คนมองหนัง

แสงกระสือ: “หมู่บ้าน” และ “ตำนานปรัมปรา” ในหนังไทยยุคใหม่

หนึ่ง

แสงกระสือ ๅ

ในบางแง่ “แสงกระสือ” ไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านภาพลักษณ์ “ใหม่หมดจด” แม้จะมีบางองค์ประกอบของงานโปรดักชั่นที่แลดู “ใหม่”

ตรงกันข้าม ท้องเรื่องของหนังนั้นย้อนไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ก่อนที่รูปลักษณ์ของ “ผีกระสือ” ซึ่งพวกเราคุ้นเคยจะก่อกำเนิดเสียอีก)

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ก็แสดงความเคารพต่อหนัง/ละคร “ผีกระสือ” รุ่นเก่าๆ อย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การอ้างอิงถึงลักษณะเฉพาะบางอย่างของผีประเภทนี้ ไปจนถึงการปรากฏตัวของนักแสดงอาวุโส “น้ำเงิน บุญหนัก” ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเคียงคู่กับเรื่องราวของ “กระสือ” ในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ไทย

สอง

KrasueValentine_400

ถ้าถามว่ามีอะไร “ใหม่” บ้างหรือไม่ในเนื้อหาของ “แสงกระสือ”?

ก็คงต้องย้อนไปอ่านงานเขียนในหนังสือ Thai Cinema: The Complete Guide ของ “เบนจามิน เบามันน์” นักวิชาการชาวเยอรมัน

เบามันน์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าทั้ง “กระสือสาว” (2516) ของ “ส. เนาวราช” หรือ “สนิท โกศะรถ” อันเป็นต้นธารของ “ผีกระสือ” ในวงการภาพเคลื่อนไหวไทย และ “กระสือวาเลนไทน์” (2549) โดย “ยุทธเลิศ สิปปภาค” ซึ่งเป็น “หนังกระสือ” เรื่องท้ายๆ ก่อนการมาถึงของ “แสงกระสือ” และ “กระสือสยาม” ในปี 2562 นั้น ล้วนดำเนินเรื่องราวไปภายใต้ “กฎแห่งกรรม”

น่าสนใจว่า “แสงกระสือ” พยายามก้าวข้ามจากกรอบโครงของ “อภิมหาบรรยาย” ว่าด้วย “กรรม” แม้ท้ายสุดจะยังคงต้องพึ่งพิง “อภิมหาบรรยาย” ชนิดอื่นๆ

ดังจะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป

สาม

นาคี 1

โดยส่วนตัวมีความเห็นพ้องกับ ฟิล์มซิก (แม้จะด้วยชุดเหตุผล-คำอธิบายที่ต่างกันพอสมควร) ว่า “แสงกระสือ” (มีนาคม 2562) โดย “สิทธิศิริ มงคลศิริ” (เขียนบทโดย “ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” และสร้างสรรค์โดย “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง”) ดูจะมีสถานะเป็น “คู่สนทนา” กับ “นาคี 2” (ตุลาคม 2561) โดย “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง”

สำหรับผม จุดร่วมแรกของภาพยนตร์ไทยคู่นี้ คือ การมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบ “ความขัดแย้งแตกแยก” ของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย เข้ากับ “หมู่บ้านชนบท” แห่งหนึ่ง

ทว่าใน “ความเหมือน” ก็มี “ความต่าง” ปรากฏอยู่

เพราะขณะที่ “หมู่บ้าน” ใน “นาคี 2” นำเสนอภาพ “ชาวบ้าน (อีสาน) ส่วนใหญ่” ที่หลงผิดคิดร้ายต่อ “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์” ในเทพปกรณัม

“ชาวบ้านส่วนมาก” ใน “หมู่บ้าน” แถบภาคกลางอันไม่ห่างไกลจาก “พระนคร” ของ “แสงกระสือ” ก็มีอารมณ์บ้าคลั่งจ้องจองล้างจองผลาญ “สัตว์ประหลาด” หรือ “ภูตผีปีศาจ” ชั้นต่ำ เช่น “กระสือ”

