จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์ – รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง

คลิปเล่าเรื่องย่อบนยูทูบ อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์

นอกจากการเผยแพร่ภาพผ่านทางโทรทัศน์, วิดีโอในเว็บไซต์ BUGABOO ของช่อง 7, ไลฟ์สดและคลิปย้อนหลังทางยูทูบ (มากกว่าหนึ่งช่อง) แล้ว

อีกหนึ่งวิธีการเสพ “เทพสามฤดู 2560” ที่น่าสนใจในโลกออนไลน์ ก็คือ การรับฟังเนื้อหาล่วงหน้าของละครผ่าน “คลิปเล่าเรื่องย่อ”

ช่องยูทูบที่ทำคลิปแนวนี้อย่างจริงจังแข็งขัน คือ ช่องของคุณ Pim ChaYa

ข้อได้เปรียบหนึ่งของการทำคลิปประเภทนี้ ก็ได้แก่การที่สามเศียรเลือกสร้าง “เทพสามฤดู 2560” โดยนำเอาบทละครเมื่อปี 2546 มาใช้ถ่ายทำแบบแทบจะช็อตต่อช็อต ดังนั้น เรื่องย่อที่เล่าในคลิปจึงมีความแม่นยำค่อนข้างสูง

และจำนวนคนคลิกเข้ามาฟังคลิป (พร้อมดูภาพนิ่งประกอบ) ก็ถือว่าน่าพอใจทีเดียว คือ มีหลักหมื่นวิวอัพ

โดยส่วนตัว เมื่อลองฟังคลิปเหล่านี้ในสื่อใหม่ทางออนไลน์ ผมกลับย้อนนึกไปถึงสื่อเก่าสองชนิด

ชนิดแรก คือ ละครวิทยุ อีกชนิด คือ เรื่องย่อละครทีวี ไม่ว่าจะเป็นที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์หัวสี หรือพิมพ์ขายเป็นหนังสือราคาย่อมเยา แล้ววางจำหน่ายตามแผงหนังสือและร้านเซเว่นฯ

ปรากฏการณ์เช่นนี้ นำไปสู่ความกำกวมบางอย่าง

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง มันอาจชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยยังมีลักษณะเป็น “สังคมมุขปาฐะ” (ชอบพูด/ฟัง หรือดู มากกว่า อ่าน/เขียน) ถ้าพิจารณาว่าลักษณะของคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” วางน้ำหนักอยู่บนเรื่องเล่าประหนึ่งละครวิทยุ (ตลอดจนเทปเล่านิทานเด็กเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน)

ทว่า อีกด้าน ปรากฏการณ์ข้างต้นก็อาจไม่ได้ถูกตรึงอยู่ตรงทางแยกของคู่ตรงข้ามระหว่างการ “พูด/ฟัง/ดู” กับการ “อ่าน/เขียน” หากพิจารณาว่าคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” มีลักษณะพ้องกับเรื่องย่อละครต่างๆ ในเวอร์ชั่นสิ่งพิมพ์ ไปในคราวเดียวกัน

ถึงที่สุดแล้ว “คลิปเล่าเรี่องย่อเทพสามฤดู” ออนยูทูบ จึงอาจแสดงให้เห็นถึงการไหลวนของเรื่องเล่าแบบเดิมๆ ซึ่งตัวคนดู/คนฟัง/คนอ่าน/ผู้บริโภคก็คล้ายจะพอใจกับลักษณะไหลวนไปมาในวิถีทางเดิมๆ เช่นนั้น

ขออนุญาตปิดท้ายเนื้อหาส่วนนี้ ด้วยคำสัมภาษณ์ที่ผมเคยให้ไว้กับเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งอาจอธิบายถึงข้อสรุปดังกล่าวได้อยู่บ้าง

ขณะเดียวกันคนไทยอาจไม่ได้นิยมเสพความบันเทิงซ้ำๆ ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาไม่สนใจเรื่องราว ไม่สนใจเนื้อหาสาระ เพราะการได้ดูมหรสพเรื่องเดิมๆ อาจมี ‘หน้าที่’ บางอย่างของมันอยู่ การดูหนัง ดูละคร ที่มีโครงเรื่องเก่าๆ ซ้ำเดิม หมายความว่าคนดูจะสามารถ ‘คาดการณ์’ เรื่องราวของมหรสพนั้นๆ ได้

