ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เดวิด โครเนนเบิร์ก: ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ = นวนิยาย, หนังฉายโรง = เรื่องสั้น

1024px-Director_DAVID_CRONENBERG_of_the_film_'Spider'_during_the_Toronto_International_Film_Festival

“ผมเริ่มที่จะคิดว่า บางที สื่อภาพยนตร์ที่เทียบเท่าได้กับงานเขียน ‘นวนิยาย’ คือ ‘ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์’ ซึ่งอาจจะดำเนินเรื่องติดต่อกันยาวนาน 5 ปี หรือ 7 ปี

“จริงๆ แล้ว ซีรีส์เหล่านี้คือศิลปะชนิดใหม่ ที่ไม่เหมือนกับซีรีส์โทรทัศน์ยุคเก่า ผมได้ดูซีรีส์เน็ตฟลิกซ์บางเรื่อง ซึ่งผมคิดว่ามันมีคุณภาพยอดเยี่ยมทีเดียว อย่างเช่น Babylon Berlin ของทอม ทีคแวร์ งานประเภทนี้มีทั้งความมหัศจรรย์และความคล้ายคลึงกับนวนิยาย

“ผมคิดว่าบางที ‘ภาพยนตร์ฉายโรง’ อย่างที่พวกเรารู้จักกัน น่าจะเปรียบได้กับการเขียน ‘เรื่องสั้น’ แต่ถ้าคุณต้องการเขียนนวนิยาย (ผ่านสื่อภาพยนตร์) คุณก็ต้องหันมาทำซีรีส์

“ผมเริ่มคิดว่า บางทีตัวเองอาจยังเดินทางไปไม่ถึงจุดสุดท้ายของภาพยนตร์ หากเรามองเห็นวิวัฒนาการของมัน เป็นไปได้ว่าแทนที่จะลงมือเขียนนวนิยาย ผมอาจลองไปผลิตซีรีส์ป้อนเน็ตฟลิกซ์”

เดวิด โครเนนเบิร์ก

ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นเก๋าชาวแคนาดา

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/cinema-is-already-dead-says-david-cronenberg-/5130906.article

ภาพประกอบ By http://www.ficg (Toronto Film Festival) [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons

Advertisements
เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

“Little People” : ลัทธิความเชื่อ ระบอบเผด็จการ และพลังอำนาจของคนเล็กคนน้อย

(ปรับปรุงจากข้อเขียนที่เผยแพร่ครั้งแรกในเพจเฟซบุ๊ก “คนมองหนัง” เมื่อเดือนธันวาคม 2556)

ตอนอ่านนวนิยายเรื่อง “1Q84” ของ “ฮารูกิ มูราคามิ” จบ เมื่อประมาณปี 2555 ผมขบคิดไม่ค่อยแตกว่าไอ้ “Little People” นี่มันมีนัยยะหมายถึงอะไร?

จริงๆ กระทั่งตอนนั่งพิมพ์ข้อเขียนชิ้นนี้ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ และไม่ค่อยได้ติดตามว่ามีใครตีความ/ถกเถียงเกี่ยวกับตัวละครกลุ่มดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง?

แต่พอมานั่งครุ่นคิดถึง “Little People” ของมูราคามิในช่วงปลายปี 2556 ก็เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจดี

ข้อแรก (ซึ่งหลายคนคงเอะใจตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ) คือ “Little People” นี่ อย่างน้อยมันล้อไอเดียเรื่อง “Big Brother” ในนวนิยายเรื่อง “1984” ของ “จอร์จ ออร์เวลล์” แน่ๆ

ทว่า ขณะที่อำนาจเผด็จการใน “1984” มันถูกยึดครอง/บังคับใช้โดยพรรค โดยกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ

 

อำนาจเผด็จการเร้นลับใน “1Q84” ที่สำแดงผ่านพวก “Little People” มันกลับเกิดขึ้นมาจากกลุ่ม “คนเล็กๆ” (อาจถือเป็น “มวลชน” กลุ่มหนึ่งก็น่าจะได้) ที่เป็นชุมชนหรือลัทธิความเชื่อทางศาสนา/เป็นอดีตฝ่ายซ้ายที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่รัฐมาก่อน

ประการต่อมา แม้ชุมชนและลัทธิความเชื่อที่ว่าจะวางฐานอันแข็งแรงแน่นหนาอยู่บน “personality cult” แต่สุดท้ายตัว “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ที่ถูกยกย่องเชิดชูขึ้นมาก็ไม่ได้มีความสำคัญเป็นนิรันดร์และมีชีวิตยืนยาวสืบเนื่องเท่ากับบรรดา “Little People”

แถมเป็นฝ่ายหลังด้วยซ้ำ ที่คล้ายจะมีอำนาจควบคุมบังคับฝ่ายแรกอยู่

จนราวกับว่าการรวมตัวของคนเล็กคนน้อย ซึ่งกลายมาเป็นลัทธิความเชื่อบางอย่าง ก็สามารถนำไปสู่การก่อเกิดระบอบเผด็จการ (ทางความคิดความเชื่อ/จิตวิญญาณ) ได้เช่นกัน

http://iminnabluedream.tumblr.com/post/13478928068/1q84-degdeg-just-started-reading-this-book

อย่างไรก็ดี สุดท้ายชุมชน/ลัทธิความเชื่อของพวก “Little People” ใน “1Q84” นั้นยังคงจำกัดตัวเองอยู่ใน “โลกเฉพาะ”

