คนมองหนัง

ข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับ “ศรีอโยธยา”

(หมายเหตุ เป็นการตั้งข้อสังเกตในฐานะคนที่ตามดู “หนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ไทย” มาพอสมควร และสนใจเรื่องการสร้าง “ภาพแทน” ของชนชั้นนำในประวัติศาสตร์ผ่านสื่อบันเทิงไทยอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อยุธยาและมิได้เป็นคนที่ตามผลงานของ “หม่อมน้อย” มาอย่างเข้มข้นจริงจัง)

หนึ่ง

ศรีอโยธยา พระเจ้าเอกทัศน์

ไม่รู้เป็นข้อดีหรือข้อเสีย (ณ ตอนนี้ ยังประเมินได้ไม่ชัด) แต่เหมือน “หม่อมน้อย” จะ “ทบทวนวรรณกรรม” มาเยอะมาก

จนเห็นได้ว่าผลงานเรื่องนี้มีจุดอ้างอิงถึงผู้มาก่อนหน้าเต็มไปหมด จนแทบกลายเป็น “ยำใหญ่ใส่สารพัด”

ในแง่นิยาย/ละคร แน่นอน “ศรีอโยธยา” มีองค์ประกอบบางด้านที่เหมือน/คล้าย “เรือนมยุรา” มีตัวละครเดินเรื่องกลุ่มหนึ่งที่ไปพ้องกับ “ฟ้าใหม่” มีตัวละคร “หลวงไกร” ที่อาจได้รับแรงบันดาลใจจาก “สายโลหิต” หน่อยๆ พ่วงด้วยพล็อตกลับชาติมาเกิด ที่โดยส่วนตัวทำให้ผมนึกถึง “เจ้ากรรมนายเวร” (หรืออาจรวมถึงงานบางกลุ่มของ “ทมยันตี”) อยู่นิดๆ

ในแง่หนัง ผมรู้สึกว่า “หม่อมน้อย” อาจจะอยากเดินไปบนเส้นทางสายเดียวกับ “ทวิภพ” ฉบับสุรพงษ์ พินิจค้า ผ่านการรีเสิร์ชงานวิชาการที่หนักพอตัว (แม่นไม่แม่น ถูกไม่ถูกเป็นอีกเรื่อง) อย่างน้อยๆ หม่อมแกก็อ่าน “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” แน่ๆ (ดูจากสารคดีโปรโมท)

ทั้งนี้ การทำงานหนักดังกล่าว ก็มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อที่จะทำให้การนำเสนอแง่มุมเชิงบวกเกี่ยวกับชนชั้นนำในหน้าประวัติศาสตร์สามารถมีมิติ ลุ่มลึก ซับซ้อนได้มากขึ้น (หรือพลิกแง่มุมไปเลย)

คงต้องยอมรับว่า “พระเจ้าเอกทัศน์” ใน “ศรีอโยธยา” ทรงเป็น “พระเจ้าเอกทัศน์” ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือแตกต่างชัดเจนจากประวัติศาสตร์นิพนธ์และเรื่องเล่าส่วนใหญ่เกี่ยวกับพระองค์

สอง

ศรีอโยธยา รัดเกล้า อดีต

เอาเข้าจริง จุดที่ทำให้ผมซึ่งเริ่มต้นดู “ศรีอโยธยา” แบบผ่านๆ หันมาตามดูงานชิ้นนี้อย่างจริงจัง ก็คือ การเล่นกับประเด็นมิติของอดีต-ปัจจุบันที่ซ้อนทับ, การกลับชาติมาเกิด และการนำเสนอเรื่องราวแบบหนัง (อิงประวัติศาสตร์) ซ้อนหนัง (อิงประวัติศาสตร์)

ผมเข้าใจว่าการเขย่ารวมองค์ประกอบสามก้อนลักษณะนี้ น่าจะไม่เคยมีมาก่อนในหนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ไทย (แต่จะดีแค่ไหน เป็นอีกประเด็น และเท่าที่ดู มันมีบางก้อนที่คล้ายจะเลอะๆ ออกแนวโปกฮาเลยด้วยซ้ำ)

