จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

วิเคราะห์ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนจบ: เมื่อผู้มีอำนาจ “เสียศูนย์”

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ปิดฉากอวสานไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม

ถ้าให้สรุปภาพรวมในฐานะคนที่ตามดูละครเรื่องนี้มาครบทั้ง 37 ตอน ก็ต้องบอกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด นั้นดำเนินเรื่องสนุก-ฉับไว ฉากบู๊-เทคนิคพิเศษด้านภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

ขาดไปแค่เพียงอารมณ์ขันในลักษณะ “หัวร่อต่ออำนาจ” ซึ่งเป็นคุณลักษณ์โดดเด่น ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิต “ต้อง” มี

ยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นละครที่สร้างมาจาก “นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่” (บทประพันธ์ของ “เสรี เปรมฤทัย” หรือ “เปรมเสรี”) ผนวกกับถูกดัดแปลงแก้ไขให้มีความทันสมัยขึ้น (ละครเวอร์ชั่นล่าสุด เขียนบทโดย “อัศศิริ ธรรมโชติ” ภายใต้นามปากกา “บางแวก”)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” จึงมีบางองค์ประกอบที่หลุดกรอบของ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” ทั่วไป

ทั้งการขับเน้นประเด็น “คุณธรรมน้ำมิตร” และการสร้างบุคลิกลักษณะเฉพาะหรือความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ ตลอดจนจักรวาลโครงข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางซับซ้อน ให้แก่บรรดาตัวละครมากหน้าหลายตา คล้าย “นิยายกำลังภายใน” (รวมถึงพวก “คอมิกส์” ด้วย)

ส่วนโครงเรื่องก็คล้ายคลึงกับการฝ่าฟันด่านต่างๆ ใน “เกมคอมพิวเตอร์” มากกว่าจะเป็นการชักนำตัวละครหลักทุกรายไปกองรวม ณ “วันพิพากษาสุดท้าย” ในตอนจบของละคร เหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่

ดังจะเห็นว่า “ขวาน” ต้องเผชิญหน้าและฆ่าสองผัวเมียมนุษย์กาเป็นด่านแรก, ปราบนางยักษ์กาขาวเป็นด่านที่สอง, ฟื้นคืนชีพจากการถูกอำมาตย์แสงเพชรสังหารในด่านที่สาม, พิชิตพระเจ้าแสงเพชรและพวกพ้องในด่านที่สี่

แล้วจึงพิฆาตแสงเดช ณ ด่านสุดท้าย

แม้จะออกอากาศด้วยจำนวนตอนน้อยกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยในระยะหลังๆ

ทว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” กลับมีฉากรุนแรงในเปอร์เซ็นต์สูงกว่าอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวละครหลัก ทั้ง “ฝ่ายดี” และ “ฝ่ายไม่ดี” ที่ถูกฆ่าตายตลอดทั้งเรื่อง

ไล่ตั้งแต่สองมนุษย์กา, เมียอำมาตย์โสฬส, นางยักษ์กาขาว, บุรีรมย์ราชา, เศรษฐีปัญจะ, แม่ขวาน, กานต์กาสร (มนุษย์ควายบินได้), ศรีสมิง (เสือสมิงฝ่ายธรรมะ), แม่มดนาถสุดา, หมื่นสุรไกร, หมื่นสีหนาท, อำมาตย์ทินกร, อำมาตย์/พระเจ้าแสงเพชร และแสงเดช

(ไม่รวมทหารเลว-สามัญชนคนเล็กคนน้อยอีกจำนวนหนึ่ง)

มิหนำซ้ำ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน ยังมีการเข่นฆ่า “คนดี” อีกล็อตใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ (สอดคล้องกับประเด็นสำคัญในเนื้อหาส่วนถัดไป)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน คล้ายจะมีหลักใหญ่ใจความอยู่ตรงการฟื้นคืนชีพของ “ตัวร้ายเบอร์สอง” อย่าง “แสงเดช”

ในละครตอนก่อนหน้านั้น “แสงเดช” ถูก “ขวาน/สุธาเทพ” ฆ่าตาย แต่แล้ว สายฝน สายฟ้า และแสงแดด ก็ตกกระทบมายังร่างไร้วิญญาณของเขาพร้อมเพรียงกัน

ส่งผลให้วิญญาณกลับคืนร่าง

หลังมีชีวิตใหม่ “แสงเดช” ได้รับการอัพสกิลขึ้น จนมีฤทธิ์สูงกว่า “แสงเพชร” ผู้พ่อเสียอีก

กระทั่งผู้วิเศษ เช่น “เจ้าพ่อเขาเขียว” และ “ฤาษีอุปคุปต์” ก็ต้านทานไม่ได้ ส่วน “ขวาน/สุธาเทพ” ที่กลายสถานะเป็น “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” เหนือหัวองค์ใหม่แห่งบุรีรมย์นคร ก็ต้านทานไม่ไหว

ท่ามกลางปริศนาค้างคาใจว่าทำไม “แสงเดช” จึงไม่ตาย แถมยังเก่งขึ้นผิดหูผิดตา?

แล้ว “สุริยะเทพ” ก็ปรากฏกายขึ้น เพื่อแจ้งข่าวร้ายกับ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ว่าเป็นเพราะพระองค์เผลอไปส่องแสงอาทิตย์ระหว่างฝนตก-ฟ้าผ่าพอดี

“แสงเดช” เลยกลับมาสร้างความปั่นป่วนระลอกใหม่

เท่ากับว่าการฟื้นคืนชีพของ “แสงเดช” และความผิดพลาดของ “สุริยะเทพ” ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

แม้เทพแห่งแสงสว่างจะตระหนักว่าพระองค์ทำพลาดไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้าช่วยเหลือ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ปราบอธรรม อย่างตรงไปตรงมาหรือออกนอกหน้า ด้วยเกรงว่าพระองค์เองจะ “เสียศูนย์”

“สุริยะเทพ” จึงทำได้เพียงบอกใบ้วิธีโค่น “แสงเดช” ให้แก่ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ก่อนพระองค์จะไปร่วมด้วยช่วยกันในช่วงเผด็จศึก

เทพเจ้าพระองค์นี้ยอม “เสียศูนย์” อีกรอบ โดยชุบชีวิต “ขุนพลจ้อย” “อำมาตย์โสฬส” และ “หมื่นวิษณุ” ซึ่งเป็นบรรดาตัวละครฝ่ายธรรมะที่ถูก “แสงเดช” (เวอร์ชั่นอัพสกิล) ฆ่าตาย ให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้น

การ “เสียศูนย์” ของ “สุริยะเทพ” จึงอาจหมายถึงการลงไปแทรกแซงชะตากรรมของมนุษยชาติก็ได้ หรือจะหมายถึงการแก้ไข “ข้อผิดพลาด” ของพระองค์เอง ก็ได้เช่นเดียวกัน

ท้ายสุด เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลงแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” “สุริยะเทพ” ก็เรียก “ขวานวิเศษ” คืนจาก “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ”

เหตุผลข้อแรก อาจเป็นเพราะพระองค์ต้องนำเอาอาวุธวิเศษชนิดนี้ไปปราบหมู่มารในแหล่งอื่นๆ ตามที่ให้เหตุผลไว้ในละคร

ทว่าเหตุผลอีกข้อ ก็อาจเป็นเพราะพระองค์หวั่นเกรงว่า “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” จะใช้อำนาจ (อันมี “ขวาน” เป็นสัญลักษณ์) ไปในทางที่ผิด หรืออย่างต่ำที่สุด ก็ใช้มันอย่างบกพร่องโดยไม่รู้ตัว

ดังที่องค์ “สุริยะเทพ” เอง ก็เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว ในกรณี “แสงเดช”

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ “สามเศียร”

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“นางสิบสอง 2562” และผู้กำกับจักรๆ วงศ์ๆ หน้าใหม่คนแรกในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ!

