แขกรับเชิญ

อรดี อินทร์คง: (ความหล่นหายไปของ) เสียงที่หลากหลายใน “ดินไร้แดน”

(บทความชิ้นนี้เขียนโดย “อรดี อินทร์คง” นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยคอร์แนล)

Soil without Land

ดินไร้แดน

**spoil เต็มๆ เลยเน้อ**

ดินไร้แดน เป็นหนังสารคดีเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตของ จายแสงลอด เด็กหนุ่มชาวไทใหญ่ที่เคยเข้ามาทำงานในเชียงใหม่ แต่ด้วยเงื่อนไขสำคัญเรื่องบัตรประจำตัว ทำให้เขาตัดสินใจเลือกกลับไปอยู่บ้าน บริเวณชายแดนไทย-รัฐฉาน และเข้าฝึกทหารที่ดอยก่อวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานที่ตั้งกองกำลังกู้ชาติรัฐฉาน

หากก้าวข้ามเรื่องราวชีวิตของจายแสงลอดไปแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเราก็คือ การเข้าไปนั่งฟังเสียงต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ ทั้งเสียงสนทนา เสียงที่บันทึกสด เสียงเพลงประกอบ เสียง effect ต่างๆ ที่ถูก design ขึ้นมาเฉพาะ

หนังเริ่มด้วยเสียงของจายแสงลอดที่เล่าถึงตัวเองเป็นภาษาไทใหญ่ บอกเลยตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นว่าจะได้ดูหนังที่เป็นเสียงไทใหญ่ทั้งเรื่อง แต่ตื่นเต้นได้แป๊บเดียวก็มีเสียงคนสัมภาษณ์ถามคำถามเป็นภาษาไทย และจายแสงลอดตอบคำถามเป็นภาษาไทย

บทสนทนาถามตอบภาษาไทยนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง โดยที่คนดูจะไม่เห็นว่าใครเป็นคนถาม จะเห็นก็แต่ภาพของจายแสงลอดและภาพ insert ต่างๆ แน่นอนว่าสิ่งที่จายแสงลอดเล่าออกมามันไม่พรั่งพรูเหมือนตอนที่เขานั่งคุยกับเพื่อนทหารด้วยภาษาไทใหญ่ คิดว่าอาจจะเป็นเพราะกำแพงของภาษา แล้วก็ rapport (ความมีมิตรจิตมิตรใจ – คนมองหนัง) ระหว่างคนถามกับคนตอบด้วยที่ทำให้บางคำตอบมันยังไปไม่ลึก

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงตัวเองตอนทำ fieldwork ใหม่ๆ เวลาที่เราถามคำถามออกไป บางทีมันเดาได้ว่าเขาจะตอบกลับมาแบบไหน บางคนก็ keep look เหมือนนักเรียนคุยกับคุณครู แต่พอพวกเขาคุยเองกับเพื่อนด้วยภาษาของเขา โอ้โห..คนละเรื่อง สิ่งที่อยู่ในใจมันพรั่งพรูออกมาหมด

ดินไร้แดน วงสนทนา

ในหนังก็เหมือนกัน เรากลับรู้สึกว้าวตอนที่จายแสงลอดคุยกับเพื่อนเป็นภาษาไทใหญ่มากกว่า คุยกันเรื่องทหารพม่า ทหารว้า คุยกันเรื่องหนีทหาร รู้สึกว่าอันนั้นมันมาจากใจ

และยิ่งรู้สึกพีคมากสุด คือช่วงที่มีทหารต้องโทษออกมา ทหารคนนี้โดนล่ามโซ่ไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง ตอนที่เขาเดินออกมากินข้าว เพื่อนทหารคนอื่นพูดคุยถึงเขาเป็นภาษาไทใหญ่ แต่ช่วงที่เขานั่งกินข้าวอยู่คนเดียว เพื่อนทหารคนหนึ่งเดินเข้าไปคุยกับเขาด้วยภาษาจีน และตอนที่กลับไปที่เรือนนอน เพื่อนทหารอีกคนก็นั่งคุยกับเขาด้วยภาษาพม่า เดาว่าทหารที่ต้องโทษคนนี้ไม่น่าจะใช่คนไทใหญ่ (ช่วงที่สนทนาด้วยภาษาจีนและภาษาพม่า ในหนังไม่ขึ้น sub)

