คนมองหนัง

บันทึกถึงหนังจีนเรื่อง “Youth”

หนึ่ง

รวมๆ แล้ว เมื่อดูเสร็จจะนึกถึง October Sonata คือนี่เป็นหนังที่ถ่ายทอดชะตากรรมของผู้คน ที่ดำเนินคู่ขนานไปกับชะตากรรมทางการเมืองของประเทศ ผ่านแง่มุมความรักโรแมนติกภายในกรอบเวลายาวนานหลายทศวรรษ (1976-1995, พร้อมกล่าวถึงเหตุการณ์ในปี 2005 และ 2016 โดยไม่มีภาพ) ซึ่งอบอุ่น กรุ่นๆ กำลังดี

โดยส่วนตัว รู้สึกว่าหนังมันมีอาการ “จบไม่ลง” ในช่วงท้ายๆ จากจังหวะที่สามารถทำให้เราร้องไห้โฮได้ เลยเหลือแค่มีน้ำตารื้นๆ ออกมา

สอง

youth 2

สิ่งแรกที่เซอร์ไพรส์ คือ หนังไม่ได้ฉายภาพชีวิตหนุ่มสาวที่ร้าวรานแตกสลายใน/สืบเนื่องจาก “ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม” หรือ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” มิได้ส่งผลกระทบแง่ลบโดยตรงต่อชีวิตของเหล่าตัวละคร

เพราะจุดออกสตาร์ทของภาพยนตร์ คือ ปี 1976 อันเป็นปีสุดท้ายของการปฏิวัติวัฒนธรรม และเป็นปีที่ “ประธานเหมา” ถึงแก่อสัญกรรม

ก่อนที่ชีวิตของกลุ่มตัวละครนำจะเติบโต ระหกระเหิน พลัดพราก โดยมี “สงครามจีน-เวียดนาม” ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ (เริ่มหันเหสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม) ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นฉากหลัง

พูดอีกอย่างได้ว่าบรรดาตัวละคร โดยเฉพาะพระเอก-นางเอก มิได้ถูกกระทำเฉพาะใน “ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม” หรือ “หลังปฏิวัติวัฒนธรรม” เท่านั้น แต่พวกเขาและเธอยังตกเป็น “เหยื่อ” ของบริบท/ช่วงเวลาอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ด้วย

สาม

youth 6

อีกส่วนที่เซอร์ไพรส์มากก็คือ ก่อนหน้านี้ (ด้วยความเซ่อส่วนบุคคล) เคยเห็นแค่โปสเตอร์หนังเวอร์ชั่นตัวละครนั่งริมสระน้ำ เลยไม่นึกว่ามันจะมีฉากเกี่ยวข้องกับสงครามด้วย แถมเป็น “สงครามจีน-เวียดนาม” อีกต่างหาก ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรก ที่ตัวเองได้ดูหนังที่มีฉากหลังเป็นสงครามนี้

จริงๆ พาร์ทสงครามเป็นส่วนที่ผมไม่ค่อยชอบนัก แต่ก็ให้ผลลัพธ์อะไรบางอย่างที่น่าสนใจดี เช่น ก่อนหน้านี้ เวลาเรารู้จักสงครามจีน-เวียดนาม เราจะจดจำมันในฐานะสงครามที่จีน “สั่งสอน” เวียดนาม แต่สิ่งที่ “เฝิงเสี่ยวกัง” นำเสนอ กลับเป็นภาพโศกนาฏกรรมที่คนเล็กคนน้อยชาวจีนต้องประสบจากสงครามดังกล่าว

สี่

youth 7

ดูๆ ไป จะรู้สึกว่าพระเอกช่างเป็นคนดีดี๊ดี คือ โอเค ในโลกนี้และในสังคมไหนๆ มันอาจมีคนซื่อ คนตรง คนมักน้อย ที่ “เอาดี” ไม่ได้ไม่ว่าจะในระบบใดๆ แต่คนซื่อ คนตรง คนมักน้อย (หรือจะเรียก “เหลาซิก” ก็ได้) มันอาจไม่จำเป็นต้อง “ดีงามบริสุทธิ์” เป็นประชาชนตัวอย่าง แต่แบนราบ ขนาดพระเอก

ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกว่านางเอกเป็นตัวละครนำที่มีมิติลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า เธอมีทั้งความผิดบาป ผิดแปลก หลุดโลก เกรี้ยวกราด เจ้าคิดเจ้าแค้น และปูมหลังที่รันทดรวดร้าว จนดูเป็น “มนุษย์” กว่าพระเอกชัดเจน

ห้า

youth 1

หนังแสดงให้เห็นว่า “เป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด” ในมุมที่ไม่บวกนัก

