จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“สังข์ทอง” ครองแชมป์เรตติ้งอันดับ 1 ของประเทศ – “พระสังข์” ฉบับนี้ ฟุดฟิดฟอไฟด้วยนะเออ!

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ทะลุ 7 – ครองอันดับหนึ่งของประเทศ

ในที่สุด “สังข์ทอง 2561” ก็ทำเรตติ้งได้เกินหลัก 7 อีกครั้ง

โดย www.tvdigitalwatch.com รายงานข้อมูลว่า ละครตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 มีตัวเลขความนิยมอยู่ที่ 7.169

ส่งผลให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ สามารถครองตำแหน่งรายการโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศ (และของช่อง 7) ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน-1 กรกฎาคม

เมื่อพระสังข์ “สปีก อิงลิช”

จุดเด่นประการหนึ่งของ “สังข์ทอง” ตอนที่ 37 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งสร้างอารมณ์ขันให้คนดูมากพอสมควร ก็คือ บทสนทนาภาษาอังกฤษ ที่เริ่มต้นโดยตัวละคร “เขยฝรั่ง” หรือ “เจ้าชายจิโอวานนี่”

มีสองซีนที่ผมชอบมากๆ ในละครตอนนี้

two fishes 2

ซีนแรก แฟนละครพื้นบ้านหลายคนคงพูดถึงกันไปบ้างแล้ว ได้แก่ ซีนที่ “พระสังข์” (ผู้ถูกเข้าใจว่าเป็นเทวดา) ของเรา พูดภาษาอังกฤษสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “Two fishes” เพื่ออธิบายให้คู่เขยฝรั่งรับรู้ว่าเขาจะได้ “ปลา” ตอบแทนเป็นจำนวนเพียงสองตัว หลังต้องเสียสละปลายจมูกตนเองเพื่อบวงสรวงสังเวยเทวดาร่างทอง

ปลาปักเป้า 1

ซีนที่สอง ที่ทำเอาผมหลุดหัวเราะก๊ากระหว่างดูทีวี คือ ซีนที่ “เขยจีน” และ “เขยลาว” พยายามอธิบายว่าปลายจมูกของทั้งหกเขยนั้นเว้าแหว่งไป เพราะถูกปลาปักเป้ากัดอย่างทัดเทียมกัน

พอแม่ยายหรือพระมเหสีมณฑาแสดงท่าทีสงสัยว่า ทำไมปลาปักเป้าถึงกัดจมูกบรรดาเจ้าชายพร้อมหน้ากันขนาดนั้น?

“เขยฝรั่ง” ก็ตอบไปว่า “They love justice” ก่อนที่พระพี่เลี้ยงคู่ใจชื่อ “สมิธ” (คนเดียวกับที่รับบท “หมื่นมิตร” ใน “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด 555) จะมาพากย์ไทยให้พระมเหสีมณฑาฟังอีกทีว่า “ปลาชอบความยุติธรรมพระเจ้าข้า”

ผมออกจะเชื่อมั่นเป็นการส่วนตัวว่า “แก๊กภาษาอังกฤษ” นี่ คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” พุ่งสูงขนาดนี้

ขอบคุณภาพและคลิปจาก ยูทูบสามเศียร

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ซีนตลกสุดใน “สังข์ทอง”, เรตติ้งเฉียด 8?, เจ็ดเขยล่าเนื้อ และร่วมอนุโมทนาบุญ “ไพโรจน์”

ซีนตลกสุดของ “สังข์ทอง 2561”

ในความคิดเห็นส่วนตัว เท่าที่ตามดู “สังข์ทอง 2561” มาเรื่อยๆ ยอมรับว่าแม้ละครเรื่องนี้จะมีฉากดีๆ ซึ้งๆ ขำๆ ปรากฏขึ้นเป็นระยะ แต่ยังไม่มีซีนไหนที่ผมชอบแบบสุดๆ เลย

จนกระทั่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มิ.ย. ซึ่งมีฉาก “เขยสอง” หรือ “มังราย” โชว์เล่นกลต่อหน้าท้าวสามนต์และมเหสีมณฑา

ท้าวสามนต์ สายคล้องแว่น

ต้องยอมรับว่า “มุข-แก๊ก” เรื่อง “สายคล้องแว่นตา” ที่ใส่เข้ามาในฉากนี้ มันเหมาะเหม็งลงตัว และเปี่ยมอารมณ์ขันจริงๆ

จะเด็ดแค่ไหน เชิญรับชมได้จากคลิปด้านล่าง

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ทะลุ 7 จ่อ 8!?

ผมยังไม่สามารถหาตัวเลขเรตติ้งอย่างเป็นทางการของ “สังข์ทอง” ตอนที่ 32 และ 33 ในวันที่ 16 และ 17 มิถุนายน มานำเสนอได้

อย่างไรก็ดี ข้อมูลไม่เป็นทางการที่เผยแพร่ออกมา โดยอ้างอิงจากบัญชีอินสตาแกรมชื่อ “lakornthaipeunbanofficial” ระบุว่าละครสองตอนดังกล่าวได้รับเรตติ้งสูงถึง 7.894 และ 7.902 ตามลำดับ

มาเเล้วเด้อ!!! #เรตติ้ง #สังข์ทอง เกือบ 8 เเล้ว มาเเรงมากๆๆ ถึงฉากพระสังข์ถอดรูปนี้ พีคเวอร์👏👏👏 โกยเรตติ้งได้อันดับ 1 อีกเเล้ว รายการที่มีคนชมมากที่สุดในไทย ประจำวันที่ 11-17 มิ.ย. 61ของ #ช่อง7HD โกยเรตติ้งตอนล่าสุด ตอนที่ 33 ไปถึง 7.902 #สังข์ทอง #สามเศียร #ช่อง7HD เรตติ้ง Ep.32 ได้ 7.894 เรตติ้ง Ep.33 ได้ 7.902 @surasak_suwannawong @pupe_kessarin @pond_ophaphoom @dara_lakornthaiboran @lakornlocalthai_ch7 @updatesdara_gallery #ม่อนเป้

A post shared by lakornthaipeunbanofficial (@lakornthaipeunbanofficial) on

ไม่ว่าข้อมูลชุดนี้จะคลาดเคลื่อนหรือไม่ แต่ก็น่าเชื่อว่า “สังข์ทอง 2561” คงจะสามารถประคองตัวให้อยู่ในเรตติ้งระดับ 7 แบบสบายๆ ไปได้อีกพักใหญ่ และอาจมีลุ้นพุ่งถึงหลัก 8 ด้วย!

ภาพเจ๋งๆ ของ “เจ็ดเขยล่าเนื้อ”

สุดสัปดาห์นี้ (23-24 มิ.ย. 2561) ละคร “สังข์ทอง 2561” จะเข้าสู่เหตุการณ์ช่วง “เจ็ดเขยหาปลา” กันแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าจะตามติดมาด้วยเหตุการณ์ “เจ็ดเขยล่าเนื้อ” โดยทันทีหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม อินสตาแกรมสามเศียร ได้เริ่มทยอยปล่อยภาพนิ่งเบื้องหลังระหว่างการถ่ายทำฉากล่าเนื้อออกมา

นับว่าน่าดูชมไม่น้อยทีเดียว

“ไพโรจน์ สังวริบุตร” อุปสมบทครั้งที่สองในชีวิต

ไพโรจน์ แก้วหน้าม้า

ส่งท้ายสัปดาห์นี้ ด้วยการร่วมอนุโมทนาบุญกับ “ไพโรจน์ สังวริบุตร” นักแสดงอาวุโส ที่ฝากผลงานการสวมบทบาทอันยอดเยี่ยม (และเฮฮา) เอาไว้ในละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายเรื่อง (โดยเฉพาะ “สังข์ทอง 2550” และ “แก้วหน้าม้า 2558-59”)

