ข่าวบันเทิง

“ธัญญ์วาริน” ให้สัมภาษณ์ The Guardian ประกาศไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

“ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” นักทำหนังและว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับ “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” แห่ง “เดอะ การ์เดียน”

โดยมีประเด็นน่าสนใจ ซึ่งบล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำมาแปล-สรุปความ-เรียบเรียงใหม่ และแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

ส.ส.ข้ามเพศคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 2
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ระบุว่าแม้การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม จะเต็มไปด้วยความไร้เสถียรภาพ และยังไม่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองฝ่ายไหนจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้มีจุดเล็กๆ ทว่าสำคัญ ที่บางคนอาจมองข้ามไป นั่นคือรัฐสภาไทยจะได้ต้อนรับธัญญ์วาริน ในฐานะ ส.ส.คนข้ามเพศรายแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ

บรรดานักการเมืองหน้าใหม่ที่มีธัญญ์วารินเป็นหนึ่งในนั้น กำลังบ่งชี้ว่าการเมืองไทยไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับเหล่ามหาเศรษฐีหรือนายพลอีกต่อไป

“ฉันต้องการลงมือเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าใหม่ ฉันใช้เวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในการทำหนังที่พูดถึงประสบการณ์ของกลุ่มคนข้ามเพศและ LGBT ในประเทศไทย แต่ต่อมา ก็รู้สึกว่าการเล่าเรื่องราวเหล่านั้นมันไม่เพียงพออีกแล้ว ฉันต้องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่แบ่งแยกผู้คน สังคมไทยมีลักษณะเป็นระบบปิตาธิปไตยที่ไม่เสมอภาค และไม่ได้ให้คุณค่ามนุษย์ทุกคนอย่างทัดเทียมกัน ตลอดชีวิตของฉัน ฉันถูกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง สิ่งแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกต่อไป”

ฉันไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

22853356_1493101690745406_349948089735554640_n

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์แรกที่ผลักดันธัญญ์วารินเข้าสู่วิถีการเมือง ก็คือ การต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้หนังเรื่อง “Insects in the Backyard” ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์

จากนั้น เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2561 โดยมีจุดยืนที่เป็นเสรีประชาธิปไตย หัวก้าวหน้า และกล้าวิพากษ์เผด็จการทหารอย่างหนักหน่วง รวมทั้งขับเน้นประเด็นเรื่องความเสมอภาคเป็นวาระหลักของพรรค

ธัญญ์วารินจึงสมัครเข้าไปร่วมงานกับพรรคการเมืองนี้ และได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

แม้จะประสบความสำเร็จขั้นแรก ด้วยการได้รับเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 24 มีนาคม แต่ธัญญ์วารินยังมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมายบนเส้นทางสายการเมือง

“ฉันมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมาย ว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะช่วยบริหารประเทศ และนั่นคือสิ่งท้าทาย แม้เมื่อฉันได้เป็นว่าที่ ส.ส. แล้ว บางคนก็ยังคงพูดจาว่าฉันจะเข้าไปเป็นแค่ผู้สร้างความบันเทิงในรัฐสภา แต่ฉันไม่ได้จะเข้าไปที่นั่นเพื่อสร้างความบันเทิงนะ ฉันจะเดินเข้าสภาในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ได้รับเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าฉันมีเกียรติยศศักดิ์ศรีเทียบเท่าและมีความเสมอภาคกับ ส.ส. คนอื่นๆ”

เพศสภาพอันซับซ้อนในสังคมไทยและตัวตนของ “ธัญญ์วาริน”

กอล์ฟ มติชน
ภาพจาก มติชนสุดสัปดาห์

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน บรรยายว่าประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนกับกลุ่มคนข้ามเพศ ตัวอย่างชัดเจน คือ กรณีของ “กะเทย” ในสังคมไทย ที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างเปิดเผยกว่าในอีกหลายๆ สังคม ทว่าขณะเดียวกัน “กะเทยไทย” ส่วนใหญ่ก็ได้รับการปฏิบัติด้วยในฐานะพลเมืองชั้นสอง คนเหล่านี้มีทางเลือกจำกัดในการประกอบอาชีพ และเผชิญหน้าการแบ่งแยกกีดกันอยู่เสมอ

ที่สำคัญ กลุ่มคนข้ามเพศในสังคมไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศสภาพในบัตรประชาชน นั่นหมายความว่าผู้ที่ถือกำเนิดมาเป็นเพศชายจะต้องเข้าร่วมการเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้บรรดาผู้หญิงข้ามเพศที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้วต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอันดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ปลอมตัวเป็นสตรีเพราะอยากหลีกเลี่ยงการ “รับใช้ชาติ” หรือต้องได้หนังสือรับรองจากแพทย์ว่าตนเองเป็นบุคคล “ผิดปกติ”

นอกจากนี้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงข้ามเพศยังไม่สามารถจดทะเบียนสมรสและรับเด็กมาเลี้ยงดูเป็นลูกได้

ธัญญ์วารินเปิดเผยว่าตนเองเริ่มแต่งกายและใช้ชีวิตเป็น “ผู้หญิง” เมื่ออายุ 17 ปี แต่ต่อมา ว่าที่ ส.ส. ผู้นี้ ก็ตระหนักว่าตนไม่ได้ปรารถนาจะเป็นทั้ง “ชาย” และ “หญิง” พร้อมกับมีความเชื่อว่ามนุษย์เราไม่ควรถูกกำหนดนิยามด้วยเรื่องเพศสภาพอันแข็งทื่อตายตัว

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ธัญญ์วารินเลือกระบุให้ฮันนาห์-ปีเตอร์เซนใช้สรรพนาม “they” (ไม่ใช่ทั้ง เขา/he และเธอ/she) เมื่อจะกล่าวอ้างถึงตนเองในรายงานชิ้นนี้

ก้าวแรกในฐานะ ส.ส.

