คนมองหนัง

สัพเพเหระคดีว่าด้วย “Parasite: ชนชั้นปรสิต”

“ชนชั้นปรสิต” และเรื่องอื่นๆ

Burning-FP1111

ระหว่างและหลังดู “Parasite” จะคิดถึงงานเขียนและหนัง-ซีรี่ส์จำนวนหนึ่ง

เริ่มต้นด้วยการนึกถึงเรื่องสั้นแนวสยองขวัญ “เก้าอี้พิศวาส” ของ “เอโดงาวะ รัมโป”

แต่นักเขียนสตรีฐานะดีในเรื่องสั้นดังกล่าวยังตระหนักรู้ถึงการแทรกซึมเข้ามาของ “ชายแปลกหน้า” (หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ได้รับรู้ความคิดจิตใจของเขา)

ผิดกับคนรวย-ชนชั้นสูงในหนังเกาหลีเรื่องนี้ ที่ “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย”

ขณะเดียวกัน ก็นึกถึงบทกวีชิ้น “ใหญ่” และ “ยาว” ของ “ไม้หนึ่ง ก. กุนที” ผู้ล่วงลับ

เริ่มต้นด้วยเนื้อความที่ไม้หนึ่งเขียนว่า “เสรีชนแพร่ลามเหมือนแบคทีเรีย แทะนรกสวรรค์แบ่งดีชั่ว…”

อย่างไรก็ตาม “ปรสิต” ในหนังเรื่องนี้ ไม่เหมือน “แบคทีเรีย (เสรีชน)” ในบทกวีชิ้นนั้น ตรงที่การดำรงอยู่และไหลเลื่อนเคลื่อนไหวของพวกเขา มิได้นำไปสู่การแบ่งแยก “ดี-ชั่ว” หากแต่ก่อให้เกิดทางหลายแพร่งทางจริยธรรม ท่ามกลางสภาวะเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมมากกว่า

ในบทประพันธ์ชิ้นเดียวกันของไม้หนึ่ง ยังมีบทที่เขียนว่า “เหนื่อยอาภัพหยาบกร้านมานานนัก ข้าวปลาผักคุณปรุงกินกันหอมกรุ่น แหงนมองตาปริบๆ ผู้มีบุญ จากใต้ถุนสังคมเสมอมา

(ทั้งนี้ เนื้อหาในสองวรรคหลัง นำมาจากการอ่านบทกวีสดๆ ของไม้หนึ่ง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2552 ขณะที่ในฉบับตีพิมพ์ เนื้อความจะเปลี่ยนแปลงเป็น “เหนื่อยอาภัพหยาบกร้านมานานนัก ข้าวปลาผักคุณปรุงกินกันหอมกรุ่น แต่ตอบแทนเขาด้วยเนรคุณ กินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นเสมอมา”)

แน่นอน ถ้าจะนำบทกวีของไม้หนึ่งมา “ส่องทาง” ให้แก่ “Parasite” ผมย่อมชอบและสะเทือนใจกับคำว่า “ใต้ถุนสังคม” ในเวอร์ชั่นการอ่านสดมากกว่า

ทว่าคนจาก “ใต้ถุนสังคม” ในภาพยนตร์ของ “บงจุนโฮ” ก็มิได้ “แหงนมองตาปริบๆ ผู้มีบุญ” อย่าง passive แต่พยายามคิดฝันและก่อปฏิบัติการบางอย่างที่ active มากๆ ตามมา

ประมาณหนึ่งปีหลังมานี้ ผมดูซีรี่ส์เกาหลีร่วมสมัยมากขึ้น เช่น Something in the Rain, One Spring Night และ Good Manager

ซีรีส์กลุ่มนั้นมักกล่าวถึงรอยปริแยกในหมู่ชนชั้นกลาง ผ่านปัญหาครอบครัว ปัญหาระหว่างพ่อแม่วัยเกษียณกับลูกๆ วัยขึ้นต้นด้วยเลข 3 ที่ยังลงหลักปักฐานไม่ค่อยได้ ปัญหาความรักที่ยึดโยงกับสถานภาพ-ปทัสถานทางสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นนำกับชนชั้นกลาง หรือระหว่างชนชั้นกลางระดับบนกับชนชั้นกลางระดับกลาง-ล่าง

ก่อนที่ซีรี่ส์ 2-3 เรื่องดังกล่าว จะพยายามหาทางสมานรอยแยกทั้งหลายให้สอดประสานแนบเนียนที่สุด เท่าที่จะสามารถกระทำได้

ผิดกันลิบลับกับหนังเกาหลีซึ่งมีที่ทางในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ที่ผมได้ดูในช่วงหลังๆ ไล่ตั้งแต่ “Burning” มาจนถึง “Parasite”

เนื่องจากหนังคู่นี้ได้ฉายภาพการปะทะพุ่งชนกันระหว่าง “ชนชั้นสูง” และ “ชนชั้นล่าง” ที่ลงเอยด้วยความพินาศ ฉิบหาย เลื่อนลอย และว่างเปล่า

โลกของการดิ้นรนที่ผสมผสานระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ”

สมัยดู “Burning” ของ “อีชางดง” ผมลองมองหนังเรื่องนั้น ผ่านสายสัมพันธ์และความย้อนแย้งระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” หรือระหว่างสิ่งที่เป็น “รูปธรรม” กับ “นามธรรม”

คลิกอ่าน Burning: ว่าด้วยการ “มี/ไม่มี” และ “จินตนาการ/ปฏิบัติการ”

ผมรู้สึกว่าเราสามารถวิเคราะห์ “Parasite” ด้วยกรอบการมองชนิดเดียวกัน

“หินภูมิทัศน์/หินนำโชค” ซึ่งเป็นวัตถุใจกลางสำคัญของหนังเรื่องนี้ สะท้อนถึงสัมพันธภาพระหว่าง “จินตนาการ/นามธรรม” กับ “ปฏิบัติการ/รูปธรรม” ได้เป็นอย่างดี

ในทางกายภาพ มันคือรูปธรรมอันหนักแน่น ที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธสถานะเช่นนั้นได้ (ยิ่งตอนท้ายเรื่อง สถานะที่ว่ายิ่งปรากฏชัดเจน)

ในทางนามธรรม “หินนำโชค” คือ ความหวัง ความฝัน ถึงชีวิตที่ดีกว่าเดิม ของครอบครัวพ่อ-แม่-ลูกชาย-ลูกสาว ที่เป็นชนชั้นระดับ “ใต้ถุนสังคม”

ผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่าวิถีทางที่ 4 พ่อ แม่ ลูก ตระกูลคิม ค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่บ้านของครอบครัวพักนั้น คือ การค่อยๆ ร้อยรัดรูปธรรม นามธรรม ปฏิบัติการ จินตนาการ เข้าด้วยกัน

พวกเขาไม่ได้คิดฝัน เพ้อหวัง กันเปล่าๆ แต่ฉวยโอกาสวางแผน-ลงมือทำงาน (ปลอมแปลงตน) กันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ในจังหวะเวลา และ/หรือความบังเอิญ อันเหมาะสม

กระทั่งในช่วงครึ่งหลัง ที่พ่อแม่ลูกตระกูลคิมเริ่มเผชิญหน้ากับสภาวะ “ผิดแผน” (แผนที่วางไว้ในหัวกับสถานการณ์ในโลกความเป็นจริง ชักไม่คลิกกัน)

นั่นก็คือความย้อนแย้งไม่ลงรอยระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ที่สะท้อนผ่านการ “คิดผิดทำผิด” เป็นระลอกๆ

จนต้อง “คิดใหม่ทำใหม่” เพื่อแก้/หนี (รวมทั้งเพิ่ม) ปัญหา

น่าเศร้าใจว่า ในขณะที่บัณฑิตสาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เป็นชนชั้นกลางระดับล่างอย่าง “จงซู” ใน “Burning” ได้ปลดปล่อยจินตนาการของตัวเองแบบสุดขั้ว ด้วยการระเบิดพฤติกรรมบางอย่าง ณ ตอนจบของหนังเรื่องนั้น

แต่ในบทปิดฉากของ “Parasite” “คิมกีอู” หนุ่มอันเดอร์ด็อกผู้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย กลับต้องหวนคืนสู่ “ใต้ถุนสังคม” แห่งเดิม แล้วทำได้เพียงคิด-ฝันลมๆ แล้งๆ แต่ยังไม่รู้ว่าจะลงมือสานฝันให้สำเร็จได้อย่างไร

จากหินนำโชค สู่รหัสมอร์สและกลิ่นสาบคนจน

parasite stone

นอกจาก “หินนำโชค” ที่เป็นวัตถุเชื่อมโยง “จินตนาการ/นามธรรม” กับ “ปฏิบัติการ/รูปธรรม” อย่างสำคัญแล้ว

ยังมีอะไรอีกสองอย่างในหนังเรื่องนี้ที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน แม้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ผิดแผกกันบ้าง

สิ่งแรก คือ “กลิ่น” (เหม็นสาบคนจน) ซึ่งคุณพักและลูกชายคนเล็กสัมผัสได้ถึงภาวะแปลกแยกดังกล่าว แม้จะ “จับต้อง” มันไม่ได้

การตระหนักรู้ในสภาวะที่จับต้องไม่ได้อย่าง “กลิ่น” คือ ความรู้จริงๆ ประการเดียว ที่บางคนในบ้านพักมีเกี่ยวกับครอบครัวตระกูลคิม

และ “การได้กลิ่น” ของคุณพัก ก็นำไปสู่การระเบิดพฤติกรรมรุนแรงของ “คิมกีแท็ก” ผู้พ่อ ซึ่งก่อให้เกิดหายนะ-โศกนาฏกรรมอัน “จับต้อง” ได้

(น่าสังเกตว่า คิมผู้พ่อนั้นอ่อนไหวกับอาการไวต่อ “กลิ่น” ของคุณพัก ขณะที่คุณพักก็แสดงอาการหวั่นไหวหรือรู้สึกว่าตนถูกคุกคาม/ลามปามเช่นกัน เมื่อคนขับรถคิมพูดถึง “ความรัก” ระหว่างเจ้านายและภรรยา -ซึ่งเป็นภาวะนามธรรมจับต้องไม่ได้เหมือนๆ กัน- เพียงแต่คุณพักเลือกจะเก็บกดอารมณ์ไม่พอใจเอาไว้ ไม่ระเบิดมันออกมาเป็นพฤติกรรมรุนแรงแข็งกร้าว -หลายคนอาจนิยามว่านี่คือ “นิสัยดีของคนรวย”-)

อีกองค์ประกอบที่น่าสนใจ คือ การส่ง-ถอด “รหัสมอร์ส” (ทำไม ตอนผมเรียนลูกเสือสำรอง ลูกเสือสามัญ ลูกเสือสามัญลูกใหญ่ แถมเคยอบรมนายหมู่ด้วย ในแบบไทยๆ มันถึงมีแต่การผูกเงื่อน เดินทางไกล แบกอาวุธ เรียบอาวุธ วะ? 555)

การรับส่ง “รหัสมอร์ส” คือ การครุ่นคิด-ตีความ-ลงมือทำ นี่เป็นการหลอมรวมระหว่าง “จินตนาการ-ปฏิบัติการ” ที่มีสัมฤทธิผล คือ ส่งสาร-รับสารได้

แต่น่าตลกร้าย ที่สัมฤทธิผลเหล่านั้นไม่เคยนำไปสู่ปฏิบัติการอันประสบความสำเร็จสมบูรณ์ ณ เบื้องท้าย

รวยแบบ passive จนแบบ active

parasite indian

ชีวิตคนจน-คนชั้นล่างใน “Parasite” นั้นช่างกระตือรือร้นขันแข็ง (active) ทั้งในเชิงความคิดและการกระทำ

พ่อแม่ลูกตระกูลคิมคิดเยอะ-ทำแยะ ในภารกิจต้มตุ๋นคนรวยตระกูลพัก (ส่วนเรื่องถูก-ผิด และผลที่ตามมา เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

พวกเขายังต้องปากกัดตีนถีบเมื่อประสบปัญหาน้ำเอ่อท่วม “บ้านชั้นใต้ถุนของสังคม”

หรือเมื่อแผนที่วางเอาไว้ประสบความผิดพลาด พวกเขาก็ต้องลงแรงบู๊ล้างผลาญกับคนยากไร้ คนที่ต้องดิ้นรนสู้ชีวิต เหมือนๆ กัน

ตรงกันข้าม คนรวยบ้านพัก กลับคิดและทำอะไรน้อยมากๆ จนเข้าขั้น passive

พวกเขาประสาทแ-ก อ่อนไหว เก็บกด ถูกหลอกง่ายดายเหลือเกิน ไม่รู้จักบ้านที่ตนเองอยู่อาศัย และไม่ว่องไวต่อสิ่งแปลกปลอม

คุณพักแลดูร่ำรวยจากธุรกิจที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เราก็ไม่เห็นแกทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากนั่งรถไปมา

แค่เจอฝนกระหน่ำแคมป์พักแรม ครอบครัวพักก็เผ่นกลับบ้านที่ “(คล้ายจะ) ปลอดภัย” ผิดกับครอบครัวคิมที่ต้องรีบวิ่งกลับลงไปเผชิญอุทกภัยบริเวณ “ใต้ถุนสังคม”

พ่อแม่บ้านพักพยายามจัดปาร์ตี้ฉลองวันเกิดให้บุตรชาย แต่มันก็กลับกลายเป็น “งานรื่นเริงอันล้มเหลว”

คนในครอบครัวพัก โดยเฉพาะคุณและคุณนายพักนั้น passive ไม่รู้เรื่องราว เสียจนคนอื่นพูดถึงพวกเขาได้ในเพียงแง่มุม “นิสัยดี” กับ “ฐานะร่ำรวย”

ผู้ชมไม่มีโอกาสกระทั่งจะเห็นพวกเขาทำ “เรื่องเลวๆ” ด้วยซ้ำ (หนังไม่ยอมฉายภาพ-เปิดเสียง ให้เห็น-ฟังว่าพวกเขาไล่ “แม่บ้าน-คนขับรถเก่า” ออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรมอย่างไร ด้วยคำพูดแบบไหน)

สมาชิกรายเดียวในบ้านพัคที่เหมือนจะ active และรู้เดียงสากว่าคนอื่นๆ กลับกลายเป็นเจ้าหนูน้อย “ทาซง”

อย่างไรก็ดี “ทาเฮ” พี่สาวของ “ทาซง” นั้นเคยนินทา-วิจารณ์น้องชายเอาไว้อย่างตรงจุด ว่าหมอนี่น่ะเสแสร้งทำเป็นลึกซึ้ง ทำเป็นมีอะไร แต่จริงๆ ไม่ค่อยมีอะไรหรอก

การแต่งกายเป็นอินเดียนแดง บ้ายิงธนู กางเตนท์กลางสายฝนบนสนามหญ้าเขียวขจี จึงเป็นการละเล่นแบบเด็กๆ (หรือเป็นนาฏกรรมว่างเปล่าบนจอกระจกใสกว้างขวาง) ที่ไม่ส่งผลอะไร

“ทาซง” อุตส่าห์ถอด “รหัสมอร์ส” ของสามี “แม่บ้านมุนกวัง” ได้สำเร็จ แต่เด็กเช่นเขาก็ไม่ได้คิดหรือลงมือทำอะไรต่อ

“ทาซง” ยังเป็นเด็กน้อยที่ “เปราะบาง” แค่เจอ “ผี” หรือ “คนแปลกหน้า” ผู้ไม่คุ้นเคย เขาก็หงายท้องสิ้นสติเสียแล้ว

ถ้าจะทดลองตีความให้ใหญ่โตกว่าภาพที่มองเห็น ลูกชายคนเล็กของบ้านพักอาจเป็นภาพแทน (หรือกรณีตัวอย่างแบบผลักไปให้สุดทาง) ของสมาชิกที่เหลือในครอบครัว ตลอดจนเพื่อนร่วมชนชั้นของพวกเขา

ผมจึงค่อนข้างเห็นพ้องกับหลายๆ คน ที่เสนอว่า “ปรสิต” แท้จริงในภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้ อาจเป็น “คนข้างบน” เช่น พ่อแม่ลูกตระกูลพัก ที่ไม่ทำอะไร ไม่ประสีประสา ไม่ทุกข์ร้อน แต่ยังอยู่สบาย บนความกระเสือกกระสนแร้นแค้นของ “คนข้างล่าง” เช่น ครอบครัวคิม

บ้านของสถาปนิก

parasite park

“บ้านหรูหรา” ในหนัง คือผลงานการออกแบบของสถาปนิกระดับอาจารย์ที่ขายต่อให้ตระกูลพัก

การกล่าวถึงสถาปนิกใน “Parasite” ทำให้ผมนึกถึงซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง “Good Manager” ซึ่งมีตัวละครรายหนึ่งถูกนิยามให้เป็น “สถาปนิกทางการเมือง” โดยที่งานจริงๆ ของเขา คือ การเป็นล็อบบี้ยิสต์ คอยทำงานต่อรองลับๆ หรือเก็บกวาดปัญหาต่างๆ ลงใต้ดิน ให้แก่นักการเมือง-นักธุรกิจระดับชนชั้นนำ

