คนมองหนัง

แสงกระสือ: “หมู่บ้าน” และ “ตำนานปรัมปรา” ในหนังไทยยุคใหม่

หนึ่ง

แสงกระสือ ๅ

ในบางแง่ “แสงกระสือ” ไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านภาพลักษณ์ “ใหม่หมดจด” แม้จะมีบางองค์ประกอบของงานโปรดักชั่นที่แลดู “ใหม่”

ตรงกันข้าม ท้องเรื่องของหนังนั้นย้อนไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ก่อนที่รูปลักษณ์ของ “ผีกระสือ” ซึ่งพวกเราคุ้นเคยจะก่อกำเนิดเสียอีก)

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ก็แสดงความเคารพต่อหนัง/ละคร “ผีกระสือ” รุ่นเก่าๆ อย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การอ้างอิงถึงลักษณะเฉพาะบางอย่างของผีประเภทนี้ ไปจนถึงการปรากฏตัวของนักแสดงอาวุโส “น้ำเงิน บุญหนัก” ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเคียงคู่กับเรื่องราวของ “กระสือ” ในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ไทย

สอง

KrasueValentine_400

ถ้าถามว่ามีอะไร “ใหม่” บ้างหรือไม่ในเนื้อหาของ “แสงกระสือ”?

ก็คงต้องย้อนไปอ่านงานเขียนในหนังสือ Thai Cinema: The Complete Guide ของ “เบนจามิน เบามันน์” นักวิชาการชาวเยอรมัน

เบามันน์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าทั้ง “กระสือสาว” (2516) ของ “ส. เนาวราช” หรือ “สนิท โกศะรถ” อันเป็นต้นธารของ “ผีกระสือ” ในวงการภาพเคลื่อนไหวไทย และ “กระสือวาเลนไทน์” (2549) โดย “ยุทธเลิศ สิปปภาค” ซึ่งเป็น “หนังกระสือ” เรื่องท้ายๆ ก่อนการมาถึงของ “แสงกระสือ” และ “กระสือสยาม” ในปี 2562 นั้น ล้วนดำเนินเรื่องราวไปภายใต้ “กฎแห่งกรรม”

น่าสนใจว่า “แสงกระสือ” พยายามก้าวข้ามจากกรอบโครงของ “อภิมหาบรรยาย” ว่าด้วย “กรรม” แม้ท้ายสุดจะยังคงต้องพึ่งพิง “อภิมหาบรรยาย” ชนิดอื่นๆ

ดังจะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป

สาม

นาคี 1

โดยส่วนตัวมีความเห็นพ้องกับ ฟิล์มซิก (แม้จะด้วยชุดเหตุผล-คำอธิบายที่ต่างกันพอสมควร) ว่า “แสงกระสือ” (มีนาคม 2562) โดย “สิทธิศิริ มงคลศิริ” (เขียนบทโดย “ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” และสร้างสรรค์โดย “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง”) ดูจะมีสถานะเป็น “คู่สนทนา” กับ “นาคี 2” (ตุลาคม 2561) โดย “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง”

สำหรับผม จุดร่วมแรกของภาพยนตร์ไทยคู่นี้ คือ การมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบ “ความขัดแย้งแตกแยก” ของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย เข้ากับ “หมู่บ้านชนบท” แห่งหนึ่ง

ทว่าใน “ความเหมือน” ก็มี “ความต่าง” ปรากฏอยู่

เพราะขณะที่ “หมู่บ้าน” ใน “นาคี 2” นำเสนอภาพ “ชาวบ้าน (อีสาน) ส่วนใหญ่” ที่หลงผิดคิดร้ายต่อ “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์” ในเทพปกรณัม

“ชาวบ้านส่วนมาก” ใน “หมู่บ้าน” แถบภาคกลางอันไม่ห่างไกลจาก “พระนคร” ของ “แสงกระสือ” ก็มีอารมณ์บ้าคลั่งจ้องจองล้างจองผลาญ “สัตว์ประหลาด” หรือ “ภูตผีปีศาจ” ชั้นต่ำ เช่น “กระสือ”

