คนมองหนัง

Mother!: แรงกาย-หัวใจของผู้หญิง, โลกภายในบ้าน และการผลิตซ้ำ

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์)

หนึ่ง

อยากลองตีความหนังสนุกเรื่องนี้เล่นๆ โดยมีโจทย์/ข้อจำกัดใหญ่ๆ สองข้อ คือ (1) จะพยายามไม่มองมันผ่านกรอบเรื่องคริสต์ศาสนา เพราะเห็นหลายคนทำกันไปแล้ว และ (2) ด้วยความที่เป็นคนดูหนังมาไม่เยอะนัก ผมเลยไม่มีความสามารถมากพอจะเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้า ในฐานะ “สัมพันธบท” ระหว่างกัน

นอกจากนี้ ผมยังได้รับแรงบันดาลใจเล็กๆ อีกหนึ่งประการ หลังจากดู “Mother!” จบลงที่โรงภาพยนตร์แถวปิ่นเกล้า กล่าวคือ ตรงที่นั่งด้านหลังผมมีคู่รักชาย-หญิง ซึ่งตีตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน ระหว่างเอ็นด์เครดิตขึ้นจอ ทั้งสองคนพยายามขบคิดตีความว่าสัญลักษณ์ต่างๆ ในหนังนั้นหมายถึงอะไรบ้าง? แล้วฝ่ายชายก็เริ่มพูดถึงพระเจ้า ศาสนาคริสต์ ฯลฯ

พอเขาพูดบรรยายไปได้นิดหน่อย คุณผู้ชายคนนั้นก็สรุปความเอาไว้อย่างน่าสนใจทำนองว่า

สุดท้าย “ความรัก” ก็ทำให้โลกดำรงอยู่ เพราะไม่ว่าโลกจะวุ่นวายสับสนเต็มไปด้วยเหตุการณ์รุนแรงบ้าคลั่งขนาดไหน แต่โลกใบนี้ก็สามารถกลับมารีเซ็ตตั้งต้นใหม่ได้ทุกครั้ง ด้วย “ความรัก” ของผู้หญิง

ผมฟังการตีความของคุณพี่ผู้ชายท่านนั้นอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่อีกใจหนึ่ง ก็เกิดคำถามขึ้นว่าไอ้การเอามือแหวกอกควักหัวใจผู้หญิงคนหนึ่งออกมา มันคือ ปฏิสัมพันธ์ที่วางฐานอยู่บน “ความรัก” จริงๆ เหรอ?

mother-poster

สอง

เท่าที่อ่านบทวิจารณ์/งานเขียนภาษาไทย ที่พยายามตีความ-คิดต่อจาก “Mother!” ผมค่อนข้างมีความเห็นสอดคล้องกับการตีความของ Filmsick โดยเฉพาะในประเด็นการขูดรีดแรงงานของพระแม่ เพื่อการดำรงอยู่ซึ่งความรักของพระเจ้า (อ่านรายละเอียดที่นี่)

บทความชิ้นนี้ก็จะดำเนินไปในแนวทางใกล้เคียงกันกับความเห็นของ Filmsick โดยอาจมีจุดแตกต่างหรือส่วนขยายเพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ ดำรงอยู่บ้าง

สาม

จุดแรกที่สะดุดใจผมมากๆ เมื่อดูหนังเรื่องนี้ไปได้พักหนึ่ง ก็คือ การยึดโยงผูกติด “ผู้หญิง/แม่” เข้ากับ (พื้นที่ภายใน) “บ้าน”

ตรรกะของเรื่องราวในหนังดำเนินไปตามรากฐานความคิดบางอย่างของ “โลกตะวันตก” ที่ “โลกในบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้หญิง ส่วน “โลกนอกบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้ชาย

จากรากฐานความคิดเช่นนั้น ก็มีการคิดเชิงวิพากษ์ติดตามมาว่า ขณะที่ผู้ชายคล้ายจะออกไปทำงาน ลงแรงผลิตงาน ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกคนอื่นๆ ของสังคม ผ่านการแลกเปลี่ยนคุณค่าต่างๆ อันนำมาซึ่งการได้รับเกียรติยศศักดิ์ศรีหรือผลตอบแทนบางอย่าง ณ โลกภายนอกบ้าน

