คนมองหนัง

ครุ่นคิดถึง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)

หนึ่ง

เห็นด้วยว่าอย่างน้อยที่สุด หนังแตกต่างจาก “Snap” หรือ “ตั้งวง” แน่ๆ กล่าวคือ “Where We Belong” ไม่ได้มีบริบททางการเมืองเป็นฉากหลังของเรื่องราวอย่างชัดเจน (มีแค่บทสนทนาเรื่องวัยรุ่นอายุ 18 ปี มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งก็ยังไม่มาถึงเสียที ณ ช่วงต้นๆ)

ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นจะต้องอ่านหนังเรื่องล่าสุดของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ผ่านกรอบว่าด้วยความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย หรือประทับตราว่าหนังเรื่องนี้ คือ “ภาพยนตร์การเมือง”

(นี่อาจเป็นคนละประเด็นกับเรื่องการนำเสนออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในบางเจนเนอเรชั่น ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการทางสังคมหรือผลกระทบทางการเมืองบางอย่าง)

สอง

ก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง

ระหว่างดูหนังไปราวๆ ครึ่งเรื่อง จะนึกถึงแนวคิดที่ได้มาจากนักวิชาการชาวต่างประเทศคนหนึ่ง (ซึ่งผมสรุปเอาตามความเข้าใจของตัวเองอีกที)

นักวิชาการคนนั้นเสนอว่า ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมจำนวนมากมักถูกค้ำจุนไว้ด้วยโครงสร้างความคิดบางอย่าง ที่คอยกด-กำหนดกรอบความคิดจินตนาการของผู้คนในฝ่ายที่เสียเปรียบ/ด้อยอำนาจเอาไว้

กระทั่งพวกเขามิเพียงยินยอมจะถูกกดขี่ขูดรีด/ใช้สอยอยู่ในวังวนเดิมๆ เรื่อยไป แต่ยังมักวิตกกังวลแทน-ทุกข์ร้อนแทน-ชอบคิดปกป้องผลประโยชน์ให้ฝ่ายที่ได้เปรียบ/มีอำนาจมากกว่า ทั้งๆ ที่คนฝ่ายหลังไม่เคยเป็นเดือดเป็นร้อนแทนพวกเขาเลย

แนวคิดนี้แว้บเข้ามาในหัวผม เมื่อได้ตามติดชีวิตของ “เบล” และย่าของเธอไปเรื่อยๆ

ย่าของเบลไม่เพียงต้องนั่งจมจ่อมอยู่ในบ้าน เพราะปัญหาเรื่องอายุและข้อจำกัดทางด้านกายภาพ หากแกยังผูกมัดตนเองเข้ากับภาพฝันจินตนาการว่าด้วยอารมณ์รักใคร่ครั้งแรกๆ ในชีวิต ซึ่งสาบสูญไปอย่างรวดเร็วในความเป็นจริง แต่ติดแน่นเหลือเกินในความทรงจำ

เบลก็ไม่ต่างจากย่า ตรงที่เธอมักพาตัวเองเข้าไปเป็นฝ่ายเสียเปรียบ/ผู้ต้องอุทิศแรงกายแรงใจ ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ที่คล้ายจะเสมอภาคแต่ไม่เท่าเทียมกัน ในนามของ “มิตรภาพ”

เบลไม่เพียงต้องเสียสละความฝัน-ความสุขส่วนตัวให้แก่ครอบครัว ทว่าเธอยังกลายเป็น “ตัวเสือก” ที่พยายามทุกข์ร้อน วิตกกังวล กระทั่งเจ็บตัวแทน “เพื่อนรัก” โดยไม่หวังอะไรเป็นการตอบแทน (และก็แทบไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทนจริงๆ)

เด็กสาวอย่างเบลไม่ได้รู้สึกมีปัญหากับโครงสร้างความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ที่เธอเป็นฝ่ายถูกขูดรีด/ใช้สอย

อาจเพราะจินตนาการของเบลได้ถูกกล่อมเกลาครอบงำเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ว่าเธอต้องอยู่ใน “สถานที่” แห่งนี้ และอยู่กับสถานภาพเช่นนี้ตลอดไป

เป็น “ซู” ต่างหากที่หวังจะหลีกหนีออกจากโครงสร้างความสัมพันธ์ข้างต้น เธอไม่ต้องการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น หรือพูดอีกอย่าง คือ การแบกรับกิจการร้านก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงของพ่อ

เธอไม่พยายามผูกพันกับใครในชุมชนให้แน่นเหนียวเกินไป (หรือพยายามรักษาระยะห่างจากพวกเขา) เพื่อจะไม่ต้องตกเป็น “เบี้ยล่าง” (เฉกเช่นเบล)

รวมทั้งพยายามปลดเปลื้องพันธนาการรายรอบตัวต่างๆ ทั้งที่มาในรูปความทรงจำ ความคาดหวัง และสถานที่/พื้นที่ (ซึ่งสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง)