อีกข้อที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ประเด็นกลับชาติมาเกิด ซึ่งซับซ้อนพอสมควร คือ มีทั้งตัวละครสมมุติในประวัติศาสตร์ที่กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสมมุติในปัจจุบัน และตัวละครที่มีตัวตนจริงอยู่ในพงศาวดารที่กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสมมุติในปัจจุบัน (กลุ่มตัวละครที่แสดงโดยรัดเกล้า อามระดิษ, พิมดาว พานิชสมัย และฮัท เดอะสตาร์)

นี่น่าจะเป็นครั้งแรก ที่มีหนัง/ละคร (หรืออาจรวมถึงนิยาย) ไทย ซึ่งนำเสนอเนื้อหาทำนองว่ากรมขุนท่านนั้น เจ้าฟ้าท่านนี้ ที่ถูกระบุชื่อไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสามัญชนคนนู้นคนนี้ในชาติปัจจุบัน

ศรีอโยธยา รัดเกล้า ปจบ

นอกจากนั้น มันยังเหมือนจะมีการเปลี่ยนขั้ว/จุดยืน/สถานภาพไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนชาติภพ เช่น ตัวละครที่รับบทโดยก้อง ปิยะ และซานิ เอเอฟ ที่คล้ายจะเป็น “ตัวร้าย” สมัยก่อนเสียกรุง แต่กลับมาเป็นพวกผู้ช่วยพระเอกในชาติภพปัจจุบัน (เท่าที่ดูมาห้าตอน)

จากที่ดูละครตอนแรกๆ ผมประเมินว่า “หม่อมน้อย” คงให้ความสำคัญกับ “ปัจจุบัน” และ “อดีต” พอๆ กัน (ทำให้ “ศรีอโยธยา” ไม่ได้มีสถานะเป็นหนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์แบบเพียวๆ) และแกน่าจะอยากพูดถึง “อดีต” มากพอๆ กับการอยากพูดถึงเรื่องราวของ “ปัจจุบัน”

สาม

ศรีอโยธยา แพรว

“ศรีอโยธยา” ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจอื่นๆ อีก เช่น นี่น่าจะเป็นหนัง/ละครไทยเรื่องแรกๆ เลยกระมังที่นำเสนอภาพ “พระเจ้าตาก” ในฐานะ “ลูกจีน” แบบชัดๆ ระดับที่บิดาของพระองค์นั้นไว้เปียและพูดภาษาจีนในชีวิตประจำวัน (ไม่แน่ใจว่า การผลิตงานป้อนกลุ่มทรู/ซีพี จะมีผลต่อการกำหนดลักษณะคาแรคเตอร์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด)

อีกส่วนที่ชวนคิดคือ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเพิ่มบทบาทให้ “เจ้าฟ้าสุทัศน์” (พระราชโอรสของพระมหากษัตริย์) และ “พระพันวัสสาน้อย” (พระราชมารดาของพระมหากษัตริย์) นั้นน่าจะผ่านการคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดีพอสมควร

สำหรับ “หม่อมน้อย” การดำรงอยู่อย่างสำคัญของตัวละครสองพระองค์นี้คงมีเหตุผลและหน้าที่อยู่แน่ๆ เช่นเดียวกับการเลือกตัดตัวละครบางรายออกไป อาทิ “กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท/นายสุดจินดา” ทั้งที่ตัวโครงเรื่องนั้นเอื้อต่อการดำรงอยู่ของพระองค์

สี่

ศรีอโยธยา สามตัวละครนำ

การมีตัวละครนำกลุ่มหนึ่งเป็น “คุณทองด้วง” (รัชกาลที่ 1) “คุณสิน” (พระเจ้าตากสิน) และ “คุณบุนนาค” (ต้นตระกูลบุนนาค) นั้น คงได้รับอิทธิพลมาจาก “ฟ้าใหม่” อย่างไม่อาจโต้เถียง

