ข่าวบันเทิง

รู้ไหม? “ผู้ออกแบบงานสร้างบุพเพสันนิวาส” เคยร่วม “ออกแบบงานสร้าง” ให้หนัง “ทวิภพ” มาก่อน!

เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา สำนักข่าวออนไลน์ “เดอะ สแตนดาร์ด” เป็นผู้จุดกระแสรำลึกวาระครบรอบ 14 ปี ของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ในบริบทที่ละครโทรทัศน์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ของช่อง 3 กำลังฮิตระเบิดทั่วบ้านทั่วเมือง

หลายคนเห็นว่าภาพยนตร์และละคร (นิยาย) คู่นี้ มีความสอดคล้องคล้ายคลึงกันหลายประการ อาทิ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่พลัดหลงเข้าไปในอดีต อันเป็นยุคที่อยุธยา/กรุงเทพฯ ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญา-การเมืองระหว่างประเทศ และต้องพยายามปรับประสานต่อรองกับ “ตะวันตก” เหมือนกัน

นอกจากนี้ มณีจันทร์และเกศสุรางค์ แห่งทวิภพและบุพเพสันนิวาส ยังโชคดีได้ไปใช้ชีวิตท่ามกลางขุนนางชนชั้นนำรายสำคัญๆ แห่งยุคสมัยเหล่านั้นคล้ายกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ผู้ชมที่ชื่นชอบภาพยนตร์ “ทวิภพ” เวอร์ชั่นสุรพงษ์ และละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” พยายามเชื่อมโยงหนัง-ละครสองเรื่องนี้เข้าหากัน ก็คือ การออกแบบงานสร้างที่อยู่ในมาตรฐาน “ดี”

เข้าเฝ้า บุพเพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อละคร “บุพเพสันนิวาส” ตอนที่แพร่ภาพในคืนวันที่ 28 มีนาคม 2561 นำเสนอฉากสมเด็จพระนารายณ์ทรงโน้มกายรับพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จากเชอวาเลีย เดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศส

ซึ่งคงทำให้คนดูจำนวนไม่น้อย ย้อนนึกถึงงานเนี้ยบๆ ในทวิภพ เช่น ฉากที่เซอร์จอห์น เบาว์ริง เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 4

เข้าเฝ้า ทวิภพ

ล่าสุด บล็อกคนมองหนังตรวจสอบพบข้อมูลที่ทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า “การออกแบบงานสร้าง” ของ “ทวิภพ” (2547) กับ “บุพเพสันนิวาส” (2561) นั้นมี “จุดร่วมกัน” เกินกว่าที่หลายคนคาดคิด?

ศักดิ์ศิริ จันทรังสี

กล่าวคือ แม้เมื่อแรกตรวจสอบดูเครดิตทีมงานผู้สร้างหลักๆ ของหนัง “ทวิภพ” เราจะพบเพียงชื่อของ “ศักดิ์ศิริ จันทรังสี” เป็นผู้ “ออกแบบงานสร้าง” (Production Designer) ทว่าหลังจากนั้น จะมีการระบุตามมาว่าหนังมีผู้ “ออกแบบงานสร้างฝ่ายไทย” (Thai Production Designer) เพิ่มอีกหนึ่งราย คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์”

เครดิต ประเสริฐ ทวิภพ

น่าสนใจว่า หากใครได้ดู “บุพเพสันนิวาส” และนั่งพิจารณารายชื่อทีมงานผู้สร้างโดยละเอียด เราก็จะพบว่าผู้ควบคุมงาน “โปรดักชั่น ดีไซน์” (ผู้ออกแบบงานสร้าง) ของละครเรื่องนี้ คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” เช่นเดียวกัน

เครดิต ประเสริฐ บุพเพสันนิวาส

ประเสริฐจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยมีผลงานด้านศิลปกรรม-ออกแบบงานสร้างให้แก่หนังละครย้อนยุคหลายเรื่องมาต่อเนื่องยาวนาน เช่น สุริโยไท ตำนานสมเด็จพระนเรศวร บางระจัน และกำไลมาศ (ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk)