เราอาจเคยได้ยินคำว่า “สถาปนิก (ทาง) การเมือง” ในสังคมไทยอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก อย่างน้อยที่สุด คือ ไม่พบเจอการใช้คำนี้ในสื่อบันเทิงแน่ๆ

ขณะที่สื่อบันเทิงเกาหลี คล้ายจะถนัดคุ้นชินกับการจับคู่ “สถาปัตยกรรม-การเมือง” อยู่พอสมควร

“บ้าน” ของตระกูลพัก ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีและสลับซับซ้อนโดย “อาจารย์สถาปนิก” ก็สะท้อนถึงการทำงานร่วมระหว่าง “จินตนาการ/นามธรรม” กับ “ปฏิบัติการ/รูปธรรม” เช่นกัน

“บ้านหลังนี้” ได้รับการออกแบบ โดยเอื้อให้คนชั้นสูงใช้ชีวิตหรูหรา จมอยู่กับภาพฝัน-โรงละครกระจกใสอันว่างเปล่าเบื้องหน้า โดยไม่รู้เรื่องราว ไม่ทุกข์ร้อนอะไรบ้างเลย

แล้วสถาปนิกคนเดียวกันก็ออกแบบซอกหลืบใต้ดินที่ซุกซ่อนอยู่ตรงโลกด้านล่าง

“หน้าที่” เบื้องต้น (ในจินตนาการ) ของมันอาจเป็น “หลุมหลบภัยจากอาวุธสงครามของเกาหลีเหนือ” แต่ท้ายสุด คนยากจน คนตกอับ คนเล็กคนน้อย ก็ลงมือฉวยใช้พื้นที่ดังกล่าว เป็นที่ซ่อนตัว เป็นที่ซุกหัวนอน เป็นแหล่งยังชีพอย่างกระเบียดกระเสียร และเป็นสนามเพลาะแห่งการกดขี่ขูดรีดกันเอง ไปวันๆ

parasite kim

“บ้านหลังนี้” เป็นอุปมาของ “เมืองใหญ่” ที่ย่านคนรวย ซึ่งครอบครัวพักอาศัยอยู่ นั้นคือยอดพีระมิด ก่อนจะลดหลั่นลงไปเรื่อยๆ จนถึง “ก้นบึ้งใต้ถุนสังคม” ของครอบครัวคิม

“บ้านหลังนี้” คืออุปลักษณ์ของสังคมเกาหลี และอีกหลายๆ สังคมทั่วโลก

การออกแบบบ้าน-เมือง-สังคม จึงเป็นการออกแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่กำหนดให้ผู้คนต้องใช้ชีวิต-คิดอ่าน-ต่อสู้ต่อรอง ตามแบบแปลนที่จัดทำไว้แล้ว

แม้เมื่อคนชั้นล่างบางรายใช้ชีวิตผิดแผน จนต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของตนเอง “บ้าน” ที่ออกแบบมาอย่างซับซ้อน ก็ได้จัดวาง “พื้นที่หลบภัย/สถานที่กักกันตนใต้ดิน” เอาไว้ให้พวกเขาเรียบร้อย (และพร้อมเปิดรับเจ้าของบ้านผู้ร่ำรวยรายใหม่ ณ โลกเบื้องบน)

“บ้าน” และการตรึงสถานภาพของผู้คนในสังคม จึงกลายเป็นสิ่งที่ “ออกแบบได้” ไม่ต่างกัน

Advertisements
คนมองหนัง

ท่องเทศกาลหนังสิงคโปร์ 2018

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปท่องเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์เป็นหนที่สอง

เลยถือโอกาสนำบันทึกซึ่งเขียนถึงหนังเรื่องต่างๆ ที่ได้ดู มาเผยแพร่ในบล็อกนี้ครับ (ยกเว้น “กระเบนราหู” ที่จะเขียนแยกเป็นอีกโพสต์หนึ่ง ช่วงหลังปีใหม่ 2562)

Season of the Devil (ลาฟ ดิแอซ)

season of the devil

หนึ่ง งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ A Lullaby to the Sorrowful Mystery ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่ แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

The Ashes and Ghosts of Tayug 1931 (คริสโตเฟอร์ โกซัม)

the ashes of ghosts

หนังเล่าเรื่องราวชีวประวัติของ “เปโดร คาโลซ่า” ซึ่งเป็นคล้ายๆ ผู้นำกบฏชาวนา/ผีบุญของฟิลิปปินส์ ผ่านเหตุการณ์สามช่วงเวลา คือ ปี 1931, 1966 และ 2017

ปี 1931 เปโดรถูกเนรเทศออกมาจากฮาวาย โทษฐานไปก่อตั้งสหภาพแรงงานที่นั่น พอกลับมาบ้านเกิด เขาก็ไปนำขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านอเมริกา โดยอิงกับความเชื่อทางคริสตศาสนาแบบท้องถิ่น จนก่อให้เกิดการลุกฮือครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นเหมือน “ชัยชนะของคนแพ้” คือ บรรดาแกนนำถูกจับ ชาวบ้าน/ชาวนาที่ร่วมเป็นกบฏถูกฆ่าตายหลายราย (ชาวเมืองไม่ร่วมมือกับกบฏ) แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจแก่นักต่อสู้รุ่นต่อมา

ปี 1966 (ยุคมาร์กอสเพิ่งขึ้นมามีอำนาจ) มีนักวิชาการสองคนเดินทางขึ้นเขาไปสัมภาษณ์เปรโด ถึงการลุกฮือเมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน ก่อนที่ในอีกหนึ่งปีต่อมา เขาจะถูกสังหารอย่างทารุณโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ปี 2017 ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนหนึ่ง (เป็นตัวละครสมมุติ) พยายามสร้างหนังเกี่ยวกับเปโดร โดยเธอได้ตระหนักว่าเรื่องราวของเขาคือความทรงจำที่เลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้คนรุ่นหลัง เขาคือวีรบุรุษผู้ถูกหลงลืม

ระหว่างดูจะรู้สึกว่าช่วงเวลาของหนังนั้นคาบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองหน้าสำคัญๆ ของบ้านเราพอดี

ปี 1931 ก็ใกล้เคียงกับเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ส่วนปี 1966 ก็คือยุคสงครามเย็นหรือสงครามปราบคอมมิวนิสต์ (ในหนังระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์มาชักชวนเปโดรเข้าร่วมต่อสู้ แต่เขาไม่ได้ตอบตกลง)

โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่าพาร์ทเรื่องราวภาคปัจจุบันของหนังนั้น แสดงอาการผิดหวังฟูมฟายกับการหลงลืมประวัติศาสตร์ของคนยุคปัจจุบันมากเกินไปหน่อย

อย่างไรก็ดี จุดเด่นสุดๆ ของหนังเรื่องนี้อาจมิใช่เนื้อหา แต่อยู่ตรงรูปแบบการนำเสนอ หนังตัดสลับเหตุการณ์สามช่วงเวลาไปมา โดยเหตุการณ์ปี 1931 ถูกนำเสนอในลักษณะ “ภาพยนตร์เงียบ” เหตุการณ์ปี 1966 จะเลียนพวก “หนังสารคดีชาติพันธุ์นิพนธ์” ส่วนเหตุการณ์ปี 2017 จะเป็นการนำภาพนิ่งมาร้อยเรียงกันโดยมีเสียงวอยซ์โอเวอร์ของตัวละครผู้กำกับหญิงคอยบรรยายประกอบ

ผู้กำกับอธิบายว่ารูปแบบการนำเสนอสามประเภทจะล้อไปกับลักษณะเด่นของภาพยนตร์ (หรืออาจจะเรียกได้ว่า visual culture) ในยุคนั้นๆ

กรณีเหตุการณ์ช่วงปัจจุบัน เขาก็อ้างอิงไปถึงวัฒนธรรมการถ่ายรูปในยุคดิจิทัล (ถ้าให้ผมอธิบายเพิ่มเติม คือ มันมีการนำเสนอในลักษณะเซลฟี่นิดๆ เพราะแม้จะออกเดินทางตามหาความทรงจำว่าด้วยวีรบุรุษผู้ถูกลืม แต่คนที่มีรูปเยอะสุดในพาร์ทนี้ ดันเป็นตัวละครผู้กำกับหญิง 555)

Long Day’s Journey into Night (ไป๋กัน)

long day

ไม่ได้ดูรู้เรื่องทั้งหมด และระหว่างดูก็ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวตัวเองอยู่เป็นระยะๆ

ประเด็นหลักๆ มันน่าจะเป็นการเดินทางย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำ/อดีตของชายวัยกลางคนรายหนึ่ง ที่มีต่อรักเก่า/เพื่อนเก่า ท่ามกลางภาวะปัจจุบันที่เปลี่ยวเหงาว่างเปล่า

ซึ่งถ้าประเด็นหลักเป็นอย่างนี้จริงๆ ผมก็จะ “อิน” กับมันในระดับสูงเลย (ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง)

ครึ่งแรก หนังทำตัวเป็นโร้ดมูฟวี่, ภาพยนตร์สืบสวนสอบสวน ที่พระเอก ซึ่งเป็นนักเลงใหญ่คุมกาสิโน หวนกลับมาบ้านเกิด หลังพ่อของเขาเสียชีวิต ที่นั่นเขาได้พบรูปถ่าย ซึ่งนำไปสู่การพยายามแกะรอยสืบหาผู้หญิงคนหนึ่ง ว่าปัจจุบัน เธอไปอยู่ไหน ทำอะไร มีชีวิตอย่างไร

แต่หนังก็พาคนดูเดินทางไปพบกับความคลุมเครือ ภาวะสับสนระหว่างความจริงกับความไม่จริง ความทรงจำที่ดำรงอยู่เป็นห้วงๆ และดำเนินไปอย่างกระท่อนกระแท่น

หนังไม่ฟันธงชี้ชัดว่า “หญิงสาว” ที่พระเอกได้พบเจออีกครั้ง คือ บุคคลที่เขาตามหาจริงๆ หรือเปล่า หรือสุดท้าย เขาทำได้เพียงแค่จวนจะเจอเธอ แต่เธอที่เจอก็ไม่ใช่ตัวจริง กระทั่งต้องปล่อย “เธอ” หลุดหายเข้าไปในปล่องโพรงลึกลับซับซ้อนของความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่า

จุดหักเหหรือจุดไคลแม็กซ์ซึ่งพาหนังไปสู่ครึ่งหลังอันน่าตื่นตา ก็คือการหลุดเข้าไปสู่โลกภาพยนตร์สามมิติ

น่าสนใจว่า ก่อนหน้านั้น ตัวละครได้พูดเปรียบเทียบ “หนัง” กับ “ความทรงจำ” ไว้ว่าในขณะที่ “ความทรงจำ” มีทั้งเรื่องจริงและไม่จริงปนเปกันไป แต่ทุกอย่างในหนังคือสิ่งไม่จริง

นอกจากนั้น เรื่องราวของหนังในภาคสามมิติ ก็เป็นเหมือนภวังค์ฝัน ซึ่งขับเคลื่อนผ่านระลอกของเหตุการณ์เหนือจริงห้วงแล้วห้วงเล่า

อย่างไรก็ดี น่าตลกร้ายว่า “ความไม่จริง” และ “ความฝัน” ดังกล่าว กลับถูกนำเสนอด้วยภาพสามมิติ ซึ่งแลดู “สมจริง” กว่า (หนังสองมิติ) เดิม

โดยส่วนตัว จุดน่าสนใจซึ่งเข้าท่าดีของพาร์ทสามมิติในหนัง คือ มันแสดงให้เห็นถึงวิธีการฉายภาพหรือเล่าเรื่องราวว่าด้วย “ความทรงจำ-ความฝัน” ที่เปลี่ยนแปลงไป

ก่อนหน้านี้ เราอาจมีกลวิธีบางอย่างในการเล่าถึงองค์ประกอบดังกล่าวผ่านสื่อเดิมๆ เช่น หนังสือนิยายหรือภาพเคลื่อนไหวสองมิติ

แต่เราไม่มีทางที่จะพูดถึงความลี้ลับพิศวงของ “ความทรงจำ-ความฝัน” ผ่านเทคโนโลยี 3D แน่ๆ

อีกรายละเอียดหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ความเปรียบตอนท้ายๆ เรื่อง เมื่อพระเอกมอบ “นาฬิกา” ให้สตรีปริศนา ส่วนเธอมอบ “ไฟเย็น” ให้เขาเป็นการแลกเปลี่ยน

“นาฬิกา” หมายถึงภาวะอันเป็นนิรันดร์ (น่าเสียดายที่มันพัง) ส่วน “ไฟเย็น” คือ ภาวะที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวเพียงประเดี๋ยวประด๋าว

เมื่อนำนัยยะความหมายของทั้งสองสิ่งมารวมกัน มันก็คงคล้ายคลึงกับพันธกิจของพระเอกในหนังเรื่องนี้ นั่นคือ การเดินทางไปทบทวนความทรงจำแหว่งวิ่นที่ติดตรึงอยู่ในใจจนยากลบเลือน ทว่าบ่อเกิดแห่งความทรงจำนั้น กลับเป็นเพียงสายสัมพันธ์สว่างไสวระยะสั้นๆ ซึ่งวูบดับลับหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

The Chambermaid (ลิล่า อาวิเลซ)

chambermaid

อาจไม่ใช่หนังดีมากๆ หรือเจ๋ง/แปลกใหม่แบบสุดๆ

แต่เผลอๆ นี่อาจเป็นหนังที่ผมชอบมากที่สุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ปีนี้ และอาจเป็นหนึ่งในหนังที่ชอบมากๆ ในรอบปี 2561 ด้วย

หนังเล่าเรื่องของแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมหรู วัย 24 ปี ซึ่งมีลูกชายวัย 4 ขวบ แต่เธอว่าจ้างให้คนอื่นมาช่วยเลี้ยง เพราะไม่มีเวลามากพอ (ส่วนพ่อเด็กนั้น หนังไม่กล่าวถึง)

หนังพาเราไปพบกับบรรดาแขกบนชั้น 21 (ซึ่งตัวละครนำดูแลอยู่) ที่มีบุคลิกหลากหลาย และมีความแปลกประหลาดผิดเพี้ยนกันไปคนละอย่างสองอย่าง (ออกแนว “หลายชีวิตในโรงแรมใหญ่”) หรือแขกบางคนก็ไม่ปรากฏกายออกมาเลย แต่มีความสำคัญต่อจิตใจคุณแม่บ้านมิใช่น้อย

พร้อมๆ กันนั้น หนังก็ค่อยๆ คลี่คลายให้เราเห็นมิติซับซ้อนของชีวิตตัวละครนำ ผ่านสถานการณ์เล็กๆ น้อยๆ นานาประการ

ตั้งแต่ฉากที่เธอโทรศัพท์ไปคุยกับลูกและคนเลี้ยงลูก (หรือฉากที่เธอไปรับจ๊อบเลี้ยงเด็กเล็ก ซึ่งเป็นลูกของแขกโรงแรมคนหนึ่ง ระหว่างที่แม่ของเด็กอาบน้ำ)

ฉากที่เธอเล่นบทพ่อแง่แม่งอนกับเพื่อนร่วมงานเพศชาย (พนักงานทำความสะอาดกระจก) ซึ่งเข้ามาจีบเธอ อันนำไปสู่โมเมนต์สำคัญของหนัง ที่ทำให้ฉากระหว่างอนันดา-พรทิพย์ใน “พลอย” ของเป็นเอก แลดูจิ๊บๆ ไปเลย

ฉากที่เธอไปเรียนหนังสือภาคค่ำ และได้ทำความรู้จักกับเพื่อนพนักงานใหม่ๆ

ตลอดจนการพยายามไต่เต้าและความมุ่งมาดปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมของเธอ ผ่านการเฝ้าทวงถามเรื่องการได้สิทธิถือครองชุดราตรีที่มีลูกค้าลืมไว้ หรือความต้องการจะเลื่อนขั้นเลื่อนระดับในการทำงาน

หนังเล่าเรื่องราวเหล่านี้ไปอย่างเรียบเรื่อยทว่าเพลิดเพลิน และบทจะต้องเร้าอารมณ์ มันก็เร้าขึ้น

โดยรวมๆ โลกของตัวละครนำเหมือนจะรื่นรมย์อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็หนักไปทางอมทุกข์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้ทำแค่แสดงความเห็นใจหรือเอาใจช่วยเธอ แต่หนังยังขับเน้นให้เห็นถึงความตึงเครียด, การหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง, การไม่มีเพื่อน และความทะเยอทะยานที่เกินขีดไปบ้างจนน่าหวั่นกลัวของตัวละครรายนี้

(พูดง่ายๆ ลักษณะนิสัยเฉพาะของเธอได้ผลักไสให้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว มีความทุกข์ยากขึ้นไปอีก)

บทสรุปของหนัง “เจ๋ง” และ “เหวอ” พอสมควร กล่าวคือ เมื่อคุณแม่บ้านตัวละครนำแกเลื่อนไปเป็นพนักงานระดับดีเลิศประจำ “ชั้นหรู” ไม่ได้เสียที (แถมยังคล้ายจะโดนหักหลังนิดๆ โดยเพื่อนใหม่ด้วยซ้ำ) สิ่งที่เธอทำ จึงได้แก่การทดลองสลับสับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองจากแม่บ้านทำความสะอาดไป (เลียนแบบ/สวมรอย) เป็น “แขกโรงแรม” ดูบ้างซะเลย

ป.ล.