ไว้อาลัยอดีตผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ มือทอง แห่งทศวรรษ 30

ขอเริ่มต้นสุดสัปดาห์นี้ ด้วยการไว้อาลัยต่อการจากไปของ “สมชาย สังข์สวัสดิ์” ผู้กำกับรุ่นเก๋าของเครือดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร

คุณสมชายถือเป็นผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ มือทองในยุคทศวรรษ 2530 ซึ่งมีผลงานน่าจดจำมากมาย อาทิ กายเพชรกายสุวรรณ โม่งป่า เกราะเพชรเจ็ดสี แก้วหน้าม้า นางสิบสอง และ พระสุธนมโนราห์ เป็นต้น

View this post on Instagram

เสียใจกับการจากไปของ สมชาย สังข์สวัสดิ์ หรือ นันทนันท์ สังข์สวัสดิ์ หรือ พี่ช้าง ผู้กำกับละครพื้นบ้านสมัยยุค 90 ขอให้ไปสู่สุขติครับ ตามภาพคือผลงานกำกับการแสดงละครพื้นบ้านของพี่ช้าง บางเรื่องกำกับร่วมกับพี่ลอร์ด สยม สังวริบุตร —————————————————— ละครปัจจุบันพี่ช้างก็กำกับนะครับ เรื่องที่ชอบที่สุดคือเรื่อง พิศวาสอลเวง

A post shared by Lakornthaiboranละครพื้นบ้านไทย (@lakornthaiboranofficial) on

นอกจากนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน คุณสมชายยังได้มาช่วยกำกับละคร “ดินน้ำลมไฟ” (2559) ซึ่งเป็นภาคต้นของ “สี่ยอดกุมาร” (2559) อีกด้วย

“นางสิบสอง 2562” และผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ น้องใหม่รายล่าสุด!

ถัดจากผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ รุ่น “สมชาย สังข์สวัสดิ์” และ “สยม สังวริบุตร” ในทศวรรษ 2530

ผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ เจนถัดมา ก็คือ “ประทุม สินธุอุส่าห์ (มิตรภักดี)” และ “หนำเลี้ยบ ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์”

โดยในช่วงเกือบๆ ยี่สิบปีให้หลัง “หนำเลี้ยบ” ได้กลายเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่ง หนึ่งเดียว ของละครพื้นบ้านค่ายสามเศียร ขณะที่สมชายและประทุมหันไปกำกับละครแนวร่วมสมัย

ปลื้ม สังวริบุตร
(จากซ้ายไปขวา) สยาม, ปลื้ม, หนำเลี้ยบ และสยม : ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=LP6u5wYm1Hg

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า สำหรับ “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ มีการเปลี่ยนแปลงผู้กำกับเป็น “ปลื้ม สังวริบุตร” ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งตระกูลสังวริบุตร บุตรชายของ “สยาม สังวริบุตร” บิ๊กบอสค่ายดาราวิดีโอ

และได้ “ประทุม มิตรภักดี” มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้กำกับ

นี่คือการเปลี่ยนตัวผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ!

เผยเรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน – “นางสิบสอง” ตอนแรก

เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน เมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม นั้นอยู่ที่ 5.106 ขึ้นไม่ถึงหลัก 6 เหมือนที่เคยทำได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม

ขณะที่ เรตติ้ง “นางสิบสอง 2562” ตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม นั้นอยู่ที่ 4.061 ถือว่าไม่น้อยเลย สำหรับละครเพิ่งออกอากาศ

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/tvrating-week-22-28-july-62/

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/lorddida/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน จะคว้าเรตติ้งเท่าไหร่? จะ “โหดสัส” ขนาดไหน?

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2562 ละคร “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุดจะปิดฉากอวสานลงในตอนที่ 37 โดยมี 2 ประเด็นน่าจับตา ดังนี้

เรตติ้งตอนจบจะสวยงามแค่ไหน?

พอออกอากาศในช่วงโค้งสุดท้าย เรตติ้งของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ก็พุ่งกระฉูดขึ้นมา จากเดิมที่วนเวียนอยู่แถวๆ หลัก 4-5 แต่สัปดาห์ก่อน ความนิยมกลับขยับไปอยู่ตรงตัวเลข 5 และ 6

โดยในวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม (ตอนที่ 35) ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้ง 5.689 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม (ตอนที่ 36) เรตติ้งก็ทะยานไปถึง 6.278 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับแต่ออกอากาศมา

คำถามน่าสนใจ คือ ตอนอวสานของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” จะคว้าเรตติ้งไปได้เท่าไหร่? จะถึงหลัก 7 หรือไม่?

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/tvrating-week-15-21-july-62/

บทอำลาจะ “โหดสัส” ขนาดไหน?

นอกจากจะเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีความยาวน้อยที่สุดในรอบหลายปีแล้ว

อีกหนึ่งลักษณะเด่น ที่ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” อาจจะมีความแตกต่างจากผลงานระยะหลังๆ ของค่ายสามเศียร ก็คือ บทสรุปของบรรดาตัวละคร

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มักมีบทอวสานที่ “คลีน” พอสมควร

ดังเช่น “เทพสามฤดู 2560” ที่แทบจะไม่มีตัวละครหลัก ทั้งฝ่ายร้ายและฝ่ายดี ต้องเสียชีวิตลงเลย

ขณะที่ใน “สังข์ทอง 2561” ผู้ที่ต้องดับสูญ ก็คือ บรรดาตัวร้าย ไม่ใช่ตัวละครสมทบฝ่ายธรรมะ อาทิ พี่หอยทากและหกพระพี่เลี้ยง (ซึ่งเคยต้องพลีชีพใน “สังข์ทอง 2550”)

อย่างไรก็ดี สำหรับกรณีของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” แค่ยังไม่ถึงตอนจบ ตัวละครทั้งสองฝ่ายต่างก็ทยอยตายลงไปเป็นจำนวนมาก ไล่ตั้งแต่บุรีรมย์ราชา, เศรษฐีปัญจะ, แม่ของขวาน, ศรีสมิง, แม่มดนาถสุดา, หมื่นสุรไกร-หมื่นสีหนาท, อำมาตย์ทินกร และ อำมาตย์แสงเพชร (แถมยังไม่แน่ใจชะตากรรมของพี่หุ่นฟาง)

นอกจากนี้ เมื่อทางสามเศียรปล่อยคลิปตัวอย่างของละครตอนจบออกมา ก็น่าจะมีตัวละครฝ่ายดีและฝ่ายร้ายที่ต้องม้วยมรณาอีกหลายราย

“ขวานฟ้าหน้าดำ” จึงอาจเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ดุเดือดเลือดพล่านและ “โหดสัส” ที่สุดในรอบหลายปี

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/khawtuasnl/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เปิดตัวนักแสดงนำ “นางสิบสอง 2562” เตรียมประเดิมจอ 28 กรกฎาคม!

อัพเดตข่าวล่าสุด

เปิดตัว 12 นักแสดงหญิง ผู้สวมบทบาท “นางสิบสอง” 2562

“นางสิบสอง 2562” และผู้กำกับจักรๆ วงศ์ๆ หน้าใหม่คนแรกในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ!

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” อวสานที่ 37 ตอน

ได้ฤกษ์บวงสรวงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “นางสิบสอง” (2562) ซึ่งจะแพร่ภาพตอนแรกในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ถัดจาก “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

เท่ากับว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด จะออกอากาศรวมทั้งสิ้น 37 ตอน ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติของละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (ก่อนหน้านี้ “อุทัยเทวี 2560” ที่กระแสไม่เปรี้ยงปร้างนัก ก็ยังออกอากาศถึง 40 ตอน)

ต้องจับตาดูว่า เรตติ้งตอนอวสานของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” นั้นจะเป็นอย่างไร? จะสามารถทำได้ดีกว่ามาตรฐานเฉลี่ย 4-5 ของตัวเองได้หรือไม่?