ล่าสุด คุณอาไพโรจน์ ในวัย 65 ปี ได้อุปสมบทที่วัดทุ่งเคล็ด จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีฉายาทางธรรมว่า “กมโลภิกขุ”

นับเป็นการบวชพระครั้งที่สองในชีวิตของนักแสดงผู้นี้

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1314326

ภาพนำจาก อินสตาแกรม และ ยูทูบ “สามเศียร”

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ตัวละครจักรๆ วงศ์ๆ ตัดพ้อ “เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้า”

ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ขออนุญาตพาแฟนๆ ละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ ย้อนกลับไปดูละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ” ฉบับปี 2556

ซึ่งโดยส่วนตัว แอดมินเห็นว่าเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีเนื้อหาแปลกใหม่มากที่สุดในทศวรรษ 2550

ฉากที่นำมาให้ดูกัน เกิดขึ้นในตอนที่ 45 ของละคร ซึ่งสองเทวดานิสัยเกเร (ที่สามารถกลับตัวเป็นเทวดาฝ่ายดีในตอนท้ายๆ) อย่าง “พระรำพัด” (รับบทโดยดอน จมูกบาน ผู้ล่วงลับ) และ “พระรำเพย” (รับบทโดยธรรมศักดิ์ สุริยน) กำลังโต้เถียงกัน

เดิมทีเทวดาคู่นี้ถูกพระอินทร์ส่งลงมาบนโลก เพื่อคอยสร้างแรงกดดันต่างๆ นานา ที่จะผลักกระตุ้นให้อดีตสองเทพบุตรอย่าง “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” สามารถค้นหา “แก้วทิพยเนตร” ของวิเศษจากสวรรค์ที่พลัดตกมายังโลกมนุษย์เบื้องล่าง ได้พบโดยรวดเร็ว

แต่ไปๆ มาๆ เทวดาคู่นี้ก็คล้ายจะตีความภารกิจสำคัญของตนเองผิดพลาด ผิดฝาผิดตัว จากการต้องสร้างแรงกดดันเพื่อผลักภารกิจตามหาแก้ววิเศษของอดีตสองเทพบุตรให้รุดหน้า ก็กลายเป็นการหมั่นสร้างอุปสรรคขัดขวาง กระทั่งงานของ “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” ดำเนินไปอย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

บทสนทนาด้านล่าง คือ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นภาวะย้อนแย้งดังกล่าว ขณะเดียวกัน ตรงช่วงปลายๆ ยังมีการกล่าวอ้างถึงเด็กๆ (ผู้ชมละคร) เอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้

พระรำพัดกับพระรำเพยนั่งคุยกันบนก้อนเมฆ

พระรำเพย “โอ๊ นั่นๆๆๆ ฮ้า โอ้ พ่อเทพบุตรกำลังลำบากเลยนั่น”

พระรำพัด “ไหนๆๆๆ?”

พระรำเพย “โน่น”

พระรำพัด “ชะๆๆ ช่า ฮาๆๆ ฮ้าย เป็นจริงดังนั้น เทพบุตรจันทคาธ สุริยคาธ ถูกขังอยู่ในถ้ำ มีงูจงอางหวงไข่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอก”

พระรำเพย “โถๆๆๆๆๆ น่าสงสารพ่อเทพบุตร นี่เราต้องหาทางช่วยเหลือพ่อเทพบุตรนะ เค้าจะได้ไปเสาะหาแก้วทิพยเนตร ไปส่งคืนให้องค์อินทร์”

พระรำพัด “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ยังไม่พบแก้วทิพยเนตร เราจะต้องเป็นอุปสรรค”

พระรำเพย “นี่ๆๆๆๆๆ นี่ท่านๆๆๆๆ คิดอะไรอยู่เนี่ย?”

พระรำพัด “อ๊าย ข้าคิดจะยั่วยุให้เจ้าจงอางมันโกรธ รู้มั้ยว่างูจงอางน่ะมันหวงอะไรที่สุด?”

พระรำเพย “ฮะ อะไร?”

ภาพตัดไปยังเหตุการณ์ที่พระรำพัดกำลังลักขโมยไข่จงอางยักษ์ โดยมีพระรำเพยยืนอยู่ด้านหลัง

พระรำพัด “ไข่ วิสัยงูจงอางมันหวงไข่ ข้าจะขโมยไข่เพื่อยั่วยุโทสะ ให้เจ้าจงอางผัวเมียเนี่ยมันโกรธ มันจะได้เล่นงานเจ้าสองเทพบุตร”

พระรำเพย “โถๆๆๆ ท่านๆๆ ท่านรำพัด”

พระรำพัด “ทำไม?”

พระรำเพย “ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย คิดใหม่มันยังทันหนาๆ”

พระรำพัด “คิดผิดคิดถูก ข้าคิดไปแล้ว ข้ามีหน้าที่เป็นอุปสรรคกับสองเทพบุตร ข้ามีหน้าที่คอยกลั่นแกล้งสองเทพบุตร รู้รึเปล่า?”

พระรำเพย “ด้วยการขโมยไข่งูจงอางเนี่ยนะ?”

พระรำพัด “ใช่ ข้าต้องขโมยไข่ ฮ่าๆๆๆ”

พระรำเพย “ท่านคิดผิดรึเปล่า?”

พระรำพัด “จะผิดหรือถูกก็ไม่รู้ ข้าคิดเอามาแล้ว ฮาๆๆๆ”

tv179-2

พระรำพัด-พระรำเพยกำลังหอบเอาไข่งูจงอางยักษ์ไปซ่อนยังถ้ำที่สองเทพบุตรติดอยู่ภายใน

พระรำเพย “ท่านรำพัด”

พระรำพัด “อะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “นี่ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย ท่านคิดใหม่ได้นะ ยังมีเวลาทันนะ”

พระรำพัด “คิดอะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “อะนี่ไง ก็บอกว่าท่านไปขโมยไข่เค้ามา ท่านทำตัวเป็นขโมยอย่างเงี้ย แล้วท่านจะให้เด็กมาเชื่อถือได้ยังไง?”

พระรำพัด “โอ๊ย ตอนนี้ ข้าไม่สนเรื่องเด็กแล้ว ข้าเป็นเทวดา ข้ามีหน้าที่ ที่รับบัญชามาจากองค์อินทร์ เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้าไป”

พระรำเพย “นี่ นี่ไง นี่ไง ท่านคิดเป็นแบบเนี้ย ท่านเป็นเทวดาอย่างเงี้ย แล้วใครเค้าจะไปเชื่อถือท่าน…”

(บทสนทนาจากช่วงนาทีที่ 4.28-9.41 ในคลิปด้านบน)

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.samsearn.com/pro/tv181.html และ http://www.samsearn.com/pro/tv179.html

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ตลกล้อเลียนอำนาจ” ยังมีอยู่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

ในส่วนหนึ่งของปาฐกถา “งานทางปัญญาในสังคมอับจนปัญญา” ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์

อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ตั้งข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ในสังคมไทย ดังที่เว็บไซต์ประชาไทได้เก็บความเอาไว้ว่า

“ความแตกต่างระหว่างหม่ำ จ๊กม๊ก กับพวก จอห์น วิญญู, จอห์น โอลิเวอร์, จอน สจ๊วต คือ อย่างแรกเป็นนักแสดงตลก อย่างหลังคือนักแสดงตลกเสียดสี ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่เห็นในผังรายการทีวีไทย แต่สำหรับสังคมฝรั่งพวกนี้อยู่ในรายการช่วงไพรม์ไทม์

 

“การแสดงตลกของไทยมีแบบแผนการพัฒนาเหมือนกับทั่วโลก นั่นคือ มีตลกผู้ดีกับชาวบ้าน ลักษณะที่ต่างกันระหว่างสองอย่างนี้ คือ อะไรล้อเล่นได้และอะไรห้ามล้อเล่น ตรงนี้ไทยไม่เหมือนกันกับประเทศตะวันตก การล้อเลียนอำนาจได้แก่ เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมชาวบ้านในทุกสังคม ล้อเป็นประจำพร้อมๆ กับเคารพนับถือด้วย ซึ่งจะอธิบายก็ดูจะยาวเกินไปว่าทำไมชาวบ้านสามารถจัดการความย้อนแย้งนี้ได้ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ ศรีธนญชัย

