คนมองหนัง

บันทึกถึง “เณรกระโดดกำแพง”

หนึ่ง

โดยส่วนตัว ถ้าเทียบหนังเรื่องนี้กับงานชิ้นหลังๆ ของ “พี่สืบ บุญส่ง นาคภู่” ผมยังรู้สึกว่า “เณรกระโดดกำแพง” นั้นด้อยกว่า “ฉากและชีวิต” กับ “ธุดงควัตร” ทั้งในแง่การเล่าเรื่องและในแง่ศิลปะภาพยนตร์

หากถึงช่วงมอบรางวัลหนังไทยประจำปี 2561 ผมก็เห็นว่า “ฉากและชีวิต” สมควรได้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมากกว่า “เณรกระโดดกำแพง” แต่ใช่ว่าหนังเรื่องหลังจะไม่มีจุดโดดเด่นเอาเลย อย่างน้อย นักแสดงนำบางคนนั้นมีศักยภาพพอจะเข้าชิงรางวัลสาขาการแสดงแน่ๆ หรือตัวบทภาพยนตร์ก็มีชั้นเชิงอยู่ไม่น้อย

เช่นเดียวกัน ถ้าพูดถึงความเป็นหนัง “ธุดงควัตร” นั้นลงตัวและสวยงามกว่า “เณรกระโดดกำแพง” ทว่าเรื่องหลังกลับสามารถสะท้อนภาพสังฆะแบบไทยๆ ได้อย่างสมจริง จับใจ แหวกแนวมากกว่า

สอง

เณรกระโดดกำแพง หนึ่ง

“เณรกระโดดแพง” มีเนื้อหาสองส่วนที่เคลื่อนหน้าไปในลักษณะของสองเส้นเรื่องที่ดำเนินคู่ขนาน ส่องสะท้อน ซึ่งกันและกัน

เส้นเรื่องแรก คือ ชีวิตของผู้กำกับหนังและน้องๆ ทีมงาน (ซึ่งเป็นเสมือน “ชีวิตจริง” ในปัจจุบันของพี่สืบเอง) ที่เดินทางกลับมาบ้านเกิด เพื่อดิ้นรนตามฝัน/ทำหนังด้วยทุนสร้างอันจำกัดจำเขี่ย

เส้นเรื่องหลัง เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มในชนบท ซึ่งต้องบวชเณรเพื่อไขว่คว้าโอกาสทางการศึกษา แต่ท้ายสุด เมื่อเวลาผันผ่าน เขาก็เตรียมตัวจะสละผ้าเหลือง เพื่อสอบเข้าเรียนสาขาการละครในมหาวิทยาลัย ตามความใฝ่ฝันส่วนตัวที่อยากเป็นนักแสดง เป็นที่เข้าใจกันว่าเนื้อหาส่วนนี้ ก็คือ ปูมหลังชีวิตของพี่สืบอีกนั่นแหละ

ในแง่หนึ่ง ได้ยินพี่สืบพูดเป็นนัยๆ เมื่อวันฉายภาพยนตร์รอบสื่อว่า ต้องเลือกเล่าเรื่องด้วยแนวทางนี้ เพราะเงื่อนไขข้อจำกัดด้านทุนสร้าง (สอดคล้องกับรายละเอียด/ปมปัญหาสำคัญของเส้นเรื่องแรกในหนัง)

อย่างไรก็ดี การเล่าเรื่องแบบนี้กลับนำไปสู่ความเปรียบที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นคือ การเปรียบเทียบกันระหว่างความใฝ่ฝันจะทำหนัง ที่ยังลุกโชนอยู่ในปัจจุบัน ทว่ามองไม่ค่อยเห็นอนาคต กับอดีตในวัดที่เว้าแหว่งรางเลือนลงเรื่อยๆ (ไม่ต่างอะไรกับโรงภาพยนตร์ร้าง ฟิล์มหนังเก่า หรือม้วนวิดีโอที่ถูกทิ้งขว้าง)

สาม

เณรกระโดดกำแพง ผกก

สารภาพว่าระหว่างดูจะติดๆ ขัดๆ กับเส้นเรื่องชีวิตผู้กำกับอยู่บ้างนิดๆ หน่อยๆ

แต่พอมานั่งนึกย้อนทบทวน ผมกลับเห็นว่าเนื้อหา ลีลาการเล่าเรื่อง และการแสดง รวมถึงการผสมผสานระหว่างประเด็นความฝันต่างเจนเนอเรชั่น ความเคร่งเครียดจริงจังในชีวิต อารมณ์ขันที่เชยนิดๆ และภาวะเรียลลิสติกที่ถูกลดทอนลงหน่อยๆ ในส่วนนี้ ดันมีความคล้ายคลึงกับ “หนังตลาดที่ถูกลืม” ของพี่สืบ คือ “191 ½ มือปราบทราบแล้วป่วน” อยู่ไม่น้อย

191 ครึ่ง

สำหรับคนที่คุ้นชินกับหนังอิสระแนวสัจนิยมของพี่สืบ นี่อาจเป็น “องค์ประกอบแปลกใหม่” พอสมควร

สี่

เณรกระโดดกำแพง

แต่ถึงที่สุดแล้ว องค์ประกอบของหนังที่ผมชื่นชอบชื่นชมมากที่สุด ก็ยังเป็นเส้นเรื่องชีวิตเณรอยู่ดี และหวังว่าสักวันหนึ่ง พี่สืบจะมีโอกาสขยาย/พัฒนาเนื้อหาส่วนนี้ ให้กลายเป็น “หนังเต็มเรื่อง” หรือ “หนังที่มีชีวิตของตัวมันเอง” เพื่อเติมเต็มภาวะเว้าแหว่งอันน่าค้างคาใจใน “เณรกระโดดกำแพง”

ความน่าตื่นตาตื่นใจของเส้นเรื่องว่าด้วยชีวิต “เณรรุ่ง” ก็คือ ลักษณะอันผิดแผกจาก “หนังพระ-เณร” แบบไทยๆ เรื่องอื่นๆ

พี่สืบไม่ได้พูดถึงด้านมืด-ความเลวร้ายฉ้อฉลที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังศาสนา

มาคราวนี้ แกมิได้ต้องการนำเสนอเรื่องแก่นธรรมหรือหลักคำสอนอันลึกซึ้งสูงส่ง เหมือนเมื่อครั้งทำ “ธุดงควัตร”