ทว่า งานของหม่อมน้อยก็แชร์ข้อจำกัดบางประการร่วมกับกับละคร “ฟ้าใหม่” ของค่ายดีด้า ช่อง 7 สีด้วยเช่นกัน

กล่าวคือ หนัง/ละครคู่นี้จะต้องนำเสนอชีวิตของตัวละครเหล่านั้น นับตั้งแต่เมื่อครั้งพวกท่านยังเป็น “เด็กหนุ่ม” ไปจนถึงการได้ “ครองแผ่นดิน” และขึ้นเป็น “ขุนนางผู้ใหญ่”

แต่ขณะเดียวกันทั้งสองเรื่องก็ตัดสินใจเลือกใช้นักแสดงชุดเดียว/ช่วงอายุเดียว มารับภาระหนักอึ้ง ในการถ่ายทอดช่วงชีวิตอันยาวนานและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงของท่านเหล่านั้น

(อย่างไรก็ดี ผมเข้าใจว่าดีด้า เรื่อยมาถึงหม่อมน้อย คงมีเหตุผลสำคัญเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว เช่น ในตัวละครหลักกลุ่มนี้ มีถึงสองพระองค์ที่ต่อมาได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์-มหาราช ดังนั้น ภาพแทนของพระองค์จึงควรมีสถานะเป็นต้นแบบ, รูปเคารพ, รูปปฏิมา อันคงทนสถาวร และควรถูกแตะต้องหรือทำให้แปรผันน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้)

ส่งผลให้ตัวละครคุณทองด้วง คุณสิน และคุณบุนนาค วัยหนุ่ม ไม่ได้แลดูอ่อนวัยกว่าบรรดาตัวละครที่ควรจะมีอาวุโสสูงกว่าพวกท่าน

ในกรณี “ฟ้าใหม่” คุณคนใหญ่/รัชกาลที่ 1 (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) คุณคนกลาง/พระเจ้าตาก (ชินมิษ บุนนาค) คุณคนเล็ก/กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (คงกะพัน แสงสุริยะ)  จึงแลดูมีวัยไม่ต่างกับเจ้าฟ้ากุ้ง (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) และขุนหลวงหาวัด (ดนุพร ปุณณกันต์) แต่อาจจะแลดูอ่อนวัยกว่าพระเจ้าเอกทัศน์ (ศตวรรษ ดุลยวิจิตร)

ขณะที่ “แสน” (ณัฐวุฒิ สกิดใจ) ตัวละครสมมุติที่ชวนให้นึกถึงต้นตระกูลบุนนาค คือ ตัวละครหลักเพียงรายเดียวที่มีสองช่วงวัย (วัยเด็กและผู้ใหญ่)

เช่นเดียวกับใน “ศรีอโยธยา” ที่คุณทองด้วง (ธีรภัทร์ สัจจกุล) คุณสิน (ศรราม เทพพิทักษ์) และคุณบุนนาค (ชินมิษ บุนนาค) แลดูมีวัยพอๆ กับพระเจ้าเอกทัศน์ (นพชัย ชัยนาม) และขุนหลวงหาวัด (เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล) อย่างไม่น่าเป็นไปได้

ศรีอโยธยา กรมหมื่นจิตสุนทร

ยิ่งกว่านั้น กองถ่ายยังต้องแต่งหน้าให้ตี๋ เอเอฟ ซึ่งรับบทเป็นกรมหมื่นจิตรสุนทร หนึ่งในเจ้าสามกรม กลายเป็นคนแก่ผมขาวแบบไม่น่าเชื่อถือไปเลย เพราะในความเป็นจริง ตี๋นั้นอายุน้อยกว่าธีรภัทร์, ศรราม, ชินมิษ, นพชัย, เพ็ญเพ็ชร อยู่สิบกว่าปี แต่ต้องรับบทเป็นตัวละครที่อายุมากกว่านักแสดงรุ่นพี่เหล่านั้นทั้งหมด (จริงๆ กรมหมื่นจิตรสุนทรอาจมีวัยใกล้เคียงกับพระเจ้าเอกทัศน์และขุนหลวงหาวัด แต่หม่อมน้อยตีความต่างออกไป ด้วยการกำหนดให้กรมหมื่นท่านนี้เป็นเหมือนพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าบรมโกศ)

