คนมองหนัง

“สันติ-วีณา” : ประสบการณ์ “พิเศษ” ของคนดูหนัง

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 29 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2559)

สองเดือนที่แล้ว มีข่าวคราวสำคัญสำหรับวงการหนังไทย เมื่อ “สันติ-วีณา” ผลงานการกำกับของ “ครูมารุต” หรือ “ทวี ณ บางช้าง” ภาพยนตร์ไทยขนาดยาวเรื่องแรกที่ไปได้รางวัลจากงานประกวดระดับนานาชาติ และหนังไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำในระบบ 35 ม.ม. ได้รับคัดเลือกเข้าไปฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์”

ถือเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของไทย ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ปีล่าสุด

หลังจากฟิล์มต้นฉบับของหนังที่ลงโรงฉายเมื่อ พ.ศ.2497 เรื่องนี้ หายสาบสูญไปนานหลายทศวรรษ ก่อนจะมีการค้นพบว่าฟิล์มชุดนั้นยังถูกจัดเก็บอยู่ โดยสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร

กระบวนการฟื้นฟูบูรณะฟิล์มต้นฉบับดังกล่าวและการแปรรูปเป็นไฟล์ดิจิตอลจึงเริ่มขึ้น ผ่านการดำเนินงานของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ล่าสุด “สันติ-วีณา” (ฉบับบูรณะ) จะได้ฤกษ์เข้าฉายแบบจำกัดโรงในเมืองไทย ระหว่างวันที่ 28-31 กรกฎาคมนี้ (แต่หากมีเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชม ก็น่าจะนำไปสู่การขยายรอบฉายเพิ่มเติมต่อไป) ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ ซีเนม่า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ผมมีโอกาสได้ชม “สันติ-วีณา” (ฉบับบูรณะ) ในรอบปฐมทัศน์ ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม และพบว่าหนังมีความน่าสนใจอยู่หลายประการ

เริ่มจากข้อแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชมหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตไว้คล้ายๆ กัน นั่นคือ หากดูจากชื่อหนัง “สันติ-วีณา” คนส่วนใหญ่คงคาดเดาว่า พระเอกของหนังควรมีชื่อว่า “สันติ” ส่วนนางเอกน่าจะชื่อ “วีณา”

เมื่อได้รับชมภาพยนตร์ (ที่ใช้เสียงพากย์ต้นฉบับเช่นกัน) ก็ปรากฏว่านางเอกมีชื่อว่า “วีณา” จริงๆ ทว่าพระเอกกลับมีชื่อว่า “สันต์” ไม่ใช่ “สันติ”

เป็นไปได้ว่าชื่อภาษาไทยของหนัง คือ “สันติ-วีณา” นั้น ถูกแปลมาจากชื่อภาษาอังกฤษ “Santi-Vina” อีกต่อหนึ่ง

จากคำอธิบายผ่านเฟซบุ๊กของ “คุณก้อง ฤทธิ์ดี” ผู้ทำซับไตเติ้ลให้ภาพยนตร์ฉบับบูรณะ น่าเชื่อได้ว่าชื่อ “สันต์” ในบทภาพยนตร์ดั้งเดิมนั้น ถูกเขียนเป็น “Santi” ในชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (ด้วยวิธีการสะกดคำเลียนเสียงรากศัพท์)

แล้ว “Santi” จึงถูกแปล/แปรมาเป็น “สันติ” ในชื่อหนังภาคภาษาไทยอีกที

ภาวะแห่งการแลกเปลี่ยนหยิบยืมทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-เทศ เช่นนี้ จะเชื่อมโยงไปยังแง่มุมโดดเด่นอื่นๆ ของ “สันติ-วีณา” ด้วย

“คุณพุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู” นักวิชาการประจำหอภาพยนตร์ แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ (ผ่านทาง เฟซบุ๊ก เช่นกัน) ถึงความคลุมเครือในประวัติชีวิตของ “โรเบิร์ต จี นอร์ธ” ผู้เขียนบทประพันธ์ตั้งต้นของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทฟาร์อีสต์ฟิล์มและโรงถ่ายหนุมานภาพยนตร์ ร่วมกับ “รัตน์ เปสตันยี”