ขณะเดียวกัน ผมก็ชอบรายละเอียดเล็กๆ จำนวนหนึ่งในหนัง เช่น การฉายภาพให้เห็นว่าเวลาแขกมันทำห้องพักในโรงแรมเละนั้น มันเละเทะได้ถึงขั้นไหน

หรือหนังจะเน้นให้เห็นว่าตัวละครนำเธอเป็นคน “มือหนัก” ระดับที่ขัดส้วมได้สะอาดเอี่ยม แต่ไอ้อาการมือหนักนั้น ก็ลามไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่เวลาเธออาบน้ำ หรือเวลาเธอแอบหยิบจับข้าวของของแขกขึ้นมาดู

ตัวละครสมทบอีกรายที่น่าประทับใจ ได้แก่ คุณป้าที่คอยทำหน้าที่กดลิฟท์โดยสารให้บรรดาพนักงาน แกเล่าว่าตัวเองก็เคยเป็นแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักมาก่อน แต่เพราะมีปัญหาด้านร่างกายจากการปฏิบัติงาน จึงต้องมารับหน้าที่นี้ อีกรายละเอียดที่น่าสนใจดี คือ ระหว่างต้องยืนขึ้นๆ ลงๆ พร้อมลิฟท์ คุณป้าจะชอบอ่านหนังสือฆ่าเวลาไปด้วย

Our Time (คาร์ลอส เรย์กาดาส)

our time

อาจไม่ได้ชอบมันมาก ไม่ได้เข้าใจมันมาก (มีวูบหลับไปเล็กน้อย ตื่นมาต้องปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่พักใหญ่)

แต่ถึงที่สุด รู้สึกว่าหนังมันทะเยอทะยานดี

ในแง่เรื่องราว หนังเล่าถึงชีวิตคู่/ครอบครัวที่มีปัญหาระหองระแหงทางความสัมพันธ์ (การนอกใจ) หรืออาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนังว่าด้วยปัญหาความรัก-ปัญหาชีวิตของกวี (ระหว่างดูจะนึกถึงหนังหลายๆ เรื่องของวูดดี้ อัลเลน)

นี่จึงเป็นเรื่องราวว่าด้วย “โลกส่วนตัว” ของปัญญาชนที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร

แต่ “โลกส่วนตัว” หรือเรื่องราวส่วนบุคคลเล็กๆ กลับถูกนำเสนอผ่านหนังที่ยาวกว่า 3 ชั่วโมง เต็มไปด้วยรายละเอียดยุบยิบ เล่นใหญ่ มากมาย

หลายๆ ซีนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักมากนัก ถูกนำเสนออย่างวิจิตรบรรจง ละเอียดลออ เช่น ฉากการแสดงดนตรีคลาสสิก ฉากขับรถยนต์ของนางเอก ที่ค่อยๆ เจาะลึกไปถึงระบบเครื่องยนต์กลไกของรถ ฉากเปิดเรื่องว่าด้วยความสุขสดใสอันงดงามของวัยเยาว์ หรือฉากปิดเรื่องว่าด้วยการเอาตัวรอดหรือความโหดร้ายในระบบแพ้คัดออกของธรรมชาติ

ด้านหนึ่ง เราอาจตั้งคำถามได้ว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ต้องถูกนำเสนอออกมาอย่างอลังการเป็นมหากาพย์ขนาดนั้น?

แต่อีกด้าน ก็อาจถามกลับได้เช่นกันว่า ทำไมเราถึงจะเล่าเรื่องราวความรัก ชีวิตครอบครัว ผุๆ พังๆ ของคนธรรมดา ให้เป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ ไม่ได้ล่ะ?

Graves Without a Name (ฤทธี ปานห์)

graves without a name

หนังใหม่ของฤทธี ปานห์

สิ่งที่ชอบ คือ เหมือนหนังจะนำเสนอว่ามันมีวิธีวิทยาและญาณวิทยาที่หลากหลาย ในการเข้าถึงความจริงและความทรงจำบาดแผลยุคเขมรแดง

แน่นอน วิธีการหนึ่งที่จำเป็นต้องมี คือ การสัมภาษณ์แบบ talking head บรรดาผู้ที่เคยอยู่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ซึ่งชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่ถูกสัมภาษณ์ ก็มีบทบาททั้งในฐานะ “ผู้กระทำการ” คือ เคยเข้าร่วมกับเขมรแดงอย่างกระตือรือร้น และ “ถูกกระทำ” กล่าวคือ แม้ชาวชนบทเช่นพวกเขาจะไม่ถูกทำร้ายทรมาน แต่หลายคนก็ตระหนักว่า ภายหลังความตายของผู้คนชาวเมืองที่ร่ำรวยจำนวนมากมาย ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น ความเท่าเทียมที่เคยหวังไม่ปรากฏ หรือสุดท้ายแล้ว พวกเขาโดนหลอกนั่นเอง

(ชาวบ้านคนหนึ่งพูดปลงๆ ทำนองว่า ถ้าพื้นโลกมันไม่ “ราบเป็นหน้ากลอง” ความเท่าเทียมก็ไม่มีอยู่จริงหรอก)

การสัมภาษณ์ “ผู้กระทำการ/ผู้ถูกกระทำ” ในหนังเรื่องนี้ให้ผลลัพธ์ที่ตื้นตันชวนฉุกคิดดีอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้บีบคั้น กดดัน ทารุณ เท่ากับงานของ “โจชัว ออพเพนไฮเมอร์” ในกรณีฝ่ายขวาอินโดนีเซีย

แต่สิ่งที่ผมตื่นตาตื่นใจจริงๆ กลับเป็นเนื้อหาในส่วนของการติดต่อวิญญาณคนตาย/เหยื่อผู้เสียชีวิต และการเสาะแสวงหาร่องรอยของพวกเขา (ซึ่งไม่ใช่กระดูกหรือร่างแท้จริงด้วยซ้ำ) ผ่าน “ไสยศาสตร์”

ซึ่ง “ไสยศาสตร์” ในหนังก็มีหลากหลายมาก ตั้งแต่พิธีกรรม “การเกิดใหม่” แบบพุทธ-ผี, การเข้าทรง, การนั่งทางใน หรือการตั้งไข่ เพื่อสื่อสารกับวิญญาณ

ปานห์จึงกำลังบอกคนดูว่า การเข้าถึง “ความจริง” และ/หรือ “ความทรงจำ” นั้นมีหลายแบบ และบางที “ความจริง” ที่เยียวยาเราอาจจะ “ไม่จริง” ก็ได้

ดุจเดียวกับ “ก้อนหิน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เขาใช้สื่อแทน “กระดูกผู้วายชนม์”

ดังนั้น จุดเด่นของหนังสารคดีเรื่องนี้ จึงได้แก่ สารที่บอกว่าการเดินทางเสาะแสวงหาสัจจะทางการเมืองนั้น มีมิติเรื่อง “จิตวิญญาณ” ดำเนินคู่ขนานกันไป

บ่อยครั้ง มิติอย่างหลังกลายเป็นสิ่งที่ช่วยปลดปล่อย หรืออย่างน้อยก็ผ่อนคลายเรา จากพันธะหนักอึ้งของอดีตและความทรงจำ

คนมองหนัง

บันทึกถึง Roma

หนึ่ง

ขอพูดเรื่องเทคนิคแบบคนมีความรู้ชนิดงูๆ ปลาๆ ก่อนเป็นลำดับแรก

กลายเป็นว่าองค์ประกอบหนึ่งที่ผมชอบมากใน Roma คือเรื่องเสียง ซึ่ง “อัลฟองโซ กัวรอง” พยายามเล่นกับคนดู ด้วยการทำให้เราได้ยินเสียงนู่นนี่ ทางโน้นทางนี้ ที่อยู่นอกเหนือไปจากสถานการณ์ที่ถูกโฟกัสในจอภาพยนตร์

ก่อนหน้านี้ ผมได้อ่านหลายความเห็นที่ตั้งข้อสงสัยว่า Roma นั้นเหมาะสมกับการเผยแพร่ผ่านช่องทางเน็ตฟลิกซ์มากน้อยแค่ไหน เพราะงานด้านภาพที่ดีของหนังอาจเหมาะสมสำหรับการนั่งชมผ่านจอใหญ่ๆ ในโรงภาพยนตร์มากกว่า

อย่างไรก็ดี ผมกลับรู้สึกว่า ลูกเล่นด้านเสียงที่กัวรองเลือกใช้ กลับสะท้อนถึงวัฒนธรรมการเสพสื่อบันเทิงในจอคอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต/สมาร์ทโฟนได้ดี

เพราะบ่อยครั้ง เวลาเราเปิดดูวิดีโอในคอมพิวเตอร์ เรามักเผลอ/ตั้งใจเปิดคลิปต่างๆ ในหลายๆ หน้าพร้อมกัน และไปๆ มาๆ เราจะเริ่มงุนงงเองว่าทำไมเสียงแปลกปลอมบางอย่าง (จากคลิปหนึ่ง) จึงดังแทรกเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในอีกคลิปหนึ่ง (มันมาจากไหนกันวะ?)

ตามความเห็นส่วนตัวของผม เสียงอันหลากชนิดหลายทิศทางที่ปรากฏใน Roma จึงมีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมการรับฟังเสียงผ่านหน้าจอต่างๆ ในชีวิตประจำวันร่วมสมัยของเรา

ซึ่งแน่นอน ประเด็นเรื่องเสียงนี่ก็ล้อไปกับภาวะคู่ขนาน/ปะทะกันระหว่างเรื่องราวหลักและเรื่องราวในฉากหลัง (ว่าด้วยบริบททางประวัติศาสตร์-การเมือง) ของหนัง

สอง

roma 5

จากประสบการณ์ส่วนตัวจะอินกับสองประเด็นในหนัง

ประเด็นแรก ว่าด้วยรถของครอบครัวเจ้านายนางเอกที่ใหญ่เกินประตู/ทางเข้าบ้าน

ข้อนี้ผมอินมาก จากประสบการณ์การเป็นคนนั่ง/ขับรถยนต์อยู่ในซอยเล็กๆ แถวฝั่งธนมากว่า 30 ปี

หลายคนที่อยู่ย่านนี้ คงจะพอรู้สภาพซอย (ไม่วันเวย์) จำนวนมาก ที่บางช่วงก็กว้างแค่พอให้รถประมาณ 1 ¼ คัน แล่นสวนกันได้

แต่สุดท้าย รถยนต์ 2 หรือ 3 หรือ 4 คัน ก็มักต้องมาต่อแถวเผชิญหน้ากันตรง “ช่องแคบ” นั้นเสมอ (พ่วงด้วยมอเตอร์ไซค์อีกขบวนใหญ่)

นี่เป็นปัญหาในชีวิตประจำวันของคนมีตังค์พอจะขับรถยนต์ในซอยเหล่านี้ ซึ่งถ้าคุณเดินหรือขี่มอเตอร์ไซค์/จักรยาน ก็จะไม่เจอปัญหาดังกล่าว (แต่ความสะดวกย่อมลดลงเมื่อต้องออกถนนใหญ่เพื่อเดินทางไปไหนไกลๆ หรือเมื่อฝนเทลงมา)

ผมตีความเอาเองว่า ฉากรถใหญ่คับทางเข้าบ้านที่ถูกใส่มาซ้ำๆ ก็คงตั้งใจพูดถึงประเด็นคล้ายๆ กันนี้ นั่นคือ ปัญหาหรือทุกข์ของคนมีอันจะกิน (ซึ่งก็เป็นปัญหาอีกชุดหนึ่งที่แตกต่างจากปัญหาชีวิตของคนชั้นล่าง)

สาม

roma โปสเตอร์

เอาเข้าจริง ผมเองนั้นอินกับโครงเรื่องหลักของ Roma อยู่ไม่น้อย อันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน/ครอบครัวที่มี “คนรับใช้” มาโดยตลอด

แม้โดยส่วนตัว ผมจะไม่ค่อยได้ใกล้ชิดบรรดา “แม่บ้าน/คนรับใช้” มากนัก หลังจากพ้นวัยเด็กประมาณ 10-11 ปี เพราะไม่อยากพบเจอกับเรื่องปวดหัวหรือความยุ่งยากต่างๆ นานา (แต่ชีวิตประจำวันคงจะสับสนวุ่นวายเกินคณานับ ถ้าไม่มีคนรับใช้อยู่ในบ้านเลย)

อย่างไรก็ตาม ผมพอจะรับรู้ได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวผมและคนรับใช้รุ่นแล้วรุ่นเล่า/คนแล้วคนเล่า ก็ดำเนินไปคล้ายๆ เรื่องราวในหนัง

หลายครั้ง คนรับใช้บางรายก็เข้ามามีส่วนรับรู้/แบกรับ/แชร์ปัญหาของเจ้านาย บางครั้ง คนรับใช้อาจเป็นฝ่ายโดนดุด่าว่ากล่าวอย่างไม่ค่อยมีเหตุผลนัก แต่หลายหน คนรับใช้ก็ทำอะไรบางอย่างที่ผิดพลาด และ/หรือออกไปก่อปัญหาที่เกินเลยเกินการควบคุม/อำนาจ/ความช่วยเหลือของเจ้านาย

และแน่นอน มีอยู่หลายคราว ที่เจ้านายเข้าไปอุปถัมภ์/ช่วยเหลือคนรับใช้อย่างมากมายราวกับเป็นญาติสนิทคนหนึ่งในครอบครัว ท่ามกลางสายสัมพันธ์ส่วนใหญ่ที่มีลำดับชั้นสูง-ต่ำ และการใช้อำนาจแบบบนลงล่าง

ผมยังแอบสงสัยอยู่นิดๆ ถึงฉากจบของ Roma ที่แสดงให้เห็นว่าเหล่าคนรับใช้ยังคงเลือกดำเนินชีวิตแบบเดิมต่อไป ในบ้านหลังเดิม แม้จะเกิดความผันแปรกับครอบครัวเจ้านายและชีวิตส่วนตัวของคนรับใช้เอง

ที่คาใจก็เพราะแม้จะพอรู้ว่ามี “คนรับใช้” ในบางบ้าน ซึ่งทำงานรับใช้เจ้านาย (และเจ้านายก็ดูแลเขา/เธอ) ไปชั่วชีวิต ทว่าครอบครัวผมยังไม่เคยพานพบประสบการณ์แบบนั้น

เนื่องจากพอถึงจุดหนึ่ง วิถีชีวิตของนายจ้างกับเป้าหมายชีวิตของลูกจ้าง ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย ก็ไม่ได้บรรจบลงรอยบนเส้นทางสายเดียวกันอีกต่อไป และมักลงเอยด้วยการแยกทาง “โดยดี” ในบางครั้ง และ “ย่ำแย่ระหองระแหง” ในบางคราว

เอาเข้าจริง ผมแอบเชียร์ให้หนังปิดฉากลงตรงเหตุการณ์ที่ชายหาด ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายจ้างและคนรับใช้ต่างมีแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตหรือการแสดงออกทางพฤติกรรมอันผิดแผกแตกต่างกัน

นายจ้างอาจซาบซึ้งและมองเห็นคนรับใช้เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว หลังจากเธอช่วยชีวิตเจ้านายน้อยๆ สองรายจากคลื่นทะเลที่ซัดโหมจู่โจมเข้ามา (ถ้าปล่อยให้เด็กจมน้ำ เธอก็คงโดน -แม่ที่ปล่อยลูกเล็กๆ เล่นน้ำทะเล โดยมีแค่พี่เลี้ยงที่ว่ายน้ำไม่เป็นเฝ้าดูอยู่ห่างๆ- ด่ากราดอีก) แต่สำหรับฝ่ายคนรับใช้ เธออาจต้องการชำระบาปที่ไม่สามารถรักษาชีวิตลูกน้อยของตัวเองเอาไว้ได้ ผ่านการช่วยเหลือชีวิตลูกคนอื่น/เจ้านาย

สาม

roma 6

มีโมทีฟอีกสองอย่างที่ผมชอบใน Roma

เริ่มจากสุนัข ทั้งเจ้าหมามอมๆ กระโดดเหยงๆ ตรงรั้วบ้านกลุ่มตัวละครนำ และหมามอมๆ ชอบมาเลียมือคลุกคลีกับตัวละครคนรับใช้ ตามสถานที่อื่นๆ

ระหว่างดู ผมไม่แน่ใจว่าหมาเหล่านี้มีนัยยะความหมายอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพียงแต่รู้สึกว่าพวกมันเป็นองค์ประกอบที่แปลกตาดี และไม่ค่อยเห็น (หมาจำนวนมากขนาดนี้) บ่อยนัก ในภาพยนตร์ต่างประเทศ (ยกเว้นหนังที่เล่าเรื่องของสุนัขในฐานะตัวละครหลัก)