แล้วพี่สืบก็ไม่ได้อยากเล่าเรื่องราวของเณรในต่างจังหวัดที่เต็มไปด้วยแก๊กตลกสดใสหรืออารมณ์ฟีลกู๊ดน่ารักๆ (ดังที่แกปฏิเสธไม่ยอมขายบทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้สตูดิโอใหญ่เจ้าหนึ่ง)

แต่สิ่งที่พี่สืบบอกเล่าในหนังเรื่องนี้ คือ ชีวิตยากไร้ขัดสนของเด็กหนุ่มชนบท ที่มี “วัด” เป็นแหล่งทรัพยากรเดียว ซึ่งจะสามารถช่วยผลักดันให้เขาเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา กระทั่งก้าวไปสู่โลกใหม่ๆ ได้สำเร็จ

เส้นเรื่องชีวิต “เณรรุ่ง” จึงพาพี่สืบหวนกลับมาเดินบนเส้นทาง “สัจนิยม” ในจอภาพยนตร์อย่างเต็มตัวอีกหน

ผมชอบบรรดาฉากชีวิตธรรมดาๆ ทั้งหลาย (ซึ่งเป็นจุดแข็งของพี่สืบอยู่แล้ว) เช่น ฉากที่พวกเณรกลับบ้าน แล้วถอดจีวรแขวนไว้บริเวณใต้ถุนบ้าน ก่อนจะไปประกอบกิจกรรมอื่นๆ เหมือนคนปกติ ตั้งแต่ช่วยแม่ทำกับข้าว ช่วยทางบ้านเก็บพืชผล พาน้องไปบวชเรียน หรือแอบคุยกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน

ผมชอบฉากเณรนัดต่อยกัน ชอบรายละเอียดที่แสดงให้เห็นว่าข้างฝาและหน้าต่างกุฏิของเณรนั้นเต็มไปด้วยปก-รูปภาพจากนิตยสาร “มวยโลก”

(ความนิยมหลงใหลในกีฬามวยของ “เณรรุ่ง” ซึ่งเป็นภาพแทนของ “สามเณรบุญส่ง” เปรียญธรรม 4 ประโยค แห่งวัดไพรสณฑ์ศักดาราม ก็ทำให้ผมนึกถึงชีวิตของ “สมาน ส.จาตุรงค์” เด็กหนุ่มชาวกำแพงเพชรซึ่งตามอ่านนิตยสารมวยโลกและเริ่มฝึกหัดลงนวม ตั้งแต่เมื่อครั้งเขายังเป็นสามเณรเปรียญธรรม 3 ประโยค แห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์)

สมาน

ผมชอบพวกซีนปั๊ปปี้เลิฟระหว่าง “เณรรุ่ง” กับ “สาวติ๋ม” โดยเฉพาะการนัดจีบกันในร้านหนังสือที่ตัวเมือง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องราวของเส้นเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังเป็นส่วนๆ เสี้ยวๆ กระจัดกระจาย จึงยังมีหลายคำถามที่ติดอยู่ในใจผม

ผมยังอยากรู้ว่าทำไม “เณรเปล่ง” ถึงสึกหายจากไปเสียดื้อๆ

ผมยังอยากรู้ว่าความสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กระหว่าง “เณรรุ่ง” กับ “ติ๋ม” นั้นคลี่คลายสลายลงอย่างไร

ผมยังอยากเห็นระบบ-กระบวนการศึกษาเล่าเรียนของสามเณรในวัดไพรสณฑ์ฯ แบบละเอียดลงลึก

(ถ้าพิจารณาจาก “เณรกระโดดกำแพง” คนดูอาจพลอยรู้สึกว่าใจของ “เณรรุ่ง” นั้นลอยไปหาหนังหาดารา ลอยไปหาหญิงสาวนอกวัด และไม่ค่อยตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเท่าไหร่ แต่ต้องไม่ลืมว่าในชีวิตจริง สามเณรชาวสุโขทัยชื่อ “บุญส่ง” ผู้ไปเรียนหนังสือที่วัดในจังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นต้นแบบของตัวละคร “เณรรุ่ง” นั้น เอ็นทรานซ์ติดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นะคร้าบ ดังนั้น ระบบการศึกษาที่เขาได้รับในวัดคงไม่ธรรมดาแน่ๆ)

ห้า

เณรกระโดดกำแพง จบ สี

ผมชอบคำพูดของหลวงพ่อ/หลวงพี่ช่วงท้ายเรื่อง ที่เตือน “เณรรุ่ง” ว่า ถ้าเลือกสึก ชีวิตก็อาจกลับไป (ยากลำบาก) เหมือนเดิม แต่ถ้ายังบวชอยู่ ก็จะมีโอกาสในชีวิตมากขึ้น

ดูเหมือนชีวิตจริงของพี่สืบจะแสวงหา “จุดกึ่งกลาง” ระหว่างสองทางเลือกนั้นได้เจอ คือ แกสามารถใช้/แปรโอกาสสุดท้ายภายใต้ผ้าเหลือง เป็นเครื่องมือที่ช่วยผลักดันให้ชีวิตหลังบวชของตัวเองเดินทางไปสู่อีกจุดหมายหนึ่ง ในเมืองหลวง ในโลกภาพยนตร์ โดยไม่ซ้ำรอยเดิมกับชีวิตชาวนาช่วงก่อนบวชเรียน

แม้ว่าท้ายสุด ชีวิตที่ก้าวไปสู่โลกใหม่และชีวิตที่ติดค้างอยู่ในโลกเก่า ต่างล้วนเคว้งคว้าง รอคอยบางสิ่งบางอย่าง ท่ามกลางบรรยากาศเลื่อนลอยว่างเปล่า เหมือนๆ กันก็ตาม

ไปๆ มาๆ “เณรกระโดดกำแพง” อาจเป็นผลงานที่พี่สืบเปิดเปลือยชีวิตตนเองออกมามากที่สุด เท่าที่พอจะทำได้ (ณ ปัจจุบัน)

และการเปลือยชีวิตปัจจุบัน การเปิดชีวิตอดีต ซึ่งมาบรรจบกันในโรงภาพยนตร์แห่งความฝันช่วงท้ายเรื่องนั้น ก็เป็นภาวะหลอมรวมของเรื่องเล่าสองชนิด ที่เปี่ยมมนต์ขลังและมีเสน่ห์ดี

Advertisements
ข่าวบันเทิง

Bangkok Nites เข้าฉาย 17 มี.ค.นี้ – เปิดตัวโรงหนังทางเลือกแห่งใหม่ “ซิเนม่าโอเอซิส”

