จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้งล่าสุด “สังข์ทอง” – “แว่นตาท้าวสามนต์” ไม่ใช่ของใหม่ มีมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์!

เรตติ้ง 6.9 ของ “สังข์ทอง”

จุดพีกของเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ประจำสัปดาห์ที่แล้ว คือการขึ้นไปแตะตัวเลข 6.619 ณ วันที่ 8 กรกฎาคม ยังไม่ถึงหลัก 7.0 หรือ 7.1 ซึ่งเคยทำได้ก่อนหน้านี้

สังข์ทอง 6.9

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากสถิติระหว่างวันที่ 2-8 กรกฎาคม 2561 “สังข์ทอง” ก็ไม่ใช่โปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 และของประเทศไทย เฉกเช่นสัปดาห์ก่อนหน้า

เพราะอย่างน้อยยังมีละคร “เพชรร้อยรัก” (ตอนอวสาน) ที่ออกอากาศทางช่อง 7 เหมือนกัน ซึ่งโกยเรตติ้งไปถึง 7.759

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะในวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม “สังข์ทอง” ยังถือเป็นรายการยอดฮิตอันดับแรกประจำวันนั้น

แม้ว่าวันดังกล่าวจะเป็น “ดีเดย์” ของจุดเริ่มต้นปฏิบัติการพาสมาชิกทีม “หมูป่า อะคาเดมี” ออกจากถ้ำหลวง

แต่รายการข่าวและรายงานสถานการณ์สดของช่องไทยรัฐทีวีและช่อง 7 ที่ว่ามาแรง ด้วยตัวเลขความนิยม 3 ปลายๆ ถึง 4 กลางๆ

ก็ยังสู้เรตติ้งไม่ถึง 7 ของ “สังข์ทอง” ไม่ได้

ที่มาข้อมูล

https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week2-8july-61/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-10rating-8-07-2561/

“แว่นตาท้าวสามนต์” ของเก่าของแก่ มิใช่เพิ่งมีในละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า “แว่นตา” ของ “ท้าวสามนต์” นั้น เป็นไอเดียใหม่ๆ แผลงๆ ของคนทำละครจักรๆ วงศ์ๆ ในปี 2550 และ 2561

แต่เมื่อตรวจสอบเนื้อหาของบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 แล้ว กลับพบประเด็นน่าตื่นเต้นมากๆ เพราะมีการระบุถึง “แว่นตา” ของ “ท้าวสามนต์” เอาไว้ในบทประพันธ์ด้วย!

แว่นตาท้าวสามนต์

โดยใน “ตอนที่ 8 พระสังข์ตีคลี” ได้กล่าวถึง “แว่นตาท้าวสามนต์” ไว้ว่า

เมื่อนั้น
ท้าวสามนต์ร้องรับให้ดีพ่อ
ตบมืออือเออชะเง้อคอ
เห็นลูกเขยเป็นต่อหัวร่อคัก
ลุกขึ้นโลดเต้นเขม้นมุ่ง
พลัดผลุงลงมาขาแทบหัก
มึนเมื่อยเหนื่อยบอบหอบฮัก
พิงพนักนั่งโยกตะโพกเพลีย
ฉวยคนโทถมยามาดื่มน้ำ
หกคว่ำสำลักแล้วบ้วนเสีย
หยิบบุหรี่จุดไฟไหม้ลามเลีย
วัดถูกจมูกเมียไม่รู้ตัว
สาละวนตึงตังกำลังวุ่น
แม่คุณขอโทษอย่าโกรธผัว
พี่ก็พานแก่ชราหูตามัว
ไม่เห็นตัวว่าใครข้างไหนเลย
ว่าพลางทางเรียกเอาแว่นตา
ใส่จมูกแหงนหน้าดูลูกเขย
ลุกขึ้นมองร้องเออชะเง้อเงย
ยายเอ๋ยอย่าปรารมภ์เป็นรองเรา
แล้วผินมาด่าหกเขยใหญ่
เอออะไรกินข้าวสุกเสียเปล่าเปล่า
สำคัญคิดว่าดีอ้ายขี้เค้า
ออกตีคลีแพ้เขาประเดี๋ยวใจ

มิใช่แค่ “ท้าวสามนต์” หากตัวละครอื่นๆ บางราย ในบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ก็มี “แว่นตา” ใส่เช่นกัน อาทิ “โหราจารย์” (ผู้มีส่วนร่วมในการปั้นความเท็จใส่ร้าย “พระสังข์” ตอนเด็ก) ของ “ท้าวยศวิมล”