น่าสนใจว่า ระหว่างทางของการหลบหนีออกจากข้อจำกัดเดิมๆ ซูค่อยๆ ขยับเขยื้อนสถานะของตนเอง ไปสู่จุดที่สามารถขูดรีดกดดันเพื่อนรักและคนรู้จักอีกหลายรายได้มากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์แบบเก่าที่เธอกำลังจะสลัดทิ้งนั่นแหละ

สาม

wwb poster 2

แม้ชื่อหนัง-ประเด็นหลักของหนัง ดูจะผูกพันอยู่กับ “สถานที่/พื้นที่” แต่พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ อีกประเด็นที่ถูกให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ “ตัวตน” ที่ผันแปร/เปลี่ยนแปลง/สลับสับเปลี่ยนไป

ซูกับเบลเคยสนทนากันว่าพวกเธอในวัย 30 หรือ 40 ปี จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน จากช่วงวัยสิบปลายๆ ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

“Where We Belong” มิได้ให้คำตอบชัดเจนต่อคำถามข้อนี้ หนังทำได้เพียงแสดงนัยยะว่าซูคงไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ภายหลังการตัดสินใจสำคัญช่วงท้ายเรื่อง

แต่จุดที่น่าสนใจจริงๆ เกี่ยวกับประเด็น “ตัวตน” อันไม่หยุดนิ่ง กลับปรากฏผ่านกรณี “หัวใจ” ของ “แม่ซู” และบทบาทของ “คนทรง/ลุงกู้ภัย”

ซูเคยเชื่อว่า “ตัวตนแก่นแท้” ของแม่ผู้ล่วงลับ นั้นไม่ใช่เรื่องจิตวิญญาณ หากเป็น “อวัยวะหัวใจ”

ความเชื่อเช่นนี้เริ่มถูกสั่นคลอน เมื่อเธอพบว่า “คนทรง” เพศชาย สามารถปฏิบัติตนเป็นสื่อกลางที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของแม่ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม

ก่อนที่ความเชื่อทั้งหมดทั้งมวลจะพังทลายลง เมื่อซูตระหนักว่ามนุษย์ผู้มี “หัวใจแม่เธอ” อยู่ในร่าง คือ เด็กสาวใจแตกและยังไม่พร้อมจะเป็น “แม่คน”

“คนทรง” ที่ปรากฏกายขึ้นสั้นๆ ไม่เพียงทำให้ซูสงสัยเรื่อง “ตัวตนแก่นแท้” ของแม่ แต่ “แม่ในร่างคนทรง” ยังกระตุกให้เด็กสาวเกิดภาวะลังเลใจว่าเธอควรปักหลักอยู่ที่จันทบุรีบ้านเกิด หรือเดินทางไปเมืองนอกตามความปรารถนา

“สถานที่อื่น” นั้นเหมาะสมกับซู มากกว่า “สถานที่ปัจจุบัน” จริงหรือไม่?

แต่ในอีกสถานภาพหนึ่ง “คนทรง” ก็กลายเป็น “คุณลุงขับรถกู้ภัย” ที่เข้ามาช่วยเหลือซู-เบล จากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทตบตีกับแก๊งของ “หญิงสาวผู้ครอบครองหัวใจแม่”

“คุณลุงกู้ภัย” คือคนที่กระตุ้นให้ซูยอมรับว่าบ้านนี้เมืองนี้มันก็จะย่ำแย่เหมือนที่มันเคยแย่ และความเชื่อที่ว่าถ้าเราทนใช้ชีวิตต่อไป ทุกอย่างจะลงตัวและดีขึ้นเองนั้นเป็นเพียงคำพูดโกหก

“ตัวตน” ที่ผันแปรเปลี่ยนแปลง จึงมีความเชื่อมโยงกับการตัดสินใจว่าเราจะปักหลักฝังตรึงตนเองลงใน “สถานที่/พื้นที่” ใด “สถานที่/พื้นที่” หนึ่งหรือไม่? และการทะลุกรอบคิดจินตนาการชนิดเดิมๆ ที่เหนี่ยวรั้งชีวิตมนุษย์เอาไว้

สี่

where we belong

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคนที่มองว่า “Where We Belong” ไม่ใช่ “หนังวัยรุ่นจริงๆ” แต่เป็นหนังที่ฉวยใช้ตัวละครวัยรุ่นในการสื่อสารประเด็นอะไรบางอย่าง

จากประสบการณ์ส่วนตัว โลกสมัยวัยรุ่นของผมไม่ได้หม่นเศร้า เคว้งคว้าง เลื่อนลอย หนืดเนือย เหมือนโลกของซู-เบล

แม้กระทั่งโลกของวัยรุ่นยุคปัจจุบัน (ที่ชื่นชอบ BNK48) ก็อาจไม่ได้หม่นหมอง หรือเต็มไปด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิดขนาดนั้น

หนังไม่ได้บรรจุไว้ซึ่งอารมณ์เร่าร้อน ความหุนหันพลันแล่น ความสนุกสนาน หรือวิถีชีวิตแบบวัยรุ่น (หนึ่งตัวอย่างในเชิงรูปธรรม คือ หนังให้เวลากับพฤติกรรมการใช้/เล่นโซเชียลมีเดียของเด็กยุคใหม่น้อยมากๆ)