อีกข้อที่ผมสังเกตเห็น คือ พวกกลุ่มตัวละครเจ้านายจะไม่ได้พิศวาส “สุนัขใน-นอกบ้าน” ทั้งหลายมากมายนัก แค่ลูบหัวเล่น ทักทายนิดหน่อย แต่เป็นพวกคนใช้ต่างหากที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกมัน

ผมยังไม่ได้คิดตีความใดๆ ต่อ กระทั่งเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊กท่านหนึ่ง ลองแปลความถึงกรณีนี้เอาไว้ทำนองว่าชีวิตของคนรับใช้ก็คงไม่ต่างอะไรจากชีวิตของสุนัขในหนัง ซึ่งผมเห็นว่านี่เป็นการใส่รหัสความหมายที่เข้าท่าดีเหมือนกัน

อีกโมทีฟหนึ่งที่หลายคนคงสังเกตเห็นคือเครื่องบินบนฟากฟ้าซึ่งบินผ่านไปมาหลายหน

เครื่องบินอาจหมายถึงการมุ่งหวังใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าของตัวละครคนรับใช้ แต่ขณะเดียวกัน มันก็อาจเป็น “เส้นขอบฟ้า” หรือ “เพดานขีดจำกัด (อันคล้ายจะไกลโพ้น)” ในโลกใบเล็กๆ ที่มีทางเลือกไม่มากนักของนางเอกและผองเพื่อนร่วมชนชั้น/อาชีพ

ซึ่งเอาเข้าจริง ชีวิตของเธอก็ยังไต่เต้าไปไม่ถึง “เส้นขอบฟ้า” ดังกล่าวด้วยซ้ำ หากวนเวียนอยู่กับการชะล้างทำความสะอาดภาคพื้นเบื้องล่าง และขึ้นไปได้สูงสุดแค่ดาดฟ้าของบ้านเจ้านายเพื่อตากผ้า

สี่

the chambermaid

หนังอีกเรื่องที่น่าฉายคู่กับ Roma คือ The Chambermaid ของ “ลิลา อาวิเลส” ซึ่งในแง่เทคนิคฝีมือคงยังแพรวพราวลุ่มลึกสู้กัวรองไม่ได้

แต่โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่าหนังเม็กซิกันทั้งสองเรื่องเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อกันได้ลงตัว หรือเป็นบทสนทนาในประเด็นต่อเนื่องกันพอดี

ในขณะที่ Roma พูดถึงคนรับใช้หรือชนชั้นล่างที่ได้รับการโอบอุ้มประคับประคองจากระบบอุปถัมภ์ใต้อำนาจของชนชั้นที่สูงกว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะแชร์ปัญหาส่วนบุคคล/ครอบครัว/เพศสภาพคล้ายๆ กัน และดำรงตนอยู่ท่ามกลางสภาวะการเมืองภายในประเทศที่ผกผันไปพร้อมๆ กัน

The Chambermaid กลับพูดถึงคนชั้นล่างในฐานะแรงงานภาคบริการประจำโรงแรมหรู ซึ่งเป็นปัจเจกชนตัวเดี่ยวโดด (จริงๆ คือ มีลูกเล็กๆ –ซึ่งไม่ปรากฏในจอภาพยนตร์- แต่ไร้พ่อของลูก คล้ายคลึงกับตัวละครสตรีใน Roma) ผู้แทบจะปราศจากเครือข่ายความสัมพันธ์หรืออุปถัมภ์ใดๆ

เธอใฝ่ฝันทะเยอทะยานอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหนสักที เพราะอำนาจ/การตัดสินใจ (ที่อธิบายไม่ได้) ของนายจ้าง การต้องแข่งขันกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ซึ่งมีความฝันแบบเดียวกัน ตลอดจนสหภาพแรงงานที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก ท่ามกลางบริบทของธุรกิจโรงแรม/อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในยุคโลกาภิวัตน์

ป.ล.

roma family

สถานการณ์เล็กๆ ในหนัง ที่ผมว่าน่าสนใจ คือ ฉากที่ลูกชายสองคนแรกของเจ้านายนางเอกทะเลาะกัน แล้วน้องคนที่สองปา “ของแข็ง” บางอย่างใส่พี่คนโตแบบชนิดเอาตาย จนทำให้กระจกหน้าบ้านแตกเป็นรูโหว่

หลังจากเหตุการณ์นั้น เจ้าพี่ชายก็แสดงสีหน้าประหลาดใจประมาณว่า “ใจคอมึง (น้องชาย) กะจะฆ่ากูเลยเหรอ?” และจนกระทั่งหนังจบ (ผมเข้าใจไปเองว่า) สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องคู่นี้ก็ไม่ได้กลับมาแน่นแฟ้นดังเดิม

ดังนั้น อีกประเด็นหนึ่งที่เหมือนกัวรองจะพยายามพูดผ่าน Roma ก็คือ บางที สายสัมพันธ์นอกสถาบันครอบครัว เช่น นายจ้าง-คนรับใช้ นั้นอาจแน่นแฟ้นกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่-น้อง หรือสามี-ภรรยา

คนมองหนัง

บันทึกถึง “One Cut of the Dead”

เบื้องต้นเลย คือ หนังงดงามและสนุกมากๆ

ทีนี้มาว่ากันถึงประเด็นน่าสนใจในหนังเป็นข้อๆ ไป

หนึ่ง

เณรกระโดดกำแพง

ไม่แปลกใจถ้าจะมีการนำหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มาวางคู่กับ “เณรกระโดดกำแพง” ในฐานะ “หนังพี่น้อง” ที่บอกกล่าวเล่าระบายถึงภาวะดิ้นรนของคนทำหนังตัวเล็กๆ

One-Cut-of-the-Dead-poster

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่หนังทั้งสองเรื่องแชร์ร่วมกัน กลับถูกถ่ายทอดออกมาด้วยมุมมองและกลวิธีที่คล้ายจะแตกต่างกัน

สอง

ขณะที่ “เณรกระโดดกำแพง” พูดถึงชีวิต ความฝัน ความทุกข์ของคนทำหนังอินดี้นอกระบบอุตสาหกรรม “One Cut of the Dead” กลับเล่าถึงความสุข ความปรารถนาของคนทำหนังในระบบอุตสาหกรรม ที่รับงานหลากหลายจิปาถะ และยอมเรียกร้องงบประมาณจากนายทุน/เจ้าของเงินในราคาไม่สูงนัก

หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้จึงไม่ได้ถ่ายทอดความสุข-ความปรารถนาของศิลปิน/นักต่อสู้ที่หวังจะสร้างหนังให้กลายเป็นผลงานศิลปะอันสูงส่ง ตลอดจนเครื่องมือวิพากษ์สังคม/การเมืองอันซื่อสัตย์เถรตรง

onecut 5

ตรงกันข้าม ความสุข-ความปรารถนาแบบพอประมาณ พอถูๆ ไถๆ ที่ปรากฏในหนัง นั้นยึดโยงอยู่กับการได้โอกาสทำงานเชิงพาณิชย์ศิลป์ในวงการภาพยนตร์โทรทัศน์ หรือการได้เข้าไปร่วมเป็นฟันเฟืองระดับยิบย่อยในอุตสาหกรรมบันเทิงขนาดมหึมา

สาม

เสน่ห์ประการหนึ่งของ “เณรกระโดดกำแพง” คือ การส่องประกายฉายฉานของซับพล็อตย่อยๆ (โดยเฉพาะเกร็ดชีวิตของสามเณรตัวละครเอก) ที่มีศักยภาพสูงพอจะโน้มน้าวให้คนดูหันไปสนใจใคร่ครวญถึงประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากประเด็นชีวิตและการต่อสู้ของคนทำหนัง

ผิดกับ “One Cut of the Dead” ที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยกระบวนการทำหนังเล็กๆ คล้ายคลึงกัน แต่แทบไม่วอกแวกออกไปหาประเด็นอื่นๆ

one-cut-of-the-dead_poster_goldposter_com_3

หนังอาจมีซับพล็อต เช่น ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ (ผู้กำกับ), แม่ (นักแสดงเก่า ผู้มีปัญหาเรื่องการอินบทจนแยกหนังกับความเป็นจริงไม่ออก) และลูกสาว (เด็กกองถ่ายมือใหม่ ที่อยากยืนบนลำแข้งของตนเอง และมีความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์)

one cut daughter

แต่สุดท้าย ปัญหาครอบครัวก็กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตจิตใจของ “คนทำหนัง”

เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องธุรกิจ-อุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งแยกไม่ออกจากเรื่องกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์อยู่แล้ว

สี่

ผมชอบหน้าตาของตัวละคร “เจ๊/คุณป้า” ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ที่ทำให้นึกถึง “คุณจิ๊ อัจฉราพรรณ” และ “คุณเหี่ยวฟ้า”

อย่างไรก็ดี นอกจากหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ การดำรงอยู่ของเจ๊คนนี้และพวกทีมงานฝ่ายบริหารในออฟฟิศ กลับกระตุ้นให้ผู้ชมมองเห็น/ตระหนักถึงรอยแตกร้าวระหว่างชนชั้นในอุตสาหกรรมบันเทิง ที่แบ่งแยกนายทุน/ผู้บริหาร/เจ้าของเงิน ออกจากคนลงมือปฏิบัติงาน

onecut 3

แน่นอน “ความสุขความสมหวัง” ของเจ๊ระหว่างนั่งชมหนังซอมบี้ดิบๆ ทางโทรทัศน์ในสำนักงานใหญ่ (มีบางช่วงแกแอบละสายตาไปเล่นมือถือด้วยซ้ำ) และหลังจากปฏิบัติการถ่ายทอดสดหนังสั้นเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นลง (ดูเหมือนจะ) โดย “สมบูรณ์” กับ “ความสุขความโล่งใจ” ของบรรดาสมาชิกกองถ่าย ภายหลังการถ่ายทำหนังลองเทคออกอากาศสด ที่เต็มไปด้วยปมปัญหาต่างๆ นานาให้ต้องคอยแก้ไขชนิดเลือดตาแทบกระเด็นนั้น มัน “แตกต่างกัน” ลิบลับ

one cut crain

(เอาเข้าจริง จุดหนึ่งที่ผมอยากลอง “หาเรื่อง” ก็คือ แม้กระทั่งฉาก “เครนมนุษย์” อันซาบซึ้งและน่าประทับใจ ก็อาจมิได้นำไปสู่ “ภราดรภาพ” หรือความเท่าเทียมใดๆ ระหว่างคนในกองถ่ายภาพยนตร์ ตรงกันข้าม นั่นคือการเรียงลำดับช่วงชั้นแบบใหม่ ที่โปรดิวเซอร์/ตัวแทนนายทุน และนักแสดงใหญ่ ต้องทอดกายลงเป็นงัวงาน ขณะที่ผู้กำกับ/ทายาทผู้กำกับได้โอกาสสถาปนาอำนาจนำของตนเองสมตามความใฝ่ฝันและอุดมคติ)

สุดท้าย ทั้ง “One Cut of the Dead” และ “เณรกระโดดกำแพง” จึงหวนคืนมาบรรจบพบเจอกันอีกครั้ง

ในสมรภูมิของอุตสาหกรรมบันเทิงที่เต็มไปด้วยความไม่เสมอภาค การเอารัดเอาเปรียบ และการต้องยื้อแย่งสิทธิในการเข้าถึง/บริหารจัดการทรัพยากร

ซึ่งบางครั้งอาจถูกฉาบหน้าด้วยความทุกข์ ความตึงเครียด ทว่าบางคราวอาจถูกเคลือบเลี่ยมด้วยความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

คนมองหนัง

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” คนทำหนังญี่ปุ่นรายล่าสุด ผู้คว้า “ปาล์มทองคำ”

หมายเหตุ ปรับปรุงแก้ไขจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมีจุดผิดพลาดตรงข้อมูลสถิติเรื่องแวดวงภาพยนตร์ญี่ปุ่นกับรางวัลปาล์มทองคำ

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” วัย 55 ปี เพิ่งพาหนังใหม่ของตนเองเรื่อง “Shoplifters” คว้า “ปาล์มทองคำ” อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ครั้งที่ 71

นี่คือครั้งที่ 7 ซึ่งหนังของเขาได้รับคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลเมืองคานส์ โดยเป็นการเข้าประกวดสายหลักเสีย 5 เรื่อง (โคเรเอดะได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำหนแรกจากหนังเรื่อง “Distance” เมื่อปี 2001)

ผู้กำกับฯ แนวหน้าจากญี่ปุ่น เคยเฉียดใกล้ปาล์มทองคำมากที่สุด เมื่อคราวนำหนังเรื่อง “Like Father, Like Son” คว้าจูรี่ไพรซ์ (รางวัลสำคัญอันดับสามของเทศกาล) มาครองเมื่อปี 2013

หนังเล่าเรื่องราวของสามีภรรยาชนชั้นกลางซึ่งเพิ่งตระหนักว่าลูกชายวัย 6 ปี ที่พวกตนเลี้ยงดูมา ไม่ใช่ “บุตรโดยสายเลือด” แต่เขาถูกสับเปลี่ยนกับเด็กทารกอีกคน ผู้ถือกำเนิดจากครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจนกว่า เมื่อแรกเกิดที่โรงพยาบาล

ส่วนผลงานซึ่งทำให้โคเรเอดะเป็นที่รู้จักในวงกว้างนอกประเทศญี่ปุ่น คือ “Nobody Knows” (2004)

หนังพูดถึงกลุ่มเด็กเร่อนถูกทอดทิ้ง พร้อมตั้งคำถามแหลมคมว่าบรรดาปัจเจกบุคคลควรรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่พวกตนก่อขึ้น หรือว่าเราควรกล่าวโทษสังคมที่หล่อเลี้ยงคนเหล่านั้นขึ้นมา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งผลให้ “ยูยะ ยากิระ” ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ขณะมีวัยเพียง 14 ปี

 

บางคนเปรียบเทียบโคเรเอดะกับ “เคน โลช” นักทำหนังอาวุโสชาวอังกฤษผู้มีแนวคิดสังคมนิยมชนิดเข้มข้น (และเคยคว้าปาล์มทองคำมาสองหน) เพราะทั้งคู่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของเหล่าสามัญชนคนยากไร้ผ่านศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างจับใจผู้ชมเหมือนๆ กัน

กระทั่งมีการขนานนามให้โคเรเอดะเป็น “เคน โลช แห่งญี่ปุ่น”

ขณะเดียวกัน บางคนก็เปรียบเปรยเขากับปรมาจารย์ร่วมชาติอย่าง “ยาสึจิโร โอสุ” โดยพิจารณาจากภาวะโศกเศร้าสะเทือนอารมณ์ อันเป็นจุดเด่นซึ่งมักปรากฏในภาพยนตร์ของสองยอดนักทำหนังต่างยุค

“Shoplifters” ภาพยนตร์ลำดับที่ 13 ของโคเรเอดะ เล่าเรื่องราวการสู้ชีวิตของครอบครัวชาวบ้านฐานะยากจน ซึ่งอาศัยอยู่ ณ บ้านหนึ่งชั้นสภาพทรุดโทรมในกรุงโตเกียว

ทุกชีวิตในบ้านต่างหวังพึ่งพาเบี้ยคนชราซึ่งคุณยาย สมาชิกอาวุโสสูงสุดของครัวเรือน ได้รับจากหน่วยงานรัฐ แต่เงินจำนวนนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับการยังชีพ สมาชิกที่เหลือ (มีทั้งที่ผูกพันกันทางสายเลือดและไม่ใช่) จึงต้องออกตระเวนลักเล็กขโมยน้อย

เท่ากับว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของครอบครัวในหนัง ถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยการก่ออาชญากรรม

 

โคเรเอดะให้สัมภาษณ์ลิซ แช็กเกิลตัน แห่งสกรีนเดลี่ ว่า ตนเองทำหนังเรื่องนี้จากคำถามตั้งต้นว่าอะไรคือสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงสมาชิกครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน?

เป็นสายเลือดหรือเวลาที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน?