ด้วยเหตุนี้ “ชาวบ้าน” ในหนังสองเรื่อง จึงอาจเป็น “ภาพแทน” ของ “มวลชนการเมือง” คนละกลุ่ม ที่ถูกวาดเขียนแต่งแต้มโดย “ผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์” ซึ่งมีมุมมองคนละฟาก

สี่

แสงกระสือ 2

จุดร่วมต่อมา คือ ทั้ง “นาค” ใน “นาคี 2” และ “กระสือ” ใน “แสงกระสือ” ล้วนมีอีกร่างเป็นมนุษย์ธรรมดา พวกเธอต่างมีหัวจิตหัวใจ มีรัก โลภ โกรธ หลง มีความเจ็บปวด มีอดีต และมีความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า

ดุจเดียวกันกับพวกมนุษย์ หรือ “อมนุษย์” อื่นๆ ซึ่งเกลียดชัง/หลงรักพวกเธอ

ห้า

แสงกระสือ 6

ที่สำคัญสุด “แสงกระสือ” และ “นาคี 2” ต่างเลือกเดินไปบนเส้นทางหรือโครงเรื่องอันคล้ายคลึงกันจนน่าประหลาดใจ

เนื่องจากหนังสองเรื่องนี้ได้ค่อยๆ ยกระดับความขัดแย้งระหว่างสามัญชนใน “หมู่บ้าน” ให้ข้ามผ่านไปสู่ปฐมบทความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนใน “ตำนานปรัมปรา”

ดังนั้น แทนที่จะดึง “นิทานเปรียบเทียบ” ซึ่งเกิดขึ้น ณ “หมู่บ้านในจินตนาการ” ให้กลับคืนสู่ “โลกความจริง” ในบริบทของสังคมไทยยุคปัจจุบัน

สิทธิศิริและพงษ์พัฒน์กลับเลือกจะชักจูงหนังของพวกตนให้เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปสู่ “นิทานเปรียบเทียบ” อีกเรื่องหนึ่ง

วิวาทะ อารมณ์โกรธเกลียด และความขัดแย้งใน “หมู่บ้าน” จากภาพยนตร์สองเรื่อง ได้ถูกคลี่คลาย/ขมวดปมด้วย “อภิมหาบรรยาย” เก่าแก่ เกี่ยวกับ “ครุฑ-นาค” และ “กระหัง-กระสือ”

(วิธีการหันเหเรื่องราวเช่นนี้ อาจส่งผลให้ “ครุฑ” “นาค” “กระหัง” “กระสือ” มีอีกเรือนร่างเป็นมนุษย์ พอๆ กับที่มนุษย์ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนร่างกายของตนเองให้กลับกลายเป็นอื่น หรือ “อมนุษย์”)

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ครุฑ-นาค” ใน “นาคี 2” เป็นเรื่องของการคลี่คลายความขัดแย้งแต่เก่าก่อนให้เจือจงลง จาก “ศัตรู” กลายเป็น “มิตร” หรือเป็นการคืนดีระหว่าง “ผู้อุปถัมภ์-ผู้รับการอุปถัมภ์” สวนทางกับสายสัมพันธ์ระหว่าง “กระหัง-กระสือ” ใน “แสงกระสือ” ที่ฝ่ายแรกยังคงไล่ล่าฝ่ายหลังอย่างไม่ลดละ แถมแพร่กระจายอารมณ์คลั่งแค้นไปสู่มนุษย์ทั้งหลายด้วย

พิจารณาในแง่มุมนี้ ตำนาน “กระหัง-กระสือ” จึงยังอิงกับตรรกะแบบหมาป่าไล่ล่าลูกแกะคล้าย “กฎแห่งกรรม” อยู่ไม่น้อย

หก

แสงกระสือ 3

ด้านหนึ่ง อุปลักษณ์ “หมู่บ้าน” ใน “นาคี 2” และ “แสงกระสือ” ก็เป็นภาพจำลองของภาวะอลหม่านในสังคมไทยร่วมสมัย

อีกด้าน “อภิมหาบรรยาย” หรือ “ตำนานปรัมปรา” ในหนัง ก็อาจทำหน้าที่ประหนึ่งแว่นขยาย/แว่นสามมิติ ซึ่งช่วยให้คนดูสามารถเพ่งพินิจสังคมของตนเองได้ชัดเจน-สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

น่าตั้งคำถามว่า “ตำนานปรัมปรา” ได้กลายเป็น “ทางเลี่ยง/ทางออกหลัก” ของภาพยนตร์ที่ต้องการจะนำเสนอหรือวิพากษ์เรื่องราวความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยยุคปัจจุบันไปแล้วหรือไม่?