เท่าที่ผมนึกออก สื่อบันเทิงชุดเดียวที่พยายามแสดงให้เห็นถึงภาวะการเจริญเติบโตหรือเปลี่ยนผ่านช่วงวัยของพระมหากษัตริย์ในอดีต ก็คือ “สุริโยไท-ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ของ “ท่านมุ้ย” (กระทั่งสมัยที่ช่อง 3 ทำละครชุดเดียวกันเมื่อทศวรรษ 2530 ผมก็จำได้ว่าละครสองเรื่องนั้น มิได้นำเสนอภาพในวัยเยาว์ของพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา)

สุริโยไท ใบปิด

การตัดสินใจของท่านมุ้ยส่งผลให้สายสัมพันธ์ของตัวละครบางส่วนมีความสลับซับซ้อนหรือมีพลวัตน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น สายสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับสมเด็จพระมหาธรรมราชา

หรือหากเปรียบเทียบกับสื่อบันเทิงที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคใกล้เคียงกับ “ฟ้าใหม่” และ “ศรีอโยธยา” ผมเห็นว่า “สงครามเก้าทัพ” ละครโทรทัศน์เมื่อปี 2531 โดย “วรยุทธ พิชัยศรทัต” ก็เลือกหนทางที่ต่างออกไป แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจไม่น้อย

กล่าวคือ ผู้สร้างละครเรื่องนั้นคงตระหนักเช่นกันว่ามีภาพแทนของเจ้านายบางพระองค์ ที่ควรถูกแตะต้องในฐานะตัวละครให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สิ่งที่คุณวรยุทธทำก็คือ การนำลำดับศักดิ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ยุคต้นรัตนโกสินทร์มาเทียบเคียงซ้อนทับกับสถานภาพของตัวละครนำในละครที่ถูกสร้างขึ้น

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ในหลวงรัชกาลที่ 1 (สมบัติ เมทะนี) จะทรงมีบุคลิกประหนึ่งรูปปฏิมาอันน่าเคารพเลื่อมใส

กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) จะทรงมีบุคลิกเป็นนักรบผู้ดุดัน จริงจัง เข้มแข็ง

ก่อนที่คุณวรยุทธจะค่อยๆ แต่งเติมสีสันให้เจ้านายระดับรองลงไปพระองค์อื่นๆ เช่น กรมพระราชวังหลัง (เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์) และเจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับผู้ชมที่เป็นสามัญชนทั่วไป คือ มีภาวะหวาดหวั่น วิตกกังวลก่อนเริ่มสงคราม บางพระองค์ได้รับบาดเจ็บจากการออกศึก หรือบางพระองค์ก็ถูกกล่าวอ้างถึงว่าทรงเคยเป็นขุนนางมาก่อนเมื่อสมัยแผ่นดินที่แล้ว

แน่นอน โจทย์และโครงสร้างเรื่องเล่าของ “ฟ้าใหม่-ศรีอโยธยา” และ “สงครามเก้าทัพ” นั้นแตกต่างกันพอสมควร จึงย่อมส่งผลต่อทางเลือกในการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม วิธีการเขียนบทให้เจ้านายก่อนเสียกรุงบางพระองค์กลับชาติมาเกิดเป็นสามัญชนยุคปัจจุบันของหม่อมน้อย นั้นดูจะมี “จุดร่วม” กับวิธีการของคุณวรยุทธอยู่รางๆ

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของแนวทางที่หม่อมน้อยเลือก จะออกมาน่าพอใจมากน้อยแค่ไหน?

(ที่มาภาพนิ่ง “ศรีอโยธยา”SriAyodhaya Official)

 

 

 

Advertisements
ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รู้ไหม ทำไม “นัดจินหน่อง” ในตำนานสมเด็จพระนเรศวร จึงสวม “ชุดดำ” เกือบตลอดเวลา?