ดังบทประพันธ์ใน “ตอนที่ 1 กำเนิดพระสังข์” ที่บรรยายไว้ว่า

บัดนั้น
โหรใหญ่สงสัยเป็นหนักหนา
รับเอาหนังสือที่มือมา
ใส่แว่นตาดูก็รู้ความ
นิ่งนึกตรึกตรองอยู่ในใจ
โลภเห็นแต่จะได้ไม่เกรงขาม
แม้นกูมิรับกลับความ
ทองคำสามชั่งจะคืนไป
ถ้ากูแก้ไขนางจันทา
เงินตราห้าชั่งนั้นจะได้
จึงว่ากับสาวศรีด้วยดีใจ
พอแก้ไขได้เป็นไรมี
แลเหลียวเปลี่ยวคนที่บนเรือน
อิดเอื้อนจะใคร่ประสมศรี
สาวใช้เจ้าเข้าไปในที่
วานหยิบบุหรี่ที่ริมเตียง

ทั้งนี้ “แว่นสายตา” คือประดิษฐกรรมที่ถูกคิดค้นสร้างสรรค์ (ต่อยอด) ขึ้นเป็นครั้งแรกทางตอนเหนือของอิตาลี ตั้งแต่ ค.ศ.1290

มีหลักฐานระบุว่า “แว่นสายตา” ได้ถูกนำเข้ามายังเมืองจีนในช่วงศตวรรษที่ 15 หรือราวๆ 600 ปีก่อน

L0005542 Benjamin Franklin. Coloured aquatint by P. M. Alix, 1790, af

บุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกายุคก่อตั้งประเทศอย่าง “เบนจามิน แฟรงคลิน” ก็ต้องพึ่งพา “แว่นสายตา” เนื่องจากเขามีทั้งอาการสายตาสั้นและสายตายาว

แฟรงคลินมีชีวิตระหว่าง ค.ศ.1706-1790 (พ.ศ.2249-2333) ขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ในหลวงรัชกาลที่ 2) เสด็จพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ.2310 และเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.2367 โดยทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2352-2367

จึงเป็นไปได้สูงว่าในสมัยรัชกาลที่ 2 นั้น คนไทย/คนสยามบางส่วน (เช่น ชนชั้นนำของสังคม) น่าจะรู้จักและเริ่มใช้สอย “แว่นสายตา” กันบ้างแล้ว

หลักฐานที่ช่วยยืนยันสมมุติฐานข้างต้น ก็คือ บทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง”

ที่มาข้อมูล

บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง

https://en.wikipedia.org/wiki/Glasses

ภาพประกอบ (สังข์ทอง)

ยูทูบสามเศียร

ภาพประกอบ (เบนจามิน แฟรงคลิน)

Benjamin Franklin. Coloured aquatint by P. M. Alix, 1790, af Wellcome L0005542.jpg

See page for author [CC BY 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/4.0)], via Wikimedia Commons

Advertisements
คนมองหนัง

ข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับ “ศรีอโยธยา”

(หมายเหตุ เป็นการตั้งข้อสังเกตในฐานะคนที่ตามดู “หนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ไทย” มาพอสมควร และสนใจเรื่องการสร้าง “ภาพแทน” ของชนชั้นนำในประวัติศาสตร์ผ่านสื่อบันเทิงไทยอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อยุธยาและมิได้เป็นคนที่ตามผลงานของ “หม่อมน้อย” มาอย่างเข้มข้นจริงจัง)

หนึ่ง

ศรีอโยธยา พระเจ้าเอกทัศน์

ไม่รู้เป็นข้อดีหรือข้อเสีย (ณ ตอนนี้ ยังประเมินได้ไม่ชัด) แต่เหมือน “หม่อมน้อย” จะ “ทบทวนวรรณกรรม” มาเยอะมาก

จนเห็นได้ว่าผลงานเรื่องนี้มีจุดอ้างอิงถึงผู้มาก่อนหน้าเต็มไปหมด จนแทบกลายเป็น “ยำใหญ่ใส่สารพัด”

ในแง่นิยาย/ละคร แน่นอน “ศรีอโยธยา” มีองค์ประกอบบางด้านที่เหมือน/คล้าย “เรือนมยุรา” มีตัวละครเดินเรื่องกลุ่มหนึ่งที่ไปพ้องกับ “ฟ้าใหม่” มีตัวละคร “หลวงไกร” ที่อาจได้รับแรงบันดาลใจจาก “สายโลหิต” หน่อยๆ พ่วงด้วยพล็อตกลับชาติมาเกิด ที่โดยส่วนตัวทำให้ผมนึกถึง “เจ้ากรรมนายเวร” (หรืออาจรวมถึงงานบางกลุ่มของ “ทมยันตี”) อยู่นิดๆ