ผมออกจะรู้สึกว่าภาวะจะไปหรือไม่ไปจากบ้านเกิดดี รวมถึงภาวะต้องปักหลักอยู่กับพื้นที่/วิถีชีวิตเดิมตลอดไป เพื่อจะรับผิดชอบชีวิตผู้อื่นนั้น มีแนวโน้มจะเป็นปัญหาของมนุษย์วัยกลางคน มากกว่าเด็กสาววัยรุ่น (ส่วนใหญ่)

เวลาซู-เบล ถกเถียง ตั้งคำถาม สนทนากัน ผมจึงมักนึกถึงสเตตัสเฟซบุ๊กของเพื่อนบางคน (วัย 30 กลางๆ) ที่มุ่งหมายจะไปทำงานและใช้ชีวิตครอบครัวในเมืองนอก เพราะทนไม่ไหวกับความผิดปกติต่างๆ ในสังคมไทย ทว่าอีกด้านหนึ่ง เขา/เธอก็ยังครุ่นคิด/หัวเสียถึงบ้านเกิดอยู่เสมอๆ

อาการละล้าละลังของสองเด็กสาวในหนังคงเดช ทำให้ผมนึกถึงบทสนทนาระหว่างตนเองกับเพื่อนเก่าสมัยมัธยม ในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

เราสองคนคุยกันเรื่องธุรกิจของครอบครัวที่กำลังประสบปัญหาเพราะเทคโนโลยีดิจิทัล และต่างก็ไม่รู้ชัดจะไปยังไงกันต่อ หรือสิ่งที่พยายามแก้ไขปัญหากันอยู่ มันถูกต้องจริงหรือไม่

เพื่อนคนนั้นเพิ่งมีลูกสาวอายุ 1 ขวบ แต่ก็เริ่มมองหาลู่ทางในอนาคตให้ลูกไว้แล้ว แน่นอน เขาคงส่งเด็กน้อยเข้าโรงเรียนอินเตอร์ หลังจากนั้น เธอคงมีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีและภาษาต่างประเทศสูงกว่าคนรุ่นพ่อแม่

อย่างไรก็ตาม พอเพื่อนผมถามตัวเองว่าลูกสาวควรเรียนอะไรดีในระดับมหาวิทยาลัย เขากลับยังคาดการณ์อนาคตไม่ออก เพราะคนรุ่นพวกเราไม่อาจหยั่งรู้ว่าโลกในวันข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปไกลขนาดไหน

ขณะเดียวกัน แค่การสืบสานธุรกิจที่บ้านในปัจจุบัน และการต้องทุ่มเทเวลา-รับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อดูแลเลี้ยงลูกคนเดียว นั่นก็คือภาระหนักหนาสาหัสมากๆ แล้ว

ด้วยเหตุนี้ แม้ “Where We Belong” จะมิใช่ “นิทานเปรียบเทียบ” ว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองยุคปัจจุบัน

ทว่าผมอยากเสนอว่านี่เป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ว่าด้วยการครุ่นคิด-อาการวิตกกังวล-ความไม่แน่ใจต่อชีวิตและสภาพสังคมรอบข้าง ในอดีต/ปัจจุบัน/อนาคต ของมนุษย์วัยกลางคน (ประมาณ 35-54 ปี ถ้าพูดในภาษาการตลาดออนไลน์ 555) ผู้กลับไม่ได้ไปไม่ถึงและมีเรื่องให้ห่วงหน้าพะวงหลังเยอะแยะวุ่นวาย

โดยทั้งหมดถูกบอกเล่าผ่านตัวละครเด็กสาวอายุต่ำกว่า 20 ปี

นี่อาจเป็นได้ทั้ง “จุดเด่น” และ “จุดด้อย” ของภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”

(หนังสั้นพรีเควลของ “Where We Belong” เพิ่งได้รับการเผยแพร่ออกมา ผมเองก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน 555)

Advertisements
คนมองหนัง

แสงกระสือ: “หมู่บ้าน” และ “ตำนานปรัมปรา” ในหนังไทยยุคใหม่

หนึ่ง

แสงกระสือ ๅ

ในบางแง่ “แสงกระสือ” ไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านภาพลักษณ์ “ใหม่หมดจด” แม้จะมีบางองค์ประกอบของงานโปรดักชั่นที่แลดู “ใหม่”

ตรงกันข้าม ท้องเรื่องของหนังนั้นย้อนไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ก่อนที่รูปลักษณ์ของ “ผีกระสือ” ซึ่งพวกเราคุ้นเคยจะก่อกำเนิดเสียอีก)

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ก็แสดงความเคารพต่อหนัง/ละคร “ผีกระสือ” รุ่นเก่าๆ อย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การอ้างอิงถึงลักษณะเฉพาะบางอย่างของผีประเภทนี้ ไปจนถึงการปรากฏตัวของนักแสดงอาวุโส “น้ำเงิน บุญหนัก” ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเคียงคู่กับเรื่องราวของ “กระสือ” ในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ไทย

สอง

KrasueValentine_400

ถ้าถามว่ามีอะไร “ใหม่” บ้างหรือไม่ในเนื้อหาของ “แสงกระสือ”?