นอร์ธยังเป็นผู้เข้าร่วมประชุมสมาพันธ์ผู้สร้างภาพยนตร์แห่งเอเชียอาคเนย์ ซึ่งได้มีมติให้จัดการประกวดภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียอาคเนย์ขึ้นในปี 2497 ที่ประเทศญี่ปุ่น

“สันติ-วีณา” ที่เป็นผลงานการสร้างของนอร์ธและรัตน์ ก็ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และสามารถคว้ารางวัลจากการประกวดไปครองได้ถึงสามสาขา คือ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และรางวัลภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของเอเชียได้เป็นอย่างดี จากสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อเมริกัน

แต่จากการศึกษาค้นคว้าของคุณพุทธพงษ์ พื้นเพความเป็นมาของโรเบิร์ต จี นอร์ธ ผู้เสียชีวิตก่อนหน้า “สันติ-วีณา” จะลงโรงฉายในเมืองไทยเมื่อปี 2497 กลับมีความสลับซับซ้อนยิ่งกว่านั้น

ด้านหนึ่ง ข้อมูลทางการชี้ว่านอร์ธคือผู้สร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด แต่ข้อมูลจากอีกหลายแหล่งอ้างว่า เขาเป็น “ซีไอเอ” ที่แฝงตัวเข้ามาปฏิบัติภารกิจในเมืองไทยเมื่อปลายทศวรรษ 2490

หากเราเชื่อว่า “สันติ-วีณา” เป็นผลผลิตของซีไอเอหรือเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็น เรื่องตลกร้ายที่ตามมาก็มีอยู่ว่า หลังจากนั้นไม่นาน หนังเรื่องนี้ได้ถูกซื้อไปฉายที่สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน อันเป็นสองแกนหลักของโลกคอมมิวนิสต์

อย่างไรก็ดี เมื่อมองพ้นไปจากประเด็นว่าด้วยซีไอเอและสงครามเย็น สิ่งที่คุณพุทธพงษ์เสนอไว้อย่างน่าสนใจอีกข้อ (โดยอ้างอิงจากข้อเขียนของรัตน์) ก็คือ สำหรับผู้คนยุคทศวรรษ 2490 นั้น “สันติ-วีณา” ดูคล้ายจะเป็น “หนังที่ทำมาให้ฝรั่งดูโดยเฉพาะ” (ไม่ใช่หนังไทยที่ทำให้คนไทยดู)

ผมค่อนข้างเห็นพ้องกับความคิดดังกล่าว

เพราะระหว่างนั่งชม “สันติ-วีณา” ผมรู้สึกว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่ “คนใน” และ “คนนอก” ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อใช้มันเป็น “ภาพจำลอง/ภาพแทน” ให้ “คนนอก” ที่สนใจใคร่จะทำความรู้จัก “สังคมไทย” ได้รับชม

จะว่าไปแล้ว หนังเรื่องนี้ก็เทียบเคียงได้กับงานเขียนเชิง “ชาติพันธุ์วรรณนา” ที่ผลิตโดยนักวิชาการสายมานุษยวิทยา ในยุคสมัยเดียวกัน

เช่นเดียวกับเรื่องราวของหนังที่ดำเนินไปในกรอบวิธีคิดแบบ “โครงสร้างการหน้าที่นิยม” (structural-functionalism) อันทรงอิทธิพลในหมู่นักมานุษยวิทยายุคนั้น

โดยรวมแล้ว “สันติ-วีณา” คือการจำลองภาพหรือสร้างภาพแทนของสังคมไทย ผ่านการดำรงอยู่ของ “หมู่บ้านชนบท” แห่งหนึ่ง ที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวและมิได้สัมพันธ์กับสังคมภายนอกมากนัก (พระประจำหมู่บ้านอาจออกธุดงค์ไปยังพื้นที่อื่นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือเมื่อหนุ่มสาวหัวใจขบถต้องการหลบหนีออกจากที่นี่ พวกเขาก็ไปไหนได้ไม่ไกล)