“มองในบางแง่ การคาดการณ์เรื่องราวได้อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ และการเข้าถึงความรู้ของคนดู แทนที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้รับเรื่องราวใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากผู้ผลิตละคร ในฐานะคนที่ไม่รู้หรือแทบไม่รู้อะไรเลย”

นอกจากนี้ การคาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ล่วงหน้าได้ ยังอาจทำให้การชมมหรสพมีรสชาติขึ้น ในกรณีของการชมละครจักรๆ วงศ์ๆ เราอาจนึกถึงภาพกลุ่มคนมาดูละครประเภทนี้หน้าจอทีวี ไปพร้อมๆ กับการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าเรื่องราวจะดำเนินอย่างไรต่อไป ใครจะรักกับใคร ใครจะอยู่ ใครจะตาย อาจก่อให้เกิดชุมชนของคนดู หรือการสื่อสารในทิศทางอื่นๆ นอกเหนือไปจากการสื่อสารทางเดียวระหว่างภาพในจอกับคนดู ที่ต้องเพ่งสมาธิในการชม ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้มีความสำคัญ แต่มักถูกมองข้ามไป

(ที่มา https://prachatai.com/journal/2017/08/72704)

รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง “เทพสามฤดู 2560”

คุยเรื่องเครียดๆ กันไปแล้ว ก็เลยขอปิดท้ายด้วยภาพหลากอิริยาบถ ตั้งแต่น่ารัก เฮฮา จนถึงโศกเศร้า ของบรรดานักแสดงจาก “เทพสามฤดู 2560” ครับ

โดยล่าสุด อินสตาแกรมสามเศียรได้ปล่อยภาพดีๆ มาหลายรูป

นี่คือบางส่วนของรูปภาพเหล่านั้น เชิญรับชมครับ

Advertisements
คนมองหนัง

ความรู้สึกหลังได้มีปฏิสัมพันธ์กับ “Blissfully Blind”

“ท่านคุ้นเคยกับการอยู่เป็นหมู่ใหญ่
ปลอดภัยในพรมแดนและชายขอบ
แม้บางครั้งเคยข้ามแบบลักลอบ
ก็เพียงธุรกิจและเรื่องสนุก”

บทกวี “อภิวัฒนะ” โดย ไม้หนึ่ง ก. กุนที จากหนังสือ “รูปทรง มวลสาร พลังงาน และความรัก”

หนึ่ง

01

คราวนี้ขอเขียนถึงศิลปะการแสดงประเภทอื่นๆ บ้าง

“Blissfully Blind” ถูกนิยามว่าเป็น An Experiential Performance ภายใต้ศิลปะการจัดวางแสง โดย “ดุจดาว วัฒนปกรณ์”

ผมมีโอกาสไปดูการแสดงดังกล่าวในรอบสุดท้าย เมื่อคืนวันที่ 30 กรกฎาคม ทีแรกตั้งใจว่าหลังดูเสร็จ จะเขียนถึงงานชิ้นนี้เลย แต่สุดท้าย ก็ตัดสินใจเก็บมันไว้ในใจสักพักใหญ่ๆ แล้วค่อยนำมาเรียบเรียงเป็นข้อคิดเห็นในอีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา

ผลลัพธ์คือผมคงเขียนถึงการแสดงนี้ได้ไม่ละเอียดลออนัก (เพราะหลงลืมรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างไปแล้ว) ทว่า ความรู้สึกหรือแรงบันดาลใจบางอย่างที่เกิดขึ้น/ได้รับจาก “Blissfully Blind” นั้นยังคงอยู่ และถูกถ่ายทอดออกมาเป็นความเห็น ดังจะบรรยายต่อไป

สอง

02

แน่นอน จุดเด่นสุดๆ ของ “Blissfully Blind” ที่หลายคนคงเขียนถึงกันไปทะลุปรุโปร่งแล้ว คือ เรื่องการเล่นกับ “พื้นที่จัดแสดง” และ “มุมมองของคนดู”

เดิมที ผมตั้งใจว่าตัวเองจะพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องพื้นที่/มุมมอง ซึ่งผู้สร้างวางโจทย์ท้าทายเอาไว้ ด้วยการเดินไปชมการแสดงทุกส่วนในสามพื้นที่หลัก: โซนการแสดงข้างใน, โซนการแสดงข้างนอก และพื้นที่รอยต่อ/ชายขอบของทั้งสองโซนตรงกึ่งกลาง ให้ครบถ้วน