“กลางคืนที่บางกอก” เวอร์ชั่น 3 ชม. ได้ฤกษ์เข้าฉายที่บางกอก สกรีนนิ่ง รูม

 

Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก) หรือในชื่อใหม่ “กรุงเทพราตรี” ผลงานภาพยนตร์โดย คัตสึยะ โทมิตะ ในเวอร์ชั่นความยาว 181 นาที จะลงโรงฉายเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยระหว่างวันที่ 17 มีนาคม – 1 เมษายนนี้ ที่โรงภาพยนตร์บางกอก สกรีนนิ่ง รูม ย่านสีลม (หนังมีบทบรรยายภาษาไทยและอังกฤษ)

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bkksr.com/th/movies/bangkok-nites

ก่อนหน้านี้ ผู้กำกับภาพยนตร์ คือ โทมิตะ เคยเปิดเผยว่าเขาอาจจะต้องตัดหนังให้สั้นลง เพื่อรองรับกับรอบฉายของโรงหนังในเมืองไทย

หมายเหตุ คลิกอ่านบทความที่บล็อกคนมองหนังเขียนถึง Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก/กรุงเทพราตรี) ได้ที่นี่

เปิดตัว “ซิเนม่าโอเอซิส” อีกหนึ่งโรงหนังทางเลือกของ กทม.

PT_WebBanner1130x378final-04

ได้ฤกษ์เปิดตัวแล้ว สำหรับอีกหนึ่งโรงภาพยนตร์อิสระในกรุงเทพฯ อย่าง “ซิเนม่าโอเอซิส” ซึ่งดำเนินการโดยสมานรัชฏ์ (อิ๋ง) กาญจนะวณิชย์ และ มานิต ศรีวานิชภูมิ

โดยโรงหนังแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 43 (ดูรายละเอียดที่ http://www.cinemaoasis.com/th/index/)

สำหรับโปรแกรมฉายหนังปฐมฤกษ์ของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ มีชื่อว่า “เผ็ดกว่าผัดไทย” โดยจะนำภาพยนตร์ไทยจำนวน 6 เรื่องมาจัดฉาย (มีบทบรรยายภาษาอังกฤษทั้งหมด) ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม เป็นต้นไป ได้แก่

28468717_2020080044873644_2974828664682576601_n

ทองปาน (ไพจง ไหลสกุล, สุรชัย จันทิมาธร และ ยุทธนา มุกดาสนิท), ธุดงควัตร (บุญส่ง นาคภู่), ป่า (พอล สปาเรีย), พลเมืองจูหลิง (ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, มานิต ศรีวานิชภูมิ และ สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์), มูอัลลัฟ (ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี และ กวีนิพนธ์ เกตประสิทธิ์) และ สวรรค์บ้านนา (อุรุพงษ์ รักษาสัตย์)

คนมองหนัง

“มะลิลา”: เพ่งพินิจชีวิตปัจเจก ท่ามกลางความงดงามและความอัปลักษณ์

ปรับปรุงจากบทความ เขียนถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 ธันวาคม 2560

ผมค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เมื่อพบว่าเส้นเรื่องเกี่ยวกับความรัก-สายสัมพันธ์-ความพลัดพรากระหว่าง “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) กับ “พิช” (โอ อนุชิต) ที่มีสัญลักษณ์สื่อกลาง คือ “การทำบายศรี” มิได้เป็นเส้นเรื่องหลักเส้นเรื่องเดียวของหนัง

“มะลิลา” (ผลงานหนังยาวลำดับที่สองของ “อนุชา บุญยวรรธนะ”) ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองครึ่งอย่างชัดเจน โดยมี “เชน” เป็นตัวละครแกนกลาง เนื้อหาในอีกส่วนหนึ่ง จะเล่าถึงการออกธุดงค์ในป่าของพระบวชใหม่ (เชน) และพระผู้มีอาวุโสกว่า ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมและปลดปลงความทุกข์

“มะลิลา” จึงก่อตัวขึ้นจากหลายองค์ประกอบที่ไม่น่าจะนำมาเขย่ารวมกันได้ ทั้งเรื่องเกย์, บายศรี, พุทธศาสนา, ป่า และกองทัพ ทั้งหมดเพื่อส่องสะท้อนถึงพันธะจากอดีต ปัจจุบันของตัวละคร (และอาจรวมถึงอนาคตของพวกเขา)

malila 3

นอกจากนี้ หนังยังคละเคล้า “ความงดงาม” กับ “ความอัปลักษณ์” ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

คนดูจะได้เห็นฉากเลิฟซีนสวยๆ และเข้าถึงอารมณ์, เห็นกระบวนการทำบายศรีอันประณีตวิจิตรบรรจง หรือได้สัมผัสกับความเขียวขจีของพื้นที่ป่าในฤดูฝน

ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นประจักษ์พยานของความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเสื่อมโทรม คราบอาเจียน เลือด หนอน ซากศพ (มากกว่าหนึ่ง) ของทั้งมนุษย์และสัตว์ ตลอดจนเรื่องเล่าว่าด้วยงูเหลือมโหดร้ายและคนที่ถูกกล่าวหาเป็นผีปอบ

malila 4

ถ้าพิจารณาว่า “มะลิลา” เป็นหนัง “พุทธศาสนา” (โดยเฉพาะในครึ่งหลัง) ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถถูกจัดให้อยู่ร่วมกลุ่มกับ “ธุดงควัตร” ของ “บุญส่ง นาคภู่” ทั้งในแง่คุณภาพ, โครงสร้างเรื่องราว (การเรียนรู้ฝึกฝนตนเองของพระบวชใหม่), ความสัมพันธ์ของตัวละคร (พระอาจารย์กับพระใหม่ และมายาที่พวกเขายังติดยึด) และพื้นที่ในหนัง (ป่าเขาลำเนาไพร)

จุดต่างสำคัญอาจอยู่ที่ “มะลิลา” พยายามจะเปิดเปลือยให้คนดูได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นมนุษย์ (ผู้ยังหลุดไม่พ้นบ่วงทุกข์) ของตัวละคร “พระอาจารย์” อย่างชัดเจนมากกว่า

เพราะใน “ธุดงควัตร” คนดูจะได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ ที่สามารถอนุมานว่าน่าจะเป็นเสียงของพระอาจารย์ แต่ใน “มะลิลา” คนดูจะได้เห็นรายละเอียดซึ่งพูดถึงประเด็นเดียวกัน หากซับซ้อนและคมชัดยิ่งขึ้น