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่งานสร้างของ “บุพเพสันนิวาส” จะมีรายละเอียดน่าสนใจ และชวนให้นึกถึง “ทวิภพ” ฉบับสุรพงษ์ แม้จะมีสเกลเล็กกว่าพอสมควร

เนื่องเพราะ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” คือผู้มีส่วนรับผิดชอบสำคัญในกระบวนการออกแบบงานสร้างของหนัง-ละครคู่นี้นั่นเอง

ขอบคุณ เฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk ที่ทำให้ข้อมูลเรื่องคุณประเสริฐเป็น “ผู้ออกแบบงานสร้าง” ของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกเผยแพร่ในวงกว้างผ่านโซเชียลมีเดีย และ ดร.ไกรวุฒิ จุลพงศธร ที่ชี้แนะให้เห็นว่าคุณประเสริฐเคยทำงานด้านเดียวกัน ในกองถ่ายภาพยนตร์ “ทวิภพ” มาก่อน

Advertisements
คนมองหนัง

ความรู้สึกหลังดู “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” เวอร์ชั่น “Director’s Cut” รอบสอง

1.

ทวืภพ 3

เป็นการดูรอบสองที่โรงหนังศรีศาลายา หลังจากเคยดูเมื่อครั้งที่หนังเวอร์ชั่นนี้เข้าฉาย ณ House RCA เมื่อหลายปีก่อนโน้น

การฉายที่ศรีศาลายาเหมือนจะมีปัญหาเรื่องระบบเสียงหน่อยนึง เวลาตัวละครที่รับบทโดย “นิรุตติ์ ศิริจรรยา” พูด (ประโยครูปแปลกๆ ด้วยเสียงที่อยู่ในลำคอ) จึงค่อนข้างฟังลำบากอยู่พอสมควร

2.

ทวิภพ 1

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าตัดปัญหาเรื่องเสียงออกไป ผู้ชมยังสัมผัสได้ถึง “พลังเต็มเปี่ยม” ของหนังเรื่องนี้

ต้องยอมรับว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” นั้น เป็นหนังไทยที่ “ทะเยอทะยาน” จริงๆ

ทั้งในแง่การกล้าลงทุนสร้างหนังแบบนี้ (แต่ผลตอบรับกลับสวนทางกับทุนสร้างแบบสุดๆ) ซึ่งถ้ามองจากยุคปัจจุบัน คงไม่มีใครกล้าทุ่มทุนให้หนังพีเรียด อลังการงานสร้าง และมีประเด็นเคร่งเครียดจริงจัง ในทำนองนี้อีกแล้ว

(ยุคนั้น ส่วนหนึ่ง ผู้สร้างอาจยังอยากลองเสี่ยงเพื่อต่อยอดความสำเร็จจาก “บางระจัน” และร่วมวิ่งไปบนลู่ใกล้ๆ กับ “สุริโยไท”)

อีกส่วนหนึ่งซึ่งต้องยอมรับว่าเป็น “จุดยิ่งใหญ่” มากๆ ของหนังเรื่องนี้ คือ การกล้าหาญนำเสนอ “ภาพแทน” ของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี คือ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 รวมถึงพระปิ่นเกล้า

3.

ทวิภพ 2

เอาเข้าจริง ทวิภพฉบับนี้ (และเวอร์ชั่นนี้) มันแทบไม่ใช่หนัง Fiction เลยด้วยซ้ำ แต่มีลักษณะค่อนไปทาง Essay Film มากกว่า

ถ้าใครคาดหวัง “ดราม่า” คาดหวัง “การเร้าอารมณ์” จากมัน เลยอาจไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับบ้านไป

หนังไม่มี “นักแสดง” ที่สวมบทบาทได้ดีหรือน่าประทับใจเป็นพิเศษ (แต่พวกเขาจะน่าจดจำเป็นช็อตๆ ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของ Mise-en-scène มากกว่า)