แต่สุดท้าย ผมกลับล้มเหลวในเรื่องนี้อย่างไม่เป็นท่า เนื่องจากพอเข้าชมการแสดงจริงๆ ได้ไม่นาน ผมก็ตัดสินใจจำกัดพื้นที่การรับชมของตนเองให้อยู่ตรงบริเวณโซนการแสดงด้านนอก และแว้บไปตรงพื้นที่รอยต่อเป็นครั้งคราว ทว่า ไม่กล้าเข้าไปชมการแสดงของโซนข้างใน

(ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงเลย แต่เป็นเรื่องส่วนตัวบางอย่าง 555 – ซึ่งนี่อาจบ่งชี้ให้เห็นถึงความร้ายกาจของการแสดงครั้งนี้ ที่มันไม่ได้ชักจูงให้คนดูคนหนึ่งต้อง “ดีล” กับการแสดงที่เขากำลังรับชมเท่านั้น แต่ยังผลักดันให้เขาต้องปะทะกับผู้ชมรายอื่นๆ ตลอดจนบรรยากาศ-พื้นที่-ความสัมพันธ์อันแปลกแยก กระทั่งก่อให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจบางประการขึ้นภายในใจตน)

อย่างไรก็ตาม การเลือกจะขีดวงจำกัดตัวเองอยู่แค่นั้น ก็มิได้ทำให้อรรถรสการรับชมสูญเสียไป ผมยังประทับใจกับนักแสดงและการแสดงที่ตนเองได้รับชม

ผมชื่นชอบ/สะเทือนใจไปกับกระบวนการฝึกซ้อมเคี่ยวเข็ญทรมานนักแสดงหญิงวัยเยาว์ที่ปรากฏตรงเบื้องหน้า ผมรู้สึกฉงนเมื่อพบว่านักแสดงบางคนมีบทบาท/อำนาจแตกต่างออกไป เมื่อเธอปรากฏกาย ณ อีกพื้นที่หนึ่ง ไม่ไกลจากพื้นที่เดิม และผมก็เพลิดเพลินกับการคอยไปแอบจับจ้องสังเกตอากัปกริยาที่สื่อถึงความมืดบอดและขลาดกลัว จากการแสดงของคุณดุจดาว ตรงพื้นที่รอยต่อ

(นอกจากดูการแสดง ผมยังแอบดูผู้ชมคนอื่นๆ อยู่เนืองๆ จึงได้เห็นว่าผู้กำกับละครเวทีระดับเก๋าท่านหนึ่งและโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ฝีมือดีอีกท่าน ก็เลือกที่จะปักหลักชมการแสดงครั้งนี้อยู่ตรงโซนด้านนอกเป็นหลักเท่านั้น ผมเลยลอบดีใจว่า เออ! การที่เราไม่โผล่ไปดูอะไรที่ด้านในเลย มันคงไม่ถือเป็นความผิดพลาดมากนักหรอก 555)

สาม

03

ต้องขออภัย (สำหรับคนดูอื่นๆ ที่อาจรู้สึกไม่ชอบใจ) ว่าผมก็เป็นผู้ชมคนหนึ่งที่หยิบกล้องคอมแพ็คเล็กๆ ของตัวเอง ขึ้นมาถ่ายรูปการแสดงอยู่เป็นระยะๆ

แต่ก็ต้องยอมรับว่าบรรยากาศหลายๆ อย่างภายในการแสดง มันดึงดูดใจให้คนดูหยิบกล้องหรือโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปจริงๆ

ทั้งลีลาการเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดง, ปมขัดแย้งของเรื่องราว, การจัดวางแสงสีที่สวยงามมากๆ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เดินไปมา อันเป็นการเปิดทางให้พวกเขาได้ซอกแซกสืบค้นหาแง่มุมลึกลับของเรื่องราวต่างๆ หรือของผู้คนรายอื่นๆ

ถ้าเราไม่พยายามแยกขาดบทบาทของ “นักแสดง” และ “ผู้ชม” ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ผมรู้สึกว่าสภาวะโกลาหลทางการรับชมระดับย่อมๆ ที่เกิดขึ้นใน “Blissfully Blind” เป็นเรื่องยอมรับได้

เพราะในการแสดงนี้ “นักแสดง” ไม่ได้ขีดเส้นกำหนดบทบาทของตนเองไว้แค่บนเวที เช่นเดียวกับ “ผู้ชม” ที่ไม่ได้ถูกล่ามโซ่ไว้กับเก้าอี้นั่ง

