จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

วิเคราะห์ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนจบ: เมื่อผู้มีอำนาจ “เสียศูนย์”

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ปิดฉากอวสานไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม

ถ้าให้สรุปภาพรวมในฐานะคนที่ตามดูละครเรื่องนี้มาครบทั้ง 37 ตอน ก็ต้องบอกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด นั้นดำเนินเรื่องสนุก-ฉับไว ฉากบู๊-เทคนิคพิเศษด้านภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

ขาดไปแค่เพียงอารมณ์ขันในลักษณะ “หัวร่อต่ออำนาจ” ซึ่งเป็นคุณลักษณ์โดดเด่น ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิต “ต้อง” มี

ยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นละครที่สร้างมาจาก “นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่” (บทประพันธ์ของ “เสรี เปรมฤทัย” หรือ “เปรมเสรี”) ผนวกกับถูกดัดแปลงแก้ไขให้มีความทันสมัยขึ้น (ละครเวอร์ชั่นล่าสุด เขียนบทโดย “อัศศิริ ธรรมโชติ” ภายใต้นามปากกา “บางแวก”)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” จึงมีบางองค์ประกอบที่หลุดกรอบของ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” ทั่วไป

ทั้งการขับเน้นประเด็น “คุณธรรมน้ำมิตร” และการสร้างบุคลิกลักษณะเฉพาะหรือความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ ตลอดจนจักรวาลโครงข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางซับซ้อน ให้แก่บรรดาตัวละครมากหน้าหลายตา คล้าย “นิยายกำลังภายใน” (รวมถึงพวก “คอมิกส์” ด้วย)

ส่วนโครงเรื่องก็คล้ายคลึงกับการฝ่าฟันด่านต่างๆ ใน “เกมคอมพิวเตอร์” มากกว่าจะเป็นการชักนำตัวละครหลักทุกรายไปกองรวม ณ “วันพิพากษาสุดท้าย” ในตอนจบของละคร เหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่

ดังจะเห็นว่า “ขวาน” ต้องเผชิญหน้าและฆ่าสองผัวเมียมนุษย์กาเป็นด่านแรก, ปราบนางยักษ์กาขาวเป็นด่านที่สอง, ฟื้นคืนชีพจากการถูกอำมาตย์แสงเพชรสังหารในด่านที่สาม, พิชิตพระเจ้าแสงเพชรและพวกพ้องในด่านที่สี่

แล้วจึงพิฆาตแสงเดช ณ ด่านสุดท้าย

แม้จะออกอากาศด้วยจำนวนตอนน้อยกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยในระยะหลังๆ

ทว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” กลับมีฉากรุนแรงในเปอร์เซ็นต์สูงกว่าอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวละครหลัก ทั้ง “ฝ่ายดี” และ “ฝ่ายไม่ดี” ที่ถูกฆ่าตายตลอดทั้งเรื่อง

ไล่ตั้งแต่สองมนุษย์กา, เมียอำมาตย์โสฬส, นางยักษ์กาขาว, บุรีรมย์ราชา, เศรษฐีปัญจะ, แม่ขวาน, กานต์กาสร (มนุษย์ควายบินได้), ศรีสมิง (เสือสมิงฝ่ายธรรมะ), แม่มดนาถสุดา, หมื่นสุรไกร, หมื่นสีหนาท, อำมาตย์ทินกร, อำมาตย์/พระเจ้าแสงเพชร และแสงเดช

(ไม่รวมทหารเลว-สามัญชนคนเล็กคนน้อยอีกจำนวนหนึ่ง)

มิหนำซ้ำ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน ยังมีการเข่นฆ่า “คนดี” อีกล็อตใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ (สอดคล้องกับประเด็นสำคัญในเนื้อหาส่วนถัดไป)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน คล้ายจะมีหลักใหญ่ใจความอยู่ตรงการฟื้นคืนชีพของ “ตัวร้ายเบอร์สอง” อย่าง “แสงเดช”

ในละครตอนก่อนหน้านั้น “แสงเดช” ถูก “ขวาน/สุธาเทพ” ฆ่าตาย แต่แล้ว สายฝน สายฟ้า และแสงแดด ก็ตกกระทบมายังร่างไร้วิญญาณของเขาพร้อมเพรียงกัน

ส่งผลให้วิญญาณกลับคืนร่าง

หลังมีชีวิตใหม่ “แสงเดช” ได้รับการอัพสกิลขึ้น จนมีฤทธิ์สูงกว่า “แสงเพชร” ผู้พ่อเสียอีก

กระทั่งผู้วิเศษ เช่น “เจ้าพ่อเขาเขียว” และ “ฤาษีอุปคุปต์” ก็ต้านทานไม่ได้ ส่วน “ขวาน/สุธาเทพ” ที่กลายสถานะเป็น “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” เหนือหัวองค์ใหม่แห่งบุรีรมย์นคร ก็ต้านทานไม่ไหว

ท่ามกลางปริศนาค้างคาใจว่าทำไม “แสงเดช” จึงไม่ตาย แถมยังเก่งขึ้นผิดหูผิดตา?

