คนมองหนัง

บันทึกฟุ้งๆ ถึง Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก)

ศัตรูที่รัก และ/หรือ สายสัมพันธ์ญี่ปุ่น-ไทยที่ไม่จบสิ้น

Bangkok Nites เล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับไทย

สายสัมพันธ์ในหนังถูกบอกเล่าผ่านความสัมพันธ์ของสามัญชนคนเล็กคนน้อย ตลอดจนวัฒนธรรมชายขอบต่างๆ (ทั้งด้านสว่างและด้านมืด) มันเป็นทั้งความรัก ความพลัดพราก ความสมานฉันท์ และรอยบาดแผล

หรืออาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ในหนัง ถูกนำเสนอออกมาในเชิง “ศัตรูที่รัก”

ด้านหนึ่ง นี่ก็เป็นหนังสารภาพบาปจากมุมมองของญี่ปุ่น หนังไม่ได้พูดถึง “บาปใหญ่” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หากพูดถึงผลลัพธ์ต่อเนื่องหลังจากนั้น นั่นคือ “บาป” ที่ญี่ปุ่น (และไทย) ร่วมก่อในช่วงสงครามเย็น เรื่อยมาถึง “บาป” อันเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเซ็กส์ในยุคร่วมสมัย ซึ่งนับเป็นการกดขี่ขูดรีดอีกรูปแบบหนึ่ง (ตามมุมมองของคัตสึยะ โทมิตะ ผู้กำกับ)

[หนังยังไปไกลกว่านั้น ด้วยการวิพากษ์ (มรดกของ) ลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต ผ่านบรรดาตัวละครฝรั่งที่อีสาน เช่น ผู้ชายนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสขี้เมาหยำเปที่ย่ำแย่ห่วยแตกกว่าผู้ชายญี่ปุ่นจนๆ ซะอีก ซึ่งประกาศขณะมึนเมาอย่างเต็มภาคภูมิว่าดินแดนแถบนี้เคยเป็นอาณานิคมของเขามาก่อนทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีแม่เล้าแหม่มที่บาร์เล็กๆ ในหนองคาย ซึ่งเป็นตัวละครที่แปลกใหม่มากๆ สำหรับโลกของหนังพูดภาษาไทย/หนังว่าด้วยสังคมไทย]

อย่างไรก็ดี การสารภาพบาปดังกล่าวดำเนินไปเคียงคู่กับความสัมพันธ์หลากรูปหลายหน้า ที่มิได้แบ่งมิตรแยกศัตรูโดยชัดเจน แม้คนทำหนังจะตั้งใจสารภาพถึงการกดขี่ขูดรีดที่ตนควรมีส่วนรับผิดชอบ ทว่าการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบรรดาตัวละครในหนัง ก็มิได้เป็นไปในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งกดขี่ขูดรีดอีกฝ่ายหนึ่งจนโงหัวไม่ขึ้น ตรงกันข้าม พวกเขาเหล่านั้นต่างสานสายสัมพันธ์ผ่านการ “แลกเปลี่ยน (บาดแผล)” และ “เยียวยา” ซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่เป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่มีบทสรุปหรือข้อยุติใดๆ อย่างชัดเจน นี่คือสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่ก็ไม่มีวันสมบูรณ์แบบ ต่างฝ่ายต่างกระทำ (และถูกกระทำ) ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางรูปแบบความสัมพันธ์ที่ผันแปรและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

ไทยศึกษาสไตล์ญี่ปุ่น

เวลาร่วม 3 ชั่วโมงของ Bangkok Nites อาจทำให้หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ดูคล้ายจะเป็นหนังยาว

แต่พอได้นั่งชมจริงๆ ก็พบว่าหนังสามารถบรรจุประเด็นนู่นนี่มากมายไว้ในความยาว “เพียงแค่” 3 ชั่วโมง จนน่าทึ่ง

ไล่ตั้งแต่ประเด็นความขัดแย้งยุคสงครามเย็น มรดกของลัทธิล่าอาณานิคม อุตสาหกรรมทางเพศตั้งแต่ใจกลางกรุงเทพฯ ถึงชายขอบประเทศไทย โรคเอดส์ กัญชา-ยาเสพติด ภาคอีสาน ผีจิตร ภูมิศักดิ์ วิญญาณทหารป่า ความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาค ภูมิภาคอินโดจีน ขบวนการขบถปลดแอก (ที่เสพยา พกปืน ร้องฮิปฮอป และเที่ยวป่า) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของวัยรุ่นสหประชาชาติแห่งประชาคมอาเซียน เพลงลูกทุ่ง หมอลำ เพลงเพื่อชีวิต ฯลฯ

องค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาผสมผสานปนเปกันในหนังหนึ่งเรื่องอย่างน่าสนใจ แน่นอน ผลลัพธ์ที่ออกมามีทั้งจุดที่ดีมาก สนุกมาก และจุดที่ออกจะเบลอร์ๆ มั่วๆ นิดหน่อย

วิธีการจับจ้องมองสังคมไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงในลักษณะนี้ ชวนให้นึกถึงงานไทยศึกษา/ภูมิภาคศึกษา สไตล์นักวิชาการญี่ปุ่น ที่ทำงานหนัก และหลายครั้ง มักมีลักษณะครอบคลุมเป็นสหวิทยาการ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ทอดทิ้งการลงพื้นที่ไปทำความรู้จักชาวบ้าน

(ดังที่ตัวละครญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซึ่งท้ายสุด น่าจะกลายเป็นตัวร้ายเพียวๆ เพียงรายเดียวในเรื่อง พูดกับมิตรสหายของเขา -ระหว่างสังสันทน์กันที่ซอยธนิยะ- เอาไว้ทำนองว่า ถ้าอยากรู้จักสังคมไทย ต้องหาเวลานั่งรถทัวร์ออกไปต่างจังหวัดบ้าง)

แน่นอนว่าคนทำหนังเรื่องนี้ได้ทำการรีเสิร์ชข้อมูลต่างๆ ที่เขานำมาบอกเล่าผ่านสื่อภาพยนตร์ อย่างหนักหน่วงเข้มข้นไม่น้อย

แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันว่าผู้กำกับอาจทำการบ้านบางเรื่องบางประเด็นผ่านหนังสือ/ชุดข้อมูลที่ค่อนข้างเก่านิดนึง (เช่น แกอาจไปอ่านหนังสือในยุค 90 หรืออะไรทำนองนั้น) ดังจะเห็นได้จากประเด็น “เอาท์ๆ” ที่โผล่ขึ้นมาบ้างประปราย เช่น เรื่องภัยคุกคามจากการติดเชื้อเอชไอวีในหมู่สตรีค้าบริการ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน สถานภาพของ “สงครามเย็น” ในหนัง ก็มีความสับสนพร่าเลือนชวนมึนงงอยู่พอสมควร

แม่นางเอกที่อีสานนั้นเหมือนจะเป็นอดีตเมียของทหารอเมริกันยุคสงครามเวียดนาม (ซึ่งแลดูผิดบริบท ถ้าพิจารณาว่าเธอมีอายุราว 50 กว่าๆ ในปี 2560)

นอกจากนี้ จากการพูดคุยกันของบรรดาตัวละครทหารผ่านศึกชาวญี่ปุ่นที่ตกค้างอยู่ ณ ซอยธนิยะ สมรภูมิของพวกเขาก็มีความกำกวมอยู่ไม่น้อย บางตอน บทสนทนาก็บ่งชี้เหมือนกับว่าพวกเขาอยู่ในกัมพูชา ช่วงที่ “เขมรแดง” เรืองอำนาจ แต่บางตอน ก็ระบุเหมือนกับว่าจริงๆ แล้ว พวกเขาเหล่านี้คือกองกำลังญี่ปุ่นที่เข้าไปช่วยฟื้นฟูพัฒนากัมพูชา หลังการรวมชาติช่วงทศวรรษ 1990 (ซึ่งข้อหลังนี้ น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด)

BN Postcard01

จิตร ภูมิศักดิ์ และ/หรือ หงา คาราวาน

หนึ่งในตัวละครสมทบที่โผล่มาแว้บๆ (หลายแว้บ) แต่ขโมยซีนได้ตลอดอย่างน่าตลก (ร้าย) ก็คือ “ผีจิตร ภูมิศักดิ์” ที่รับบทโดย “หงา คาราวาน”

ตอนอ่านพบข้อมูลว่าผู้กำกับเลือกใครมารับบทเป็น “ผีจิตร” ผมแอบผิดหวังและรู้สึกว่ามันน่าจะ “ผิดฝาผิดตัว” อย่างยิ่ง

แต่พอได้มาดูหนังจริงๆ อาการ “ผิดฝาผิดตัว” ที่ปรากฏ กลับกลายเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์ “หงาในปัจจุบัน” ได้อย่างคมคายซะงั้น

เพราะพร้อมๆ กับที่ “กวี/นักคิด/วีรชนปฏิวัติ” อย่าง “จิตร” กลายเป็นผีที่ไม่น่ากลัวและค่อนข้างน่าตลกขบขัน ในสายตาตัวละครรายรอบที่เป็นชาวบ้านอีสาน และในสายตาคนดูเบื้องหน้าจอภาพยนตร์ “หงา” ก็มิใช่ “ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต/เพลงปฏิวัติ” คนเดิมเช่นกัน

ประเด็นหลักสำคัญดังกล่าวถูกคลี่เผยออกมาในประโยคแรกๆ ที่ “ผีจิตร” เอ่ยปากพูดจากับพระเอกหนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่น ที่ร่อนเร่พเนจรไปจังหวัดหนองคาย

อีกหนึ่งประเด็นที่ล้อไปกับเรื่องตัวตนอันผันแปรของบรรดานักปฏิวัติ คือ แม้แต่บทกวี “คาวกลางคืน” ของจิตร ที่ถูกนำมาใช้สอยในหนังเรื่องนี้ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรมทางเพศ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการเข้ามาตั้งฐานทัพสหรัฐ (จักรวรรดินิยมอเมริกา) ในไทยเมื่อยุคสงครามเย็น ก็กลับยิ่งทำให้ภาพลักษณ์นักปฏิวัติของจิตรแลดูกำกวมมากขึ้น เพราะเนื้อหาของกวีนิพนธ์ชิ้นดังกล่าวมีลักษณะอนุรักษนิยมสูงทีเดียว หากพิจารณาจากแว่นของยุคปัจจุบัน

[ส่วนนี้ ขอนอกเรื่องนิดนึง คือ ตัวผู้กำกับบอกว่าเพราะเขาสนใจเพลงเพื่อชีวิต เขาจึงค้นคว้าหาข้อมูลจนได้รู้จักจิตร ภูมิศักดิ์ นี่ทำให้ผมนึกถึงนักวิชาการญี่ปุ่นคนหนึ่ง แกเป็นพี่ผู้ชายสวมแว่นสายตาผิวขาวร่างเล็กๆ สมัยผมเรียนปริญญาตรี และไปนั่งเรียนวิชาของภาคประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. อยู่หลายตัว ก็มักเจอแกไปซิทอินด้วย วันหนึ่ง หลังเลิกเรียน ผมแวะไปดูเทปที่ร้านน้องท่าพระจันทร์ ก็เจอพี่ญี่ปุ่นคนนี้ยืนดูเทปอยู่เหมือนกัน แต่ขณะที่ผมมองหาพวกเทปเพลงของศิลปินในคลื่นแฟทเรดิโอ พี่เขากลับตั้งหน้าตั้งตาหาเทปเพลงเพื่อชีวิตอยู่ น่าแปลกที่จนถึงปัจจุบัน ผมก็ยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของนักวิชาการญี่ปุ่นคนนี้ (เหมือนเคยได้ยินคนเรียกชื่อแกหนนึง แต่ไปๆ มาๆ ก็ลืม) ไม่รู้ด้วยว่าแกศึกษาเรื่องอะไร เขียนงานประเด็นไหน ทว่าผมดันเจอแกอยู่เป็นระยะๆ หนล่าสุด ที่เจอหน้าแก ก็คือ ในงานพระราชทานเพลิงศพ “เสนีย์ เสาวพงศ์”]