และแม้จะพยายามแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลออกมาสู่โลกภายนอก ก็ทำได้ไม่สำเร็จสัมบูรณ์ แถมมีคนตั้ง “องค์กรลับ” นอกระบบ มาล่อมันกลับอีกต่างหาก

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

อ่าน “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 มกราคม 2560)

ในฐานะคนที่อ่านนิยายรางวัลซีไรต์เรื่อง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ไม่จบเล่ม

ผมกลับพบว่าตัวเองรู้สึกเพลิดเพลินและสนุกสนานกับ “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” นิยายเล่มที่สองของ “วีรพร นิติประภา”

จนสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในเวลาอันรวดเร็ว (และต้องเข้านอนตอนเช้าถึงสองวันติด)

การทดลองเล่นกับภาษาอย่างมีเอกลักษณ์ของวีรพร ยังคงเป็น “ลักษณะเด่น” ของนิยายเรื่องล่าสุด

ทว่า ปัจจัยที่ช่วยดึงดูดผมให้อยู่กับ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นจะเป็นรายละเอียดของเรื่องราวซึ่งมีฉากหลังคือบริบททางการเมืองไทย จากยุค 2475 มาถึงสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น ตลอดจนการประกอบสร้างชีวประวัติของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ที่มิได้ดำเนินตามแนวทางว่าด้วยชีวิตรุ่งเรือง-ร่วงโรยของ “เจ้าสัว” ดังที่เรามักคุ้นชินกัน

โดยสรุป ผมรู้สึกว่าวีรพรประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี กับเป้าหมายที่เธอต้องการจะให้นิยายเรื่องนี้เป็น

หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ผู้เขียนสามารถจัดการงานเขียนของตนเองได้อย่างอยู่มือ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ผู้อ่านเช่นผมย่อมมีทั้งจุดที่รู้สึกชื่นชอบและเกิดคำถามบางประการต่อ “พุทธศักราชอัสดงฯ”

ขอเริ่มจากจุดที่ชอบก่อน

โครงเรื่องอันสลับซับซ้อน มีเหลี่ยมมุมยอกย้อนมากมาย ซึ่งถูกนำเสนอผ่านหลากหลายชีวิตของเหล่าตัวละครนั้น ส่งผลให้นิยายเล่มนี้อ่านสนุกแน่ๆ

แต่จุดที่ผมชอบมากจริงๆ กลับเป็นรายละเอียดปลีกย่อย 2-3 ประเด็น ซึ่งทำหน้าที่ “ประกอบ” เรื่องราวในภาพใหญ่

อาทิ วิธีการสร้างตัวละคร “ทหารเรือ” หนึ่งในตัวเอกของเรื่อง ซึ่งมีความแปลกแหวกแนวอยู่ไม่น้อย

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ภาพแทนกระแสหลักของ “ทหารเรือ” ในผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยยุคหลัง มักจะมีอยู่สองแบบเท่านั้น หนึ่งคือ “ลูกเสด็จเตี่ย” สองคือ “ทหารที่มีแนวโน้มจะอยู่ข้างระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด”

อย่างไรก็ดี นิยายเล่มนี้กลับสร้างภาพลักษณ์ของทหารเรือให้แตกต่างจากภาพเหมารวมสองชนิดข้างต้นได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนจะเป็นอย่างไร ต้องไปลองหาอ่านกันเอาเอง (ใบ้ได้นิดหน่อยว่า “ทหารเรือ” ในนิยายของวีรพร อาจชวนให้หลายคนนึกถึงตัวละคร “วาสุเทพ” ใน “บัลลังก์เมฆ” อยู่พอสมควร แต่ชะตากรรมของตัวละครใน “พุทธศักราชอัสดงฯ” นั้น ถูกผลักดันให้ไปสุดทางมากกว่า)

นอกจากนี้ ผมยังชอบตัวละครเล็กๆ ตามรายทาง อย่าง “บ๊วยใบ้” และ “ตาเนียร” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ปมปัญหา และความลึกลับส่วนบุคคล

การดำรงอยู่ของ “บ๊วยใบ้” อาจชักจูงให้คนอ่านย้อนรำลึกถึงอิทธิพลที่ “นิยายจีนกำลังภายใน” (เคย) มีต่อสังคมไทย ส่วนเรื่องราวของ “ตาเนียร” ก็มีกลิ่นอายคล้ายๆ นิยายคลาสสิคเรื่อง “คำพิพากษา”

โดยเรื่องเล่าว่าด้วย “คนเล็กๆ” เหล่านี้ ต่างมี “จุดร่วม” ที่ช่วยขับเน้นให้เห็นถึงสถานะอันพร่าเลือนกำกวมของ “เรื่องเล่า-ความทรงจำ” ที่อย่างไรเสีย ก็มิใช่ “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”

ในมุมมองของผม “พุทธศักราชอัสดงฯ” แทบไม่มี “จุดอ่อน” หรือ “ข้อด้อย” หนักหนาสาหัสใดๆ อันส่งผลต่อคุณภาพโดยรวมของตัวนิยาย

อย่างไรก็ตาม หลังอ่านหนังสือจบ กลับมีคำถามจำนวนไม่น้อยผุดพรายขึ้นในความคิดของผม

คำถามเหล่านั้นมิได้บ่งชี้ถึง “จุดบกพร่อง” ในงานของวีรพร

แต่เพราะตระหนักว่านิยายเล่มนี้ผ่านกระบวนการคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดี กระทั่งเรื่องราวสามารถดำเนินไปได้อย่างเข้มข้นและ “ลงล็อก” ต่างๆ ตามความปรารถนาของผู้เขียน

ดังนั้น ผมจึงอยากลองตั้งคำถามเล่นๆ เพื่อชี้ชวนให้เห็นภาพรางๆ ว่า หากเรื่องราวใน “พุทธศักราชอัสดงฯ” มีอาการเกเรหลุดหลงออกไปจาก “แบบแผนระบบระเบียบ” ที่วีรพรจัดวางเอาไว้โดยละเอียด

“ทางเลือกอื่นๆ” ของนิยาย อาจมุ่งหน้าไปยังจุดไหนได้บ้าง?