อีกจุดที่ส่งผลให้เนื้อหาส่วน “พุทธศาสนา” ของ “มะลิลา” ดูมีอะไรมากขึ้น ก็คือ การใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ “ทหาร” ลงไป

ไล่ตั้งแต่ตัวละครพระอาจารย์ที่มีภูมิหลังเป็นทหาร จนถูกคนอื่นๆ เรียกขานว่า “หลวงพี่นายพัน” (หนังแสดงให้เห็นด้วยว่าหลวงพี่ท่านนี้ยังมีความรู้สึกผิดบาปบางประการหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แต่มิได้ระบุชัดถึงปูมหลังดังกล่าว)

และการอธิบายว่า “ป่า” ที่พระสองรูปออกธุดงค์นั้นอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ จนมีรถทหารวิ่งผ่าน มีซากศพคนตายถูกนำมาทิ้งขว้างตลอดเวลา

“พื้นที่สู้รบ/พื้นที่ทหาร” ในหนัง อาจมิใช่ “ภาพสะท้อนแท้จริง” ของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย แต่ผมมองว่าหนังพยายามสร้างฉากหลังตรงส่วนนี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ของสังคมไทยทั้งสังคม

สังคมที่ทหารหรือกองทัพยังมีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่อยู่ทุกแห่งหน และสังคมที่ความรุนแรงสูญเสียมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

malila 5

แม้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ “มะลิลา” ดูจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความทุกข์/ความผิดบาป/บาดแผลส่วนบุคคล มากกว่าจะทดลองขยับหรือเขย่าประเด็นเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น (ซึ่งมีปรากฏให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังในหนัง)

แต่นี่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าพึงพอใจมากๆ เรื่องหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออ พิถีพิถัน เบามือ และเปี่ยมวุฒิภาวะ ผ่านกระบวนการเล่าเรื่องซึ่งเพ่งพินิจพิจารณาอนิจลักษณะ อันดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคล

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” เข้าชิงสุพรรณหงส์มากสุด “แฟนเดย์-มหาสมุทรและสุสาน” จี้ติด

รายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 26

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ดาวคะนอง

ธุดงควัตร

พรจากฟ้า

แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว

มหาสมุทรและสุสาน

ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง), บุญส่ง นาคภู่ (ธุดงควัตร), จิระ มะลิกุล / นิธิวัฒน์ ธราธร / ชยนพ บุญประกอบ / เกรียงไกร วชิรธรรมพร (พรจากฟ้า), บรรจง ปิสัญธนะกูล (แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว), พิมพกา โตวิระ (มหาสมุทรและสุสาน)

ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม

อนันดา เอเวอริงแฮม (ขุนพันธ์), Sai Sai Kham Leng (ถึงคน..ไม่คิดถึง), ปรมะ อิ่มอโนทัย (ปั๊มน้ำมัน), ฉันทวิชช์ ธนะเสวี (แฟนเดย์), กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (ลูกทุ่ง ซิกเนเจอร์)

ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

ดาวิกา โฮร์เน่ (20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น), อาภา ภาวิไล (ปั๊มน้ำมัน), นิษฐา จิรยั่งยืน (แฟนเดย์), ศศิธร พานิชนก (มหาสมุทรและสุสาน), อภิญญา สกุลเจริญสุข (อวสานโลกสวย)

ผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

รอง เค้ามูลคดี (20 ใหม่) กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (ขุนพันธ์), ณัฐดนัย วังศิริไพศาล (ดาวคะนอง), Nay Toe (ถึงคน..ไม่คิดถึง), ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ (อวสานโลกสวย)

ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

นีรนุช ปัทมสูต (20 ใหม่), ดวงใจ หิรัญศรี (Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน), อภิญญา สกุลเจริญสุข (ดาวคะนอง), อัจฉรา สุวรรณ (ดาวคะนอง), เพ็ญพักตร์ ศิริกุล (ปั๊มน้ำมัน)

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง), ชาติชาย เกษนัส / พัฒนะ จิรวงศ์ (ถึงคน..ไม่คิดถึง), บุญส่ง นาคภู่ (ธุดงควัตร), ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ (ปั๊มน้ำมัน), พิมพกา โตวิระ / ก้อง ฤทธิ์ดี (มหาสมุทรและสุสาน)

ถ่ายภาพยอดเยี่ยม

Ming Kai Leung (ดาวคะนอง), อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ (ธุดงควัตร), บริษัท วันดีมีเดีย จำกัด (พริกแกง), นฤพล โชคคณาพิทักษ์ (แฟนเดย์), พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง (มหาสมุทรและสุสาน)

ลำดับภาพยอดเยี่ยม

ลี ชาตะเมธีกุล / มัชฌิมา อึ๊งศรีวงศ์ (ดาวคะนอง), ภราดร เวศอุรัย / เพียรนิพพาน คดีธรรม (ปั๊มน้ำมัน), ธรรมรัตน์ สุเมธศุภโชค / ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต / ปนายุ คุณวัลลี (พรจากฟ้า), ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต (แฟนเดย์), หรินทร์ แพทรงไทย / เบญจรัตน์ ชูนวน / อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ (มหาสมุทรและสุสาน)

บันทึกเสียงและผสมเสียงยอดเยี่ยม

อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร / เฉลิมรัฐ กวีวัฒนา (ดาวคะนอง), เอกรัฐ จึงสง่า จากบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (พรจากฟ้า), เอกรัฐ จึงสง่า – กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (แฟนเดย์), อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร (มหาสมุทรและสุสาน), นฤเบศ เปี่ยมโย – กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (อวสานโลกสวย)

เพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ความหมายที่หายไป (Fathers), Lie (ดาวคะนอง), ฉันจะไป (ถึงคน..ไม่คิดถึง), เทริด (เทริด), รักได้แค่คนเดียว (ปั๊มน้ำมัน)

ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

Bruno Brugnano (ถึงคน..ไม่คิดถึง), หัวลำโพง ริดดิม (พรจากฟ้า), หัวลำโพง ริดดิม (แฟนเดย์), นพนันทน์ พานิชเจริญ วงอินสไปเรทีฟ (มหาสมุทรและสุสาน), ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ (อวสานโลกสวย)

กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม

วิทยา บุญวิถีโชติ (20 ใหม่), ธนะ เมฆาอัมพุท (Take Me Home), ธนะ เมฆาอัมพุท (ขุนพันธ์), อรรคเดช แก้วโคตร (พรจากฟ้า), ราสิเกติ์ สุขกาล (โรงแรมต่างดาว)

ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

ยศ ก่อก้องวิศรุต / แก้ว รัตโนดม (20 ใหม่), นิรชรา วรรณาลัย (ขุนพันธ์), ศุภกิจ มั่งมี (จำเนียรวิเวียนโตมร), รุจิรำไพ มงคล (ดาวคะนอง), พราวเพลิน ตั้งมิตรเจริญ (เทริด)

เทคนิคพิเศษการแต่งหน้ายอดเยี่ยม

มนตรี วัดละเอียด (11-12-13 รักกันจะตาย), มนตรี วัดละเอียด (Take Me Home), ศิวกร สุขลังการ (ขุนพันธ์), เบญจวรรณ สร้อยอินทร์ (แฟนเดย์), อาภรณ์ มีบางยาง (โรงเรียนผี)

เทคนิคการสร้างภาพพิเศษยอดเยี่ยม

11-12-13 รักกันจะตาย, Take Me Home, ขุนพันธ์, แฟนเดย์, มหาลัยเที่ยงคืน

สถิติน่าสนใจ

ดาวคะนองเข้าชิงมากสุด 11 รางวัล แต่ 10 สาขา เพราะในสาขาผู้แสดงสมทบหญิง มีนักแสดงจากหนังเรื่องนี้เข้าชิงพร้อมกันสองคน

ถัดมาเป็นแฟนเดย์ที่เข้าชิง 10 รางวัล 10 สาขา

หนังที่เข้าได้ชิงรางวัล 5 สาขาขึ้นไป ประกอบด้วย มหาสมุทรและสุสาน (8), พรจากฟ้า (6), ขุนพันธ์ (6), ปั๊มน้ำมัน (6) ถึงคน..ไม่คิดถึง (5) และ 20 ใหม่ (5)

สำหรับธุดงวัตรที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาหลักๆ ได้เข้าชิงทั้งหมด 4 สาขา

ข่าวบันเทิง

เปิดชื่อ 7+1 ภาพยนตร์ไทยในเทศกาลปูซาน พร้อมรายละเอียดของหนังใหม่ที่คุณยังไม่รู้จัก

เทศกาลภาพยนตร์ปูซาน 2016 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 6-15 ตุลาคม ได้ประกาศรายชื่อหนังที่จะเข้าร่วมฉายในเทศกาลออกมาแล้ว

นับเป็นปีทองของหนัง (อิสระ) ไทย ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ปูซานประจำปีนี้ มากถึง 7 (+1) เรื่อง!

ในสาย A Window on Asian Cinema ซึ่งรวบรวมผลงานของคนทำหนังเอเชียที่น่าจับตา

มีผลงานเรื่อง “#BKKY” โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล “ธุดงควัตร” โดย บุญส่ง นาคภู่ “ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์ และ “ปั๊มน้ำมัน” โดย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

นอกจากนั้น ยังมีหนังญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องเมืองไทยอย่าง “Bangkok Nites” โดย คัตสึยะ โทมิตะ ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายนี้ด้วย

ในสาย Wide Angle ที่รวมผลงานโดดเด่น ทั้งหนังสั้น แอนิเมชั่น หรือสารคดี โดยมีการประกวดแยกย่อยในหมวดหมู่หนังแต่ละประเภท มีผลงานของคนไทย 3 ราย ได้รับคัดเลือกเข้าฉาย ได้แก่

“A Little Tiger” โดย ณัฐพล รักขธรรม ประกวดสายหนังสั้น “Art Through Our Eyes” รวมหนังสั้น 5 ชาติอาเซียน โดย 5 คนทำหนัง: อีริค คู, โจโค อันวา, โฮ ยูฮาง, บริเล็นเต้ เม็นโดซา และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ “Railways Sleepers” โดย สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ (ประกวดในสายสารคดี)

ทำความรู้จักหนังไทยบางเรื่องที่ได้เข้าฉายในเทศกาลปูซาน

ในบรรดาหนังไทย 7+1 เรื่อง ที่ได้ไปปูซาน บล็อกคนมองหนังได้เคยนำเสนอข่าวคราวหรือเขียนวิจารณ์ถึงหนังบางเรื่องไปบ้างแล้ว ได้แก่

“ธุดงควัตร” http://goo.gl/e2EeoA 

“ดาวคะนอง” http://goo.gl/CuwBg6

และ “Bangkok Nites” http://goo.gl/NrtZhd

แต่ก็มีหนังกลุ่มนี้อีกหลายเรื่องที่เรายังไม่เคยนำเสนอข่าวคราวเลย จึงอยากถือโอกาสแนะนำหนังเหล่านั้นให้ผู้อ่านได้รู้จักอย่างคร่าวๆ

#BKKY

bkky

ผลงานของนนทวัฒน์ นำเบญจพล ที่เคยมีผลงานหนังสารคดีน่าสนใจ อาทิ “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” และ “สายน้ำติดเชื้อ”

มาถึงผลงานเรื่องใหม่ของเขา นนทวัฒน์จะถ่ายทอดภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาในแนวกึ่งฟิคชั่นกึ่งสารคดี โดยเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านตัวละครชื่อ “โจโจ้?” (JoJo) จะถูกร้อยเรียงขึ้นจากบทสัมภาษณ์วัยรุ่นไทยจำนวน 100 คน ผู้เป็นตัวแทนของความหลากหลายทางเพศสภาพ และมีประสบการณ์และทัศนคติต่อชีวิตในกรุงเทพฯ อย่างแตกต่างกันไป ก่อนที่หนังจะเผยให้เห็นถึงวิถีทางอันผิดแผกในการค้นหาอัตลักษณ์ที่แท้จริงของปัจเจกบุคคลแต่ละคน

นนทวัฒน์ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า หนังเรื่องนี้จะไม่ค่อยเหลือความเป็นสารคดีสักเท่าไหร่ แม้โปรเจ็คท์จะเริ่มต้นจากการไปสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นกรุงเทพฯ 100 คน ในวัยที่กำลังค้นหาว่าความสุขที่สุดนั้นคืออะไร เพราะท้ายสุดเขาได้นำเอาบทสัมภาษณ์เหล่านั้นมาเรียงร้อยต่อกันเป็นเรื่องเดียว และสร้าง “ภาพแฟนตาซีใหม่” ขึ้นมาจากคำบอกเล่าเหล่านั้น