 

หมู่บ้านในหนังไม่มีแม้กระทั่งอำนาจแทรกแซงของรัฐราชการจากส่วนกลาง (แต่คนรุ่นพ่อแม่ได้ใช้ “อำนาจจารีต” มาบังคับควบคุม/สนับสนุนคนรุ่นลูกแทน)

 

มีเพียง “พุทธศาสนา” และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เท่านั้น ซึ่งเป็น “อำนาจสากล” ที่แผ่ไพศาลเข้ามาเป็น “จุดศูนย์กลาง” ทางความเชื่อ และรายละเอียดปลีกย่อยรายล้อมวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านหรืออนุจักรวาลแห่งนี้

ช่วงปลายทศวรรษ 2490 นักมานุษยวิทยาจาก “โลกตะวันตก” จำนวนไม่น้อย มักออกเดินทางมาทำการศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนแปลกหน้า-ต่างวัฒนธรรม ที่อยู่ไกลโพ้นจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา ก่อนจะได้ผลผลิตเป็นงานเขียนแนวชาติพันธุ์วรรณนา

ผู้คนในสังคมหมู่บ้านอันโดดเดี่ยวที่ปรากฏผ่านงานเขียนกลุ่มนั้น อาจมีภาวะของการเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกัน ชีวิตตลอดจนสายสัมพันธ์ทางสังคม-การเมืองของพวกเขา ย่อมหลีกหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลง หรือความสูญเสียนานัปการ

 

แต่พลังทางสังคมกลุ่มต่างๆ ในจักรวาลน้อยๆ จะช่วยกันขยับขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง จนสามารถเสาะแสวงหาดุลยภาพ เสถียรภาพ รวมถึงความสงบสุข “ร่วมกัน” ได้ในท้ายที่สุด

 

เพราะเมื่อสมาชิกแต่ละคนในหมู่บ้านต่างปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะทำ โครงสร้างทางสังคมที่เปิดรับความยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงตามสมควร ก็ย่อมสามารถดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน

เส้นเรื่องของ “สันติ-วีณา” ก็ดำเนินไปในทำนองนี้ กล่าวคือ แม้ในหมู่บ้านจะมีคนที่ “ถูกกระทำ” แทบตลอดชีวิต มีคนหัวสมัยใหม่เปี่ยมความฝัน ที่พลาดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต มีความสูญเสีย และมีคนตาย

แต่ทุกคนที่หลงเหลืออยู่ต่างก็ต้องดำเนินชีวิตของตนเองอย่างเป็นปกติ หลังต่างฝ่ายต่างมีฉันทามติร่วมกัน เพื่อให้การรับรองดุลยภาพทางสังคมรูปแบบใหม่ ภายใต้จุดศูนย์กลางทางความเชื่อชนิดเดิมๆ ซึ่งจะใช้ประคับประคองหมู่บ้านแห่งนี้ต่อไป

นอกเหนือจากโครงเรื่องซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีวิชาการร่วมสมัย องค์ประกอบที่โดดเด่นมากจริงๆ ของหนัง เห็นจะเป็นบุคลิกลักษณะของตัวละคร “วีณา” ที่ทั้งแคล่วคล่อง ปราดเปรียว เก่งกาจ กล้าหาญ และเป็น “ฝ่ายรุก” ในการสานสัมพันธ์ความรักระหว่างหนุ่มสาว

คนดูส่วนหนึ่งรู้สึกประทับใจและนำ “วีณา” ไปเทียบเคียงกับตัวละครนางเอกหนังในยุคเดียวกัน ที่ “ทัน/นำสมัย” ไม่ต่างกัน อาทิ “ยุพดี” จาก “ชั่วฟ้าดินสลาย” หรือ “เรียม” จาก “โรงแรมนรก”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยแน่ใจนัก คือ “วีณา” ก็ดี “ยุพดี” ก็ดี หรือ “เรียม” ก็ดี ถือเป็น “ผู้หญิงที่มาก่อนกาล” จริงหรือไม่?