แล้ว “สุริยะเทพ” ก็ปรากฏกายขึ้น เพื่อแจ้งข่าวร้ายกับ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ว่าเป็นเพราะพระองค์เผลอไปส่องแสงอาทิตย์ระหว่างฝนตก-ฟ้าผ่าพอดี

“แสงเดช” เลยกลับมาสร้างความปั่นป่วนระลอกใหม่

เท่ากับว่าการฟื้นคืนชีพของ “แสงเดช” และความผิดพลาดของ “สุริยะเทพ” ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

แม้เทพแห่งแสงสว่างจะตระหนักว่าพระองค์ทำพลาดไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้าช่วยเหลือ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ปราบอธรรม อย่างตรงไปตรงมาหรือออกนอกหน้า ด้วยเกรงว่าพระองค์เองจะ “เสียศูนย์”

“สุริยะเทพ” จึงทำได้เพียงบอกใบ้วิธีโค่น “แสงเดช” ให้แก่ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ก่อนพระองค์จะไปร่วมด้วยช่วยกันในช่วงเผด็จศึก

เทพเจ้าพระองค์นี้ยอม “เสียศูนย์” อีกรอบ โดยชุบชีวิต “ขุนพลจ้อย” “อำมาตย์โสฬส” และ “หมื่นวิษณุ” ซึ่งเป็นบรรดาตัวละครฝ่ายธรรมะที่ถูก “แสงเดช” (เวอร์ชั่นอัพสกิล) ฆ่าตาย ให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้น

การ “เสียศูนย์” ของ “สุริยะเทพ” จึงอาจหมายถึงการลงไปแทรกแซงชะตากรรมของมนุษยชาติก็ได้ หรือจะหมายถึงการแก้ไข “ข้อผิดพลาด” ของพระองค์เอง ก็ได้เช่นเดียวกัน

ท้ายสุด เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลงแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” “สุริยะเทพ” ก็เรียก “ขวานวิเศษ” คืนจาก “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ”

เหตุผลข้อแรก อาจเป็นเพราะพระองค์ต้องนำเอาอาวุธวิเศษชนิดนี้ไปปราบหมู่มารในแหล่งอื่นๆ ตามที่ให้เหตุผลไว้ในละคร

ทว่าเหตุผลอีกข้อ ก็อาจเป็นเพราะพระองค์หวั่นเกรงว่า “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” จะใช้อำนาจ (อันมี “ขวาน” เป็นสัญลักษณ์) ไปในทางที่ผิด หรืออย่างต่ำที่สุด ก็ใช้มันอย่างบกพร่องโดยไม่รู้ตัว

ดังที่องค์ “สุริยะเทพ” เอง ก็เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว ในกรณี “แสงเดช”

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ “สามเศียร”

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง “กรงกรรม” (2): ก่อนอวสาน

หนึ่ง

กรงกรรม 1

ในบันทึกชิ้นก่อนหน้านี้ เคยตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะเด่นเชิง “พื้นที่” ซึ่งปรากฏในละครเรื่อง “กรงกรรม”

นั่นคือ เครือข่ายของจักรวาลน้อยๆ ที่มีศูนย์กลางอยู่ ณ “บ้านแบ้” ในตลาดชุมแสง ซึ่งมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้คนในอีกหลายๆ ตำบลของอำเภอชุมแสง ตลอดจนอำเภออื่นๆ ร่วมจังหวัดนครสวรรค์

ถ้าเปรียบคนเขียนนิยาย คนเขียนบทละครโทรทัศน์ ผู้กำกับ หรือกระทั่งคนดู เป็นเหมือน “นักมานุษยวิทยา” ที่เดินทางไปทำงานภาคสนามเพื่อศึกษาชีวิตของ “คนบ้านแบ้”

“สนาม” ที่พวกเขาศึกษา ก็มิใช่หมู่บ้านชนบทอันห่างไกล เดี่ยวๆ โดดๆ หากเป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในหลายๆ พื้นที่

แต่ยิ่งละครดำเนินไป อีกมิติหนึ่งที่เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นมาคู่ขนานกัน ก็คือ มิติเรื่อง “เวลา”