ในแง่หนัง ผมรู้สึกว่า “หม่อมน้อย” อาจจะอยากเดินไปบนเส้นทางสายเดียวกับ “ทวิภพ” ฉบับสุรพงษ์ พินิจค้า ผ่านการรีเสิร์ชงานวิชาการที่หนักพอตัว (แม่นไม่แม่น ถูกไม่ถูกเป็นอีกเรื่อง) อย่างน้อยๆ หม่อมแกก็อ่าน “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” แน่ๆ (ดูจากสารคดีโปรโมท)

ทั้งนี้ การทำงานหนักดังกล่าว ก็มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อที่จะทำให้การนำเสนอแง่มุมเชิงบวกเกี่ยวกับชนชั้นนำในหน้าประวัติศาสตร์สามารถมีมิติ ลุ่มลึก ซับซ้อนได้มากขึ้น (หรือพลิกแง่มุมไปเลย)

คงต้องยอมรับว่า “พระเจ้าเอกทัศน์” ใน “ศรีอโยธยา” ทรงเป็น “พระเจ้าเอกทัศน์” ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือแตกต่างชัดเจนจากประวัติศาสตร์นิพนธ์และเรื่องเล่าส่วนใหญ่เกี่ยวกับพระองค์

สอง

ศรีอโยธยา รัดเกล้า อดีต

เอาเข้าจริง จุดที่ทำให้ผมซึ่งเริ่มต้นดู “ศรีอโยธยา” แบบผ่านๆ หันมาตามดูงานชิ้นนี้อย่างจริงจัง ก็คือ การเล่นกับประเด็นมิติของอดีต-ปัจจุบันที่ซ้อนทับ, การกลับชาติมาเกิด และการนำเสนอเรื่องราวแบบหนัง (อิงประวัติศาสตร์) ซ้อนหนัง (อิงประวัติศาสตร์)

ผมเข้าใจว่าการเขย่ารวมองค์ประกอบสามก้อนลักษณะนี้ น่าจะไม่เคยมีมาก่อนในหนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ไทย (แต่จะดีแค่ไหน เป็นอีกประเด็น และเท่าที่ดู มันมีบางก้อนที่คล้ายจะเลอะๆ ออกแนวโปกฮาเลยด้วยซ้ำ)

อีกข้อที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ประเด็นกลับชาติมาเกิด ซึ่งซับซ้อนพอสมควร คือ มีทั้งตัวละครสมมุติในประวัติศาสตร์ที่กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสมมุติในปัจจุบัน และตัวละครที่มีตัวตนจริงอยู่ในพงศาวดารที่กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสมมุติในปัจจุบัน (กลุ่มตัวละครที่แสดงโดยรัดเกล้า อามระดิษ, พิมดาว พานิชสมัย และฮัท เดอะสตาร์)

นี่น่าจะเป็นครั้งแรก ที่มีหนัง/ละคร (หรืออาจรวมถึงนิยาย) ไทย ซึ่งนำเสนอเนื้อหาทำนองว่ากรมขุนท่านนั้น เจ้าฟ้าท่านนี้ ที่ถูกระบุชื่อไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสามัญชนคนนู้นคนนี้ในชาติปัจจุบัน

ศรีอโยธยา รัดเกล้า ปจบ

นอกจากนั้น มันยังเหมือนจะมีการเปลี่ยนขั้ว/จุดยืน/สถานภาพไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนชาติภพ เช่น ตัวละครที่รับบทโดยก้อง ปิยะ และซานิ เอเอฟ ที่คล้ายจะเป็น “ตัวร้าย” สมัยก่อนเสียกรุง แต่กลับมาเป็นพวกผู้ช่วยพระเอกในชาติภพปัจจุบัน (เท่าที่ดูมาห้าตอน)

จากที่ดูละครตอนแรกๆ ผมประเมินว่า “หม่อมน้อย” คงให้ความสำคัญกับ “ปัจจุบัน” และ “อดีต” พอๆ กัน (ทำให้ “ศรีอโยธยา” ไม่ได้มีสถานะเป็นหนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์แบบเพียวๆ) และแกน่าจะอยากพูดถึง “อดีต” มากพอๆ กับการอยากพูดถึงเรื่องราวของ “ปัจจุบัน”