นักแสดงทุกคนจึง “พูด/แสดง” ในสิ่งที่คนทำ (ผู้กำกับและคนเขียนบท) ต้องการจะพูดหรือโชว์ข้อมูลที่พวกตนได้ศึกษาค้นคว้ามาและเชื่อถือ

อีกแง่หนึ่ง นักแสดงใน “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” ย่อมถือเป็น “ร่างทรงแทบจะสำเร็จรูป” ของคนทำ

สภาวะเช่นนี้นำไปสู่ทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อไม่ดี”

แน่นอน ผมยังคง “ยี้” บทพูดและการแสดงที่จงใจเสียดสีเรื่อง “คนไทยยุคหลังอ่านหนังสือปีละ 6 บรรทัด”

นอกจากนี้ มันจะมีบทพูดบางส่วนที่ฟังดู “ตลก” ไม่ค่อยเป็นภาษาคน เช่น ตอนที่ตัวละครพูดถึง “โอกาส” ที่จะฆ่าหรือไม่ฆ่ากงสุลโอบาเรต์ หรือตอนมณีจันทร์เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วนอนงัวเงียบนรถ

แต่ขณะเดียวกัน ผมกลับชอบลักษณะการพูดจาแปลกๆ ของบรรดาตัวละครในหนังอยู่ไม่น้อย เราจะเห็นได้ว่าในหลายจังหวะ ตัวละครจะชอบพูดจาซ้ำไปซ้ำมา ย้ำทวนประโยคเดิม 2-3 หน เหมือนคนมีอาการย้ำคิดย้ำทำ

พอกลับมาดูหนังรอบล่าสุด ผมดันสนุกและขำๆ กับจังหวะการพูดแบบนี้ (ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว นี่เป็นลักษณะการพูดในชีวิตปกติของคนทำด้วยมั้ย?)

4.

ทวิภพ 4

ข้อหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเอง “พลาด” คือ ผมจำไม่ได้ว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์ เวอร์ชั่นฉายโรงปกติ” กับ “หนังฉบับ Director’s cut” นั้น มีท่าทีแตกต่างกันต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์กับสายน้ำ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่รำคาญไอ้ประโยคเก่งของขุนอัครเทพวรากร ที่ว่า “ข้าเกิดที่แม่น้ำสายนี้ และข้าก็จะขอตายที่แม่น้ำสายนี้” มากๆ และนำไปล้อเลียนตามที่ต่างๆ อยู่บ่อยๆ ด้วยความรู้สึกซึ่งอิงมาจากความคิดที่ว่า

แหมยังกะมึงสามารถเอาเท้าเหยียบลงไปบนแม่น้ำสายเดิมได้ถึงสองครั้งอย่างงั้นนี่

แต่ตอนดูหนังฉบับ Director’s cut หนแรก ผมจำแทบไม่ได้เลยว่าตัวละครในหนังที่มีปัญหาและตั้งคำถามจริงจังกับวรรคทองอันนี้ คือ มณีจันทร์

จนมาดูอีกครั้งที่ศรีศาลายา ผมจึงพบว่า เออ! เมนี่เธอเถียงเรื่องนี้ไว้ดีมากๆ ในทำนองว่า

สรุปแล้ว คนอย่างฉันควรจะอยู่ตรงไหนของสายน้ำกันวะ?

หรือเมื่อสายน้ำมันล่องไหลไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วมนุษย์เราควรจะยืนหยัดอยู่ตรงอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต?

ข้อถกเถียงนี้จะเชื่อมโยงถึงประเด็นถัดไปด้วย

5.