แต่ “นักแสดง” ยังเดินมา “เล่น” กับคนดูอย่างใกล้ชิด ส่วน “ผู้ชม” ก็ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน เช่น การทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกภาพการแสดงเพื่อนำไปเผยแพร่ซ้ำในฐานะ “เรื่องเล่า” ชนิดใหม่ๆ หรือการพลัดหลงเข้าไปเป็น “นักแสดง” อีกคนหนึ่ง จากมุมมอง/สายตาของคนดูอีกราย

ไปๆ มาๆ แทนที่จะตั้งเป้าว่า “นักแสดง” ควรมีบทบาท-พื้นที่แบบหนึ่ง “ผู้ชม” ควรมีบทบาท-พื้นที่อีกแบบ และ “การแสดง” ควรมีหน้าที่หลักบางอย่าง

“Blissfully Blind” คล้ายกำลังชี้แนะให้เรามองเห็นถึงความเป็นไปได้ที่ “นักแสดง” “ผู้ชม” และ “การแสดง” จะสามารถเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างยืดหยุ่นไม่ตายตัว

บทบาทอันพร่าเลือนตรงจุดนี้ ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงบรรยากาศร้อนแรงหรือจุดพีคสุดของ “การเมืองแบบมวลชน” ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 ถึงปี 2557

สภาวะดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้คนธรรมดาเป็นทั้ง “ผู้ชมเกมการเมือง” และเข้าไปเป็น “ผู้เล่นการเมือง” ด้วยตัวเอง ความชุลมุนวุ่นวายเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ผิด การกระทำที่พลาด หรือคลี่ให้เรามองเห็นความไม่รู้-ความน่ารำคาญ-ความน่ารังเกียจหลายอย่างของผู้คนธรรมดาสามัญใกล้ตัวเรา

แต่ก็เพราะสภาพการณ์จำเพาะแบบนั้นมิใช่หรือ? ที่ทำให้เราสามารถมองเห็นความบกพร่อง-ความน่าขยะแขยงต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากที่สุด เท่าที่เราพอจะมองเห็นมันได้ (จากตำแหน่งที่เรายืนอยู่/เคลื่อนที่ไปมาภายใต้ข้อจำกัดบางประการ)

ในระดับที่เราไม่เคยตระหนักถึงมันอย่างแจ่มชัดขนาดนี้มาก่อน

สี่

04

ถ้าวิเคราะห์ตีความอย่างง่ายๆ และมองโลกในแง่ดีหน่อย นิทานเรื่อง “Blissfully Blind” ก็คงสอนให้เรารู้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นหรือเข้าถึง “ความจริง” ได้อย่างครบถ้วนรอบด้านไปหมด สิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆ จะสามารถทำได้ดีที่สุด ก็คือ การทดลองขับเคลื่อน/ปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองให้หันไปมองโลกในแง่มุมอื่นๆ ดูบ้าง

แต่ถ้ามองในมุมดาร์คขึ้นอีกหน่อย การแสดงภายใต้การควบคุมดูแลของดุจดาวก็อาจกำลังบอกเราว่า อย่างไรเสีย มนุษย์ก็หลีกหนีสภาวะมืดบอดหรือข้อจำกัดในการมองเห็น/รับรู้สภาวการณ์ต่างๆ ไปได้ไม่พ้น ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะเลือกใช้ชีวิตยังไงต่อไป? จะลองมองโลกแบบอื่นๆ บ้าง (เท่าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้) หรือจะเลือกหยัดยืนปักหลักอยู่ตรงพื้นที่ที่ตนเองรู้สึกคุ้นเคย ปลอดภัย และสบายใจ ณ ปัจจุบัน

ห้า

05

ขณะเดินไปมาท่ามกลางคนดูท่านอื่นๆ ระหว่างโซนการแสดงด้านนอกและพื้นที่รอยต่อตรงกึ่งกลาง และขณะกำลังเดินเท้าออกมายังปากซอยสาทร 1 ก่อนไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน หลังดูการแสดงจบ

ผมนึกถึงบทกวีชิ้นหนึ่งจากหนังสือรวมบทกวีเล่มที่สองของ “ไม้หนึ่ง ก. กุนที” อยู่บ่อยครั้งมากๆ (2-3 หนเห็นจะได้)

นี่เป็นงานที่อาจถูกจัดจำแนกให้อยู่ในกลุ่ม “ก่อน-การเมือง” ของไม้หนึ่ง (เข้าใจว่าได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2543)