สาม

ศรีอโยธยา แพรว

“ศรีอโยธยา” ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจอื่นๆ อีก เช่น นี่น่าจะเป็นหนัง/ละครไทยเรื่องแรกๆ เลยกระมังที่นำเสนอภาพ “พระเจ้าตาก” ในฐานะ “ลูกจีน” แบบชัดๆ ระดับที่บิดาของพระองค์นั้นไว้เปียและพูดภาษาจีนในชีวิตประจำวัน (ไม่แน่ใจว่า การผลิตงานป้อนกลุ่มทรู/ซีพี จะมีผลต่อการกำหนดลักษณะคาแรคเตอร์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด)

อีกส่วนที่ชวนคิดคือ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเพิ่มบทบาทให้ “เจ้าฟ้าสุทัศน์” (พระราชโอรสของพระมหากษัตริย์) และ “พระพันวัสสาน้อย” (พระราชมารดาของพระมหากษัตริย์) นั้นน่าจะผ่านการคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดีพอสมควร

สำหรับ “หม่อมน้อย” การดำรงอยู่อย่างสำคัญของตัวละครสองพระองค์นี้คงมีเหตุผลและหน้าที่อยู่แน่ๆ เช่นเดียวกับการเลือกตัดตัวละครบางรายออกไป อาทิ “กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท/นายสุดจินดา” ทั้งที่ตัวโครงเรื่องนั้นเอื้อต่อการดำรงอยู่ของพระองค์

สี่

ศรีอโยธยา สามตัวละครนำ

การมีตัวละครนำกลุ่มหนึ่งเป็น “คุณทองด้วง” (รัชกาลที่ 1) “คุณสิน” (พระเจ้าตากสิน) และ “คุณบุนนาค” (ต้นตระกูลบุนนาค) นั้น คงได้รับอิทธิพลมาจาก “ฟ้าใหม่” อย่างไม่อาจโต้เถียง

ทว่า งานของหม่อมน้อยก็แชร์ข้อจำกัดบางประการร่วมกับกับละคร “ฟ้าใหม่” ของค่ายดีด้า ช่อง 7 สีด้วยเช่นกัน

กล่าวคือ หนัง/ละครคู่นี้จะต้องนำเสนอชีวิตของตัวละครเหล่านั้น นับตั้งแต่เมื่อครั้งพวกท่านยังเป็น “เด็กหนุ่ม” ไปจนถึงการได้ “ครองแผ่นดิน” และขึ้นเป็น “ขุนนางผู้ใหญ่”

แต่ขณะเดียวกันทั้งสองเรื่องก็ตัดสินใจเลือกใช้นักแสดงชุดเดียว/ช่วงอายุเดียว มารับภาระหนักอึ้ง ในการถ่ายทอดช่วงชีวิตอันยาวนานและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงของท่านเหล่านั้น

(อย่างไรก็ดี ผมเข้าใจว่าดีด้า เรื่อยมาถึงหม่อมน้อย คงมีเหตุผลสำคัญเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว เช่น ในตัวละครหลักกลุ่มนี้ มีถึงสองพระองค์ที่ต่อมาได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์-มหาราช ดังนั้น ภาพแทนของพระองค์จึงควรมีสถานะเป็นต้นแบบ, รูปเคารพ, รูปปฏิมา อันคงทนสถาวร และควรถูกแตะต้องหรือทำให้แปรผันน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้)

ส่งผลให้ตัวละครคุณทองด้วง คุณสิน และคุณบุนนาค วัยหนุ่ม ไม่ได้แลดูอ่อนวัยกว่าบรรดาตัวละครที่ควรจะมีอาวุโสสูงกว่าพวกท่าน

ในกรณี “ฟ้าใหม่” คุณคนใหญ่/รัชกาลที่ 1 (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) คุณคนกลาง/พระเจ้าตาก (ชินมิษ บุนนาค) คุณคนเล็ก/กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (คงกะพัน แสงสุริยะ)  จึงแลดูมีวัยไม่ต่างกับเจ้าฟ้ากุ้ง (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) และขุนหลวงหาวัด (ดนุพร ปุณณกันต์) แต่อาจจะแลดูอ่อนวัยกว่าพระเจ้าเอกทัศน์ (ศตวรรษ ดุลยวิจิตร)