ก็คงต้องย้อนไปอ่านงานเขียนในหนังสือ Thai Cinema: The Complete Guide ของ “เบนจามิน เบามันน์” นักวิชาการชาวเยอรมัน

เบามันน์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าทั้ง “กระสือสาว” (2516) ของ “ส. เนาวราช” หรือ “สนิท โกศะรถ” อันเป็นต้นธารของ “ผีกระสือ” ในวงการภาพเคลื่อนไหวไทย และ “กระสือวาเลนไทน์” (2549) โดย “ยุทธเลิศ สิปปภาค” ซึ่งเป็น “หนังกระสือ” เรื่องท้ายๆ ก่อนการมาถึงของ “แสงกระสือ” และ “กระสือสยาม” ในปี 2562 นั้น ล้วนดำเนินเรื่องราวไปภายใต้ “กฎแห่งกรรม”

น่าสนใจว่า “แสงกระสือ” พยายามก้าวข้ามจากกรอบโครงของ “อภิมหาบรรยาย” ว่าด้วย “กรรม” แม้ท้ายสุดจะยังคงต้องพึ่งพิง “อภิมหาบรรยาย” ชนิดอื่นๆ

ดังจะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป

สาม

นาคี 1

โดยส่วนตัวมีความเห็นพ้องกับ ฟิล์มซิก (แม้จะด้วยชุดเหตุผล-คำอธิบายที่ต่างกันพอสมควร) ว่า “แสงกระสือ” (มีนาคม 2562) โดย “สิทธิศิริ มงคลศิริ” (เขียนบทโดย “ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” และสร้างสรรค์โดย “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง”) ดูจะมีสถานะเป็น “คู่สนทนา” กับ “นาคี 2” (ตุลาคม 2561) โดย “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง”

สำหรับผม จุดร่วมแรกของภาพยนตร์ไทยคู่นี้ คือ การมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบ “ความขัดแย้งแตกแยก” ของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย เข้ากับ “หมู่บ้านชนบท” แห่งหนึ่ง

ทว่าใน “ความเหมือน” ก็มี “ความต่าง” ปรากฏอยู่

เพราะขณะที่ “หมู่บ้าน” ใน “นาคี 2” นำเสนอภาพ “ชาวบ้าน (อีสาน) ส่วนใหญ่” ที่หลงผิดคิดร้ายต่อ “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์” ในเทพปกรณัม

“ชาวบ้านส่วนมาก” ใน “หมู่บ้าน” แถบภาคกลางอันไม่ห่างไกลจาก “พระนคร” ของ “แสงกระสือ” ก็มีอารมณ์บ้าคลั่งจ้องจองล้างจองผลาญ “สัตว์ประหลาด” หรือ “ภูตผีปีศาจ” ชั้นต่ำ เช่น “กระสือ”

ด้วยเหตุนี้ “ชาวบ้าน” ในหนังสองเรื่อง จึงอาจเป็น “ภาพแทน” ของ “มวลชนการเมือง” คนละกลุ่ม ที่ถูกวาดเขียนแต่งแต้มโดย “ผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์” ซึ่งมีมุมมองคนละฟาก

สี่

แสงกระสือ 2

จุดร่วมต่อมา คือ ทั้ง “นาค” ใน “นาคี 2” และ “กระสือ” ใน “แสงกระสือ” ล้วนมีอีกร่างเป็นมนุษย์ธรรมดา พวกเธอต่างมีหัวจิตหัวใจ มีรัก โลภ โกรธ หลง มีความเจ็บปวด มีอดีต และมีความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า

ดุจเดียวกันกับพวกมนุษย์ หรือ “อมนุษย์” อื่นๆ ซึ่งเกลียดชัง/หลงรักพวกเธอ

ห้า

แสงกระสือ 6

ที่สำคัญสุด “แสงกระสือ” และ “นาคี 2” ต่างเลือกเดินไปบนเส้นทางหรือโครงเรื่องอันคล้ายคลึงกันจนน่าประหลาดใจ

เนื่องจากหนังสองเรื่องนี้ได้ค่อยๆ ยกระดับความขัดแย้งระหว่างสามัญชนใน “หมู่บ้าน” ให้ข้ามผ่านไปสู่ปฐมบทความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนใน “ตำนานปรัมปรา”

ดังนั้น แทนที่จะดึง “นิทานเปรียบเทียบ” ซึ่งเกิดขึ้น ณ “หมู่บ้านในจินตนาการ” ให้กลับคืนสู่ “โลกความจริง” ในบริบทของสังคมไทยยุคปัจจุบัน

สิทธิศิริและพงษ์พัฒน์กลับเลือกจะชักจูงหนังของพวกตนให้เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปสู่ “นิทานเปรียบเทียบ” อีกเรื่องหนึ่ง

วิวาทะ อารมณ์โกรธเกลียด และความขัดแย้งใน “หมู่บ้าน” จากภาพยนตร์สองเรื่อง ได้ถูกคลี่คลาย/ขมวดปมด้วย “อภิมหาบรรยาย” เก่าแก่ เกี่ยวกับ “ครุฑ-นาค” และ “กระหัง-กระสือ”