น่าสนใจว่า เอาเข้าจริงเหตุการณ์/ชะตากรรมของ “คนบ้านแบ้” ที่ผกผันไปอย่างเข้มข้นนั้น ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบเวลาหนึ่งปี ระหว่าง พ.ศ.2510-2511 เท่านั้นเอง (และกลายเป็นว่า “ช่วงชีวิต” ของเหล่าตัวละคร จะถูกถ่างขยายออกไปให้กว้างไกลขึ้นในตอนอวสาน)

การสัมผัสกับชีวิตและโลกของ “คนอื่น” ประมาณหนึ่งปี ก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลาทำงานภาคสนามโดยปกติของ “นักมานุษยวิทยา” (อีกแล้ว)

ด้วยเหตุนี้ สิ่งพึงระวัง ไม่ว่าเราจะบริโภคละคร นิยาย หรือกระทั่งงานชาติพันธุ์นิพนธ์ของนักวิชาการอยู่ ก็คือ เราอาจหลงเชื่อได้ง่ายๆ ว่า พลวัต ความเปลี่ยนแปลง-เปลี่ยนผ่าน การคลี่คลายตัวตน การเติบโตเรียนรู้ การเริ่มต้นชีวิตใหม่ การถือกำเนิดของอีกหลายชีวิต และความตายของบางชีวิต นั้นเป็นภาพรวมชิ้นสมบูรณ์ที่ช่วยให้เราเข้าใจ “จักรวาลบ้านแบ้” อย่างถ่องแท้กระจ่างแจ้งในทุกแง่มุม

ทั้งที่ในความเป็นจริง เราเพียงได้สัมผัสกับช่วงชีวิตสั้นๆ ในระยะแค่ 1 ปีของ “คนบ้านแบ้” และบรรดาเพื่อนมนุษย์รายรอบพวกเขา (บวกด้วยบทสรุปที่ตัดข้ามช่วงเวลาอีกนิดหน่อย)

สอง

กรงกรรม 2

“กรงกรรม” อาจพูดถึงสังคมชนบท/ต่างจังหวัดไทยก่อนจะเข้าสู่ “ภาวะสมัยใหม่” เต็มตัว ทั้งด้วยการแผ่อิทธิพลของจักรวรรดิอเมริกันในยุคสงครามเย็น และโอกาสที่สะดวกง่ายดายขึ้นในการเชื่อมโยงกับศูนย์กลางประเทศที่กรุงเทพฯ

แต่ท่ามกลางความคืบหน้าและพุ่งทะยานดังกล่าว กลับไม่มีตัวละครหลักรายไหนที่แลดู “สูงส่ง” กว่าตัวละครรายอื่นๆ หรือพูดง่ายๆ ว่าตัวละครหลักใน “กรงกรรม” ล้วนมี “ความเท่าเทียม” กันอย่างน่าทึ่ง (และชวนตั้งคำถามในบางแง่)

เหล่าตัวละครหลักนั้นมีภูมิหลังทางการศึกษาที่เหลื่อมล้ำกันแน่ๆ ก่อนเกณฑ์ทหาร “อาไช้” เรียนจบ ป.4 “อาตง” กับ “อาซา” ตลอดจนบรรดาตัวละครรุ่นพ่อแม่หรือ “เรณู” ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก

ใน “บ้านแบ้” อาจมีแค่ “อาสี่” คนเดียว ซึ่งได้ร่ำเรียนสูงถึงระดับช่างกลที่อำเภอเมือง คล้ายกับ “วรรณา” หรือ “พิไล” ที่มีการศึกษาสูงกว่าชาวบ้านธรรมทั่วไป โดยคนแรกได้เรียนวิชาชีพตัดเสื้อ ส่วนคนหลังจบชั้นมัธยมปลาย หรือ ม.ศ.5

ไม่นับรวม “คนนอก” อย่าง “ปลัดจินกร” ที่ต้องจบปริญญาตรี (ไม่สิงห์ดำก็คงสิงห์แดง)

ทว่าแม้การศึกษาจะไม่เท่ากัน แต่ทั้งหมดกลับมีชีวิตที่ทั้งดีงามและย่ำแย่ในบ่วงแห่งความรัก โลภ โกรธ หลง หรือกิเลสตัณหาของมนุษย์ ไม่ต่างกัน

แม้หลายคนอาจรู้สึกว่าการอธิบายความแบบนี้จะเป็นการใช้ศาสนาอย่างง่าย เชย และใหญ่โตเกินไป แต่ก็ต้องยอมรับ “ความเท่าเทียม” ของเหล่าตัวละครใน “กรงกรรม” เกิดจากองค์ประกอบดังกล่าวจริงๆ

นอกจากนั้น “ไสยศาสตร์” ก็เป็นอีกหนึ่งพลัง ที่ช่วยปรับเปลี่ยนดุลยภาพทางอำนาจระหว่างหลายๆ ตัวละคร