ผมเพิ่งมาตระหนักชัดๆ ว่า ทวิภพฉบับที่ตัดโดยสุรพงษ์เอง นำเสนอการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสยามกับลัทธิล่าอาณานิคม ผ่านมุมมองสามแบบ (ผ่านชายสามคนที่หลงรักมณีจันทร์)

อัครเทพ

ขุนอัครเทพฯ จะออกแนวขวาทื่อๆ เกลียดฝรั่งชัดเจนสุด (แต่ไม่ถึงกับปฏิเสธฝรั่งในระดับ 100%) สลับซับซ้อนน้อยที่สุด รักษาจิตวิญญาณของนิยายไว้มากที่สุด (เผลอๆ จะเป็น “สายเหยี่ยว” กว่าพระเอกในนิยายด้วยซ้ำ) และแน่นอน มันต้องเป็นพระเอก 555

ซาเวียร์

ฟรองซัวส์ ซาเวียร์ ควรจะเป็นคนที่มองสยามหรือเขียนงานชาติพันธุ์นิพนธ์เกี่ยวกับสังคมสยามจากสายตาเจ้าอาณานิคมมากที่สุด แต่หนังก็ทำให้ตัวละครรายนี้มีภูมิหลังซับซ้อนกว่านั้น คือ กำหนดสร้างให้เขามีสายเลือดสยามอยู่ในตัวด้วย (สืบทอดจากบรรพบุรุษในสมัยสมเด็จพระนารายณ์) เขาจึงไม่มีอาการเหยียดสยามว่าเป็นสังคมที่ไม่ศิวิไลซ์หรือป่าเถื่อน ไม่ได้มองสยามด้วยสายตาเจ้าอาณานิคม แต่มองโลกผ่านสายตาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม โดยเห็นว่าคนในทุกสังคมนั้นเท่ากัน และต่างมีอารยธรรมด้วยกันหมดทิ้งสิ้น

จริงๆ ผมมีปัญหากับการเพิ่มภูมิหลังให้ซาเวียร์อยู่นิดๆ กล่าวคือ ทำไมฝรั่งในยุคอาณานิคมจะมองโลก (เอเชีย/ตะวันออก) ด้วยสายตาที่แอนตี้ลัทธิล่าอาณานิคมไม่ได้? ทำไมฝรั่งยุคโน้นจะมองโลกแบบทวนกระแสจากกระแสความคิดหลักของสังคมตนเองไม่ได้?

แต่เรา (คนสยาม/คนไทย) ต้องประกอบสร้างให้ฝรั่งคนนั้นมันมี “ความเป็นไทยทางสายเลือด” ซะก่อน มุมมองของมันถึงจะเปลี่ยนไป

ซึ่งการใส่สายเลือด/คุณลักษณะทางชีววิทยาเข้าไปในตัวซาเวียร์ เพื่อเขาจะได้มองเห็นสยามว่าเป็นสังคมที่เท่าเทียมกับ “ตะวันตก” ก็คือ วิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม/มานุษยวิทยายุคแรกเริ่มในมุมกลับนั่นเอง

ราชไมตรี

ตัวละครที่เจ๋งสุด (และเอาเข้าจริง ผมหมั่นไส้มากที่สุด) คือ หลวงราชไมตรี หมอนี่แหละคือคนที่มองสังคมสยามด้วยสายตาแบบ “เจ้าอาณานิคมภายใน” คือ มอง/เหยียดว่าพวกชาวบ้านเอาแต่เล่นสนุก ไม่แอคทีฟ ไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามจากภายนอก ไม่แสวงหาความรู้ (มีแต่ชนชั้นนำอย่างพวกข้าฯ เท่านั้น ที่ทำงานหนักในการพยายามทัดทาน “อำนาจตะวันตก”)

ที่สำคัญ ผมยังรู้สึกว่าถ้าหลวงราชไมตรี พี่แกวิจารณ์ชาวบ้านสยามในยุคร่วมสมัยกับตนอย่างหนักหน่วงถึงเพียงนี้ แล้วเขาและมิตรสหายจะตกอกตกใจกึ่งประณามเรื่องที่อนุชนรุ่นหลังอ่านหนังสือน้อยกันทำไมวะ? 555

ไปๆ มาๆ ชนชั้นนำสยามที่มีความรู้ทันสมัย บุคลิกแลดูเป็น “สายพิราบ” อย่างหลวงราชไมตรี จึงมีความเป็นเจ้าอาณานิคมยิ่งกว่าฝรั่งอย่างฟรองซัวส์ ซาเวียร์ เสียอีก

