คนมองหนัง

“บุพเพสันนิวาส-ศรีอโยธยา” ละคร 2 เรื่อง ที่มีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” คนละแบบ

หมายเหตุ ทีแรกเมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อน กะจะเขียนถึงภาพรวมของ “ศรีอโยธยา” ซีซั่นแรก หลังละครเพิ่งปิดฉากลง แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา กระทั่ง “บุพเพสันนิวาส” จากทางฝั่งช่อง 3 เริ่มสร้างกระแสโด่งดังสนั่นจอไปทั่วประเทศพอดี จึงตัดสินใจเขียนถึงละครสองเรื่องนี้พร้อมๆ กันเสียเลยในคราวเดียว

อดีตที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน กับ ปัจจุบันที่ตัดตอนย้อนกลับไปยังอดีต

ข้อแรกสุด คือ เมื่อมองเผินๆ “ศรีอโยธยา” ของ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย และ “บุพเพสันนิวาส” ของภวัต พนังคศิริ (เคยกำกับภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานใช้ได้เลยอย่าง “นาคปรก”) เหมือนจะมีเนื้อเรื่องคล้ายๆ กัน โดยต่างพูดถึงตัวละครยุคปัจจุบันที่ย้อนอดีตกลับไปยังเหตุการณ์ (อิง) ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา

ทว่า หากดูละครละเอียดๆ แล้ว เราจะพบว่าทั้งสองเรื่องมีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” ต่างกันอย่างสำคัญ

“ศรีอโยธยา” นั้นพูดถึงความเชื่อมโยงสืบเนื่องทางอารยธรรม-ภูมิปัญญา-คุณค่า ที่ตกทอดจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน โดยไม่ขาดตอน

ขณะที่ “บุพเพสันนิวาส” พูดถึงการเดินทางย้อนกลับไปยังอดีตอย่างฉับพลัน ทันที และตัดตอน จนนำไปสู่สายสัมพันธ์อันแปลกแยกระหว่างยุคสมัย (แต่แน่นอน ย่อมเข้าใจและปรับประสานเข้าหากันได้ในท้ายสุด)

ความต่อเนื่องเชื่อมโยงจาก “อดีต” สู่ “ปัจจุบัน” ใน “ศรีอโยธยา”

ท่ามกลางความยืดเยื้อ การสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันที่มีความคืบหน้าน้อยมาก และองค์ประกอบที่แลดูแปลกๆ ตลกๆ (ในทางที่ค่อนข้างแย่) และความไม่สนุก-ไม่น่าติดตามนานัปการ

จุดน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นประเด็นหลักที่หม่อมน้อยต้องการนำเสนอใน “ศรีอโยธยา” ก็คือ “ความต่อเนื่องเชื่อมโยง” หรือการสืบทอดส่งมอบคุณค่า-อารยธรรม-วัฒนธรรม-ศิลปกรรม (อันสูงส่ง) ฯลฯ (ลองฟังเพลงประกอบละครดู) โดยไม่ขาดสาย ไม่ขาดตอน จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

ผ่านพล็อตหลักๆ ว่าด้วยการมีชีวิตคงอยู่ข้ามกาลเวลา (ภายในพื้นที่เฉพาะอันศักดิ์สิทธิ์) ของลูกหลานเจ้าพระยาพิชัยฯ อย่าง “บุษบาบรรณ” “คุณทองหยิบ” และเหล่าบริวาร (ได้รับอิทธิพลจากนิยาย “เรือนมยุรา” มาอย่างเด่นชัด) และการกลับชาติมาเกิดของเจ้าฟ้า-เจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ (ตลอดจนขุนนางใกล้ชิด) ในยุคปัจจุบัน