ในช่วงท้ายของงานเสวนา “แผ่นดินพระเจ้าเสือ และตำนานพันท้ายนรสิงห์” จัดโดยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่มีอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เป็นที่ปรึกษาของท่านมุ้ย-หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ในการสร้างภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่ผ่านมา เป็นวิทยากรนั้น

คำถามหนึ่งที่ผู้ร่วมฟังส่งขึ้นมาบนเวที ก็คือ คำถามว่าด้วยที่มาของกระบวนการออกแบบเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์

โดย อ.สุเนตร ได้ยก case study น่าสนใจอันหนึ่งขึ้นมา

เป็นกรณีศึกษาผ่านตัวละคร “นัดจินหน่อง” อุปราชตองอู (รับบทโดย น.อ.จงเจต วัชรานันท์) ในภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร”

และเป็นคำตอบว่า ทำไมตัวละครรายนี้จึงสวมชุด “ดำ” ผิดจากแม่ทัพนายกองพม่ารายอื่นๆ

นัดจินหน่อง 2

นัดจินหน่อง 3

เรื่องมีอยู่ว่า…

ระหว่างการเขียนบทและออกแบบงานสร้างของภาพยนตร์ชุดดังกล่าว มีอยู่วันหนึ่ง ท่านมุ้ยได้โทรศัพท์มาปรึกษา อ.สุเนตร ว่า “นัดจินหน่อง” ควรแต่งตัวอย่างไรดี?

แล้ว อ.สุเนตร ก็ไปหยิบได้หนังสือรวมบทกวีแนวนิราศของ “นัดจินหน่อง” (ผู้เป็นกวีเอกของพม่า) ขึ้นมา

ปกหนังสือเล่มดังกล่าว เป็นภาพวาด “นัดจินหน่อง” จากจินตนาการของศิลปินยุคหลัง ซึ่ง อ.สุเนตร ระบุว่า เป็นการวาดภาพและลงสีสันที่เก๋และสวยงามมากๆ

แต่ขณะนั้น อ.สุเนตร ยังไม่มีสมาร์ทโฟน ส่วนเครื่องสแกนสีก็ไม่มี และระบบการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตก็ไม่สะดวกเช่นปัจจุบัน แกจึงตัดสินใจถ่ายเอกสารปกหนังสือรวมนิราศเล่มนั้น จนภาพสีสวยงามกลายเป็นภาพขาวดำ ก่อนจะส่งแฟ็กซ์ (เวอร์ชั่นขาวดำเช่นกัน) ไปถึงท่านมุ้ย

หลังจากนั้นไม่นาน ท่านมุ้ยก็แจ้ง อ.สุเนตร ว่าได้ออกแบบเครื่องแต่งกายของ “นัดจินหน่อง” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามภาพที่อาจารย์จัดส่งมา

“นัดจินหน่อง” ในหนังท่านมุ้ย จึงแต่งกายด้วยชุด “โทนดำ” แตกต่างจากตัวละครอื่นๆ อยู่แทบตลอดเวลา ด้วยประการฉะนี้

นัดจินหน่อง 1

นัดจินหน่อง 5

ชมคลิปงานเสวนาเต็มๆ ที่นี่

คนมองหนัง

ปิดฉาก “ตำนานพระนเรศ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 24-30 เมษายน 2558)

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีโอกาสได้ไปชมภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 6” ตอน “อวสานหงสา” ซึ่งถือเป็นภาคปิดท้ายของหนังชุดนี้ ที่ท่านมุ้ย หรือ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทุ่มเทอุทิศเวลาในการสร้างรวมทั้งหมดทุกภาค ร่วมหนึ่งทศวรรษครึ่ง

ไปชมในฐานะคนดูที่รู้สึกสนุกกับหนังสองภาคแรกอยู่ไม่น้อย ก่อนจะผิดหวังกับภาค 3 รวมทั้งไม่ได้ชมหนังภาค 4 กับ 5 (ถ้าจำไม่ผิด เหมือนเคยดูภาค 4 ผ่านๆ ที่ไหนสักแห่ง แต่สุดท้ายก็ดูไม่จบ)