(วิธีการหันเหเรื่องราวเช่นนี้ อาจส่งผลให้ “ครุฑ” “นาค” “กระหัง” “กระสือ” มีอีกเรือนร่างเป็นมนุษย์ พอๆ กับที่มนุษย์ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนร่างกายของตนเองให้กลับกลายเป็นอื่น หรือ “อมนุษย์”)

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ครุฑ-นาค” ใน “นาคี 2” เป็นเรื่องของการคลี่คลายความขัดแย้งแต่เก่าก่อนให้เจือจงลง จาก “ศัตรู” กลายเป็น “มิตร” หรือเป็นการคืนดีระหว่าง “ผู้อุปถัมภ์-ผู้รับการอุปถัมภ์” สวนทางกับสายสัมพันธ์ระหว่าง “กระหัง-กระสือ” ใน “แสงกระสือ” ที่ฝ่ายแรกยังคงไล่ล่าฝ่ายหลังอย่างไม่ลดละ แถมแพร่กระจายอารมณ์คลั่งแค้นไปสู่มนุษย์ทั้งหลายด้วย

พิจารณาในแง่มุมนี้ ตำนาน “กระหัง-กระสือ” จึงยังอิงกับตรรกะแบบหมาป่าไล่ล่าลูกแกะคล้าย “กฎแห่งกรรม” อยู่ไม่น้อย

หก

แสงกระสือ 3

ด้านหนึ่ง อุปลักษณ์ “หมู่บ้าน” ใน “นาคี 2” และ “แสงกระสือ” ก็เป็นภาพจำลองของภาวะอลหม่านในสังคมไทยร่วมสมัย

อีกด้าน “อภิมหาบรรยาย” หรือ “ตำนานปรัมปรา” ในหนัง ก็อาจทำหน้าที่ประหนึ่งแว่นขยาย/แว่นสามมิติ ซึ่งช่วยให้คนดูสามารถเพ่งพินิจสังคมของตนเองได้ชัดเจน-สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

น่าตั้งคำถามว่า “ตำนานปรัมปรา” ได้กลายเป็น “ทางเลี่ยง/ทางออกหลัก” ของภาพยนตร์ที่ต้องการจะนำเสนอหรือวิพากษ์เรื่องราวความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยยุคปัจจุบันไปแล้วหรือไม่?

หรือ “อภิมหาบรรยาย” ดังกล่าวกำลังนำพาผู้ชมไปสัมผัสกับรายละเอียดบางประการที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าและแว่นตา “สัจนิยม”?

เจ็ด

นางเอกแสงกระสือ

เห็นด้วยกับหลายคนที่รู้สึกว่ารายละเอียดบางส่วนในเรื่องราวของ “แสงกระสือ” นั้นมีอาการตกๆ หล่นๆ จนคนดูอาจงุนงงสงสัยต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของตัวละคร

โดยส่วนตัว ผมยังงงๆ กับเหตุผลที่ “น้อย” จำเป็นต้องพากลุ่มล่ากระสือเดินทางเข้ามายังหมู่บ้าน (เขาอยากกลับบ้าน แต่ทำไมต้องพาคนเหล่านี้มาพร้อมกันด้วย?)

เช่นเดียวกับบทสนทนาและการลาจากในซีนสุดท้ายระหว่าง “น้อย” กับ “สาย” ที่ดูเบลอร์ๆ ห้วนๆ ชอบกล

อย่างไรก็ตาม ขอยอมรับว่าผมชื่นชอบ “ภัณฑิรา พิพิธยากร” นางเอกของหนังเรื่องนี้มากๆ ทั้งในแง่ฝีมือการแสดงและใบหน้าที่คมสวยขึ้นจอแบบสุดๆ

เธอถือเป็นหนึ่งในนักแสดงดาวรุ่งหญิงรุ่นใหม่ ซึ่งเทียบเคียงได้กับ “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” (โรงแรมต่างดาว) “วริศรา ยู” (App War: แอปชนแอป) “ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” (มา ณ ที่นี้) และ “พลอย ศรนรินทร์” (อาปัติ, สยามสแควร์ และ สิงสู่ ฯลฯ)

คนมองหนัง

“มา ณ ที่นี้”: “ความเป็นเจ้าของ” “นิทานเปรียบเทียบ” และ “งูปริศนา”

ชวนชมสั้นๆ (สำหรับคนยังไม่ได้ดู)

 

“ปราบดา หยุ่น” มีพัฒนาการการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หากเทียบกับ “โรงแรมต่างดาว” หนังขนาดยาวเรื่องแรกของเขา ใน “มา ณ ที่นี้” เขาเลือก (หรือจำเป็นต้อง) เล่าเรื่องราวที่มีปัจจัยสลับซับซ้อน (ชวนเถิดเทิง) ลดน้อยลง เช่นเดียวกับจำนวนตัวละครหลักที่เหลืออยู่แค่สองคน นี่คงส่งผลให้ปราบดาสามารถกำกับหนังได้อยู่มือมากขึ้น

– ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ “เข้าท่า” “คมคาย” “ชัดเจน” ทว่า ก็ชวนให้ขบคิดตีความได้อย่างยืดหยุ่น คนดูหลายรายน่าจะจับได้ไม่ยากเย็นว่าภายใต้ข้อถกเถียงหรือวิวาทะว่าด้วยประเด็น “ความเป็นเจ้าของ” นี่คือ “หนังการเมือง” แต่ใครจะเทียบเคียง “นิทานเปรียบเทียบกว้างๆ” อย่าง “มา ณ ที่นี้” เข้ากับรายละเอียดจำเพาะเจาะจงแบบไหน ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมอง-วิธีคิด-ประสบการณ์ของแต่ละคน

– ใน “ความน้อย” ของแทบทุกองค์ประกอบ “มา ณ ที่นี้” มีงานสร้างที่น่าพอใจทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องเสียงประกอบ หรือการกำกับภาพก็มีผลลัพธ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ขี้เหร่หรือไม่ได้ดูด้อยราคา

– จุดเด่นสำคัญของหนังอยู่ที่การแสดงของนักแสดงทั้งสองคน คือ “ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” และ “พีรพล กิจรื่นภิรมย์สุข” ซึ่งสามารถรับผิดชอบหนังทั้งเรื่องและบทสนทนาอันเต็มไปด้วยรายละเอียดแยบคายได้อย่างดีเยี่ยม ในฐานะผู้ชาย ขออนุญาตชื่นชม “น้องแพต ชญานิษฐ์” ว่านอกจากจะมีฝีมือด้านการแสดงแล้ว น้องยังมีออร่าที่เปล่งประกายเฉิดฉายมากๆ บนจอภาพยนตร์ ใบหน้าของน้องแพตไม่ได้สวยเข้าขั้น perfect แต่ก็เป็นใบหน้าที่เมื่อจ้องมองดูจะรู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจไม่รู้เบื่อ ซึ่งผู้กำกับและผู้กำกับภาพก็เลือกใช้งานข้อดีดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยการ “โคลสอัพ” ใบหน้าของนักแสดงสาวผู้นี้เกือบตลอด น่าดีใจ ที่วงการหนังไทยได้ค้นพบดาวรุ่งหญิงสองรายในเวลาใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ “น้องจิงจิง” ใน “App War” จนถึง “น้องแพต” ใน “มา ณ ที่นี้”

มา ณ ที่นี้ แพต

วิเคราะห์ยาวๆ (เปิดเผยรายละเอียดและเนื้อหาของภาพยนตร์)

ความเป็นเจ้าของ, ใครคือเจ้าของ, เจ้าของคือใคร

“มา ณ ที่นี้” เปิดฉากมาด้วยวิถีชีวิตช่วงเช้าตรู่ของหญิงสาววัยยี่สิบกว่าๆ คนหนึ่ง ในห้องพักของเธอ

แต่แล้วขณะจะออกไปทำงาน เธอก็ได้พบกับชายบาดเจ็บซึ่งนอนสลบอยู่หน้าห้อง ระหว่างที่เธอโทรแจ้ง รปภ. ชายผู้นั้นก็แว้บเข้าไปนอนบนโซฟาตรงห้องรับแขกเรียบร้อย

สถานการณ์เดินหน้าไปสู่การเปิดฉากบทสนทนาอันยาวนาน (ที่ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวประดุจการเล่นเกมชิงไหวพริบบางอย่าง)

ประเด็นหลักของบทสนทนา คือ ระหว่างหญิงชายคู่นี้ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของห้องตัวจริง?

แรกๆ สถานการณ์ดูเอื้อให้ฝ่ายหญิงสาว (ไม่นับรวมเรื่องรูปลักษณ์ที่น่าเอาใจช่วยของเธอ) มากกว่าชายหนุ่มผู้บุกรุก

แต่ไปๆ มาๆ สถานการณ์กลับเอนเอียงไปทางชายหนุ่ม ผู้รับรู้รายละเอียดทุกอย่างในห้องอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง ผิดกับหญิงสาวที่แทบไม่รู้อะไรเลย แถมหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของห้องของเธอก็ปลาสนาการไปทีละอย่างสองอย่าง

ณ จุดดังกล่าว ชายผู้บุกรุกกลายเป็นฝ่ายได้รับความเชื่อถือมากขึ้นๆ เขาน่าจะเป็นเจ้าของห้องตัวจริงผู้ถูกแย่งชิงทรัพย์สินไป

แล้วบทสนทนาเชือดเฉือน ก็ค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นการใช้กำลัง

หนังฉายภาพให้เห็นว่าชายผู้นี้สูญเสียห้องของตนเองไปได้อย่างไร รวมทั้งเปิดเผยกระบวนการแย่งชิงห้องกลับคืนมาของเขา

มา ณ ที่นี้ ชาย

สถานการณ์หมุนวนกลับ ชายหนุ่มกลายมาเป็นเจ้าของห้องบ้าง ห้องพักของเขาแลดูมีชีวิตชีวา ดูเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ผู้หนึ่ง มากกว่าสภาพห้องพักเนี้ยบๆ เรียบๆ (แต่หาข้าวของไม่ค่อยเจอ) ของหญิงสาว