BN Still2 (c) Bangkok Nites Partners 2016

พญานาคอันมหัศจรรย์ธรรมดา

หนังสอดแทรกตำนาน “พญานาค” เข้ามา ในภาวะที่ศรัทธาของมหาชนชาวอีสานซึ่งมีต่อ “พญานาค” กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ณ ช่วงไม่กี่ปีให้หลัง

การปรากฏกายของ “พญานาค” ใน Bangkok Nites เป็น magic moment ในหนังแน่ๆ แต่มันก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นภาพงดงามของความศรัทธาสูงส่งในค่ำคืนอันแสนพิเศษ หรือเป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละเฉพาะบุคคล (นักบวชอาวุโส) อันหาได้ยากยิ่ง เหมือน magic moment ของปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคใน “15 ค่ำ เดือน 11”

ทว่าการปรากฏกายของพญานาคกลางแม่น้ำโขงภายใต้ระยับแดดแวววาว เบื้องหน้าหญิงสาวชาวบ้าน (ที่ทำงานค้าบริการทางเพศ) บนเรือโดยสาร ดูจะเป็นภาวะสัจนิยมมหัศจรรย์ มันเป็นความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิถีชีวิตสามัญปกติธรรมดา เป็นมนต์มายาที่คอยเยียวยาบาดแผลในใจของคนเล็กๆ ผู้ต้องต่อสู้เคี่ยวกรำกับโลกอันสามานย์

“ทหาร” และความแปลกแยก

หนังเรื่องนี้พูดถึง “ทหาร” ในแง่มุมค่อนข้างลบ

ตัวละครหลายรายได้รับผลกระทบจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวอันแตกสลายของนางเอก หรือพระเอกเอง ที่เคยเป็นทหารราบในกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นมาก่อน แต่หลังปลดประจำการ ชีวิตก็ไม่ได้ดีงามอะไรนัก

อีกหนึ่งตัวละครที่น่าสนใจก็คือ น้องชายลูกครึ่งฝรั่ง (คนละพ่อ) ของนางเอก ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพของรัฐ (ไม่ใช่วิญญาณทหารป่าวิ่งไปวิ่งมาที่พระเอกพบเห็น)

นางเอกไม่อยากให้น้องชายไปเป็นทหาร ครอบครัวญาติมิตรของเธอที่อีสานก็ไม่อยาก เหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง ก็คือ ถ้าถูกส่งไปชายแดนใต้แล้วเกิดอันตรายขึ้นจะทำไง?

นี่เป็นความสัมพันธ์ที่แปลกแยกระหว่างสามัญชน/คนอีสานกับ “ทหาร” ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ที่แนบแต่ไม่แน่นของคู่รักญี่ปุ่น-ไทยในหนัง

ทว่าเมื่อน้องชายนางเอกอยากเป็นทหารจริงๆ ทุกคนก็ไม่สามารถห้ามปรามความปรารถนาของเขาได้ โดยที่ยังไม่ต้องคิดว่าทางเลือกในชีวิตเขาช่างจำกัดจำเขี่ยสิ้นดี  ระหว่างการไม่ “บวช” ก็ไปเป็น “ทหาร” แล้วเอาเข้าจริง “สองทางเลือก” นี้ ก็ไม่ใช่ชอยส์ที่เท่าเทียมกันด้วย เพราะต่อให้คุณบวช เมื่อถึงคราวเกณฑ์ทหาร คุณก็ต้องไปเกณฑ์อยู่ดี (กลุ่มตัวละครวัยรุ่นที่ลาวยังมีทางเลือกในเชิงพื้นที่และการใช้ชีวิตมากกว่าเสียอีก)

การเป็น “ทหาร” สำหรับน้องชายนางเอก จึงอาจเป็นทั้งความปรารถนาและเส้นทางที่มิอาจหลีกเลี่ยง ไม่ว่าใครๆ จะรู้สึกแปลกแยกกับมันเพียงไหนก็ตาม

พี่คนดี

น่าแปลกดี ที่เรามีโอกาสได้ยินนางเอกพูดหลายครั้งว่าวิธีการเลือกคู่ของเธอ คือ การพิจารณาว่าผู้ชายคนนั้นเป็น “คนดี” หรือไม่?

แต่เธอก็ไม่เคยได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “ดี” นั้น “ดี” ยังไง?

แล้วในโลกของหนังเรื่องนี้ มีใครเป็น “คนดี” บริสุทธิ์บ้าง?

บ่อยครั้ง เรามักรู้สึกว่าวาทกรรม “คนดี” คือเครื่องมือที่ใช้ทิ่มแทงคนชนบท คนเล็กคนน้อย ที่มีจำนวนมากกว่าในทางการเมือง (รวมถึงคนอีสานด้วย)

อย่างไรก็ตาม ตัวละครคนอีสานที่เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตเป็นสาวกรุงเทพฯ และไม่ยอมพูดอีสานขณะอยู่กรุงเทพฯ ก็ใฝ่ฝันถึง “พี่คนดี” เช่นเดียวกัน

นี่เป็นอีกความย้อนแย้งชวนขบคิดที่ปรากฏใน Bangkok Nites

เฉดสีของคนญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ

แทบทุกคนที่ได้ดูคงจับประเด็นได้ว่าบรรดาตัวละครของ Bangkok Nites นั้นมีลักษณะเป็นพวกชายขอบซ้อนชายขอบ หรือ loser ซ้อน loser ไปเรื่อยๆ

นี่คือเรื่องราวของผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่ไม่มีที่ทาง/ตัวตน/ฐานะในบ้านเกิดเมืองนอน ครั้นพอมาแสวงโชคในต่างแดน ก็ยังต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่นๆ หรือเครือข่ายอำนาจที่ใหญ่โตกว่า

อีกด้านหนึ่ง นี่คือเรื่องราวของหญิงสาวชาวอีสาน ที่ต้องเข้ามาทำมาหากินหาเลี้ยงครอบครัวในมหานคร ด้วยการประกอบอาชีพค้าบริการทางเพศ หญิงสาวอีสานที่เหมือนจะอยู่ใต้อำนาจของผู้ชายญี่ปุ่นห่วยๆ อีกต่อหนึ่ง

มีตัวละครเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมายในหนัง ที่มีชะตากรรมไม่ต่างกับชายหญิงคู่นี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในประเด็นใหญ่ข้างต้น ก็คือ บทสนทนาบางช่วงในหนัง ที่บรรดาคนญี่ปุ่นในเมืองไทย/กรุงเทพฯ ได้แบ่งแยกกันเอง ว่าพวกโน้นเป็น “ญี่ปุ่นสุขุมวิท” พวกนี้เป็น “ญี่ปุ่นธนิยะ” (สองกลุ่มนี้คล้ายจะไม่ค่อยถูกกัน) และบางรายอย่างพระเอกอาจจะย่ำแย่ยิ่งกว่านั้น เพราะหมอนี่เป็นญี่ปุ่นที่น่าจะอยู่อาศัยย่าน “ฝั่งธน”

น่าสนใจว่าพวกคนญี่ปุ่นใน กทม. เขาแบ่งแยกกันยังไงบ้าง? จากปัจจัยอะไรบ้าง? แล้วเหยียดกันแบบไหน? ซึ่งหนังไม่ได้อธิบายรายละเอียดเอาไว้ (ไม่รู้จะคล้ายๆ กับการแบ่งแยกกันระหว่าง “คนจีน” ในอังกฤษหรือไม่? ที่พวกฮ่องกง ซึ่งมาก่อนและเป็นฝรั่งมากกว่า จะแสดงอาการเหยียด รำคาญ ยี้พวกทางจีนแผ่นดินใหญ่)

เนื้อหาหลังจากนี้อาจจะสปอยล์พอสมควรครับ!

BN Still5 (c) Bangkok Nites Partners 2016

หนังต่อต้านสงคราม

คัตสึยะ โทมิตะ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าเขาทำหนังเรื่องนี้เพื่อต่อต้านสงคราม น่าสนใจว่าหนังไม่ได้ทำเพียงแค่วิพากษ์ผลลัพธ์ของสงคราม (ทั้งลัทธิล่าอาณานิคมและสงครามเย็น) เท่านั้น แต่วิธีการเล่าเรื่องของหนังก็มีท่าทีปฏิเสธความรุนแรงอย่างชัดเจน

จริงๆ แล้ว หนังดาร์กๆ เรื่องนี้ มีหลายช่วงตอนที่สามารถหันเหไปสู่สภาวะความรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อได้ (ถ้าให้ “พี่ต้อม เป็นเอก” กำกับ มันต้องมีฆ่ากันและมีคนตายแน่ๆ 555) เช่น ตอนลูกพี่พระเอกเริ่มหงุดหงิดที่พระเอกไปทำงานในลาวแล้วหายตัวจนติดต่อไม่ได้ หรือตอนที่เศรษฐีญี่ปุ่นส่งนักสืบมาแอบตามดูความสัมพันธ์ของเมียเก็บคนไทยกับชายญี่ปุ่นซอมซ่อยากจน ฯลฯ

แต่สุดท้าย หนังก็ไม่มีเหตุรุนแรงหรือเหตุการณ์ฆ่ากันตายเกิดขึ้น (ยกเว้นถ้าเราตีความไปไกลๆ ว่าฉากเสพยา คือ ความรุนแรงชนิดหนึ่ง) กระทั่งฉาก “ซื้อปืน” ก็เผลอๆ น่าจะเป็นจินตนาการ/สัญลักษณ์ มากกว่าจะเป็นสถานการณ์จริงในภาพยนตร์ด้วยซ้ำ

ซีนที่เป็นความขัดแย้งแรงสุดในหนังเรื่องนี้ อาจได้แก่ฉากที่ผู้หญิงกลางคืนสองกลุ่มตบตีกัน

เมายาตอนท้าย

ผมตีความว่าช่วงท้ายๆ ของ Bangkok Nites นั่นน่าจะเป็นเหมือนกระแสสำนึก/จินตนาการ/ความฝัน/ภาวะเมายาร่วมกัน (หรือซ้อนทับกัน) ของสองตัวละครนำอย่างพระเอกนางเอก

ผมรู้สึกว่าช่วงที่ทั้งสองคนไปเที่ยวพัทยาด้วยกันออกจะเป็นภาวะเมายา กึ่งจริงกึ่งฝัน การไปถึงพัทยาอาจไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากทั้งคู่พลัดพรากกันที่อีสาน หากเป็นการรำลึกย้อนไปถึงวันชื่นคืนสุขระลอกแรกที่ชายญี่ปุ่น-สาวไทยเคยคบหากัน และเคยไปเที่ยวที่พัทยาด้วยกัน แล้วต่างแยกทางกันไป (ก่อนจะกลับมาเจอกันอีกหนที่ธนิยะ จนนำไปสู่การผจญภัยครั้งใหม่ในหนังเรื่องนี้) แต่การที่อีตาพระเอกใส่เสื้อยืดสกรีนคำว่า LAOS ก็ชวนให้ตีความได้สองทางว่าเขาและนางเอกอาจไปพัทยาหลังกลับมาจากอีสาน/ลาว หรือเป็นการย้อนเวลากลับไปยังอดีต ที่เขาใส่เสื้อ LAOS ไปพัทยา โดยยังไม่เคยไปเยือนอีสานและลาวมาก่อน

เช่นเดียวกัน การเปิดเผยของนางเอกว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี ณ ริมชายหาด ก็ชวนให้ตีความได้หลายแง่ นางเอกอาจพูดความจริง (ผ่านการแสดงแข็งๆ) นางเอกอาจเล่นเกม/โกหกพระเอกในความสัมพันธ์แบบชั่วครั้งชั่วคราวระหว่างเขาและเธอ หรือจริงๆ แล้ว นี่อาจเป็นจิตใต้สำนึกของนางเอก ที่หมกมุ่นเสียใจกับการได้รับทราบข่าวร้ายว่าเพื่อนที่บ้านเกิดของเธอติดเชื้อเอชไอวี แถมเพื่อนร่วมงานที่ กทม. บางคน ก็มีวี่แววจะติดโรคเช่นกัน (แต่ตัวเธอเองอาจไม่ได้ติดเชื้อจริงๆ?)