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 1
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ภารกิจแรกที่ธัญญ์วารินต้องการลงมือทำในฐานะตัวแทนประชาชน คือ การผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสและระบบการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียน

“คุณลองจินตนาการดูสิ ว่าถ้าคุณเป็นคนข้ามเพศที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แล้วตำราก็ระบุว่าคุณมีความผิดปกติทางจิต คุณจะกล้าบอกคนอื่นๆ ไหมว่าตัวเองเป็นใคร?”

อย่างไรก็ดี เมื่อผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกประกาศออกมา ธัญญ์วารินจึงยังไม่ได้เป็น ส.ส. เต็มตัว เช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ยังไม่แน่ว่าจะได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือต้องไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ท่ามกลางความเชื่อที่ว่าพรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนกองทัพและ คสช. จะได้สืบทอดอำนาจต่อ ตามระบบกติกาที่ออกแบบเอาไว้

“นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ยังจะไม่บังเกิดขึ้นหรอก แต่นี่คือการขยับก้าวไปข้างหน้าที่มีความสำคัญมาก”

ธัญญ์วารินพูดถึงความท้าทายทางการเมืองที่รอเธอและเพื่อนๆ ร่วมพรรค อยู่ตรงเบื้องหน้า

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/world/2019/apr/06/i-am-not-here-to-entertain-meet-thailands-first-transgender-mp

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง Insects in the Backyard (2553-2560)

หนึ่ง

22853356_1493101690745406_349948089735554640_n

จำได้ว่าเคยดู Insects in the Backyard ครั้งแรก ในเทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง ก่อนที่หนังจะโดนแบน แล้วจากนั้น ก็ไปสนใจเรื่องกระบวนการต่อสู้เพื่อให้หนังเรื่องนี้ได้กลับมาฉาย โดยค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องราว จุดเด่น จุดด้อยของตัวหนังไปทีละน้อยๆ กระทั่งจำอะไรแทบไม่ได้เลยในอีก 7 ปีต่อมา

สอง

แมลง พ่อ

พอมาดูอีกครั้ง จึงพบว่าหนังมีอะไรหลายอย่างน่าสนใจดี

ข้อแรกเลย คือ พบว่าหนังมี “ความสดดิบ” ที่มาพร้อมกับการ (เพิ่งจะ) ขยับขยายขอบเขตการทำงาน ณ ตอนนั้น ของคนทำ จาก “หนังสั้น” มาสู่ “หนังยาว (อินดี้)”

นี่ทำให้คนดูได้ย้อนไปเห็นถึงข้อจำกัดบางอย่างในขั้นตอนการผลิต ทั้งเรื่องคุณภาพของงานโปรดักชั่น (ภาพ-เสียง) ภาษาภาพสไตล์หนังสั้นเมื่อทศวรรษที่แล้ว ซึ่งใน พ.ศ.นี้ อาจดูเชย (หรือไม่มีเด็กฟิล์มคนไหนตัดหนัง-ถ่ายหนังแบบนี้กันอีกแล้ว) หรือเรื่องการแสดงที่ดูแปลกๆ แปร่งๆ แข็งๆ ทื่อๆ อยู่ไม่น้อย

สาม

แมลง โปสเตอร์ 2

อย่างไรก็ตาม Insects in the Backyard นั้นมีโครงเรื่องที่น่าสนใจมากๆ

หนังเริ่มต้นขึ้นมาด้วยภาวะสับสนพร่าเลือนระหว่าง “กาละ” (เวลา) และ “เทศะ” (พื้นที่) ซึ่งปรากฏผ่านการเดินทาง (ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม) ของตัวละครหลักสามคน

พร้อมๆ กับฉายให้เห็นภาวะซ้ำซากจำเจที่แสดงผ่านการดำเนินชีวิตประจำวัน สภาพปัญหาส่วนบุคคล และความคิดฝันของกลุ่มตัวละครข้างต้น

ก่อนที่หนังจะค่อยๆ นวดและขมวดปมให้พวกเขาและเธอที่ร่อนเร่พเนจรไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างกัน ได้กลับมาพบเจอ “จุดร่วม” อะไรบางอย่าง พร้อมๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

แต่ใช่ว่าชีวิตของตัวละครทั้งสามจะหวนกลับมาบรรจบกันได้อีกหน

สี่

แมลง ครอบครัว

อีกจุดที่ควรพูดถึง คือ หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 2553 (แถมมีเกร็ดว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปีนั้น โผล่มาให้เห็นนิดๆ หน่อยๆ) และน่าจะเป็นหนังไทยในทศวรรษ 2550 เรื่องแรกๆ/กลุ่มแรกๆ ที่แสดงอาการกระวนกระวายใจเกี่ยวกับ “ปัญหาสายสัมพันธ์ในครอบครัว” ของกลุ่มตัวละครหลักออกมา

ในกรณีของหนังเรื่องนี้ คือ “ธัญญ่า” ไม่สามารถทำหน้าที่ “พ่อ” เหมือนที่ลูกๆ และบรรทัดฐานทางสังคมคาดหวัง แต่สถานะของเธอต้องเลื่อนไถลไปเป็น “พี่สาวคนโต” ของลูกสาวลูกชายแทน