หรือจริงๆ แล้ว บุคลิกลักษณะและวิธีคิดของผู้หญิง (คนชั้นกลาง-กรุงเทพฯ) ยุค 2480-2490 จะมีแนวโน้มเป็นเหมือนตัวละครเหล่านั้นอยู่แล้ว คือต้องขบถต่อปทัสถานเก่าๆ หรือหลักเกณฑ์การรักนวลสงวนตัวแบบเดิมๆ ต้องมีแนวคิดเสรีนิยม หรือกล้าเปิดเผยแสดงออกซึ่งความปรารถนาภายในให้มากขึ้น

อันเป็นผลมาจากบรรยากาศของสังคมหลังยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง และ/หรือบรรยากาศทางสังคมสมัยใหม่ที่เอื้อให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา ตลอดจนมีที่ทาง “นอกบ้าน” มากยิ่งขึ้น

เราสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทำนองเดียวกันนี้ ได้จากงานเขียนของนักประพันธ์หญิง เช่น “ร. จันทพิมพะ” หรือกระทั่งหนังสืออัตชีวประวัติอันตรงไปตรงมาของ “คุณหญิงมณี สิริวรสาร”

หรือในอีกแง่หนึ่ง บทบาทของผู้หญิงไทยยุค 2490 และย้อนขึ้นไปก่อนหน้านั้น ก็อาจจะต้องทำหน้าที่เป็น “แกนกลางหลัก” ของครอบครัวอยู่แล้ว เห็นได้จากแม่วีณาและแม่ไกร ดาวร้ายของเรื่อง ซึ่งรับบทเป็นผู้อำนวยการ/จัดการเรื่องราวสำคัญๆ (รวมถึงเป็นปากเป็นเสียง-ทะเลาะถกเถียง) ว่าด้วยประเด็นเกี่ยวกับครัวเรือนทั้งหมด

ขณะที่ฝ่ายพ่อๆ จะเป็นผู้ลงมือลงแรงอยู่ข้างนอกบ้านมากกว่า (ยกเว้นพ่อของสันต์และหลวงพ่อที่ถ้ำ ผู้ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียว)

ถ้ามองจากแง่มุมเหล่านี้ ผู้หญิงอย่าง “วีณา” จึงอาจมิใช่ “สตรีที่มาก่อนกาล” แต่กลับกลายเป็นว่าบริบทและยุคสมัยเฉพาะทางประวัติศาตร์ต่างหาก ที่เอื้อให้เธอสามารถแสดงบทบาท “สาวมั่น” ออกมา

ชนิดที่ช่วงเวลาถัดจากนั้นอีกหลายทศวรรษ ไม่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้หญิงรุ่นต่อๆ มา สามารถแสดงบทบาทโดดเด่นทางสังคมได้เทียมเท่า

หลายคนอาจรู้สึกว่าเนื้อหาและโครงเรื่องของ “สันติ-วีณา” ไม่มีอะไรแปลกใหม่ (ซึ่งควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว) ขณะที่หลายคนกลับหัวเราะสนุกสนานกับบทสนทนา-การแสดง อันมีความตลกขบขันแบบ “ไทยๆ” ของหนัง

อย่างไรก็ดี การตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ย่อมถือเป็นประสบการณ์ “พิเศษ” แน่นอน

เพียงแค่ข้อความเกริ่นนำว่าด้วยกระบวนการสืบค้นและบูรณะฟื้นฟูม้วนฟิล์มต้นฉบับของภาพยนตร์ พร้อมวรรคทองประเภท “60 ปี ที่สูญหาย, 3 ประเทศ ที่ค้นพบ, 1,700 ชั่วโมง ที่บูรณะซ่อมแซม” ก็ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ไม่ต่างกับการได้อ่านบทเกริ่นนำเรื่องราวของหนังชุด “สตาร์วอร์ส”

ยิ่งกว่านั้น การกำกับภาพโดย รัตน์ เปสตันยี และลักษณะเฉพาะของโทนสีสันในหนัง ก็สวยงามแปลกตาเป็นอย่างมาก