“นางสิบสอง 2562” ละครฟอร์มยักษ์ตัวจริงประจำปีนี้ของค่ายสามเศียร

ถ้าพิจารณาจากจำนวนตัวละครอันมากมายและกองทัพนักแสดงที่ยกมาเกือบหมดค่าย ก็ต้องยอมรับว่า “นางสิบสอง” นั้นมีสเกลใหญ่กว่า “ละครขัดตาทัพ” เช่น “ขวานฟ้าหน้าดำ” ชัดเจน

ขณะเดียวกัน “นางสิบสอง” ก็มีโอกาสจะโกยเรตติ้งหรือดึงดูดใจมหาชน (ชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้าน) ได้สูงกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ”

ทั้งเพราะรสชาติเรื่องราว ที่มีทั้งความโหดเหี้ยม (ควักลูกตา-กินเด็กทารก) ผนวกด้วยบทลงเอยในแบบโศกนาฏกรรมระหว่าง “พระรถเสน” กับ “นางเมรี”

และการเป็นนิทานสำคัญหรือวัฒนธรรมร่วมของหลายๆ ดินแดนในแถบอุษาคเนย์ มาแต่เดิม

นี่จึงเป็นละครฟอร์มยักษ์ตัวจริงประจำปี 2562 ของค่ายสามเศียร

เปิดตัวนักแสดง “นางสิบสอง 2562”

สำหรับผู้รับบท “ท้าวรถสิทธิ์” ใน “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นใหม่ คือ “ณพบ ประสบลาภ” ซึ่งถือเป็นการหวนกลับมาสวมบทเด่นในละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 อีกครั้งหนึ่งของเขา หลังจากต้องถอยไปรับบทรองๆ มาพักใหญ่ (ทั้งนี้ ไม่นับบท “ขุนแผน” ในช่องจ๊ะทิงจา)

ส่วนเหล่า “นางสิบสอง” นั้น มีทั้งนักแสดงหน้าใหม่ และนักแสดงหน้าเดิม ที่หลายคนเคยผ่านบทพระธิดาใน “สังข์ทอง 2561” หรือบทบาทอื่นๆ ในละครพื้นบ้านมาแล้ว อาทิ

“นาย ชนุชตรา สุขสันต์” “พิมพ์ อัญรส ปุณณโกศล” “เพลง ชนารดี อุ่นทะศรี” “แก้ม กัญจน์อมล เคล้าจิตพูลสุข” “มีน วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย”

รวมถึง “ปูเป้ เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” ที่ผันตนเองจากบท “รจนา” พระธิดาองค์เล็กของท้าวสามนต์ มาสู่ “เภา” น้องคนสุดท้องในบรรดา “นางสิบสอง”

คลิกอ่าน เปิดตัว “หกพระพี่นาง” แห่ง “สังข์ทอง 2561”

ด้าน “นางยักษ์สันธมาลา” จะรับบทโดย “แคนดี้ ชุติมา เอเวอรี่” ซึ่งปัจจุบัน กลายเป็นนักแสดงจักรๆ วงศ์ๆ มากประสบการณ์ไปแล้ว

ข้ามไปยังตัวเอกรุ่นลูกกันบ้าง

ผู้รับบท “พระรถเสน” ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก “ข้าวตู พลพจน์ พูลนิล” (หรือ “ขวาน/สุธาเทพ” แห่ง “ขวานฟ้าหน้าดำ”)

View this post on Instagram

ถึงน้องจะเป็นยักษ์ พี่ก็รักน้องเมรีของพี่นะครับ😍😍😍😍😍 มาเปนกลอนจ้า พระรถเสน-เมรี (พระรถเมรี) ติดตามชม นางสิบสอง (ตอนแรก) วันอาทิตย์ที่ 28 ก.ค.นี้ 08.00 น. ช่อง 7hd ——————————————– รถเสน รับบทโดย พลพจน์ พูลนิล เมรี รับบทโดย พิงค์ กมลวรรณ #นางสิบสอง #พระรถเสน #นางเมรี #พระรถเมรี #นางสิบสอง2562 #สามเศียร #ดีด้าวิดีโอ #ช่อง7hd #ละครพื้นบ้าน #ละครจักรๆวงศ์ๆ #หนังเจ้า @khawtuasnl @pinkkamonwan_missteen11 Credit @khawtu_ppfans 🥰🥰🥰🥰🥰🥰🥰🥰🥰🥰 ฝากติดตามผลงานของพี่ข้าวตูและพี่พิงค์ด้วยนะครับ พระนางคู่ใหม่ นางสิบสอง 2562

A post shared by lakornthaipeunban_official (@lakornthaipeunban_official) on

แต่ที่เซอร์ไพรส์คือผู้สวมบท “เมรี” ในฉบับนี้ ซึ่งพลิกโผเป็น “พิงค์ กมลวรรณ ศตรัตพะยูน” อดีตรองอันดับหนึ่ง มิสทีนไทยแลนด์ 2011 และผู้เข้าประกวดนางสาวไทย พ.ศ.2559

ที่เลื่อนชั้นมาจากบท “โหงพราย/หงส์ฟ้า” อันกึ่งร้ายกึ่งตลก ใน “สังข์ทอง 2561”

คลิกอ่าน รู้จักผู้รับบท “หงส์ฟ้า/โหงพราย” นางร้าย “สังข์ทอง” เธอคืออีกหนึ่งคนที่มาจากเวทีนางงาม

นอกจากนี้ ตัวละครสมทบจำนวนมากใน “นางสิบสอง 2562” ยังเต็มไปด้วยนักแสดงดาวเด่นของสามเศียร

ไม่ว่าจะเป็น “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” “ม่อน สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์” “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” “บุ๊ค พบศิลป์ โตสกุล” “รัฐ รัฐศิลป์ นลินธนาพัฒน์” “ปลั๊ก สวีเดน ทะสานนท์” “แมน สุพศิน แสงรัตนทองคำ” “บีท สุกฤษฏิ์ สงแก้ว”

คลิกอ่าน เปิดตัว “หกเขย” ที่หลากหลายทั้ง “ชาติพันธุ์” และ “เพศสภาพ” ใน “สังข์ทอง 2561”

ไล่ไปถึงรุ่นใหญ่อย่าง “ลูกศร อรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์” และ “ไพโรจน์ สังวริบุตร”

ที่สำคัญ ยังมีนักแสดงอาวุโสท่านหนึ่งมาร่วมแสดงใน “นางสิบสอง 2562” ด้วย นั่นคือ “อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา” ซึ่งจะสวมบท “ยายค่อม” (ที่ตนเองเคยแสดงเอาไว้หนหนึ่งแล้ว ใน “นางสิบสอง 2543”)

ถือว่าคุณป้าอรสาเลือกรับงานได้เด็ดขาดทีเดียว หลังจากเมื่อช่วงครึ่งปีแรกของ พ.ศ.2562 แกก็ร่วมแสดงในละคร “กรงกรรม” โปรแกรมเรตติ้งสูงของฝั่งช่อง 3

ขอบคุณ ภาพนำจากเพจ Ch7HD Entertainment

เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ “นางสิบสอง”

“นางสิบสอง 2562” เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง “ลูกมากยากจน”

ย้อนรอยที่มา “นิทานนางสิบสอง-พระรถเมรี”

คนมองหนัง

บันทึกถึง “กรงกรรม” (2): ก่อนอวสาน

หนึ่ง

กรงกรรม 1

ในบันทึกชิ้นก่อนหน้านี้ เคยตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะเด่นเชิง “พื้นที่” ซึ่งปรากฏในละครเรื่อง “กรงกรรม”

นั่นคือ เครือข่ายของจักรวาลน้อยๆ ที่มีศูนย์กลางอยู่ ณ “บ้านแบ้” ในตลาดชุมแสง ซึ่งมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้คนในอีกหลายๆ ตำบลของอำเภอชุมแสง ตลอดจนอำเภออื่นๆ ร่วมจังหวัดนครสวรรค์

ถ้าเปรียบคนเขียนนิยาย คนเขียนบทละครโทรทัศน์ ผู้กำกับ หรือกระทั่งคนดู เป็นเหมือน “นักมานุษยวิทยา” ที่เดินทางไปทำงานภาคสนามเพื่อศึกษาชีวิตของ “คนบ้านแบ้”

“สนาม” ที่พวกเขาศึกษา ก็มิใช่หมู่บ้านชนบทอันห่างไกล เดี่ยวๆ โดดๆ หากเป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในหลายๆ พื้นที่

แต่ยิ่งละครดำเนินไป อีกมิติหนึ่งที่เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นมาคู่ขนานกัน ก็คือ มิติเรื่อง “เวลา”

น่าสนใจว่า เอาเข้าจริงเหตุการณ์/ชะตากรรมของ “คนบ้านแบ้” ที่ผกผันไปอย่างเข้มข้นนั้น ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบเวลาหนึ่งปี ระหว่าง พ.ศ.2510-2511 เท่านั้นเอง (และกลายเป็นว่า “ช่วงชีวิต” ของเหล่าตัวละคร จะถูกถ่างขยายออกไปให้กว้างไกลขึ้นในตอนอวสาน)

การสัมผัสกับชีวิตและโลกของ “คนอื่น” ประมาณหนึ่งปี ก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลาทำงานภาคสนามโดยปกติของ “นักมานุษยวิทยา” (อีกแล้ว)