ส่วน “เจนนี่” กับ “จอห์นนี่” ก็หลุดลอยออกไปไกลมากๆ จากการเป็น “ลูก” หรือ “สมาชิกที่ดีของครอบครัว”

ไปๆ มาๆ ผู้ชายของเจนนี่ก็เคยเป็นผู้ชายของธัญญ่ามาก่อน ขณะเดียวกัน ธัญญ่าก็กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องขจัดทิ้ง ในความฝันหรือจิตใต้สำนึกของจอห์นนี่

ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่วัยรุ่นทั้งสองคนทำ (มาหาเลี้ยงชีพ) ยังถือเป็นปฏิปักษ์ต่อ “สถาบันครอบครัว” หรือ “สถาบันการแต่งงาน” เลยด้วยซ้ำ

ขณะที่ “ซาร่า” ผู้เป็นแม่ ก็ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกซะอีก แม้เธอจะกลับมาทำหน้าที่ “ศูนย์รวมจิตใจ” ของทุกคนในช่วงท้าย แต่มันก็เป็นอะไรที่คล้ายจะผิดฝาผิดตัวผิดที่ผิดทาง ลอยล่องบางเบา และไม่สามารถสมานจิตใจของทุกคนให้กลับมารวมเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง

ปัญหาดังกล่าวสวนทางสิ้นเชิงกับภาพฝันทั้งหลายหรือสิ่งต่างๆ ที่ธัญญาพยายามจะทำให้เป็นจริงใน “บ้านของเธอ”

บ้านที่สวยงาม เลิศหรู เหมือนจะตามรอยครอบครัวของคนชั้นสูง/คนชั้นกลางระดับสูง (ในจินตนาการ) แต่ก็แลดูน่าตลก โดดเดี่ยวอ้างว้าง และไม่จริงไปพร้อมๆ กัน

ถ้าไปย้อนดูหนังไทยในทศวรรษ 2550 เราจะพบว่ามีผลงาน (โดยเฉพาะหลังจาก Insects) อีกเป็นจำนวนมาก ที่แสดงอาการกระวนกระวายลักษณะเดียวกันออกมา

นั่นอาจเป็นชุดนิทานเปรียบเทียบที่บ่งชี้ถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมอันไม่มั่นคง/อ่อนไหวของสังคมไทย (หรืออย่างน้อยก็คนชั้นกลางในสังคมไทย) ณ ห้วงเวลานั้น

ห้า

แมลง คดี

พอได้มาดู Insects in the Backyard ในปีนี้ จึงพบว่ามีมรดกบางอย่างจากหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ คือ “ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” ที่ตกทอดมาถึงหนังยาวเรื่องหลังๆ ของเธอ (อย่างน้อยก็ “It gets better ไม่ได้ขอให้มารัก” และ “ปั๊มน้ำมัน”)

จนอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ (แม้จะไม่ใช่แนวทางที่ดีนัก) ว่า ถ้าสมมุติหนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าฉาย แล้วผู้กำกับเกิดตัดสินใจรีเมกมันใหม่ซะเลย ก็น่าเชื่อว่าด้วยประสบการณ์การทำหนังที่มีมากขึ้น เทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น หนังเวอร์ชั่นใหม่อาจกลายเป็นหนังในระดับดีมากๆ เพราะมีตัวเรื่องที่แข็งแรงรองรับอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี Insects in the Backyard (2553) ที่ได้เข้าฉายในปี 2560 ก็ถือเป็นประจักษ์พยานสำคัญของการต่อสู้อันยาวนานในทางข้อกฎหมาย

รวมทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ฉายให้เห็นถึงพัฒนาการหรือวิถีเคลื่อนตัวของวงการหนังอิสระไทย ตลอดจนสังคมไทยโดยรวม ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

คนมองหนัง

“ปั๊มน้ำมัน” : “จักรวาลพิเศษ” ของ “ธัญญ์วาริน”

มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 ธันวาคม 2559

“ปั๊มน้ำมัน” คือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเช่นเดียวกับหนังยาวหลายเรื่องของธัญญ์วาริน ที่ด้านหนึ่ง มิได้เป็น “หนังอาร์ต” ดูยากสุดขั้ว แต่อีกด้าน ก็มิได้เป็น “หนังตลาด” ฉาบฉวย ที่ปราศจากแง่มุม “ลึกซึ้ง” ใดๆ

กล่าวได้ว่า “ปั๊มน้ำมัน” เป็นงานที่ “ดูไม่ยาก” ทว่า ใน “ความ (เหมือนจะ) ง่าย” กลับมีกระบวนท่าสวยๆ น่าจดจำ และมีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ชวนขบคิด ดำรงอยู่ตามรายทางมากมาย

หนังเล่าเรื่องราวของ “มั่น” ชายหนุ่มที่อาศัยอยู่เพียงลำพังใน “ปั๊มน้ำมัน” เก่าๆ โทรมๆ ซึ่งตั้งอยู่อย่างเดียวดายอ้างว้างริมถนนลูกรัง ณ พื้นที่ “ชนบท” แห่งหนึ่ง

เขาดำเนินชีวิตประจำวันอย่างซ้ำซากจำเจเพื่อรอคอยการกลับมาของภรรยาชื่อ “นก” ที่หายตัวไปโดยไม่ทราบเหตุผลแน่ชัด