โดยส่วนตัว ฉากหนึ่งของช่วงปลายซีซั่นแรก ซึ่งอธิบายแนวคิดข้างต้นได้น่าสนใจมากๆ (แม้หลายคนจะเห็นว่ามันมีรายละเอียดหลายประการที่ตลกและผิดพลาด) คือ ฉากที่เจ้าฟ้าสุทัศ/วายุ เจอดวงพระวิญญาณพระเจ้าเสือ แล้วพระเจ้าเสือก็พาเจ้าฟ้าสุทัศ (วายุ) ไปล่องเรือตามลำน้ำ เพื่อผ่านพบกับพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ต่อมา เมื่อเจ้าฟ้าสุทัศไปเข้าเฝ้าฯ พระภิกษุพระเจ้าอุทุมพร ขุนหลวงหาวัดก็ตรัสว่าพระเจ้าเสือเคยเสด็จฯ มาพบพระองค์ ในลักษณะนี้เช่นกัน

การย้อนอดีต/การแทนที่โดยฉับพลันแบบ “บุพเพสันนิวาส”

ต่างจาก “ศรีอโยธยา” ละครทีวีเรื่องดังแห่งปีอย่าง “บุพเพสันนิวาส” กลับดำเนินเรื่องโดยการนำตัวละครจากยุคปัจจุบัน เดินทางย้อนเวลากลับไปยังอดีต เพื่อฉายภาพให้เห็นกระบวนการปะทะกันระหว่างความแปลกแยกแตกต่างของยุคสมัย โดยมีศูนย์กลางการปะทะสังสรรค์อยู่ที่ตัวละคร “การะเกด/เกศสุรางค์” (ตัวอย่างมีให้เห็นเต็มไปหมด ผ่านคลิปสั้นๆ หรือมีมต่างๆ ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย)

นอกจากนี้ การย้อนเวลากลับไปยังอดีตของตัวละครนำในละครเรื่องนี้ ยังเป็นการ “แทนที่โดยฉับพลัน” ของตัวละครต่างยุคต่างอุปนิสัยสองราย คือ ตัวละครคนหนึ่งตายลงในโลกปัจจุบัน แล้ววิญญาณก็ล่องลอยเข้าไปสิงร่างตัวละครอีกคนที่เสียชีวิตลงในอดีต

ดังที่บอกไป (และดังที่ได้รับชมกันอยู่ในละคร) “การแทนที่โดยฉับพลัน” เช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การปะทะ/เทียบเคียง/วางชน (ในลักษณะ “ตัดตอน” ช่วงเวลา) ระหว่างคุณค่า-รสนิยม-วัฒนธรรมต่างชุดต่างประเภท (อย่างน้อย ก็ “ณ เบื้องต้น”) จนก่อให้เกิดอาการประหลาดใจแก่ตัวละครนำและคนดูหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ความสืบเนื่องเชื่อมโยงที่ส่งต่อกันมาอย่างราบรื่นเรื่อยเรียงเป็นวิถีปกติ ซึ่งปรากฏใน “ศรีอโยธยา”

ความแตกต่างนำไปสู่อะไร?

จากการประเมินส่วนตัว ผมรู้สึกว่า “การย้อนอดีตแบบแทนที่โดยฉับพลัน” ใน “บุพเพสันนิวาส” นั้นแสดงให้เห็นถึง “ความไม่ต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์” เมื่อไม่ต่อเนื่อง ก็นำไปสู่ “ช่องว่าง” ของความไม่รู้และความผิดแผกแตกต่าง ก่อนจะลงเอยด้วย “การเล่นสนุก” กับ “ช่องว่าง” แห่งความไม่รู้ หรือ “ช่องว่าง” ระหว่างค่านิยมที่ต่างกันเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีเงื่อนไขอื่นๆ เข้ามาหนุนส่ง “การเล่นสนุก” ข้างต้นด้วยเช่นกัน