ไปๆ มาๆ คนไทยในยุคปลายทศวรรษ 2550 ก็อาจไม่แตกต่างกับคนต่างชาติช่วงปลายทศวรรษ 2490 – ต้น 2500 ผู้พากันเพ่งมองจับจ้องไปยัง “ภาพจำลอง/ภาพแทน” ของสังคมหมู่บ้านไกลโพ้นแห่งหนึ่ง

ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ผิดแผกไปจากโลกทัศน์และประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ยของพวกเขา/เรา

หมายเหตุ ล่าสุด “สันติ-วีณา” จะยืนโรงฉายที่เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ จนถึงวันพุธที่ 10 สิงหาคม ก่อนจะสัญจรไปพบกับคนดูหนังชาวเชียงใหม่ต่อไป

Advertisements
คนมองหนัง

ระลึกถึง “ท่านครู” และ “ทิพย์” (ฉบับสมบูรณ์)

ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 20-26 พฤษภาคม 2559 (ปรับปรุงจากบทความที่เผยแพร่ในบล็อกก่อนหน้านี้)

“คุณอดุลย์ ดุลยรัตน์” และ “คุณประจวบ ฤกษ์ยามดี” สองนักแสดงอาวุโส เพิ่งล่วงลับลงในเวลาใกล้เคียงกัน

ข้อเขียนชิ้นนี้พยายามจะรำลึกถึงทั้งสองท่าน ผ่านมุมมอง การตีความ และประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ยของคนดูหนังรายหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ติดตามผลงานของทั้งคู่มามากมายและละเอียดลออนัก

ท่านครู

ผมคงเป็นเช่นเดียวกับแฟนหนังรุ่นหลังอีกหลายคน ที่จดจำคุณอดุลย์ได้จากบทบาท “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” (อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์, 2547)

ตามความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า ตัวละคร “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว มี “นัยยะความหมายทางสังคม-วัฒนธรรม” อันสำคัญยิ่ง

จนสำคัญยิ่งกว่าเรื่องราว “ดราม่า-ซาบซึ้ง” ในจอภาพยนตร์ ทว่า เป็นความสำคัญที่หลุดลอยออกมาสู่บริบทการต่อสู้ทางสังคม-การเมืองนอกโรงหนัง นับแต่ช่วงก่อนเดือนกันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน

กล่าวคือ ท่านครูในโหมโรง มิใช่ตัวแทนของ “ความเป็นไทยแท้บริสุทธิ์” ที่ไม่ยอมเจือปนกับองค์ประกอบแปลกปลอมใดๆ ที่ “ไม่ไทย” เสียทีเดียว

เพราะถ้ายังจำกันได้ ฉากคลาสสิกหนึ่งของโหมโรง ก็คือ ฉากที่ท่านครูตีระนาดผสานการบรรเลงเปียโนของลูกชาย อันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการปรับประสานต่อรองซึ่งกันและกัน ระหว่าง “ดนตรีไทย” กับ “ดนตรีฝรั่ง”

จุดยืนของหนังเรื่องโหมโรง ก็ไม่ต่างกับ “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน

ภาพยนตร์เรื่องทวิภพของสุรพงษ์มิได้นำเสนอภาพชนชั้นนำสยาม (ใหม่) ที่ปฏิเสธฝรั่งอย่างถึงรากถึงโคน หรือตั้งเป้าจะยอมพลีชีพในการรบกับฝรั่ง

หากชนชั้นนำเหล่านั้นพร้อมจะปรับประสานต่อรองทางอำนาจกับชาติตะวันตก และยินดีจะแสวงหา-สั่งสมองค์ความรู้ใหม่ๆ ในแบบฉบับของฝรั่ง

ด้วยเหตุนี้ โหมโรงและทวิภพ จึงมิได้ปฏิเสธหรือยืนกรานต่อต้านอิทธิพลในทางความคิด-วัฒนธรรมของ “ต่างชาติ/ฝรั่ง/ตะวันตก” อย่างหัวเด็ดตีนขาด

แต่คำถามสำคัญที่หนังสองเรื่องตั้งขึ้น ก็ได้แก่ คนไทยกลุ่มไหนกัน? ซึ่งควรจะเป็น “ด่านหน้า” ในการนำเข้าแนวคิด-วัฒนธรรมเหล่านั้นมาสู่สังคมไทย แล้วค่อยๆ ปรับแปร/ดัดแปลง “ของนอก” ให้กลายเป็น “ของไทยๆ”