 

“แคทธารีน โบวี่ พบว่าพระเวสสันดรชาดกเวอร์ชั่นชาวบ้าน นอกจากการให้ทานแล้วยังล้อเลียนทำให้อำนาจเป็นเรื่องตลก ดังนั้นตัวเด่นมากคือ ชูชก ในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงโดยเฉพาะอยุธยา-กรุงเทพฯ โบวี่พบว่ามันกลยเป็นเวอร์ชั่นที่ชูชกเป็นคนน่าเกลียด อัปลักษณ์และสมควรถูกประณาม วัฒนธรรมล้อเลียนอำนาจอยู่ในวัฒนธรรมทั้งแบบของผู้ดีและแบบของชาวบ้านในช่วงก่อนยุคสมัยใหม่ แต่เมื่อเกิดการขยายตัววัฒนธรรมมาตรฐานเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ มันได้เบียดขับให้วัฒนธรรมชาวบ้านเป็นวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าของกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีการล้อเลียนอำนาจ มันจึงกลายเป็นมาตรฐานปัจจุบันที่ตลกไทยไม่ใช่ตลกเสียดสีล้อเลียนอำนาจ ประเด็น เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเรื่องเกินขอบเขต ตลกของสังคมไทยสมัยใหม่ถูกจำกัดกรอบ มีแดนที่ห้ามละเมิดมากมายเหลือเกิน จึงกลายเป็นแค่ตลกโปกฮา มีแพทเทิร์นหลักอยู่ 2 แบบ คือ 1. ความโง่ เซ่อเซอะ เปิ่นเชยของคนบ้านนอก คนกลุ่มน้อย คนช้ำต่ำ 2. เอาความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนจากภาวะที่ถือว่าปกติมาทำให้เป็นเรื่องตลก เช่น คนพิการ คนไม่สมประกอบ กระเทย คนจีนที่พูดไทยไม่ชัด เป็นต้น ทั้งนี้แดนหวงห้ามที่เป็นสากลสำหรับตลกทั่วโลก คือ เรื่องเพศ แต่แดนหวงห้ามของไทยคือ อำนาจของชนชั้นสูง ตลกไทยไม่เสียดสีขนบของสังคม มีเพียงบางคนที่ทำเป็นบางครั้ง”

(ที่มา http://prachatai.com/journal/2016/09/68064)

อาจสรุปข้อสังเกตส่วนนี้ของอาจารย์ธงชัยได้ว่า

หนึ่ง อุตสาหกรรมบันเทิงไทย ไม่มีพื้นที่-เวลาให้แก่ “นักแสดงตลกเสียดสี”

สอง การแสดงตลกเสียดสีผูกพันอยู่วัฒนธรรมชาวบ้าน ที่มีกลไกในการ “ล้อเลียนอำนาจ” แต่สำหรับกรณีของไทย การขยายตัวของวัฒนธรรมมาตรฐานแบบกรุงเทพฯ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ได้ส่งผลให้วัฒนธรรมการเสียดสีผู้มีอำนาจแบบชาวบ้าน ถูกลบหายตามไปด้วย

สาม “นักแสดงตลกเสียดสี” อาจมีอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัย แต่ไม่ได้อยู่ในรายการทีวีช่วงไพรม์ไทม์ โดยคนเหล่านี้ ตามทัศนะของอาจารย์ธงชัย ก็ได้แก่ จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม (ชื่อหลังถูกระบุถึงในคลิปปาฐกถา) เป็นต้น

แม้ว่าผมจะเห็นด้วยกับเนื้อหาโดยรวมของปาฐกถาดังกล่าว แต่ผมกลับมีความเห็นแย้งต่อข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ของอาจารย์ธงชัยอยู่นิดๆ

จากการเป็น “แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ” ผมรู้สึกว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยหรือวงการโทรทัศน์ไทย ยังมีที่ทางให้กับ “เรื่องตลกเสียดสีอำนาจ”

เพราะเรื่องตลกแนวนั้นถูกนำเสนอในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมชาวบ้าน (ที่ไม่ได้ถูกลบหายไปเสียหมด) และแม้ละครประเภทนี้จะไม่ได้อยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ค่ำ แต่ก็แพร่ภาพในช่วงเวลาเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจัดเป็น “เวลาทอง” ของวงการทีวีเช่นกัน ส่งผลให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ กลายเป็นรายการมีเรตติ้งสูงอันดับต้นๆ ในสมรภูมิการแข่งขันยุคทีวีดิจิทัล

แน่นอนว่า ในมุมมองของผม “นักแสดงตลกเสียดสี” ที่อาจเข้าถึงคนดูระดับชาวบ้าน เสียยิ่งกว่า “นักแสดงตลกเสียดสีคนชั้นกลางกรุงเทพฯ” เช่น จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม ก็คือ เหล่านักแสดงสมทบ (เรื่อยไปจนถึงตัวละครแอนิเมชั่นแบบหยาบๆ) ทั้งหลายในละครจักรๆ วงศ์ๆ นั่นเอง

ลองไปชมตัวอย่างของฉาก “ตลกเสียดสี” ในละครประเภทนี้กัน

โดยตัวอย่างที่ผมใช้ นำมาจากละครสองเรื่อง คือ “จันทร์ สุริยคาธ” และ “แก้วหน้าม้า” ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว นี่เป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ล้อเลียนอำนาจได้อย่างน่าสนใจที่สุด ในช่วงทศวรรษหลัง

1. เมื่อรากหญ้ามีฤทธิ์ เสกให้เทวดามีหาง

(นาทีที่ 29.14-30.58)

2. ตัวตลกและบัลลังก์ ณ อินทปัถบุรี

(นาทีที่ 16.45-18.50)

3. เมื่อเทวดาสิ้นฤทธิ์สิ้นเครื่องทรง

(นาทีที่ 15.41-17.07, 18.18-20.18 และ 35.36-36.55)

(นาทีที่ 2.56-4.05, 5.44-8.42 และ 12.00-13.07)

4. อิทธิฤทธิ์พี่อีโต้

(นาที่ 2.39-6.46)

5. ใบหน้าใหม่ของท้าวภูวดล

(นาทีที่ 28.04-32.50)

นี่อาจเป็นการโต้แย้งในระดับ “ข้อมูล” แต่ผมยังเชื่อว่าการได้มองเห็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางรอบด้านขึ้น อาจส่งผลให้การประมวลความคิดรวบยอดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เทวดามีหาง, รากหญ้ามีฤทธิ์ : รำลึกถึงดาวตลกผู้ล่วงลับ “ดอน จมูกบาน”

ผมไม่แน่ใจว่าบท “เทวดาตลก” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ” เมื่อปี 2556 คือมาสเตอร์พีซทางการแสดงในช่วงบั้นปลายชีวิตของ “ดอน จมูกบาน” ดาวตลกอาวุโสผู้เพิ่งล่วงลับหรือไม่ (ถ้าพูดถึงเรื่องความนิยมในวงกว้าง บท “ฤษี” จากแก้วหน้าม้า ก็คล้ายจะเป็นที่รู้จักของมหาชนมากกว่า)

อย่างไรก็ตาม ตามความเห็นของผม นักแสดงชื่อ “ดอน” ได้ถูกจัดวางให้เข้าไปโลดแล่นอยู่ใน “โครงสร้าง” เรื่องราวที่แข็งแรงและดีมากๆ เรื่องหนึ่ง เมื่อเขารับบทเป็น “พระรำพัด” ใน “จันทร์ สุริยคาธ”

ครึ่งแรกของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องดังกล่าว ฉายภาพระบบระเบียบของความสัมพันธ์ทางอำนาจอันกลับหัวกลับหางจนอลหม่านวุ่นวายและน่าขำขันออกมาได้อย่างน่าสนใจ

มีตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งใน “จันทร์ สุริยคาธ” ที่ฉายภาพปรากฏการณ์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

ตัวละครกลุ่มนี้ก็คือ สองเทวดา “พระรำพัด” และ “พระรำเพย” กับสองรากหญ้า “เขียวขจี” และ “แดงรวี”

ในช่วงเกือบ 10 ตอนแรก ละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” คล้ายจะเดินตามรอยที่ปัญญาสชาดกและนิทานวัดเกาะปูทางเอาไว้อย่างเที่ยงตรง

ขณะที่เรื่องเล่าสองรูปแบบซึ่งมาก่อนหน้า กำหนดให้ “พระอินทร์” และ “พระวิษณุกรรม” เป็นสองเทวดาที่ลงมาช่วยเหลือสุริยคาธ-จันทคาธ ผ่านอุบายการแปลงกายเป็นงูเห่ากับพังพอน ซึ่งต่อสู้กันจนตัวตาย แต่สามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยต้นยา/หญ้าวิเศษ

สองพี่น้องจึงนำต้นยาวิเศษดังกล่าวตระเวนไปใช้ช่วยเหลือสรรพสัตว์บนโลกมนุษย์ เป็นการสั่งสมบุญญาบารมี

ในเรื่องเล่าร่วมสมัยที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ “พระอินทร์” ถูกยกฐานะจากการเป็น “ผู้ช่วยเหลือ” ขึ้นไปสู่การเป็นผู้ควบคุมบงการชะตากรรมของสุริยคาธและจันทคาธ

ความโกรธแค้นที่อดีตสองเทพบุตรทำแก้วทิพยเนตรตกหายจากสวรรค์ จนองค์เทวราชมองไม่เห็นความเป็นไปในสามโลก ก็ยิ่งส่งผลให้อาญาสิทธิ์ซึ่งพระองค์บังคับใช้กับสองพี่น้อง กอปรขึ้นมาจากความชิงชัง ตึงเครียด มิใช่ความเมตตา ปรานี รอยยิ้ม และอารมณ์ขัน

การเลื่อนสถานะของพระอินทร์ ทำให้ตัวละครเทวดาสององค์ที่แปลงกายมาเป็นพังพอนและงูเห่าซึ่งฟื้นคืนชีพได้ด้วยหญ้าวิเศษ ถูกดัดแปลงเป็น “พระวิษณุกรรม” กับ “พระรำพึง”

นั่นถือเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

เพราะละคร “จันทร์ สุริยคาธ” มาเดินออกนอกลู่ทางเดิม (อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ) จริงๆ ก็เมื่อมีการปรับเรื่องราวให้พระอินทร์ทรงพิโรธที่พระวิษณุกรรมและพระรำพึงคอยหมั่นช่วยเหลือสุริยคาธ-จันทคาธ ซึ่งสำหรับพระองค์ ถือเป็นการกระทำอันโอหัง จึงสาปส่งสองเทวดาให้ไปเกิดเป็นลา

สองเทวดาคู่ใหม่ซึ่งมาทำหน้าที่จับตา กลั่นแกล้ง และผลักดัน (ผ่านการลงทัณฑ์ทรมานต่างๆ นานา) ให้สองพี่น้องเร่งตามหาแก้ววิเศษ ก็คือ “พระรำพัด” กับ “พระรำเพย” (รับบทโดย ดอน จมูกบาน และ ธรรมศักดิ์ สุริยน)

ปัญหามีอยู่ว่าสองเทวดาคู่หลัง คล้ายจะตีความภารกิจของตนเอง ซึ่งรับบัญชามาจากพระอินทร์ ผิดพลาด ทำให้เรื่องราวต่างๆ เถลไถลเลยเถิดหนักขึ้นไปอีก

ตามโครงเรื่องของละครนั้น องค์เทวราชารู้สึกโมโหที่ยังไม่ได้แก้วทิพยเนตรคืนกลับมา จนพระองค์มิสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามโครงสร้างอำนาจซึ่งดำรงอยู่ได้ จึงต้องการให้สองอดีตเทพบุตรรีบตามหาแก้ววิเศษโดยเร่งด่วน

แต่ไปๆ มาๆ การกลั่นแกล้งสุริยคาธ-จันทคาธ โดยพระรำพัด-พระรำเพย ได้กลับกลายเป็นอุปสรรคกีดขวางภารกิจตามหาแก้ว มากกว่าจะเป็นตัวเร่งที่ช่วยให้ภารกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จโดยรวดเร็ว

สองเทวดาดลบันดาลให้เรื่องราวบนโลกมนุษย์วุ่นวายไปหมด กระทั่งพี่พลัดพรากน้อง ผัวผิดใจเมีย ต่างเมืองรบราฆ่าฟันกัน ผู้คนก็บาดเจ็บล้มตาย

นอกจากนั้น พระรำพัด-พระรำเพย ยังไปทาบทามเทวดาจิ๋วอีกสององค์บนสรวงสวรรค์ ให้ลงมาประกบติดและคอยป่วนสุริยคาธ-จันทคาธ ในฐานะ “เงาที่สอง”

การที่สองเทวดาใช้อำนาจแทรกแซงทำให้มนุษย์มีสองเงา ย่อมถือเป็นความพยายามในการฝ่าฝืนธรรมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ดี สุริยคาธ-จันทคาธ ในละคร ก็มีผู้ช่วยของตนเองเช่นกัน ผู้ช่วยของพวกเขาไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนในชาดกหรือนิทานวัดเกาะ แต่น่าจะถูกสรรค์สร้างขยายความเพิ่มเติมจากการดำรงอยู่ของต้นยาวิเศษในเรื่องเล่าสองชนิดแรก

ผู้ช่วยเหล่านี้เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก (ซีจี) ซึ่งไม่ได้ประณีตละเอียดลออมากนัก ทว่า ก็ไม่แปลกแยกจากโครงสร้างโดยรวมของละคร

ตัวละครซีจีที่ว่า ไม่ใช่สัตว์ ยักษ์ อสูร แต่เป็น “หญ้า” หรือ “รากหญ้า” ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน ชื่อ “หญ้าเขียวขจี” และ “หญ้าแดงรวี”

หญ้าเขียว-หญ้าแดง ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยพระเอก ยามเมื่อประสบกับภาวะคับขันตกอยู่ในอันตราย แต่ยังมีสถานะเป็น “สองหญ้าแสบ” ที่รับบทบาทเป็นกันชนคอยปะทะตัดเกม และคอยเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของพระรำพัด-พระรำเพย ผู้แสวงหาช่องทางรังแกสุริยคาธและจันทคาธอยู่ทุกเมื่อ

หน้าที่หลักของหญ้าเขียวขจีและหญ้าแดงรวี ซึ่งเป็นรากหญ้ามีฤทธิ์ เนื่องจากบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ดินมาเป็นเวลานาน จึงได้แก่ การด่าว่ากระแนะกระแหนและเนรมิตตนเองเป็นกำแพงขวางกั้นการเดินทางไปป่วนผู้คนของสองเทวดา การแปลงร่างเป็นหญิงสาวมาล่อลวงพระรำพัด-พระรำเพยให้เกิดกิเลสตัณหา รวมถึงการขึ้นไปบนสวรรค์ เพื่อปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับเทวดาทั้งคู่

ยิ่งเมื่อเทวดาทั้งสององค์ พยายามขัดขวางกลั่นแกล้งสุริยคาธ-จันทคาธ ทุกวิถีทาง กระทั่งพวกตนถลำลึก ไม่รู้ถูกรู้ผิด พระรำพัด-พระรำเพย ก็ยิ่งต้องพบกับจุดตกต่ำสุดของการเป็นเทพ เมื่อหญ้าเขียว-หญ้าแดง สาปให้สองเทวดามีหางงอกออกมาจากตูด