อย่างไรก็ตาม “นก” ไม่ได้มีสถานะเป็น “บุคคลหายสาบสูญ” เธอเดินทางกลับมาหา “มั่น” เป็นครั้งคราว (บางคราว กลับมาพร้อม “ภาระ” และ “ความผิดบาป” บางประการ) แต่สุดท้าย ก็มักหนีหายจากไกลไปอีกโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

ณ ปั๊มน้ำมันอันเปลี่ยวร้าง จะมีก็เพียงสาวใหญ่ผู้มีครอบครัวแล้วอย่าง “เจ๊มัท” และเด็กสาวชื่อ “ฝน” เท่านั้น ที่เฝ้าคอยแวะเวียนมาเกาะแกะ ดูแลห่วงใย ร่วมกินดื่ม และสร้างความรำคาญให้แก่ “มั่น”

เพราะพวกเธอต่างหลงรัก “มั่น” ทว่า “มั่น” ไม่ได้รักพวกเธอ และยังคงเฝ้ารอคอยการกลับมาของ “นก” อย่างแน่วแน่

จุดแรกที่ผมชอบมากๆ ใน “ปั๊มน้ำมัน” ก็คือ “จักรวาล” ของหนัง ซึ่ง “แปลกแยก” ออกจากโลกปกติธรรมดา ทั้งในแง่สถานที่, พื้นที่, การแต่งกายหลุดโลกของนักแสดง (ชุดคาวบอย, ชุดราตรีประกวดนางงาม ชุดคอสเพลย์นานาชนิด และชุดแฟชั่นนิสต้า)

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความแปลกแยกเหล่านั้น ตัวละครส่วนใหญ่ภายในจักรวาลอันผิดเพี้ยนกลับใช้ชีวิตอยู่กับความหวัง ความฝัน และพฤติกรรมที่ซ้ำซาก จำเจ ย้ำคิดย้ำทำ (มีแค่ “นก” ที่กลับมาแต่ละครั้งพร้อม “ความเปลี่ยนแปลง” เช่นเดียวกับ “ฝน” ผู้ค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละน้อย)

คล้ายกับที่นักวิจารณ์อย่าง “วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา” ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า จริงๆ แล้ว “ปั๊มน้ำมัน” มีสถานะเป็นแค่พื้นที่แห่ง “การเปลี่ยนผ่าน” คือเป็นที่ที่ผู้คนเดินทางผ่านมาแล้วก็จากไป แต่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้กลับติดค้าง ถูกทอดทิ้ง และเฝ้ารอคอยใครสักคนหรือความหวังบางอย่าง อยู่ตรงพื้นที่ “เปลี่ยนผ่าน” ดังกล่าว

ดูเหมือนช่วงหลังๆ จะมีหนังไทยหลายเรื่องที่พยายามถ่ายทอดเรื่องราว ผ่านการสร้าง/นำเสนอภาพแทนของ “พื้นที่เฉพาะ/พิเศษ” ซึ่งอาจหมายถึง “ยูโทเปีย” “พื้นที่ทางเลือก” “พื้นที่ยกเว้น” “พื้นที่ของความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง” หรือ “พื้นที่เปลี่ยนผ่าน” ออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้น

ไล่มาตั้งแต่ “อนธการ” “มหาสมุทรและสุสาน” และล่าสุด คือ “ปั๊มน้ำมัน”

การถือกำเนิดขึ้นของ “พื้นที่เฉพาะ/พิเศษ” ในโลกภาพยนตร์ มักนำไปสู่ “ความเป็นไปได้” ชนิดใหม่ๆ

สำหรับผม “ความเป็นไปได้ใหม่ๆ” ที่เกิดขึ้นใน “โลกเฉพาะ” ของหนังเรื่องนี้ ก็คือ บทบาทหน้าที่ของตัวละครชาย-หญิง ซึ่งถูกพลิกให้กลับหัวกลับหางหรือผิดฝาผิดตัว อย่างมีนัยยะน่าสนใจ

กลายเป็นว่าตัวละครชายรายเดียวใน “ปั๊มน้ำมัน” ต้องมีภาระในการแบกรับความทุกข์ตรม, การถูกทอดทิ้ง (ตัดขาด) ให้อยู่ใน “ชนบท?” หรือโลกแห่งความแปลกแยกอันแน่นิ่ง, การต้องเป็นประจักษ์พยาน/สักขีพยานแห่งความพลัดพราก และการเป็นตัวแทนของ “ความไม่ (ยอม) เปลี่ยนแปลง”

ผิดกับในภาพยนตร์ นวนิยาย และเรื่องเล่าส่วนมาก ที่บทบาทอันน่าหดหู่นี้มักตกเป็นของผู้หญิง

เผลอๆ การพลิกด้านให้ผู้ชายมาแบกรับภาระตรงนี้ อาจสื่อแสดงถึงภาวะเสื่อมถอยทรุดโทรมของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “ชายเป็นใหญ่” ด้วยซ้ำไป

ในทางกลับกัน บรรดาตัวละครหญิงก็กลายมาเป็นตัวแทนของ “ความเปลี่ยนแปลง”, เป็น “ผู้กระทำการที่กระตือรือร้น”, เป็นฝ่ายที่ออกเดินทางไปติดต่อกับ “โลกภายนอก” กระทั่งเป็นฝ่ายรู้เดียงสาและ “เปิดรับ/เปิดกว้าง” เรื่องเพศมากกว่าผู้ชาย