เนื้อหาสาระของมันอาจไม่เกี่ยวข้องกับสารหลักๆ ของ “Blissfully Blind” เลย

ทว่า การแสดงอันน่าประทับใจโดยดุจดาวและเพื่อนๆ กลับทำให้ผมหวนนึกไปถึงบทกวีชิ้นนี้

อภิวัฒนะ

ดวงดาวส่องแสง
นักสู้รินเลือดสีแดงสด
นวลจันทร์ปลอบขวัญอันรันทด
ภูตพรายขบถไม่รู้แพ้
กี่คนล่ะ หล่นไปในลำน้ำ
ไม่ถูกฉุดไหลตามกรากกระแส
ว่ายแหวกเองไม่หวังพึ่งเรือแพ
เป็นพลังงานงอมสุกแก่แล้วปลิดกรอบ
ท่านคุ้นเคยกับการอยู่เป็นหมู่ใหญ่
ปลอดภัยในพรมแดนและชายขอบ
แม้บางครั้งเคยข้ามแบบลักลอบ
ก็เพียงธุรกิจและเรื่องสนุก
ลองลืมตามองในตน
จะเห็นสองผลไม้สุก
เม็ดมีศักดิ์เท่าเทียมสมควรปลูก
ทั้งอนุรักษ์และปฏิวัติ

ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง

“รอน บรรจงสร้าง” เตรียมประทับมือบนลานดารา 19 มี.ค.นี้

รอน 1

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคมนี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ขอเชิญทุกท่าน มาร่วมเป็นสักขีพยานกับ “รอน บรรจงสร้าง” ที่จะเดินทางมาประทับรอยมือรอยเท้าบนลานดารา เป็นดาวดวงที่ 165 เพื่อให้เป็นอมตนุสรณ์ในฐานะนักแสดงภาพยนตร์คนสำคัญ และร่วมบอกเล่าประสบการณ์การทำงานในวงการภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

โดยจะมีการฉายผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของรอน คือ “สะพานรักสารสิน” (2530) ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ทั้งนี้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมแต่อย่างใด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 482 2013-14 ต่อ 111 หรือเว็บไซต์ หอภาพยนตร์.com

ประวัติและผลงานการแสดงภาพยนตร์ของ รอน บรรจงสร้าง

รอน 2

รอน บรรจงสร้าง มีชื่อจริงว่า ถิรยุทธ ตันติพิพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นนายทหาร ซึ่งเป็นแบบอย่างให้เขาคิดฝันอยากเจริญรอยตาม แต่เมื่อไม่สมหวัง เขาได้หันเหไปเรียนแผนกไฟฟ้าที่โรงเรียนช่างกล ขส.ทบ. ในระดับ ปวช. และเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวะศึกษา วิทยาเขตเทคนิคนนทบุรี จนจบระดับ ปวส. ตามลำดับ รวมทั้งเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแบบลงนิตยสารและมีผลงานแสดงมิวสิกวิดีโอ

ในระหว่างที่กำลังวางแผนเรียนต่อระดับปริญญาตรี รูปลักษณ์ของนายแบบหนุ่มคนนี้ได้ไปเตะตา เปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้มีชื่อในเรื่องการปั้นนักแสดงหน้าใหม่ จึงทาบทามให้เขามารับบทพระเอกประกบคู่กับนางเอกชื่อดัง จินตหรา สุขพัฒน์ ในภาพยนตร์เรื่อง สะพานรักสารสิน ซึ่งดัดแปลงมาจากโศกนาฏกรรมในชีวิตจริงของคู่รักหนุ่มสาวชาวภูเก็ตที่ถูกกีดกันเรื่องความรัก จนตัดสินใจกระโดดจากสะพานสารสินลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตายด้วยกัน และกลายเป็นข่าวโด่งดังในอดีต

สะพานรักสารสิน ออกฉายในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ความโด่งดังของภาพยนตร์เป็นจุดเริ่มต้นให้พระเอกหน้าใหม่ที่ใช้ชื่อในการแสดงว่า “รอน บรรจงสร้าง” เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนอย่างรวดเร็ว และเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเข้ามาสู่วงการมายาอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ เขามีผลงานการแสดงภาพยนตร์ในบทบาทที่หลากหลายออกมามากมายร่วม ๒๐ เรื่อง เช่น กลิ่นสีและกาวแป้ง (๒๕๓๑) เพชรลุยเพลิง (๒๕๓๑) มีหัวใจไว้บอกรัก (๒๕๓๑) กลิ่นสี 2 ตอน จีบสาวจิ๊จ๊ะ (๒๕๓๒) เรือนแพ (๒๕๓๒) กองร้อยสบาย สบาย (๒๕๓๒) วิวาห์พาฝัน (๒๕๓๓) กามเทพท่าจะบ๊องส์ (๒๕๓๓) แรงรักแรงพยาบาท (๒๕๓๕) แม่นาคพระโขนง (๒๕๓๗) ฯลฯ