ยิ่งทำเรื่องผิดมากขึ้นเท่าใด หางของเทวดาคู่หูก็จะยิ่งยาวมากขึ้นเท่านั้น

การปะทะกันระหว่าง “เทวดา” กับ “รากหญ้า” กลายเป็น “ช่วงด้นสดสำคัญ” ในละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ”

โดยปกติแล้ว ละครจักรๆ วงศ์ๆ ทุกเรื่อง จะมีช่วงด้นสดประจำเรื่อง ซึ่งเริ่มจากการก่อตัวของพล็อตย่อยๆ ก่อนจะขยายกลายเป็นภาวะต่อเนื่องของการปล่อยมุข เพิ่มตอน และออกทะเลได้บ้างตามสมควร (หรือบางกรณี ก็ออกไปไกลสุดกู่ จนไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก)

ถ้าการด้นสดครั้งไหนแป้ก ช่วงเวลาของการด้นก็ดำเนินไปได้ไม่นาน แต่หากการด้นสดคราวไหนเวิร์ก ช่วงเวลาแห่งการด้นก็จะถูกพัฒนาให้ครอบคลุมละครเป็นจำนวนหลายสิบตอน กระทั่งกลายเป็นอีกหนึ่งพล็อตหลักของละครเรื่องนั้นในท้ายที่สุด

ดูเหมือนว่า การด้นสดผ่านมุข “เทวดา” ทะเลาะกับ “รากหญ้า” ใน “จันทร์ สุริยคาธ” จะเวิร์กอยู่ไม่น้อย และดีไม่ดี นี่อาจเป็น “การด้นสด” ที่ดี (ไม่หลุดลอยจากเส้นเรื่องหลัก) และสนุกสนานมากๆ ครั้งหนึ่ง ของละครจักรๆ วงศ์ๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พระรำพัด-พระรำเพย ไม่ได้ถูกดิสเครดิตและทำลายโดยฤทธิ์เดชของศัตรูคู่กัด คือ รากหญ้าเขียว-แดง เพียงเท่านั้น

เพราะถึงที่สุดแล้ว สองเทวดาที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อปฏิบัติภารกิจบนโลกมนุษย์ ก็ค่อยๆ บ่อนเซาะตนเองไปสู่ความเสื่อม เมื่อทั้งคู่ต้องปรับประสานต่อรองเข้ากับสภาพแวดล้อมดีบ้างเลวบ้าง และกิเลสตัณหาอันสลับซับซ้อน เฉกเช่นที่มนุษย์โลกทั่วไปต้องเผชิญ

นานเข้า พระรำพัด-พระรำเพย จึงมิได้มีเพียงหางโผล่ออกมาจากตูด ทว่า พอไปดื่มเหล้ากับกลุ่มคนพาล คู่อริของสุริยคาธ-จันทคาธ จนเมาหยำเป แก้วทิพยเนตรที่ได้มาครอบครองโดยลักเขามาอีกทีก็หลุดมือไป แม้แต่มงกุฎและเครื่องทรงเทวดาก็ยังถูกลอบขโมย

พอเริ่มเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา และราคะมากขึ้น เทวดาที่เคยเรืองฤทธิ์ ก็ถึงคราเหาะไม่ได้ หายตัวไม่เป็น

แต่จนเกือบค่อนเรื่อง เทวดาทั้งสองก็ยังเชื่อว่า ความถลำลึกเช่นนั้น คือ หน้าที่ที่พวกตนพึงปฏิบัติ

ดังที่ครั้งหนึ่ง พระรำเพยเคยเอ่ยถามคู่หูดูโอของตนว่า การที่เทวดาอย่างพวกเราพยายามหาทางรังแกมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่ามันจะชั่วช้าแค่ไหนนั้น จะไม่กลายเป็นตัวอย่างไม่ดีให้แก่เด็กๆ ที่กำลังนั่งดูทีวีกันอยู่หรอกหรือ?

พระรำพัดตอบแบบฟันธงว่า พอโตขึ้น เด็กพวกนั้นก็จะไม่ดูละครประเภทนี้กันแล้ว และจะลืมเลือนการกระทำของพวกเราไปจนหมดสิ้น ดังนั้น สิ่งที่เทวดาอย่างพวกเราควรจะทำ จึงเป็นการทำหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมาจากองค์อินทร์ต่างหาก

สองเทวดาที่มีหางจึงกลายเป็นตัวตลก ซึ่งค่อยๆ หมดสิ้นความน่าเคารพน่ายำเกรงลงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของสองรากหญ้าผู้มีฤทธิ์

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของละคร โครงเรื่องของ “จันทร์ สุริยคาธ” ได้ค่อยๆ บิดผัน จากโครงเรื่องที่มุ่งเน้นพฤติการณ์ยั่วล้อท้าทายอำนาจเทวดา/สวรรค์ โดยสามัญชน-รากหญ้า

ไปสู่โครงเรื่องว่าด้วย “เทวดาปราบยักษ์” ตามจารีต “นารายณ์สิบปาง”

ระบบระเบียบอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์จึงจำเป็นต้องถูกฟื้นฟูขึ้นอย่างหนักแน่นจริงจัง

ในกระบวนการฟื้นฟูระบอบ/ระเบียบอำนาจดังกล่าว “เทวดาเกเร” จึงต้องกลับกลายมาเป็น “เทวดาฝ่ายดี” ผู้คอยช่วยเหลือพระเอก (หางที่งอกจากตูดจึงหดหายไป พร้อมๆ กับอิทธิฤทธิ์ที่หวนกลับคืนมา)

ขณะที่บทบาทของ “สองหญ้าแสบ” กลับค่อยๆ รางเลือน และต้องซ่อนเร้นกายลงไปอยู่ใต้ดินดังเดิม

ปรับปรุงจากเนื้อหาบางส่วนของบทความชุด “โลกของจันทคาธและสุริยคาธ” ทางมติชนสุดสัปดาห์

คลิกอ่านบทความฉบับเต็มได้ตามลิงก์ด้านล่าง

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (1)

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (2)

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (จบ)

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

มีอะไรซ่อนอยู่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิต “แก้วหน้าม้า”

อิทธิฤทธิ์ “แก้วหน้าม้า” เรตติ้ง 6.66 ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

(มติชนสุดสัปดาห์ 12-18 มิถุนายน 2558)

เมื่อแรกลงจอ คล้ายว่า “แก้วหน้าม้า” ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่วงเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ของช่อง 7 สี จะมีสถานะเป็น “ของเดิมๆ” หรือ “สิ่งตกค้าง” ที่รอวันร่วงโรย ในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิตอล

แต่พอฉายไป ละครเรื่องนี้กลับสร้างปรากฏการณ์ “ใหม่” หลายอย่าง

ด้านการผลิต บริษัทสามเศียร หนึ่งในกิจการของตระกูลสังวริบุตร ได้ปรับแผนการสร้างละครจักรๆ วงศ์ๆ เสียใหม่ มีรายงานข่าวว่า ต่อไป ละครยาวระดับ 100 ตอน, 90 ตอน หรือ 60-70 ตอน ซึ่งลากยาวกันเป็นปีหรือเกือบปี จะไม่มีอีกแล้ว

ตรงกันข้าม นอกจากเปิดกล้อง “แก้วหน้าม้า” สามเศียรยังได้ถ่ายทำละครอีกสองเรื่อง คือ “ไกรทอง” และ “สังข์ทอง” ไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ความยาวของละครแต่ละเรื่องจะอยู่ที่ประมาณ 40-50 ตอนเท่านั้น

(แต่ไม่รู้ว่า หากเรื่องไหนมีเรตติ้งดี จะมีการเพิ่มตอนเข้ามาอย่างกะทันหันหรือเปล่า? เพราะละครจักรๆ วงศ์ๆ กับการ “ด้นสด” นั้น เป็นของคู่กันอยู่แล้ว)