(ในละครเรื่องนี้ “ไสยศาสตร์” ถูกยอมรับนับถือมากกว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” อย่าง “ตำรวจ” จึงไม่แปลกที่ “พิไล” จะค่อยๆ ปลีกตัวเองจากการพยายามขึ้นไปแจ้งความบนโรงพัก มาสู่การแสวงหา “อาจารย์ดี” และความเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคลมาสู่ด้านสว่างของเธอ ก็บังเกิดจาก “อาจารย์สมดี” ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมใดๆ)

ส่งผลให้คนมีเงินน้อยกว่าสามารถทำของใส่คนที่มีฐานะดีกว่าได้ ส่วนคนจบ ม.ศ.5 เองก็สามารถปั่นป่วนและเชื่อถือ/พึ่งพา/ลุ่มหลงใน “ไสยศาสตร์” ไม่ต่างจากอีตัวที่ไม่ได้เรียนหนังสือมามากมายนัก

อีกข้อที่ผมรู้สึกแปลกใจและตั้งคำถามกับละคร (โดยยังไม่ได้อ่านฉบับนิยาย) ก็คือ เหมือนตัวละครหลักทุกคนที่เข้าถึงการศึกษาอย่างไม่ทัดเทียมกันนั้น จะ “รู้หนังสือ” เท่าๆ กันหมด ดังจะเห็นได้ว่าพวกเขาและเธอต่างติดต่อสื่อสารกันผ่านจดหมายจนเป็นกิจวัตร

ทั้งๆ ที่ระดับการอ่านออกเขียนได้ของแต่ละคนอาจไม่เสมอกัน

“อาตง” ที่ผ่านการบวชเรียนและชอบอ่านหนังสืออาจรู้หนังสือมากหน่อย (คงไม่เท่า “พิไล” หรือ “ปลัดจินกร”)

แต่น่าสงสัยว่า ถ้าย้อนไปยังอำเภอชุมแสงตอนต้นทศวรรษ 2510 จริงๆ คนเช่น “ย้อย” หรือ “เรณู” จะเขียนและอ่านหนังสือได้มากน้อยขนาดไหน? และสามารถสื่อสารผ่านจดหมายโดยไม่ติดขัดเหมือนในละครหรือไม่?

สาม

กรงกรรม 3

ถ้าอิงกับวิธีคิดแบบฝรั่ง ตำแหน่งแห่งที่ของ “ผู้หญิง” มักถูกผูกติดอยู่กับ “โลกภายในบ้าน/ครัวเรือน” (ตัวอย่างชัดๆ คือ หนังเรื่อง “Mother!”)

อย่างไรก็ดี สำหรับโลกใน “กรงกรรม” “บ้าน” หรือ “ครัวเรือน” กลับเป็นพื้นที่หรือฐานที่มั่นของฝ่าย “ผู้ชาย” (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนี่คือเรื่องราวของครอบครัวคนจีน ซึ่งมีประเพณีแต่งสะใภ้เข้าบ้าน)

แต่ “บ้านแบ้” ก็ไม่ใช่พื้นที่แห่งการสถาปนาอำนาจนำของผู้ชายโดยสัมบูรณ์สิ้นเชิง เพราะผู้ชายคนแล้วคนเล่าในบ้านนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะ “กระตือรือร้น” หรือเป็นฝ่ายใช้อำนาจอย่างแข็งขันสักเท่าไหร่นัก

“หลักเซ้ง” ก็ถูกกดและกลบโดย “ย้อย” “อาตง” มีบุคลิกลักษณะคล้ายๆ พ่อ “อาสี่” ได้ไปท่องโลกนอกบ้านแต่ก็ยังไม่โต และไม่มีโอกาสได้เติบโต

“อาซา” มีโอกาสเดินออกจาก “บ้านแบ้” ถึงสองหน หนแรก ถูกผลักออกโดยไม่เต็มใจ หนหลัง เขาเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อขึ้นรถไฟไปเริ่มต้นชีวิตคู่และผจญภัยในดินแดนไกลโพ้นอย่าง “เชียงใหม่” ด้วยเจตจำนงเสรีของตัวเอง

แต่น่าเสียดายที่ท้ายสุด “อาซา” ดันเป็นฝ่ายต้องย้อนคืนกลับมาชุมแสง/นครสวรรค์ทุกคราวไป ราวกับเขาต้องคำสาปมิให้หลุดพ้นจาก “บ้านแบ้”

กระทั่งผู้ชายที่ไม่ได้อยู่ติดบ้านเช่น “อาไช้” ก็ออกไปโดนผู้หญิงทำของใส่ ออกไปโดนลูกสาวเจ้านายกดขี่ และสุดท้าย เขาก็ (เหมือนจะ) ต้องจำใจ “กลับคืนบ้าน” พร้อมสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์