หรือ “อภิมหาบรรยาย” ดังกล่าวกำลังนำพาผู้ชมไปสัมผัสกับรายละเอียดบางประการที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าและแว่นตา “สัจนิยม”?

เจ็ด

นางเอกแสงกระสือ

เห็นด้วยกับหลายคนที่รู้สึกว่ารายละเอียดบางส่วนในเรื่องราวของ “แสงกระสือ” นั้นมีอาการตกๆ หล่นๆ จนคนดูอาจงุนงงสงสัยต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของตัวละคร

โดยส่วนตัว ผมยังงงๆ กับเหตุผลที่ “น้อย” จำเป็นต้องพากลุ่มล่ากระสือเดินทางเข้ามายังหมู่บ้าน (เขาอยากกลับบ้าน แต่ทำไมต้องพาคนเหล่านี้มาพร้อมกันด้วย?)

เช่นเดียวกับบทสนทนาและการลาจากในซีนสุดท้ายระหว่าง “น้อย” กับ “สาย” ที่ดูเบลอร์ๆ ห้วนๆ ชอบกล

อย่างไรก็ตาม ขอยอมรับว่าผมชื่นชอบ “ภัณฑิรา พิพิธยากร” นางเอกของหนังเรื่องนี้มากๆ ทั้งในแง่ฝีมือการแสดงและใบหน้าที่คมสวยขึ้นจอแบบสุดๆ

เธอถือเป็นหนึ่งในนักแสดงดาวรุ่งหญิงรุ่นใหม่ ซึ่งเทียบเคียงได้กับ “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” (โรงแรมต่างดาว) “วริศรา ยู” (App War: แอปชนแอป) “ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” (มา ณ ที่นี้) และ “พลอย ศรนรินทร์” (อาปัติ, สยามสแควร์ และ สิงสู่ ฯลฯ)

Advertisements
ข่าวบันเทิง

The Cave อีกหนึ่งผลงานในโปรเจ็คท์ 10 Years Thailand ที่พ้องกับเหตุการณ์ “ถ้ำหลวง” พอดี

หลายคนอาจจะพอทราบว่า ภาพยนตร์ “Ten Years Thailand” ซึ่งเพิ่งไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์นั้น ไม่ได้ประกอบด้วยหนังสั้นเพียงสี่เรื่องของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล หากแรกเริ่มเดิมที ยังมีหนังสั้นอีกหนึ่งเรื่องของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล หรือ มะเดี่ยว เจ้าของผลงานคลาสสิกร่วมสมัยอย่าง “รักแห่งสยาม” รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชูเกียรติติดภารกิจบางประการ จึงไม่สามารถทำหนังสั้นของตนเองเสร็จทันเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ส่งผลให้หนังของเขามิได้เดินทางไปอวดโฉมที่ฝรั่งเศสพร้อมกับเพื่อนร่วมโครงการเรื่องอื่นๆ

 

ทว่าล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก Studio Commuan ได้เผยแพร่ตัวอย่างของผลงานที่รับผิดชอบโดยมะเดี่ยว ซึ่งถูกขยายเป็นหนังยาว และมีชื่อว่า “The Cave” หรือ “ถ้ำอสูร” ออกมาแล้ว พร้อมเรื่องย่อ ดังนี้

“The Cave” ถ้ำอสูร ภาพยนตร์เรื่องราวลำดับที่ 7 ของมะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เรื่องราวของ “พระดี” ที่เฝ้าถ้ำหลวง ที่มีเสียงเรียกผู้คนให้เข้าไปในนั้น และไม่ได้กลับออกมากันอีกเลย

หลายคนทิ้งลูกเอาไว้ก่อนจะเข้าไปในนั้น ซึ่งพระต้องเลี้ยงดูเด็กจนเติบใหญ่และคอยระวังไม่ให้เข้าไปในถ้ำ ที่ยังคงมีคนเดินเข้าไปกันอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนั้นในป่าก็ยังมี “ผีป่า” ที่จ้องจะเอาชีวิตพวกเขาในเวลากลางคืนอันไร้แสง

จนเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มจะเอาชนะความกลัว และเสียงเรียกเริ่มจะกระซิบหาเด็กน้อยเหล่านั้น

พระดีจะปกป้องพวกเขาจากทั้งสิ่งลึกลับในถ้ำหลวง และผีร้ายในป่าได้หรือไม่ มาร่วมลุ้นระทึกกันในภาพยนตร์ แอคชั่น ทริลเลอร์ ที่จะมาเขย่าขวัญสั่นประสาททุกนาที ต้นปี 2019

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในโครงการ 10 Years Thailand โดยการนำของกลุ่ม Commom Move

สร้างโดย Commuan Inc.

ติดตามข่าวสารได้ใน Youtube : https://www.youtube.com/StudioCommuan

Website : www.studiocommuan.com

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า

the cave first poster

Ten Years Thailand โครงการภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทย-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น นำเสนอความคิดและมุมมองของผู้กำกับภาพยนตร์ห้าคน เพื่อบอกเล่าจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาในอนาคตสิบปีข้างหน้า

โดยโครงการนี้ต่อเนื่องมาจาก “Ten Years” ภาพยนตร์ฮ่องกง ที่สร้างเมื่อปี 2015 โดยตั้งคำถามเดียวกันเกี่ยวกับ ‘อนาคต’ โครงการนี้ได้ถูกส่งต่อมายังประเทศไทยและตั้งใจส่งผ่านพลังสร้างสรรค์ให้คนทำหนังในประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไต้หวันและญี่ปุ่น

นอกจากนี้โครงการ Ten Years Thailand ยังมีเป้าหมายที่ต้องการตรวจสอบมูลค่าของภาพยนตร์อิสระของไทยในช่วงระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา โดยวิธีร่วมทุนสร้างกับผู้ผลิตภาพยนตร์ในระดับสากล เพื่อกระตุ้น และแสวงหาช่องทางในการเพิ่มทุนภายในประเทศอีกด้วย

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ขณะนี้ ‘ถ้ำอสูร’ หรือ The Cave ผลงานของ มะเดี่ยว- ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล หนึ่งในผู้กำกับโครงการ Ten Years Thailand ได้รับความสนใจจากนักลงทุน และสามารถพัฒนาให้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว ตามเป้าหมายของโครงการที่ต้องการให้อิสระกับผู้กำกับทั้งในการสร้างสรรค์เนื้อหา รวมถึงการแสวงหาความร่วมมือทั้งในและนอกประเทศ

โปรดติดตามและอดใจรอเพื่อเตรียมพบกับภาพยนตร์ Ten Years Thailand และ The Cave ปลายปี 2018 และต้นปี 2019

ทั้งนี้ น่าสนใจว่าเรื่องราวและบรรยากาศตามท้องเรื่องของ “The Cave” (ถ้ำอสูร) นั้นพ้องกับสถานการณ์การติดถ้ำหลวง จ.เชียงราย ของนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีม “หมูป่า อคาเดมี” พอดี

ข่าวบันเทิง

เปิดโปรเจ็คท์ “Ten Years Thailand” โดยเจ้ย-วิศิษฏ์-มะเดี่ยว-อาทิตย์-จุฬญาณนนท์

หลังจากเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 บล็อกคนมองหนังเผยแพร่ข่าวคราวเกี่ยวกับโปรเจ็คท์ “Films For Free” โครงการระดมทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์บนความเชื่อที่ว่างานศิลปะที่สร้างจากอิสรภาพและเสรีภาพทางความคิด สามารถส่งเสริมให้สังคมเคารพความหลากหลายและสามารถอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างสันติ ซึ่งจะกำกับและเขียนบทโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล, เป็นเอก รัตนเรือง และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก Films For Free ของโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ดังกล่าวได้อัพเดตข้อมูลล่าสุด โดยอธิบายวัตถุประสงค์ของโครงการเอาไว้ว่า

จะดีไหมหากเราจะมีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องง้อค่าย ไม่ต้องรอเสี่ย