ขณะที่ “แสน” (ณัฐวุฒิ สกิดใจ) ตัวละครสมมุติที่ชวนให้นึกถึงต้นตระกูลบุนนาค คือ ตัวละครหลักเพียงรายเดียวที่มีสองช่วงวัย (วัยเด็กและผู้ใหญ่)

เช่นเดียวกับใน “ศรีอโยธยา” ที่คุณทองด้วง (ธีรภัทร์ สัจจกุล) คุณสิน (ศรราม เทพพิทักษ์) และคุณบุนนาค (ชินมิษ บุนนาค) แลดูมีวัยพอๆ กับพระเจ้าเอกทัศน์ (นพชัย ชัยนาม) และขุนหลวงหาวัด (เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล) อย่างไม่น่าเป็นไปได้

ศรีอโยธยา กรมหมื่นจิตสุนทร

ยิ่งกว่านั้น กองถ่ายยังต้องแต่งหน้าให้ตี๋ เอเอฟ ซึ่งรับบทเป็นกรมหมื่นจิตรสุนทร หนึ่งในเจ้าสามกรม กลายเป็นคนแก่ผมขาวแบบไม่น่าเชื่อถือไปเลย เพราะในความเป็นจริง ตี๋นั้นอายุน้อยกว่าธีรภัทร์, ศรราม, ชินมิษ, นพชัย, เพ็ญเพ็ชร อยู่สิบกว่าปี แต่ต้องรับบทเป็นตัวละครที่อายุมากกว่านักแสดงรุ่นพี่เหล่านั้นทั้งหมด (จริงๆ กรมหมื่นจิตรสุนทรอาจมีวัยใกล้เคียงกับพระเจ้าเอกทัศน์และขุนหลวงหาวัด แต่หม่อมน้อยตีความต่างออกไป ด้วยการกำหนดให้กรมหมื่นท่านนี้เป็นเหมือนพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าบรมโกศ)

เท่าที่ผมนึกออก สื่อบันเทิงชุดเดียวที่พยายามแสดงให้เห็นถึงภาวะการเจริญเติบโตหรือเปลี่ยนผ่านช่วงวัยของพระมหากษัตริย์ในอดีต ก็คือ “สุริโยไท-ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ของ “ท่านมุ้ย” (กระทั่งสมัยที่ช่อง 3 ทำละครชุดเดียวกันเมื่อทศวรรษ 2530 ผมก็จำได้ว่าละครสองเรื่องนั้น มิได้นำเสนอภาพในวัยเยาว์ของพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา)

สุริโยไท ใบปิด

การตัดสินใจของท่านมุ้ยส่งผลให้สายสัมพันธ์ของตัวละครบางส่วนมีความสลับซับซ้อนหรือมีพลวัตน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น สายสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับสมเด็จพระมหาธรรมราชา

หรือหากเปรียบเทียบกับสื่อบันเทิงที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคใกล้เคียงกับ “ฟ้าใหม่” และ “ศรีอโยธยา” ผมเห็นว่า “สงครามเก้าทัพ” ละครโทรทัศน์เมื่อปี 2531 โดย “วรยุทธ พิชัยศรทัต” ก็เลือกหนทางที่ต่างออกไป แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจไม่น้อย

กล่าวคือ ผู้สร้างละครเรื่องนั้นคงตระหนักเช่นกันว่ามีภาพแทนของเจ้านายบางพระองค์ ที่ควรถูกแตะต้องในฐานะตัวละครให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สิ่งที่คุณวรยุทธทำก็คือ การนำลำดับศักดิ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ยุคต้นรัตนโกสินทร์มาเทียบเคียงซ้อนทับกับสถานภาพของตัวละครนำในละครที่ถูกสร้างขึ้น

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ในหลวงรัชกาลที่ 1 (สมบัติ เมทะนี) จะทรงมีบุคลิกประหนึ่งรูปปฏิมาอันน่าเคารพเลื่อมใส

กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) จะทรงมีบุคลิกเป็นนักรบผู้ดุดัน จริงจัง เข้มแข็ง

ก่อนที่คุณวรยุทธจะค่อยๆ แต่งเติมสีสันให้เจ้านายระดับรองลงไปพระองค์อื่นๆ เช่น กรมพระราชวังหลัง (เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์) และเจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับผู้ชมที่เป็นสามัญชนทั่วไป คือ มีภาวะหวาดหวั่น วิตกกังวลก่อนเริ่มสงคราม บางพระองค์ได้รับบาดเจ็บจากการออกศึก หรือบางพระองค์ก็ถูกกล่าวอ้างถึงว่าทรงเคยเป็นขุนนางมาก่อนเมื่อสมัยแผ่นดินที่แล้ว