ในด้านการตอบรับของผู้บริโภค มีวี่แววว่า “แก้วหน้าม้า” ฉบับนี้จะเป็นละครฮิต เมื่ออยู่ดีๆ คำว่า “แก้วหน้าม้า” ก็กลายเป็นคำที่ถูกติดแฮชแท็กอย่างแพร่หลาย จนขึ้นเทรนด์ยอดนิยมในสังคมทวิตเตอร์

และถือเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องแรก (รวมถึงเป็นหนึ่งในละครช่อง 7 เพียงไม่กี่เรื่อง) ที่ทะยานขึ้นสู่เทรนด์ทวิตเตอร์ได้

ขณะเดียวกัน เวลา “แก้วหน้าม้า” ลงจอช่วงเช้าเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีสมาชิกเว็บไซต์พันทิปบางคน ที่คอยมาตั้งกระทู้อัพเดตความคืบหน้าของละครแต่ละตอน ผ่านการแคปภาพหน้าจอออกมาเป็นภาพนิ่งจำนวนมาก ทั้งยังบรรยายข้อความประกอบสดๆ ชนิดนาทีต่อนาที

แล้วความฮ็อตของ “แก้วหน้าม้า” ก็ได้รับการยืนยันเด่นชัดโดยเรตติ้งละครโทรทัศน์ประจำเดือนพฤษภาคม 2558 จากการสำรวจของนีลเซ่น

ผลลัพธ์จากการวัดเรตติ้งละครในส่วนของ 5-6 เสือเบอร์ต้นๆ นั้น ไม่น่าแปลกใจ เมื่อเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างละครหลังข่าวช่อง 7 และช่อง 3 โดยที่ฝ่ายแรกขี่ฝ่ายหลังอยู่พอสมควร

เบอร์หนึ่งจึงตกเป็นของ “นางชฎา” (ช่อง 7) ตามติดมาด้วย “ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท” (ช่อง 7), “สุดแค้นแสนรัก” (ช่อง 3), “เพลงรักเพลงลำ” (ช่อง 7), “หนึ่งในทรวง (ช่อง 3) และ “เพื่อนแพง” (ช่อง 7)

ที่น่าสนใจ คือ ตรงช่วงกลางตารางละครฮิตกลับถูกยึดครองโดย “ยอดมนุษย์ดาบเทวดา” ละครแอ๊กชั่นแฟนตาซีแนวยอดมนุษย์แบบไทยๆ ที่ออกฉายทางช่อง 7 ช่วงเย็นเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งโกยเรตติ้งไป 6.69

ที่ใกล้เคียงกัน ก็ได้แก่ “แก้วหน้าม้า” ซึ่งคว้าเรตติ้งไปถึง 6.66 ถือเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ได้เรตติ้งสูงมากในรอบหลายปีหลัง

ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ละครเช้า-เย็น วันเสาร์-อาทิตย์ จากช่อง 7 สองเรื่องนี้ กลับมีเรตติ้งชนะละครหลังข่าว “ชื่อดี-ภาพลักษณ์เด่น” ของช่อง 3 หลายต่อหลายเรื่อง

ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ “เลือดมังกร” (ตอนสิงห์และกระทิง), “กลกิโมโน” ตลอดจน “ข้าบดินทร์” (เรื่องหลังนี้อาจต้องให้ความเป็นธรรมสักหน่อย เพราะในเดือนพฤษภาคมนั้น ละครเพิ่งออกฉายไปไม่กี่ตอน)

แม้กระทั่งละครเย็นแนวเอาใจชาวบ้านร้านตลาด อย่าง “กระสือมหานคร” จากช่อง 3 ก็ยังเก็บเรตติ้งสู้ “ยอดมนุษย์ดาบเทวดา” กับ “แก้วหน้าม้า” ไม่ได้

นอกจากนั้น ต้องไม่ลืมว่า ขณะที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่าง “แก้วหน้าม้า” สามารถยึดกุมที่ทางตรงกลางตารางของละครยอดนิยมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง

ละครฟอร์มกลาง-ใหญ่จำนวนมาก จากช่องดิจิตอลเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และช่อง 8 อาร์เอส ซึ่งลงทุนกับดาราและโปรดักชั่นมากกว่า “แก้วหน้าม้า” กลับยังไม่สามารถสอดแทรกตนเองเข้ามาในตารางดังกล่าวได้สำเร็จ

โดยส่วนตัว ผมไม่ได้ตามดู “แก้วหน้าม้า” เป็นประจำ แต่พอได้ดูทีไรก็รู้สึกสนุกทุกครั้ง

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมเปิดทีวีไปเจอตอนที่ “แก้ว” ถูกราชาแห่งมิถิลานคร บิดาของ “พระปิ่นทอง” ผู้เป็นพระเอก บีบคั้นว่า ถ้า “แก้ว” อยากแต่งงานกับเจ้าชายหนุ่มรูปงาม เธอก็ต้องมีลูกกับ “พระปิ่นทอง” ให้ได้เสียก่อน

ทำเอา “แก้ว” ต้องพยายามเข้าหาพระเอกในทุกวิถีทาง แบบไม่รักษาอาการกันเลยทีเดียว

จนท่านตาพระฤๅษีต้องปรากฏกายออกมาตักเตือนว่า “แก้ว! เราน่ะเป็นม้านะลูก แล้วก็เกิดปีม้าด้วย ไม่ได้เกิดปีแรด!!!”

เจอมุขนี้เข้าไป ชาวบ้านชาวช่อง ลูกเล็กเด็กแดง หน้าจอโทรทัศน์ คงมีฮากันบ้างแหละ

ล่าสุด สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ดู “แก้วหน้าม้า” อีกครั้ง ซึ่งก็รู้สึกสนุกสนานเช่นเคย จากหลายๆ องค์ประกอบ

องค์ประกอบแรก คือมี “เทวดา” องค์หนึ่งมาคอยช่วยเหลือ “แก้ว” เริ่มตั้งแต่ช่วยให้ “พระปิ่นทอง” ได้เสียกับ “แก้วมณี” (แก้วหน้าม้าเวอร์ชั่นสวย) จนเธอให้กำเนิดโอรสน้อยชื่อ “พระปิ่นแก้ว” ออกมา

ครั้น “แก้ว” ติดตามไปช่วยเหลือ “พระปิ่นทอง” ที่เมืองยักษ์ ไม่มีคนคอยให้นมลูกน้อย ท่านตาฤๅษีก็ขอให้ท่าน “เทวดา เทวโด่” (ตามคำเรียกของฤๅษี) ช่วยเสกน้ำนมให้โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าแทนน้ำฝน เพื่อพระกุมารจะได้ดื่มกิน

แต่พอ “แก้ว” จะถูกราชาแห่งกรุงมิถิลาสั่งตัดหัว ฐานก่อความวุ่นวายในเขตพระราชฐาน “เทวดา” องค์เดิมบนสรวงสวรรค์กลับอยากนอน และบอกว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว ส่วนพระฤๅษีก็ติดภารกิจเลี้ยงพระปิ่นแก้วอยู่ในป่าลึก

เมื่ออับจนหนทาง “แก้ว” จึงเรียก “อีโต้วิเศษ” ชื่อ “คมสัน” ซึ่งพระฤๅษีมอบไว้ให้ใช้ติดตัว ออกมาช่วย

ทีนี้ละครก็ดำเนินไปอย่างเมามัน เมื่อ “อีโต้พูดได้” ลอยไปดวลกับดาบของเพชฌฆาต มิหนำซ้ำ ยังไล่ฟันคุณท้าวและเหล่านางกำนัลขี้อิจฉาจนแตกกระเจิง

แม้แต่พระราชา, มเหสี, พระปิ่นทอง และอำมาตย์อาวุโส พี่อีโต้แกก็ไม่เว้น เล่นเอาทั้งวังปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด

เป็นความปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะ “อีโต้บ้านๆ” ที่ปกติใช้ทำครัวนี่แหละ