ปั๊มน้ำมัน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99

ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับคนขยัน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หนังเล่าถึงความรักความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสี่ตัวละคร ขณะที่ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเฝ้ารอการกลับมาของภรรยา สตรีคนหนึ่งในชุมชนแถบนั้นและวัยรุ่นสาวอีกราย ก็หมั่นแวะเวียนเข้ามายังปั๊มน้ำมัน เพราะหวังจะให้ชายหนุ่มสังเกตเห็นพวกเธอบ้าง

A Little Tiger

a-little-tiger

หนังสั้นของณัฐพล รักขธรรม ที่เข้าถึงรอบสุดท้ายในสายรัตน์ เปสตันยี ของเทศกาลหนังสั้นปีล่าสุดด้วย หนังมีเรื่องย่อสั้นๆ ว่า ในเย็นย่ำของวันหนึ่งหลังโรงเรียนเลิก แม่ตุ๊กพาเต้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางการปลูกสร้างของเรื่องเล่า

Railways Sleepers หรือ “หมอนรถไฟ”

railway-sleepers

ผลงานที่ผ่านกระบวนการสร้างและถ่ายทำมายาวนานหลายปีของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ หนึ่งในทีมงานคนสำคัญของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หนังเรื่องนี้ต้องการนำเสนอภาพของรถไฟมากกว่าการเป็นแค่รูปแบบของการคมนาคม-ขนย้ายผู้คนแขนงหนึ่ง แต่หนังพยายามเชื่อมโยงผู้คนและพื้นที่ต่างๆ ในสังคมไทย โดยมีเครือข่ายเส้นทางรถไฟเป็นสื่อกลาง

รถไฟขบวนต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ จึงมีสถานะเป็นโลกจำลองของสังคมไทย ที่เต็มไปด้วยภาพของวิถีชีวิตอันมีเอกลักษณ์โดดเด่น

สมพจน์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า “หมอนรถไฟ” เริ่มถ่ายทำด้วยกล้องมินิดีวีเมื่อ 8 ปีก่อน ก่อนจะถ่ายเพิ่มครั้งล่าสุด (ด้วยกล้องมินิดีวีเช่นกัน) เมื่อช่วงต้นปีนี้นี่เอง

Art Through Our Eyes

art-through-our-eyes

โปรเจ็คท์รวมหนังสั้นอาเซียนที่ถูกริเริ่มโดย National Gallery Singapore โดยผู้กำกับแต่ละรายจะนำเอาผลงานศิลปะ (จิตรกรรม) ห้าชิ้นมาตีความใหม่ ตามประสบการณ์และความรู้สึกตอบสนองของตนเองต่องานชิ้นนั้นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.biff.kr/

http://www.artitute.com/2016/06/20/art-through-our-eyes/

คนมองหนัง

“ธุดงควัตร” : “หนังศาสนา” ชวนขบคิด ของ “บุญส่ง นาคภู่”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2559)

“ธุดงควัตร” เป็นผลงานภาพยนตร์ของ “บุญส่ง นาคภู่” ผู้เกิดในครอบครัวชาวนาที่จังหวัดสุโขทัย ต่อมาเขาบวชเป็นสามเณรเพื่อจะเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ก่อนจะเอ็นทรานซ์ติดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บุญส่งที่ชื่นชอบศิลปะภาพยนตร์ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเณร ได้เริ่มศึกษาศิลปะการแสดงจากการเข้าไปข้องแวะกับแวดวงละครเวที จากนั้นเขาหันมาทำหนังสั้น จนได้รับรางวัลสำคัญระดับประเทศ

แล้วบุญส่งก็ก้าวเท้าเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ทั้งในฐานะนักแสดงสมทบ และผู้กำกับภาพยนตร์

ระยะแรกเขากำกับ “หนังตลาดฟอร์มเล็ก” ที่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก คือ “191 ครึ่ง มือปราบทราบแล้วป่วน” และ “หลอน” ตอน “ผีปอบ”

เมื่อตั้งหลักได้ บุญส่งจึงเลือกและยืนหยัดจะกลับคืนสู่ “เรื่องราว” ที่เขาคุ้นชินและอยากบอกเล่า นั่นคือ เรื่องราวว่าด้วยวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมชนบท ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่าน “นักแสดงสมัครเล่น” ที่มีชีวิตจริงสอดคล้องไปกับชีวิตในจอภาพยนตร์ และพึ่งพางบประมาณการถ่ายทำไม่สูงนัก

อาจกล่าวได้ว่า หนังของบุญส่งเป็นภาพยนตร์ในแนว “สัจนิยมใหม่แบบไทยๆ” อันได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์แนว “สัจนิยมใหม่” (นีโอเรียลลิสม์) ของอิตาลี ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ซึ่งมุ่งเน้นนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคนยากจนหรือชนชั้นแรงงาน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับปัญหาท้าทายทางจริยธรรม

หนังเหล่านี้มักเล่าเรื่องราวของชีวิตประจำวันอันอดอยากปากแห้ง, ถูกกดขี่, ได้รับความอยุติธรรม และตรอมตรมสิ้นหวัง ผ่านการแสดงของชาวบ้านที่ไม่ใช่ดารามืออาชีพ รวมถึงถ่ายทำในสถานที่ “จริง” (ไม่ใช่ในโรงถ่ายหรือพื้นที่/บรรยากาศซึ่งถูกประดิดประดอยขึ้นมา)

ผลงานในแนว “สัจนิยมใหม่” ของบุญส่ง ได้แก่ “คนจนผู้ยิ่งใหญ่” (2553) “สถานี 4 ภาค” (2555) “วังพิกุล” (2556) และล่าสุด คือ “ธุดงควัตร” (2559)

ธุดงควัตร (1)

“ธุดงควัตร” มีเส้นเรื่องที่ค่อนข้างเรียบง่ายไม่สลับซับซ้อน หนังเล่าเรื่องราวของชายชาวอีสานพลัดถิ่น ผู้เดินทางไปทำงานยังภาคใต้ (จังหวัดชุมพร) แต่สุดท้าย เขากลับถูกภรรยาทอดทิ้ง ส่วนลูกชายวัยเด็กก็มาเสียชีวิตจากไป

ชายวัยกลางคนจึงเปลี่ยนแปลงตนเองกลายเป็นคนกึ่งบ้ากึ่งเมา หางานหาการทำไม่ได้ แถมพอดื่มเหล้าจนไร้สติ ก็ไปแสดงพฤติกรรมกร่างใส่วัยรุ่นเจ้าถิ่น เลยถูกซ้อมจนหมดสภาพเข้าให้อีก