(โดยที่ตัวผมเองก็ไม่ทราบคำตอบแน่ชัด)

ผมคิดคำถามเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ได้คร่าวๆ ประมาณ 5 ข้อ

หนึ่ง ถ้าบริบททางประวัติศาสตร์ระดับยิบย่อยต่างๆ ที่ปรากฏในแต่ละบทตอนถูกละวางไปเสียบ้าง หรือดำรงอยู่อย่างเบาบางกว่านี้ เรื่องราวภายในนิยายจะพลิกผันไปมากน้อยเพียงไหน? และเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร?

ผมไม่ปฏิเสธถึงความจำเป็นของบริบท/ฉากหลังทางการเมืองระดับมหภาคที่ปกคลุมนิยายเรื่องนี้อยู่ แต่ผมยังรู้สึกว่าเกร็ดข้อมูลทางประวัติศาสตร์การเมืองอีกมากมายหลายประการ ที่ถูกใส่เข้ามาในหนังสือเป็นระยะๆ อาจส่งผลให้ “ความเป็นนิยาย” ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ค่อยๆ อ่อนจางลง เพราะ “ความเป็นการเมือง” ที่ถูกขับเน้นออกมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

อาจตั้งคำถามได้ว่าถ้านิยายเล่มนี้มี “ความเป็นการเมือง” น้อยลงกว่านี้ มันจะยังสนุกเหมือนเดิมไหม? หรือเรื่องราวของมันจะกลับกลายเปลี่ยนแปลงรูปไปสู่สภาวะเช่นใด?

สอง ถ้าตัวละครหลักทุกคนไม่ได้ดิ่งจมลงสู่โศกนาฏกรรมอย่างถ้วนหน้า (นี่อาจเป็นอัตลักษณ์สำคัญในงานเขียนของวีรพร) “พุทธศักราชอัสดงฯ” จะกลายเป็นนิยายแบบไหน? เรื่องราวของมันจะยังทรงพลังอยู่หรือไม่?

ในทางกลับกัน อาจตั้งคำถามได้ว่าชะตากรรมของ “เรื่องแต่ง” ที่สอดคล้องเลียนล้อไปกับ “เรื่องจริงของประเทศ” มันมืดหม่นและปราศจากความหวังขนาดนั้นเลยหรือ?

สาม ถ้าสายสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร/สถานการณ์ทั้งหมดในนิยาย มีลักษณะแหว่งวิ่นขาดห้วงเสียบ้าง ไม่ใช่สมบูรณ์แบบหมดจด ดังที่ตีพิมพ์ออกมา

คนอ่านซึ่งต้องปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองด้วยความงุนงงสงสัยที่เพิ่มขึ้น จะชอบนิยายเรื่องนี้มากหรือน้อยกว่าเดิม?

สี่ ถ้า “พุทธศักราชอัสดงฯ” ไม่ได้ปิดฉากจบลงอย่างที่ผู้เขียนเลือกให้มันจบ ผลลัพธ์สุดท้ายของนิยายควรจะคลี่คลายไปอย่างไรดี?

เพราะไปๆ มาๆ ผมกลับไม่ค่อยชอบบทสรุปปิดท้ายของนิยายเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากมันไปพ้องกับงานเขียนอื่นๆ อีกหลายเรื่อง แถมยัง “ไม่ใหม่” อีกต่างหาก

ห้า ถ้านิยายหมกมุ่นกับเรื่อง “ไม่เป็นเรื่อง” ให้หนักกว่านี้ โทนเนื้อหาที่เข้มข้น ตึงเครียด จริงจัง จะได้รับผลกระทบแค่ไหน?

จุดหนึ่งในช่วงต้นๆ ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ที่ผมชอบมาก คือ การกล่าวถึง “เม็ดกระ” ที่ปกคลุมผิวหนังของตัวละครอย่างมากมายดังราวกับ “ทางช้างเผือก”

น่าเสียดายที่ประเด็นเล็กๆ ทำนองนี้ ค่อยๆ ถูกลดทอนความสำคัญลง เมื่อเรื่องราวในนิยายเดินหน้าไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับการลาจากอย่างดื้อๆ ของตัวละคร “บ๊วยใบ้” นั่นแหละ

เคียงคู่กับคำถามข้างต้น ผมยังเห็นว่าเรื่องราวของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” อาจเดินทางไปได้ไกล มากๆ หากมันสามารถก้าวข้ามจาก “กรอบความคิด” อย่างน้อยสองประการ

กรอบแรก คือ “ความเป็นชาติไทย” เพราะสุดท้ายนิยายก็ทั้งตั้งคำถามและหมกมุ่นอยู่กับชะตากรรมภายในประเทศไทยเป็นหลัก ซึ่งอันที่จริง นี่คงเป็นความตั้งใจสำคัญของผู้เขียน