แต่ผู้หญิงก็ต้องลงแรงหนักไม่แพ้กัน (หรืออาจหนักกว่า) ในกระบวนการผลิตซ้ำวัตถุ/คุณค่าบางอย่าง อยู่เงียบๆ ภายในบ้าน เพื่อเป็นฐานค้ำจุนสถานะทางเศรษฐกิจ-สังคมและอำนาจทางการเมืองของผู้ชาย

ผมรู้สึกว่าเนื้อหาของ “Mother!” นั้นเดินไปตามระบบวิธีคิดเชิงวิพากษ์ชุดนี้

af2200bc2dde4fa5b770ef276f610e62_e157fbac952940c885effaacf89dd69f_header

เราจึงได้เห็นผู้หญิงลงมือลงแรงสร้าง-ซ่อมแซมบ้าน ตลอดจน (น่าจะ) ผลิตซ้ำ (reproduce) บุตรชาย อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวงจรไม่รู้จบ

ส่วนผู้ชายคือผู้ที่คอยติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกบ้าน (รวมถึงเป็นผู้ที่สามารถเดินทางออกไปยังโลกข้างนอกได้)

และการเปิดรับคนนอกเข้ามาในบ้านของผู้ชายนี่เอง ที่สร้างความฉิบหายวายป่วงตามมาเป็นระลอกๆ

อย่างไรก็ดี มีรายละเอียดอีกด้านของหนังที่ย้อนแย้งกับกรอบความคิดข้างต้นเช่นกัน

โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จะติดต่อกับโลกภายนอกหรือออกเดินทางสู่โลกภายนอกเป็นครั้งคราว แต่ผู้ชายก็นั่งทำงาน (เขียน) อยู่ภายในบ้านเป็นหลักเหมือนกัน

โลกภายในบ้านของหนังเรื่องนี้ จึงประกอบไปด้วยสององค์ประกอบหลัก คือ ผู้หญิงที่ทุ่มเทแรงกายของตน/ถูกขูดรีดแรงงานอย่างหนัก กับผู้ชายที่ทำงานผ่านความคิด/จินตนาการเป็นหลัก โดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากนัก

ก่อนที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายคู่นี้จะค่อยๆ คลี่คลายและฉายภาพให้เห็นว่า แม้กระทั่ง “บ้าน” ก็อาจมิใช่พื้นที่ของผู้หญิงดังที่มักเข้าใจกัน

สี่

ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดใน “Mother!” นั้นคือ โลก/บ้านที่ “ผู้ชาย” เขียน/สร้าง/กำหนดขึ้น ผ่านความคิด-จินตนาการของเขา

แม้แต่ชีวิตของผู้หญิงก็ถูกกำหนด/เขียนขึ้นโดยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม ผมอยากทดลองเสนออะไรให้มันยุ่งยากขึ้นอีกนิดว่า ผู้ชายอาจไม่ได้ใช้อำนาจสัมบูรณ์ที่มีอยู่ในมือ/หัว แบบทื่อๆ ตรงๆ ด้วยการสร้างเสกชีวิตของผู้หญิงขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า (ประหนึ่งพระเจ้าผู้สร้างโลกและสรรพชีวิต) แล้วผลักไสชีวิตของพวกเธอไปตามกฎเกณฑ์ที่เขาวางไว้ และความยุ่งเหยิงวุ่นวายที่เขาพลั้งเผลอทำพลาดไป

ทว่า ผู้ชายอาจต้องทำงาน/เล่นเกมทางความคิดอย่างละเอียดแยบคายพอสมควร เพื่อจะโน้มน้าวให้ผู้หญิงตกเป็นฝ่ายเชื่อมั่นยึดมั่นว่าตัวเธอเองต้องทุ่มเทลงแรง ต้องรับภาระผลิตซ้ำนู่นนี่ อยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบสิ้น เพื่อผู้ชายของเธอ และเพื่อ “บ้านของเรา” (ซึ่งสุดท้าย ก็ไม่ใช่ “บ้านของเธอ”)

หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ผู้หญิงอาจลงแรงอย่างกระตือรือร้นจริงจังตั้งใจ (ไม่ใช่ทำทุกอย่างชนิดไร้ชีวิตชีวา ราวกับเป็นหุ่นชักหรือตัวละครบนแผ่นกระดาษ ในมือ/จากปลายปากกาของผู้ชาย) เพื่อก่อร่างสร้าง “บ้านของเรา” ขึ้นมา แต่ความกระตือรืนร้นดังกล่าวก็ดำเนินไปภายใต้ระบบความคิด-ความเข้าใจโลกอันจำกัดจำเขี่ยของเธอ ที่ถูกครอบงำหรือก่อรูปโดยอิทธิพลของผู้ชาย (เธออ่านและเชื่อในตัวหนังสือของเขา) และเป็นไปเพื่อค้ำจุนอำนาจของเขา