คำถามสองข้อนี้ถูกผนวกเข้ากับข่าวคราวที่เขาอ่านพบเมื่อไม่กี่ปีก่อน ซึ่งสื่อมวลชนรายงานว่ามีครอบครัวฐานะขัดสนไม่ยอมแจ้งภาครัฐว่าสมาชิกวัยชราในบ้านได้เสียชีวิตลงแล้ว เพราะต้องการจะนำเงินบำนาญคนสูงอายุมาใช้จ่ายดูแลสมาชิกที่เหลือ

“ความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมญี่ปุ่นถูกถ่างขยายให้กว้างขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จนมีผู้คนจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองอย่างที่พวกเขาพึงจะได้รับ” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำรายล่าสุดบรรยาย

นอกจากนั้น “Shoplifters” ยังเจริญรอยตามผลงานหลายเรื่องก่อนหน้านี้ของโคเรเอดะ ซึ่งพยายามตั้งคำถามกับแนวคิด/คุณค่าเรื่อง “สายเลือด” ที่สังคมญี่ปุ่นยึดมั่นถือมั่น

โดยส่วนตัว เขาเชื่อว่ายังมีสายสัมพันธ์ทางสังคมชนิดอื่นๆ ที่สำคัญและลึกซึ้งไม่แพ้เรื่องสายเลือด และการยึดถือคติว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ก็ส่งผลให้ระบบรัฐสวัสดิการในประเทศญี่ปุ่นไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

 

โคเรเอดะเป็นชาวโตเกียวโดยกำเนิด เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ และเริ่มต้นทำงานด้วยอาชีพนักเขียนนิยาย ก่อนจะหันเหสู่วงการโทรทัศน์

หนังยาวเรื่องแรก คือ “Maborosi” ของโคเรเอดะประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสและชิคาโก้ เมื่อปี 1995

นอกจากผลงานเด่นๆ ที่อ้างอิงไว้ในช่วงต้นบทความ งานสร้างชื่อชิ้นอื่นๆ ของเขาก็มีอาทิ Air Doll, Our Little Sister, After the Storm และ The Third Murder (หนังส่วนใหญ่ของโคเรเอดะถูกนำเข้ามาฉายที่เมืองไทย และมีฐานแฟนประจำเหนียวแน่นไม่ใช่น้อย)

อย่างไรก็ดี เมื่อลงลึกไปที่เส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของเขา โคเรเอดะกลับมีสถานะประหนึ่ง “คนนอก” ในอุตสาหกรรมหนังญี่ปุ่น

เขามีเส้นทางวิชาชีพที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนทำหนังรุ่นก่อนหน้าและรุ่นเดียวกัน เพราะหลังจากทำภาพยนตร์สารคดีป้อนบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์อยู่ระยะสั้นๆ โคเรเอดะก็กระโดดไปกำกับหนังยาวเรื่องแรก

ผิดกับพี่/เพื่อนร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ยาวนานหลายปี ในบทบาทผู้ช่วยผู้กำกับฯ หรือรับตำแหน่งรองๆ ประจำกองถ่าย

วิถีทางเช่นนั้นหล่อหลอมเขาให้เลือกทำหนังบันเทิงคดีด้วยวิธีคิดแบบสารคดี

“หนังโคเรเอดะ” มักก่อรูปขึ้นจากเหตุการณ์จริง และประสบการณ์ชีวิตจริงๆ ของตัวผู้กำกับฯ เอง ผิดแผกจากหนังเชิงพาณิชยศิลป์ทั่วไปของญี่ปุ่น ที่มักต่อยอดมาจากหนังสือการ์ตูน (มังงะ) หรือเรื่องแต่งประเภทอื่นๆ

ยิ่งกว่านั้น โคเรเอดะยังชอบปรับเปลี่ยนบทภาพยนตร์ในลักษณะ “ด้นสด” ระหว่างถ่ายทำ เพื่อให้เนื้อหาของหนังมีความสอดคล้องกับศักยภาพจริงของเหล่านักแสดง หรือเพื่อผลักดันให้เรื่องราวมีพลวัตก้าวไกลไปมากกว่าตัวสคริปต์

สวนทางกับขนบของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น ที่ต้องมี “คณะกรรมการควบคุมงานสร้าง” อันประกอบด้วยผู้ร่วมลงทุนหลายเจ้า มาคอยกำหนด ตรวจสอบ และอนุมัติเห็นชอบบทภาพยนตร์ก่อนถ่ายทำ

 

ถึงกระนั้น หนังหลายเรื่องของโคเรเอดะก็ประสบความสำเร็จเชิงรายได้ เช่น “Like Father, Like Son” ที่ทำเงินทั้งหมดรวม 3.2 พันล้านเยน หรือราว 900 ล้านบาท (และถูกซื้อไปรีเมคโดยค่ายดรีมเวิร์กส์ สตูดิโอ ด้วยคำแนะนำของ “สตีเวน สปีลเบิร์ก”)

เขาจึงเป็นแบบอย่างของคนทำหนังที่เลือก “ทางสายกลาง” ไม่ใช่สายอินดี้-เข้าไม่ถึงผู้คนวงกว้าง-ยากจน หรือสายพาณิชย์-ตลาดจ๋า-ยอมถูกจำกัดความคิดสร้างสรรค์

ภาพยนตร์ของโคเรเอดะบ่งชี้ความเป็นไปได้ที่คนทำหนังผู้หนึ่งจะถูกชมเชยด้วยคำวิจารณ์เชิงบวก พร้อมกับตัวเลขสวยงามในบ็อกซ์ออฟฟิศ

แม้การมีผลงานถูกคัดเลือกไปเทศกาลเมืองคานส์ถึง 7 ครั้ง จะช่วยรับประกันที่ทาง “ตรงกลาง” อันปลอดภัยให้แก่โคเรเอดะ ทว่าเขาก็ควรได้รับการยกย่องเชิดชู จากการเลือกวิธีทำงานที่สวนกระแสอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศอย่างแหลมคมและมั่นคงเสมอมา

 

“Shoplifters” เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นลำดับที่ห้าซึ่งคว้า “ปาล์มทองคำ” ถัดจาก “The Eel” โดย “โชเฮ อิมามุระ” เมื่อปี 1997 หรือ 21 ปีก่อน

นักวิจารณ์บางรายชี้ว่ารางวัลนี้จะช่วยเสริมส่งสถานะให้โคเรเอเดะกลายเป็นตัวแทนผู้กำกับฯ ชั้นครูแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ในประชาคมหนังนานาชาติ ต่อจาก “ยาสึจิโร โอสุ”, “อากิระ คุโรซาวะ” และ “มิกิโอะ นารุเสะ”

นอกจากนั้น ผลงานล่าสุดของโคเรเอดะยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกนับแต่ปี 2002 ที่คว้ารางวัลสูงสุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับแกรนด์สแลม (คานส์, เวนิส และเบอร์ลิน)

หลังจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Spirited Away” โดย “ฮายาโอะ มิยาซากิ” คว้ารางวัล “หมีทองคำ” ของเทศกาลเบอร์ลิน เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

โคเรเอดะมีปณิธานส่วนบุคคลที่เชื่อว่า “ภาพยนตร์นั้นมีศักยภาพในการเชื่อมร้อยผู้คนและประเทศต่างๆ ที่เคยขัดแย้งกัน ให้สามารถสมัครสมานกันได้”

สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของเขา ที่ด้านหนึ่ง ก็พยายามประสานร่วมมือกับผู้คนหลายฝ่าย เช่น การเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง “Ten Years Japan” เพื่อดูแลนักทำหนังรุ่นใหม่ในโปรเจ็กท์

อีกด้านหนึ่ง โคเรเอดะก็มีโครงการใหม่ๆ มากมายอยู่ในหัว รวมถึงหนังที่ตั้งใจฉายภาพความผิดบาปของญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้เจ้าตัวจะตระหนักดีว่านั่นมิใช่งานง่ายดายปราศจากอุปสรรค

“คนญี่ปุ่นต่างต้องการลบล้างความผิดพลาดครั้งนั้นออกจากความทรงจำของพวกตน แต่ในฐานะคนทำหนัง ผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องกล้าชนกับประเด็นดังกล่าว เหมือนที่ยอดผู้กำกับฯ เช่น นางิสะ โอชิมะ และโชเฮ อิมามุระ เคยแผ้วถางหนทางเอาไว้ในอดีต” เขาให้สัมภาษณ์สกรีนเดลี่

ก่อนการมาถึงของงานใหม่ๆ “หนังรางวัลปาล์มทองคำ” ฝีมือโคเรเอดะ จะเข้าฉายที่เมืองไทยช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ที่มาข้อมูล

http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201805200022.html

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/hirokazu-kore-edas-shoplifters-steals-show-win-cannes-palme-dor/#.WwO0ru6FOUl

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/director-hirokazu-kore-eda-master-humanism/#.WwHe70iFNPY

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/21/films/young-filmmakers-looking-follow-hirokazu-kore-edas-footsteps-work-cut/#.WwO-Qe6FOUl

https://english.kyodonews.net/news/2018/05/be42f5f5fdbb-japans-koreeda-wins-cannes-palme-dor-for-shoplifters.html

http://the-japan-news.com/news/article/0004452938

https://www.screendaily.com/features/palme-dor-winner-hirokazu-kore-eda-on-the-family-ties-that-inspired-shoplifters/5129549.article

http://sahamongkolfilm.com/saha-news/shoplifters-cannes71-palme-dor/

 

ภาพประกอบโดย Georges Biard [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, from Wikimedia Commons

คนมองหนัง

บันทึกถึง The Florida Project และ Lady Bird

The Florida Project

1. ชอบและสนใจเรื่องราวแนว “ประชาชนชาวแฟลต” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยสนุก-สะเทือนใจมากๆ

หลังดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ไปพักนึง ก็นึกถึงประเด็นที่จาร์วิส ค็อคเกอร์ แห่ง Pulp เคยวิจารณ์อัลบั้ม Parklife ของ Blur และหนังเรื่อง Natural Born Killers ของโอลิเวอร์ สโตน เอาไว้ราวๆ ว่า เพลงและหนังเหล่านั้นเป็นการถ้ำมองคนชั้นล่างจากสายตาผู้อุปถัมภ์ของอภิสิทธิ์ชน (หรือเป็นการพยายามพูดแทนคนชั้นล่างด้วยน้ำเสียง/วิธีมองโลกแบบอภิสิทธิ์ชน)

เพราะจริงๆ แล้ว พวกคนที่อาศัยอยู่ในแฟลตการเคหะของอังกฤษ มันไม่ได้โหวกเหวก โวยวาย ต่อสู้ ด้วยท่าที วิธีคิด และคำพูดแบบปัญญาชนคนชั้นสูง เหมือนที่พวกเอ็งร้องในเพลงหรือเล่าในหนังหรอก แต่มันก็กัดฟันสู้แบบดิบๆ เถื่อนๆ หยาบๆ เหี้ยๆ ตามวิถีชีวิตของมันนั่นแหละ

(ที่มา http://www.nme.com/blogs/nme-blogs/pulps-different-class-at-20-an-oral-history-of-the-era-defining-album-that-propelled-jarvis-and-co-t-760461)

ความเห็นของค็อคเกอร์นั้นสอดคล้องเต็มๆ กับเนื้อหาอันเข้มข้น จริงจัง หนักหน่วงใน The Florida Project

The-Florida-Project-1

เด็กๆ ในหนังอาจมีแง่มุมบริสุทธิ์ สดใส อ่อนเยาว์ แต่อีกด้าน หน่อเนื้อแห่งความดิบ เถื่อน หยาบ ตลอดจนวิธีการสู้กลับแบบสุนัขจนตรอก ก็ถูกปลูกฝังลงไปในจิตใจและการดำเนินชีวิตของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว

2. ชอบรายละเอียดหลายๆ อย่างเกี่ยวกับลักษณะพื้นที่/สถาปัตยกรรมของแฟลต ที่ส่งผลต่อ (ย้อนแย้งกับ) ชีวิตของคนผู้อยู่อาศัย

แน่นอน สีสันของอาคารแฟลตที่โดดเด่น ประหนึ่งสวนสนุก/ดินแดนจินตนาการในเทพนิยาย นั้นสวนทางกับชีวิตของคนพักอาศัยที่นั่นแบบสุดๆ

ความสัมพันธ์จากเพื่อนสนิท (รับภาระเลี้ยงดูลูกแทนกันได้/แบ่งปันอาหารจากที่ทำงานมาให้) ที่กลายมาเป็นศัตรูคู่ตบคู่อาฆาตระหว่างผู้เช่าห้อง 323 กับ 223 (ห้องชั้นบนกับชั้นล่างที่อยู่ในแนวดิ่งเดียวกัน) ก็เป็นอะไรที่โดนใจมากๆ (ผมชอบฉากท้ายๆ ที่ฮัลลีย์กระทืบเท้าอย่างบ้าคลั่งลงพื้นห้อง เพื่อหวังจะระบายความแค้นเคืองลงไปยังศัตรู/อดีตเพื่อนรักที่นอนอยู่ห้องข้างล่าง)

[ผมค่อนข้าง “อิน” กับความสัมพันธ์ที่แปลกแยกระหว่างห้องชั้นบนกับห้องชั้นล่างของแฟลตแบบในหนังเรื่องนี้ -แต่ด้วยมูลเหตุที่ผิดแผกกัน- หลายปีก่อน ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในแฟลตแห่งหนึ่งที่ต่างประเทศราวหนึ่งปี ไม่กี่เดือนผ่านไป ก็พอจะทราบข่าวน่าตกใจว่ามีเพื่อนบ้านแถวชั้นล่างกระทำอัตวินิบาตกรรมในห้องพักของเธอ แต่ผมไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลย -กระทั่งเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนที่จะต้องย้ายออกจากแฟลตแห่งนั้น- ว่าสถานที่ที่เพื่อนบ้านคนดังกล่าวปลิดชีพตนเอง ก็คือ ห้องพักด้านล่างชั้นถัดไปที่อยู่แนวดิ่งเดียวกันกับห้องผมแบบเป๊ะๆ พูดง่ายๆ คือ ผมนอนอยู่เหนือสถานที่ที่มีคนปลิดชีวิตตัวเองอยู่เกือบปี โดยไม่เคยรับรู้เลยว่าสายสัมพันธ์เชิงพื้นที่ระหว่างตนเองกับผู้ตายนั้น มันใกล้ชิดเกินกว่าที่ผมคาดคิดเอาไว้มาก นี่คือ “ความน่ากลัว” ประการหนึ่ง อันเกิดจากภาวะแปลกแยกระหว่างประชาชนชาวแฟลต]

ผมยังชอบ ฮ. ที่บินเวียนวนผ่านไปผ่านมา ซึ่งเหมือนจะน่าตื่นเต้น เหมือนจะอลังการ เหมือนสวนสนุก จนน่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่เอ! นี่มันคือการเฝ้าระวัง อันเกิดจากความหวาดระแวงของรัฐที่มีต่อคนจนย่านนี้หรือเปล่า?

แล้วก็ชอบที่ในเชิงรายละเอียดแล้ว The Magic Castle มันเหมือนจะไม่ใช่ “แฟลต” โดยตรง แต่เป็นคล้ายโรงแรม/อพาร์ตเมนต์ราคาถูกที่เปิดรับนักท่องเที่ยว ไปพร้อมๆ กับปล่อยให้คนชั้นล่างๆ เข้ามาสิงสู่อยู่อาศัย (ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกมั้ย?)

อีกหนึ่งจุดเล็กๆ ที่ดูๆ ไป แล้วนึกแว้บขึ้นมาได้ ก็คือ เออ! ห้องพักใน The Magic Castle นี่มันไม่มีครัวนะ (ซึ่งก็คล้ายๆ กับ “อพาร์ตเมนต์” ของบ้านเรา) แต่ในกรณีเมืองไทย คนเช่าห้องพักราคาถูกยังพึ่งพาพวกร้านอาหารตามสั่งตามตรอก ซอก ซอย ถนนได้ค่อนข้างสะดวก ทว่า คนอเมริกันที่อาศัยอยู่ในห้องพักเล็กๆ ซึ่งปราศจากครัว นี่เหมือนจะต้องล่อฟาสต์ฟู้ดกันเป็นหลัก (เช่นเดียวกับครอบครัวของตัวเอกในหนัง)

thefloridaproject-quadposter

3. อีกข้อนึงที่น่าสนใจ คือ กลายเป็นว่าคนระดับล่างสุดในสังคมของหนังเรื่องนี้ (สามารถเรียกว่า underclass ได้เลยด้วยซ้ำ) คือ คนขาว ขณะที่คนดำหลายคนกลับมีหน้าที่การงานเป็นหลักเป็นแหล่ง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า หรือมีสถานภาพ/อำนาจเหนือกว่า (จุดน่าสนใจประการหนึ่ง ได้แก่ ในบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาจัดการปัญหาครอบครัวของตัวละครนำ/คนขาวจนตรอกในตอนท้ายนั้น มีบางรายเป็นคนผิวดำด้วย)

[จุดนี้ ทำให้ระลึกถึงย่านที่ตัวเองเคยใช้ชีวิตอยู่ตอนไปเรียนหนังสือเมืองนอกอีกเช่นกัน ผมทราบก่อนเดินทางไปถึงว่ามหาวิทยาลัยและหอพักของตนเป็น “ย่านคนดำ” และก็เผลอทึกทักไปเรียบร้อยว่าคนดำน่าจะเป็นคนระดับล่างสุดของชุมชนย่านนั้น ซึ่งปรากฏว่าผิดคาด เพราะคนที่ทำงานอำนวยการ/ธุรการตามสถานที่ต่างๆ แถบนั้น ล้วนเป็นคนดำซะส่วนใหญ่ มีพวกแขกพวกคนเอเชียยึดครองงานบริการ และะกลายเป็นว่าถ้าเราเห็นขอทานมานั่งขอเศษเหรียญริมฟุตบาทหรือเห็นขี้เมาหยำเปยามค่ำคืน คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนขาวเกือบทั้งสิ้น]