แต่ในฐานะผู้อ่าน ผมรู้สึกเสียดายที่เนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “จีนแผ่นดินใหญ่” ซึ่งวีรพรสร้างสรรค์เรื่องราวเอาไว้ได้น่าสนใจมากๆ กลับมีอิทธิพลต่อภาพรวมของนิยายไม่เยอะเท่าที่ควร

เช่นเดียวกับเนื้อหาในส่วนที่เชื่อมโยงกระจัดกระจายไปไกลถึงไต้หวันหรือญี่ปุ่น ที่ถูกกล่าวถึงเพียงผิวผ่าน ก่อนจะปิดฉากลงอย่างรวบรัดตัดตอน

กรอบความคิดชนิดที่สอง ซึ่ง “พุทธศักราชอัสดงฯ” เพียงแค่ยั่วล้อแต่ไม่กล้าฝ่าออกไป (นี่คงเป็นความประสงค์ของผู้เขียนเช่นกัน) ก็คือ ข้อห้ามเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือด หรือกระทั่งระหว่างสมาชิกในครอบครัว

ข้อนี้ต้องไปอ่านรายละเอียดกันเอาเอง

แม้บทความชิ้นนี้จะพยายามตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตถึงเพดานต่างๆ ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ”

แต่ในความเป็นจริง คำถามและข้อสังเกตทั้งหลายอาจสะท้อนให้เห็นถึง “ศักยภาพ” ของนิยายและคนเขียนคือวีรพร ที่ส่งมอบพลังมาสู่คนอ่าน จนสามารถครุ่นคิดขยายความเกี่ยวกับตัวผลงานไปได้อย่างไม่รู้จบ

โดยปกติ พื้นที่คอลัมน์นี้จะไม่เขียนถึง “หนังสือ” บ่อยนัก

ทว่า เมื่อได้อ่าน “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” จบลง

ผมพลันรู้สึกว่าตนเองมิอาจไม่เขียนถึงหนังสือนิยายเล่มนี้

คนมองหนัง

“รุ่นพี่” : ผลงานสื่อผสมของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง”

(มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ธันวาคม 2558)

 

“รุ่นพี่” เป็นผลงานชิ้นใหม่ของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” หนึ่งในบุคลากรจากวงการโฆษณา ที่เข้ามาพลิกฟื้นคืนชีพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง หรือช่วงต้นทศวรรษ 2540

เพื่อนร่วมรุ่นของวิศิษฏ์อย่าง “เป็นเอก รัตนเรือง” ดูเหมือนจะยังผลิตผลงานภาพยนตร์ออกมาเป็นระยะๆ แม้จะไม่จี๊ดจ๊าดแหวกแนวเหมือนเดิม แต่ก็ถือว่า “มีของ” สำหรับคนทำหนังที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 5

ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันอีกคนอย่าง “นนทรีย์ นิมิบุตร” ดูคล้ายจะโรยราไปพอสมควร ทั้งในวงการภาพยนตร์ และในวงการโทรทัศน์

วิศิษฏ์น่าจะคล้ายคลึงกับเป็นเอก คือเป็นชายวัยกลางคนที่ยังมีไฟ และเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ทั้งยังมีหลักคิดมุมมองต่อสังคมไทยและการเมืองไทย ที่คมชัด และไม่ไหวเอนไปตามกระแสรอบตัว

“รุ่นพี่” ผลงานล่าสุดของวิศิษฏ์ ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสองชนิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หนึ่ง คือ นวนิยายวัยรุ่น อีกหนึ่ง คือ ภาพยนตร์

ทั้งนวนิยายและภาพยนตร์เล่าเรื่องราวเหมือนกัน ว่าด้วยเด็กสาวบุคลิกแปลกแยกที่สามารถดมกลิ่น/สื่อสารกับวิญญาณได้ (แต่มองไม่เห็น) เธอเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนคอนแวนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นพื้นที่วังเก่าของหม่อมเจ้าหญิงที่ถูกฆาตกรรมเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยกระบวนการยุติธรรมได้ตัดสินลงโทษประหารชีวิตคนสวนประจำวัง ในฐานะฆาตกร

อย่างไรก็ตาม ได้มีวิญญาณชายหนุ่ม “รุ่นพี่” ตนหนึ่ง พยายามติดต่อสื่อสารกับเด็กสาว เพื่อวอนขอให้เธอร่วมมือกับเขา ในการช่วยรื้อฟื้นและสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่ง

วรรคทองที่วิญญาณรุ่นพี่ผู้นี้อ้อนวอนต่อเด็กสาวผู้ได้กลิ่นวิญญาณ ก็คือ “ความยุติธรรม แม้แต่คนตายก็ต้องการ”

สําหรับในฉบับงานเขียน ต้องนับว่านวนิยายเรื่องแรกของวิศิษฏ์นั้น อ่านได้เพลินและสนุกสนานทีเดียว จนสามารถอ่านได้รวดเดียวจบ หรืออย่างน้อยก็ทยอยอ่านจนจบเล่มได้ ภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ดี แม้นิยายจะวางพล็อต สร้างโครงเรื่องได้น่าสนใจ มีลูกล่อลูกชนแพรวพราวในระดับหนึ่ง ทว่า ก็ไม่มีองค์ประกอบอะไรที่ “ใหม่” “แปลก” “แหวกแนว” หรือมีลักษณะริเริ่มสร้างสรรค์ในระดับสูง เฉกเช่นภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ของผู้เขียน

