผมฟังหรอก แต่เป็นเพราะผมชอบเพลง “คาซอย” และ “เด็กซอยสนิท” มากกว่า

นอกจากนี้ ผมกับต้นยังเป็นแฟนตัวยงของ “โมเดิร์นด็อก” ตอนออกอัลบั้มชุดแรก และ “บอย โกสิยพงษ์” ตอนออกอีพี “รักคุณเข้าแล้ว”

จำได้ว่า ต้นเป็นคนแนะนำให้ผมลองไปฟังเพลง “เธอ” ของโมเดิร์นด็อก ในช่วงที่ผมยังคงบ้าคลั่งอยู่แค่ “ก่อน” “บุษบา” และ “กะลา”

ส่วนตอน ม.2 ผมก็เป็นคนไปแจ้งข่าวให้มันรู้ว่า อัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ออกวางจำหน่ายแล้ว (แม้เราจะอยู่คนละห้องกัน)

TNT red

อีกเรื่องที่อยู่ในความทรงจำ คือ ตอน ม.2 เมื่อ “ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา” ออกมินิอัลบั้ม ซึ่งมีเพลงขายคือ “ร่ำลา” ผมกับต้นต่างชื่นชอบงานชุดนั้นเป็นอย่างมาก

TNT blue

แต่พอธรรพ์ณธรออกอัลบั้มเต็มชุดแรกตอนเราเรียน ม.3 ผมกับต้นกลับมีความเห็นสวนทางกัน คือ ผมยังชอบงานอัลบั้มเต็มอยู่ ทว่า ต้นกลับไม่ชอบอัลบั้มชุดนั้นเอาเลย เพราะมันมีเพลงช้าเพราะๆ น้อยเกินไป ตามความเห็นของเขา

6.

พูดถึงเพลงต่างประเทศบ้าง อัลบั้มเพลงภาษาต่างประเทศที่ผมประทับใจ ซึ่งซื้อมาจาก Tower Records ไม่สาขาดิ เอ็มโพเรียม ก็แถวๆ สยามฯ (จริงๆ แล้ว น่าจะเป็นยุค CD Warehouse มากกว่า) ก็คือ “Todd Rundgren: The Definitive Rock Collection” และ “Initials S.G.” ของ “Serge Gainsbourg”

todd

sg

เพราะเป็นอัลบั้มที่ยังคงหยิบมาเปิดฟังได้อยู่บ่อยๆ (แม้ในยุค iTunes ก็ยังดาวน์โหลดงานสองชุดนี้มาฟังอยู่ดี)

7.

สมัยเรียนมัธยมฯ ผมชอบแว้บไป Tower Records/CD Warehouse สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เพราะไม่ไกลจากโรงเรียน แถมเวลาเรียนพิเศษเสาร์-อาทิตย์ โรงเรียนกวดวิชาก็ดันตั้งอยู่ใกล้ๆ เซ็นปิ่น เสียอีก

แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยและปริญญาโท แม้จะเรียนอยู่แถวสนามหลวง แต่ผมกลับชอบขับรถและนั่งรถไฟฟ้าไปเดินดูซีดีที่ Tower Records/CD Warehouse สาขาดิ เอ็มโพเรียม, เวิร์ลด์เทรด เซ็นเตอร์, สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ (เข้าใจว่าสองอันหลัง คือ สาขาเดียวกัน แต่มีการโยกย้ายที่ตั้ง?)

ซึ่งบ่อยครั้ง ก็ไม่ได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับมา แต่เป็นการไปยืนทดลองฟังเพลง (หลายครั้ง หูฟังหรือเครื่องเล่นซีดีก็เสีย) หรือดูนั่นดูนี่เฉยๆ

8.

เคยเจอ “โอ๋ ภัคจีรา” ที่สาขาดิ เอ็มโพเรียม เธอ “สวย สูง สว่าง” กว่าตอนอยู่ในจอทีวีมาก

9.