และดังที่กล่าวไปแล้ว ผมเชื่อว่าฉากไปซื้อปืนของพระเอกก็ดูจะมีหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์ (การมุ่งหน้าสู่สายเหยี่ยว มุ่งหน้าสู่การเป็นนักล่าอาณานิคมผ่านอุตสาหกรรมขายบริการทางเพศ ซึ่งมีความรุนแรงประหนึ่งการก่อสงคราม -ตามความเห็นของโทมิตะ-) ซะมากกว่า แถมตอนคิวแอนด์เอ พี่ผู้กำกับก็ approve การตีความของผู้ชมคนหนึ่ง ที่เห็นว่าการซื้อปืนของพระเอกนั้นเชื่อมโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งกองทัพของรัฐบาลญี่ปุ่น ไปโน่นเลย

ทำไปทำมา เส้นเรื่องของ “โลกความจริง” ในช่วงท้ายของหนัง อาจเริ่มต้นจากการแยกทางกันระหว่างพระเอกนางเอกที่อีสาน แล้วพระเอกก็เข้าสู่การเป็นแมงดาเต็มตัว ส่วนนางเอกก็เลิกอาชีพค้าบริการทางเพศแล้วกลับไปบ้านเกิด (อาจเพราะเธอเบื่อหน่ายวิถีชีวิตแบบเดิม, อาจเพราะเธอจะกลับไปดูแลน้องๆ ดูแลเพื่อนที่ป่วย หรืออาจเพราะเธอติดเชื้อเอชไอวีเสียเอง)

สามหรือสองชั่วโมง?

ผู้กำกับเปิดเผยว่าหนังเวอร์ชั่นเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในไทยอาจจะถูกตัดให้สั้นลงเหลือแค่ราวๆ สองชั่วโมง (จากความยาวเต็มๆ ประมาณสามชั่วโมง) เพื่อความเหมาะสมเรื่องรอบฉาย

น่าสนใจว่าถ้าจะต้องตัดหนังออก คนตัดจะตัดส่วนไหนออกไป ตัดแง่มุมการเมือง? ตัดเรื่องราวของผีจิตร? ตัดเรื่องอาณานิคม/สงครามเย็น? หรือตัดรายละเอียดในธนิยะ?

ผมยังค่อนข้างเชื่อว่าหนังเวอร์ชั่นสองชั่วโมงคงเลือกจะธำรงแก่นเรื่องเกี่ยวกับธนิยะ-อุตสาหกรรมค้าบริการทางเพศ และสายสัมพันธ์คลุมเครือระหว่างพระเอก-นางเอกเอาไว้

แต่บางที ทางเลือกเช่นนี้อาจนำหนังไปสู่ปัญหาอีกแบบ คือ หนังอาจถูกเล่นงานในประเด็นสิทธิสตรี การสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้แก่ผู้หญิงไทยอะไรทำนองนั้น

เพราะแม้แต่ในการฉายที่หอภาพยนตร์ ก็ยังมีคนดูผู้หญิงบางท่านที่แสดงความไม่พอใจหนังในแง่มุมนี้แบบสุดๆ โดยแทบไม่คำนึงเลยว่าประเด็นเรื่องสตรีค้าบริการเป็นเพียงแง่มุมหนึ่งในอีกหลายหลากมุมของหนัง หรือเป็นเพียงอุปลักษณ์/นิทานเปรียบเทียบ ซึ่งช่วยส่องสะท้อนชุดปัญหาที่มันกว้างใหญ่กว่าเรื่องเซ็กส์/เรื่องขายบริการทางเพศ

จริงๆ แล้ว การเป็นหนังยาวสามชั่วโมงที่มีประเด็นนู่นนี่ยิบย่อยเต็มไปหมด อาจสร้างความปลอดภัย (แบบกำกวมและงงๆ) ให้แก่ Bangkok Nites ได้มากกว่า

ภาพประกอบจาก http://www.bangkok-nites.asia/en/press (c) Bangkok Nites Partners 2016

Advertisements
เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

“Little People” : ลัทธิความเชื่อ ระบอบเผด็จการ และพลังอำนาจของคนเล็กคนน้อย

(ปรับปรุงจากข้อเขียนที่เผยแพร่ครั้งแรกในเพจเฟซบุ๊ก “คนมองหนัง” เมื่อเดือนธันวาคม 2556)

ตอนอ่านนวนิยายเรื่อง “1Q84” ของ “ฮารูกิ มูราคามิ” จบ เมื่อประมาณปี 2555 ผมขบคิดไม่ค่อยแตกว่าไอ้ “Little People” นี่มันมีนัยยะหมายถึงอะไร?

จริงๆ กระทั่งตอนนั่งพิมพ์ข้อเขียนชิ้นนี้ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ และไม่ค่อยได้ติดตามว่ามีใครตีความ/ถกเถียงเกี่ยวกับตัวละครกลุ่มดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง?

แต่พอมานั่งครุ่นคิดถึง “Little People” ของมูราคามิในช่วงปลายปี 2556 ก็เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจดี

ข้อแรก (ซึ่งหลายคนคงเอะใจตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ) คือ “Little People” นี่ อย่างน้อยมันล้อไอเดียเรื่อง “Big Brother” ในนวนิยายเรื่อง “1984” ของ “จอร์จ ออร์เวลล์” แน่ๆ

ทว่า ขณะที่อำนาจเผด็จการใน “1984” มันถูกยึดครอง/บังคับใช้โดยพรรค โดยกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ

 

อำนาจเผด็จการเร้นลับใน “1Q84” ที่สำแดงผ่านพวก “Little People” มันกลับเกิดขึ้นมาจากกลุ่ม “คนเล็กๆ” (อาจถือเป็น “มวลชน” กลุ่มหนึ่งก็น่าจะได้) ที่เป็นชุมชนหรือลัทธิความเชื่อทางศาสนา/เป็นอดีตฝ่ายซ้ายที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่รัฐมาก่อน