เพราะต้องยอมรับว่า “การเล่นสนุก” ทำนองนี้ สามารถเกิดขึ้นมาได้ด้วยสถานภาพ/ตำแหน่งแห่งที่บางประเภทของตัวละครนำ ถ้าตัวละครเอกของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกกำหนดให้มีสถานภาพเป็นเจ้านายชั้นสูงหรือขุนนางที่รับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิด (เหมือนบรรดาตัวละครนำของ “ศรีอโยธยา”) เธอก็คงไม่สามารถ “เล่นสนุก” หรือ “สร้างอารมณ์ขัน” ได้อย่างที่เป็นอยู่

หรือจะว่าไปแล้ว การนำเสนอภาพของการปะทะกันระหว่างยุคสมัย ก็ไม่ได้เกิดใน “บุพเพสันนิวาส” เป็นเรื่องแรก แต่พอละครเรื่องนี้เลือกจะแนะนำตัวหรือทำความรู้จักมักคุ้นกับผู้ชม ด้วยเหตุการณ์ปะทะสังสรรค์/ความแปลกแยกในวิถีชีวิตประจำวัน (ตั้งแต่เรื่องส้วม, อาหารการกิน, ไปจนถึงผายปอด ฯลฯ) ไม่ใช่เรื่องหนักๆ ในประเด็นประวัติศาสตร์การเมือง

“การเล่นสนุก” กับยุคสมัย จึงถูกนำเสนอออกมาได้อย่าง “สนุกสนาน” จริงๆ

ตรงข้ามกับกรณีของ “ศรีอโยธยา”

การขับเน้นไปที่ภาวะสืบเนื่องเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันในทางประวัติศาสตร์ กลับยิ่งส่งผลให้ประวัติศาสตร์กลายสภาพเป็นภูมิปัญญา-ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ยิ่งใหญ่ ไพศาล ตระการตา ซับซ้อน ยากเข้าถึง หรือ “เล่นสนุก” ด้วยไม่ง่ายนัก

ขณะเดียวกัน ผู้สร้างก็ดูเหมือนจะตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่าภูมิปัญญาหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดสืบสานกันมาอย่างยาวนาน นั้นไม่มีความแปลกแยกใดๆ เลยกับปัจจุบัน เห็นได้จากการที่ “พิมาน/พระพิมานสถานมงคล” ไม่มีอาการแปลกประหลาดใจหรือทำตัวผิดที่ผิดทางสักเท่าไหร่นัก เมื่อระลึกอดีตชาติของตนเองได้ เช่นเดียวกับตัวละครที่กลับชาติมาเกิดรายอื่นๆ (แต่พวกเขาอาจจะมีอาการซาบซึ้ง ปีติใจ ให้เห็น)

(ฉากที่อาจารย์พวงแก้ว คุณน้าของพิมาน -ชาติที่แล้ว คือ กรมขุนวิมลภักดี- แซววายุ -เจ้าฟ้าสุทัศ ในอดีตชาติ- ว่า “โถ่! น่าสงสาร องค์เจ้าฟ้าสุทัศ” นั้นก็แสดงให้เห็นถึงภาวะปะปนกันของอดีตกับปัจจุบัน อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จึงเจรจากับเพื่อนรุ่นน้องของหลานชาย ประหนึ่งพระมารดากำลังสนทนากับพระราชโอรสในอดีตชาติ)

(คลิกชมนาทีที่ 13.51-13.55 ของคลิปนี้)

ด้วยเหตุนี้ ตัวละครนำในยุคปัจจุบันของ “ศรีอโยธยา” จึงล้วนเผชิญหน้ากับ “อดีต” โดยตระหนักรู้ถึงภาวะเหลื่อมซ้อนของมิติเวลา ตระหนักรู้ถึงพันธะความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ และต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับภาวะดังกล่าวในฐานะ “สัจจะ” ประการหนึ่ง อย่างมิผิดแผกแปลกแยก