ความสัมพันธ์ทางอำนาจลักษณะนี้วนเวียนเป็นวงจรสามัญปกติจนคล้ายกับเป็นเรื่องธรรมชาติสากล (จึงไม่แปลก ที่ระหว่างดูหนัง เราจะสามารถเชื่อมโยงตัวละครหลักหญิง-ชายใน “Mother!” เข้ากับเรื่องเล่าว่าด้วยนางมัทรี-พระเวสสันดร, สีดา-ราม, พระแม่-พระเจ้า กระทั่งไม้ขีดไฟ-ดอกทานตะวัน ถ้าไม้ขีดไฟเป็นผู้หญิง) แต่จริงๆ ทั้งหมดมันคือวัฒนธรรม วิถีชีวิต รหัสความหมาย ที่ล้วนถูกออกแบบและกำหนดกฏกติกาโดยผู้ชายมากกว่า

mother-poster

มองในแง่นี้ ผู้หญิงในบ้านจึงไม่ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบในเชิงแรงงานเท่านั้น

แต่เธอยังตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ของการถูกขูดรีดความคิด-จินตนาการ-อารมณ์ความรู้สึก

เรื่องความคิด-จินตนาการ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าเธอถูกบล็อกจินตนาการ และถูกทำให้เชื่อให้ทึกทักแต่เพียงว่าตัวเองต้องลงแรงกายทุกอย่างเพื่อผู้ชาย เพื่อบ้านของเขา (และเธอ) และเพื่อลูกชายของเขา (และเธอ) ขณะที่เขาแทบไม่เคยลงมือทำสิ่งใดหรือคิดอะไรเพื่อเธอเลย

สำหรับในแง่อารมณ์ความรู้สึก สุดท้ายเราจะเห็นได้ว่า แม้แต่อารมณ์ความรู้สึกที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์อย่าง “ความรัก” ก็ยังถูกแปรให้มีลักษณะเป็นรูปธรรม และถูกรีดเร้นแหวกแยกออกมาจากร่างกายของผู้หญิง

ทั้งนี้ ก็เพื่อธำรงสถานะให้ (พวก) เธอเป็น “มารดา!” ผู้ต้องคอยผลิตซ้ำหรือค้ำจุนวงจรชีวิตแบบเดิมๆ ที่มีผู้ชายเป็นผู้ครอบครองอำนาจต่อไป ตราบนานเท่านาน

Advertisements
คนมองหนัง

คนนอก “รัฐ/สังคม” ในหนังเรื่อง “ป่า”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 30 กันยายน-6 ตุลาคม 2559)

“ป่า” คือภาพยนตร์ไทย ผลงานการกำกับฯ ของ “พอล สเปอร์เรียร์” คนทำหนังชาวอังกฤษ ซึ่งมีภรรยาเป็นชาวไทย และอาศัยอยู่ในเมืองไทยมานาน

ก่อนหน้านี้ หนังเดินทางไปคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับเล็กๆ-กลางๆ มามากพอสมควร ก่อนจะกลับมาฉายแบบจำกัดโรงอย่างเงียบๆ ที่ประเทศไทย

“ป่า” อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดีเลิศสมบูรณ์แบบ แต่จุดน่าสนใจ ก็คือ หนังเรื่องนี้มีลักษณะหรือองค์ประกอบหลายอย่างซึ่ง “ผิดแผก” จากหนังไทยทั่วไป

มีทั้งลักษณะที่ “แปลกดี” และ “แปลกตลก” คละเคล้ากัน

องค์ประกอบแบบ “แปลกๆ” ที่ว่า ยังผสมผสานเข้ากับประเด็นหลักของเรื่องที่ “แข็งแรง” จนสามารถสร้าง “จุดเด่น” ให้แก่ “ป่า” ได้ในท้ายที่สุด