แน่นอน โจทย์และโครงสร้างเรื่องเล่าของ “ฟ้าใหม่-ศรีอโยธยา” และ “สงครามเก้าทัพ” นั้นแตกต่างกันพอสมควร จึงย่อมส่งผลต่อทางเลือกในการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม วิธีการเขียนบทให้เจ้านายก่อนเสียกรุงบางพระองค์กลับชาติมาเกิดเป็นสามัญชนยุคปัจจุบันของหม่อมน้อย นั้นดูจะมี “จุดร่วม” กับวิธีการของคุณวรยุทธอยู่รางๆ

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของแนวทางที่หม่อมน้อยเลือก จะออกมาน่าพอใจมากน้อยแค่ไหน?

(ที่มาภาพนิ่ง “ศรีอโยธยา”SriAyodhaya Official)

 

 

 

คนมองหนัง

ความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ และความทับซ้อนของศาสนา ใน ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’

หมายเหตุ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวาระครบรอบ 7 ปี แห่งการเสียชีวิตของ “บัณฑิต ฤทธิ์ถกล” หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญของไทย

 

บล็อกคนมองหนังขอรำลึกถึงบัณฑิต ผ่านบทความว่าด้วย “สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์” ภาพยนตร์ใน “ยุคปลาย” ของเขา ซึ่งถูกกล่าวถึงไว้ไม่มากนัก

 

บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคป ภายหลังบัณฑิตเสียชีวิตได้ไม่นาน

ไอ้กล่อมเป็นชายหนุ่มชาวโยเดีย/อยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะโดยกองทัพอังวะ เมื่อคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ครั้นเมื่ออังวะกรีฑาทัพมารบกับกรุงเทพฯ ในสงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1 กล่อมก็ถูกกองทัพพม่าเกณฑ์ให้ไปร่วมรบด้วย

หลังทัพอังวะพ่ายแพ้ที่สมรภูมิสามสบและท่าดินแดง รี้พลพม่าที่มีทหารชาวโยเดีย/อยุธยา/ไทยรวมอยู่ด้วยก็พากันล่าถอยมายังบริเวณลำน้ำกษัตริย์ แต่แล้วกล่อมก็ต้องเสียชีวิตลง ณ ลำน้ำสายนี้ ด้วยกระสุนปืนของทหารฝ่ายสยาม

ส่งผลให้เนียน เมียของกล่อม ซึ่งเป็นหญิงสาวชาวโยเดียผู้ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะเมื่อคราวเสียกรุงเช่นกัน ตัดสินใจดั้นด้นออกตามหาผัวมาจนถึงบริเวณลำน้ำกษัตริย์ ทว่า เธอกลับถูกฆ่าข่มขืนโดยโจรป่า กระทั่งวิญญาณของเนียนต้องไปสิงสู่อยู่ในร่างเสือเพื่อรอคอยการกลับมาของชายคนรัก

ชะตากรรมของกล่อมและเนียนแสดงให้เห็นถึงชีวิตของคนเล็กคนน้อยในปลายยุคอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ ที่ไม่ได้มีความผูกพันอยู่กับรัฐ-ชาติสมัยใหม่ ซึ่งมีเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างรัฐอย่างชัดเจน ผู้คนในยุคสมัยนั้น (ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือพม่า) จึงสามารถเดินทาง/ถูกกวาดต้อนไปมาระหว่างอาณาจักร โดยมิต้องอ้างอิงตนเองเข้ากับหลักคิดในเรื่องเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐ-ชาติแต่อย่างใด

ชีวิตของคนอยุธยาอย่างกล่อม ผู้กลายเป็นทหารในทัพพม่า/อังวะ และถูกสังหารโดยกระสุนปืนของทหารสยาม/กรุงเทพฯ จึงไม่สามารถจะถูกอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ด้วยประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยกระแสหลักที่ยึดเอารัฐ-ชาติ และบูรณภาพเหนือดินแดนของรัฐ-ชาติ เป็นศูนย์กลางในการเล่าเรื่อง

%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad

100 ปีผ่านไป กล่อมกลับชาติมาเกิดเป็นวัน พรานป่าที่ผ่านการบวชเรียนตามหลักพุทธศาสนามาแล้ว และเขาก็กำลังจะได้เผชิญหน้ากับเนียนที่เป็นวิญญาณสิงสู่อยู่ในร่างเสือ ณ ผืนป่าบริเวณลำน้ำกษัตริย์