เป็นฝ่ายตัวละครหญิงเสียอีกที่มักต้องออกเดินทาง (ไกล) และต้องพยายามอย่างหนักหน่วงเพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก พวกเธอต่างต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องลงรอยกับ “บ้าน/โลกของฝ่ายชาย” (หรือมากกว่านั้น คือ เพื่อครอบงำ/ยึดครอง/ทวงคืน “บ้านผู้ชาย”) ไม่ว่าจะเป็น “ย้อย” “เรณู” “จันตา” “พิไล” กระทั่ง “บุญปลูก” หรือ “วรรณา” รวมถึงพันธมิตรของ “เรณู” ที่ “ตาคลี”

ในละครเรื่อง “กรงกรรม” “บ้าน” ที่เป็นของ “ผู้หญิง” จริงๆ (โดยไม่ต้องมีการประลองอำนาจ หรืออาจผ่านสถานการณ์นั้นมาเนิ่นนานแล้ว) คือ “บ้าน” ของ “อาม่า” และ “แจ้หมุ่ยนี้” ที่ไม่มีผู้ชายหลงเหลืออยู่

ขณะเดียวกัน ผู้ชายและผู้หญิงอาจมี “บ้าน” เป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคลของตัวเองได้ ดังกรณีของ “ก้าน” กับ “เพียงเพ็ญ” ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ใน “หมู่บ้านชนบท” (เชิงอุดมคติ?) ซึ่งรายล้อมด้วยท้องนาและแม่น้ำลำคลอง ไม่ใช่ตึกแถวในสังคม/ชุมชนเมือง

ยิ่งกว่านั้น ยังมีประเด็นที่ผิดแผกออกไป เมื่อตัวละคร “ผู้หญิง” บางคน “ก้าวหน้า/ถอนรากถอนโคน?” ขึ้นอีกขั้น ด้วยการไม่ยอม “เข้าครัว” ไม่ว่าจะเป็น “พิไล” “เพียงเพ็ญ” และ “อรพรรณี”

การยืนกรานปฏิเสธภารกิจที่จะเติมเต็มภาพลักษณ์ของ “ครัวเรือน” ในอุดมคติดังกล่าว อาจเกิดจากทั้งสถานภาพเฉพาะส่วนบุคคล (ลูกสาวบ้านเล็กเถ้าแก่ที่จบมัธยมปลาย, ลูกสาวกำนัน และลูกสาวนายทหาร) หรือสถานภาพโดยรวมของสตรีในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปนับแต่ทศวรรษ 2510 

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง, จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

เรตติ้งล่าสุด “เทพสามฤดู”-ตีความใหม่ “พระอภัยมณี”-รวม “มือระนาด” ช่วย “ป๋อม บอยไทย”

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ทรงๆ แต่ไม่ย่ำแย่

เรตติ้งละคร “เทพสามฤดู” ประจำวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2560 ยังทรงตัวอยู่ในระดับ “เกือบจะ” 6

โดยทั้งวันเสาร์ที่ 18 และอาทิตย์ที่ 19 ละครเรื่องนี้ต่างได้เรตติ้งไป 5.8 เท่ากัน

View this post on Instagram

ขออนุโมทนาสาธุ กับคุณพ่อไพรัช สังวริบุตร และทีมงานนักแสดงสามเศียร ที่ทำบุญถวายภัตตาหาร เพล พระครูบาน้อย เขมปัญโญ เจ้าอาวาสวัดสันปูเลยสะหลีเวียงแก้ว อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พาสามเณร จำนวน 40รูป มาทัศนะศึกษาเยี่ยมชมที่โรงถ่ายลาดหลุมแก้ว ขอสิริมงคล มีแด่ทุกๆคนด้วยเทอญ สาธุ #สามเศียร #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #หนังเจ้า

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

แม้จะไม่ถึงจุดพีกเกิน 7 ดังที่เคยทำได้ แต่ก็ไม่ขี้เหร่มากมาย เพราะคู่แข่งซึ่งออกอากาศในวันเดียวกันที่ชนะ “เทพสามฤดู” ขาดลอยจริงๆ ก็มีแค่ “สุดรักสุดดวงใจ” ละครเย็นที่โกยเรตติ้งถึงระดับ 9-10 ส่วน “ทิวลิปทอง” ละครหลังข่าวศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ผลงานของ “อาหลอง-ฉลอง ภักดีวิจิตร” ก็มีเรตติ้งความนิยม 6 กว่าๆ ถึง 7 นิดๆ เท่านั้น