ผมรู้สึกว่าหนังทรีต “คนทำงานด้านวัฒนธรรม” ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนได้น่าสนใจดี คือ ด้านหนึ่ง มันก็มีความงามเมื่อหน่วยงานนี้มีชีวิต มีความโหยไห้อาลัยเมื่อหน่วยงานนี้ต้องปิดฉาก แต่อีกด้าน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นหน่วยงานที่เต็มไปด้วย “อภิสิทธิ์ชน”

การเป็นทหาร คือ การมีอภิสิทธิ์หลายอย่างเหนือประชาชนทั่วไป ขณะที่กำลังพลในส่วนงาน “วัฒนธรรม” ของกองทัพ ก็มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าทหารที่เป็นกำลังรบ หลายคนเป็นลูกท่านหลานเธอ หลายคนสามารถเสาะแสวงหาโอกาสที่ดีในชีวิต เพราะความสามารถทางศิลปวัฒนธรรม ภายหลังหน่วยงานถูกล้มเลิก หนุ่มสาวในหน่วยงานวัฒนธรรม ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างสุขสันต์ มีโอกาสทำกิจกรรมนันทนาการ และมีเวลาว่างพอจะนินทา ล้อเลียน หรือรังแกเพื่อนร่วมหน่วยรายอื่นได้

1102.00-00.Focus.HKChina.indd

และแน่นอน คนที่ค่อยๆ ถูกเขี่ยออกมาจากหน่วยงานนั้น ก่อนจะต้องไปแบกรับภาระหนักหนาและบาดแผลสาหัสในแนวหน้า ก็คือ “คนชายขอบ” ของหน่วย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหนุ่มฐานะยากจนที่เป็นเหมือนเบ๊ประจำคณะละคร และนักแสดงหญิงที่เป็นตัวตลกของเพื่อนๆ ผู้มีพ่อเสียชีวิตระหว่างโดนปรับทัศนคติอยู่ในค่ายกักกัน

หก

youth ending

แม้จะรู้สึกว่าหนังยืดย้วยไปหน่อย แต่ผมค่อนข้างโอเคกับตอนจบ กล่าวคือ ถ้า “เฝิงเสี่ยวกัง” เลือกจะปิดฉากเรื่องราวอย่างหนักมือกว่านี้ พระเอก-นางเอกคงกลายสถานะเป็น “วีรบุรุษ-วีรสตรี” ในอภิมหาบรรยายว่าด้วยชาติ ทว่าถูกหลงลืมในฐานะปัจเจกบุคคล ผู้มีชื่อเสียง เรียงนาม อัตลักษณ์ ตัวตน

แต่พอเรื่องราวถูกยืดขยาย แต่พอพระเอก-นางเอกไม่ได้ถูกทุบทำลายเสียจนแหลกละเอียด หากต้องล้มลุกคลุกคลานตกระกำลำบากไปเรื่อยๆ สถานภาพ “สามัญชน” ของเขาและเธอจึงยังดำรงอยู่อย่างมีชีวิต และปรากฏชัดในความทรงจำส่วนบุคคลและของมิตรสหายบางราย

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” ได้รางวัลที่จีน มี “เบลา ทาร์” เป็นประธานกรรมการตัดสิน

หลังกวาดรางวัลในเมืองไทยไปอย่างเป็นกอบเป็นกำ “ดาวคะนอง” ผลงานภาพยนตร์ของอโนชา สุวิชากรพงศ์ ยังได้โอกาสเดินสายตระเวนฉายและรับรางวัลจากเทศกาลหนังต่างประเทศโดยต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังไทยเรื่องนี้เพิ่งได้รับรางวัลเดอะ แกรนด์ จูรี่ ไพรซ์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเฟิร์สท์ ที่เมืองซีหนิง ประเทศจีน

ดาวคะนอง ทาร์

แม้อโนชา ผู้กำกับ จะไม่ได้เดินทางไปร่วมเทศกาลนี้ด้วยตนเอง แต่ก็มีหนึ่งในทีมงาน คือ หมิง ไค เหลียง ผู้กำกับภาพของหนังขึ้นไปรับรางวัลแทน

ที่สำคัญ ผู้มอบรางวัลนี้ให้แก่หมิง ก็คือ เบลา ทาร์ คนทำหนังชาวฮังกาเรียน ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์สายประกวดของเทศกาลดังกล่าวประจำปีนี้

ขอบคุณภาพและข่าวจากเพจ ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

คนมองหนัง

Operation Mekong : ความใฝ่ฝันของ “พญามังกร” และ “ปริศนาลี้ลับ” ที่ถูกทิ้งค้างไว้

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 20-26 มกราคม 2560)

“Operation Mekong” เป็นภาพยนตร์แอ๊กชั่นผลงานการกำกับฯ ของ “ดังเต้ แลม” คนทำหนังชาวฮ่องกง ที่สร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่องแทบจะปีชนปี นับแต่ ค.ศ.1997 จนถึงปัจจุบัน