นอกจากภาพยนตร์ เขายังมีผลงานละครโทรทัศน์อีกจำนวนมาก และเคยคว้ารางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขานักแสดงสนับสนุนชายดีเด่นมาครองได้ถึง ๒ ครั้ง นับเป็นหนึ่งในดารายอดนิยมที่ได้รับการยอมรับในฝีมือการแสดงและอยู่ในวงการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ผลงานภาพยนตร์ในระยะหลังของ รอน บรรจงสร้าง ได้แก่ ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ (๒๕๔๓) โรงแรมผี (๒๕๔๕) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (๒๕๕๐) และ 2538 อัลเทอร์มาจีบ (๒๕๕๘) แม้จะเริ่มมีบทบาททางจอเงินน้อยลง แต่ รอน บรรจงสร้าง ยังคงมีผลงานทางจอแก้วออกมาให้เห็นอย่างสม่ำเสมอในปัจจุบัน นอกจากนี้ เขายังได้ผันตัวมาเป็นผู้กำกับและผู้จัดละครโทรทัศน์ ร่วมกับ ปรารถนา สัชฌุกร คู่ชีวิตซึ่งเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ โดย คนมองหนัง

หากพูดถึงรอน บรรจงสร้าง ผมมักนึกถึงละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์ที่เขามีบทบาทร่วมแสดงเมื่อปี 2531 เรื่อง “สงครามเก้าทัพ”

ละครเรื่องนั้น ที่กำกับโดย วรยุทธ พิชัยศรทัต มีส่วนก่อรูปความคิดให้คนดูอย่างผมตระหนักว่า หนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะ “เอียงขวา” สักเพียงไร ก็สามารถมีความสนุกได้อยู่ ตราบใด ที่มันยังมุ่งนำเสนอชีวิตชีวาของเหล่าตัวละคร ผู้เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญ

โอกาสนี้ จึงขอนำเอาเนื้อหาบางส่วน จากบทความที่ผมเคยเขียนถึงละครเรื่อง “สงครามเก้าทัพ” ลงในนิตยสารไบโอสโคป เมื่อปี 2552 มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อเป็นเกียรติแก่รอน

—–

รอน

สงครามเก้าทัพอาจมีจุดหมายสำคัญในการเชิดชูเจ้านาย เพื่อให้คนดูเกิดความรู้สึกจงรักภักดีต่อบุรพกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในยุคก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม ละครเรื่องนี้ยังพูดถึงชีวิตของตัวละครไพร่กลุ่มหนึ่งอย่างคู่ขนานกับชีวิตของบรรดาเจ้านายไปตลอดทั้งเรื่อง ไพร่ที่มีชีวิตจิตใจ มีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนได้รับการบาดเจ็บล้มตายจากสงคราม

และหากมองจากมุมของไพร่ พระเอกของสงครามเก้าทัพก็คือตัวละครชื่อ “ไอ้สุก” (รอน บรรจงสร้าง)

ไอ้สุกเป็นคนรับใช้ประจำวังหน้า เขาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญชอบเล่นเพลงเรือ อ่อนแอ ขี้ขลาด ไม่อยากเป็นนักรบ สุกไปหลงรัก “อีพะยอม” นางกำนัลของวังหลัง แต่พะยอมแสดงอาการดูแคลนและท้าทายให้สุกไปออกรบอย่างชายชาตรี ไอ้สุกจึงตัดสินใจออกศึกเพื่อหวังทำความดีความชอบและนำยศฐาบรรดาศักดิ์มาเอาชนะใจเธอ

กว่าสุกจะตัดสินใจร่วมรบ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเจ้านายของเขาก็ยกทัพไปรบกับอังวะที่ลาดหญ้าแล้ว เขาจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกับกองทัพของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เพื่อขึ้นไปรบกับตองอูที่หัวเมืองเหนือ แต่ไอ้สุกอ่อนแอเกินไปจนไม่สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นทหารประจำทัพวังหลัง