ชายหนุ่มแลดูเป็นมนุษย์ที่น่าคบหา เขาเป็นปัญญาชนนักอ่านแน่ๆ เขาเป็นที่รู้จักรักใคร่ของคนในชุมชน/คอนโด “ลิเบอร์ตี้แลนด์” (ผิดกับหญิงสาว ที่ถูกเพิกเฉยจากสมาชิกร่วมชุมชนเหล่านั้น)

คนดูคงพอคาดการณ์กันได้ แล้วหญิงสาวก็เป็นฝ่ายบุกรุกกลับเข้ามาทวงห้องคืนบ้าง อย่างไรเสีย ชายหนุ่มยังเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือน่าเชื่อถือมากกว่า

ครึ่งหลังของหนังไม่ได้มีลักษณะ “สมมาตร” กับครึ่งแรก หากสั้นกระชับกว่า และทุกอย่างก็จบลง ทั้งยัง “เปลี่ยนแปลง” ไปด้วยประโยคคำพูดปิดท้ายเรื่องของหญิงสาว

ประโยคดังกล่าวบ่งชี้ว่าหญิงสาวรู้อะไรเกี่ยวกับห้องพักนี้เพิ่มขึ้น จากประสบการณ์ที่มีมากขึ้น เธออาจไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่ใช่ผู้บุกรุกดังที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็น “เจ้าของใหม่” หรือ “เจ้าของร่วม” ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อจะได้เป็น “เจ้าของห้อง” ที่ดี เท่าเทียมกับชายหนุ่ม

แน่นอน นี่คือ หนังว่าด้วย “ความเป็นเจ้าของ” และผู้กำกับอย่างปราบดาก็อธิบายไว้ชัดเจนในรอบไทยแลนด์พรีเมียร์ว่า “ชายหนุ่ม” คือ “เจ้าของจริง” ของห้องพัก ขณะที่ “หญิงสาว” จะมีสถานะเป็น “เจ้าของร่วม” มากขึ้นเรื่อยๆ ตามวงจรการแย่งชิงที่ค่อยๆ หมุนวนทับถมกันไป พร้อมพัฒนาการ/พลวัตของสถานการณ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

เมื่อหนังดำเนินไปประมาณครึ่งทาง หลายคนคงเชื่อว่าชายหนุ่มเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นผู้ถูกฉุดกระชากพรากสิทธิ์อะไรบางอย่างไป ตรงข้ามกับหญิงสาวที่เป็นผู้แย่งชิง เป็นตัวร้ายน่าไม่อาย และด้อยความรู้-ช่างมโนจนน่าเกลียด

โดยส่วนตัวยอมรับว่า ถึงจุดนั้น ผมแอบตีความ/ใส่รหัสว่าชายหนุ่มน่าจะเป็นฝ่ายประชาธิปไตย/ฝ่ายเสรีนิยม ผู้ถูกกระทำ ส่วนฝ่ายหญิงคงจะเป็นสาวสลิ่มคนเมือง (“รองเท้าเหลือง” อีกต่างหาก) อะไรทำนองนั้น

สถานะความเป็นปัญญาชน ความเป็นที่รักของชุมชน ยิ่งทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มมากขึ้นไปอีก แม้จะรู้สึกติดใจหน่อยๆ ที่คุณลุงริมสระน้ำผู้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน บอกกับชายหนุ่มรายนี้ว่าประเทศเราไม่มีข่าวดีมา 80 กว่าปีแล้ว

ผมติดใจว่า “เอ หรือคุณลุงแกจะไม่โปรประชาธิปไตยรึเปล่าวะ?” (เข้าทำนองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ประเทศชาติก็มีแต่ความวุ่นวาย)

กระทั่งได้ฟังประโยคปิดท้ายเรื่องจากปากหญิงสาว ผมพลันรู้สึกขึ้นมาว่า

“ฉิบหายแล้ว! ตกลงเธออาจไม่ใช่สลิ่มว่ะ แต่เธอเป็นราษฎรผู้ถูกกล่าวหาว่ายังไม่พร้อมต่างหาก นี่แสดงว่าเราโดนฝ่ายผู้ชายหลอกรึเปล่าวะ?”

(ไม่รวมถึงความรู้สึกที่ว่า “นี่ไง บอกแต่แรกแล้วว่าอยู่ข้างน้องแพตน่ะ ถูกต้องที่สุด 555”)

มา ณ ที่นี้ หญิง

ต้องยอมรับว่าปราบดาวางเงื่อนไขตรงนี้ได้เก่งจริงๆ จนคนดูหลายรายน่าจะเกิดความงุนงงสงสัยลังเลใจขึ้นว่า พวกเขาควรจะเห็นใจหรือสนับสนุนตัวละครฝ่ายไหนมากกว่ากัน? ท่ามกลางสถานการณ์ที่พลิกไปพลิกมาสลับซับซ้อนดังกล่าว

เราอาจตั้งคำถามต่อได้ว่า ชายหญิงคู่นี้คือตัวแทนของความเชื่อต่างฝ่ายอย่างแน่นอนตายตัวหรือไม่? แค่ไหน?