ปัญหา คือ พอเรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองรู้อะไรมากเท่าไหร่ พร้อมทั้งรู้สึกว่าสิ่งที่เราหยั่งรู้นั้นยิ่งใหญ่เที่ยงแท้เพียงไร เราก็ยิ่งไม่มีแนวโน้มที่จะเปิด “ช่องว่าง” เพื่อผ่อนคลายตนเองและ “เล่นสนุก” กับองค์ความรู้ที่เราเชื่อว่าเราเข้าถึงโดยสมบูรณ์แล้ว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าหม่อมน้อยจะไม่พยายาม “เล่นสนุก” เอาเลย

อย่างน้อยการดำรงอยู่ของ “พระกำนัลนารี (สังข์)” ก็น่าจะสื่อถึงอารมณ์อยาก “สนุก” ของผู้กำกับท่านนี้มากพอสมควร เพียงแต่คนดูจะรู้สึกสนุกสนานขำขันกับตัวละครรายนี้หรือไม่? ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

พระกำนัลนารี

Advertisements
ข่าวบันเทิง

รวมข่าวคราวความคืบหน้า กรณีเลื่อนฉาย “โรงแรมต่างดาว”!

อรรถพล ณ บางช้าง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายรายการ บจก.ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป ผู้ให้ทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง “โรงแรมต่างดาว” (Motel Mist) ให้สัมภาษณ์ มติชนออนไลน์ ถึงเหตุผลที่เลื่อนฉายภาพยนตร์ดังกล่าวว่า

เพราะยังไม่เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ประชาชนโศกเศร้าเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงคิดว่าควรเลื่อนการฉายออกไปก่อน ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องเนื้อหาที่มีฉากโป๊เปลือย หรือเรื่องการเมืองแต่อย่างใด โดยทางบริษัทก็กำลังตรวจสอบเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฉายภาพยนตร์อยู่

คลิกอ่านข่าวฉบับเต็ม http://www.matichon.co.th/news/363689

ขณะเดียวกัน ปราบดา หยุ่น ผู้กำกับภาพยนตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ http://bk.asia-city.com/ ว่า “ผู้ให้ทุนสร้างรู้สึกไม่โอเคกับเนื้อหาของหนัง หลังจากนั้น พวกเขาจึงบอกกับทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ให้ยุติการฉายหนังเอาไว้ก่อน”

“ในทางเทคนิค พวกเขาคือเจ้าของหนัง ดังนั้น เรา (ทีมงานผู้สร้าง) จึงไม่สามารถลงมือทำอะไรได้ในความเป็นจริง มันเป็นเรื่องแย่มากๆ สำหรับทีมงานผู้สร้างหนังเรื่องนี้ พวกเราทำงานทุกอย่างตามระเบียบการที่ควรเป็น ทางทีมจึงรู้สึกโศกเศร้ากับเรื่องที่เกิดขึ้น” ปราบดา ระบุ

นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ที่หันมาทำหนัง ไม่ได้ระบุชัดถึงเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้แก่ผู้ออกทุนสร้าง

“โดยส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาวิตกกังวลกับซีนอีโรติคและซีนที่มีความรุนแรง แต่ผมก็ไม่แน่ใจมากนัก (ว่าพวกเขากังวลกับซีนใดเป็นพิเศษ)”

อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกำลังหาทางออกในเรื่องนี้ โดยปราบดากล่าวว่า “พวกเรากำลังสื่อสารกับพวกเขาอยู่ และบางที ทุกฝ่ายอาจได้ทางออกร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ ทุกอย่างเกี่ยวกับหนังจะถูกแขวนเอาไว้ก่อน”

คลิกอ่านข่าวฉบับเต็ม http://bk.asia-city.com/movies/news/prada-yoons-motel-mist-pulled-last-minute-screening-program

นอกจากนี้ ในเพจเฟซบุ๊ก Kongdejworkboard ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับภาพยนตร์และผู้บริหารบริษัทซองซาวด์ โปรดักชั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานผู้สร้าง “โรงแรมต่างดาว” ได้โพสต์ข้อความน่าสนใจต่อกรณีนี้ไว้หลายประเด็น อาทิ