เคสทหารที่พยายามหนีออกจากค่ายฝึก ทำให้นึกถึงวงดนตรีของทหารบนดอยไตแลง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานที่ตั้งของกองกำลังกู้ชาติรัฐฉาน เพื่อนนักดนตรีชาวไทใหญ่เล่าให้ฟังว่า สมาชิกในวงนั้นมาจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ มีทั้งไทใหญ่ ปะโอ กะเหรี่ยง แต่ก็มาร้องเพลงไทใหญ่อยู่ในค่ายด้วยกัน

เคยไปดูวงนี้เล่นสดครั้งหนึ่งในงานวันชาติ พบว่านักร้องที่ผลัดกันมาร้องมีหลายสำเนียงมาก แต่พอมาเข้าห้องอัดเสียง ความหลากหลายที่ว่านี้โดนลดทอนออกไป ทุกคนต้องร้องให้ชัดด้วยสำเนียงเดียวกัน อย่างไรก็ตามอัลบั้มนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะนักร้องหนีออกจากค่ายฝึกไปซะก่อน

ดินไร้แดน นักโทษ

ในค่ายฝึกของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ มันไม่ได้มีแต่ทหารที่เป็นคนไทใหญ่ ในรัฐฉานก็ไม่ได้มีแต่คนไต มันมีอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในรัฐฉานและอยู่ในกองทัพ มันมีเสียงที่หลากหลายอยู่ในนั้น แต่ในกองทัพและในงานพิธีการที่สำคัญของกองทัพ ดูเหมือนไม่มีเสียงอะไรจะดังเกินกว่าเสียงเพลงไทใหญ่ โดยเฉพาะเพลงปลุกใจให้รักชาติ

ในหนังใส่เพลงพวกนี้มา 4-5 เพลง มีเพลงดังๆ อย่างเพลง “ไตตึกตองอยู่” เป็นเพลงที่มันต้องมี และต้องร้องได้กันทุกคนไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ เพลงพวกนี้มีพื้นที่ของมันค่อนข้างกว้าง ทั้งในกองทัพ งานสำคัญต่างๆ แต่ในพื้นที่ที่โคตรจะเป็น private zone กลับพบว่า พวกเขาก็ไม่ได้ร้องเพลงแบบนี้กันสักเท่าไหร่

อย่างในหนังจะเห็นว่า ช่วงต้นเรื่องที่จายแสงลอดนั่งอยู่ในวงเหล้ากับเพื่อนๆ ก็ร้องเพลงเกี่ยวกับสาวปางซาง แถมเพลงนี้ยังชวนให้ระลึกถึงอิสระของวัยหนุ่มเมื่อครั้งที่เขาเคยทำงานในคาราโอเกะบาร์ที่เชียงใหม่ด้วยซ้ำ

ความเรียลของหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่แค่การพยายามออกแบบ sound effect ต่างๆ ให้มันส่งให้หนังดูสมจริง ซึ่งทำออกมาได้จริงยิ่งกว่าของจริงซะอีก แต่มันยังรวมไปถึงการถ่ายทอด “ความหล่นหายไปของเสียงที่หลากหลาย” ออกมาด้วย ก็คือความจริงมันเป็นเช่นนี้ ในกองทัพมันมีเพลงให้ได้ยินประมาณนี้ เขาอนุญาตให้เราได้ยินแค่นี้ เสียงที่คนดูหนังจะได้ยิน จึงมีเสียงเพลงในกองทัพ เสียงครูฝึก เสียงปราศรัยปลุกระดมของหัวหน้ากลุ่มการเมือง