“Films For Free” คือกองทุนผลิตและพัฒนาภาพยนตร์อิสระ โดยมีโปรเจ็คท์ Ten Years Thailand เป็นโปรเจ็คท์แรก ประเดิมระดมทุนในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นสังคมที่สามารถถกเถียงอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ และเชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลงที่สื่อสารผ่านศิลปะและภาพยนตร์

โดยสามารถสนับสนุนการระดมทุนและติดตามโปรเจ็คท์ Ten Years Thailand เพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ indiegogo หวังว่าโปรเจ็คท์แรกจะเป็นหมุดหมายที่มั่นคงในการต่อยอดการผลิตภาพยนตร์อิสระเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในอนาคต เพราะคุณก็สามารถกำหนดทิศทางอนาคตวงการภาพยนตร์ไทยได้

จากนั้น เพจดังกล่าวได้เผยแพร่ข้อความเพิ่มเติม มีเนื้อหาว่า

“Ten Years Thailand โครงการภาพยนตร์สั้นห้าเรื่องโดยผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เพื่อจินตนาการถึงประเทศไทยจากวันนี้สู่อนาคตภายในสิบปี”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน Ten Years Thailand ได้ที่

https://www.indiegogo.com/projects/ten-years-thailand-film#/

แล้วพบกันปลายปี 2560

พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ภาพผู้กำกับภาพยนตร์ห้าคนที่จะมาร่วมสร้างโปรเจ็คท์นี้ โดยนอกจากอภิชาติพงศ์, วิศิษฏ์ และชูเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ร่วมบุกเบิกโครงการยุคแรกเริ่มแล้ว ยังมีคนทำหนังเข้ามาเสริมทีมอีกสองราย ได้แก่ อาทิตย์ อัสสรัตน์ และ จุฬญาณนนท์ ศิริผล

เมื่อเข้าไปดูข้อมูลจากเว็บไซต์ indiegogo มีการระบุว่า “Ten Years Thailand” คือ หนังสั้นห้าเรื่องโดยผู้กำกับชาวไทย ที่จะมาจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาภายในช่วงเวลาอีกสิบปีข้างหน้า คนทำหนังเหล่านี้หวังว่าผลงานของพวกตนจะช่วยสร้างสรรค์บทสนทนาและภาพสะท้อนว่าด้วยสังคมไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงใหญ่และความไม่แน่นอน

โดย “Ten Years Thailand” เป็นผลงานต่อเนื่องมาจากหนังเรื่อง “Ten Years” ฉบับฮ่องกง ที่พยายามตั้งคำถามถึงอนาคตของเขตปกครองพิเศษแห่งนั้น โดยทางผู้สร้างชาวฮ่องกงได้หวังที่จะส่งมอบภารกิจในการสร้างบทสนทนาและตั้งคำถามทำนองนี้ไปยังคนทำหนังในประเทศอื่นๆ ของทวีปเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

ข่าวบันเทิง

รู้จัก Films for Free โปรเจ็คท์ใหม่ของเจ้ย-เป็นเอก-วิศิษฏ์-มะเดี่ยว

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ได้เกิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ เกี่ยวกับแวดวงหนังไทย ขึ้นอีกหนึ่งเพจ

เพจดังกล่าวมีชื่อว่า Films For Free โดย “Films For Free” คือโครงการระดมทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์บนความเชื่อที่ว่า งานศิลปะที่สร้างจากอิสรภาพและเสรีภาพทางความคิด สามารถส่งเสริมให้สังคมเคารพความหลากหลายและสามารถอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างสันติ

ภาพยนตร์ในโปรเจ็คท์นี้จะกำกับ-เขียนบทโดย 4 คนทำหนังชื่อดัง ประกอบด้วย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล, เป็นเอก รัตนเรือง และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และจะมี โสฬส สุขุม มารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์

จากนั้น ทางเพจได้เผยแพร่รูปภาพและความเห็นในประเด็น “เสรีภาพ” กับการสร้างสรรค์งานศิลปะของผู้กำกับฯ ทั้งสี่ราย ดังนี้