(ที่มา กระทู้ เรตติ้งละคร-ภาพยนตร์วันศุกร์ที่17/11/2560-วันอาทิตย์ที่ 19/11/2560 โดย แม่น้องซ่า)

“พระอภัยมณี”: การตีความใหม่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

หากนางผีเสื้อสมุทรคือ “อดีต” เราทุกคนต่างหนีนางผีเสื้อสมุทรของเรา เพื่อเอาชีวิตรอดเหมือนกันทั้งสิ้น

นางผีเสื้อฯ ในพระอภัยมณีนั้นเป็นตัวละครประหลาดนะครับ คือไม่มีที่มาที่ไป นางเงือกยังมีพ่อแม่เป็นตัวเป็นตน ซึ่งได้ช่วยให้พระอภัยและสินสมุทรหนีนางผีเสื้อในระยะแรก แต่นางผีเสื้อไม่มีพ่อมีแม่ หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไม่มีผีเสื้อตัวอื่นโผล่เข้ามาในท้องเรื่องอีกเลย นางเป็นตัวเดียวหรือคนเดียวในสปีชีส์ของนาง เกิดขึ้นหรือมีขึ้นเพื่อพระอภัย และเป็นของพระอภัยคนเดียวโดยแท้

นางผีเสื้อจึงเป็นอดีตของพระอภัยเพียงคนเดียว และไม่มีใครขจัดเธอออกไปได้นอกจากตัวพระอภัยเอง วิธีขจัดนางผีเสื้อของพระอภัยก็น่าสนใจ เพราะใช้การเป่าปี่จนเธอสิ้นชีวิตลง วิธีที่เราขจัดอดีตอันบาดใจของเรา ก็ใช้วิธีเดียวกันคือเป่าปี่ หรือฟังคนอื่นเป่าปี่ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หันไปหาสิ่งสวยงามที่จรุงใจให้ลืมอดีตลงได้ อย่างน้อยก็ชั่วคราว

ปี่ของบางคนอาจเป็นศิลปะ บางคนอาจเป็นการทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางคนอาจเป็นการสร้างชื่อเสียง บางคนอาจเป็นนางเงือกสาว นางสุวรรณมาลีและนางละเวง

และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปี่ของพระอภัยทำให้นางผีเสื้อตายลงจริงหรือ หากตายจริงเหตุใดพระอภัยจึงยังต้องหนีนางผีเสื้อต่อไปเกือบตลอดชีวิต ถึงไม่ได้หนีด้วยการว่ายน้ำ แต่ก็หนีด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งน่ากลัวพอๆ กัน คือเข้าทำสงครามนองเลือดกับรัฐโน้นรัฐนี้อย่างไม่หยุดหย่อน หรือต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อไปให้ถึง “เกาะแก้วพิสดาร” อันเป็นดินแดนที่พระอภัยเข้าใจว่าปลอดภัยจากนางผีเสื้อ อย่างจะหาความสงบในชีวิตสักชั่วขณะก็ไม่ได้เลย

“เกาะแก้วพิสดาร” ที่ไปได้ถึง อาจเป็นสถานที่ซึ่งนางผีเสื้อไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปทำอันตรายได้ แต่นางก็ยืนสกัดอยู่ไม่ไกลในทะเล มองเห็นเงาทะมึนเบื้องหน้า แม้เสียงถอนใจคร่ำครวญยังได้ยิน และความคั่งแค้นน้อยใจก็สัมผัสได้จากสายลม

มหากาพย์การวิ่งหนีอดีตหรือนางผีเสื้อของพระอภัยมาสิ้นสุดลงในตอนจบ ไม่ใช่โดยการฆ่านางผีเสื้อใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่โดยการหยุดหนี และใช้ชีวิตร่วมกันไประหว่างอดีตและปัจจุบัน ประนีประนอมยอมรับให้นางผีเสื้อเข้ามาอยู่ร่วมกับนางสุวรรณมาลีและนางละเวง ด้วยเหตุดังนั้น จึงพากันเดินทางไปพบกับนางเงือกซึ่งพระอินทร์ได้ตัดหางให้แล้วที่เมืองลังกา อย่าลืมว่า หากไม่นับสินสมุทรแล้ว นางเงือกเป็นตัวละครตัวเดียวที่มีชีวิตและบทบาทร่วมกับนางผีเสื้อ หรือ “อดีต” ของพระอภัย

การกลับไปพบกับนางเงือกอีกครั้งหนึ่ง จึงเท่ากับกลับไปเผชิญหน้ากับนางผีเสื้อหรืออดีตได้อย่างสงบเป็นครั้งแรก และเรื่องก็ควรจบลงได้อย่างบริบูรณ์