ด้วยเหตุนี้ “ชาวบ้าน” ในหนังสองเรื่อง จึงอาจเป็น “ภาพแทน” ของ “มวลชนการเมือง” คนละกลุ่ม ที่ถูกวาดเขียนแต่งแต้มโดย “ผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์” ซึ่งมีมุมมองคนละฟาก

สี่

แสงกระสือ 2

จุดร่วมต่อมา คือ ทั้ง “นาค” ใน “นาคี 2” และ “กระสือ” ใน “แสงกระสือ” ล้วนมีอีกร่างเป็นมนุษย์ธรรมดา พวกเธอต่างมีหัวจิตหัวใจ มีรัก โลภ โกรธ หลง มีความเจ็บปวด มีอดีต และมีความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า

ดุจเดียวกันกับพวกมนุษย์ หรือ “อมนุษย์” อื่นๆ ซึ่งเกลียดชัง/หลงรักพวกเธอ

ห้า

แสงกระสือ 6

ที่สำคัญสุด “แสงกระสือ” และ “นาคี 2” ต่างเลือกเดินไปบนเส้นทางหรือโครงเรื่องอันคล้ายคลึงกันจนน่าประหลาดใจ

เนื่องจากหนังสองเรื่องนี้ได้ค่อยๆ ยกระดับความขัดแย้งระหว่างสามัญชนใน “หมู่บ้าน” ให้ข้ามผ่านไปสู่ปฐมบทความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนใน “ตำนานปรัมปรา”

ดังนั้น แทนที่จะดึง “นิทานเปรียบเทียบ” ซึ่งเกิดขึ้น ณ “หมู่บ้านในจินตนาการ” ให้กลับคืนสู่ “โลกความจริง” ในบริบทของสังคมไทยยุคปัจจุบัน

สิทธิศิริและพงษ์พัฒน์กลับเลือกจะชักจูงหนังของพวกตนให้เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปสู่ “นิทานเปรียบเทียบ” อีกเรื่องหนึ่ง

วิวาทะ อารมณ์โกรธเกลียด และความขัดแย้งใน “หมู่บ้าน” จากภาพยนตร์สองเรื่อง ได้ถูกคลี่คลาย/ขมวดปมด้วย “อภิมหาบรรยาย” เก่าแก่ เกี่ยวกับ “ครุฑ-นาค” และ “กระหัง-กระสือ”

(วิธีการหันเหเรื่องราวเช่นนี้ อาจส่งผลให้ “ครุฑ” “นาค” “กระหัง” “กระสือ” มีอีกเรือนร่างเป็นมนุษย์ พอๆ กับที่มนุษย์ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนร่างกายของตนเองให้กลับกลายเป็นอื่น หรือ “อมนุษย์”)

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ครุฑ-นาค” ใน “นาคี 2” เป็นเรื่องของการคลี่คลายความขัดแย้งแต่เก่าก่อนให้เจือจงลง จาก “ศัตรู” กลายเป็น “มิตร” หรือเป็นการคืนดีระหว่าง “ผู้อุปถัมภ์-ผู้รับการอุปถัมภ์” สวนทางกับสายสัมพันธ์ระหว่าง “กระหัง-กระสือ” ใน “แสงกระสือ” ที่ฝ่ายแรกยังคงไล่ล่าฝ่ายหลังอย่างไม่ลดละ แถมแพร่กระจายอารมณ์คลั่งแค้นไปสู่มนุษย์ทั้งหลายด้วย

พิจารณาในแง่มุมนี้ ตำนาน “กระหัง-กระสือ” จึงยังอิงกับตรรกะแบบหมาป่าไล่ล่าลูกแกะคล้าย “กฎแห่งกรรม” อยู่ไม่น้อย

หก

แสงกระสือ 3

ด้านหนึ่ง อุปลักษณ์ “หมู่บ้าน” ใน “นาคี 2” และ “แสงกระสือ” ก็เป็นภาพจำลองของภาวะอลหม่านในสังคมไทยร่วมสมัย