ประการต่อมา แม้ชุมชนและลัทธิความเชื่อที่ว่าจะวางฐานอันแข็งแรงแน่นหนาอยู่บน “personality cult” แต่สุดท้ายตัว “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ที่ถูกยกย่องเชิดชูขึ้นมาก็ไม่ได้มีความสำคัญเป็นนิรันดร์และมีชีวิตยืนยาวสืบเนื่องเท่ากับบรรดา “Little People”

แถมเป็นฝ่ายหลังด้วยซ้ำ ที่คล้ายจะมีอำนาจควบคุมบังคับฝ่ายแรกอยู่

จนราวกับว่าการรวมตัวของคนเล็กคนน้อย ซึ่งกลายมาเป็นลัทธิความเชื่อบางอย่าง ก็สามารถนำไปสู่การก่อเกิดระบอบเผด็จการ (ทางความคิดความเชื่อ/จิตวิญญาณ) ได้เช่นกัน

http://iminnabluedream.tumblr.com/post/13478928068/1q84-degdeg-just-started-reading-this-book

อย่างไรก็ดี สุดท้ายชุมชน/ลัทธิความเชื่อของพวก “Little People” ใน “1Q84” นั้นยังคงจำกัดตัวเองอยู่ใน “โลกเฉพาะ”

และแม้จะพยายามแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลออกมาสู่โลกภายนอก ก็ทำได้ไม่สำเร็จสัมบูรณ์ แถมมีคนตั้ง “องค์กรลับ” นอกระบบ มาล่อมันกลับอีกต่างหาก

ข่าวบันเทิง

“Mr.Zero” ได้รับคัดเลือกเข้าฉายในโครงการ Visual Documentary Project 2016 ที่ญี่ปุ่น

“Visual Documentary Project” เป็นโครงการที่จัดร่วมกันโดย เดอะ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเซอร์ และศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างพื้นที่ให้คนทำหนังเอเชีย ได้เปิดเผยความจริงที่พวกตนประสบผ่านการทำหนังสารคดี รวมทั้งแนะนำนักทำหนังเหล่านั้นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

vdp2016_bnvdp-resize-1024x437

ในโครงการประจำปีนี้ ผู้จัดงานได้เปิดรับสมัครภาพยนตร์สารคดีหัวข้อ “การเมืองในวิถีชีวิตประจำวันของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ปรากฏว่ามีผลงานหนังสารคดีจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกจัดส่งเข้ามาร่วมโครงการ 75 เรื่อง

ล่าสุด Visual Documentary Project 2016 ได้ประกาศรายชื่อหนังเพียง 5 เรื่อง ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในโครงการประจำปีนี้ออกมาแล้ว

หนึ่งในนั้น คือ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ผลงานการกำกับของ “นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์” ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลดุ๊ก (ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม) จากเทศกาลหนังสั้นปีล่าสุด

คนหมายเลขศูนย์

ส่วนอีกสี่เรื่องที่เหลือ ได้แก่ 60 Days โดย Htut Ye Kyaw, Sett Paing Aung, Pyay Maw Thein จากประเทศเมียนมา, Mother & Son โดย Thwe Myo Nyunt จากประเทศเมียนมา, Vein โดย Htet Aung San, Phyo Zayar Kyaw, Ye Ling Aung จากประเทศเมียนมา และ Women of the Forest โดย Inshallah Montego จากประเทศฟิลิปปินส์

ผลงานทั้งห้าเรื่องจะถูกจัดฉายที่เกียวโตและโตเกียวในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมด้วยกิจกรรมการเสวนาระหว่างผู้กำกับภาพยนตร์และทีมงานผู้สร้างกับนักวิจารณ์

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mr.Zero ได้ที่นี่

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

“หนังอาเซียน” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

“หนังอาเซียน” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

(มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 กันยายน 2559)

กลับมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29 ประจำปี 2016

โดยเมื่อปีที่แล้ว มีหนังไทยเดินทางไปร่วมประกวดในเทศกาลนี้ถึงสองเรื่อง ได้แก่ “สแน็ป แค่…ได้คิดถึง” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

และ “มหาสมุทรและสุสาน” ของ พิมพกา โตวิระ ที่เข้าฉายในสายเอเชี่ยน ฟิวเจอร์ และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำสายการประกวดดังกล่าวมาครอง

คงต้องจับตาดูกันว่า ปีนี้ จะมีหนังไทยเรื่องใดถูกคัดเลือกเข้าฉาย/ประกวดในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ตลอดจนเรื่องราวว่าด้วยประเทศแถบนี้ ยังได้รับความสนใจจากผู้จัดเทศกาลหนังโตเกียวเช่นเคย

ในเทศกาลครั้งนี้ จะมีการเปิดตัวผลงานชื่อ “Asian Three-Fold Mirror 2016 : Reflections” โปรเจ็กต์รวมหนังสั้น 3 เรื่องจากผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเอเชียสามคน ซึ่งพูดถึงการเดินทางไปมาหาสู่กันของผู้คนในทวีปเอเชีย

หนังสั้นตอนแรก คือ “Pigeon” ผลงานของผู้กำกับฯ ชาวญี่ปุ่น อิซาโอะ ยูกิซาดะ ที่มีฉากหลังเป็นพื้นที่แห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเคยถูกบุกเข้ายึดครองโดยกองทัพญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

แต่ปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้กลับกลายเป็น “บ้านหลังสุดท้าย” ที่บรรดาคนชราวัยหลังเกษียณจากประเทศญี่ปุ่นได้เดินทางเข้ามาพำนักพักพิงในช่วงปัจฉิมบทของชีวิต

โดยเรื่องราวของหนังจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ชายชราชาวญี่ปุ่นผู้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่กับการเลี้ยงนกพิราบ, ความบาดหมางระหว่างเขากับลูกชาย และสายสัมพันธ์ของเขากับลูกจ้างสาวชาวมาเลเซีย

พร้อมๆ กับการใช้ชีวิตประจำวันในปัจจุบัน ความทรงจำเมื่อครั้งสงครามโลกก็ได้หวนย้อนกลับมาหาชายชราผู้นี้