ด้วยเหตุนี้ สิ่งพึงระวัง ไม่ว่าเราจะบริโภคละคร นิยาย หรือกระทั่งงานชาติพันธุ์นิพนธ์ของนักวิชาการอยู่ ก็คือ เราอาจหลงเชื่อได้ง่ายๆ ว่า พลวัต ความเปลี่ยนแปลง-เปลี่ยนผ่าน การคลี่คลายตัวตน การเติบโตเรียนรู้ การเริ่มต้นชีวิตใหม่ การถือกำเนิดของอีกหลายชีวิต และความตายของบางชีวิต นั้นเป็นภาพรวมชิ้นสมบูรณ์ที่ช่วยให้เราเข้าใจ “จักรวาลบ้านแบ้” อย่างถ่องแท้กระจ่างแจ้งในทุกแง่มุม

ทั้งที่ในความเป็นจริง เราเพียงได้สัมผัสกับช่วงชีวิตสั้นๆ ในระยะแค่ 1 ปีของ “คนบ้านแบ้” และบรรดาเพื่อนมนุษย์รายรอบพวกเขา (บวกด้วยบทสรุปที่ตัดข้ามช่วงเวลาอีกนิดหน่อย)

สอง

กรงกรรม 2

“กรงกรรม” อาจพูดถึงสังคมชนบท/ต่างจังหวัดไทยก่อนจะเข้าสู่ “ภาวะสมัยใหม่” เต็มตัว ทั้งด้วยการแผ่อิทธิพลของจักรวรรดิอเมริกันในยุคสงครามเย็น และโอกาสที่สะดวกง่ายดายขึ้นในการเชื่อมโยงกับศูนย์กลางประเทศที่กรุงเทพฯ

แต่ท่ามกลางความคืบหน้าและพุ่งทะยานดังกล่าว กลับไม่มีตัวละครหลักรายไหนที่แลดู “สูงส่ง” กว่าตัวละครรายอื่นๆ หรือพูดง่ายๆ ว่าตัวละครหลักใน “กรงกรรม” ล้วนมี “ความเท่าเทียม” กันอย่างน่าทึ่ง (และชวนตั้งคำถามในบางแง่)

เหล่าตัวละครหลักนั้นมีภูมิหลังทางการศึกษาที่เหลื่อมล้ำกันแน่ๆ ก่อนเกณฑ์ทหาร “อาไช้” เรียนจบ ป.4 “อาตง” กับ “อาซา” ตลอดจนบรรดาตัวละครรุ่นพ่อแม่หรือ “เรณู” ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก

ใน “บ้านแบ้” อาจมีแค่ “อาสี่” คนเดียว ซึ่งได้ร่ำเรียนสูงถึงระดับช่างกลที่อำเภอเมือง คล้ายกับ “วรรณา” หรือ “พิไล” ที่มีการศึกษาสูงกว่าชาวบ้านธรรมทั่วไป โดยคนแรกได้เรียนวิชาชีพตัดเสื้อ ส่วนคนหลังจบชั้นมัธยมปลาย หรือ ม.ศ.5

ไม่นับรวม “คนนอก” อย่าง “ปลัดจินกร” ที่ต้องจบปริญญาตรี (ไม่สิงห์ดำก็คงสิงห์แดง)

ทว่าแม้การศึกษาจะไม่เท่ากัน แต่ทั้งหมดกลับมีชีวิตที่ทั้งดีงามและย่ำแย่ในบ่วงแห่งความรัก โลภ โกรธ หลง หรือกิเลสตัณหาของมนุษย์ ไม่ต่างกัน

แม้หลายคนอาจรู้สึกว่าการอธิบายความแบบนี้จะเป็นการใช้ศาสนาอย่างง่าย เชย และใหญ่โตเกินไป แต่ก็ต้องยอมรับ “ความเท่าเทียม” ของเหล่าตัวละครใน “กรงกรรม” เกิดจากองค์ประกอบดังกล่าวจริงๆ

นอกจากนั้น “ไสยศาสตร์” ก็เป็นอีกหนึ่งพลัง ที่ช่วยปรับเปลี่ยนดุลยภาพทางอำนาจระหว่างหลายๆ ตัวละคร

(ในละครเรื่องนี้ “ไสยศาสตร์” ถูกยอมรับนับถือมากกว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” อย่าง “ตำรวจ” จึงไม่แปลกที่ “พิไล” จะค่อยๆ ปลีกตัวเองจากการพยายามขึ้นไปแจ้งความบนโรงพัก มาสู่การแสวงหา “อาจารย์ดี” และความเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคลมาสู่ด้านสว่างของเธอ ก็บังเกิดจาก “อาจารย์สมดี” ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมใดๆ)

ส่งผลให้คนมีเงินน้อยกว่าสามารถทำของใส่คนที่มีฐานะดีกว่าได้ ส่วนคนจบ ม.ศ.5 เองก็สามารถปั่นป่วนและเชื่อถือ/พึ่งพา/ลุ่มหลงใน “ไสยศาสตร์” ไม่ต่างจากอีตัวที่ไม่ได้เรียนหนังสือมามากมายนัก

อีกข้อที่ผมรู้สึกแปลกใจและตั้งคำถามกับละคร (โดยยังไม่ได้อ่านฉบับนิยาย) ก็คือ เหมือนตัวละครหลักทุกคนที่เข้าถึงการศึกษาอย่างไม่ทัดเทียมกันนั้น จะ “รู้หนังสือ” เท่าๆ กันหมด ดังจะเห็นได้ว่าพวกเขาและเธอต่างติดต่อสื่อสารกันผ่านจดหมายจนเป็นกิจวัตร

ทั้งๆ ที่ระดับการอ่านออกเขียนได้ของแต่ละคนอาจไม่เสมอกัน

“อาตง” ที่ผ่านการบวชเรียนและชอบอ่านหนังสืออาจรู้หนังสือมากหน่อย (คงไม่เท่า “พิไล” หรือ “ปลัดจินกร”)

แต่น่าสงสัยว่า ถ้าย้อนไปยังอำเภอชุมแสงตอนต้นทศวรรษ 2510 จริงๆ คนเช่น “ย้อย” หรือ “เรณู” จะเขียนและอ่านหนังสือได้มากน้อยขนาดไหน? และสามารถสื่อสารผ่านจดหมายโดยไม่ติดขัดเหมือนในละครหรือไม่?

สาม

กรงกรรม 3

ถ้าอิงกับวิธีคิดแบบฝรั่ง ตำแหน่งแห่งที่ของ “ผู้หญิง” มักถูกผูกติดอยู่กับ “โลกภายในบ้าน/ครัวเรือน” (ตัวอย่างชัดๆ คือ หนังเรื่อง “Mother!”)

อย่างไรก็ดี สำหรับโลกใน “กรงกรรม” “บ้าน” หรือ “ครัวเรือน” กลับเป็นพื้นที่หรือฐานที่มั่นของฝ่าย “ผู้ชาย” (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนี่คือเรื่องราวของครอบครัวคนจีน ซึ่งมีประเพณีแต่งสะใภ้เข้าบ้าน)

แต่ “บ้านแบ้” ก็ไม่ใช่พื้นที่แห่งการสถาปนาอำนาจนำของผู้ชายโดยสัมบูรณ์สิ้นเชิง เพราะผู้ชายคนแล้วคนเล่าในบ้านนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะ “กระตือรือร้น” หรือเป็นฝ่ายใช้อำนาจอย่างแข็งขันสักเท่าไหร่นัก

“หลักเซ้ง” ก็ถูกกดและกลบโดย “ย้อย” “อาตง” มีบุคลิกลักษณะคล้ายๆ พ่อ “อาสี่” ได้ไปท่องโลกนอกบ้านแต่ก็ยังไม่โต และไม่มีโอกาสได้เติบโต

“อาซา” มีโอกาสเดินออกจาก “บ้านแบ้” ถึงสองหน หนแรก ถูกผลักออกโดยไม่เต็มใจ หนหลัง เขาเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อขึ้นรถไฟไปเริ่มต้นชีวิตคู่และผจญภัยในดินแดนไกลโพ้นอย่าง “เชียงใหม่” ด้วยเจตจำนงเสรีของตัวเอง

แต่น่าเสียดายที่ท้ายสุด “อาซา” ดันเป็นฝ่ายต้องย้อนคืนกลับมาชุมแสง/นครสวรรค์ทุกคราวไป ราวกับเขาต้องคำสาปมิให้หลุดพ้นจาก “บ้านแบ้”

กระทั่งผู้ชายที่ไม่ได้อยู่ติดบ้านเช่น “อาไช้” ก็ออกไปโดนผู้หญิงทำของใส่ ออกไปโดนลูกสาวเจ้านายกดขี่ และสุดท้าย เขาก็ (เหมือนจะ) ต้องจำใจ “กลับคืนบ้าน” พร้อมสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์