มะเดี่ยว films for free

สังคมแห่งความฝัน-เราเป็นคนทำงานที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เราจำลองสังคมที่เราคิดให้อยู่ในหนังหรือละคร

 

เราพบว่าผู้คนในสังคมอยู่กับความกลัว เราถูกหล่อหลอมให้กลัว เรากลัวไม่มีงานทำ กลัวสอบไม่ติด ชีวิตดำเนินไปด้วยความกลัวอะไรบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นกับเรา เพราะชีวิตในสังคมเราไม่แน่นอน ไม่มีความมั่นคงที่รับประกันอะไรได้เลย เพราะสังคมเราไม่มีความหวัง ไม่มีความฝัน เพราะคนหยุดฝันไปด้วยระบบเซ็นเซอร์ ไม่ใช่แค่สื่อ และตอนนี้เราเซ็นเซอร์แม้แต่ความคิดเราเอง เราหยุดฝันเพราะเรากลัว

 

ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

วิศิษฏ์ films for free

จริงๆ แล้วศิลปะคือสิ่งเดียวกับเสรีภาพอยู่แล้ว มันมีทั้งผู้ผลิตหรือผู้ส่งสาร ผู้รับสาร มันไม่ได้จบแค่คนผลิต คือผู้รับสารจะต้องไปตีความต่อจากนั้น ศิลปะก็คือแต่ละคนก็ตีความกันไปคนละทาง เวลาเสพงานเดียวกันเราสามารถคิดไปคนละทางได้ อันนั้นมันคือเสรีภาพอยู่แล้ว

 

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

เป็นเอก films for free

ศิลปะที่ดีคือศิลปะที่ FREE คือศิลปะกับเสรีภาพมันน่าจะเป็นคำคำเดียวกันสำหรับผม

 

สำหรับในสังคมไทยยุคนี้ “ศิลปะที่มันอยู่ในลักษณะวิพากษ์จะไม่มีที่อยู่” เพราะว่ามีการห้ามวิพากษ์

 

คุณมีสองทางเลือกด้วยการเปลี่ยนตัวเองให้หยุดวิพากษ์ และหันไปทำศิลปะหน่อมแน้ม ที่ท้องฟ้าสดใส คนดูแล้วมีความสุข วาดภาพดอกไม้เพื่อให้รู้ว่ายังมีงานศิลปะอยู่

 

เป็นเอก รัตนเรือง

อภิชาติพงศ์ films for free

ศิลปะมาจากเสรีภาพ เพราะฉะนั้นในบรรยากาศแบบนี้ที่ไม่มีเสรีภาพ ผมก็ถือว่าส่วนตัวแล้วไม่มีศิลปะในประเทศไทย

 

เมื่อไม่มีศิลปะก็ไม่มีศิลปินในขณะนี้ เพราะคุณไม่อยู่ในพื้นที่ที่ทำให้เกิดศิลปิน

 

เพราะฉะนั้นผมไม่ได้พูดในฐานะศิลปิน นอกจากพูดในฐานะคนคนนึงที่อยากส่งเสริมหรือพยายามสื่อสารความรักในความแตกต่างว่า โลกนี้มีความหลากหลายและความรักในเพื่อนมนุษย์

 

เพราะถ้าคุณรักเพื่อนมนุษย์ คุณจะไม่ต้องคิดว่าศิลปินหรือไม่ศิลปิน เพราะมันคือพื้นฐานเลยว่าคนเราไม่เหมือนกัน

 

อภิชาติพงศ์ วีรเศรษฐกุล

ทั้งนี้ เพจดังกล่าวระบุว่า ภาพยนตร์จากโครงการ Films for Free มีแผนการจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ราวเดือนพฤศจิกายนปีนี้

ข่าวบันเทิง

น่าติดตาม โปรเจ็คท์ใหม่ “มะเดี่ยว” หนังกวีว่าด้วยฤดูกาล-ธรรมชาติ-ชีวิต ถ่ายทำ 4 ปี

มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยชื่อดัง เจ้าของผลงานน่าสนใจหลายเรื่อง รวมทั้ง “รักแห่งสยาม” ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม มีเนื้อหาว่า

คอหนังหลายคนคงอยากชมภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ต้องใช้เวลารอคอยมากถึง 4 ปีก็ตาม