4. แต่จริงๆ บทสรุปของหนังก็เป็นทางสองแพร่งไม่น้อย คือ ผมค่อนข้างเชื่อว่าถ้ามูนีอยู่กับแม่ต่อไป ชีวิตเธอคงไม่ดีขึ้น และมีแนวโน้มจะเดินซ้ำรอยแม่ตัวเองในระยะยาว แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้ารัฐเข้ามาแทรกแซง/ช่วยเหลือ แล้วนำเธอไปอยู่กับครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงกว่า ชีวิตของเธอจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า? (เธอจะปรับตัวปรับใจได้แค่ไหน? หรือเธอต้องเผชิญหน้ากับอะไรอื่นอีก?)

florida2

ฉะนั้น ฉากดิสนีย์แลนด์ตอนจบมันเลยคลุมเครือ แต่ก็อธิบายความสับสนลังเลตรงจุดนี้ได้ดีและทรงพลังมาก

Lady Bird

พอดูใกล้ๆ กับ The Florida Project เลยทำให้ได้มองเห็นภาพจิ๊กซอว์บางเสี้ยวส่วนของสังคมอเมริกันที่น่าสนใจดี (แม้มันอาจไม่ได้เชื่อมโยง/ประสานกันอย่างแนบแน่นสนิทลงล็อกซะทีเดียว – แต่แอบคิดเหมือนกันว่า ถ้ามูนีถูกรับไปเลี้ยงดูโดยครอบครัวอื่น โตขึ้นมาเธออาจมีชีวิตประมาณมิเกลหรือเปล่า? คือ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ก็ต้องดิ้นรนกับปัญหาอีกชุด/ระดับหนึ่ง)

ถ้า The Florida Project เล่าเรื่องราวของคนชนชั้นล่างๆ Lady Bird ก็คงเล่าเรื่องราวว่าด้วยปัญหาและการดำเนินชีวิตของคนชนชั้นกลางในสหรัฐอเมริกา ผ่านมิติเรื่องการเติบโตเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น ครอบครัว เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพจิต ช่องว่างระหว่างวัย รวมถึงช่องว่างระหว่างกลุ่มย่อยๆ (ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำกัน) ในชนชั้นเดียวกัน

Lady-Bird-2 (1)

จุดที่ชอบหรือรู้สึกเชื่อมโยงกับหนัง คือ

1. ผมพบว่าตัวละครนำในหนังน่าจะเป็นวัยรุ่นเจนใกล้ๆ กันกับตัวเอง (1 ปี หลัง 9/11 เธอกำลังจะเข้ามหาลัย ส่วนผมเรียนปี 2 ตอนเกิดเหตุการณ์) ซึ่งนั่นก็คงอิงมาจากชีวิตจริงของเกรตา เกอร์วิก ผู้กำกับ

2. รู้สึกว่าหนังจับภาพ/แต่งหน้าน้องเซียร์ชา โรแนน ได้น่าสนใจและแปลกตาดี คือ มองด้านหนึ่ง ก็ดูเธอสวย มีเสน่ห์เตะตากว่าเด็กสาวทั่วไป แต่อีกด้าน เธอก็ยังมีสิว มีริ้วรอยอะไรเขรอะๆ ตามใบหน้าเนื้อตัว แบบเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ

3. รู้สึกว่ารายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวนางเอกน่าสนใจมาก

lady-bird-2

เริ่มจากพ่อแม่ที่อายุเยอะ มีลูกตอนอายุ 40 อัพ (เข้าใจว่าในปี 2002 แม่มีอายุ 60 พ่อคงใกล้ๆ กัน ขณะที่ลูกสาวอายุ 18) แล้วก่อนจะมีลูกของตัวเอง พวกเขาก็ดันรับเด็กเชื้อสาย “ต่างชาติ” มาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม

(ต้องยอมรับว่าผมยังสับสนกับเชื้อชาติของมิเกล -พี่ชายบุญธรรมของนางเอก- อยู่พอสมควร ตอนได้ยินชื่อ ก็นึกว่าคงเป็นเม็กซิกัน แต่พอเห็นหน้า ก็คิดว่าออกแนวคนเอเชีย พอลองไปค้นประวัตินักแสดงที่มารับบท เขาก็ดันเป็นคนออสเตรเลียที่มีพ่อแม่เป็นมาเลเซีย ซึ่งมีนามสกุลออกแนวยุโรปใต้เสียอีก 555 ผมจึงตีความเอาเองว่ามิเกลในหนังน่าจะเป็นเด็กเชื้อสายเอเชีย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงผลพวงจากสงครามเวียดนามที่ดำรงอยู่ภายในสังคมอเมริกัน อันมีนัยยะล้อ/เทียบเคียงไปกับสภาพสังคมสหรัฐหลัง 9/11 ตามท้องเรื่องพอดี)

นอกจากนี้ การที่พี่ชายบุญธรรมของนางเอกเอาแฟนสาวผิวสีพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตมาอยู่บ้าน (ทั้งคู่เจาะหน้าเจาะตา) โดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งใดๆ ก็น่าสนใจ

4. แน่นอน หนังเรื่องนี้พยายามชูภาพลักษณ์แง่บวกในการเป็นเบ้าหลอมความหลากหลาย/ความเป็น “ครอบครัวใหญ๋” ของสังคมอเมริกันนั่นแหละ เพียงแต่รายละเอียดเรื่องราวและปมขัดแย้งที่หนังนำมาใช้โปรแง่มุมดังกล่าว มันมีชั้นเชิงและสนุกเพลิดเพลินอยู่พอสมควร

บางฉากที่ผมชอบ ก็เช่น ฉากที่นางเอกไม่ยอมให้พ่อขับรถไปส่งหน้าโรงเรียน (เพราะอายฐานะของตัวเอง) แล้วก็ฉากที่นางเอกกับแม่ระเบิดอารมณ์ใส่กันตอนท้ายๆ โดยพ่อซึ่งซึมเศร้าตกงาน กำลังนั่งเล่นเกมไพ่อยู่หน้าจอคอม หรือฉากนางเอกโวยเหยียดพี่ชายและแฟนเรื่องเจาะหน้าเจาะตาก็ดี (แล้วผู้กำกับก็เยือกเย็นพอที่จะค่อยๆ ปล่อยให้สถานการณ์ตึงเครียดในครัวเรือนคลี่คลายไป มากกว่าจะบีบคั้นจนแตกสลายรวดร้าว)

5. อีกจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าหนังมีเสน่ห์ ก็คือ การวางคาแรกเตอร์ให้พวกเพื่อนสนิท-คู่ควงของนางเอก

ladybird

ทั้งจูลี่ สาวอ้วน (น่าจะ) เชื้อสายเม็กซิกัน ที่ร้องเพลง-เล่นละครเวทีก็เก่ง เรียนก็เก่งกว่านางเอกด้วยซ้ำ แต่พอจบมัธยม เธอกลับไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยโดยทันที

หรือแดนนี่ ที่มีปมขัดแย้งเรื่องเพศสภาพของตัวเองกับความเป็นไอริช/คาธอลิกของครอบครัว

ส่วนทิโมธี ชาลาเมต์ ที่รับบทเป็นไคลน์นั้น ระหว่างนั่งดูหนัง ผมก็รู้สึกว่าคาแรกเตอร์นี้มันจะซ้อนๆ กับตัวละครเอลิโอ ใน Call Me by Your Name พอสมควร แต่ไคลน์ก็มีเสน่ห์ในแบบของมันอยู่ ผมชอบบุคลิกสองด้านของไคลน์ ที่ด้านหนึ่ง เป็นพวกช่างคิด ช่างอ่าน (คล้ายจะ) เก็บตัว ออกแนวปัญญาชน อินดี้ บุปผาชน ทวนกระแสนิดนึง (เช่น ไม่เชื่อเรื่องเงินตรา ระแวงโทรศัพท์มือถือ) แต่อีกด้าน มันก็เป็นไอ้หนุ่มปาร์ตี้เจ้าสำราญ ผู้มีพฤติกรรมฟันสาวๆ ไปเรื่อย

6. อีกประเด็นหนึ่ง ที่น่าจะเป็นประเด็นหลักของหนัง และผมรู้สึกว่ามันเป็นลักษณะสำคัญของสังคมอเมริกัน คือ ความเป็นไปได้ที่คนคนหนึ่งจะใช้ชีวิต เรียน ทำงาน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในรัฐ/เมืองเดียวตลอดไป (ส่วนหนึ่งมาจากความใหญ่โตของประเทศ)

ซึ่งมันก็บ่งชี้ถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมดีพอในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน ลักษณะเด่นข้อนี้ก็คงบอนไซคนจำนวนมากให้ติดอยู่ในโครงสร้างและแนวโน้มความเป็นไปได้แบบเดิมๆ ตลอดชีวิตเหมือนกัน

สำหรับตัวละครในหนังและคนอเมริกันอีกเป็นจำนวนมาก การเดินทางข้ามรัฐ ข้ามฟากประเทศ หรือการไปต่างประเทศ จึงเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ ท้าทาย และคาดเดาไม่ได้เอามากๆ (พอๆ กับการวิ่งเข้าไปในดิสนีย์แลนด์ของหนูๆ สองคน ใน The Florida Project)

The Florida Project กับ Lady Bird

เมื่อดูหนังสองเรื่องนี้จบลง ทำให้ผมนึกได้ว่าเวลาพูดถึงปัญหาชนชั้นที่ปะทุขึ้นในสังคมอเมริกัน มันมักจะเชื่อมโยงคนชนชั้นกลาง/ล่างเข้ากับการถูกตรึง/ไปไม่พ้นจากพื้นที่หนึ่งๆ

(การได้โอกาสเดินทางไปให้พ้นจากพื้นที่เดิมๆ ต่างหาก ที่ทำให้ความขัดแย้งตึงเครียดอันเกิดจากปัญหาชนชั้นค่อยๆ สลายเจือจางลง ดังกรณีนางเอกของ Lady Bird)

ประเด็นนี้ อย่างน้อยน่าจะแตกต่างกับกรณีของเมืองไทย ที่ปัญหาชนชั้น/ความแตกต่างทางสถานภาพด้านสังคม-เศรษฐกิจของผู้คน มันจะปรากฏชัดขึ้น เมื่อมีการปะทะกันผ่านการอพยพย้ายถิ่นฐาน (เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่)

คนมองหนัง

Pop Aye: การเดินทางเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

(เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในภาพยนตร์)

หนึ่ง

ป๊อปอาย หนึ่ง

โดยสรุปแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นการพยายามทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนวัยเกือบๆ หรือกว่า 60 โดยคนรุ่นประมาณ 30 ต้นๆ

ซึ่งถ้าหนังออกมาเร็วกว่านี้สักห้าปีเป็นอย่างน้อย ผมในวัยเพิ่งขึ้นต้นด้วยเลข 3 หรืออาจยังไม่ถึงเลข 3 คงจะไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่นัก

แต่พอหนังออกฉายในปีนี้ ปีที่ตัวเองอายุสามสิบกลางๆ แล้ว ผมกลับรู้สึก “อิน” กับ “Pop Aye” มากอยู่

เพราะระยะหลังๆ ในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงาน ผมมักต้องหัดพยายามมองโลกด้วยสายตาแบบเดียว/คล้ายๆ กับคนทำหนังเรื่องนี้ (ซึ่งคงมีอายุไล่เลี่ยกัน)

กล่าวคือ มันเป็นการพยายามทำความเข้าใจโลกจากที่ทางของคนที่ยังไม่แก่ชรา แต่ก็ไม่ใช่คนหนุ่มสาวผู้เปี่ยมพลังแห่งความเยาว์วัยอีกต่อไป

โดยด้านหนึ่งของเรา คือคนรุ่นอายุไม่เกิน 30 หรือเพิ่งเกิน 30 มาไม่นาน ซึ่งมีความเข้าใจ-เข้าถึงเทคนิควิธี เทคโนโลยี ตัวเลขสถิติ หรือองค์ความรู้สมัยใหม่มากมาย

ส่วนอีกด้าน คือ คนรุ่น 50-60-70 ที่บ่อยครั้ง พวกเขามักมองโลกผ่าน “คุณค่า” “ประสบการณ์” “ความฝังใจ” บางชุดจากอดีต ซึ่งหลายครั้ง มันก็ทาบไม่สนิทกับ “ข้อเท็จจริง” ณ ปัจจุบัน

และก็มีหลายครั้ง ที่คนสองกลุ่มนี้จะ “ชน” หรือ “ปะทะ” กัน ด้วยความไม่เข้าใจ หรือมุมมองต่อโลกที่ต่างกันจนยากประสาน

ถ้าตัวเองยังอายุแค่ 20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ ผมคงมีแนวโน้มจะเอนเอียงหรือพร้อมดีเฟนด์ให้แก่ฝ่ายคนหนุ่มสาวโดยไม่มีเงื่อนไข

แต่น่าแปลกที่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมชักจะเริ่มเข้าใจพวกคนแก่มากขึ้น ว่าทำไมพวกเขาต้องยึดโยงตัวเองอยู่กับนามธรรมลอยๆ หรือข้อเท็จจริงที่ตกยุคไปแล้วบางอย่าง

และถ้าไม่ยึดติดกับชุดคุณค่าพวกนั้นหรือหันหลัง 180 องศาให้กับมัน ชีวิตของพวกเขาจะพังพินาศขนาดไหน

ไปๆ มาๆ ถ้าชีวิต-อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาพังย่อยยับ เราและคนรุ่นเด็กกว่าเราก็จะไม่ได้อะไรจากการพังทลายดังกล่าวเหมือนกัน

สอง

ป๊อปอาย สอง

กลับมาพูดถึงตัวหนัง ผมรู้สึกเพลิดเพลินกับการเดินทางของตัวเอกอย่าง “ธนา” มากทีเดียว

โดยรู้สึกว่าตลอดรายทางของการเดินทางในหนังเรื่องนี้มีสีสันมากพอสมควร และมีรสชาติกลมกล่อมกำลังดี

(กระทั่งฉากที่ไม่น่าจะซ่อนนัยอะไร อย่างฉากช้างเดินผ่านซากงูตาย ก็ยังมีความน่าประทับใจบางอย่าง จนติดอยู่ในหัวผม หลังจากดูหนังจบมาแล้ว 2-3 วัน)

ตั้งแต่อาการประสาทกิน-ภาวะอ่อนแอทางร่างกายตามประสาคนชั้นกลางวัยกลางคนในเมืองใหญ่ของตัวละครนำ เมื่อเริ่มเดินเท้าออกเดินทาง

การเล่นกับสัญลักษณ์แตงโมเหลือง-แดง ที่ตกแตกเรี่ยราดกลางถนน ซึ่งคงมีความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างกับสภาพการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ชีวิตกับความใฝ่ฝันของหมอดูบุคลิกเพี้ยน ที่เริ่มต้นอย่างขัดเขินพอสมควร (ด้วยบทสนทนาแข็งๆ แปลกๆ) ก่อนจะคลี่คลายไปสู่ความโศกเศร้าระคนกับความงดงาม พร้อมปมปัญหาค้างคาบางประการ

เรื่องราวหลากมุมในร้านเหล้าบ้านๆ ตั้งแต่ปัจจุบันอันขมขื่นของกะเทยรุ่นใหญ่ มาจนถึงการตอกย้ำให้เห็นถึงภาวะเสื่อมทรุดของอำนาจเชิงกายภาพ กระทั่งมิอาจสำแดงพลังแห่งความเป็นชายของตัวละครนำ (เนื้อหาส่วนนี้อาจดูไม่ค่อยใหม่นัก จึงน่าดีใจ ที่หนังนำพาตัวเองให้ออกเดินทางไปไกลมากๆ จากจุดดังกล่าว)

และแน่นอนว่าประเด็นภาพชนบทที่ไม่เป็นดังความคาดหวัง/ความทรงจำครั้งอดีตของคนชั้นกลาง กทม. (ที่เติบโตมาจากการเป็นเด็กชนบทเข้ากรุง) ก็นับเป็นจุดไคลแม็กซ์ที่คล้ายจะราบเรียบ ทว่า ทรงพลังมากๆ ของหนังเรื่องนี้

สาม

ป๊อปอาย สามสี่

บนเส้นทางอันระหกระเหินและอิ่มเอม เรื่องราวต่างๆ ใน “Pop Aye” ถูกจัดวางไว้ในกรอบโครงที่เป็นระบบระเบียบอย่างยิ่ง

อย่างน้อย พอดูหนังจบ คนดูน่าจะพอสัมผัสได้ว่าชีวิตของหมอดูซอมซ่อ, กะเทยขายบริการ และธนานั้น มีความเชื่อมโยงหรือสอดคล้องต้องตรงกันอยู่

เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างไขว่คว้า โหยหา คิดถึง “อดีต” บางอย่าง ซึ่งเอาเข้าจริง แต่ละคนต่างไม่รู้ว่า “ภาพฝันครั้งอดีต” ดังกล่าวยังดำรงคงอยู่หรือไม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงไหน

“อดีต” บางชนิดอาจไม่มีตัวตนอยู่บนโลกมนุษย์แล้วด้วยซ้ำ แต่พวกเขาบางคนก็เชื่อมั่นว่าตนเองกำลังจะได้พบกับ “อดีต” ที่ว่านั้นอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้า