ทั้งๆ ที่หน้าที่ส่วนนี้มักถูกผูก (ขาด) ให้เป็นบทบาทหลักของผู้ชาย

นอกจากนี้ การปรากฏกายขึ้นของ “ซินเดอเรลล่า” หรือ “ซิน” ลูกสาวตัวน้อยของ “นก” ก็ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความเปลี่ยนแปลง” “ความแปลกแยก” “ความแตกต่างหลากหลาย” หรือ “ความผิดบาป” ที่น่าครุ่นคิดตีความต่อมากๆ

แต่ท้ายสุด ดูคล้ายหนังจะพยายาม “เลือน” สถานะ “ผิดแผกโดดเด่น” ของตัวละครหญิงทั้งหลายให้ “จางบาง” ลงพอสมควร

เพราะอีกด้านหนึ่ง พวกเธอก็ค่อยๆ ถูกฉายภาพให้กลายมาเป็นผู้แบกรับความทุกข์/ความหวังบางอย่างอยู่ในใจ พวกเธอมี “ปมปัญหา” บางชนิด ที่ส่งผลให้ “บางด้าน” ของชีวิตไม่อาจปรับเปลี่ยนแปรผัน

หรือเอาเข้าจริงตัวละครอย่าง “เจ๊มัท” ก็ฝังตรึงรัดรึงตนเองเข้ากับความซ้ำซากจำเจนานัปการ ไม่ต่างจาก “มั่น”

ขณะที่วิธีการจัดเรียงตัวละครผู้หญิงสามคนให้มีความทับซ้อนกัน ซึ่งส่งผลให้ตัวละครสองคนมีสถานะเป็นดัง “ภาพแทน” ของตัวละครอีกรายหนึ่ง ก็เป็นกระบวนท่าน่าสนใจไม่น้อย

แม้สุดท้าย “ภาพแทน” จะเป็นได้แค่ “ภาพแทน” ที่แทนอย่างไรก็แทนได้ไม่ครบ และแทนได้ไม่เหมือน “ของ/คนจริง”

เท่ากับว่า ไปๆ มาๆ ตัวละครหญิงบางรายก็ถูกฉวยใช้เป็นเพียง “เครื่องมือทางความทรงจำ” ที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้ “ผู้ใช้เครื่องมือ/ผู้ชาย” สามารถระลึกถึงตัวละครหญิงอีกคน

ก่อนที่หนังจะหาหนทางคลี่คลายให้พวกเธอกลับกลายเป็น “มนุษย์ผู้มีชีวิตจิตใจ” (ที่ทั้งเหี่ยวเฉารอวันแหลกสลาย และเติบโตเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกช่วงวัยหนึ่ง) ได้อย่างงดงามในตอนท้าย

ในมุมมองของผม “จุดอ่อน” ของ “ปั๊มน้ำมัน” กลับไปอยู่ที่การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของนางเอกอย่าง “นก”

ลักษณะกำกวม ผลุบๆ โผล่ๆ เข้ามาใน “จักรวาลปั๊มน้ำมัน” ชั่วครั้งคราว แล้วจากไปแบบไม่ค่อยเห็นเหตุผลแน่ชัดของ “นก” นั้นมีเสน่ห์ และส่งผลให้ธีมว่าด้วย “ความหวังและการรอคอยอันเลื่อนลอย” ของ “มั่น” ตลอดจนตัวละครหลักรายอื่นๆ ถูกขับเน้นอย่างทรงพลัง

แต่พอเธอต้องกลับคืนสู่จักรวาลดังกล่าวอีกครั้งในช่วงท้าย ทั้งยังต้องรับภาระหนักในการเฉลยเงื่อนปม/ข้อมูลใหม่บางประการ สถานการณ์ส่วนนี้กลับแลดูอ่อนพลัง และอันที่จริง อาจไม่จำเป็นต่อตัวภาพยนตร์สักเท่าไหร่

ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า “ปูมหลัง” ซึ่งถูกคลี่ออกก่อนหนังจบ ไม่สามารถอธิบายมูลเหตุในพฤติกรรมของตัวละครบางรายได้อย่างหมดจด และแน่นอนว่าไม่สามารถลบล้าง “ความผิดพลาด/ผิดบาป” บางด้านของตัวละครรายนั้นลงได้ด้วย

ผมเข้าใจว่าธัญญ์วารินตั้งใจจะปิดฉากหนังเรื่องนี้ให้ “สมบูรณ์/สมดุล” ที่สุด ด้วยการกำหนดให้คู่พระ-นาง ต่างต้องแบกรับ “ภาระหนักหนา” และมี “บาดแผล” ในชีวิตอย่าง “เท่าเทียม/เสมอภาคกัน”

อย่างไรก็ตาม เจตนาดีที่ว่ากลับนำไปสู่ผลลัพธ์อันน่าเสียดาย เพราะมันส่งผลให้ความสัมพันธ์ชาย-หญิง ที่ “บิดเบี้ยวแปลกประหลาด” ใน “โลกเฉพาะ/พิเศษ” ของหนังเรื่องนี้ ถูกปรับเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาวะ “สมดุล” และ “ปกติธรรมดา”

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความบิดเบี้ยว” ซึ่งปรากฏในเนื้อหาประมาณ 95% ของหนังนี่แหละ ที่ช่วย “ถ่วงดุล” เรื่องเล่าว่าด้วยความสัมพันธ์ชาย-หญิง “กระแสหลัก” ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกลื่อนกลาด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกองค์ประกอบของ “ปั๊มน้ำมัน” ซึ่งน่าสนใจ ก็คือ “กรอบเวลา” อันยาวนานนับทศวรรษของเรื่องราวภายในหนัง