เวลาที่ล่วงเลยผันผ่านส่งผลให้คู่ขัดแย้งหลักของสยามไม่ใช่พม่าอีกต่อไป แต่ (ชนชั้นนำ) สยามกลับได้เผชิญหน้ากับฝรั่ง ‘ตะวันตก’ จนต้องปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีการมองโลกในหลายๆ ด้านของตนเอง เพื่อวิวัฒน์ไปตามศูนย์อำนาจใหม่ที่ตนปะทะสังสรรค์ด้วย อันนำไปสู่แนวคิดเรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งทำให้เส้นพรมแดนของสยามเริ่มมีตัวตนชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของฝรั่ง ‘ตะวันตก’ กลับทำให้ความคิดความเชื่อบางเรื่องของชาวสยามต้องสั่นคลอนคลุมเครือไปเช่นกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 อดีตนายทหารอังกฤษคนหนึ่งซึ่งเคยร่วมรบในสงครามที่ยึดเอาพม่าเป็นอาณานิคมมาแล้ว ได้ติดต่อขายปืนปลอมให้กับเจ้าสัวชาวจีนผู้ค้าของป่าอยู่ในบางกอก เมื่อถูกจับเท็จได้และไม่สามารถหาเงินมาชดใช้คืนพ่อค้าจีน อดีตนายทหารตะวันตกจึงถูกบังคับให้ไปทำงานล่าสัตว์กับบรรดาลูกน้องของเจ้าสัวที่ป่าบริเวณเส้นพรมแดนสยาม-พม่า ณ เมืองกาญจนบุรี

คณะล่าสัตว์จากบางกอกได้เดินทางไปในป่าร่วมกับวันและจูเลีย สาวลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นมิชชันนารีฝรั่งผู้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในหมู่บ้านป่า และมีแม่เป็นหญิงกะเหรี่ยง

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ จูเลียมีอดีตชาติเป็นโจรป่าผู้ฆ่าข่มขืนเนียน ดังนั้น นอกจากวิญญาณของเนียนในร่างเสือจะเดินทางไขว่คว้าตามหารักจากกล่อม/วันแล้ว เธอก็ยังมุ่งมั่นติดตามไล่ล่าล้างแค้นจูเลีย เพื่อให้โจรป่าในชาติที่แล้วต้องชดใช้กรรมเก่าของตนเองในชาตินี้

ด้วยเหตุนี้ วิญญาณของเนียนซึ่งสิงสู่อยู่ในร่างเสือ กับ จูเลีย จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่บนฐานคิดเรื่องชาติก่อน-ชาตินี้-ชาติหน้า และเรื่องกรรมตามหลักพุทธศาสนา

อาจกล่าวได้ว่าฐานคิดทางพุทธศาสนาเรื่องกรรมและการกลับชาติมาเกิดนั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งพยายามก่อรูปการจิตสำนึกของผู้คนในสังคมให้ยอมรับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันของตนเองและยอมรับอำนาจของชนชั้นปกครอง รวมทั้งผลักภาระเรื่องปัญหาความไม่เท่าเทียมหรือความไม่เป็นธรรมต่างๆ ให้กลายเป็นเรื่องของกรรมที่ก่อขึ้นโดยปัจเจกบุคคลในชาติที่แล้ว

ขณะที่ผู้คนในชาติภพปัจจุบันก็ไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันต่อสู้หรือทำการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อให้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทว่า กลับต้องจำใจยอมรับผลกรรมในชาติก่อนโดยมิอาจโต้แย้งหรือหลีกเลี่ยง

ดังนั้น กรรมจากชาติที่แล้วซึ่งสำแดงตนผ่านรูปของวิญญาณที่สิงสู่อยู่ในร่างเสือ จึงมีสภาพคล้ายกับเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะที่ไร้ทางสู้อย่างจูเลีย

(น่าสนใจว่าในช่วงเวลาที่ความรู้เรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาแทนที่ความรู้ชุดเดิม อันนำมาสู่ความคิดในเรื่องหลักบูรณภาพเหนือดินแดนนั้น สยามพยายามต่อสู้แย่งชิงดินแดนกับฝรั่งเศสแต่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักจำนวนมากจึงดูเหมือนจะพยายามเปรียบเทียบสยามให้เป็นดังลูกแกะที่ถูกหมาป่าอย่างฝรั่งเศสรังแก แต่ในกรณีนี้ศาสนาหลักของชาวสยามกลับกลายเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะ ซึ่งเป็นลูกครึ่งฝรั่งเสียเอง)