ยิ่งละครฉายภาพให้เห็นว่า ตัวละครในวังมิถิลา “กลัว” มีดอีโต้กันอย่างจริงจังเป็นบ้าเป็นหลัง ผู้ชมหน้าจอก็ยิ่งดูไปขำไป

“อีโต้คมสัน” จึงกลายสถานะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบน่าสนใจในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “แก้วหน้าม้า”

เป็นสถานะของสิ่งของที่อยู่ผิดที่ ผิดทาง ผิดฝา ผิดตัว ผิดฐานานุศักดิ์ อย่างสิ้นเชิง ทว่า กลับดำรงอยู่อย่าง “ถูกต้องที่สุด” ในละครเรื่องนี้

เท่าที่ตามดู “แก้ว” จะมีของวิเศษข้างกายอยู่สองชนิด หนึ่ง คือ “เรือเหาะสุพรรณหงส์” ไว้ใช้โดยสารไปไหนมาไหนไกลๆ กับอีกหนึ่ง คือ “อีโต้คมสัน”

หากพิจารณาเฉพาะรูปลักษณ์ ของวิเศษชนิดหลังไม่สามารถเทียบเคียงกับชนิดแรกได้เลย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึง “หน้าที่” และ “ประโยชน์ใช้สอย” แล้ว ของศักดิ์ต่ำเช่น “อีโต้คมสัน” กลับมีบทบาทเยอะกว่า แถมยังเป็นตัวละครที่มีชีวิตจิตใจมากกว่า เพราะพูดจาสื่อสารกับมนุษย์ได้

บทบาทของ “อีโต้วิเศษ” มีมากเสียจนกระทั่งสามารถไล่ป่วนความศักดิ์สิทธิ์และลำดับศักดิ์อันเคร่งขรึมเป็นระบบระเบียบของผู้คนภายในวังมิถิลาได้

ปั่นป่วนเสียจนผู้เปี่ยมยศศักดิ์และอำนาจทั้งหลายต่างต้องวิ่งหนี “อีโต้” ที่พูดได้และบินได้ กันให้จ้าละหวั่น

ดู “แก้วหน้าม้า 2558” แล้ว ก็คิดถึงโฆษณาพัดลมฮาตาริอันโด่งดังและเปี่ยมอารมณ์ขันเมื่อหลายปีก่อน

ไปๆ มาๆ การสร้างเสียงหัวเราะปลอบประโลมสังคมไทยที่ไม่เหมือนใครในโลกนี่แหละ ซึ่งถือเป็น “หน้าที่” ประการสำคัญของละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่าง “แก้วหน้าม้า”

เรตติ้ง 6.66 ของละครฟอร์ม “(เหมือนจะ) เก่า” เรื่องนี้ จึงมิได้มาเพราะโชคช่วยแต่อย่างใด

ท่ามกลางยุคสมัยที่เรตติ้งเฉลี่ยของบรรดาช่องดิจิตอลเกิดใหม่ทั้งหมดยังแตะไม่ถึงหลัก 1.0

———-

สถานการณ์ตลกใน “แก้วหน้าม้า”

(มติชนสุดสัปดาห์ 19-25 มิถุนายน 2558)

ขออนุญาตเขียนถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” ต่ออีกสักหนึ่งสัปดาห์ เพราะยิ่งดู ก็ยิ่งรู้สึกว่าละครสนุก เรื่องนี้มีอะไรให้คิดต่อเยอะอยู่

อย่างเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา “แก้วหน้าม้า” ก็มีฉากตลกที่ดีมากๆ อยู่ฉากหนึ่ง

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า “ท้าวภูวดลมงคลราช” (รับบทโดยนักแสดงอาวุโส “ไพโรจน์ สังวริบุตร”) ราชาแห่งมิถิลานคร และพระบิดาของพระเอกอย่าง “พระปิ่นทอง” ยังคงหาทางกลั่นแกล้งว่าที่ลูกสะใภ้หน้าม้าไม่หยุดหย่อน

แผนการล่าสุดที่ท้าวภูวดลฯ คิดขึ้นได้ คือ การวางอุบายให้แก้วออกไปตามหา “น้ำค้างกลางหาว” มาให้พระองค์ใช้ล้างหน้า ทั้งๆ ที่ราชาแห่งมิถิลาก็ไม่ทราบหรอกว่า น้ำค้างกลางหาวนี่มันมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?

เมื่อคนออกคำสั่งยังไม่รู้ คนรับคำสั่งอย่างแก้วก็ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ ว่าตนเองจะไปตามหาน้ำค้างวิเศษได้ที่ไหน นางเอกหน้าม้าจึงออกเดินทางพร้อมอีโต้และเรือเหาะคู่ใจ ไปตามหมู่เมฆบนท้องฟ้า โดยไร้จุดหมายปลายทางแน่ชัด

ระหว่างการดั้นด้นค้นหา “สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง” เทวดาบนสรวงสวรรค์ก็กำลังนั่งหาวอยู่ในวิมานด้วยความง่วงนอน คงเพราะอากาศบนสวรรค์นั้นเย็นจัด จึงมีไอควันล่องลอยพวยพุ่งออกมาจากปากเทวดา แล้วไอควันดังกล่าวก็ค่อยๆ จับตัวรวมกันกลายเป็นของแข็งทรงกลม มีลำแสงสะท้อนแวววับ ดังราวกับ “ดวงแก้ววิเศษ”

ดวงแก้วดังกล่าวล่องลอยไปยังเรือเหาะที่แก้วโดยสารอยู่ นางเอกของเราเลยทึกทักเอาเองว่า ดวงแก้ววิเศษนี่แหละที่น่าจะเป็นน้ำค้างกลางหาว เธอจึงรีบนำมันลงมาจากท้องฟ้า

ทว่า ครั้นลงมาถึงพื้นดิน ดวงแก้วกลับหลอมละลายกลายเป็นน้ำ แก้วนำน้ำค้างกลางหาวบรรจุลงในกะลาที่หล่นอยู่บนสนามหญ้าหน้าวัง แล้วนำขึ้นถวายท้าวภูวดลฯ

ในท้องพระโรง ท้าวภูวดลฯ รับน้ำค้างกลางหาวไปด้วยความงุนงง ว่าสิ่งที่ตนเองอุปโลกน์ขึ้นมา มันมีอยู่จริงๆ หรือ? จากนั้น จึงลองวักน้ำจากกะลาขึ้นมาลูบหน้า แต่แล้วราชาแห่งมิถิลากลับต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อพบว่าน้ำค้างวิเศษ ซึ่งแก้วหน้าม้านำมาถวาย มีกลิ่นตุๆ คล้ายขี้ฟันคน (อันที่จริงแล้ว คือ “ขี้ฟันเทวดา”)

พระองค์จึงพิโรธ และรับสั่งให้ทหารนำแก้วไปขังคุก

ภายในคุก พี่อีโต้วิเศษเสนอความเห็นว่าจะแหกคุกออกไป แต่แก้วกลับเลือกต่อสู้ด้วยแนวทาง “อารยะขัดขืน” เธอรู้ว่าคำสั่งลงทัณฑ์ที่ตนเองต้องแบกรับอยู่นั้น ปราศจากความชอบธรรม แต่เธอก็พร้อมจะยินยอมรับโทษดังกล่าว

แก้วต้องการพิสูจน์ใจพระปิ่นทองว่า เมื่อเธอต้องรับโทษอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนั้น เจ้าชายหนุ่มจะมีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น

สุดท้าย พระปิ่นทองก็ไม่ได้ลงมาช่วยเหลืออะไรแก้วหน้าม้าหรอก เป็นพระมเหสีแห่งมิถิลา แม่ของเจ้าชายรูปงามต่างหาก ที่คิดอุบายช่วยเหลือแก้วได้เป็นผลสำเร็จ

พระมเหสีเข้าไปกราบทูลพระสวามี ท่ามกลางเหล่าเสนาอำมาตย์ ตลอดจนคุณท้าวนางใน ในท้องพระโรง ว่า ดูซิ น้ำค้างกลางหาวที่แก้วนำมาถวายนี่มีสรรพคุณดีจริงๆ เพราะหลังจากใช้น้ำค้างวิเศษลูบหน้าแล้ว พระพักตร์ของท้าวภูวดลฯ ก็แลดูอ่อนเยาว์ลงถึง 20-30 ปี จนเหมือนพระองค์กลับไปมีอายุ 25 ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

พอพระมเหสีพูดออกไป คุณท้าวคู่ใจก็รีบขานรับ ส่วนอำมาตย์ผู้ใหญ่ก็เร่งรับลูกต่อ ทำเอาคุณท้าวขี้อิจฉาอีกคน ซึ่งต้องการเล่นงานแก้วหน้าม้า ถึงกับปรับแผนการไม่ทัน เช่นเดียวกับพระปิ่นทอง ที่กำลังเง็งอยู่ว่า พ่อของตน มีใบหน้าอ่อนวัยลงจริงๆ หรือ?