ดินไร้แดน ปลุกใจ

มีฉากนึงที่น่าสนใจมากเช่นกัน ซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสให้คนดูได้ฟังเสียงในแง่มุมอื่นบ้าง คือฉากงานฉลองวันชาติที่ครอบครัวของทหารได้มาเยี่ยมทหารที่ค่ายฝึก บรรยากาศของงานฉลอง เพลงรำวง และเสียงของพ่อแม่ คนรัก มันถูกกลบไปด้วย score แทนเสียงสดที่บันทึกมาจากเหตุการณ์ขณะนั้น อาจจะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับและคนทำ film score ก็เป็นได้

แต่เรารู้สึกเสียดายที่เสียงสดช่วงนั้นหายไป และสิ่งนี้แหละที่มันเรียลเกินไปจริงๆ เพราะใน fieldwork เราก็ถูกอนุญาตให้ได้ยินแค่บางเสียงเหมือนกัน

ดินไร้แดน โปสเตอร์

วันที่ไปดูหนังเรื่องนี้มีคนไทใหญ่มาดูเยอะเหมือนกัน คนไทใหญ่ที่มาดู (และที่ไม่มาดู) บอกว่า มันเหมือนนั่งดูชีวิตตัวเอง ชีวิตที่วนเวียนอยู่กับการดิ้นรนเอาตัวรอด หนีออกจากบ้านเกิด หนีสงคราม ฝึกภาษาใหม่ๆ ขายแรงงานแลกกับค่าแรงน้อยนิด อยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ถ้าไม่มีบัตร

พี่คนหนึ่งขับรถมอเตอร์ไซค์มาจากฝาง เพื่อมาดูหนังเรื่องนี้ที่ Maya บอกว่า หนังมันจริงซะยิ่งกว่าจริง ยิ่งเรื่องเกณฑ์ทหาร ถ้าเป็นคนจนยังไงก็ไม่มีทางเลือก ความจนมันไม่แบ่งกลุ่มชาติพันธุ์ ทุกวันนี้แกไม่คิดจะกลับไปบ้านที่เมืองกึ๋งอีกแล้ว จะอยู่ทำงานจนตายในเมืองไทยนี่แหละ แต่แกส่งเงินไปช่วยเหลือทหาร แล้วก็ไปให้กำลังใจกองทัพในวันชาติไทใหญ่ทุกปี

แกบอกด้วยว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วปีหน้าอยากไปให้กำลังใจทหารที่ดอยก่อวัน พูดแล้วพี่แกก็ร้องเพลงจายมูกับจายต่าอูให้ฟังอีกหลายเพลง แน่นอนว่าเพลงที่เลือกมาเป็นเพลงเพื่อชีวิต มันก็จะปลุกใจหน่อยๆ

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เปิดตัว “หกเขย” ที่หลากหลายทั้ง “ชาติพันธุ์” และ “เพศสภาพ” ใน “สังข์ทอง 2561”

“สังข์ทอง 2561” ดำเนินเรื่องมาถึงตอนที่ “หกเขย” ต้องเข้าร่วมพิธีเสี่ยงมาลัย และต้องปะทะกับ “เจ้าเงาะป่า” บ้าใบ้กันแล้ว

แน่นอนว่า การปรากฏตัวของ “หกเขย” ย่อมมาพร้อมกับความเฮฮาและสารพัดสารพันมุข

ตัวละคร “หกเขย” ในละครเวอร์ชั่นนี้ประกอบไปด้วย

เจ้าชายสิงหล (เขยแขก) รับบทโดย ณพบ ประสบลาภ, เจ้าชายมังราย (เขยพม่า) รับบทโดย รัฐศิลป์ นลินธนาพัฒน์, เจ้าชายจิโอวานนี (เขยฝรั่ง) รับบทโดย คริสเตียน เอเกิล, เจ้าชายไชยันต์ (เขยไทยผู้มีเพศสภาพชวนขบคิด) รับบทโดย สุพศิน แสงรัตนทองคำ, องค์ชายซิยิ่นกุ้ย (เขยจีน) รับบทโดย ธรศักดิ์ จิตตพงษ์ และเจ้าชายมโนรมย์ (เขยลาว) รับบทโดย พบศิลป์ โตสกุล