ส่วนที่ผมชอบจริงๆ ในนิยายเรื่องนี้ กลับกลายเป็นช่วงบทต้นๆ ซึ่งกล่าวถึงเพื่อนสองคนที่โรงเรียนเก่าของนางเอก (ก่อนเธอจะย้ายมาที่โรงเรียนคอนแวนต์) ในฐานะเรื่องราวอันเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ขนาดสั้นๆ ของเนื้อหาหลักในนิยายส่วนที่เหลือ (น่าเสียดาย ที่เนื้อหาส่วนนี้ไม่ถูกนำเสนอในฉบับภาพยนตร์)

ขณะเดียวกัน เรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนสนิทคนเดียวของนางเอกที่โรงเรียนคอนแวนต์ ก็สนุกใช้ได้ และสามารถนำเสนอถึงแง่ลบของสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างหนักแน่นทีเดียว

เพียงแต่ผมรู้สึกว่าเรื่องราวส่วนนี้ถูกสรุปปิดท้ายอย่างโฉ่งฉ่างล้นเกินไปสักหน่อย (แม้หลายคนจะรู้สึกชอบ “ผีป๊อปคอร์น” โดยเฉพาะในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็ตาม)

ที่น่าเสียดาย คือ ตัวคดีฆาตกรรมหลัก กลับไม่ได้ดำเนินไปสู่จุดที่สนุกถึงขีดสุด หรือไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้น่าประทับใจ

นอกจากนี้ วิศิษฏ์สู้อุตส่าห์พยายามประคับประคองให้นิยายของตัวเองเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ของอะไรก็แล้วแต่ มาได้จนเกือบจะจบเล่มแล้ว

แต่สุดท้าย ไม่รู้ว่าเพราะผู้เขียนกลัวว่างานเขียนชิ้นแรกจะไม่แหลมคมหรือไม่ชัดเจนพอหรืออย่างไร เขาจึงตัดสินใจใส่รายละเอียดหรือจิ๊กซอว์บางอย่างลงไปในหน้าท้ายๆ ของนิยาย เพื่อให้ “สาร” ที่ถูกซ่อนแฝงไว้ โผล่ผงาดออกมา จนเห็นได้เด่นชัด (ขณะที่ “ความเป็นนิทานเปรียบเทียบ” ที่ดี กลับถูกทำลายลงไป)

เมื่อพูดถึง “ความเป็นนิทานเปรียบเทียบ” ผมรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการพยายามเสาะแสวงหาคำตอบอย่างเคร่งครัดว่า ตัวละคร A เท่ากับนาย ก ตัวละคร B เท่ากับนาง ข ฯลฯ ในโลกความจริง

เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่า คนเขียนหนังสือหรือคนทำหนังที่มีกึ๋นระดับหนึ่ง คงไม่เลือกจะพูดถึงสังคม ผ่านการผลิตงานศิลปะใดๆ อย่างเถรตรงถึงขนาดนั้น รวมถึงกรณีของวิศิษฏ์กับนิยายเรื่อง “รุ่นพี่” ด้วย

ทว่า “รุ่นพี่” เป็นนิทานเปรียบเทียบที่มีประสิทธิภาพในแง่ที่ว่า นิยายเรื่องนี้สามารถสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก คำถามค้างคาใจ การไร้ซึ่งศรัทธา หรือความทรงจำบาดแผลของคนบางกลุ่มในสังคมร่วมสมัย ได้ค่อนข้างดีต่างหาก

เมื่อมาถึงฉบับภาพยนตร์ ดูคล้ายวิศิษฏ์จะนำเสนอจุดเน้นและประสบกับปัญหาที่แตกต่างออกไปจากฉบับนวนิยาย

เริ่มจากการกำหนดให้ตัวละครนำ มีคุณลักษณ์พิเศษในการ “ดมกลิ่น” วิญญาณได้ ซึ่งถือเป็นการวางพล็อตที่น่าสนใจไม่น้อย และไม่มีปัญหามากนักสำหรับสื่อนวนิยาย ที่ผลักภาระในการจินตนาการเรื่องราวไปให้ผู้อ่านแทบจะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ผิดกับสื่อภาพยนตร์ที่ต้องสร้างสรรค์สภาพแวดล้อม อย่างน้อยคือทางด้านภาพและเสียง ให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อจนสนิทใจ ทว่า ศักยภาพในการถ่ายทอด “กลิ่น” กลับถือเป็นจุดตายข้อหนึ่งของสื่อชนิดนี้พอดี

ดังนั้น ความสามารถในการดมกลิ่นวิญญาณของนางเอกหนังเรื่อง “รุ่นพี่” จึงต้องถูกนำเสนออกมา ผ่านภาพลักษณ์/การปรากฏกายของวิญญาณ ด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก (เท่ากับเป็นการผลักภาระสำคัญของจมูกกลับไปสู่ดวงตาอีกครั้ง) และการแสดงท่าทางดมกลิ่นวิญญาณของนักแสดงนำ ซึ่งนับว่ามีความลักลั่นอยู่พอสมควร

การแสดงท่าดมกลิ่นวิญญาณของนักแสดงนำ ที่โด่งดังมาจากการเป็นเซเลบในโลกออนไลน์ อย่าง “พลอยชมพู-ญานนีน ภารวี ไวเกล” เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการแสดงในภาพรวม เพราะต้องยอมรับว่า พลอยชมพูยังแสดงหนังได้ไม่ดีนัก เช่นเดียวกับนักแสดงวัยรุ่นคนอื่นๆ ภายในเรื่อง

ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ คนดูไม่สามารถเชื่อได้ว่า นักแสดงวัยรุ่นเหล่านี้กำลังหัวเราะ ร้องไห้ มีความสุข มีความเศร้า ดังที่บทภาพยนตร์กำหนดให้พวกเธอและเขาเป็น แม้กระทั่งบทสนทนาธรรมดา นักแสดงกลุ่มนี้ก็ยังถ่ายทอดออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย

สวนทางกับนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์, พรพรรณ เกษมมัสสุ, เปียทิพย์ คุ้มวงศ์ และ อรสา พรหมประทาน ที่พอจะประคับประคองมาตรฐานการทำงานของตนเองเอาไว้ได้ (โดยโน้มเอียงไปในทางการแสดงละครโทรทัศน์อยู่นิดๆ) ไม่นับรวม คาร่า พลสิทธิ์ ที่มาปรากฏกายอยู่ไม่กี่ฉาก ในบทหม่อมเจ้าหญิง ผู้ถูกฆาตกรรม

อีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเน้นที่แตกต่างระหว่างนวนิยายกับภาพยนตร์ก็คือ ในเวอร์ชั่นหนังยาว วิศิษฏ์ตัดสินใจลบเหลี่ยมมุมแหลมคมทางการเมืองออกไปมากพอสมควร จนอาจกล่าวได้ว่า “ความเป็นนิทานเปรียบเทียบ” อันโดดเด่น ที่ปรากฏอยู่ใน “รุ่นพี่” ฉบับนวนิยาย ได้ระเหยหายไปในฉบับภาพยนตร์

ตัวอย่างเด่นชัด ก็ได้แก่ “จิ๊กซอว์เปิดหน้าชก” ที่ถูกเปิดเผยในช่วงท้ายของนิยาย ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาเสนอในฉบับภาพยนตร์ (จริงๆ แล้ว อาจถือเป็น “ข้อดี”)

นอกจากนี้ เมื่อรูปแบบการเป็นหนังสืบสวนสอบสวน-วัยรุ่น ติดกลิ่นอายญี่ปุ่น (ที่งานด้านภาพในหลายช็อตหลายฉาก ทำออกมาได้ดีมาก) ถูกผนวกเข้ากับการแสดงที่ค่อนข้างอ่อน ก็ส่งผลให้ “รุ่นพี่” กลายเป็นหนังสืบสวนสอบสวนที่ดูสนุกพอตัว แต่กลับไม่มี “จุดเชื่อมต่อ” (อันจับต้องได้) ไปยังสถานการณ์ทางสังคมหรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ใดๆ นอกโรงภาพยนตร์

กระทั่งวรรคทองอย่าง “ความยุติธรรม แม้แต่คนตายก็ต้องการ” ก็ดูเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่ไม่มีน้ำหนักและความหมายมากนัก เมื่อหลุดออกมาจากปากของตัวละครที่แสดงเป็นวิญญาณ “รุ่นพี่” (บอม-พงศกร โตสุวรรณ) ซึ่งเล่นแข็งเหมือนกับนักแสดงรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ

ผู้กำกับฯ มากประสบการณ์อย่างวิศิษฏ์น่าจะตระหนักได้ดีระหว่างกระบวนการเขียนบท-ถ่ายทำ ว่า “สารทางสังคม-การเมือง” หลายๆ ประการ ไม่สามารถถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนในภาพยนตร์

เขาจึงเลือกแทนที่ “สาระ” ที่หายไป ด้วยการกำหนดให้ตัวละครเดิน/ขี่จักรยาน วนเวียนอยู่แถวถนนราชดำเนินและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่สุดท้าย ปัญหาในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของนักแสดง และการโหมประโคมมิวสิกวิดีโอเข้ามาเป็นระยะๆ ก็ค่อยๆ กลบกระทืบฉากหลังดังกล่าว จนไม่สามารถสอดแทรกหรือพลิกสถานะกลับขึ้นมาเป็นหนึ่งในเนื้อหาหลักของภาพยนตร์ได้

ถ้าให้เปรียบเทียบผลงานหนังยาวเรื่องที่ผ่านๆ มาของวิศิษฏ์ กับ “รุ่นพี่”

ผมรู้สึกว่า “ฟ้าทะลายโจร” มีงานโปรดักชั่นและสไตล์การนำเสนอ ที่ทรงพลังและน่าตื่นตามากกว่า

ส่วน “หมานคร” แม้จะมีปัญหาคล้ายคลึงกับ “รุ่นพี่” ตรงที่คู่นักแสดงนำ ไม่สามารถรับบทบาทเป็นตัวละครได้ดีนัก แต่สุดท้าย เนื้อหาสาระน่าสนใจในหนังเรื่องนั้น ก็ยังไม่ถูกกลบเกลื่อนโดยงานโปรดักชั่นอันโดดเด่นสะดุดตาของวิศิษฏ์ และปัญหาเรื่องการแสดง

แน่นอนว่า “เปนชู้กับผี” ก็เล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตามกว่า “รุ่นพี่” เยอะ

ไปๆ มาๆ ผมจึงมีความเห็นว่า “รุ่นพี่” มีคุณภาพใกล้เคียงกับ “อินทรีแดง” ผลงานก่อนหน้านี้ของวิศิษฏ์ ซึ่งท้ายที่สุด วิธีการเล่าเรื่อง, งานสร้าง และการแสดง ไม่สามารถโอบอุ้มเนื้อหาสาระที่แหลมคมทางการเมืองของหนังเอาไว้ได้ อย่างที่ควรจะเป็น