ผมรู้สึกว่า “ทวิภพฉบับ Director’s cut ของสุรพงษ์” นั้นแบ่ง/ซอย/ซ้อนเลเยอร์สามชั้นตรงส่วนนี้ ผ่านตัวละครหลักสามคน ได้เคลียร์และเจ๋งดี

(ในเวอร์ชั่นปกติ บทพูดวิเคราะห์ชาวบ้านในสังคมสยามโดยหลวงราชไมตรีจะหายไป เช่นเดียวกับ มุมมองที่มีต่อสยามแบบละเอียดๆ และภูมิหลังชีวิตของฟรองซัวส์ ซาเวียร์)

ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับความลังเลใจของมณีจันทร์ที่มีต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์และสายน้ำ”

เพราะการจะเลือกผู้ชายคนไหน ก็คือการเลือกว่าตนเองจะยืนอยู่ตรงจุดใดของประวัติศาสตร์/สายน้ำ หรือเลือกว่าตนเองจะเผชิญหน้ากับ “มหาอำนาจต่างชาติ” อย่างไรนั่นเอง

น่าเสียดาย ที่นักเรียนนอก บุคลิกเหมือนจะเป็นฝรั่ง อย่างเมนี่ ดันเลือก “ขุนอัครเทพฯ”

6.

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทวิภพฉบับนี้เป็น “หนังโปรชนชั้นนำ” หรือ “งานเอียงขวาด้วยท่าทีปัญญาชน”

แม้จะเห็นได้ชัดว่าหนังสร้างทางเลือกให้แก่ตัวเองเอาไว้เยอะแยะหลากหลาย

คือ หนังจะไปทาง/ถกเถียงกับ “ธงชัย วินิจจะกูล” ก็ได้ จะไปทาง/ถกเถียงกับ “งานสายหลังอาณานิคม” ก็ได้

แต่ท้ายสุด คนทำเขาก็ยังพอใจกับการแสดงตนออกมาด้วยท่าทีในราวๆ “ไกรฤกษ์ นานา”

ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด

นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้อีกว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” คือ หนังไทยเรื่องสำคัญ

โอเค ว่านี่เป็นหนังที่มีจุดน่าวิพากษ์มากมาย

แต่ก็เพราะคนทำหนังเรื่องนี้มีลูกบ้า ลูกทะเยอทะยานมากๆ ไง เราถึงสามารถวิพากษ์งานของเขาได้อย่างเมามัน 555

คนมองหนัง

ระลึกถึง “ท่านครู” และ “ทิพย์” (ฉบับสมบูรณ์)

ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 20-26 พฤษภาคม 2559 (ปรับปรุงจากบทความที่เผยแพร่ในบล็อกก่อนหน้านี้)

“คุณอดุลย์ ดุลยรัตน์” และ “คุณประจวบ ฤกษ์ยามดี” สองนักแสดงอาวุโส เพิ่งล่วงลับลงในเวลาใกล้เคียงกัน

ข้อเขียนชิ้นนี้พยายามจะรำลึกถึงทั้งสองท่าน ผ่านมุมมอง การตีความ และประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ยของคนดูหนังรายหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ติดตามผลงานของทั้งคู่มามากมายและละเอียดลออนัก

ท่านครู

ผมคงเป็นเช่นเดียวกับแฟนหนังรุ่นหลังอีกหลายคน ที่จดจำคุณอดุลย์ได้จากบทบาท “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” (อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์, 2547)

ตามความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า ตัวละคร “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว มี “นัยยะความหมายทางสังคม-วัฒนธรรม” อันสำคัญยิ่ง

จนสำคัญยิ่งกว่าเรื่องราว “ดราม่า-ซาบซึ้ง” ในจอภาพยนตร์ ทว่า เป็นความสำคัญที่หลุดลอยออกมาสู่บริบทการต่อสู้ทางสังคม-การเมืองนอกโรงหนัง นับแต่ช่วงก่อนเดือนกันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน

กล่าวคือ ท่านครูในโหมโรง มิใช่ตัวแทนของ “ความเป็นไทยแท้บริสุทธิ์” ที่ไม่ยอมเจือปนกับองค์ประกอบแปลกปลอมใดๆ ที่ “ไม่ไทย” เสียทีเดียว

เพราะถ้ายังจำกันได้ ฉากคลาสสิกหนึ่งของโหมโรง ก็คือ ฉากที่ท่านครูตีระนาดผสานการบรรเลงเปียโนของลูกชาย อันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการปรับประสานต่อรองซึ่งกันและกัน ระหว่าง “ดนตรีไทย” กับ “ดนตรีฝรั่ง”

จุดยืนของหนังเรื่องโหมโรง ก็ไม่ต่างกับ “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน

ภาพยนตร์เรื่องทวิภพของสุรพงษ์มิได้นำเสนอภาพชนชั้นนำสยาม (ใหม่) ที่ปฏิเสธฝรั่งอย่างถึงรากถึงโคน หรือตั้งเป้าจะยอมพลีชีพในการรบกับฝรั่ง

หากชนชั้นนำเหล่านั้นพร้อมจะปรับประสานต่อรองทางอำนาจกับชาติตะวันตก และยินดีจะแสวงหา-สั่งสมองค์ความรู้ใหม่ๆ ในแบบฉบับของฝรั่ง

ด้วยเหตุนี้ โหมโรงและทวิภพ จึงมิได้ปฏิเสธหรือยืนกรานต่อต้านอิทธิพลในทางความคิด-วัฒนธรรมของ “ต่างชาติ/ฝรั่ง/ตะวันตก” อย่างหัวเด็ดตีนขาด

แต่คำถามสำคัญที่หนังสองเรื่องตั้งขึ้น ก็ได้แก่ คนไทยกลุ่มไหนกัน? ซึ่งควรจะเป็น “ด่านหน้า” ในการนำเข้าแนวคิด-วัฒนธรรมเหล่านั้นมาสู่สังคมไทย แล้วค่อยๆ ปรับแปร/ดัดแปลง “ของนอก” ให้กลายเป็น “ของไทยๆ”

อันง่ายต่อการซึมซับซึมซาบลงสู่วิธีคิด-วิถีชีวิต-พฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ และไม่สูญเสีย “เอกลักษณ์ไทย”

คำตอบที่หนังให้ ก็คือ ผู้ต้องแบกรับภาระหน้าที่ดังกล่าว ควรเป็น “ชนชั้นนำจารีต” อันมี ท่านครู, ขุนอัครเทพวรากร และหลวงราชไมตรี เป็น “ภาพแทน” ขั้นเบื้องต้นสุด

มากกว่าจะเป็นนายทหารในระบอบ “พิบูลสงคราม” และนักการเมือง-นักธุรกิจในกระแสโลกาภิวัตน์

ทิพย์

ไม่ต่างจากกรณีคุณอดุลย์ ผมได้ดูหนังที่คุณประจวบแสดงอยู่เพียงไม่กี่เรื่อง

ถ้าจำไม่ผิด อาจมีแค่ “โรงแรมนรก” (รัตน์ เปสตันยี, 2500) และ “ชั่วฟ้าดินสลาย” (มารุต, 2498)

หากวัดเอาจากความตลกและความมีเสน่ห์ ผมคงชอบบทบาทของคุณประจวบในโรงแรมนรกมากกว่าในชั่วฟ้าดินสลาย

อย่างไรก็ตาม บทบาทและไดอะล็อกสั้นๆ ในชั่วฟ้าดินสลายของคุณประจวบ กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในใจผมได้มากล้นและยั่งยืนกว่า

ไดอะล็อกที่ว่า เกิดขึ้นหลังจากมีตัวละครคนงานขนไม้เดินตัดหน้าจนแทบจะชน “ทิพย์” ผู้จัดการปางไม้ ซึ่งรับบทโดยคุณประจวบ

ทิพย์จึงด่าคนงานกลับไปว่า “เฮ้ย! เดินดูตาม้าตาเรือซะบ้างสิ ไอ้นี่มีความรู้สึกจองหองในใจนี่”