อันง่ายต่อการซึมซับซึมซาบลงสู่วิธีคิด-วิถีชีวิต-พฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ และไม่สูญเสีย “เอกลักษณ์ไทย”

คำตอบที่หนังให้ ก็คือ ผู้ต้องแบกรับภาระหน้าที่ดังกล่าว ควรเป็น “ชนชั้นนำจารีต” อันมี ท่านครู, ขุนอัครเทพวรากร และหลวงราชไมตรี เป็น “ภาพแทน” ขั้นเบื้องต้นสุด

มากกว่าจะเป็นนายทหารในระบอบ “พิบูลสงคราม” และนักการเมือง-นักธุรกิจในกระแสโลกาภิวัตน์

ทิพย์

ไม่ต่างจากกรณีคุณอดุลย์ ผมได้ดูหนังที่คุณประจวบแสดงอยู่เพียงไม่กี่เรื่อง

ถ้าจำไม่ผิด อาจมีแค่ “โรงแรมนรก” (รัตน์ เปสตันยี, 2500) และ “ชั่วฟ้าดินสลาย” (มารุต, 2498)

หากวัดเอาจากความตลกและความมีเสน่ห์ ผมคงชอบบทบาทของคุณประจวบในโรงแรมนรกมากกว่าในชั่วฟ้าดินสลาย

อย่างไรก็ตาม บทบาทและไดอะล็อกสั้นๆ ในชั่วฟ้าดินสลายของคุณประจวบ กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในใจผมได้มากล้นและยั่งยืนกว่า

ไดอะล็อกที่ว่า เกิดขึ้นหลังจากมีตัวละครคนงานขนไม้เดินตัดหน้าจนแทบจะชน “ทิพย์” ผู้จัดการปางไม้ ซึ่งรับบทโดยคุณประจวบ

ทิพย์จึงด่าคนงานกลับไปว่า “เฮ้ย! เดินดูตาม้าตาเรือซะบ้างสิ ไอ้นี่มีความรู้สึกจองหองในใจนี่”

(ขอขอบคุณสเตตัสเฟซบุ๊กของ คุณมนทกานติ รังสิพราหมณกุล บรรณาธิการบริหารนิตยสารมาดามฟิกาโร ที่ชี้ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์และไดอะล็อกนี้)

ก่อนหน้าจะได้ชม “ชั่วฟ้าดินสลาย” เวอร์ชั่นดังกล่าว (เอาเข้าจริง คือ เวอร์ชั่นแรกที่ผมได้ดู) และก่อนหน้าจะได้อ่านนิยายของ “มาลัย ชูพินิจ”

ผมเคยเข้าใจมาโดยตลอดว่า จุดใหญ่ใจความในหนัง/นิยายเรื่องนี้ คือ เรื่องราวการแสดงอำนาจสัมบูรณ์ของ “นายห้างพะโป้” ที่สามารถบงการและลงทัณฑ์หนุ่มสาวผู้ฝ่าฝืนท้าทายกฎเกณฑ์ของเขาได้อย่างอยู่หมัดและเด็ดขาด

ทว่า พอได้ดู “ชั่วฟ้าดินสลาย ปี 2498” ผมกลับพบว่า ตนเองเข้าใจอะไรผิดไปเยอะแยะ

เพราะท่ามกลางการจัดการกับขบถรุ่นเยาว์อย่าง “ส่างหม่อง” และ “ยุพดี” พะโป้และปางไม้ของเขา กลับต้องประสบกับปัญหาสำคัญ อันเนื่องมาจากภาวะความชอบธรรมทางอำนาจที่ตกต่ำลดลงจนเห็นได้เด่นชัด