เป็นฝ่ายตัวละครหญิงเสียอีกที่มักต้องออกเดินทาง (ไกล) และต้องพยายามอย่างหนักหน่วงเพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก พวกเธอต่างต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องลงรอยกับ “บ้าน/โลกของฝ่ายชาย” (หรือมากกว่านั้น คือ เพื่อครอบงำ/ยึดครอง/ทวงคืน “บ้านผู้ชาย”) ไม่ว่าจะเป็น “ย้อย” “เรณู” “จันตา” “พิไล” กระทั่ง “บุญปลูก” หรือ “วรรณา” รวมถึงพันธมิตรของ “เรณู” ที่ “ตาคลี”

ในละครเรื่อง “กรงกรรม” “บ้าน” ที่เป็นของ “ผู้หญิง” จริงๆ (โดยไม่ต้องมีการประลองอำนาจ หรืออาจผ่านสถานการณ์นั้นมาเนิ่นนานแล้ว) คือ “บ้าน” ของ “อาม่า” และ “แจ้หมุ่ยนี้” ที่ไม่มีผู้ชายหลงเหลืออยู่

ขณะเดียวกัน ผู้ชายและผู้หญิงอาจมี “บ้าน” เป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคลของตัวเองได้ ดังกรณีของ “ก้าน” กับ “เพียงเพ็ญ” ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ใน “หมู่บ้านชนบท” (เชิงอุดมคติ?) ซึ่งรายล้อมด้วยท้องนาและแม่น้ำลำคลอง ไม่ใช่ตึกแถวในสังคม/ชุมชนเมือง

ยิ่งกว่านั้น ยังมีประเด็นที่ผิดแผกออกไป เมื่อตัวละคร “ผู้หญิง” บางคน “ก้าวหน้า/ถอนรากถอนโคน?” ขึ้นอีกขั้น ด้วยการไม่ยอม “เข้าครัว” ไม่ว่าจะเป็น “พิไล” “เพียงเพ็ญ” และ “อรพรรณี”

การยืนกรานปฏิเสธภารกิจที่จะเติมเต็มภาพลักษณ์ของ “ครัวเรือน” ในอุดมคติดังกล่าว อาจเกิดจากทั้งสถานภาพเฉพาะส่วนบุคคล (ลูกสาวบ้านเล็กเถ้าแก่ที่จบมัธยมปลาย, ลูกสาวกำนัน และลูกสาวนายทหาร) หรือสถานภาพโดยรวมของสตรีในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปนับแต่ทศวรรษ 2510 

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

บทสรุป “สังข์ทอง 2561” (เรียกน้ำย่อย)

ก่อนวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม บล็อกคนมองหนังได้ตั้ง 3 ประเด็นน่าจับตาของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง 2561” ตอนอวสานเอาไว้

มาดูกันว่าหลัง “สังข์ทอง” ปิดฉากลง ประเด็น/คำถามเหล่านั้นได้คลี่คลายตัวลงอย่างไรบ้าง? หรือนำไปสู่คำตอบแบบไหน?

ประเด็นแรก

เรตติ้ง “สังข์ทองตอนจบ” จะอยู่ที่เท่าไหร่?

www.tvdigitalwatch.com รายงานว่า “สังข์ทอง” ตอนที่ 110 อันเป็นตอนอวสานนั้นได้เรตติ้งไป 6.705

ตัวเลข 6.705 ถือว่าเกินค่าความนิยมเฉลี่ยของละครซึ่งอยู่ที่ 6.310

แม้จะน้อยกว่าเรตติ้งสูงสุด 8.472 ที่ “สังข์ทอง” เคยทำได้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ปีก่อน และน้อยกว่าเรตติ้ง 7.213 ของละครตอนที่ 109

www.tvdigitalwatch.com ยังได้เปรียบเทียบเรตติ้งตอนจบของละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 ในช่วง 3 ปีหลัง พบว่า เรตติ้งตอนจบของ “สังข์ทอง 2561” นั้นสูงกว่าเรตติ้งตอนจบของ “สี่ยอดกุมาร 2559” (4.765) และ “เทพสามฤดู 2560” (6.077)

ทว่าน้อยกว่าเรตติ้งตอนอวสานของ “แก้วหน้าม้า 2558” (8.816) และ “อุทัยเทวี 2560” (7.223)

ประเด็นที่สอง

ชะตาชีวิตของ “เจ้าชายไชยันต์” จะลงเอยเช่นไร?

“สังข์ทอง 2561” ปูพื้นให้ “เจ้าชายไชยันต์” หรือ “เขยไทย” สามีของ “พระธิดาปัทมา” หนึ่งในพระพี่นางของ “รจนา” มีบุคลิกและรสนิยมเป็นชายรักชายมาตั้งแต่ต้น โดยเขาต้องเข้าร่วมพิธีเสี่ยงมาลัยเลือกคู่ที่นครท้าวสามนต์ตามกรอบจารีตดั้งเดิม ซึ่งสวนทางกับความปรารถนาในหัวใจของตนเอง

แรกๆ การปูพื้นเช่นนั้น ดูจะผลักดันให้ “เจ้าชายไชยันต์” (ผู้ชอบเรียกตนเองว่า “ไช”) กลายเป็นตัวตลกที่ “ไม่ถูกต้องทางการเมือง” มากนัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ “เจ้าชายไชยันต์” กลับเป็นตัวละครเพียงไม่กี่ราย ที่มีจุดยืนหนักแน่นมั่นคงและ “ถูกต้องทางการเมือง” อย่างน่าทึ่ง

“เจ้าชายไชยันต์” เป็นคนเดียวในนครท้าวสามนต์ ที่ไม่ประเมิน “เจ้าเงาะ” จากรูปกายภายนอก (กระทั่ง “รจนา” ก็ยังอยากให้พระสวามีปรากฏตนด้วยรูปกาย “สีทองอร่าม” มากกว่า “สีดำ”) และเห็นว่าเขยเงาะป่ามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกับตัวเอง

“เจ้าชายไชยันต์” เอ่ยเรียก “เจ้าเงาะ” ว่า “พี่เงาะ” ได้อย่างสนิทปากสนิทใจ ดังนั้น แม้จะพลอยติดร่างแหถูกเฉือนจมูก-หูไปด้วย เมื่อคราวออกล่าปลา-ล่าเนื้อ ทว่าหลังจากนั้น “พี่เงาะ/พระสังข์” ก็ไม่เคยเอาคืน “น้องไช” แบบแรงๆ อีกเลย เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมิได้มีจิตใจคิดร้ายต่อตน

วรรคทองของ “เจ้าชายไชยันต์” ใน “สังข์ทอง 2561” อุบัติขึ้นตอนที่เขาโต้เถียงกับ “พระธิดาปัทมา” เมื่อภรรยาของตนว่าร้าย “เจ้าเงาะ” เป็น “ไอ้คนป่าบ้าใบ้” ผู้เป็นสามี (เพียงในนาม) จึงตักเตือนภรรยาตรงๆ ว่า “อย่าไปว่าเค้า” เพราะ “เค้าเป็นคนเหมือนกับเรา”

แฟนละครหลายคนจับตามองว่า “สังข์ทอง 2561” จะคลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าชายไชยันต์-พระธิดาปัทมา” ไปในทิศทางใด?

ก่อนหน้านี้ ในละคร “สี่ยอดกุมาร 2559” บริษัทสามเศียรเคยสร้างสีสันด้วยการวางบทบาทให้สองตัวละครหญิง “เพชรราชกุมาร/กุมารี” และ “มัลลิกานารี” เป็น “คู่จิ้น” กัน

แต่ความพยายามหนนั้น กลับลงเอยด้วยการฟื้นฟูค่านิยมเก่าและแบ่งแยกกีดกันให้ตัวละครทั้งคู่หวนไปเป็น “หญิงรักชาย” ตามธรรมเนียม แถมต้องยังมี “สามีร่วมกัน” อีกต่างหาก

“สังข์ทอง 2561” ตอนอวสาน ดูจะเดินทางไปไกลกว่า “สี่ยอดกุมาร 2559” พอสมควร

เมื่อผู้กำกับฯ และผู้เขียนบทกำหนดให้ “เจ้าชายไชยันต์” ยืนกรานในประเด็นเพศสภาพว่าตนเองไม่ (เคย) ชอบผู้หญิง และไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกับ “พระธิดาปัทมา” ได้อีกต่อไป

“ไช” จึงเป็นได้แค่เพียง “พี่สาว” ของ “ปัทมา” เท่านั้น

หากเข้าใจไม่ผิด “เจ้าชายไชยันต์” คือตัวละครนำที่เป็นเกย์หรือ LGBT รายแรกสุดของละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร (หรือละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย)

ประเด็นที่สาม

ความรุนแรงที่หายไป ใครกันที่ไม่ถูกฆ่า?