ทว่า ชีวิตอันเคว้งคว้างไร้ทิศทางของเขา กลับได้ประสบพบเจอกับพระป่าสายกัมมัฏฐาน ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย รูปหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ ชักนำชายไร้หลักเข้าสู่พระพุทธศาสนา ด้วยการเชิญชวนเขาไปอาศัยอยู่ที่สำนักสงฆ์ด้วยกัน

ก่อนที่ชายผู้นี้จะตัดสินใจบวชอุทิศส่วนกุศลให้ลูกชาย นี่เป็น “จุดเปลี่ยนแรก”

“จุดเปลี่ยนต่อมา” คือ พระใหม่จำเป็นต้องต่อสู้ฟันฝ่าเพื่อเอาชนะกิเลสตัณหาในใจของตนเอง และตัดทิ้งซึ่ง “บ่วง” เก่าๆ เพื่อนำพาชีวิตไปสู่เส้นทางธรรมอันผ่องแผ้ว

หนังทิ้งท้ายด้วย “คำถามปลายเปิด” ณ จุดนี้ ว่าพระบวชใหม่จะสามารถสานต่อภารกิจดังกล่าวได้สำเร็จหรือไม่?

สําหรับผม หนังเรื่องนี้มีจุดน่าสนใจชวนขบคิดต่ออยู่หลายประการ

ข้อแรก หากพิจารณารายละเอียดอันเป็นภูมิหลังของตัวละคร นี่คือเรื่องราวว่าด้วย “คนอีสาน” ผู้ร่อนเร่พเนจรไปแสวงโชคและตกระกำลำบาก ก่อนจะบวชเรียนตามแนวทางของพระป่าสาย “หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต” ที่ “ภาคใต้”

ชะตาชีวิตของตัวละครเอกใน “ธุดงควัตร” จะน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก หากถูกนำมาร้อยเรียงเชื่อมโยงกับชะตากรรมทางการเมืองของสังคมไทยร่วมสมัย

เพราะตั้งแต่วิกฤตการเมืองปี 2548 เป็นต้นมา โดยเฉพาะภายหลังระลอกความขัดแย้ง อันก่อให้เกิด “คนเสื้อแดง” และ “กปปส.”

สังคมไทยผลิตเรื่องเล่า “ชั้นดี” (ไม่ว่าจะผ่านศิลปะวรรณกรรมหรือภาพยนตร์ และอื่นๆ) ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ (ทางภูมิปัญญา/จิตวิญญาณ) ระหว่างสองภูมิภาคนี้ ออกมาไม่มากนัก

เมื่อ “ภาคอีสาน” (รวมทั้ง “ภาคเหนือ”) และ “ภาคใต้” กลายเป็นภาพแทนแบบเหมารวมของอุดมการณ์ทางการเมืองสองประเภท ที่แตกต่างขัดแย้ง และคล้ายจะไม่มีวันบรรจบกันได้ง่ายๆ

บุญส่งพยายามเติมเต็มกลบทับรูโหว่ดังกล่าว และเหมือนจะต้องการส่งเสียงสื่อสารว่า คนจากทั้งสองภูมิภาคยังคงเป็นเพื่อนสมาชิกร่วม “ชุมชนจินตกรรม” แห่งเดียวกันอยู่ (อย่างน้อย ก็ในทางศาสนาความเชื่อ)

ข้อต่อมา คือ “ธุดงควัตร” อาจเป็นหนังยาวที่ใช้งบประมาณไม่มากนัก ทว่าคุณภาพด้านโปรดักชั่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับอยู่ในระดับ “ดีเยี่ยม” โดยเฉพาะงาน “ภาพ” และ “เสียง”

ในผลงานเรื่องล่าสุด บุญส่งได้ “อุรุพงษ์ รักษาสัตย์” ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีฝีมืออันดับต้นๆ ของประเทศ เจ้าของผลงานเด่นอย่าง “สวรรค์บ้านนา” และ “เพลงของข้าว” ซึ่งมีอีกหนึ่งสถานะเป็นอาจารย์สอนวิชาภาพยนตร์ ที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาช่วยงาน ในฐานะ “ผู้กำกับภาพ”

แต่ไหนแต่ไรมา อุรุพงษ์มักได้ชื่อว่าเป็น “ผู้กำกับภาพ” ที่สร้างสรรค์ภาพเคลื่อนไหวผ่านศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างงดงาม ดังราวบทกวีและงานจิตรกรรมชั้นยอด

กระทั่งผู้ชมบางส่วนรู้สึกว่างานกำกับภาพของเขานั้น “สวยเว่อร์” จนเกินไป หรือถ่ายทอดภาพ “สมจริง” ของสังคมชนบทในหนัง ออกมาอย่าง “โรแมนติก” เกินจริง

อย่างไรก็ดี งานภาพใน “ธุดงควัตร” กลับไม่ได้มีลักษณะ “สวยเกินไป” หากแต่งดงาม สงบนิ่ง ละเอียดลออ ดิบสด (เมื่อถึงคราวควรจะดิบ) และสามารถรับใช้เรื่องราวได้อย่างทรงพลัง

ที่โดดเด่นอีกส่วน คือ งานเสียงของภาพยนตร์ ซึ่งดูแลรับผิดชอบโดย “ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ”

โดยส่วนตัว ผมชื่นชอบบรรยากาศของเสียงในฉากจบ เมื่อพระบวชใหม่พยายามหลบหนี “สิ่งรบกวน” บางอย่าง จนต้องเดินทางปีนป่ายขึ้นเขาอย่างสมบุกสมบัน หลังผ่านพ้นความลำบากลำบน พระก็เดินทางไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งน่าจะ “สงบ” “เงียบ” และ “สงัด”

ทว่า สถานที่ปลีกวิเวกของพระบวชใหม่กลับอึงอลไปด้วยเสียงลมกระโชกแรง ซึ่งในแง่หนึ่ง อาจสื่อถึงความร่มเย็น ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ความรู้สึก

แต่อีกด้าน พระอาจหนีเสือปะจระเข้มาเจอ “สภาวะรบกวน” ชนิดใหม่ เข้าทำนอง “มีลม เพราะใจไม่สงบ ถ้าใจสงบ ก็ปราศจากลม”

ข้อสุดท้าย ผมพบว่า บุญส่งทิ้ง “ช่องว่าง” บางประการ ที่มิอาจมองข้ามไป (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) เอาไว้ในหนังของเขา

น่าสังเกตว่าในช่วงเวลาที่ตัวละครเอื้อนเอ่ยบทสวดมนต์เป็น “ภาษาบาลี” หนังจะขึ้นซับไตเติ้ลคำแปลบทสวดเป็น “ภาษาอังกฤษ”

อย่างไรก็ตาม ภาษาที่หลุดลอยหายไปจากการพยายามถ่ายทอดความหมายทางธรรมะในส่วนนี้ กลับกลายเป็น “ภาษาไทย”

น่าสนใจว่า สำหรับผู้ชมชาวไทยที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษและไม่รู้ภาษาบาลี พวกเขาจะสามารถซึมซับ “สาร” ซึ่งแฝงไว้ในบทสวดมนต์ได้ดีเพียงใด?