กรอบเวลาเกือบ 20 ปีของหนัง อาจแฝงนัยยะทาง “สังคมการเมือง” เอาไว้ หรืออาจไม่แฝงอะไรไว้เลยก็ได้ (แล้วแต่ใครจะตีความ)

เหตุการณ์ในหนังลากยาวจากปี 2539 (ปีที่ “มั่น” เริ่มรู้จัก “นก” และมีเพศสัมพันธ์กับ “เจ๊มัท”) มาถึงปี 2558 (ที่ “จักรวาลปั๊มน้ำมัน” ทั้งถูก “เติมเต็ม” และ “พร่องหาย” เมื่อใครบางคนหวนคืนกลับมา และอีกหลายคนต้องลาจากไป)

ซึ่งเหมือนจะเป็นสองปีที่ไม่มีความหมายอะไรพิเศษ ถ้าเทียบกับขวบปีอื่นๆ ที่บรรดาตัวละครต้องเผชิญ

“มั่น” กับ “นก” น่าจะแต่งงานกันเมื่อปี 2544 เพราะมีบทสนทนาก่อนแต่งว่าทั้งคู่คบกันมา 5 ปี 9 เดือนแล้ว

หากพิจารณาไปที่โลกนอก “จักรวาลปั๊มน้ำมัน” ปีนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “รัฐบาลไทยรักไทย” พอดี

หนังยังชี้ว่า “นก” ที่หนีหายจาก “มั่น” ไปนานสามปีหลังแต่งงาน (นับตามรอยสักรูปนกสามตัวบนแขนของฝ่ายชาย) เกือบประสบภัยสึนามิที่ภูเก็ตเมื่อปี 2547

ตอนปี 2553 “เจ๊มัท” และ “ฝน” มานั่งพูดคุย/ปรับทุกข์/แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พร้อมกับมีฉันทามติว่าพวกเธอจะ “สู้ต่อ” เพื่อหาทางพิชิตหัวใจผู้ชายอย่าง “มั่น” ให้ได้

น่าสนใจว่าคราวนั้น ทั้งคู่ต่างแต่งกายด้วย “โทนสี” ที่สอดคล้องกับขบวนการมวลชนจากชนบท (โดยเฉพาะภาคอีสาน-เหนือ) ซึ่งลุกฮือเข้ากรุงเทพฯ ในปีดังกล่าวพอดี

ตลกร้ายที่พอ “ฝน” เติบโตขึ้นเป็นพนักงานธนาคารและต้องแต่งกายด้วยชุดเรียบร้อยเป็นทางการแทนชุดคอสเพลย์ โทนสีของเครื่องแบบสาวออฟฟิศกลับ “สวนทาง” กับสีของชุดที่เธอสวมใส่ตอนปี 2553 อย่างสิ้นเชิง

หลายปีที่ผ่านมา หนัง “การเมืองไทย” มักอ้างอิงตัวเองกับกรอบเวลาที่ยาวนานนับ/หลายทศวรรษ

ตั้งแต่ “October Sonata รักที่รอคอย” มาถึง “Snap แค่…ได้คิดถึง” กระทั่ง “ดาวคะนอง” (ที่อดีตกับปัจจุบันทับซ้อนกันจนเกิดสภาวะพร่าเลือน)

น่าสนใจว่าแม้แต่ภาพยนตร์ไทยที่ไม่มีภาพลักษณ์เป็น “หนังการเมือง” มากนัก อย่าง “ปั๊มน้ำมัน” ก็หันมาใช้กรอบเวลาแบบนี้เช่นกัน

นี่อาจสื่อให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย ที่มองว่าสังคมไทยมีลักษณะ “แน่นิ่ง” และขยับขับเคลื่อนไป “ช้า” เหลือเกิน

หรืออาจเป็นความรู้สึกซึ่งเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือผลลัพธ์จากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่าง “ต่อเนื่องยาวนาน” มิใช่ผลลัพธ์ชนิดประเดี๋ยวประด๋าวของสถานการณ์ในระยะสั้นๆ

แม้ “ปั๊มน้ำมัน” จะมีจุดอ่อนแทรกอยู่บ้างท่ามกลางองค์ประกอบโดดเด่นชวนขบคิดจำนวนมาก แต่หนังเรื่องนี้ก็จัดเป็นผลงาน “ชั้นครีม” ของธัญญ์วาริน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับ “It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก” หนังยาวที่ดีที่สุดของเขา ตามความเห็นของผม

คนมองหนัง

ความเห็น/ความรู้สึก 11 ข้อ กับหนัง “ปั๊มน้ำมัน”

1. สำหรับผม นี่จัดเป็นหนังยาว “ระดับครีม” ของคุณธัญญ์วารินเลยนะ โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับ “It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก”

2. ผมชอบจักรวาลที่ “แปลกแยก” ออกจากโลกปกติธรรมดา (ทั้งในแง่สถานที่, พื้นที่, การแต่งกายหลุดโลกของตัวแสดง) ทว่าขณะเดียวกัน กลับเต็มไปด้วยความซ้ำซาก จำเจ ย้ำคิดย้ำทำของตัวละครหลักภายในหนัง

ผมรู้สึกว่า ช่วงหลังๆ ตัวเองได้ดูหนังไทยดีๆ หลายเรื่อง ที่พยายามสร้าง/นำเสนอภาพแทนของ “ยูโทเปีย” “พื้นที่ทางเลือก” “พื้นที่ยกเว้น” หรือ “พื้นที่ของรูปแบบความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง” ออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นและน่าสนใจ