อีกด้าน “อภิมหาบรรยาย” หรือ “ตำนานปรัมปรา” ในหนัง ก็อาจทำหน้าที่ประหนึ่งแว่นขยาย/แว่นสามมิติ ซึ่งช่วยให้คนดูสามารถเพ่งพินิจสังคมของตนเองได้ชัดเจน-สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

น่าตั้งคำถามว่า “ตำนานปรัมปรา” ได้กลายเป็น “ทางเลี่ยง/ทางออกหลัก” ของภาพยนตร์ที่ต้องการจะนำเสนอหรือวิพากษ์เรื่องราวความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยยุคปัจจุบันไปแล้วหรือไม่?

หรือ “อภิมหาบรรยาย” ดังกล่าวกำลังนำพาผู้ชมไปสัมผัสกับรายละเอียดบางประการที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าและแว่นตา “สัจนิยม”?

เจ็ด

นางเอกแสงกระสือ

เห็นด้วยกับหลายคนที่รู้สึกว่ารายละเอียดบางส่วนในเรื่องราวของ “แสงกระสือ” นั้นมีอาการตกๆ หล่นๆ จนคนดูอาจงุนงงสงสัยต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของตัวละคร

โดยส่วนตัว ผมยังงงๆ กับเหตุผลที่ “น้อย” จำเป็นต้องพากลุ่มล่ากระสือเดินทางเข้ามายังหมู่บ้าน (เขาอยากกลับบ้าน แต่ทำไมต้องพาคนเหล่านี้มาพร้อมกันด้วย?)

เช่นเดียวกับบทสนทนาและการลาจากในซีนสุดท้ายระหว่าง “น้อย” กับ “สาย” ที่ดูเบลอร์ๆ ห้วนๆ ชอบกล

อย่างไรก็ตาม ขอยอมรับว่าผมชื่นชอบ “ภัณฑิรา พิพิธยากร” นางเอกของหนังเรื่องนี้มากๆ ทั้งในแง่ฝีมือการแสดงและใบหน้าที่คมสวยขึ้นจอแบบสุดๆ

เธอถือเป็นหนึ่งในนักแสดงดาวรุ่งหญิงรุ่นใหม่ ซึ่งเทียบเคียงได้กับ “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” (โรงแรมต่างดาว) “วริศรา ยู” (App War: แอปชนแอป) “ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” (มา ณ ที่นี้) และ “พลอย ศรนรินทร์” (อาปัติ, สยามสแควร์ และ สิงสู่ ฯลฯ)

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง “นาคี 2”: “ความเป็นมนุษย์” และ “เทพปกรณัม”

หนึ่ง

ต้องยอมรับว่าส่วนที่ดีและน่าทึ่งมากๆ ของหนัง คือ คุณภาพซีจี

ก่อนหน้านี้ ในฐานะแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ผมไม่เคยแม้แต่จะแค่แอบหวัง ว่าสตูดิโอภาพยนตร์เมืองไทยนั้นมีศักยภาพสูงพอจะสร้าง “หนังจักรๆ วงศ์ๆ” เนี้ยบๆ ออกมาได้ ในยุคปลาย 2010

แต่พอมาเจอซีจีของ “นาคี 2” ผนวกด้วยคุณภาพซีจีที่ดีขึ้นระดับหนึ่งของละคร “สังข์ทอง 2561”

ผมก็ชักเริ่มลุ้นว่าตัวเองอาจจะมีโอกาสได้ดู “ภาพยนตร์จักรๆ วงศ์ๆ ไทย” (ยุคโพสต์-สมโพธิ แสงเดือนฉาย) ภายในอีกไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้

สอง

นาคี นำ

ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ผมคิดว่า “นาคี 2” นำเสนอภาวะปะทะสังสรรค์-คู่ขนานกันระหว่าง “เทพปกรณัม” กับ “ความเป็นมนุษย์”

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง หนังได้ยกระดับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในชุมชนชนบทแห่งหนึ่งให้กลายเป็นความขัดแย้งที่สามารถสืบสาวรากเหง้ากลับไปยัง “เทพปกรณัม”