หอยสังข์ หอยทาก
ภาพจาก ยูทูบสามเศียร

“เทพสามฤดู 2560” คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีบทสรุปจบ “ซอฟต์” อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะแทบจะไม่มีตัวละครทั้งฝ่ายธรรมะ (พระเอกนางเอก) และอธรรม (ผู้ร้าย) ที่ต้องสังเวยชีวิตเลย (ผิดกับจารีตของละครประเภทนี้ยุคก่อนๆ)

ดู ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”: ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตอนจบ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

“สังข์ทอง 2561” กับ “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุด ล้วนเขียนบทโดย “รัมภา ภิรมย์ภักดี” เหมือนกัน แต่จุดแตกต่างสำคัญ ก็คือ ตอนอวสานของ “สังข์ทอง” นั้นมีตัวละครต้องตาย!

อย่างไรก็ดี ตัวละครที่ถูกชำระล้าง ล้วนเป็นฝ่ายอธรรมทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ปีศาจพยนตรา, แม่เฒ่าสุเมธา และสองสมุนเอกของจอมปีศาจ

ขณะที่ฝ่ายธรรมะ/พระเอกกลับไม่มีใครต้องสละชีพ ผิดกับในช่วงท้ายๆ ของ “สังข์ทอง 2550” ซึ่งพี่หอยทาก ตลอดจนพระพี่เลี้ยงของหกเขย ล้วนถูกสังหารตามรายทาง

สำหรับ “สังข์ทอง” ฉบับล่าสุด ผู้ช่วยพระเอกเหล่านั้นต่างพากันอยู่รอดปลอดภัยและมีชีวิตที่แฮปปี้ในตอนจบ

แนะนำรายงานข่าวและบทความน่าสนใจว่าด้วย “สังข์ทองตอนอวสาน”

เจาะเรตติ้งละครพื้นบ้าน ช่อง 7 ปี 2559 – มี.ค. 2562

อวสานของสังข์ทอง และนิมิตหมายอันดีของ LGBTQ ในละครจักรๆ วงศ์ๆ โดย ชานันท์ ยอดหงษ์

สังข์ทอง เงาะที่ไม่ใช่เงาะ และเจ้าเงาะที่ไม่มีวันตายในละครจักรๆ วงศ์ๆ โดย อิทธิเดช พระเพ็ชร

โปรดติดตาม

บทความ อวสาน ‘สังข์ทอง’ และ ‘ตัวละครนำ LGBT’ รายแรกของสามเศียร โดย คนมองหนัง ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวางแผงวันที่ 21 มีนาคม ก่อนจะนำลงเว็บไซต์ matichonweekly วันที่ 25 มีนาคม

(เพิ่งมาพบว่าตัวเองเขียนประเด็น “เจ้าชายไชยันต์” คล้ายๆ กับงานของคุณชานันท์ ยอดหงส์ ใน the matter พอดี แต่อาจไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่าในเชิงแนวคิด ขณะเดียวกัน ช่วงต้นบทความในมติชนสุดสัปดาห์จะมีสถิติเรตติ้งแทรกเข้าไป พร้อมด้วยการพยายามตีความว่าทำไมเรตติ้งช่วงกลางๆ ของละครจักรๆ วงศ์ๆ จึงมักสูงกว่าตอนใกล้จะจบ)

บทความ “สังข์ทอง: โลกของเจ้าเงาะ, พี่หอยทาก, เจ้าชายไชยันต์ และท้าวสามนต์” ในบล็อกคนมองหนัง

(น่าจะเริ่มเขียนหลังวันที่ 24 มีนาคม)

ภาพนำจาก https://www.instagram.com/mansupasin/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

3 ประเด็นน่าจับตา! ใน “สังข์ทอง” ตอนอวสาน

เสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562 จะเป็นวันอวสานของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง 2561”

โดยส่วนตัว ในฐานะแฟนประจำ คิดว่ามี 3 ประเด็นที่น่าจับตามองในละครตอนที่ 110 อันเป็นบทสรุปของพระสังข์-รจนา-เจ้าเงาะ และตัวละครรายอื่นๆ

ประเด็นแรก

ต้องจับตาดูข้อมูลในวันจันทร์ที่ 18 มีนาคม ว่าตัวเลขเรตติ้งของ “สังข์ทองตอนจบ” จะไปลงเอยที่เท่าไหร่?

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาหลัง “ตอนพระสังข์ตีคลีกับพระอินทร์” ออกแพร่ภาพ เรตติ้งของ “สังข์ทอง” นั้นมีอาการทรงตัวอยู่ประมาณ 6 กว่าๆ 5 ปลายๆ ชนิดไม่กระเตื้องขึ้น

กระทั่งเมื่อมีข่าวว่าละครใกล้ถึงตอนอวสาน ดัชนีความนิยมจึงพุ่งสูงอีกรอบ โดยเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ในตอนที่ 108 (เสาร์ที่ 9 มีนาคม) และตอนที่ 109 (อาทิตย์ที่ 10 มีนาคม) นั้นอยู่ที่ 6.452 และ 7.213 ตามลำดับ

น่าสนใจว่าละครในตอนที่ 110 จะรักษาเรตติ้งระดับ 7 ต้นๆ เอาไว้ได้หรือไม่? หรือจะทะยานไกลไปกว่านั้น?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-4-10mar-62/

ประเด็นที่สอง

หนึ่งในตัวละครที่แหกขนบมากๆ ใน “สังข์ทอง” ฉบับนี้ คือ “เจ้าชายไชยันต์” ซึ่งมาพร้อมเพศสภาพอันผิดแผกจากตัวละครชายในนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ทั่วไป

ใช่ว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ของค่ายสามเศียรในระยะหลัง จะไม่เคยเล่นประเด็นทำนองนี้มาก่อน

เมื่อ “ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร 2559” ลงจอ แฟนๆ ก็ได้กรี๊ดกร๊าดฮือฮากับบทคู่จิ้นหญิง-หญิงระหว่างตัวละคร “เพชรราชกุมาร/กุมารี” กับ “มัลลิกานารี” มาหนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ละครเรื่องนั้นได้คลี่คลายความสัมพันธ์ดังกล่าว ด้วยการผลักให้ “เพชรราชกุมารี” และ “มัลลิกานารี” กลับไปเป็นผู้หญิงแท้ๆ และต่างต้องตกเป็นภรรยาของสามี/ผู้ชายคนเดียวกัน

น่าจับตาว่าบทสรุปของ “ไชยันต์” ใน “สังข์ทอง 2561” จะก้าวหน้ากว่าเรื่องราวของ “เพชรราชกุมารี-มัลลิกานารี” ใน “สี่ยอดกุมาร 2559” หรือไม่? อย่างไร?

และชีวิตครอบครัวของเจ้าชายผู้ตุ้งติ้งรายนี้กับ “เจ้าหญิงปัทมา” ผู้เป็นชายา จะลงเอยแบบไหน?

ประเด็นที่สาม

ตัวอย่าง สังข์ทอง ตอนจบ

หนึ่งในซีนาริโอสำคัญของตอนจบละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่ ย่อมได้แก่ฉากไล่ล่าสังหารตัวละครทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม (หรือฝ่ายพระเอกนางเอกและฝ่ายผู้ร้าย)

ในยุคที่ละครประเภทนี้เขียนบทโดย “นันทนา วีระชน” เมื่อไม่กี่ปีก่อนนั้น มักมีตัวละครหลายรายซึ่งถูกฆ่าล้าง (บูชายัญ) ในตอนอวสาน

แต่เมื่อ “รัมภา ภิรมย์ภักดี” หวนมาเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหนใน “เทพสามฤดู 2560” ตอนจบของ “เทพสามฤดู” ฉบับดังกล่าว กลับไม่มีตัวละครสำคัญจากทั้งสองฝ่ายที่ต้องเสียชีวิตลงเลย (ยกเว้นหนึ่งในตัวละครหลักฝ่ายอธรรมอย่าง “สามศรี” ที่ตายไปตั้งแต่ก่อนตอนสุดท้าย)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”: ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตอนจบ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

น่าสนใจว่าบทสรุปแบบไม่ต้องสูญเสียชีวิต/ไม่ต้องเสียสละเลือดเนื้อเช่นนั้น จะดำรงอยู่ใน “สังข์ทอง 2561” หรือเปล่า?