“…ก่อนอื่น เราควรจะต้องคอยเคาะกะโหลกตัวเองเสียก่อนว่า เราไม่ได้ทำหนังอิสระอยู่ แต่เป็นแค่กระบวนการที่มีผู้ให้ทุนเรามาทำหนังทางเลือกอยู่ ซึ่งหมายความว่าเราจะไม่มีทางได้เป็นเจ้าของมัน และเมื่อเราไม่ได้เป็นเจ้าของ มันจึงไม่สามารถเรียกตัวเองว่าหนังอิสระได้อย่างเต็มปาก (เช่นเดียวกับ snap ที่ในที่สุด เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมันเลย แถมเงินไม่พอระหว่างถ่ายทำ จนต้องวิ่งหาทุนเพิ่ม และต้องเอาคอนโดของตัวเองไปโอดีด้วยซ้ำ จนแล้วจนรอด ถึงทุกวันนี้เรากับทองดี (โสฬส สุขุม – โปรดิวเซอร์หนังของคงเดช และเป็นโปรดิวเซอร์ของโรงแรมต่างดาวด้วย) ยังไม่เคยได้เงินจากสองปีที่ทำมันแม้แต่บาทเดียว แต่กลับรู้สึกเป็นหนี้ทั้งทางรูปธรรมและความรู้สึกกับทุกคนที่มาช่วยให้มันเสร็จด้วยซ้ำ)

 

“ถ้าเราไม่ได้ควักเงินตัวเองมาทำหนัง มันก็ไม่อิสระหรอก ต้องคอยลุ้นทุกครั้งแหละว่าคนที่ให้ทุนเค้าจะโอเคกับหนังที่เสร็จออกมามั้ย เวลาที่มันโอเคเราก็หายใจได้โล่งหน่อย ถ้ามันไม่ค่อยโอ เราก็จะมีความรู้สึกผิดนิดๆ อยู่เรื่อย เพราะที่สำคัญ เราไม่เคยคิดดูถูกผู้ให้ทุนว่า ดูหนังแบบนี้เป็นหรือเปล่า รสนิยมโอเคมั้ย ยังไงไม่ว่าหนังแบบไหนก็เป็นของแพง ให้เงินมาทำก็เหมือนให้โอกาสเราทำงานแบบที่เราเชื่อ นั่นหมายความว่า เอาจริงๆ แล้วที่ผ่านมา เราแค่โชคดีที่เค้าปล่อยให้เราได้ทำแบบที่เราเชื่อแล้วมันออกมาโอเคสำหรับเค้า…”

และ

“…รู้สึกว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับฝั่งที่โดนโจมตีอยู่หน่อย อยากให้มองกรณีนี้เป็นเรื่องความผิดพลาดในแง่กระบวนการมากกว่าจะจ้องด่าว่ามีคนผิด และสาดความโกรธใส่กัน ต้องยอมรับอย่างนึงว่าที่ผ่านมา ทางเขาก็เป็นผู้ให้ทุนในฝันเช่นกัน คือใจกว้าง และไม่เคยก้าวก่ายงานเลย ถึงแม้ว่าเงินลงทุนจำนวนจะไม่มาก บางครั้งไม่พอต้องหามาเพิ่ม แต่นั่นก็เป็นเพราะงบประมาณองค์กร ซึ่งยิ่งหมายความว่า ทุกอย่างไม่ได้ตัดสินใจอยู่บน pleasure ของใครคนใดคนหนึ่งไง ทุกอย่างมันถึงได้มาเป็น package แบบนี้ และกรณีที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ต้องอยู่บนการตัดสินใจที่ไม่มีความสุขกันทั้งนั้น เงินหลายล้านที่เขาลงมา แล้วในที่สุดจะไม่ฉาย เราว่าก็คงเฮิร์ตกันเท่าๆ กับแรงใจคนทำงานที่ทำกันมาเป็นปีๆ…”

คลิกอ่านโพสต์ฉบับเต็ม Kongdejworkboard