นอกจากนี้ เจ้าชายทั้งหกยังมีผู้ติดตามคนสนิท (ลูกคู่) ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป

น่าสนใจว่า “หกเขย” เวอร์ชั่นนี้มี “ความหลากหลาย” กว่าฉบับก่อนๆ ในหลายมิติ

เช่น นี่เป็นครั้งแรกที่มี “เขยฝรั่ง” พูดภาษาอังกฤษ และ “เขยลาว” เว้าลาวออกจอ มาสู่ขอลูกสาวท้าวสามล

ขณะเดียวกัน อัตลักษณ์ที่หลากหลายของ “หกเขย” ก็มิได้ปรากฏผ่านลักษณะทางชาติพันธุ์เพียงองค์ประกอบเดียว หากยังมีความเชื่อมโยงไปถึงประเด็นเพศสภาพด้วย ดังกรณีเจ้าชายไชยันต์ ซึ่งน่าจะเป็นตัวละครที่โดดเด่นมากๆ รายหนึ่งใน “สังข์ทอง” ฉบับล่าสุด

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวข้อง

เปิดตัว “หกพระพี่นาง” แห่ง “สังข์ทอง 2561”

ดาราจักรๆ วงศ์ๆ มาจากไหน?: วิเคราะห์นักแสดง “3 กลุ่มหลัก” ของค่ายสามเศียร

“เจ้าเงาะกล้ามสวย 2561”: เมื่อ “ตัวตลกบ้าใบ้” ขอแสดงบทบาท “พระเอกรูป (ร่าง) งาม”

พ่อ “รจนา” ชื่อ “ท้าวสามนต์” ไม่ใช่ “ท้าวสามล”!

เรตติ้งล่าสุด “สังข์ทอง” – “แว่นตาท้าวสามนต์” ไม่ใช่ของใหม่ มีมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์!

“สังข์ทอง” ยังมีเรตติ้งเกิน 8-วรรคทอง “คนเหมือนกัน” โดย “เจ้าชายไชยันต์”

สองนคราเรตติ้งทีวีไทย “พระสังข์ถอดรูป” ชนะ “เปิดตัวฆาตกรฆ่าประเสริฐ” มากน้อยแค่ไหน?

ขอบคุณภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร

ข่าวบันเทิง

“2 มรณกรรม” ของบุคลากรในแวดวงภาพยนตร์ไทย

สิ้นผู้กำกับภาพฝีมือเยี่ยม “อานุภาพ บัวจันทร์”

อานุภาพ บัวจันทร์
อานุภาพ (คนกลาง) ภาพจากเฟซบุ๊ก Inthira Itr Charoenpura

อานุภาพ บัวจันทร์ ถือเป็นผู้กำกับภาพรุ่นเก๋าของวงการภาพยนตร์ไทย และเป็นหนึ่งในผู้ทำงานร่วมกับ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ยมาอย่างยาวนาน (รวมถึงโปรเจ็คท์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”)

ตลอดชีวิตการทำงานของเขา ผลงานการกำกับภาพของอานุภาพกวาดรางวัลในประเทศมาอย่างมากมาย

ได้แก่ รางวัลพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) จากการกำกับภาพให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “คนทรงเจ้า” “ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม” “เสียดาย 1” และ “เสียดาย 2”

 

รางวัลสุพรรณหงส์ จากการกำกับภาพให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “ต้องปล้น” และ “อำแดงเหมือนกับนายริด”

 

รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง จากการกำกับภาพให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “บุญตั้งไข่” และ “ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม”

(ที่มา http://movie.mthai.com/bioscope/209785.html)

เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา อานุภาพได้เสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยนางสกุณนา คงพรหม ภรรยา

ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วย

หลายฝ่ายคลางแคลงใจปมวิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส”