พี่ชายบนสวรรค์, ผู้หญิงที่ตนแอบรักเมื่อกาลครั้งโน้น, ความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการค้าบริการทางเพศหรือธุรกิจสถาปัตยกรรม, ช้างและบ้านเกิดที่เคยถูกเจ้าของทอดทิ้งและหนีเข้าเมืองหลวง จึงถูกมัดรวมให้เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง

สี่

พี่ชาย

อย่างไรก็ตาม มีบางองค์ประกอบที่ผมรู้สึกติดขัดกับหนังเรื่องนี้อยู่บ้าง

ข้อแรก คือ ผมค่อนข้างจะรู้สึกสะดุดกับเส้นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจและพระสงฆ์ที่แบนๆ หรือนำเสนอภาพเหมารวมในแง่มุมลบๆ ของคนสองกลุ่มนี้แบบ “ทื่อ” ไปหน่อยนึง

หรือพูดอีกอย่างคือ ผมรู้สึกว่าตำรวจกับพระเป็นตัวแทนอำนาจรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาเยอะจนพรุนแล้วในสื่อบันเทิงต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งหลังๆ ไม่มีอะไร “ใหม่” จริง จึงย่อมก่อให้เกิดความจำเจขึ้นเป็นธรรมดา

กับอีกส่วนที่เหมือนหนังเกือบจะทำได้เนียน แต่ก็ยังมีอะไรแปลกๆ หลุดออกมาบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือ วิธีการพูดจาหรือบทสนทนาของตัวละคร ที่บางครั้ง คนดูยังพอจับได้อยู่ว่า “นี่ไม่ใช่หนังไทยที่คนไทยกำกับ”

แต่เอาเข้าจริง “Pop Aye” ก็ถือเป็นหนังของผู้กำกับต่างชาติที่กำกับนักแสดงไทย-เรื่องราวแบบไทยได้ดีมากๆ (เผลอๆ อาจดีที่สุดเรื่องหนึ่ง)

โดยส่วนตัว ผมชอบหนังสิงคโปร์-ไทยเรื่องนี้ พอๆ กับ “พี่ชาย My Hero” ของ “จอช คิม”

ที่ตลกร้าย คือ หนังลูกครึ่งไทยพวกนี้ดันเล่าเรื่องราวของสังคมไทยร่วมสมัยได้ดีและลึกกว่าหนังไทยแท้ๆ ส่วนใหญ่ในท้องตลาดยุคปัจจุบัน

ห้า

นอกจากนี้ หนังมีรายละเอียดบางอย่างที่น่าสนใจ เช่น การเล่นกับ “มรดกตกค้าง” จากยุคสงครามเย็น ผ่านบทเพลง “จดหมายจากเมียเช่า”

ระยะหลังๆ เวลาหนังหรือผลงานศิลปะร่วมสมัยแถบอาเซียนพูดถึงสถานการณ์การเมืองระดับภูมิภาคในยุค 60 หลายเรื่อง/ชิ้นมักพูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงนั้นในฐานะ “บาดแผล” ของผู้ถูกกระทำ หรือ “บาปที่รอวันชำระ” ของผู้ที่ร่วมมือกับฝ่ายอเมริกัน

แต่ “Pop Aye” กลับเอาเพลงที่ตกค้างจากยุคนั้นมาใช้เป็นสื่อที่เชื่อมร้อยอารมณ์ความรู้สึกถวิลหา-เศร้าสร้อยของคนแก่ๆ หมดสภาพ 2-3 คน เข้าหากัน ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกดี สำหรับงานศิลปะทางเลือกยุคปัจจุบัน

เพราะแทนที่เราจะก่นด่าประณามว่ารัฐไทยเคยร่วมมือกับรัฐบาลอเมริกันอย่างไร

หรือคนไทย/สังคมไทยได้ประโยชน์จากการร่วมมือดังกล่าว ขณะยืนอยู่บนความทุกข์ยากของประเทศเพื่อนบ้านหรือผู้คนบางส่วนในประเทศอย่างไรบ้าง

หนังกลับเลือกให้ตัวละครรุ่นอายุราวๆ 50-60 แสดงความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจในฐานะปัจเจกบุคคล กับผลงานทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากยุคสมัยของประวัติศาสตร์บาดแผล

คนแก่เหล่านี้ไม่ได้นึกคิด (แม้อาจจะพอตระหนักรู้อยู่บ้าง) ถึงความผุพังและรอยแตกร้าวจากยุคสงครามเย็น ทว่า พวกเขาโหยหาถึงแง่งามปนเศร้าของมัน ผ่านประสบการณ์แบบปัจเจก

เราอาจไม่เห็นด้วยกับท่าทีแบบนี้ หรือมองเห็นถึงความละเลยเพิกเฉยอันเกิดจากท่าทีดังกล่าว แต่เราก็ควรต้องทำความเข้าใจและยอมรับว่าคนจำนวนไม่น้อยในสังคมนั้นมีอารมณ์ความรู้สึก/ท่าทีแบบนี้อยู่จริงๆ

หก

น่าตีความเล่นๆ ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครนำกับเพลง “จดหมายจากเมียเช่า” และสายสัมพันธ์ของธนากับหมอดูจรจัดนั้นอาจมีลักษณะ “ล้อ” กันอยู่พอสมควร

อาการรำลึกความหลังถึงวันชื่นคืนสุขด้วยบทเพลงยุคสงครามเย็น โดยไม่คำนึงถึงบาดแผลของผู้คนอื่นๆ และสังคมในช่วงเวลาเดียวกัน

อาจคล้ายคลึงกับความพยายามของธนาที่จะสานฝันของหมอดูคนเพี้ยนให้เป็นความจริงหรือเข้าใกล้ความจริงมากที่สุด ณ เงื่อนไขปัจจุบัน

โดยในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นธนาเองนั่นแหละ ที่ฉุดกระชากหมอดูซอมซ่อผู้มองชีวิตในแง่บวกออกจากโลกความฝันส่วนตัวอันงดงามและปลอดภัย จนเขามิอาจจะสานฝันได้สำเร็จด้วยตัวเอง

ธนาจึงเป็นทั้งคนที่มีส่วนทำลายความฝันของหมอดู และคนที่พยายามสานต่อความฝันของเขาให้สำเร็จลุล่วง

หนักกว่านั้น ความสัมพันธ์สองแบบข้างต้นยังอาจส่องสะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์สองเหลี่ยมมุมระหว่างธนากับช้างเพื่อนยาก

ซึ่งครั้งหนึ่ง ธนาเคยขายมันทิ้งเพื่อหาเงินเข้ากรุงเทพฯ กระทั่งเวลาผ่านเลยไปหลายปี เขาจึงซื้อเจ้า “ป๊อปอาย” กลับมา แล้วพยายามนำมันหวนคืนบ้านเกิด

เจ็ด

ป๊อปอาย แปด

อีกจุดที่เป็นรายละเอียดซึ่งหนังไม่ได้ระบุไว้ชัดๆ แต่ผมทึกทักเอาเองว่าหนังบอกเป็นนัยๆ เอาไว้ ก็คือ ภูมิหลังในเมืองใหญ่ของธนา

เรารู้แค่ว่าธนาน่าจะเป็น “สถาปนิก” รุ่นเก๋า ที่กำลังถึงคราปลดระวาง เขาเป็นเด็กจากเมืองเลยผู้หันหลังให้ครอบครัวและบ้านเกิดอย่างเกือบจะสิ้นเชิง เพื่อเข้ามาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในกรุงเทพฯ

แต่คนดูไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตในกรุงเทพฯ ของธนา ก่อนจะมารุ่งโรจน์ในบริษัทออกแบบชื่อดังนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

มีเพียงคำพูดที่ธนาบอกกับตัวละครบางคนระหว่างเดินทางกลับคืนบ้านเกิดว่า เขาเคย “ทำงานก่อสร้าง” มาก่อน

นั่นทำให้ผมคิดต่อเล่นๆ ว่า ธนาคงไม่ได้เป็นเด็กประเภทเรียนดีมีเงิน แล้วเอ็นทรานซ์ติดคณะสถาปัตย์ ในมหาวิทยาลัยดังทันที เมื่อแรกเข้ากรุงเทพฯ

แต่เขาคงเข้ามาทำงานก่อสร้าง/รับเหมาฯ ในกทม. แล้วค่อยๆ เติบโตจากสายโฟร์แมน หรือเริ่มตั้งต้นเรียนรู้วิชาออกแบบจากการทำงานไป เรียนสายอาชีวะไป ก่อนจะ “ต่อยอด” คุณวุฒิของตนเอง ด้วยประสบการณ์และทุนทรัพย์ที่มีมากขึ้น

หากเป็นอย่างที่ผม “มโน” ก็เป็นไปได้ว่าความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างธนากับลูกชายเจ้าของบริษัทนั้น อาจไม่ใช่แค่เรื่องความแตกต่างระหว่างวัย แต่มีประเด็นเรื่องความแตกต่างทางชนชั้นแฝงอยู่ด้วย (แม้ธนาจะอัพเกรดตัวเองขึ้นเป็นคนชั้นกลางระดับสูงมานานหลายปีแล้วก็ตาม)

แปด

ป๊อปอาย เจ็ด

องค์ประกอบและเรื่องราวปลีกย่อยต่างๆ ในหนัง ได้ค่อยๆ สั่งสมและถ่ายทอดพลังมายังบทสรุปสุดท้ายของ “Pop Aye”

เอาเข้าจริง บทสรุปดังกล่าวเกือบจะออกมา “เลี่ยน” และ “ห้วน” ด้วยซ้ำ

แต่พอเรานำบทสรุปที่ว่าไปประกบกับ “ความจริง” ที่ธนาเพิ่งตระหนักจากการเดินทางกลับบ้าน เราก็จะพบว่าตัวละครรุ่นเขานั้นเคว้งคว้างและน่าจะต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจมากมายขนาดไหน

อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่าธนาเป็นชายที่บกพร่องในแง่ความเป็นสามี (และรวมไปถึงการเป็นหัวหน้าครอบครัว)

เขาคือคนที่พยายามไขว่คว้าหาอดีตอันบริสุทธิ์งดงาม แต่อดีตก็คือ “อดีต” ซึ่งไม่มีทางแนบสนิทกับ “ปัจจุบัน”

เขาคือคนที่พยายามจะยึดกุมช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพของตนเองเอาไว้ ทว่า กาลเวลาก็ผ่านเลยไปเรื่อยๆ หรือกัดกินตัวเองอยู่ทุกวัน พร้อมๆ กับคลื่นลูกใหม่ที่สาดซัดทับถมเข้ามา

สิ่งท้ายๆ ที่ธนาพยายามยึดเกาะไว้ จึงได้แก่ “อดีต” ที่จวนจะเสื่อมสลายในเมืองใหญ่ แต่ยังไม่สูญสลายหายไปเหมือน “อดีต” ในชนบท

อย่างไรก็ดี แม้แต่ซาก “อดีต” ที่เหลืออยู่อย่างร่อยหรอ ก็จะต้องถูกทุบทำลายทิ้งไปในไม่ช้า แล้วแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ซึ่งตอบโจทย์ผู้คนในสังคมร่วมสมัยได้มากกว่า

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากธนาจะต้องกลับไปหาภรรยาคู่ชีวิตและช้างเพื่อนยาก แล้วยึดเหนี่ยวตนเองกับคนและสัตว์เหล่านั้นเอาไว้ให้แนบแน่นที่สุด ผ่านอารมณ์ความรู้สึก/สายสัมพันธ์ที่ทั้งโรแมนติก ชวนฝัน รำลึกความหลัง และอ้างว้างเดียวดายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เพราะนั่นคือ “คุณค่าในชีวิต” สองลำดับสุดท้าย ที่หลงเหลืออยู่ของเขา

สรุป

โดยสรุปแล้ว ในภาวะที่สังคมต้องเผชิญหน้ากับปัญหาช่องว่างระหว่างเจเนอเรชั่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่า “Pop Aye” พยายามจะสนทนากับปัญหาดังกล่าวและ “ตัวละครหลัก” ของปัญหา อย่าง “ผู้สูงอายุ” ผ่านท่าที, น้ำเสียง และกลวิธีที่อ่อนโยน-ละมุนละม่อม-พร้อมจะทำความเข้าใจในมุมมองที่แตกต่าง แต่ก็ทรงพลังไปพร้อมๆ กัน

ผมจึงเห็นว่าฉาก “ร่วมลงมือ-ออกแรงปิดกระบะท้ายรถบรรทุก/ปิกอัพ” โดยตัวละครสองราย (ธนาและคนอื่นๆ ซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันไป) ที่ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนัง นั้นมีนัยยะสำคัญอยู่ไม่น้อย

คนมองหนัง

“น้องฮัก”: ผีใบ้หวย, วงจรแห่งความอาฆาตแค้น, ลำดับชั้นการขูดรีด และสังคมลาวที่เปลี่ยนแปลง

หนึ่ง

โดยส่วนตัวยังรู้สึกงงๆ กับตรรกะของบรรดา “ผี” ใน “น้องฮัก” อยู่เล็กน้อย

คำอธิบายเรื่อง “กระบวนการเห็นผี” ของตัวละครนำรายหนึ่งของหนังนั้น มา “ชัดเจน” เอาตอนบทสรุปสุดท้าย ตรงส่วนนี้ไม่มีปัญหาคาใจใดๆ

แต่ผมยังแอบบสงสัยนิดนึงว่าทำไม “(ว่าที่) ผี” จึงต้องพากันมาใบ้หวยผ่านตัวละครรายนั้น (เธอและคนใกล้ตัวเคยช่วยเหลือหรือมีสายสัมพันธ์กับพวกเขาหรือ? ก็เปล่า ยกเว้นกรณีท้ายสุด)

นอกจากนี้ ถ้าคิดแบบตัดพ้อ เราก็อาจรู้สึกได้ว่าทำไม “อำนาจเหนือธรรมชาติ” จึงยอมตกเป็น “เครื่องมือ” ให้ “คนตาดี” นำอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพวกตนไปหลอกใช้/เอาเปรียบ “คนตาใกล้บอด”

หรือว่า “ผี/อำนาจเหนือธรรมชาติ” เหล่านั้น ตัดสินใจเลือกข้าง “คนตาดี” เพราะเธอมีสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจด้อยกว่า “คนตาใกล้บอด”?

สอง

น้องฮัก ภาพนิ่ง

อย่างไรก็ตาม จุดที่ผมชอบมากๆ ในหนัง คือ สถานภาพของบรรดาตัวละคร ตลอดจนความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างพวกเขาและเธอนั้น มัน “เท่าเทียม” หรือ “สมมาตร” กันแบบแทบจะสมบูรณ์

กล่าวคือ มันไม่มีใครดีกว่าใคร และต่างฝ่ายต่างก็ไล่ฟัด, เหวี่ยง, ตอแหล, ตบตี หรือกระทำใส่กันอย่างพร้อมหน้า หรือไม่ยอมน้อยหน้ากัน

แต่วงจรพยาบาทนี้ก็ไม่ได้มีสภาพเป็น “งูกินหาง” อย่างบริบูรณ์ เพราะอย่างน้อยยังมีคนหลุดรอด/มีชีวิตเหลือรอดจากห่วงโซ่อาฆาตดังกล่าว นั่นคือ “คู่ผัวเมียคนใช้” หรืออาจรวมถึงครอบครัวและแฟนเก่าของนางเอกที่บ้านนอก (ไม่รู้จะถือเป็นชัยชนะทางชนชั้นได้หรือไม่?)