ภาพจาก ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“สังข์ทอง 2561” ปิดกล้อง เตรียมลาจอ 16 มี.ค. 62 พร้อมสร้างสถิติ 110 ตอน!

ในที่สุด “สังข์ทอง 2561” ก็ได้ฤกษ์ปิดกล้องไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา

โดย “สังข์ทอง” ตอนอวสานจะแพร่ภาพในวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562 ซึ่งถือเป็นตอนที่ 110 ของละครพอดิบพอดี

ส่งผลให้ “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นนี้มีจำนวนตอนมากกว่า “สังข์ทอง 2550” ที่ออกอากาศรวมทั้งสิ้น 106 ตอน

ทั้งยังมากกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิตเรื่องล่าสุดอย่าง “แก้วหน้าม้า 2558” ที่มี 102 ตอน

นอกจากนั้น “สังข์ทอง 2561” ยังสร้างสถิติออกฉายผ่านจอโทรทัศน์, คอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน (ในแพลตฟอร์มยูทูบ) โดยกินระยะเวลายาวนานเกิน 1 ปี

เพราะละครตอนแรกได้แพร่ภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561

ทั้งนี้ ตัวเลขเรตติ้งล่าสุดของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ในวันที่ 2-3 มีนาคม 2562 นั้นอยู่ที่ 6.484 และ 6.603 ตามลำดับ

ต้องจับตาดูว่าดัชนีความนิยมช่วงโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะในตอนจบ จะพุ่งทะยานถึงระดับ 8.472 ซึ่งเป็นสถิติสูงสูงที่เคยทำได้ ณ ช่วงพระสังข์ถอดรูปเงาะตีคลีกับพระอินทร์หรือไม่?

ในโอกาสนี้ ขออนุญาตนำภาพบรรยากาศปิดกล้อง “สังข์ทอง” จากอินสตาแกรมของเหล่านักแสดงนำและนักแสดงสมทบ มาเผยแพร่ให้ชมกันอีกครั้ง

View this post on Instagram

ปิดกล้องแล้วจ้า สังข์ทอง 4/3/20199 ขอบคุณคุณลุงหรั่ง ป้ากุ้ง ขอบคุณพี่เลี้ยบ ขอบคุณพี่สันต์ ขอบคุณ ช่างหน้า เครื่องแต่งกาย ช่างผม และทีมงานเกี่ยวข้องทุกๆคนนะคะ 🙏🏻ขอบคุณคนดูด้วยค่า ขอบคุณทุกสื่อsocial media กับ1ปีที่อยู่กันมา รักทุกคนน้า หากผิดพลาดประการใด ขออภัยมากที่นี่ด้วยจ้า #สังข์ทอง #สังข์ทองลูกแม่ #สังข์ทอง2018 #สังข์ทอง2561

A post shared by Pimsiri Phuvanai (@pimsiripuwanai) on

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-25feb-3mar-62/

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/pimsiripuwanai/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

นักแสดงหลายคนเริ่มส่งสัญญาณผ่าน IG “สังข์ทอง 2561” ใกล้ถึงตอนอวสาน

หลังจากทำสถิติแพร่ภาพทะลุหลัก 100 ตอน แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ จำนวนมาก คงพอจะคาดการณ์กันได้ว่า “สังข์ทอง 2561” นั้นกำลังเดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว

ล่าสุด มีนักแสดงนำจำนวนหนึ่งของละครเรื่องนี้ได้โพสต์รูปภาพในอินสตาแกรม พร้อมระบุข้อความคล้ายคลึงกันทำนองว่า “สังข์ทอง” ใกล้ถึงเวลาอวสานเต็มที

สำหรับแอดมินบล็อกคนมองหนังเอง มีประเด็นที่เฝ้าลุ้นเหลืออยู่แค่สองข้อใน “สังข์ทอง” ฉบับปัจจุบัน

ข้อแรก ลุ้นว่าชีวิตรักและชีวิตครอบครัวของ “เจ้าชายไชยันต์” จะลงเอยเช่นไร? ผู้กำกับและผู้เขียนบทจะกล้าสรุปให้เขาเป็น “ชายรักชาย” เต็มตัวหรือไม่?

ข้อสอง แอบลุ้นให้ “พี่หอยทาก” อยู่รอดปลอดภัยไปจนจบเรื่อง

ภาพนำจาก ยูทูบสามเศียร

คนมองหนัง

ข้อสังเกตส่งท้าย “บุพเพสันนิวาส”: “ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำ ประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยน”

ของแถม

วิชเยนทร์

บทกวี “Thirties People (เชื้อไขของการะเกด)” โดย ไม้หนึ่ง ก. กุนที

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2544

กริชเล่มเก่าแม้ถูกขโมยขาย
ตั้งแต่ครั้งพระนารายณ์หลงฝรั่ง
แม้ชุดเกราะโคตรเทียดกร่อนผุพัง
ก็ยังเหลืออีโต้ กูตีเอง
บรรพชนกูช่างมองการณ์ไกล
เห็นด้วยหัวใจอันตรงเผง
อันความซื่อด้วยนิสัยในนักเลง
คนปลิ้นปล้อนคงข่มเหงเข้าสักวัน
โคตรกูจึงไล่แทงพวกมันก่อน
ไม่โอนอ่อนในลิ้นทูตผกผัน
ควบม้าเทศควงกริชเข้าประจัน
มึงสวนยิงยังแน่วฟันจนบรรลัย
กูกำเนิดเกิดมาสามสิบแล้ว
โคตรเหง้าแก้วไม่รู้ป่นอยู่ป่าไหน
ขออัญเชิญพลังงานวิญญาณใจ
มาสิงสู่อยู่ในหัวใจกู
ให้กูกล้าไม่กินแม้กโดนั่น
น้ำอัดลมอยากก็อดแข็งใจสู้
พึ่ง ผัก ข้าว ไข่ น้ำเคย พริกปลาทู
ไม่ซูฮกกับ Americanize

บทกวีสมัยกลางทศวรรษ 2540 ของไม้หนึ่งชิ้นนี้เขียนขึ้นหลังยุควิกฤตเศรษฐกิจ/ยุคไอเอ็มเอฟ ด้วยท่าทีต่อต้านลัทธิทุนนิยม-บริโภคนิยม-อิทธิพลตะวันตก อย่างเด่นชัด (เข้าใจว่าช่วงบั้นปลายชีวิต เจ้าตัวอาจไม่ค่อยชอบ/ไม่เห็นด้วยกับงานในยุคนี้ของตนเองมากนัก)

พอมาย้อนอ่านงานเขียนดังกล่าวอีกทีในปี 2561 จึงพบว่าบทกวีเก่าเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน กลับมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่สอดคล้องกับละครทีวียุคหลังเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” อย่างน่าขนลุก

ตั้งแต่ชื่อบทกวีที่พ้องกับชื่อนางเอกในละคร ไปจนถึงสาระสำคัญของตัวบท (ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม)

เท่ากับว่าในขณะที่ตัวละครนำของบุพเพสันนิวาสมีพันธกิจต้องเดินทางย้อนเวลากลับไปอธิบายอะไรบางอย่างในอดีต

บทกวีชิ้นหนึ่งจากอดีตก็สามารถถูกนำมาใช้อธิบายสารของละครโทรทัศน์ยุคปัจจุบัน (ในฐานะสัมพันธบท) ได้อย่างน่าทึ่ง

“ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาส

จุดเด่นช่วงแรกที่ปรากฏขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจในละคร “บุพเพสันนิวาส” คือ การปะทะชนกันระหว่างความเชื่อ/ค่านิยม/วิถีชีวิตของ “อดีต” กับ “ปัจจุบัน”

อาจกล่าวในภาษาสมัยใหม่ได้ว่า อดีตหรืออยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้นถูก disrupt อย่างหนัก (แต่ไม่ถึงกับถูกทำลาย) ด้วยอาการผิดที่ผิดทางผิดฝาผิดตัว ซึ่งก่อขึ้นโดย “เกศสุรางค์” ในร่าง “การะเกด”

นี่ไม่ได้หมายความว่า “ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน” เหมือนเพลงพี่ติ๊นา

แต่ “ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาสช่วงต้น ค่อยๆ ถูกดึงลงจากหิ้ง กระทั่งมิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง หากสามารถถูกรบกวนป่วนปั่นได้แบบขำๆ

แม้ว่าสถานการณ์หลักๆ ผู้ชนะ ผู้แพ้ในหน้าประวัติศาสตร์ จะยังคงสภาพเดิม ไม่แปรผันก็ตาม

อย่างไรก็ดี ลักษณะเด่นข้อนี้จะค่อยๆ แผ่วหายไป เมื่อละครดำเนินมาถึงช่วงท้าย

ซึ่งการะเกด/เกศสุรางค์ เริ่มตระหนักและพยายามโฆษณาชี้ชวนให้ผู้ชมเชื่อตามเธอว่า โลกในอดีตที่ตัวเองพลัดหลงเข้าไปอยู่ กำลังเคลื่อนหน้า/คลี่คลายไปตามเนื้อหาและโครงสร้างของ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ชุดหนึ่งที่เธอเคยอ่านพบ ขณะมีชีวิตในโลกปัจจุบัน ทุกกระเบียดนิ้ว!