“ช่องว่างเรื่องภาษา” อาจผูกโยงอยู่กับ “ช่องว่างอื่นๆ” อีก 1-2 เรื่อง

ธุดงควัตร (2)

เรื่องแรก คือ บทบาทของ “ผู้หญิง” ในหนัง

มี “ผู้หญิง” อย่างน้อยสามคนที่โลดแล่นใน “ธุดงควัตร” อย่างสำคัญ รายแรก ได้แก่อดีตภรรยาของพระบวชใหม่ (ซึ่งปรากฏตนรางๆ อย่างไร้ร่างและเสียง ผ่านฉากพูดคุยทางโทรศัพท์) รายที่สอง ได้แก่ สตรีชราผู้หมั่นปฏิบัติตนเป็นอุบาสิกา/พุทธศาสนิกชนที่ดี

แต่ “ผู้หญิง” ที่ปรากฏกายขึ้นมา เพื่อสร้างปัญหาท้าทายทางจริยธรรม ก็คือ หญิงสาวในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งมีสถานะประหนึ่ง “ผู้ขัดขวาง” การเดินทางไปสู่ความสงบและใจกลางธรรมะของพระบวชใหม่

บุญส่งนำเสนอ “ตำแหน่งแห่งที่” อันเป็นปริศนาของหญิงสาวไว้อย่างเปี่ยมชั้นเชิง เพราะแรก ๆ มีแนวโน้มว่า ตัวพระอาจนึกคิด (มโน) ไปเองว่าหญิงสาวคือ “อุปสรรค” ในการแสวงธรรม หรือกล่าวได้ว่า “ใจที่ยังไม่นิ่งสนิท” ของพระ มีส่วนประกอบสร้าง “สตรี” ผู้นี้ ให้กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางตนเอง

แต่ไปๆ มาๆ หนังก็คล้ายจะบ่งบอกเช่นกันว่า การปรากฏตัวขึ้นของหญิงสาวเพื่อชี้ชวนให้พระบวชใหม่เถลไถลออกนอกลู่ทางนั้น คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดจากจิตเจตนาของฝ่ายหญิงเองด้วย (ไม่ว่าจะเพราะหวังดี/ไม่คิดอะไร หรือเพราะประสงค์ร้ายก็ตาม)

กระทั่งพระต้องบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการหลบลี้หนีหน้าเธอไปอย่างยากลำบาก

ขณะเดียวกัน การพยายามดั้นด้นค้นหาแก่นธรรม ก็อาจกลายสภาพเป็นการ “กีดกัน” หรือ “ละทิ้ง” คนบางกลุ่ม ออกจากเส้นทางโดยไม่รู้ตัว

สถานภาพของ “สตรี” ภายในหนัง ยังสื่อแสดงถึง “ช่องว่าง” อีกประการหนึ่ง

กล่าวคือ ท้ายสุด การพยายามเดินทางไปเสาะแสวงหาแก่นแท้ของหลักธรรมใน “ธุดงควัตร” ได้กลายเป็นการจาริกอันโดดเดี่ยว ที่ต้องเคี่ยวกรำตัวเองคนเดียว และต้องเผชิญหน้ากับสายลมกระโชกแรงในใจตนเพียงลำพัง เพื่อตัดขาดจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายทางโลกย์

สำหรับบางคน หนังจึงคล้ายจะวิพากษ์พุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน ด้วยข้อเสนอให้พระสงฆ์เดินทางกลับคืนสู่แก่นธรรมอัน “เที่ยงแท้” อย่างเป็นปัจเจก

มิได้เสนอให้ศาสนาพุทธปรับเปลี่ยนโลกทัศน์-หลักธรรมคำสอนไปสู่ความยืดหยุ่นและเท่าทันปัญหาของโลกร่วมสมัย

หรือมิได้ชี้แนะให้ผู้ชมครุ่นคำนึงถึงความทุกข์ร้อนหรือการถูกเอารัดเอาเปรียบของคนเล็กคนน้อยจำนวนมหาศาล แล้วจึงใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือโอบอุ้มสนับสนุนยกระดับประชาชน เพื่อการต่อสู้ในระดับโครงสร้าง/มหภาค

แต่อีกแง่หนึ่ง ก็เป็นไปได้เหมือนกันว่า บุญส่งกำลังใช้ “ธุดงควัตร” เป็นเครื่องฉายภาพชีวิตหรือการเรียนรู้ขั้นต้นของพระสงฆ์บวชใหม่ ซึ่งต้องเคี่ยวกรำตนเองอย่างหนักหน่วงก่อน ณ เบื้องแรก

เพราะในขณะที่พระบวชใหม่กำลังมุ่งมั่นศึกษาต่อสู้กับจิตใจของตนอยู่เพียงผู้เดียว พระอาจารย์ของเขาก็เดินทางออกสู่โลกภายนอกอีกหน

อาจคาดเดาได้ว่า ท่านกำลังมุ่งหน้าไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์รายอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกับที่เคยนำพาชายขี้เมาหันเหเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ได้สำเร็จมาครั้งหนึ่งแล้ว

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ธุดงควัตร” นับเป็นหนังน่าดู เมื่อพิจารณาจากคุณภาพในการผลิต และความหนักแน่นของประเด็นที่นำเสนอ

หนังอาจมีหลากหลายแง่มุมที่ชวนให้ “เห็นด้วย” ระคนไปกับ “เห็นต่าง” ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ผลงานของบุญส่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ภาพยนตร์” ได้อย่างสมบูรณ์แบบเพียบพร้อมมากขึ้น ทั้งต่อ “คนทำ” และ “คนดู”