ก่อนตีตั๋วเข้าชมตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ภาคสุดท้าย ได้ยินเสียงบ่นจากหลายคนว่าเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก หรือ ซีจี ของหนังภาคนี้ อยู่ในระดับ “แย่มาก”

เมื่อไปดูก็พบว่า ในหลายๆ ฉาก เทคนิคการทำซีจีอยู่ในระดับที่ “แย่มากจริงๆ” แย่โดยที่ไม่ได้เปรียบเทียบกับหนังฮอลลีวู้ดทุนยักษ์ทั้งหลาย แต่แย่เมื่อเปรียบเทียบกับตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ภาคก่อนหน้านี้ (อย่างน้อยก็ภาค 1-3 ที่ผมมีโอกาสได้ดู) หรือแย่กว่าหนังไทยทุนสร้างหลักสิบล้านหลายต่อหลายเรื่อง

บางคนเปรียบเทียบถึงขนาดว่า ซีจีตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ภาค 6 แย่ในระดับเดียวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7

ซึ่งข้อนี้ ผมขออนุญาตเถียงสักเล็กน้อย ในฐานะแฟนจักรๆ วงศ์ๆ คนหนึ่ง

กล่าวคือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่นั้นวางฐานตัวเองอยู่บนเรื่องเล่าแบบแฟนตาซี ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ไม่จริง” หรือ “ไม่สมจริง” อยู่แล้วโดยพื้นฐาน

ดังนั้น ถ้าซีจีที่ไม่เนียนพอแบบจักรๆ วงศ์ๆ สามารถดำเนินคู่กับเนื้อเรื่องว่าด้วยโลกแฟนตาซีที่ไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลนัก อย่างพอกล้อมแกล้มไปได้ ผู้ชม (ฟรี) ก็คงพอรับได้อยู่

แต่สำหรับกรณีของภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” แม้ท่านมุ้ยจะขึ้นต้นชื่อหนังด้วยคำว่า “ตำนาน” หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พยายามจะแยกหนังออกจาก “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”

อย่างไรเสีย ตลอด 5 ภาคที่ผ่านมา (รวมถึงเมื่อคราวสร้างภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท”) หนังชุด/กลุ่มนี้ก็นำเสนอตัวเองเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ ซึ่งพยายามสร้าง “ภาพแทน” ที่ “สมจริง” ในระดับหนึ่ง

แม้จะมิได้ “สมจริง” ในประเด็นถกเถียงใหญ่ๆ ทางประวัติศาสตร์ เช่น พระมหาอุปราชาตายเพราะถูกฟันหรือถูกปืนยิง, สามารถมีการชนไก่ในวังพม่าได้ไหม, มณีจันทร์เป็นลูกบุเรงนองจริงหรือเปล่า ฯลฯ

แต่เป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมในเชิงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ด้านโปรดักชั่น ว่า คนยุคโน้น เขาแต่งตัวออกรบกันอย่างนั้น เขาใช้อาวุธกันอย่างนี้ หรืออาณาจักรโบราณต่างๆ มันยิ่งใหญ่ “จริงๆ”

ทว่า เมื่อซีจีในหลายฉากของหนังภาคสุดท้าย เต็มไปด้วยความ “ไม่สมจริง” เสียแล้ว ความชอบธรรมที่ท่านมุ้ยพยายามสรรค์สร้างมาตั้งแต่ครั้งสุริโยไท ก็สูญสิ้นลงไปเกือบหมด จนน่าเสียดาย

อนึ่ง ผมเข้าใจว่า ด้วยเหตุผลหลายประการ หนังภาค “อวสานหงสา” น่าจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินหรือมีทุนสร้างที่น้อยลงมากพอสมควร (เผลอๆ จะน้อยที่สุด ในบรรดา 6 ภาค?) ด้วยเหตุนี้ สเกลและความประณีตในงานสร้างจึงลดระดับลงเกือบหมด

ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ กราฟิก ที่ด้อยคุณภาพลง แต่ถ้าเข้าใจไม่ผิด นอกจากฟุตเทจที่เหลือจากห้าภาคแรก ฟุตเทจส่วนที่ถ่ายเพิ่มใหม่เพื่อหนังภาค 6 โดยเฉพาะ ก็น่าจะเป็นการถ่ายเจาะด้วยมุมกล้องแคบๆ ถ่ายอย่างไม่ใช้คนเยอะ และไม่ได้ถ่ายฉากใหญ่ๆ

(จนส่วนหนึ่ง ต้องพยายามใช้เทคนิคพิเศษเข้าช่วย กระทั่งเกิดปัญหาเรื่องซีจีคุณภาพแย่ตามมา เพราะเงินที่ใช้ทำคอมพิวเตอร์ กราฟิก ก็คงมีไม่มากเช่นกัน)

ดังจะเห็นได้ว่า หนังเลือกใช้วิธีการให้ตัวละครบางรายพูดถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆ แทนที่จะนำเสนอเหตุการณ์นั้นเป็นภาพเคลื่อนไหว หรือมีการเอ่ยถึงตัวละครสำคัญบางคนผ่านบทสนทนา มากกว่าจะนำเสนอให้เห็นภาพหรือรูปร่างหน้าตาของตัวละครนั้นๆ

เชื่อว่า ถ้าเป็นยุคถ่ายทำสุริโยไท หรือตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ 2-3 ภาคแรก ท่านมุ้ยจะต้องใช้ทุนและลงแรงถ่ายฉากเหล่านี้อย่างละเอียดยิบอลังการแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากตัดเรื่องคุณภาพงานสร้างออกไป หนังภาคปิดท้ายของ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ก็พูดถึงเนื้อหาสาระที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย

นั่นคือ พร้อมๆ กับที่นำเสนอภาพความล่มสลายของหงสาวดีและพระเจ้านันทบุเรง ท่านมุ้ยก็พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะนำเสนอภาพพระนเรศในช่วงปัจฉิมวัย ในฐานะมนุษย์ปกติธรรมดาคนหนึ่ง ผู้มีทั้งความแค้นและการให้อภัย, ผู้มีโอกาสตัดสินใจผิดพลาดในบางเรื่องราว และผู้ต้องเผชิญหน้ากับวันเวลาแห่งความร่วงโรยโดยมิอาจหลีกเลี่ยง

อย่างน้อย ภาพยนตร์ภาคนี้ก็บอกเป็นนัยว่า อยุธยาไม่ประสบความสำเร็จในการตีตองอู และการตัดสินใจยกทัพไปตองอูของพระนเรศก็ถูกทักท้วง (แม้จะไม่เป็นผล) จากพระเอกาทศรถและพระราชมนู

แม้สุดท้าย ท่านมุ้ย ในฐานะคนทำหนัง จะเลือกหนทางประนีประนอม ด้วยการหาทางออกให้ศึกระหว่างอยุธยาและตองอูยุติลง ผ่านการอโหสิกรรมให้แก่พระเจ้านันทบุเรงโดยพระนเรศก็ตาม

นอกจากนี้ ท่านมุ้ยยังนำเสนอ “ห่วง” ที่พระนเรศทรงมีในใจได้อย่างคมคาย นั่นคือ ความห่วงใยในอนาคตของมเหสี “มณีจันทร์” และ “พระโอรส” ซึ่งกำลังจะถือกำเนิด ที่ดำรงอยู่เคียงคู่กับความห่วงใยในเสถียรภาพทางการเมืองของพระอนุชา อย่างพระเอกาทศรถ

ซึ่งหนังก็พยายามหาหนทางคลี่คลายปมปัญหาดังกล่าวให้นุ่มนวลและประนีประนอมที่สุด ทว่า ปมที่หนังทิ้งค้างเอาไว้ กลับกลายเป็นคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจคนดูจำนวนไม่น้อย