ด้านท้าวภูวดลฯ เอง จากที่ตอนแรก มีท่าทีคลางแคลงใจต่อคำยอของพระมเหสี แต่พอมีคุณท้าวและท่านอำมาตย์มาช่วยยืนยันนั่งยัน พระองค์ก็เริ่มเขว กระทั่งถึงกับ “เชื่ออย่างสนิทใจ” ไปเลย เมื่อบรรดาหมื่นและหัวหมู่ทั้งหลาย คอยป้อยอเจ้านายด้วยอีกแรง

บางคนบอกก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าท้าวภูวดลฯ หนุ่มขึ้นจริงๆ ขณะที่บางคนกล่าวว่า ใบหน้าที่อ่อนเยาว์ลงของพระองค์นั้น เป็นความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้

เจอลูกนี้เข้าไป ราชาแห่งมิถิลาถึงกับเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนี้ จะไม่เชื่อก็คงจะไม่ได้ ก็ถ้าหลักฐานมันเห็นกันอยู่ทนโท่อย่างนี้”

พระองค์จึงทั้งเคลิ้ม ทั้งเพริด และยินยอมปล่อยตัวแก้วหน้าม้า ผู้นำน้ำค้างกลางหาวมาถวาย อย่างง่ายดาย

มีบางสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับฉากตลกในท้องพระโรงของละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า”

ประการแรก นี่เป็นวิธีการเล่นตลกหรือเล่าเรื่องตลก ที่พบเจอได้ไม่บ่อยครั้งนักในมหรสพบันเทิงยุคหลัง

กล่าวคือ สื่อบันเทิงสมัยใหม่ส่วนใหญ่ มักเล่นตลกโชว์คนดู ผ่านการใช้มุขหรือแก๊กสั้นๆ ที่เป็นคำพูดฮาๆ หรือพฤติกรรมแปลกๆ ของตัวละคร หรือไม่ก็มีการนำบุคลิกภาพผิดเพี้ยนของนักแสดงบางคนมาขับเน้นให้กลายเป็นเรื่องราวชวนขำขัน

แต่มีน้อยมาก ที่พยายามเล่าเรื่องตลกผ่านสถานการณ์ยาวๆ อย่างน้อยก็ 4-5 นาที ดูเหมือนภาพยนตร์ของค่ายจีทีเอชบางเรื่องจะพยายามใช้วิธีนี้ ทว่า ตามความเห็นและรสนิยมส่วนตัวของผม สถานการณ์ตลกแบบหนังจีทีเอช กลับยัง “ไม่คม”

และไม่ติดแน่นอยู่ในความทรงจำ ได้เท่ากับสถานการณ์ตลกใน “แก้วหน้าม้า”

ประการต่อมา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับข้อแรก ก็คือ เมื่อสื่อบันเทิงเล่าเรื่องตลกผ่านสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่า ตัวละครทุกคนในสถานการณ์ดังกล่าวจะต้องเล่นตลกไปเสียทั้งหมด (หรือไม่จำเป็นต้องมีเสียงฮาของคนดูดังขึ้นมาในฐานะซาวด์ประกอบ เหมือนที่บรรดาละครซิตคอมชอบทำ)

ในฉากยอวาทีใส่ท้าวภูวดลฯ นั้น จะเห็นว่า ตัวละครหลายรายไม่ได้กำลัง “แสดงตลก” อยู่

เช่น คุณท้าวขี้อิจฉา (ที่รับบทโดยอดีตนางเอกจักรๆ วงศ์ๆ อย่าง “รุ่งรัตน์ ดวงขวัญ”) ก็เปิดเผยเพียงท่าทีหงุดหงิดใจออกมา

อำมาตย์อาวุโส (รับบทโดยนักแสดงรุ่นเก่าอีกคน อย่าง “มานพ อัศวเทพ”) ก็ไม่มีบุคลิกทะลึ่งทะเล้นสักนิด หากเทียบกับพวกตัวละครหัวหมื่น หัวหมู่หนุ่มๆ

ส่วนพระปิ่นทองก็ทำหน้ามึนงง ในลักษณะไปไม่เป็น อย่างเดียว

สถานการณ์ตลกจึงมิได้หมายถึง ภาวะที่ทุกคนผู้อยู่ร่วมสถานการณ์จะต้องพร้อมใจกันหัวเราะออกมา มิได้หมายถึง ภาวะที่ทุกคนสามารถถูกอำได้ เพราะอาจมีบางคนซึ่งไม่เข้าใจหรือไม่ตระหนักในไวยากรณ์ของเสียงหัวเราะที่กำลังก้องดังอยู่

หรืออาจกล่าวได้ว่า ในทุกๆ สถานการณ์ตลกนั้น ย่อมมีทั้งคนขำและคนไม่ขำ ดำรงอยู่อย่างผสมปนเปกันไป

โจทย์จึงมีอยู่ว่า ต้องทำอย่างไร เสียงหัวเราะถึงจะสามารถกลืนกลายคนไม่ขำให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศแห่งความขำขันได้ มิใช่ปล่อยให้เขาตัดสินใจทำลายสถานการณ์ตลกรายรอบตัว ด้วยความไร้อารมณ์ขัน

คําถามน่าสนใจประการสุดท้ายคือ ผู้สร้างละคร “แก้วหน้าม้า” ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ฉากตลกว่าด้วยสรรพคุณปลอมๆ ของน้ำค้างกลางหาว มาจากไหน?

บางคนอาจมองว่า สถานการณ์ตลกดังกล่าวน่าจะได้รับแรงบันดาลใจแบบไทยๆ มาจากสำนวนอย่าง “ลูกขุนพลอยพยัก” หรืออิศรญาณภาษิต (ถ้าพวกเขาเห็นว่าท้าวภูวดลฯ เป็นฝ่ายเริ่มต้นยืนยันถึงสรรพคุณของน้ำค้างกลางหาวด้วยตนเอง ก่อนที่ผู้คนแวดล้อมจะเฮตาม อย่างไม่สามารถปฏิเสธได้)

อย่างไรก็ตาม หากดูละครจะพบว่าท้าวภูวดลฯ เป็นฝ่ายถูกรุมอำ กระทั่งพลอยเชื่อว่าความเท็จเป็นความจริง ซึ่งสถานการณ์ตลกเช่นนี้อาจชวนให้หลายคนนึกถึง “นิทานฝรั่ง” บางเรื่อง

ถ้าฉากตลกที่ว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานฝรั่งจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อแรงบันดาลใจจากแดนไกลถูกปรับปรุงดัดแปลงเพื่อนำมาใส่ลงในละครจักรๆ วงศ์ๆ แล้ว กลิ่นนมเนยได้สูญสลายหายไปเยอะมาก ทั้งยังมีรสชาติจัดจ้านเผ็ดร้อนถูกชูขึ้นแทนที่

สถานการณ์ตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรตติ้งสูงเรื่องนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องขำขันชวนหัวร่อธรรมดาๆ แต่อย่างใด