ในช่วงท้ายๆ ก่อนเลิกกิจการ CD Warehouse สาขาดิ เอ็มโพเรียม มีนโยบายรับซื้อซีดีเก่าจากลูกค้า

ผมเองก็เคยหอบซีดีเป็นสิบแผ่นไปขาย โดยหนึ่งในซีดีที่ถูกนำไปเลหลัง ก็ได้แก่ อัลบั้มชุด “ออกไปข้างนอก” ของ “เพนกวิน วิลล่า” เพราะผมรู้สึกว่าเสียงร้องมันง้องแง้งน่ารำคาญยังไงก็ไม่รู้

ออกไปข้างนอก

ครั้นพอมีเพลงของเพนกวิน วิลล่า ปรากฏอยู่ในหนังอภิชาติพงศ์ ครั้นพอได้ฟัง “กลับไปที่โลก” เวอร์ชั่น “เก่ง ธชย”

ผมก็เริ่มมารู้สึกนึกเสียดายย้อนหลัง ที่เผลอนำเอาอัลบั้มชุดนี้ไปขาย แต่จะทำยังไงได้ ก็มันถูกเลหลังไปแล้วนี่

อย่างไรก็ดี ผมนำซีดีใช้แล้วไปขายให้ CD Warehouse แค่ครั้งเดียว เพราะ หนึ่ง จำนวนเงินตอบแทนที่ได้กลับคืนมา ไม่มากเท่าที่ควร และ สอง พอมีเวลาจะรวบรวมซีดีไปขายอีกครั้ง ร้านก็ปิดกิจการเสียแล้ว

10.

ครั้งล่าสุด ที่ได้เยี่ยมเยือน Tower Records ก็คือ เมื่อปีที่แล้ว ตอนไปเที่ยวโอซาก้า

somthinganything

ทำให้ผมได้แผ่นเสียงไวนิลอัลบั้ม “Something/Anything?” ของ “Todd Rundgren” (ผลิตใหม่) มาหนึ่งชุด

11.

อย่างไรก็ตาม ร้านเทป/ซีดีขนาดใหญ่ครบวงจรร้านแรกในชีวิตผม ไม่น่าจะใช่ Tower Records แต่เป็นร้านเทปของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม ช่วงกลางๆ ทศวรรษ 2530 มากกว่า

จำได้ว่านักวิจารณ์เพลงชื่อดังในยุคนั้น อย่าง “ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา” เคยเขียนในคอลัมน์หรือเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกระดาษ/สื่อทีวี? ว่า ร้านเทปที่ดีที่สุด คือ ร้านเทปของเซ็นทรัล ชิดชม

ตอนอายุ 11 ขวบ ผมไปเดินหาซื้อเทปของ “Bryan Adams” ชุดที่ภาพหน้าปกเป็นรูปเขาถือโทรโข่ง (ซึ่งคล้ายคลึงกับหน้าปกอัลบั้มชุดหนึ่งของบิลลี่ โอแกน ในเวลาต่อมา) เพราะชอบเพลง “(Everything I Do) I Do It For You” จากหนังเรื่อง “Robin Hood: Prince of Thieves”

bryan adams

ภาพที่จำได้คือ พนักงานขายรูปร่างอ้วนใหญ่คนหนึ่ง ทำทียิ้มเยาะและหันไปหัวเราะเบาๆ กับเพื่อนพนักงานข้างกาย เมื่อเด็กอย่างผมเข้าไปพูดจาสอบถามประมาณว่า “มีเทปไบรอัน อดัมส์ ชุดที่ถือโทรโข่งตรงหน้าปกมั้ยครับ?”

แต่ท้ายสุด เขาก็ต้องหยิบเทปชุดนั้นมาให้ผม

ต่อมา เกิดเหตุไฟไหม้ห้างเซ็นทรัล ชิดลม ตามความรู้สึกส่วนตัว หลังจากนั้น ร้านเทป/ซีดีของห้างเซ็นทรัล ทุกสาขา ก็ไม่เคยมีคุณภาพดีเทียบเท่ากับร้านเทปที่ชิดลม สมัยก่อนไฟไหม้ อีกเลย (แม้กระทั่งในยุคเริ่มต้นของ B2S)

ระหว่างเซ็นทรัล ชิดลม ปิดซ่อม ผมก็บังเอิญไปเดินเจอคุณพี่พนักงานอ้วนใหญ่ ที่ร้านเทปของห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า (ถ้าจำไม่ผิด ขณะนั้น ดำเนินการโดยบริษัทเอ็มจีเอ ในเครือแกรมมี่)

ผมจึงทักเขาว่า อ้าว พี่ย้ายมาจากชิดลมใช่มั้ยครับ ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบรับ และแสดงสีหน้าเศร้าๆ แทนคำพูด

ผมส่งเสียงหัวเราะเบาๆ แล้วเดินจากมา (ย้อนคิดดูอีกที ตอนนั้น เราก็นิสัยเลวจริงๆ)