ทว่าสุดท้ายแล้วสุกก็ได้เข้าร่วมกับกองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณร ซึ่งมีหน้าที่ดักปล้นเสบียงและสรรพาวุธของกองทัพอังวะในป่าแถบกาญจนบุรี

เมื่อผ่านการสู้รบและได้พบเห็นเพื่อนสนิทบาดเจ็บล้มตายไปต่อหน้า ไอ้สุกก็มีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็งขึ้นจนกลายเป็นทหารกล้ามีฝีมือ กระทั่งได้เข้าร่วมในกองทัพวังหน้าซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่ลาดหญ้า รวมทั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหมู่

หลังจากทัพวังหน้าได้ชัยชนะที่ลาดหญ้า เหล่าทหารก็เดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ แต่แล้วนายทหารคนหนึ่งคือ “พันเทพฤทธิ์” กลับถูกนักเลงจีนรุมฆ่า ขณะเข้าไปเล่นพนันที่บ่อนแถวสำเพ็ง ไอ้สุกจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “พันเทพฤทธิ์” แทน

แม้ยศฐาบรรดาศักดิ์ของเขาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วสมใจปรารถนา แต่สุกกลับผิดหวังในความรัก เมื่อพะยอมถูกหลวงศรีสมบัติ ข้าราชการเชื้อสายจีน หัวหน้านักเลงสำเพ็ง และหลานชายของพระยาราชาเศรษฐี มารับตัวไปเป็นนางละครประจำคณะละคร ทั้งยังหวังจะได้เธอเป็นเมีย

ในเบื้องต้น ภาพลักษณ์ของหลวงศรีสมบัติ พระยาราชาเศรษฐี ตลอดจนบรรดานักเลงสำเพ็ง ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนจีนที่กักขฬะหยาบคาย เข่นฆ่าทหารไทยที่ออกรบเพื่อ “ชาติ” และเอาแต่ค้าขายหาประโยชน์ใส่ตัว

ยิ่งกว่านั้น เมื่ออีพะยอมไม่ยอมเป็นเมียของหลวงศรีสมบัติ เธอจึงหนีกลับมาหาพระชายาของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขที่วังหลังขณะที่เจ้าของวังไปออกรบที่เมืองเหนือ พระยาราชาเศรษฐีก็ถึงกับพานักเลงมาล้อมวังเพื่อบีบคั้นเอาตัวพะยอมกลับคืน

จนตัวละครเจ้านายบางคน เช่น พระชายาของวังหลังและกรมหลวงจักรเจษฎา เคยพูดเอาไว้ว่าเมื่อเสร็จศึกพม่าแล้วก็เห็นจะต้องกลับมากวาดล้างพวกนักเลงจีนที่สำเพ็ง เช่นกันกับกรมพระราชวังหลังที่กล่าวว่าระบบระเบียบของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นยังไม่เรียบร้อย เพราะคนยังละเลยในขนบธรรมเนียมเก่าๆ จนไม่เคารพเจ้านายอย่างแต่ก่อน

ไอ้สุกได้ออกศึกอีกครั้งกับทัพหลวงที่นำโดยรัชกาลที่ 1 กรมหลวงจักรเจษฎา และกรมหลวงเทพหริรักษ์ ซึ่งยกขึ้นไปช่วยทัพของวังหลังที่หัวเมืองเหนือ เช่นเดียวกับหลวงศรีสมบัติที่นำทหารจีนอาสาไปร่วมรบในศึกครั้งนี้ด้วย สุกกับหลวงศรีฯ เกลียดขี้หน้ากัน เพราะความขัดแย้งกรณีการตายของพันเทพฤทธิ์คนเก่าและเรื่องอีพะยอม (หลวงศรีฯ ไม่ทราบว่าสุกรักพะยอม ทว่าสุกรู้ว่าหลวงศรีฯ มาเอาตัวพะยอมไป)

แต่เจ้านายที่นำทัพก็ตัดสินใจมอบหมายให้ทั้งสองไปสอดแนมกองทัพตองอูร่วมกัน แม้ในช่วงแรกขุนนางจีนจะพยายามหักหลังทหารไทย ทว่าเมื่อพม่าคือศัตรูหลัก ทั้งจีนและไทยจึงร่วมแรงร่วมใจกันจัดการพม่า กระทั่งสามารถนำข่าวศึกมาแจ้งแก่กองทัพไทยจนเป็นฝ่ายรบชนะ ส่งผลให้ไอ้สุกและหลวงศรีสมบัติต่างรู้สึกเคารพนับถือซึ่งกันและกันในที่สุด