อีกด้านหนึ่ง ตัวละครนำของหนังก็ปฏิบัติกับรูปปั้นเจ้าแม่นาคี ซึ่งเป็นตัวละครในเรื่องเล่า ประหนึ่งมนุษย์ผู้มีชีวิต จิตใจ และความรัก

สาม

นาคี 2

ขอเริ่มจากประเด็นการคืน “ความเป็นมนุษย์” ให้แก่เจ้าแม่นาคีกันก่อน

น่าสังเกตว่าเกือบตลอดทั้งเรื่อง เจ้าแม่นาคีนั้นปรากฏบทบาทในฐานะรูปปั้น ที่ปราศจากความเคลื่อนไหว การกระทำ ชีวิต และจิตใจ

ในแง่หนังละคร เจ้าแม่นาคีมีชีวิตไม่ได้เพราะต้องบำเพ็ญเพียรชำระความผิดบาปที่ตกค้างมาจากละครทีวีภาคแรก

ในตรรกะแบบโลกมนุษย์ เจ้าแม่นาคีมิอาจมีชีวิต เพราะนางเป็นตัวละครในเรื่องเล่าพื้นบ้านกึ่งเทพปกรณัม และเพราะนางเป็นสัญลักษณ์/ภาพแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ซึ่งต้องตั้งมั่นแน่นิ่งเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวความศรัทธาของผู้คน

อย่างไรก็ดี สำหรับ “มนุษย์” บางราย เขา/เธอกลับหมั่นเพียรขอพรให้เจ้าแม่/รูปปั้นสมหวังในความรัก นี่คือความปรารถนาที่จะคืนสถานภาพ “ความเป็นมนุษย์” ให้แก่รูปเคารพ/ตัวละครใน “เทพปกรณัม”

และหนังก็ค่อยๆ สานต่อให้ความปรารถนาดังกล่าวประสบสัมฤทธิผล

ดังจะเห็นได้ว่าเจ้าแม่นาคีเริ่มมีชีวิต มีอารมณ์ความรู้สึก ในช่วงปลายภาพยนตร์

และ (เจ้าแม่น่าจะ) กลายเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้สามารถมีความรักกับมนุษย์อีกคน โดยไม่ข้องแวะเกี่ยวพันกับปัญหาความขัดแย้ง (ของชุมชน) ใดๆ ได้ในท้ายที่สุด

สี่

นาคี 3

แต่องค์ประกอบที่ทั้งแปลก ไม่รู้ว่าแย่หรือดี? ทว่าน่าสนใจมากๆ ของ “นาคี 2” ก็คือ การยกระดับความขัดแย้งภายในหมู่บ้านอีสานแห่งหนึ่ง (เปรียบเสมือนภาพแทนของสังคมไทย?) ให้หลุดพ้นไปจากเรื่องราวรักโลภโกรธหลงของมนุษย์ แต่กลายเป็นปัญหาระดับรากเหง้าพื้นฐาน/ปัญหาสูงส่งเกินความสามารถ-ความเข้าใจของคนปกติ ที่สืบย้อนไปได้ถึง “เทพนิยายปรัมปรา”

เหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องในชุมชนที่ควรเป็นปัญหาซึ่งแก้ไขได้โดยศักยภาพของมนุษย์ จึงมิใช่ “ฆาตกรรมธรรมดา”

เพราะหากมองผ่านสายตาของหนังเรื่อง “นาคี 2” บรรดาชาวบ้านที่งมงายไร้เหตุผล บรรดาชาวบ้านที่เชื่อในกฎหมู่ยิ่งกว่ากฎหมาย บรรดาชาวบ้านที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงด้วยการเผาผลาญผู้บริสุทธิ์ นั้นไม่คู่ควรที่จะเข้าไปคลี่คลายคดีฆาตกรรมตามท้องเรื่อง

แต่เราจะสามารถทำความเข้าใจและคลี่คลายความขัดแย้งดังกล่าวได้ ด้วยการอ้างอิงสภาพปัญหาทั้งหมดทั้งมวลเข้ากับมหาสงครามระหว่าง “ครุฑ” กับ “นาค” ใน “เทพปกรณัม”