พระอภัยโชคดีที่ในที่สุดก็สามารถอยู่ร่วมกับนางผีเสื้อได้ ในขณะที่คนอีกมากต้องหนีการไล่ล่าของนางผีเสื้อของตนเอง จนถึงวันสิ้นลม

การบำเพ็ญสมณธรรมของพระอภัยอาจเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ได้กับการมีชีวิตร่วมกับอดีต แต่นั่นไม่ใช่วิธีเดียวเท่านั้น มีวิธีอื่นๆ อีกมากซึ่งเหมาะแก่แต่ละคน หากต้องเริ่มต้นที่อ่านแล้วทำให้สำนึกได้ว่า หยุดวิ่งหนีนางผีเสื้อของตนเสียที และจะอยู่ร่วมกับนางผีเสื้อของตนอย่างไร

ตัวใครตัวมัน อย่างที่พูดๆ กันแหละครับ

ใครอ่านถึงตรงนี้ คงมีความเห็นตรงกันว่า เฮ้ย ผมนโนเอาเองนี่หว่า สุนทรภู่ไม่ได้คิดอย่างนี้แน่ ผมก็เห็นด้วยเลยว่าสุนทรภู่ไม่น่าจะคิดอย่างนี้ แม้ผมจะเห็นว่าสุนทรภู่มีสำนึกปัจเจกสูงกว่ากวีร่วมสมัยและก่อนสมัยอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม แต่คงไม่ถึงกับวางท้องเรื่องเพื่อเผยชีวิตส่วนในของพระเอกดังที่ผมกล่าวมาแต่ต้น แม้แต่ที่ผมเรียกว่า “ชีวิตส่วนใน” ก็คงเป็นความหมายที่คนรุ่นสุนทรภู่ไม่รู้จัก

แต่เราจะอ่านสุนทรภู่เพื่อรู้ว่าสุนทรภู่คิดอะไรไปทำไมครับ เราอ่านวรรณคดีอะไรก็ตาม เพื่อจะรู้ว่าเราคิดอะไรต่างหาก และนี่คือจุดอ่อนของการเรียนการสอนวรรณคดี (ทั้งไทยและต่างชาติ) ในประเทศไทย คือไม่สนใจว่าอ่านแล้วเราคิดอะไร และทำไม

หยุดเผาวรรณคดี
ภาพจาก https://www.matichonweekly.com

นี่คือจุดตั้งต้นของบทความที่อ่านสนุกมากๆ เรื่อง “หยุดเผาวรรณคดีไทยเสียที” โดยท่านอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ครับ

ในส่วนที่เหลือของบทความ อ.นิธิ จะพยายามอธิบายว่า ทำไมเราจึงควรดึงวรรณคดี/วรรณกรรมลงมาจากหิ้ง หรือควรพรากงานเขียนเหล่านั้นออกมาจากอำนาจการตีความแบบเดิมๆ ที่ถูกผูกขาดโดยครูและผู้รู้

เพื่อนำไปสู่การตีความผ่านแง่มุมใหม่ๆ โดยผู้อ่านร่วมสมัยในโลกยุคปัจจุบัน

อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่ครับ https://www.matichonweekly.com/column/article_66090

“สุดยอดมือระนาด” รวมตัว ร่วมใจช่วย “ป๋อม บอยไทย”

ป๋อม บอยไทย
ภาพจากเฟซบุ๊ก ป๋อมบอยไทย อาร์สยาม

คุณป๋อม บอยไทย หรือ “ชัยยุทธ โตสง่า” มือระนาดเอกเจ้าของรางวัลศิลปาธร และเป็นผู้บุกเบิกวง “บอยไทย” รวมทั้ง “บางกอกไซโลโฟน” เพิ่งล้มป่วยลงจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก และร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรง

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บรรดาพี่เพื่อนน้องสุดยอด “มือระนาด” หลายสิบชีวิต จึงได้มารวมตัวกันโชว์ฝีมือลือลั่น ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในงาน “คนรักดนตรีไทย ร่วมใจช่วย ‘ป๋อม บอยไทย’ ชัยยุทธ โตสง่า” เพื่อระดมเงินบริจาคไปช่วยเหลือป๋อมที่กำลังฟื้นฟูร่างกาย

โชว์เดี่ยวระนาดในวันนั้นกินเวลานานหลายชั่วโมง แต่ “มันส์” และ “แพรวพราว” มากๆ ครับ คิดว่าคนที่ชอบดูละครจักรๆ วงศ์ๆ ชอบฟังดนตรีไทยเดิม หรือเคยประทับใจหนัง “โหมโรง” น่าจะมีความสุขกับการแสดง

ชมคลิปการแสดงได้ตามนี้ครับ

 

 