ภาวะที่ว่า ปรากฏผ่านหลายสถานการณ์ในหนัง เช่น แม้นายห้างพะโป้อาจมีอำนาจสิทธิ์ขาด และสามารถตบหน้าคนใช้ที่พูดจาเสียดแทงใจตนเองได้ แต่อย่าลืมว่าคนใช้ก็สามารถเดินเข้าไปพูดจากระทบกระแทกจิตใจของเจ้านายได้อย่างกล้าหาญเช่นกัน

เช่นเดียวกับยุพดี ที่ถูกบรรดาคนใช้พยายาม “ลองของ” ในตอนต้นเรื่อง

แม้แต่ทิพย์ที่มีสถานะเป็นผู้ช่วยของนายห้าง ก็ยังแสดงกิริยาอาการกดขี่คนงานต่างๆ ตลอดเวลา จนคล้ายกับเขากำลังพยายามลอกเลียนการใช้อำนาจของผู้เป็นนายอยู่

ที่น่าสนใจ คือ คนงานในปางไม้กลับมีทีท่าเพิกเฉยไม่สนใจไยดีต่อการใช้อำนาจ “ปลอมๆ” ของทิพย์

และไดอะล็อกของทิพย์ที่ก่นด่าคนงานว่า “มีความรู้สึกจองหองในใจ” ก็เป็นอาการบ่งชี้ข้อหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พะโป้และระบอบอำนาจของเขา กำลัง “ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่”

ก่อนที่โศกนาฏกรรมความรักจะเกิดขึ้นกับส่างหม่องและยุพดี ก่อนที่คนงานปางไม้จะก่อหวอดประท้วงพะโป้ เพราะไม่เห็นด้วยกับการลงโทษคู่รักหนุ่มสาวอย่างโหดเหี้ยมไร้ขีดจำกัด

กระทั่งมีการขว้างปาก้อนหินใส่รูปเหมือนของนายห้าง กระทั่งนายห้างต้องสิ้นใจตายกลางกองเพลิงที่ตนเองเป็นผู้จุดขึ้น

ขออนุญาตสรุปปิดท้ายว่า คุณค่าจากผลงานเก่าๆ ของคุณอดุลย์และคุณประจวบนั้นมีอยู่แน่ๆ และคุณค่าเช่นนั้นจะเปล่งประกายอย่างเจิดจ้า หากสามารถนำมาใช้อธิบาย “ปัจจุบัน” ได้

ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง

รำลึกถึง “ท่านครู” และ “ทิพย์”

ขออนุญาตรำลึกถึง “คุณอดุลย์ ดุลยรัตน์” และ “คุณประจวบ ฤกษ์ยามดี” สองดาราอาวุโสที่เพิ่งล่วงลับ ผ่านมุมมองของคนดูหนังคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ติดตามผลงานของทั้งสองท่านมามากนัก


ท่านครู

ผมคงเช่นเดียวกับแฟนหนังรุ่นหลังหลายๆ คน ที่จดจำคุณอดุลย์ได้จากบทบาท “ท่านครู” ใน “โหมโรง”

ตามความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า ตัวละคร “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว มี “นัยยะความหมายทางสังคม-วัฒนธรรม” อันสำคัญยิ่ง

จนสำคัญยิ่งกว่าเรื่องราวในจอภาพยนตร์ ทว่า เป็นความสำคัญที่หลุดลอยออกมาสู่บริบทการต่อสู้ในทางสังคม-การเมือง นับแต่ก่อนเดือนกันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน

ท่านครูในโหมโรง มิใช่ตัวแทนของ “ความเป็นไทยแท้บริสุทธิ์” ที่ไม่ยอมเจือปนกับองค์ประกอบแปลกปลอมใดๆ ที่ “ไม่เป็นไทย” เสียทีเดียว

ถ้าจำกันได้ ฉากคลาสสิคหนึ่งของโหมโรง ก็คือ ฉากท่านครูตีระนาด ผสานการบรรเลงเปียโนของลูกชาย อันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการปรับประสานต่อรองซึ่งกันและกัน ระหว่าง “ดนตรีไทย” กับ “ดนตรีฝรั่ง”

จุดยืนของโหมโรง ก็ไม่ต่างกับ “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ที่ออกฉายไล่เลี่ยกัน