(ขอขอบคุณสเตตัสเฟซบุ๊กของ คุณมนทกานติ รังสิพราหมณกุล บรรณาธิการบริหารนิตยสารมาดามฟิกาโร ที่ชี้ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์และไดอะล็อกนี้)

ก่อนหน้าจะได้ชม “ชั่วฟ้าดินสลาย” เวอร์ชั่นดังกล่าว (เอาเข้าจริง คือ เวอร์ชั่นแรกที่ผมได้ดู) และก่อนหน้าจะได้อ่านนิยายของ “มาลัย ชูพินิจ”

ผมเคยเข้าใจมาโดยตลอดว่า จุดใหญ่ใจความในหนัง/นิยายเรื่องนี้ คือ เรื่องราวการแสดงอำนาจสัมบูรณ์ของ “นายห้างพะโป้” ที่สามารถบงการและลงทัณฑ์หนุ่มสาวผู้ฝ่าฝืนท้าทายกฎเกณฑ์ของเขาได้อย่างอยู่หมัดและเด็ดขาด

ทว่า พอได้ดู “ชั่วฟ้าดินสลาย ปี 2498” ผมกลับพบว่า ตนเองเข้าใจอะไรผิดไปเยอะแยะ

เพราะท่ามกลางการจัดการกับขบถรุ่นเยาว์อย่าง “ส่างหม่อง” และ “ยุพดี” พะโป้และปางไม้ของเขา กลับต้องประสบกับปัญหาสำคัญ อันเนื่องมาจากภาวะความชอบธรรมทางอำนาจที่ตกต่ำลดลงจนเห็นได้เด่นชัด

ภาวะที่ว่า ปรากฏผ่านหลายสถานการณ์ในหนัง เช่น แม้นายห้างพะโป้อาจมีอำนาจสิทธิ์ขาด และสามารถตบหน้าคนใช้ที่พูดจาเสียดแทงใจตนเองได้ แต่อย่าลืมว่าคนใช้ก็สามารถเดินเข้าไปพูดจากระทบกระแทกจิตใจของเจ้านายได้อย่างกล้าหาญเช่นกัน

เช่นเดียวกับยุพดี ที่ถูกบรรดาคนใช้พยายาม “ลองของ” ในตอนต้นเรื่อง

แม้แต่ทิพย์ที่มีสถานะเป็นผู้ช่วยของนายห้าง ก็ยังแสดงกิริยาอาการกดขี่คนงานต่างๆ ตลอดเวลา จนคล้ายกับเขากำลังพยายามลอกเลียนการใช้อำนาจของผู้เป็นนายอยู่

ที่น่าสนใจ คือ คนงานในปางไม้กลับมีทีท่าเพิกเฉยไม่สนใจไยดีต่อการใช้อำนาจ “ปลอมๆ” ของทิพย์

และไดอะล็อกของทิพย์ที่ก่นด่าคนงานว่า “มีความรู้สึกจองหองในใจ” ก็เป็นอาการบ่งชี้ข้อหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พะโป้และระบอบอำนาจของเขา กำลัง “ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่”

ก่อนที่โศกนาฏกรรมความรักจะเกิดขึ้นกับส่างหม่องและยุพดี ก่อนที่คนงานปางไม้จะก่อหวอดประท้วงพะโป้ เพราะไม่เห็นด้วยกับการลงโทษคู่รักหนุ่มสาวอย่างโหดเหี้ยมไร้ขีดจำกัด

กระทั่งมีการขว้างปาก้อนหินใส่รูปเหมือนของนายห้าง กระทั่งนายห้างต้องสิ้นใจตายกลางกองเพลิงที่ตนเองเป็นผู้จุดขึ้น

ขออนุญาตสรุปปิดท้ายว่า คุณค่าจากผลงานเก่าๆ ของคุณอดุลย์และคุณประจวบนั้นมีอยู่แน่ๆ และคุณค่าเช่นนั้นจะเปล่งประกายอย่างเจิดจ้า หากสามารถนำมาใช้อธิบาย “ปัจจุบัน” ได้