การสู้รบระหว่าง “นาคดี” (สีเงิน) และ “นาค/วิญญาณร้าย” (สีแดง) ผู้เกรี้ยวกราดเปี่ยมฤทธาจนน่าหวาดหวั่น (เอาเข้าจริง ดูเหมือนหนังจะบอกเป็นนัยว่าพวกชาวบ้านนั้นรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของ “นาค/ผีร้าย” ตนหลัง แต่แสร้งทำเป็นเพิกเฉยเสียด้วยซ้ำ) ทำให้ผู้ชมตระหนักว่าความบาดหมางความรุนแรงทั้งหมดใน “นาคี 2” นั้น มีสเกลยิ่งใหญ่เกินกำลัง-การรับรู้ของมนุษย์ตัวเล็กๆ

ขณะที่การปรากฏตัวของ “ครุฑสีทองอร่าม” ซึ่งเป็นร่างจำแลงของเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มจากส่วนกลาง กลับสำแดงให้เห็นว่าปัญหาเดียวกันสามารถถูกแก้ไข/ตัดตอน/หาทางลงได้อย่างง่ายดายเพียงใด ด้วยอำนาจแห่ง “เทพปกรณัม”

ห้า

นาคี 1

ตลกดี ที่ก่อนจะไปดู “นาคี 2” ผมดันนึกถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “มนต์นาคราช” ฉบับปี 2557 เพราะความพ้องกันในเรื่องการดำรงอยู่ของ “นาคาคติ”

อย่างไรก็ดี ผมยังเชื่อมั่นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า “นาคี 2” ไม่มีทางทำตัวเป็น “เรื่องเล่าจักรๆ วงศ์ๆ” ได้เข้มข้นจริงจังเท่า “มนต์นาคราช” (ทั้งๆ ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องหลัง มีองค์ประกอบบางอย่างซึ่งหลุดออกจากจารีต “จักรๆ วงศ์ๆ” พอสมควร)

หลังดูหนังจบ ผมพบว่าสมมุติฐานของตนเองนั้นผิดเพี้ยนไปไกลลิบ

เพราะกลายเป็นว่าขณะที่ “มนต์นาคราช 2557” พยายามจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของมนตราแห่งพญานาคราช สามารถแพร่กระจายไปสู่คนหลายกลุ่มอย่างเป็น “ประชาธิปไตย” และมีความเป็นเหตุเป็นผลที่ทันสมัยขึ้น

พูดอีกอย่างคือบทสรุปจบของ “มนต์นาคราช” นั้น ไม่ค่อยมี “ความเป็นจักรๆ วงศ์ๆ” สักเท่าไหร่

คลิกอ่านรายละเอียด Democratization of “มนต์นาคราช”

ทว่า “นาคี 2” กลับทำตัวเป็น “หนังจักรๆ วงศ์ๆ” เสียยิ่งกว่า “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” เผลอๆ นี่อาจเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกสุดในรอบ 2-3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจและจงใจจะเลือกเดินบนเส้นทางสายดังกล่าว

นี่ไม่ใช่การเดินย้อนกลับหลังแบบมั่วๆ หรือการมีพฤติกรรมย้อนยุคแบบเชยๆ หากคนทำหนังเรื่องนี้น่าจะเลือกสรรมาเป็นอย่างดีแล้ว ว่า (พวก) เขาต้องการจะมุ่งมั่นเผชิญหน้ากับชุดปัญหา (ทางสังคมการเมือง) ในปัจจุบันด้วยเครื่องมือที่หลายคนมักประเมินว่า “ล้าสมัย”

แต่สำหรับ (พวก) เขาแล้วนี่คือเครื่องมือหรือโลกทัศน์อันทรงพลานุภาพสูงสุด

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

สายสัมพันธ์ “โกมินทร์-นาจา” ข้อสังเกตศาสตราจารย์ปรัชญาการเมือง-เจ้าพ่อละครจักรๆ วงศ์ๆ

สมมติฐานว่าด้วย “โกมินทร์” กับ “นาจา” โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