ขอแถมท้ายด้วยเรื่องเพลง เพราะแฟนหนังหลายคนคงจะทราบว่า วิศิษฏ์นั้นเป็นนักฟังเพลงที่ยอดเยี่ยม ทั้งยังเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดี

แต่ตามความเห็นและรสนิยมส่วนตัวของผม การเลือกใช้เพลงประกอบใน “รุ่นพี่” กลับไม่เวิร์กเอาเลย แถมยังมีส่วนผลักคนดูออกจากเรื่องราว/ประเด็นหลักของหนังด้วยซ้ำไป (ทั้งๆ ที่เพลงนำภาพยนตร์ ก็เป็นผลงานการแต่งเนื้อร้อง-ทำนองของวิศิษฏ์)

ผมยังคิดถึงการเล่นกับเพลงยุคสุนทราภรณ์ใน “ฟ้าทะลายโจร”

ยังคิดถึงการเล่นกับเพลง “ก่อน” อย่างชาญฉลาดและมีเสน่ห์ใน “หมานคร”

เหมือนกับที่ยังคิดถึงเพลงลูกทุ่ง “แม่สาวเสื้อฟ้า” ที่วิศิษฏ์แต่งขึ้น เพื่อใช้ใน “หมานคร” ตลอดจน “ทหารเกณฑ์คนเศร้า” ที่เขาแต่งให้กับหนัง “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ของเป็นเอก

อย่างไรก็ดี ถึง “รุ่นพี่” จะไม่ใช่ผลงานน่าดูลำดับต้นๆ ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง แต่นี่ก็ถือเป็นหนังไทยเชิงพาณิชย์ที่โดดเด่นเรื่องหนึ่งประจำปี 2558

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

อ่าน “เนรเทศ”

(ปรับปรุงแก้ไข จากบทความที่เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2558)

เนรเทศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพิ่งมีโอกาสได้อ่านนวนิยายความยาว 200 กว่าหน้า เรื่อง “เนรเทศ” ของ “ภู กระดาษ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน

นวนิยายเรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครชื่อ “สายชน ไซยปัญญา” และคนในครอบครัวของเขา ซึ่งเป็น “ลูกอีสาน” ยุคใหม่ ที่ออกเดินทางไกลไปทำงานยังต่างบ้านต่างเมือง

“เนรเทศ” มีสถานการณ์หลักจริงๆ อยู่เพียงสถานการณ์เดียว นั่น คือ สถานการณ์ที่สายชนพยายามพาแม่และลูกสาวของตนเอง เดินทางกลับบ้านเกิด หลังจากทั้งสองคนมาเยี่ยมเยือนเขา ซึ่งทำงานอยู่ ณ จังหวัดภาคตะวันออก

จากนั้น เรื่องราวก็วนเวียนอยู่กับการรอรถโดยสารประจำทาง, การติดค้างอยู่ที่สถานีขนส่ง, ความยากลำบากในการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของคนเดินดินธรรมดา ตลอดจน เรื่องเล่าว่าด้วยตำนาน-ประวัติศาสตร์ ที่ถูกแทรกคั่นเข้ามาเป็นครั้งคราวในตัวเรื่อง

ถ้าจะให้อุปมา นวนิยายเรื่องนี้ก็เสมือนเป็นหนังประเภท “โร้ดมูฟวี่” เรื่องหนึ่ง

“เนรเทศ” ก็เป็นเช่นเดียวกับหนังแนวดังกล่าวจำนวนมาก นั่นคือ ต้นทางกับปลายทางของตัวละครที่ออกเดินทาง อาจไม่ได้มีความสำคัญหรือไม่ได้มีเสน่ห์มากเท่ากับ “จังหวะ” และ “เวลา” ของบรรดาเรื่องเล่าและสัญลักษณ์ที่หลั่งไหลเข้ามาตรงระหว่างทาง

เรื่องเล่าและสัญลักษณ์ประดามีในนวนิยายเรื่องนี้ ต่างไหลวนเป็น “วงกลม” ในลักษณะของการเกิดขึ้น “ซ้ำแล้วซ้ำอีก” เพื่อเน้นย้ำถึง “อำนาจ” บางอย่าง (รวมถึงความพยายามในการต่อต้านอำนาจดังกล่าว) ที่กดทับบีบอัดสังคมการเมืองไทย ให้มีสภาพ “นิ่งงัน” จนแทบจะไร้ซึ่งพลวัตความเปลี่ยนแปลง

ยิ่งเมื่อการเดินทางผ่านระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของตัวละครภายในเรื่อง ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบรรยากาศอืด หนืด เหนื่อย และไม่ค่อยไปไหน ถูกนำมาสอดร้อยเข้ากับ “จังหวะ/เวลา” ในลักษณะวงกลม อันเป็นโครงสร้างหลักที่ปกคลุมเรื่องเล่าต่างๆ ในนวนิยายเอาไว้ ด้วยแล้ว

คนอ่านก็จะยิ่งสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจในระหว่างการเดินทางของบรรดาตัวละครได้เด่นชัดมากขึ้น

จุดเด่นประการหนึ่งของ “เนรเทศ” ก็คือ การนำเอาประวัติศาสตร์นิพนธ์และตำนานพื้นบ้านสอดแทรกเข้ามาในสถานการณ์หลักของนวนิยายอยู่เป็นระยะๆ

ประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมาบอกเล่า ดูเหมือนจะมีหน้าที่เปิดโปงกระบวนการกดขี่ขูดรีดผู้ด้อยอำนาจ โดยผู้มีอำนาจเหนือกว่าหรือรัฐส่วนกลาง

ขณะที่ตำนานกลับแสดงให้เห็นถึงชัยชนะหรือช่วงเวลาแห่งการได้ลืมตาอ้าปากของคนเล็กคนน้อย ผู้เคยถูกปกครอง

อย่างไรก็ดี แม้ตำนานพื้นบ้านทุกเรื่องที่ถูกนำมาเล่าในนวนิยาย (ตั้งแต่จันทคาธชาดก จนถึงพญาคันคาก) คล้ายจะบ่งชี้ถึง “ความเป็นไปได้” ที่ “คนข้างล่าง” ผู้ถูกกดขี่ จะได้รับชัยชนะในอนาคต

ทว่า ท่าทีในการสรุปปมของตำนานพื้นบ้านทุกเรื่องโดย “ภู กระดาษ” เอง กลับย้ำเตือนคนอ่านให้ระลึกอยู่เสมอว่า เราไม่อาจไว้วางใจได้ว่าเมื่อคนที่เคยตกระกำลำบากหรือถูกกระทำ กลายเป็นฝ่ายชนะได้อำนาจขึ้นมาจริงๆ แล้วพวกเขาจะไม่เปลี่ยนไป หรือไม่หันมาเอารัดเอาเปรียบผู้ด้อยอำนาจรายอื่นๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ อีกทอดหนึ่ง

เนื่องจากเรื่องราวการบริหารปกครองบ้านเมืองของผู้ชนะที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน มักจะไม่ปรากฏหรือไม่ถูกเล่าถึงในตำนานใดๆ เพราะตำนานพื้นบ้านโดยส่วนใหญ่จะปิดฉากลงตรงชัยชนะของตัวละครเอกเพียงเท่านั้น

การฝันไม่ไกลเกินตัว หรือการไม่โรแมนติไซส์การต่อสู้ของสามัญชนให้เลิศหรูเกินจริง จึงเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของ “เนรเทศ”

ตัวละครหลักอย่างสายชน ไซยปัญญา อาจเป็น “ลูกอีสานหัวก้าวหน้า” ที่เรียนจบปริญญาตรี นั่งอ่านหนังสือวิชาการ “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” ของอาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ อยู่ตรงศาลารอรถประจำทาง แต่เขาก็ไม่ได้มีฐานะดีไปกว่าน้องๆ ซึ่งมีพื้นฐานการศึกษาด้อยกว่า

อย่าว่าแต่การไปต่อสู้ขัดขืนอำนาจรัฐใดๆ เลย เพราะกระทั่งอำนาจของผู้บริหารบริษัทที่เขาทำงานอยู่ สายชนก็เคยแค่พยายามจะคัดง้าง ก่อนจะต้องเป็นฝ่ายล่าถอยออกมาอย่างเจียมตัวในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ “ภู กระดาษ” ก็ไม่ได้ทึกทักว่า “ลูกอีสาน” ยุคปัจจุบัน จะต้องเป็นเหมือนสายชนกันเสียทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น โจ้ หลานชายของสายชนเอง ก็มีลักษณะเป็นคนอีสานแบบที่คนเมืองส่วนใหญ่เข้าใจ (ผิดบ้าง ถูกบ้าง) คือ เรียนไม่สูง เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ตั้งแต่อายุไม่เยอะ เห่อผู้หญิง/โทรศัพท์/มอเตอร์ไซค์ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป

เช่นเดียวกับ “ผี” ในนวนิยายเล่มนี้ ซึ่งไม่มีฤทธิ์เดชอะไรมากมาย หากเป็นเหมือนความทรงจำรางๆ เป็นคล้ายบาดแผลที่ไม่มีวันเนียนแนบสนิทกับผิวหนัง เป็นดังหลักยึดเหนี่ยวในหัวใจของคนเล็กๆ ที่มีทางเลือกในชีวิตอยู่ไม่มากนัก

“ผี” ใน “เนรเทศ” อาจปรากฏตัวอยู่ในนวนิยายเกือบตลอดเวลา แต่ก็ดำรงตนอย่างสงบเงียบเรียบร้อย โดยไม่ได้มีอิทธิพลหรืออิทธิฤทธิ์มากพอที่จะพลิกผันหรือกำหนด “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ให้แก่มนุษย์ที่ตนรักและห่วงใยได้

“ผี” ที่ไร้อำนาจ จึงไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าว่าด้วย “สี่รัฐมนตรี” หรือ “บุญราศี” ซึ่งล้วนตอกย้ำถึงความเจ็บปวดของการตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ “ผี” แห่งอดีตอันรวดร้าวดังกล่าว ก็ไม่สามารถพลิกสถานะของคนแพ้ ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ ให้กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้ แม้กระทั่งในปี 2553 และหลังจากนั้น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงสร้างของ “เวลา” ที่เป็นวงกลม และสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ฉากจบของนวนิยายเรื่องนี้กลับมิได้เป็น “จุดจบ” เดิมๆ เสียทีเดียว

ทว่า เป็นการเดินทางอันเหนื่อยล้า ที่ยังมิถึงจุดหมายปลายทาง และไม่มีใครแน่ใจได้ว่า จะมีเหตุการณ์หรือปัจจัยใดๆ ซึ่งสอดแทรกขึ้นมาอย่างแปลกปลอม

จนส่งผลให้ทุกๆ อย่าง เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนเดิม หรือไม่?