ขอเริ่มต้นด้วย “ความแปลก” กันก่อน

อย่างที่เขียนเกริ่นไปแล้วว่า “ป่า” มีองค์ประกอบ “กึ่งแปลกกึ่งตลก” อยู่บ้าง

อาทิ บทสนทนา ที่บางครั้งมีใจความพิกลๆ คงเป็นเพราะบทภาพยนตร์ถูกเขียนขึ้นในภาษาอังกฤษ ก่อนจะได้รับการแปลเป็นภาษาไทยอีกครั้งหนึ่ง

ความแปลกข้อนี้ส่งผลให้คนดูอาจรู้สึกงงงวยกับรายละเอียดของหนังอยู่นิดๆ หน่อยๆ

เช่นในกรณีของผม ซึ่งสุดท้ายก็ยังไม่แน่ใจว่า พระเอกของเรื่องเคยบวชมาก่อน หรือเคยเป็น (แค่) เด็กวัดมาก่อนกันแน่?

องค์ประกอบกึ่งแปลกกึ่งตลกยังปรากฏผ่านการแสดงในหลายๆ ซีน ที่เกิดอาการ “เล่นใหญ่” และ “เล่นแข็ง” ให้ผู้ชมได้เห็นเป็นระยะๆ

นอกจากนี้ ฉากพระเอกนั่งสนทนากับพระพุทธรูป ก็แลดู “ประดิดประดอยจนล้นเกิน” มากกว่าจะสื่อให้เห็นถึงความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณใดๆ

อย่างไรก็ตาม “ป่า” มีความแปลกใหม่ในแง่ “ดี” หรือมีลักษณะ “ริเริ่มสร้างสรรค์” อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

การกำหนดให้พื้นที่หลักแห่งหนึ่งของหนัง คือ “โรงเรียน” แต่กลับมีซีนครู (สาว) แอบสูบบุหรี่ และซีนครูหนุ่มสาวมีเพศสัมพันธ์กัน ก็ช่วยลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ และเพิ่มความเป็นมนุษย์ให้แก่บุคลากรในสถาบันการศึกษาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

เช่นเดียวกับฉาก “เปลือยเปล่า” ของตัวละครนำช่วงท้ายเรื่อง ที่หาดูได้ไม่ง่ายนักในหนังไทยส่วนใหญ่

ที่น่าสนใจอีกประการ ก็ได้แก่การที่หนังผลักความขัดแย้ง อันเกิดจากการกลั่นแกล้งกันของเด็กในโรงเรียนประถมศึกษา ให้ไหลเลื่อนไปสู่สถานการณ์การแก้แค้นแบบถึงขีดสุด และปราศจากความประนีประนอม โดยไร้ซึ่งความพยายามที่จะสร้างเงื่อนปมซับซ้อนไว้อำพรางความรุนแรง ดังที่สื่อบันเทิงส่วนใหญ่เลือกเดิน

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า โครงเรื่อง/ประเด็นหลักของ “ป่า” นั้น มีความแข็งแรงและมีความชัดเจน จนกลายเป็นฐานรากที่มั่นคงให้กับตัวหนัง

เรื่องราวของหนังเรื่องนี้จำกัดตัวเองอยู่ใน “หมู่บ้าน” แห่งหนึ่งที่ภาคอีสาน ทว่า นัยยะความหมายของ “หมู่บ้าน” ดังกล่าว คล้ายจะกว้างขวางใหญ่โตยิ่งกว่าพื้นที่ทางกายภาพของมัน

การที่หนังมุ่งจุดโฟกัสไปที่ “โรงเรียน” และอำนาจ/อิทธิพลของตัวละคร “กำนัน” อาจชี้ให้เห็นว่าศูนย์กลางอำนาจของ “หมู่บ้าน” นั้นถูกรวบเอาไว้ในมือของ “ข้าราชการ”

เมื่อ “ข้าราชการ” มีอำนาจครอบงำ “หมู่บ้าน”

“รัฐ” และ “สังคม” ในหนังเรื่องนี้ จึงแทบจะกลายเป็นสิ่งเดียวกัน หรือเป็นแฝดสยาม/เหรียญสองด้านที่มิอาจถูกผ่าแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด

แล้ว “รัฐ/สังคม” ในรูปของ “หมู่บ้าน” ก็ต้องต้อนรับ “คนนอก” ผู้ผ่านทางเข้ามา

“คนนอก” รายแรก คือ ครูหนุ่ม ที่เป็นเด็กกำพร้าเติบโตขึ้นมาในวัด ก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้กับความสุขสงบทางธรรม แล้วออกเดินทางมาเรียนรู้โลกภายนอก