หรือจริงๆ แล้ว นอกจากจะสับเปลี่ยนสถานภาพความเป็นเจ้าของห้อง/ผู้บุกรุก/ผู้กระทำ/ผู้ถูกกระทำ ตลอดเวลา เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของคนที่ยังหวั่นไหวโอนไปเอียงมาในทางอุดมการณ์/ความเชื่อด้วย?

หรือหากคิดไกลไปกว่านั้น เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของมวลรวมที่เรียกว่า “ประชาชน” ซึ่งมีความคิด ความเชื่อ จุดยืน ท่าทีทางการเมือง ที่หลากหลาย ผสมปนเปกันอยู่?

เขาอาจเป็นทั้งฝ่ายอนุรักษนิยม, ปัญญาชน และเจ้าของสิทธิ์ผู้ถูกโค่นล้ม

เธออาจเป็นทั้งสลิ่มเบาหวิว, ราษฎรผู้กำลังเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าของสิทธิ์ร่วมผู้ถูกฉุดกระชากสิทธิ์ดังกล่าวไปครั้งแล้วครั้งเล่า

สถานภาพ “ความเป็นเจ้าของ-เจ้าของร่วม” นี้ จึงเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้าง แต่งเติมเสริมต่อ ยื้อแย่งไปมา ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่รู้จบ เหมือนกับภาพอาคารที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอาจเป็นทั้งบริบทแวดล้อมหรือภาพสะท้อนของ “ลิเบอร์ตี้แลนด์” 

นิทานเปรียบเทียบ

มา ณ ที่นี้ โปสเตอร์

ผมรู้สึกสนุกกับการที่ “มา ณ ที่นี้” เลือกจะวางตัวเป็นเหมือน “นิทานเปรียบเทียบ” ซึ่งพยายามรักษาระยะห่างจากสภาพการณ์จริงๆ บางอย่าง (คล้ายๆ โลกจินตนาการที่ถูกปลอมซ้ำ ดังกรณีภาพวาด “The Snake Charmer” ในหนัง) จนเปิดกว้างต่อการตีความ

แต่อีกด้าน ก็หวั่นวิตกอยู่หน่อยๆ ว่า การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” หรือ “โลกสมมุติ” ทั้งเรื่อง มันจะมีปัญหาอะไรตามมาหรือไม่?

ผมแอบรู้สึกว่า ตราบใดที่คุณภาพของหนังยังไม่สมบูรณ์แบบชนิด 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรเสีย การทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ/โลกสมมุติ” ที่ห้อมล้อมด้วยบรรยากาศเซอร์เรียล (เกือบ) ตลอดเวลา ย่อมต้องมีจุดที่ “ไม่ค่อยสมจริง” “ไม่ค่อยเมคเซนส์” หลุดรอดออกมาบ้าง

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ณ จุดเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์สนทนาโต้เถียงไปสู่เหตุการณ์ไคลแม็กซ์ช่วงกลางๆ เรื่องนั้น มีองค์ประกอบบางประการที่แลดูเป็นละครเวทีทำเล่นๆ หนังสั้นที่ไม่เนียน หรือการกระทำที่ไม่จริง ผุดขึ้นมาให้เห็นนิดหน่อย

(ซึ่งบางที สิ่งเหล่านี้อาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับก็ได้ หากคำนึงว่านี่คือเรื่องราวของการสับเปลี่ยนบทบาทการแสดงบางอย่าง ที่มีการโยกฝ่ายย้ายฝั่งอยู่เสมอ จนมิอาจตัดสินได้ง่ายๆ ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง)

อาการลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับ “โรงแรมต่างดาว” และ “In the Flesh” (หนังยาวโดย “ก้อง พาหุรักษ์” ผู้กำกับภาพของ “มา ณ ที่นี้”) เช่นกัน

แต่ดูเหมือนมันจะกำเริบน้อยลงกว่าเดิม (หรือ “อาการดีขึ้นพอสมควร”) เมื่อมาถึง “มา ณ ที่นี้”

(แถมท้าย) ว่าด้วย “งูปริศนา”

บางที สิ่งมีชีวิตที่ดำรงตนอยู่ในห้องพักอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด อาจจะได้แก่ “งูปริศนา”

มีแนวโน้มว่างูตัวนี้จะผูกพันแนบแน่นกับห้องพักดังกล่าวไม่แพ้/ยิ่งกว่าชายหนุ่มและหญิงสาว ตัวละครหลัก

นี่อาจเป็น “เจ้าของ” อีกหนึ่งรายของห้องพักแห่งนั้น

หรือ “งูปริศนา” และภาพวาด “The Snake Charmer” ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินขั้นต้นว่าใครคือ “เจ้าของห้องที่เหมาะสม” อาจมีสถานะประหนึ่ง “องค์ความรู้สำคัญสูงสุด” ที่คอยทำหน้าที่กำกับ/ควบคุม/ครอบงำชายหญิงคู่นี้ (ตลอดจนความคิด ความเชื่อ ทัศนคติเฉพาะของเขาและเธอ) เอาไว้อย่างแน่นหนา สลัดไม่หลุด!