หนังสั้นอีกหนึ่งตอน คือ “SHINIUMA Dead Horse” ผลงานของ บริลแลนเต้ เมนโดซ่า คนทำหนังชาวฟิลิปปินส์ที่เคยคว้ารางวัลผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาแล้ว

หนังของเขามักถ่ายทอดเรื่องราวของสามัญชนชาวฟิลิปปินส์ที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันไม่ธรรมดา

ในหนังสั้นเรื่องนี้ เมนโดซ่าเลือกเล่าเรื่องราวของแรงงานข้ามชาติชาวฟิลิปปินส์ซึ่งเดินทางเข้าญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานนับทศวรรษ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้และส่งตัวกลับประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นถึงภาวะของการสูญเสียอัตลักษณ์ประจำชาติและพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน

ปิดท้ายด้วย “Beyond the Bridge” หนังสั้นของ โสโท กูลิการ์ ผู้กำกับฯ หญิงชาวกัมพูชา ที่สร้างชื่อเสียงจากหนังยาวเรื่องแรกในชีวิต คือ “The Last Reel” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง

หนังสั้นของโสโทจะบอกเล่าเรื่องราวความรักที่อยู่เหนือกาลเวลาและเส้นแบ่งเขตแดน โดยมีฉากหลังเป็นเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศกัมพูชา และสะพานมิตรภาพ “กัมพูชา-ญี่ปุ่น” ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้น ณ กรุงพนมเปญ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งโปรแกรมพิเศษที่กลายเป็นจุดเด่นของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวไปแล้ว ก็คือ โปรเจ็กต์ “CROSSCUT ASIA” ซึ่งทางเทศกาลร่วมกับเจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ ได้นำหนังจากประเทศต่างๆ ของทวีปเอเชีย มาจัดฉายในเทศกาล

โดยในสองปีแรกเป็นคิวของภาพยนตร์ไทยและฟิลิปปินส์ ตามลำดับ

ล่าสุด ในเทศกาลประจำปีนี้ คณะผู้จัดงานได้เลือกหนังจากประเทศที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่าง “อินโดนีเซีย” มานำเสนอ

ผลงานที่ถูกคัดเลือกเข้ามาจัดฉายจะเป็นหนังของบรรดาผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของสังคมร่วมสมัยในหลายแง่มุม อาทิ แง่มุมด้านศาสนา, ชาติพันธุ์, เพศสภาพ และความรักหลากรูปแบบ

ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง “Lovely Man” ของ เท็ดดี้ โซเรียอัตมัดจา คนทำหนังที่เกิดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเล่าเรื่องราวของพ่อผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ ที่กลับมาเจอลูกสาวผู้เป็นมุสลิม

ขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง “Something in the Way” ของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน พูดถึงชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยว ที่ใช้ชีวิตด้านหนึ่งไปกับการเสพติดหนังโป๊อย่างหมกมุ่น ทว่า ในอีกด้าน เขากลับกลายเป็นผู้มีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นต่อศาสนาอิสลาม

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายนนี้ หากมีความคืบหน้าน่าสนใจใดๆ จะนำมาบอกเล่าในพื้นที่คอลัมน์นี้ต่อไป

ของแถม

ล่าสุด เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016 ได้ประกาศรายชื่อหนังทั้งหมดที่จะเข้าร่วมเทศกาลออกมาแล้ว น่าเสียดาย ที่ในปีนี้ไม่ปรากฏรายชื่อของหนังไทยแม้เพียงเรื่องเดียว

(ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังไทยอิสระหลายๆ เรื่อง ถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเทศกาลหนังโตเกียว แถมยังจัดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน)

อย่างไรก็ดี ยังมีหนังอาเซียนน่าสนใจอีกหลายเรื่องที่จะเดินทางมายังโตเกียว

รวมถึง “Diamond Island” ผลงานของดาวี่ ชู ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งได้รับรางวัลจากสัปดาห์นักวิจารณ์นานาชาติ ซึ่งเป็นงานคู่ขนานของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ปีล่าสุด

และที่น่าสนใจสุดๆ ก็คือ การมาเยือนญี่ปุ่นของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ผลงานความยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ส่งผลให้คนทำหนังสุดฮ็อตจากฟิลิปปินส์อย่างลาฟ ดิแอซ คว้ารางวัลสำคัญในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินเมื่อช่วงต้นปี

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Diamond Island และดาวี่ ชู ได้ที่นี่

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ A Lullaby to the Sorrowful Mystery ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

ตามไปชมฝีมือบรรเลงกีต้าร์แบบ “เหนือๆ” ของ Hikaru Tanimoto

หลังจากสัปดาห์ก่อน บล็อกของเราได้เผยแพร่เรื่องราวของมือกีต้าร์ฝีมือดีจากญี่ปุ่น นาม Hikaru Tanimoto ซึ่งเดินเข้าไปลองแอมป์อคูสติก ในร้านขายเครื่องดนตรีแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท แถมยังฝากลวดลายการเล่นกีต้าร์อันน่าจดจำเอาไว้ จนมีผู้ถ่ายคลิปแล้วนำไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์

ล่าสุด เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ตามไปชมการแสดงสดของ Tanimoto ที่ VIT 33 ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 3 ของร้านอาหารญี่ปุ่น Inakape ในซอยสุขุมวิท 33

ซึ่งฝีมือการบรรเลงกีต้าร์อันน่าตื่นตะลึงของนักดนตรีหนุ่มวัย 32 ปี รายนี้ ก็ดำเนินไปอย่างน่าประทับใจ พร้อมด้วยการแสดงของศิลปินชาวญี่ปุ่นรายอื่นๆ