ขณะเดียวกัน พอเรามองสายสัมพันธ์ร้ายๆ ระหว่างตัวละครใน “น้องฮัก” เป็นวงจรเช่นนี้ ตัวละครรายหนึ่งที่แลดู “แปลกแยก” ออกมาชัดเจน ก็คือ คนญี่ปุ่นอย่าง “เคนจิ” ซึ่งออกแนว “พี่ชายที่แสนดี” เกินไปนิด (จริงๆ คือ “เยอะ” เลย)

ยังดี ที่หนังได้กำหนดให้ตัวละครรายนี้เป็นผู้ชักนำน้องนางเอกเข้าสู่ลัทธิบริโภคนิยม ผ่านสมาร์ทโฟนและเกม Angry Birds หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ เขาเป็นผู้ชักนำนางเอกเข้าสู่ความพังพินาศในทางอ้อมนั่นเอง

สาม

the rocket

ระหว่างดู “น้องฮัก” ผมคิดถึง “The Rocket” อยู่พอสมควร

หนังคู่นี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สังคมลาวร่วมสมัย” “การพัฒนา” “ฝรั่ง (คนนอก)” และวิถีชีวิต/การเคลื่อนตัวของ “คนใน (ประเทศ)” คล้ายๆ กัน

เพียงแต่ “น้องฮัก” มองโลกในแง่ดีน้อยกว่า มีอารมณ์เกรี้ยวกราดฉุนเฉียวมากกว่า และอยู่กับปัจจุบันมากกว่า

พ้นไปจาก “เรื่องผีสาง” และ “การใบ้หวย” หนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดลำดับชั้นของการกดขี่ขูดรีดและการเอาคืน โดยตั้งต้นจาก “ฝรั่ง” ที่มา “หาแดก” (แกมโกง) กับโปรเจ็กต์พัฒนาประเทศโลกที่สาม/ประเทศกำลังพัฒนา

ขณะเดียวกัน ก็มี “คนใน” บางส่วน ที่สามารถร่วมมือหรือสานสัมพันธ์กับ “ฝรั่ง” ได้สำเร็จ (ในกรณีนี้ คือ การแต่งงาน) จน “คนใน” รายนั้น กลายสถานะเป็น “(เมีย) ฝรั่ง” “คนรวย” และ “ชนชั้นกลางระดับสูง/ชนชั้นนำน้อยๆ” ในบ้านเมืองของตนเอง

แล้วก็ยังมี “คนใน” ที่ถูกพวกเดียวกันหลอก “ใช้สอย” อย่างนุ่มนวล ใกล้ชิด สนิทสนม ก่อนที่เธอจะค่อยๆ “ฉวยใช้” ฝ่ายตรงข้ามกลับอย่างแนบเนียนไม่แพ้กัน

และตรงฐานรากสุด ก็ยังมี “คนใน” อีกกลุ่ม ที่ถูกกดขี่ ขูดรีด ข่มขู่อย่างชัดเจน ในฐานะ “ชนชั้นล่าง” ของสังคม ความคั่งแค้นของเขาและเธอค่อยๆ ถูกสะสมจนพอกพูน แล้วระเบิดออกมาอย่างรุนแรง ณ เบื้องท้าย

(ยิ่งพูดถึงลำดับชั้นแบบนี้ “เคนจิ” ก็ยิ่งเป็นองค์ประกอบที่พิกลในหนังมากขึ้นไปอีก เพราะเขาคือ “คนนอกก็ไม่ใช่คนในก็ไม่เชิง” ที่ไม่ยอมหากินนอกลู่นอกทางกับโปรเจ็กต์การพัฒนา แถมยังไม่ยอมขูดรีดใครอย่างเด่นชัดนัก ซึ่งหากมองจากมุมโรแมนติก หนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นก็อาจถือเป็น “ความหวังดีงามสูงส่ง” เพียงหนึ่งเดียวแห่ง “โลกตะวันออก” 555)

สี่

diamond-island-poster

แน่นอนว่า “น้องฮัก” พูดถึงสังคมลาวที่กำลัง “เปลี่ยนแปลง” อย่างรวดเร็วและรุนแรง

นี่คือหนังที่พูดถึงคนระดับล่างๆ ผู้กำลังได้เข้าถึงหรือลิ้มลองวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ๆ ในสังคมสมัยใหม่

พวกเขามีความปรารถนาเอ่อท้น ที่จะเคลื่อนตัวมาสู่การเป็น “คนชั้นกลาง” ในเมืองใหญ่/เมืองหลวง

น่าสนใจว่า ในเวลาใกล้เคียงกัน หนังกัมพูชาอย่าง “Diamond Island” ก็พยายามพูดถึงประเด็นคล้ายๆ กัน ผ่านอารมณ์/ความรู้สึก/ประสบการณ์อันเคว้งคว้าง แปลกแยก ร้าวรานของตัวละครนำ

ขณะที่ “น้องฮัก” เลือกเล่าเรื่องราวทำนองเดียวกัน ผ่านสายสัมพันธ์อันแตกร้าว ผุพัง และการชำระแค้น!

คนอ่านเพลง

เจค บักก์: ดนตรี การเมืองซ้าย-ขวา ความผิดบาปส่วนบุคคล

เจาะใจ นักร้อง-นักแต่งเพลงหนุ่ม “เจค บักก์” เรื่องดนตรี การเมืองซ้าย-ขวา และความผิดบาปส่วนบุคคล

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 24-30 มิถุนายน 2559)

“เจค บักก์” เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงดาวรุ่งวัย 22 ปี ชาวอังกฤษ

อดีตเด็กโรงเรียนเทคนิคจากน็อตติ้งแฮม ซึ่งเคยไปลงทะเบียนเข้าอบรมคอร์สเทคโนโลยีทางดนตรีชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะออกมาตระเวนแต่งเพลง-เล่นดนตรี ตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังจากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ที่มีชื่อเดียวกับเจ้าตัว เมื่อ ค.ศ.2012

อัลบั้มชุดนั้น ทำให้หนุ่มน้อยวัย 18 ปี อย่างบักก์ ได้รับการจับตามองไม่น้อย เพราะตัวงานเคยขึ้นไปติดอันดับหนึ่ง ของ “ยูเค อัลบั้ม ชาร์ต” แถมยังขายได้เกิน 600,000 ก๊อบปี้ จนถือเป็นผลงานเพลงที่ขายดีมากชุดหนึ่งของสหราชอาณาจักรในทศวรรษ 2010 เช่นเดียวกับหลายเพลงในอัลบั้ม ซึ่งมีสถานะเป็นเพลงฮิต

หลายๆ เพลง (ดัง) ของอัลบั้มชุดแรก เป็นผลงานที่บักก์ร่วมเขียนกับ “เอียน อาร์เชอร์” นักร้อง-นักแต่งเพลงมือดี ชาวไอร์แลนด์เหนือ

หนึ่งปีถัดมา บักก์ออกอัลบั้มชุดที่สองชื่อ “Shangri La” ซึ่งเขายังคงร่วมแต่งเพลงกับอาร์เชอร์ แถมมี “ริค รูบิน” โปรดิวเซอร์ชื่อดังจากฝั่งอเมริกา มาร่วมผลิตผลงานด้วย

อย่างไรก็ตาม ก้าวที่สองของบักก์กลับไปได้ “ไม่ไกลนัก” หากเทียบเคียงกับก้าวย่างแรก

bugg second

ห่างหายจากการทำสตูดิโอ อัลบั้ม ไปสามปี ในที่สุด เจค บักก์ ก็ได้ฤกษ์ออกผลงานลำดับที่สามกลางปีนี้

ผลงานซึ่งต้องเผชิญกับ “จุดเปลี่ยน” และ “จุดเสี่ยง” พอสมควร

อัลบั้มชุดล่าสุดนี้มีชื่อว่า “On My One” ซึ่งมาพร้อมจุดเปลี่ยนสำคัญ นั่นคือ การที่บักก์ก้าวขึ้นมาแต่งเพลงเองทั้งหมด นอกจากนี้ เขายังพยายามผสมผสานแนวทางดนตรีแบบใหม่ๆ ได้แก่ ดนตรีฮิปฮอป เข้าไปในตัวงาน อันวางฐานอยู่บนความเป็นโฟล์กร็อก

บักก์บอกว่าตนเองได้รับอิทธิพลจากดนตรีแนวนี้มาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตาม เขากลับมองเห็นถึงทั้ง “ด้านดี” และ “ข้อด้อย” ของงานแนวฮิปฮอป ซึ่งถูกผลิตป้อนอุตสาหกรรมดนตรีร่วมสมัย

“ผมรู้สึกอยู่บ่อยๆ ว่า งานแนวฮิปฮอปจะชอบเล่าเรื่องราวแบบเดิมๆ เสมอ” ศิลปินหนุ่มกล่าว และว่า “มันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรง อาวุธปืน และยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ผมยังชอบที่จะฟังเพลงแนวนี้ เพราะเรื่องที่ถูกร้องออกมามันคือเรื่องจริง แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า มันน่าจะเจ๋งกว่านี้นะ ถ้าพวกคุณลองแร็ปเป็นเรื่องราวชนิดอื่นๆ บ้าง”

แม้เสียงวิจารณ์ที่มีต่อ “On My One” จะออกมากลางๆ ค่อนไปทางผิดหวังนิดๆ แต่งานชุดนี้ ก็ยังมีเพลงที่น่าสนใจอยู่หลายเพลง และที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็ได้แก่ความคิดความอ่านของบักก์

เห็นได้จากบทสัมภาษณ์ที่เขาพูดคุยกับ “จอร์แดน บาสเส็ตต์” ซึ่งลงตีพิมพ์ในนิตยสาร “NME” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

หนึ่งในประเด็นร้อน ที่บาสเส็ตต์ตั้งคำถามต่อบักก์ ก็คือ ความขัดแย้งระหว่างศิลปินหนุ่มกับ “โนเอล กัลลาเกอร์” ศิลปินดังและอดีตแกนนำวง “Oasis”

เดิมที จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ดำเนินไปอย่างชื่นมื่น เมื่อกัลลาเกอร์เป็นฝ่ายหนีบบักก์ให้ไปร่วมแจมทัวร์คอนเสิร์ตที่สหรัฐอเมริกาของเขาเมื่อปี 2012

แต่หลังจากนั้น โนเอลกลับออกมาระบุว่า เขารู้สึก “หัวใจแหลกสลายโคตรๆ” ที่ได้รู้ว่า บักก์เลือกใช้บริการนักแต่งเพลงชื่อดัง อย่างเอียน อาร์เชอร์ ขณะสร้างสรรรค์ผลงานชุดแรกและชุดที่สอง

บักก์ตอบโต้บุคลากรทางดนตรีรุ่นพี่ด้วยการตั้งคำถามว่า “อัลบั้มชุดหลังสุดของโนเอล มันก็ห่วยแตก ไม่ใช่เหรอ?”

ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า เขาไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมากมายนักกับท่าที “เดิมๆ” ของโนเอล

“โนเอลเคยด่า เอ็ด ชีแรน (นักร้อง-นักแต่งเพลงมือทองอีกคนของวงการดนตรีอังกฤษร่วมสมัย) ชนิดสาดเสียเทเสีย แต่แล้วอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา เขาก็กลับไปร่วมงานปาร์ตี้กับ เอ็ด โนเอล เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้แหละ”

“โนเอลมีอิทธิพลทางดนตรีต่อผมอย่างสูง แต่ผมจะไม่ใส่ใจกับคำพูดของใครๆ ผมเพียงแค่ต้องการจะทำเพลง ในแบบที่ผมเองอยากจะทำ” บักก์ยืนกราน

ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของ โนเอล กัลลาเกอร์ หรือไม่ แต่ท้ายสุด บักก์ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะเลือกยืนบนลำแข้งของตัวเอง ในการผลิตผลงานชุดล่าสุด

เขาลงมือแต่งทุกเพลงในอัลบั้มชุดใหม่ด้วยตนเอง ทั้งยังโปรดิวซ์งานส่วนใหญ่ของอัลบั้มชุดนี้

สิ่งที่ช่วยยืนยันการเลือกทางเดินของบักก์ได้เป็นอย่างดี ก็คือ ชื่อผลงาน “On My One” ซึ่งเป็นภาษาสแลงของชาวน็อตติ้งแฮม อันมีความหมายเดียวกันกับวลี “On My Own” ซึ่งแปลว่า การทำอะไรด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม บักก์ตอบโต้ว่า เขาไม่ได้เลือกเปลี่ยนแนวทางการทำงานตามคำชี้แนะท้วงติงของเหล่ากูรูนักวิจารณ์ แต่เขาเปลี่ยนตนเองด้วยเป้าหมายชนิดอื่น

“ผู้คนมักพูดว่าผมกำลังพยายามที่จะพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่สำหรับผม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันมีความหมายมากกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงหนนี้มีความสำคัญต่อพัฒนาการของผมในฐานะนักแต่งเพลง ถ้าผมไม่เปลี่ยนตัวเองตอนนี้ แล้วผมจะไปเปลี่ยนตอนไหนล่ะ?”

ในวันที่สามารถรับผิดชอบผลงานของตัวเองได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ บักก์ย้อนเปรียบเทียบประสบการณ์การทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงยอดฝีมือ ว่าเป็นดังกระบวนการศึกษาเรียนรู้นอกห้องเรียน

“เพื่อนร่วมรุ่นของผมเข้าไปเรียนวิชาช่างปูนและช่างไม้ที่วิทยาลัย ขณะเดียวกัน ผมก็ออกมาฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองกับนักแต่งเพลงมืออาชีพ ผมจึงคิดว่านี่เป็นการเข้าถึงการศึกษาแบบฟรีๆ พวกคุณคงรู้กันว่า มีคนจำนวนไม่น้อยต้องจ่ายเงินแพงๆ เพื่อจะได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาระดับท็อปๆ ผมไม่มีโอกาสอย่างนั้น แต่ผมกลับโชคดี ที่ได้มาเรียนรู้วิธีการทำงานเพลง และตอนนี้ ก็ถึงคราวที่ผมต้องเริ่มต้นกระบวนการทำงานทั้งหมดด้วยตัวเอง”

on my one

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ชีวิตของบักก์เดินทางมาไกลมาก จนน่าสงสัยว่า นอกจากความเปลี่ยนแปลงในด้านการทำงานดนตรีแล้ว แง่มุมชีวิตในด้านอื่นๆ ของเขา ได้แปรเปลี่ยนพลิกผันไปพร้อมๆ กันด้วยหรือไม่?

บักก์เกิดในครอบครัว “ชนชั้นแรงงาน” ที่เมืองคลิฟตัน ชานนครน็อตติ้งแฮม พ่อของเขาประกอบอาชีพเป็นบุรุษพยาบาล ส่วนแม่ทำงานเป็นพนักงานขาย ทั้งคู่แยกทางกันเมื่อบักก์ยังเล็ก

ในแง่จุดยืนทางการเมือง บักก์เห็นว่ารัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนหนุ่มสาวมากนัก โดยก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเดือนพฤษภาคม 2015 ศิลปินหนุ่มเคยลองทำแบบทดสอบออนไลน์ เพื่อตรวจสอบทัศนะทางการเมืองของตนเอง

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ “เสรีประชาธิปไตย”

“เมื่อคุณมาจากพื้นเพของชนชั้นแรงงาน ถ้าคุณไม่เป็นฝ่ายซ้าย คุณก็จะโดนพวกเดียวกันรุมด่าเละ” บักก์กล่าว พร้อมพูดต่อว่า “แต่หลังจากมีผลงานเพลงมาจำนวนหนึ่ง และออกทัวร์คอนเสิร์ตสักระยะ ผมก็เริ่มตระหนักว่า บางที เงินในกระเป๋าเราอาจมีมากขึ้น ถ้าเราเลือกเป็นฝ่ายขวา”

“ไปๆ มาๆ คุณก็จะค้างเติ่งอยู่ตรงหว่างกลาง มันก็เหมือนกับประเด็นหลักในเพลง Ain’t No Rhyme จากอัลบั้มชุดใหม่ของผม ที่เนื้อหาส่วนหนึ่งร้องว่า “…เมื่อคุณไม่อาจก่อกำแพงแบ่งแยกโลกออกเป็นสองส่วน / คุณต้องมาคิดใคร่ครวญ ยามติดตกค้างอยู่ตรงกึ่งกลาง / ว่าฝั่งฟากไหนกัน? ที่คุณจะเลือกแอบอิงซบร่าง…” นี่เป็นความรู้สึกของผม ว่าผู้คนมักพยายามฉุดรั้งลากดึงคุณให้ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งเสมอ” บักก์เอ่ยด้วยความรู้สึกหนักใจและลังเล

ปัจจุบัน บักก์เช่าบ้านอยู่ในภาคตะวันตกของกรุงลอนดอน และเขากำลังมีแผนการจะซื้อที่พักอาศัยตรงโซนใจกลางเมือง มิหนำซ้ำ เขายังต้องขึ้นโชว์บนเวทีแฟชั่นของ Burberry อีกด้วย

อย่างไรก็ดี นักร้อง-นักแต่งเพลงหนุ่มกลับมีความรู้สึกผิดบาปซ่อนแฝงอยู่ภายใต้การประสบความสำเร็จของตนเอง

“ผมเคยเดินเข้าไปในร้านค้าหรูหราและอยากได้ของบางอย่าง ผมต้องการมันเดี๋ยวนี้ แต่แล้ว ผมกลับเดินออกมา แล้วคิดว่า เชี่ยเอ๊ย! พวกเพื่อนกูแม่งต้องอาบเหงื่อต่างน้ำทั้งอาทิตย์ เพื่อเอาเงินค่าจ้างไปซื้อเบียร์กระป๋องนึง คนจำนวนมากอาจจะชอบเพลงของผม และมันถือเป็นความสำเร็จ แต่นี่หมายความว่าคุณสามารถผลาญเงินได้มากกว่าคนอื่นๆ ที่ต้องทำงาน 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์รึเปล่า? ผมคิดว่า คุณไม่สามารถทำแบบนั้นได้”

“แต่นอกจากมันจะไม่ค่อยยุติธรรม ที่ผมจะเผาผลาญเงินเพื่อปรนเปรอสุขให้แก่ตนเองแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำที่ว่า ทำไมคุณถึงไม่บริจาคเงินอันมากมายของตัวเองให้คนอื่นล่ะ? เพราะผมคิดว่า ต่อให้คุณบริจาคเงินส่วนตัวจนหมดกระเป๋า คุณก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้หรอก”

นี่คือความอิหลักอิเหลื่ออีกประการที่ดำรงอยู่ภายในจิตใจของผู้ชายชื่อ เจค บักก์

แปลสรุปความและเรียบเรียงจาก

http://www.nme.com/features/jake-bugg-nme-interview

http://www.nme.com/reviews/jake-bugg/16497

https://en.wikipedia.org/wiki/Jake_Bugg

ของแถม

8 เพลงแนะนำของเจค บักก์