“ประวัติศาสตร์” จึงยังเป็น “ประวัติศาสตร์” เสมอ และทุกข้อสงสัยหรือข้อถกเถียงในบุพเพสันนิวาสล้วนยุติลงเมื่อการะเกด/เกศสุรางค์อ้างอิงถึง “ประวัติศาสตร์” อันเป็นสัจจะสูงสุด ยากต้านทานประหนึ่งมนต์กฤษณะกาลี

การยอมจำนนต่ออำนาจของ “ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาส นำไปสู่ปัญหาสองประการ

หนึ่ง

การะเกด 2

เหมือนการะเกด/เกศสุรางค์จะเชื่อมั่นยึดมั่นว่า “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ชุดใดชุดหนึ่งหรือบางชุด คือ “ประวัติศาสตร์” สูงสุดอันเป็นสัจจะ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างต้องดำเนินไปตามโครงสร้างของมันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงขัดแย้งเป็นอื่นได้

โอเค การรัฐประหารสมเด็จพระนารายณ์ การเข้ามาของฝรั่งเศสและขุนนางชำนัญการต่างชาติอื่นๆ ตลอดจนชัยชนะของพระเพทราชา-หลวงสรศักดิ์ คือ “ความจริงทางประวัติศาสตร์” ที่มิอาจปฏิเสธหรือพลิกหัวกลับหาง

และตัวละครจาก “ปัจจุบัน/อนาคต” เช่น เกศสุรางค์ ก็ไม่มีศักยภาพพอจะไปเปลี่ยนแปลงภาพรวมใหญ่เช่นนั้นได้ นี่เป็นกฎเกณฑ์ร่วมที่หนัง/ละคร/นิยายย้อนอดีตเกือบทั้งหมดต่างยึดถือยอมรับ (อาจมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่น ตัวละครในหนัง “เควนติน แทแรนติโน” 555)

แต่ข้อเท็จจริงปลีกย่อยอื่นๆ ที่ลงลึกไปถึงความรู้สึกนึกคิดของบรรดาตัวละครสำคัญ ผู้เป็นปัจเจกบุคคล ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับการ “เขียน/ตีความ” ตามทัศนะหรือจุดยืนที่แตกต่างกันไปของผู้สร้างสรรค์ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” แต่ละชุด

ปฏิกิริยาตอบสนองที่การะเกด/เกศสุรางค์ จะมีต่อความคิด-จุดยืน-การกระทำของบุคคลเหล่านั้น ภายหลังเธอได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาจริงๆ จึงสามารถพลิก/ดิ้นจาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ที่เธอเคยอ่านหรือเชื่อถือได้

พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์อาจเป็นผู้ชนะ แต่ความชอบธรรมทางการเมืองของพวกเขาอาจมิใช่ “ความจริงสูงสุด” และการกระทำของพวกเขาอาจไม่ได้ “ถูกต้อง” ไปเสียทุกเรื่อง

และการะเกด/เกศสุรางค์ก็ไม่จำเป็นจะต้องย้อนอดีตกลับไปมอบคำอธิบายใดๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมทุกประการให้แก่พระเพทราชา-หลวงสรศักดิ์

หรือในทางกลับกัน ถ้าการะเกด/เกศสุรางค์อยาก take action ทำนองนั้นจริงๆ ก็น่าตั้งคำถามว่าทำไมเธอจึงไม่ลองย้อนกลับไปอธิบายกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองของผู้แพ้ เช่น สมเด็จพระนารายณ์ ฟอลคอน หรือพระปีย์ ฯลฯ บ้าง

ว่าการกระทำและทางเลือกของพวกเขาก่อนจะปราชัย มีความสมเหตุสมผลหรือความจำเป็นอย่างไร

สอง

การะเกด

แม้การะเกด/เกศสุรางค์จะยึดถือเชื่อฟัง “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างแน่วแน่ นั่นก็ยังไม่ใช่ “จุดผิดพลาดบกพร่อง” ที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์มากนัก

เช่น เธออาจเชื่อว่าพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์มีความชอบธรรมในการก่อรัฐประหาร เธอจึงเชียร์พวกเขา เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จ เธอย่อมรู้สึกดีใจและพลอยโล่งอกตามไปด้วย

แต่สิ่งที่ค่อยๆ บังเกิดขึ้นในช่วงท้ายของละคร และเห็นชัดเจนแจ่มแจ้งในตอนจบ ก็คือ การะเกด/เกศสุรางค์ ดันนำ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ที่เธอเชื่อว่ามันถูกต้องทุกรายละเอียด มารับใช้/สนับสนุนการก่อรัฐประหารของพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์

จนอาจกล่าวได้ว่ารัฐประหารในละคร/นิยายเรื่องนี้ จะแทบไม่มีความชอบธรรมใดๆ เลย (หรือกระทั่งอาจจะล้มเหลว) หากปราศจากการยืนกรานถึงความถูกต้องเหมาะสมตามวงล้อ “ประวัติศาสตร์” ของมัน จากปากการะเกด/เกศสุรางค์

ไปๆ มาๆ จากการเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการหยอกล้อ-ล้อเลียน “ประวัติศาสตร์” ผ่านกระบวนท่า “เทียบเคียง/ยั่วหยอก” ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน/อนาคต ทว่ายังไม่ถึงขั้น “แทรกแซง” อดีต

การะเกด/เกศสุรางค์ก็ค่อยๆ ถลำลึก จากบทบาทผู้ดู/ผู้สร้างเสียงหัวเราะครื้นเครงอยู่ห่างๆ ในวงนอก ไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองหรือผู้ชี้แนะยุทธศาสตร์ในวงใน

เธอกลายเป็นผู้เข้าไป “แทรกแซง” อดีต ด้วยความหวัง/ความทึกทักเข้าใจที่ว่าตนเอง (ในฐานะผู้รู้ “ประวัติศาสตร์”) ควรช่วยผลักดันให้ “ประวัติศาสตร์” ดำเนินไปตามครรลองของมัน (หมายถึง “ครรลองของประวัติศาสตร์นิพนธ์ชุดหนึ่ง”) อย่างเป๊ะๆ หมดจดงดงาม และปราศจากข้อสงสัยคลางแคลงใจใดๆ

พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ในบุพเพสันนิวาสไม่ควรเป็นเพียงผู้ชนะ แต่ต้องชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สมเหตุสมผล ใสสะอาด และล่วงรู้ความลับของฟอลคอน ผ่านความช่วยเหลือของศาสดาพยากรณ์ผู้หยั่งรู้อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ซึ่งไม่ใช่พระเจ้าเบื้องบนที่ไหน ทว่าเป็นหญิงสาวชนชั้นกลางเนิร์ดๆ คนหนึ่งที่หลุดมาจากอีกยุคสมัย

การะเกด/เกศสุรางค์มิได้ “แทรกแซง” อดีต เพื่อทำให้ (มุมมองต่อ) “ประวัติศาสตร์” เปลี่ยนแปลงไป แต่เธอได้ “แทรกแซง” อดีต เพื่อทำให้ “ประวัติศาสตร์” อยู่ในรูปรอยของ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์บางฉบับ” อย่างหยั่งลึกและหนักแน่นยิ่งขึ้น

“ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำ ประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยน” บางทีนี่อาจเป็นบทเพลงที่เหมาะสมคู่ควรกับการะเกด/เกศสุรางค์ และบุพเพสันนิวาส