แม้ทางเราจะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ก็สัมผัสได้ถึงความไพเราะของเสียงดนตรี โดยเฉพาะเสียงกีต้าร์อคูสติก ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
การแสดงเปิดเวที ก่อน Tanimoto ขึ้นโชว์
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
คุณพี่คนนี้เป็นทั้งมือกลอง มือเพอร์คัสชั่น คนเก็บค่าเข้าชม และร้องเพลงฝรั่งได้เสียงนุ่มสุดๆ
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ร็อคแอนด์โรลล์ก็มี
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
Tanimoto เป็นคนไนซ์ทีเดียว ระหว่างนั่งรอขึ้นแสดง เขาก็มาคอยมิกซ์เสียงให้เพื่อนๆ ที่กำลังโชว์บนเวทีด้วย
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
แล้วก็ถึงคิวของพระเอกในงาน
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
นักร้องสาวผู้เปิดเวที ก็ถ่ายคลิปการแสดงของ Tanimoto เช่นกัน
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
หนุ่มน้อยคนนี้ก็ถ่ายคลิปการบรรเลงของ Tanimoto
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
มีแขกรับเชิญมาโชว์คั่นหนึ่งเพลง ถ้าให้เทียบกับงานของศิลปินไทยยุคหลังๆ เพลงของพี่คนนี้ออกแนว “ไทร-อำนาจ ศิระวงษ์ธรรม”
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ช่วงท้าย มีเพลงร้องสองเพลง คือ Subaru และ Nada Soso
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
หลังโชว์จบ มีทักทายและถ่ายรูปกับแฟนเพลงตามสมควร

นอกจากนี้ ล่าสุด ทาง Tanimoto ยังได้ฝากคลิปโปรโมตการแสดงของเขา มาให้ผู้อ่านบล็อกคนมองหนัง ได้รับชมกันอีกด้วย

มาชมกันเลยดีกว่า

 

ข่าวบันเทิง

จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อ “กีต้าร์เทพจากญี่ปุ่น” มาลองของที่ร้านขายเครื่องดนตรีย่านสุขุมวิท

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผู้ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า Macguiter CT ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ซึ่งระบุว่าเป็นบรรยากาศที่ร้าน CT Music Shop สุขุมวิท 38

ในคลิปเป็นการบันทึกภาพการเล่นกีต้าร์อคูสติกของชายชาวต่างชาติจากทวีปเอเชียรายหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นลูกค้าของทางร้าน โดยลวดลายการพรายพรมปลายนิ้วลงไปบนแทบทุกส่วนของกีต้าร์ของเขานั้น นับว่าแพรวพราวน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

 

กระทั่งผู้โพสต์คลิปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กก็ยังระบุข้อความบรรยายประกอบวิดีโอเอาไว้ว่า “Acoustic from hell….เดือดมากกก”

ต่อมา ช่องยูทูบ Chordtabs ก็ได้โพสต์คลิปการเล่นดนตรีของชายคนดังกล่าวเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า “แอบถ่ายลูกค้าลองกีตาร์ที่ CT Music Shop” โดยมีข้อความบรรยายประกอบว่า

“วันนี้มีลูกค้าเดินถือกีตาร์เข้ามาขอลองแอมป์อคูสติก พอลูกค้าเริ่มเล่นปุ๊ป ทั้งร้านก็หยุดดูเลยครับ เทพสุดๆ

“** เพิ่งทราบชื่อว่าลูกค้าคนนี้เป็นชาวญี่ปุ่น­ชื่อ Hikaru Tanimoto/谷本光 ครับ”

ทั้งนี้ Hikaru Tanimoto เป็นมือกีต้าร์ชาวญี่ปุ่น เขาเกิดเมื่อ ค.ศ.1984 ที่ฮอกไกโด Tanimoto เริ่มเล่นกีต้าร์เมื่ออายุค่อนข้างเยอะ คือ 16 ปี แต่เพียงแค่หนึ่งปีหลังจากนั้น เขาก็กลายเป็นนักดนตรีอาชีพเมื่อมีอายุได้ 17 ปี จากการเคี่ยวกรำฝึกดีดกีต้าร์และพัฒนาเทคนิคการเล่นของตัวเอง 15 ชั่วโมงต่อวัน

เขาใช้กีต้าร์เป็นทั้งเครื่องมือสร้างท่วงทำนองไพเราะและแหล่งกำเนิดจังหวะอันหนักแน่น โดยได้รับอิทธิพลการเล่นกีต้าร์มาจากวัฒนธรรมดนตรีที่หลากหลาย ของทั้งอินเดีย, แอฟริกา, สเปน, แคริบเบี้ยน และญี่ปุ่น บ้านเกิด

เมื่อปี 2010 Tanimoto ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 20 ของรายชื่อนักดนตรีที่มีชื่อเสียงมากที่สุด จากการจัดอันดับของ “สวิง เจอร์นัล” นิตยสารเกี่ยวกับดนตรีแจ๊ซซ์ชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น

hikaru

โดย Tanimoto ได้เขียนเล่าไว้ในเพจเฟซบุ๊ก Hikaru Tanimoto/谷本光 ว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เขาได้ไปทดสอบแอมป์อคูสติกยี่ห้อหนึ่ง ที่ร้าน CT Music Shop กทม. ซึ่งปรากฏว่าได้เสียงการเล่นดนตรีที่เยี่ยมยอดมาก แอมป์ตัวนี้ถือเป็นแอมป์แบบพกพาที่ยอดเยี่ยมที่สุด เท่าที่เขาเคยได้ใช้งานมา ทั้งยังขายในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย เขาจึงตั้งใจจะซื้อมันกลับไปใช้งานที่ญี่ปุ่น น่าเสียดายที่แอมป์รุ่นดังกล่าวไม่รองรับกับไฟฟ้าระบบ 100 โวลต์ อย่างไรก็ตาม เขายังคงต้องการจะซื้อแอมป์ตัวนี้กลับไปใช้งานที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ดี

ติดตามคลิปการเล่นดนตรีที่น่าสนใจทั้งหมด ของนักกีต้าร์ฝีมือดีรายนี้ได้ที่ https://www.youtube.com/user/hikarutanimoto/videos

นอกจากนี้ ในคืนวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ เขาจะไปเปิดการแสดงสดที่ร้าน VIT33 (อยู่ภายในร้าน Inakape สุขุมวิท 33) โดยการแสดงจะเริ่มเวลาประมาณ 21.00 น. บัตรผ่านประตูราคา 180 บาท