ไล่มาตั้งแต่ “อนธการ” เมื่อปีก่อน ส่วนปีนี้ มี “มหาสมุทรและสุสาน” และล่าสุด ก็คือ “ปั๊มน้ำมัน”

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-3

3. เวลามี “พื้นที่ทางเลือก” เกิดขึ้นในโลกของภาพยนตร์ มันมักนำไปสู่การเปิดโอกาสให้แก่ “ความเป็นไปได้” ใหม่ๆ

และ “ความเป็นไปได้” ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใน “โลกเฉพาะ” ของหนังเรื่องนี้ ก็คือ บทบาทหน้าที่ของตัวละครชาย-หญิง ซึ่งมันกลับหัวกลับหางหรือผิดฝาผิดตัว อย่างมีนัยยะน่าสนใจ

4. ผมชอบภาระในการต้องแบกรับความทุกข์ตรม การถูกทอดทิ้ง (ตัดขาด) ให้อยู่ใน “ชนบท?” (หรือโลกแห่งความแปลกแยกอันแน่นิ่ง) การต้องเป็นประจักษ์พยาน/สักขีพยานแห่งความพลัดพราก การเป็นตัวแทนของ “ความไม่เปลี่ยนแปลง” ของตัวละครชาย

ซึ่งจริงๆ ในหนัง นิยาย เรื่องเล่าส่วนมาก บทบาทอันน่าหดหู่นี้มักตกเป็นของผู้หญิง

เผลอๆ การพลิกด้านให้ผู้ชายมารับภาระตรงนี้ อาจสื่อแสดงถึงภาวะเสื่อมถอยทรุดโทรมของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “ชายเป็นใหญ่” ได้ด้วยซ้ำไป

5. ขณะเดียวกันผมก็ชอบที่บรรดาตัวละครผู้หญิงกลายมาเป็นตัวแทนของ “ความเปลี่ยนแปลง” เป็น “ผู้กระทำการที่กระตือรือร้น” เป็นฝ่ายที่ออกเดินทางไปติดต่อกับ “โลกภายนอก” กระทั่งเป็นฝ่ายรู้เดียงสาและ “เปิดรับ/เปิดกว้าง” เรื่องเพศมากกว่าผู้ชาย

ทั้งที่จริงๆ หน้าที่ส่วนนี้มักถูกผูกให้เป็นบทบาทของผู้ชาย

แน่นอน การปรากฏขึ้นของตัวละคร “ลูกสาว” ของนก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความเปลี่ยนแปลง” หรือ “ความแตกต่างหลากหลาย” (ภายใน “พื้นที่เฉพาะ” ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก) ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

แต่ท้ายสุด ดูเหมือนหนังจะพยายาม “เลือน” สถานะส่วนนี้ของตัวละครหญิงทั้งหลายให้ “จางบาง” ลงพอสมควร เพราะอีกด้านหนึ่ง พวกเธอก็กลายมาเป็นผู้แบกรับความทุกข์/ความหวังบางอย่างอยู่ในใจเหมือนกัน พวกเธอมีปมบางชนิด ที่ส่งผลให้ “บางด้าน” ของชีวิตไม่อาจเปลี่ยนแปรผันไป หรือเอาเข้าจริงตัวละครอย่างเจ๊มัท ก็ใช้ชีวิตโดยฝังตรึงตนเองกับความซ้ำซากจำเจนานัปการไม่ต่างจากพระเอกอย่างมั่น

6. นอกจากนี้ ผมชอบวิธีการจัดเรียงตัวละครผู้หญิงสามคนให้มีความทับซ้อนกัน ส่งผลให้ตัวละครสองคนมีสถานะเป็นดัง “ภาพแทน” ของตัวละครอีกรายหนึ่ง แต่ “ภาพแทน” ก็คือ “ภาพแทน” ที่แทนอย่างไรก็แทนได้ไม่ครบ และแทนได้ไม่เหมือน “ของจริง”

ผมคิดว่าวิธีการสร้างให้ตัวละครหญิงบางรายถูกฉวยใช้เป็น “เครื่องมือทางความทรงจำ” ที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้ “ผู้ใช้เครื่องมือ/ผู้ชาย” สามารถระลึกถึงตัวละครหญิงอีกคนได้ นี่ก็เป็นอะไรที่ “คม” “ใหม่” (พอสมควรสำหรับหนังไทย) และ “โหดร้าย” ไม่น้อยทีเดียว

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-2

7. ผมชอบการแสดงของสามตัวละครหลัก คือ ปั้นจั่น (มั่น) เพ็ญพักตร์ (เจ๊มัท) และแม็คกี้ (ฝน)

8. ทีแรกผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยชอบการแสดงของหนูจ๋า ที่รับบทเป็นนก (นางเอกของเรื่อง) สักเท่าไหร่ (เพิ่งตระหนักว่าเธอเป็นนางเอก “ลิฟท์แดง” ด้วย) แต่ไปๆ มาๆ ชักเริ่มไม่แน่ใจว่า ผมไม่ชอบการแสดงของเธอ หรือไม่ถูกใจบทบาทที่เธอถูกจัดวางไว้ในหนังกันแน่?