เช่น หลังจากผมดูหนังเรื่องนี้จบ ผมลงลิฟต์มาพร้อมกับครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วยคุณแม่สูงอายุ และลูกอายุราว 30 ขึ้นไป อีก 3 คน ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งข้อสงสัยกัน ก็คือ ตกลงแล้วลูกพระนเรศมีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง พระองค์มีชะตากรรมเช่นไร กระทั่งคนเป็นลูกชายต้องพยายามเสิร์ชหาข้อมูลดังกล่าวจากอินเตอร์เน็ตในสมาร์ตโฟนโดยทันทีทันใด

อีกฉากหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในหนัง คือ ฉากที่แสดงการปะทะกันระหว่างแนวคิดที่ใช้อธิบายอาการประชวรของพระนเรศ ตลอดจนอาการล้มป่วยของเหล่าแม่ทัพ นายกอง ทหารแห่งกองทัพอยุธยา

ฉากดังกล่าวฉายภาพให้พระสงฆ์ ผู้มีบุคลิกเหมือนจะเชี่ยวชาญคาถาอาคม บาทหลวงฝรั่ง และธิดาเจ้าเมืองเมาะตะมะ มาให้เหตุผลของอาการเจ็บป่วยที่แตกต่างกันออกไป

พระสงฆ์ให้คำอธิบายในเชิงไสยศาสตร์หรือเรื่องเหนือธรรมชาติ, บาทหลวงบอกว่าสามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ด้วยการกรีดข้อมือถ่ายเลือดผู้ป่วย ส่วนธิดาเจ้าเมืองเมาะตะมะ เท้าความว่า พวกมอญมักป่วยด้วยอาการเช่นนี้ในช่วงนี้ของทุกปี เพราะฤทธิ์ของยุง ดังนั้น ต้องนำไม้ชนิดหนึ่งมาเผาเพื่อป้องกันยุง

ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและวัฒนธรรมอันหลากหลาย ที่ท้ายสุด ก็หลีกหนี “สัจธรรม” สูงสุดไปไม่พ้น

ขอปิดท้ายด้วย “นัดจินหน่อง” หนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นมากๆ ในหนังภาคนี้ และดูเหมือนท่านมุ้ย ตลอดจนอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่าและผู้เขียนบทร่วม จะพยายามปูพื้นบางอย่างให้ตัวละครรายนี้มาตั้งแต่ภาค 2

แต่แล้ว “นัดจินหน่อง” กลับถูกทิ้งหายไปเฉยๆ ก่อนหวนคืนมามีบทบาทอีกครั้งในภาคสุดท้าย จนแทบจะกลายเป็นพระรองใน “อวสานหงสา” เลยด้วยซ้ำ

นี่ยังไม่นับว่า บุคลิก สีหน้า แววตาของ “น.ท.จงเจต วัชรานันท์” ผู้รับบทบาทนี้นั้น ดูมีประกายหรือเสน่ห์ความเป็นดารามากกว่านักแสดงนำอย่าง “ผู้พันเบิร์ด” หรือ “ท่านโฆษกต๊อด” เสียอีก

และเท่าที่เคยฟังจากรายการวิทยุซึ่งอาจารย์สุเนตรจัดร่วมกับ คุณวีระ ธีรภัทร รวมถึงการลองค้นข้อมูลคร่าวๆ จากอินเตอร์เน็ต ก็พบว่าชีวิตของบุคคลในประวัติศาสตร์ผู้นี้น่าจะนำไปทำเป็นหนังได้สนุกดี

คนที่เป็นทั้งนักรบและกวีเอก คนที่ชอบสตรีอายุมากกว่าผู้มีศักดิ์เป็นอาของตัวเอง พระเจ้าตองอูที่เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ เพราะหันไปร่วมมือทางการเมืองกับทหารโปรตุเกส ก่อนจะปิดฉากชีวิตด้วยการถูกประหาร

พูดแล้ว ก็น่าลุ้นให้ท่านมุ้ยสร้างภาพยนตร์ “ตำนานนัดจินหน่อง” ขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง (ล้อเล่นนะครับท่าน ฮ่า ฮ่า ฮ่า)


(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});