แต่ลูกแกะอย่างจูเลียกลับคล้ายจะเป็นลูกแกะของพระเจ้า เพราะแม้เธออาจได้แสดงความคิดแบบมนุษยนิยมที่ไม่เชื่อในศาสนาใดๆ ออกมา แต่เธอก็เกิดในครอบครัวที่มีพ่อเป็นมิชชันนารี และที่สำคัญไม่ว่าจุดยืนความคิดของเธอจะมาจากฐานคิดทางด้านมนุษยนิยมหรือคริสตศาสนา จูเลียก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่เชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดและเรื่องกรรมแบบพุทธ

สุดท้ายวิญญาณของเนียนในร่างเสือก็ไม่สามารถทำอะไรจูเลียได้จริงๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ผ่านการบวชเรียนทางพุทธศาสนาอย่างทิดวัน/กล่อมในชาติก่อน มาขอให้เมียในอดีตชาติอภัยและอโหสิต่อจูเลีย ก่อนที่เขาจะปลิดวิญญาณของเนียนด้วยกระสุนลูกประคำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งเธอไปผุดไปเกิด

(น่าสนใจว่าขณะที่กล่อมต้องเสียชีวิตลงท่ามกลางความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ เนียนก็ถูกปลดปล่อยวิญญาณไปในบริบทของความทับซ้อนทางศาสนาเช่นกัน)

แต่อีกด้านหนึ่ง จูเลียก็กำสร้อยคอที่มีจี้รูปไม้กางเขนไว้แน่นมืออย่างที่เธอไม่เคยแสดงออกมาก่อน เมื่อเธอต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากเสือผีผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวร

กระทั่งอาจตั้งคำถามได้ว่า หรือแนวคิดเรื่องกรรมของศาสนาพุทธที่สำแดงตนผ่านวิญญาณในร่างเสือ จะไม่สามารถทำอะไรกับคริสตชนอย่างจูเลียได้

ขณะเดียวกันความทับซ้อนคลุมเครือของประเด็นเรื่องความคิดความเชื่อทางศาสนาดังกล่าว ก็อาจแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นปกครองที่ศูนย์กลางของสยาม ซึ่งมีพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองผู้คนนั้น ไม่สามารถจะแพร่อำนาจของตนเองไปถึงดินแดนชายขอบหรือเหล่า ‘คนนอก’ เช่น กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าพรมแดนสยาม-พม่าได้

(ดังจะเห็นได้จากบทบาทของเหล่านักล่าสัตว์จากบางกอก ที่มีความสำคัญน้อยมากต่อเรื่องราวสลับซับซ้อนของความเชื่อทางศาสนาที่ดำเนินไป)

แต่กลับเป็นศาสนาจากภายนอกอย่างศาสนาคริสต์ ที่สามารถเข้าถึงบรรดาคนนอกในดินแดนชายขอบเหล่านั้นได้มากกว่า

หากพิจารณาเชื่อมโยงมายังประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทยยุคใหม่ เราก็จะพบว่าในช่วงเวลาหนึ่ง โรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่ามิชชันนารีถือเป็นแหล่งบ่มเพาะการศึกษาให้แก่เหล่ายุวชนคนนอก เช่น ลูกจีนหรือลูกแขก อย่างมีนัยยะสำคัญ

%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%96%e0%b8%81%e0%b8%a5

โดยลูกจีนอย่าง ‘บัณฑิต ฤทธิ์ถกล’ ผู้จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และอัสสัมชัญพานิช ก็ถือเป็นหนึ่งในผลิตผลของระบบการศึกษารูปแบบดังกล่าว

แม้ผลงานภาพยนตร์ยุคหลังของบัณฑิตจะถูกกล่าวถึงเชิงชื่นชมไม่มากนักในหมู่นักดูหนัง แต่หนึ่งในผลงานเหล่านั้นของเขาอย่าง ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’ กลับเป็นหนังของบัณฑิตที่อยู่ในความทรงจำของผู้เขียนมากที่สุด อันเนื่องมาจากความซับซ้อนชวนขบคิดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวของภาพยนตร์นั่นเอง

เมื่อบัณฑิตต้องเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนจึงไม่สามารถจะทำอะไรได้มากไปกว่าการแสดงความรำลึกถึงเขาผ่านงานเขียนชิ้นนี้