กล่าวคือ ชนชั้นนำสยามมิได้ปฏิเสธฝรั่งอย่างเด็ดขาด หรือตั้งเป้าจะยอมพลีชีพในการรบกับฝรั่ง

หากชนชั้นนำสยามพร้อมจะปรับประสานต่อรองทางอำนาจกับชาติตะวันตก และยินดีจะแสวงหา-สั่งสมองค์ความรู้ใหม่ๆ ในแบบฉบับของฝรั่ง

โหมโรงและทวิภพ จึงมิได้ปฏิเสธหรือต่อต้านอิทธิพลในทางความคิด-วัฒนธรรมของ “ต่างชาติ/ฝรั่ง/ตะวันตก”

แต่คำถามสำคัญที่หนังตั้งขึ้น ก็คือ คนไทยกลุ่มไหน? ควรจะเป็นผู้รับเอาแนวคิด-วัฒนธรรมเหล่านั้นเข้ามา แล้วแปร/แปลเป็น “ไทย” ให้ซึมซาบลงสู่วิธีคิด-พฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่

คำตอบที่มีอยู่ในตัวหนัง ก็คือ ชนชั้นนำจารีต อันมี ท่านครู, ขุนอัครเทพวรากร และหลวงราชไมตรี เป็นภาพแทนขั้นเบื้องต้นที่สุด


ชั่วฟ้าดินสลาย

ไม่ต่างจากกรณีคุณอดุลย์ ผมได้ดูหนังที่คุณประจวบแสดงอยู่ไม่กี่เรื่อง

ถ้าจำไม่ผิด ก็มีแค่ “โรงแรมนรก” และ “ชั่วฟ้าดินสลาย”

หากวัดเอาจากความตลกและความมีเสน่ห์ ผมคงชอบบทบาทของคุณประจวบในโรงแรมนรกมากกว่าในชั่วฟ้าดินสลาย

อย่างไรก็ตาม บทบาทและไดอะล็อกสั้นๆ ในชั่วฟ้าดินสลาย ของคุณประจวบ กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในใจผมได้มากกว่า

ไดอะล็อกที่ว่า เกิดขึ้นหลังจากมีคนงานขนไม้เดินตัดหน้าจนแทบจะชน “ทิพย์” ผู้จัดการปางไม้ ซึ่งรับบทโดยคุณประจวบ

ทิพย์จึงด่าคนงานกลับไปว่า “เฮ้ย เดินดูตาม้าตาเรือซะบ้างสิ ไอ้นี่มีความรู้สึกจองหองในใจนี่”

(ขอบคุณสเตตัสเฟซบุ๊กของคุณเบียร์ มนทกานติ บรรณาธิการบริหารนิตยสารมาดามฟิกาโร ที่ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์และไดอะล็อกนี้ครับ)

ก่อนหน้าจะได้ดู “ชั่วฟ้าดินสลาย” เวอร์ชั่นดังกล่าว (เอาเข้าจริง คือ เวอร์ชั่นแรกที่ผมได้ดู) ผมเข้าใจมาตลอดว่า เรื่องราวในหนัง/นิยาย คือ เรื่องราวการแสดงอำนาจสัมบูรณ์ของ “พะโป้” ที่สามารถควบคุมและลงทัณฑ์หนุ่มสาวผู้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของเขาได้อย่างอยู่หมัด

ทว่า พอได้ดู “ชั่วฟ้าดินสลาย ปี 2498” ไปเรื่อยๆ ผมกลับพบว่า ตนเองเข้าใจอะไรผิดไปเยอะแยะ

เพราะท่ามกลางการจัดการกับขบถอย่าง “ส่างหม่อง” และ “ยุพดี” พะโป้และปางไม้ของเขา กลับประสบกับปัญหาภาวะความชอบธรรมทางอำนาจที่ตกต่ำลดลงเรื่อยๆ

ไดอะล็อกของทิพย์ (คุณประจวบ) ก็เป็นอาการบ่งชี้ข้อหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า พะโป้และระบอบอำนาจของเขากำลัง “คุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่”

ก่อนที่อะไรต่อมิอะไรจะชัดเจนขึ้น ในตอนจบของภาพยนตร์