ชัยภูมิ ป่าแส

ชัยภูมิ ป่าแส เป็นเด็กหนุ่มเชื้อสายลาหู่ ซึ่งทำกิจกรรมทางสังคม-สิทธิพลเมือง และกิจกรรมทางด้านเยาวชนมาตลอดหลายปีหลัง

ชัยภูมิมีความเกี่ยวพันกับวงการภาพยนตร์ไทยมากพอสมควร โดยเขาได้เข้าร่วมเป็นทีมงานผลิตหนังสั้นและหนังสารคดีเชิงชาติพันธุ์หลายเรื่อง

หนึ่งในหนังสั้นที่เขามีส่วนร่วมในการผลิต คือ “เข็มขัดกับหวี” (ผลงานการกำกับของสุทิตย์ ซาจ๊ะ) ซึ่งได้รับรางวัลดีเด่น สาขาช้างเผือกพิเศษ จากเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 (พ.ศ.2555)

เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารร้อย ม.2 บก.ควบคุมที่ 1 ฉก.ม.5 ซึ่งมาตั้งจุดตรวจยาเสพติดที่สามแยกรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียกรถยนต์คันหนึ่งเพื่อตรวจค้น และมีการระบุว่าพบยาบ้าจำนวน 2,800 เม็ดอยู่ในรถคันดังกล่าว จึงจับกุมนายพงศ์นัย แสงตะล้า คนขับรถเอาไว้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อ้างว่า ผู้ที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับรถได้วิ่งหนีห่างออกไปประมาณ 200 เมตร ทหารจึงวิ่งติดตามไป

“แต่บุคคลดังกล่าวได้เงื้อระเบิดในมือจะขว้างใส่ ทหารจึงใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ประจำกาย ยิงป้องกันตัว 1 นัด เป็นเหตุให้ (บุคคลผู้นั้น) เสียชีวิต (ใน) ที่เกิดเหตุ โดยทราบชื่อในภายหลังว่านายชัยภูมิ ป่าแส … ยึดลูกระเบิดชนิดขว้างจำนวน 1 ลูก ตกอยู่ใกล้มือผู้เสียชีวิต”

(อ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news/500218)

ข่าววิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส” ถูกเผยแพร่ออกมา ท่ามกลางความคลางแคลงใจของภาคประชาสังคมหลายๆ ส่วน ที่เคยร่วมงานกับนักกิจกรรมรายนี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (หนึ่งในนักแสดงนำของภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยมีเนื้อหาเหมือนกับคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปรากฏในข่าวก่อนหน้านี้

พ.อ.วินธัย ระบุด้วยว่า จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปในลักษณะที่สุดวิสัย เนื่องจากผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมต่อสู้ขัดขืน และพยายามที่จะทำร้ายโดยประสงค์ต่อชีวิต เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องป้องกันตัว พร้อมกล่าวย้ำว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทุกคนยึดมั่นในหลักปฏิบัติที่จะพยายามดำเนินการใดๆ ด้วยวิธีที่ละมุนละม่อม หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงให้ได้มากที่สุด และจะใช้อาวุธต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

(อ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news/500914)

วันเดียวกัน ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้ออกแถลงการณ์ซึ่งมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อนายชัยภูมิและครอบครัว

2. ให้มีพนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองแห่งท้องที่ เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ ตามมาตรา 150 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย เนื่องจากเป็นการตายที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน

3. ให้รัฐรับรองความปลอดภัยของนายพงศ์นัย แสงตะล้า ที่ถูกกักตัวโดยเจ้าพนักงานของรัฐ ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงสร้างหลักประกันแก่ครอบครัวของนายชัยภูมิ ครอบครัวของนายพงศ์นัย และชาวลาหู่ในพื้นที่ ในการเรียกร้องสิทธิที่พึงมีได้โดยปราศจากการคุกคามจากเจ้าหน้าที่ทหาร

(ที่มา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement – NDM)