นับจากนั้นเป็นต้นมา หลวงศรีสมบัติก็กลายเป็นคนดี เป็นเพื่อนรักของไอ้สุก ไม่กดขี่ข่มเหงอีพะยอม และขับไล่นักเลงลูกน้องที่เกเรออกไป ดังนั้นตัวละครขุนนางจีนที่ดูเหมือนจะมีแต่ความร้ายกาจในตอนต้น จึงสามารถเข้ามามีตำแหน่งแห่งที่อยู่ใน “ชุมชนชาติไทย” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อเสร็จศึกที่หัวเมืองเหนือ ไอ้สุกได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหมื่นพิชิตสงคราม ส่วนหลวงศรีสมบัติได้เลื่อนเป็นพระศรีสมบัติ อย่างไรก็ตาม ไอ้สุกกลับต้องตรอมใจในความรักหนักขึ้น เพราะอีพะยอมตัดสินใจลอบหนีออกจากวังหลังในคราวที่พระยาราชาเศรษฐีนำนักเลงมาล้อมวัง แต่เธอกลับไปเจอกับพระศรีสมบัติเข้าโดยบังเอิญ จนถูกรับตัวกลับไปยังคณะละครของขุนนางจีนอีกครั้ง

ไอ้สุกจึงเข้าไปกินเหล้าเมาอาละวาดในเขตวังหลัง จนเผลอแสดงกริยาไม่ดีต่อหน้ากรมพระราชวังบวรสถานพิมุข กระทั่งถูกลงโทษจับเข้าคุก จริงๆ แล้วกรมพระราชวังหลังรวมทั้งพระชายาของวังหน้าพร้อมจะอภัยโทษและให้สุกกลับมารับราชการตามเดิม แต่เขากลับรู้สึกสำนึกผิดและต้องการพิสูจน์ว่าตนเองไปรบเพื่อ “ชาติ” ไม่ใช่เพราะหวังจะได้ยศฐาบรรดาศักดิ์มาเอาชนะใจหญิงสาวอย่างที่ปรารถนาในตอนต้น

เมื่อคิดเช่นนั้นไอ้สุกจึงตัดสินใจหันหลังให้กับการรับราชการเป็นทหาร และกลับไปเป็นไพร่รับใช้ประจำวังหน้าตามเดิม

แต่ไอ้สุกก็ได้ออกรบอีกครั้งในตอนจบของละคร เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกทัพไปรบกับพม่าที่สามสบและเขาได้ติดตามไปรับใช้พระองค์ด้วย

ครั้นทัพไทยจวนพลาดท่าเสียที สุกก็ตัดสินใจวิ่งฝ่ากระสุนปืนเพื่อนำเอาดินปืนไประเบิดประตูค่ายอันแข็งแกร่งของอังวะ จนสามารถนำชัยชนะเด็ดขาดมาสู่กองทัพไทย นอกจากนี้เมื่อกลับมากรุงเทพฯ เขายังได้ครองรักกับอีพะยอมที่ได้รับอิสระจากพระศรีสมบัติเช่นกัน

ชีวิตของไอ้สุกและอีพะยอมจึงมีขึ้นลง มีดีเลว มีถูกผิด และมีแง่มุมด้านอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมืองหรือการออกรบกับอริราชศัตรูเพียงเท่านั้น

มิหนำซ้ำ ท้ายที่สุดแล้วไพร่อย่างสุกก็กลายเป็นวีรบุรุษสงคราม โดยไม่ต้องมีสถานะเป็นเจ้านายหรือเป็นทหารมียศศักดิ์แต่อย่างใด ราวกับจะเป็นการบอกว่าไพร่ก็มีส่วนสำคัญในการสร้าง “ชาติ” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชนชั้นนำ

แม้สงครามเก้าทัพจะมีสถานะเป็นละครเทิดพระเกียรติโดยมีกองทัพบกเป็นผู้ให้การสนับสนุน ทว่าประเด็นชีวิตไพร่ที่แฝงในละครก็ชวนให้นึกถึงนวนิยายของนักเขียนฝ่ายซ้ายอย่าง “คนดีศรีอยุธยา” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข” ของสุภา ศิริมานนท์ (แน่นอน ว่ารวมถึงบทประพันธ์ต่างๆ ของหลวงวิจิตรวาทการด้วย) อยู่ไม่น้อย