ส่วนนี่ คือ ผลงานเด่นเพลงหนึ่งที่คุณป๋อมเคยสร้างสรรค์เอาไว้ในอดีต

คนอ่านเพลง

(ไม่ดราม่าประเด็น MV “ทศกัณฐ์”) ท็อปไฟว์เพลงป๊อปไทย ที่ร้อง-เล่าเรื่องราวแบบ “ยักษ์ๆ”

เห็นเขากำลังดราม่าประเด็น “ทศกัณฐ์” ศิลปะ “โขน” และเอ็มวี “เที่ยวไทยมีเฮ” กัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังจะเสนอต่อไปนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีข้างต้น

แต่ทางบล็อกของเราต้องการนำเสนอถึงบทเพลงป๊อปในยุคใกล้-ไกล ที่หยิบยกเอา “ยักษ์” มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวหรือตั้งประเด็นคำถามได้อย่างน่าสนใจมากกว่า

แค่ฟังเพลงเหล่านี้ คุณก็จะได้รับรู้แล้วว่าวิธีการตีความหรือครุ่นคิดถึง “ยักษ์” ในสังคมไทยนั้น ก้าวไปไกลกว่าดราม่าที่เกิดขึ้นช่วงวันสองวันนี้มากมายนัก

เฮ่อ!

เป็นไปไม่ได้

เพลงอมตะของ “ดิ อิมพอสซิเบิล” ซึ่งเขียนคำร้อง-แต่งทำนองโดยศิลปินแห่งชาติ “ครูพยงค์ มุกดา”

ครูพยงค์อุปมาให้ “ทศกัณฐ์” เป็นมาตรฐานสูงสุดบางประการ ซึ่งชายอาภัพรักผู้หนึ่งไม่สามารถจะไขว่คว้าหรือพุ่งทะยานไปยังจุดดังกล่าวได้

ร้ายก็รัก

หนึ่งในเพลงร้องปนแร็ปที่ไพเราะของ “โจอี้ บอย” ซึ่งพยายามถ่ายทอดเรื่องราวความรักอันผิดหวัง ผ่านมุมมองของ “ทศกัณฐ์/ตัวร้าย”

ยักษ์

ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเต็มชุดที่สามของ “เดอะ โฟโต้ สติ๊กเกอร์ แมชชีน”

ดูเหมือน “ยักษ์” ในเพลงนี้ จะไม่ใช่ “ยักษ์” ตามวรรณคดีไทย หากเป็นตัวแทนของผู้ทรงภูมิรู้/ผู้มีอำนาจ ที่สุดท้ายก็ไม่ได้ตรัสรู้ไปทุกสิ่ง หรือไม่สามารถจัดการควบคุมทุกอย่างได้ครบถ้วนสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

นิราศลงกา

ผลงานโดย “Yaak Lab” และ “ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า” เพลงนี้ มีกลิ่นของ “ความแตกแยกจากการเมืองสองขั้ว” ปรากฏอยู่รางๆ

หากพิจารณาจากเนื้อหา ผู้แต่งนั้นเลือกจะเป็นฝ่าย “ยักษ์” ส่วน “ยักษ์” จะเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงมวลชนกลุ่มไหน? ผู้ฟังคงต้องตีความกันเอง และอาจตีความได้ไม่เหมือนกัน

(กระทั่งผมเอง ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ก็ตีความไปทางหนึ่ง แต่พอได้มาฟังใหม่ ณ ยุคปัจจุบัน ผมกลับเห็นว่า “ยักษ์” และ “กรุงลงกา” ในเพลง มีความหมายแตกต่างจากการตีความครั้งที่แล้ว ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ)

ตัวร้ายที่รักเธอ

เพลงของวงดนตรีที่มีชื่อว่า “ทศกัณฐ์” อันเป็นการรวมตัวกันของเด็กหนุ่มจากจังหวัดชุมพร

ในแง่เนื้อหา เพลงนี้เดินตามรอยของ “ร้ายก็รัก” ขณะที่ในแง่ดนตรี มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างความเป็นดนตรีไทยเดิม ดนตรีลูกทุ่ง และดนตรีป๊อป

น่าสนใจว่าตัวเพลงต้นฉบับนั้น แม้จะมียอดคลิกชม/ฟังในยูทูบเยอะ แต่กลับมีการกล่าวถึง “เสียงร้องนำ” ในสองแง่ คือ “ด่า” และ “เชียร์”

ที่น่าสนใจกว่า ก็คือ เพลงในฉบับคัฟเวอร์ซึ่งมีเสียงร้องนำไพเราะกว่านั้น กลับมียอดชม/ฟังในยูทูบสูงกว่าเพลงต้นฉบับ สำหรับคลิปด้านล่างนี้ เป็นเวอร์ชั่นของผู้เข้าประกวดรายการเดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ซีซั่นล่าสุด