ผมไม่มีปัญหาในระหว่างที่ตัวละครอย่างนก ผลุบๆ โผล่ๆ เข้ามาใน “โลกปั๊มน้ำมัน” เป็นครั้งคราว อยู่ตลอดเรื่อง

แต่พอช่วงท้าย ที่เธอต้องกลับมาใช้ชีวิตใน “โลกแห่งความแปลกแยก” อย่างถาวร และต้องรับภาระหนักในการเฉลยเงื่อนปมบางอย่าง ผมกลับไม่ค่อยเชื่อในนกมากนัก

ซึ่งไปๆ มาๆ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ตรงการแสดงของหนูจ๋า แต่อาจอยู่ที่ว่าปมที่หนังพยายามเฉลยและคลี่คลายในตอนจบนั้น มันไม่มีพลังมากพอ และเผลอๆ มันอาจไม่มีความจำเป็นต่อตัวภาพยนตร์สักเท่าไหร่ (เพราะประเด็นเรื่อง “ความหวัง-การรอคอย” ก็ทรงพลังมากๆ อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมี “จุดหักมุม” มาแถมท้าย หรืออธิบายความเพิ่มเติม)

นอกจากนี้ ผมกลับรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า “ปูมหลัง” บางอย่างที่ถูกคลี่ออกก่อนหนังจบนั้น ไม่สามารถลบล้าง “ความผิดพลาด” อันเกิดจากพฤติกรรมเข้าๆ ออกๆ ระหว่าง “โลกภายนอก” กับ “โลกปั๊มน้ำมัน” และการทอดทิ้งคนใกล้ชิดเอาไว้ ณ เบื้องหลัง ของตัวละครบางรายได้

9. ผมคิดว่าผู้กำกับพยายามจะปิดฉากหนังเรื่องนี้ให้ “สมบูรณ์/สมดุล” ที่สุด ผ่านการกำหนดให้ความทุกข์/บาดแผลที่พระเอกและนางเอกแบกรับไว้ มี “ความเท่าเทียม/เสมอภาคกัน”

ซึ่งด้านหนึ่ง มันก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าเสียดาย เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ชาย-หญิงที่ “บิดเบี้ยวผิดแผก” ในโลกเฉพาะของหนังเรื่องนี้ ถูกปรับเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาวะ “สมดุล” และ “ปกติธรรมดา”

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความบิดเบี้ยว” ซึ่งปรากฏในเนื้อหาประมาณ 95% ของหนังนี่แหละ ที่จะช่วย “ถ่วงดุล” กับเรื่องเล่าว่าด้วยความสัมพันธ์ชาย-หญิง “กระแสหลัก” ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกลื่อนกลาด

10. ผมชอบกรอบเวลายาวๆ เกือบ 20 ปีของหนัง ที่อาจแฝงนัยยะทาง “สังคมการเมือง” หรืออาจไม่แฝงก็ได้ (แล้วแต่ใครจะตีความ)

หนังลากยาวมาตั้งแต่ปี 2539 ถึง 2558 (สำหรับผม สองปีนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ)

ถ้าคำนวณไม่ผิด มั่นกับนกน่าจะแต่งงานกันปี 2544 (มีบทสนทนาก่อนแต่งงานว่าทั้งคู่คบกันมา 5 ปี 9 เดือนแล้ว และจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์น่าจะเกิดขึ้นราวปี 2539)

หนังยังชี้ว่านกเกือบประสบภัยสึนามิเมื่อปี 2547

นอกจากนี้ ตอนปี 2553 (14 ปี หลัง 2539) เจ๊มัทและฝนยังมานั่งพูดคุย/ปรับทุกข์/แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พร้อมมีฉันทามติว่าพวกเธอจะ “สู้กันต่อ” เพื่อหาทางพิชิตหัวใจผู้ชายอย่างมั่น น่าสนใจว่าคราวนั้น ทั้งคู่ต่างแต่งกายในโทนสีแดง (เจ๊มัทใส่เดรสส์แดงตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ฝนเปลี่ยนชุดและเปลี่ยนสีเครื่องแต่งกายไปเรื่อยๆ)

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-4

แต่ไม่ว่า “ปี” ในหนังจะมีนัยยะอะไรจริงหรือไม่ ผมก็ยังชอบกรอบเวลาที่ยาวนานเป็น “ทศวรรษ”อยู่ดี

หลายปีที่ผ่านมา (นับแต่เกิดวิกฤตการเมืองอันเรื้อรัง) หนัง “การเมืองไทย” มักใช้กรอบเวลายาวนานแบบนี้ ตั้งแต่ “October Sonata” มาถึง “Snap” กระทั่ง “ดาวคะนอง” (ที่อดีตกับปัจจุบันทับซ้อนกันจนเกิดสภาวะพร่าเลือน)

ทว่า “หนังที่ไม่ค่อยการเมืองเท่าไหร่?” อย่าง “ปั๊มน้ำมัน” ก็หันมาใช้กรอบเวลาลักษณะนี้เช่นกัน

นี่อาจแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย ที่มองว่าสังคมไทยมันช่าง “แน่นิ่ง” และขยับขับเคลื่อนไป “ช้า” เหลือเกิน

หรืออาจเป็นความรู้สึกซึ่งเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือผลลัพธ์จากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่าง “ต่อเนื่องยาวนาน” มิใช่ผลลัพธ์แบบประเดี๋ยวประด๋าวของสถานการณ์ในระยะสั้นๆ

11. น่าแปลกดี ที่ผมชอบเพลงหลักของ “ปั๊มน้ำมัน” และ “ดาวคะนอง” ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน

กล่าวคือ จะว่าไป มันก็ไม่ใช่เพลงที่เพราะมาก แต่กลับติดหูพอสมควร

ที่สำคัญ แม้เนื้อหาของทั้งสองเพลงจะไม่ได้คมคายลุ่มลึกแบบสุดๆ แต่กลับมีอะไรชวนให้ขบคิดตีความต่อได้ยาวๆ ดุจเดียวกับตัวหนัง