(จุดนี้ ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับตำแหน่งแห่งที่ของ “วัด/ศาสนา” ใน “ป่า” อยู่พอสมควร เนื่องจากหนังพยายามบ่งชี้ว่า “วัด” คือ พื้นที่ “บริสุทธิ์” ปราศจากความสัมพันธ์ทางอำนาจ และไม่ข้องเกี่ยวกับกิเลสตัณหาทางโลกย์ ซึ่งใครๆ ก็คงรู้ว่านั่นเป็นอุดมคติ อันมิได้เกิดขึ้นจริง)

“คนนอก” อีกราย คือ “จ๋า” เด็กหญิงในโรงเรียนที่ไม่ยอมพูดจากับใครๆ (แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นใบ้ก็ตาม) จนถูกเพื่อนบางส่วนตั้งข้อรังเกียจและรุมแกล้ง

“จ๋า” เป็นตัวละครที่นำพาผู้ชมไปยังพื้นที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ “รัฐ/สังคม/หมู่บ้าน” นั่นก็คือ “ป่า”

บ้านของเด็กหญิงตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ตรงพื้นที่ “ในระหว่าง” เพราะเป็นชายขอบของหมู่บ้าน ขณะเดียวกัน ก็เข้าไปไม่ถึงใจกลาง “ป่า”

ความอีหลักอีเหลื่อของสภาวะก้ำกึ่งเช่นนั้น ถูกสะท้อนออกมาผ่านบุคลิกของ “พ่อจ๋า” ซึ่งเป็นตัวละครอีกหนึ่งคน ที่แยกตัวจากสังคม เงียบขรึม และไม่เอ่ยปากสื่อสารกับผู้ใด คล้ายกำลังเก็บงำความลับบางอย่างเอาไว้

“จ๋า” ค่อยๆ พลัดหลงถลำลึกเข้าสู่บึงน้ำใจกลางป่า และได้พบปะ ผูกมิตร สนทนากับเด็กชายลึกลับ (ซึ่งหนังจะเฉลยในตอนท้าย ว่าเขามีสายสัมพันธ์อย่างไรกับเธอ) ผู้มีบุคลิกลักษณะประหนึ่ง “เมาคลี” หรือ “ทาร์ซาน” ทว่า คล้ายจะมีฤทธิ์เดชเหนือธรรมชาติเกินขอบเขตของมนุษย์ธรรมดาสามัญ

แล้วเรื่องราวในหนังก็ดำเนินไปถึงจุดแตกหัก เมื่อเหล่า “คนนอก” ต้องปะทะกับปทัสถานของ “สังคม/รัฐ” เมื่อ “สังคมหมู่บ้าน” และ “อำนาจรัฐราชการ” ต้องปริแยกจาก “พื้นที่ป่า”

กระทั่ง “คนนอก” อย่างครูหนุ่มและเด็กสาวผู้แปลกแยก ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน/โรงเรียนได้อีกต่อไป ทั้งเพราะรับกฎเกณฑ์/กฎหมู่ที่บัญญัติโดยผู้มีอำนาจในสังคมไม่ได้ และเพราะถูกทำร้ายโดยกฎเหล่านั้น

เช่นเดียวกับ “พื้นที่ป่า” ที่ถูกเผาทำลายไปพร้อมๆ กัน

ภาพยนตร์เรื่อง “ป่า” ปิดฉากลงอย่างเศร้าสร้อยและสลดหดหู่ เมื่อ “ครูหนุ่ม” ต้องตัดสินใจละทิ้ง “หมู่บ้าน” และ “โรงเรียน”

 

ส่วนเด็กหญิงผู้ไม่ยอมพูดจาและเด็กชายลึกลับ พร้อมเรือนร่างอันไร้อาภรณ์ห่อหุ้มของทั้งคู่ ก็ออกเดินเท้าไปยังที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเข้าใกล้ธรรมชาติ และออกห่างจาก “รัฐ/สังคม” มากยิ่งขึ้น

หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่ผลงานระดับมาสเตอร์พีซ แต่สามารถฉายภาพความสัมพันธ์ทางอำนาจบางด้านของสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจและชวนขบคิดตีความต่อ

จนไม่ควรถูกมองข้ามไป