ชัยวัฒน์
ภาพจาก http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1422330214

“…ผมสงสัยต่อไปว่า นาจาในเชิงวัฒนธรรมน่าจะต้องเป็นญาติกับอะไรหรือใครในอารยธรรมไทยแน่นอน และผมคิดว่าญาติสนิทของ ‘นาจา’ น่าจะชื่อ ‘โกมินทร์’ โดยมีสมมติฐาน (hypothesis) คือ

‘นาจาเป็นญาติกับโกมินทร์’

“ผมรอวันพิสูจน์สมมติฐานนี้ และดีใจเหมือนได้แก้วเมื่อได้เห็นภาพเหรียญนี้ (ภาพที่ 3)

spd_2011032610053_b
ภาพจาก http://amata-amulet-thailand.tarad.com/product.detail_911282_th_3743687

“เป็น ‘เหรียญนาจา’ ออกโดยวัดนาจา แต่เรียกว่า ‘เจ้าพ่อโกมินทร์’ แสดงว่าสมมติฐานผมถูก

“แต่โกมินทร์เป็นใคร?

“โกมินทร์เป็นกุมาร ได้ทวนได้อาวุธอะไรมาและไปปราบนาค เอาชนะนาคเมื่อลงไปสู้กันในบาดาล แต่พลั้งมือฆ่านาคตาย พวกนาคก็โกรธ ยกกำลังขึ้นมาสู้กับมนุษย์ ในที่สุดโกมินทร์ก็กลายเป็นฮีโร่

“คนที่เขียนโกมินทร์ หรือภาพยนตร์เรื่อง โกมินทร์ ซึ่งเข้าใจว่าสร้างมาหลายครั้ง ผมพยายามไปหาชุดแรก ซึ่งเข้าใจว่า สุริยา ชินพันธุ์ เป็นผู้แสดง ปรากฏว่าหาใน Youtube ไม่ได้ มีแต่ยุคหลังๆ

“แค่ค้นพบปกของ โกมินทร์กุมาร หนังสือการ์ตูนที่เขียนโดย ทวี วิษณุกร (ภาพที่ 4) ผมก็ดีใจมากแล้ว เพราะแสดงว่าสมมติฐานของผมมีเค้าถูก (อีกแล้ว)

โกมินทร์กุมาร
ภาพจาก http://taweewitsanukorn.blogspot.com/2017/05/blog-post.html (คนละภาพกับที่ปรากฏในหนังสือ “สิงสาราสัตว์ฯ”)

“เพราะนาจากับโกมินทร์สัมพันธ์กันจนกลายเป็นคน (องค์) เดียวกัน ผมจึงสงสัยต่อไปว่าคงต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างมังกรกับนาค แต่มังกรคือนาคเช่นนั้นหรือ?…”

จากบทความ “มังกร” โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหนังสือ “สิงสาราสัตว์: มานุษยวิทยาว่าด้วยสัตว์และสัตว์ศึกษา” สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ บรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยมูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา (โครงการจัดพิมพ์คบไฟ) กันยายน พ.ศ.2560

โกมินทร์
ภาพจาก http://www.tlcthai.com/education/star/79374.html

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของ “โกมินทร์” โดย ไพรัช สังวริบุตร

1411807881-pi2JPG-o
ภาพจาก https://pantip.com/topic/32635556

“…โกมินทร์ เรื่องจริงๆ มันมาจากจีน เขาก็มีเหาะขึ้นไปแล้วมีกงจักรอยู่ที่เท้า เราค้นคว้าเจอ นั่นก็คือใช่ แต่เดิมคงเป็นเรื่องจีน แล้วเอามาแต่งเป็นไทย มันถึงได้ชื่อ ‘โก’ ไง เหมือน โกฮับ โกอะไรอย่างเนี้ย

บทสัมภาษณ์ไพรัช สังวริบุตร จากสกู๊ป “The King of Fantasia” โดย สืบสกุล แสงสุวรรณ ในนิตยสาร a day ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547)

a day 42
ภาพจาก http://www.daypoets.com