พิจารณาจากแง่ของ “รูปแบบ” ภาพยนตร์เรื่องนี้ย่อมถูกจัดอยู่ในประเภท “บู๊/แอ๊กชั่น”

ซึ่งหนังก็ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดีและครบเครื่อง

หนังมีฉากแอ๊กชั่นเด็ดๆ ตามเหลี่ยมมุมของอาคาร “อินดอร์” บนรถไฟ ในรถยนต์บนท้องถนน บนเรือลัดเลาะแม่น้ำโขง บนเฮลิคอปเตอร์ เรื่อยไปจนถึงในพื้นที่ป่า เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

นอกจากนี้ “Operation Mekong” ยังเดินตามสูตรหนังแอ๊กชั่นสไตล์ “ฮ่องกง” ที่ขับเน้นความทรงจำบาดแผล ซึ่งเป็นปมภายในจิตใจตัวละครนำ, คุณธรรมน้ำมิตรระหว่างเพื่อนตำรวจ ตลอดจนความสูญเสีย/เสียสละตามรายทาง

ว่ากันเฉพาะองค์ประกอบข้างต้น หนังเรื่องนี้อาจไม่มีอะไร “ใหม่” มากนัก ทว่า ก็สามารถมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชมได้อย่างไม่มีอะไรตกหล่น

จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังจะสามารถโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำจากตลาดเมืองจีน เมื่อปีก่อน

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ของ “Operation Mekong” นั้นอยู่ที่เนื้อหามากกว่า

ผู้ที่ได้อ่านเรื่องย่อคงพอจะรับทราบอยู่บ้างว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรมลูกเรือชาวจีน 13 ราย ขณะโดยสารอยู่บนเรือสินค้าที่ล่องมาตามแม่น้ำโขง

อันดัดแปลงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อ พ.ศ.2554 (ค.ศ.2011)

คดีดังกล่าวเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด, “พื้นที่พิเศษ” อย่างสามเหลี่ยมทองคำ, ชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดน รวมถึงความพยายามจะเข้ามาร่วมจัดการแก้ไข-สะสางปัญหาและจับกุมผู้กระทำผิดของทางการจีน

หนังเริ่มต้นด้วยภาพการแถลงข่าวผลงานการจับกุมยาเสพติดที่ตรวจค้นได้จากเรือสินค้าจีน โดยหน่วยงานความมั่นคงไทย

แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลับพบศพลูกเรือจีนลอยอืดขึ้นมาบริเวณริมแม่น้ำโขง

คดียาเสพติดจึงกลายสภาพเป็นคดีฆาตกรรม ซึ่งมีปัจจัยลึกลับซับซ้อนซ่อนแฝงอยู่

แล้วหนังก็ตัดเหตุการณ์เข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวน ที่กระหน่ำคนดูด้วยคิวบู๊นานาชนิด เคียงคู่กับการหักเหลี่ยมเฉือนคมทางความคิดและการวางแผน

“Operation Mekong” พยายามฉายภาพบทบาทนำของ “จีน” ในฐานะ “ตำรวจภูมิภาค” เหนือเจ้าหน้าที่ของไทย, พม่า และลาว (ดังที่หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้)

เข้าทำนองแม้จะมี “กองกำลังร่วม” ระหว่างสี่ชาติ แต่จีนต้องเข้าถึงข้อมูลและตัวคนร้ายให้ได้ก่อนใคร

เช่นเดียวกับพื้นที่ปัญหาอย่าง “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งถูกวาดภาพให้เป็น “พื้นที่พิเศษ/ยกเว้น/ไร้ขื่อแป” ที่เต็มไปด้วย “เจ้าพ่อนานาชาติ” ทั้งชนกลุ่มน้อย, แขก หรือคนดำ เพราะถูกปล่อยปละละเลยโดยอำนาจรัฐของไทย พม่า และลาว (หรือไม่ “เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ก็อาจรู้กันกับบรรดา “เสือซุ่มมังกรซ่อน” ผู้อยู่นอกเหนือกฎหมายเหล่านั้น)

ด้วยเหตุนี้ ทางการจีนจึงจำเป็นจะต้องบุกเข้ามาเคลียร์/ชำระล้างพื้นที่ดังกล่าว ราวกับเป็นการเข้ามาช่วยจัดระเบียบ “อนารยชนคนป่าเถื่อน” โดยผู้มีอำนาจที่ “ศิวิไลซ์” กว่า

ภาพลักษณ์ของการเข้ามาแก้ปัญหาอย่าง “ศิวิไลซ์” ถูกแสดงออกผ่านบทบาท “นักรบสันติวิธี” ของกลุ่มตัวละครตำรวจจีนใน “Operation Mekong”

ตำรวจจีนซึ่งสะสางคดีอย่างเฉียบคมเด็ดขาด ทว่า จะเลือกใช้ “ความรุนแรง” เท่าที่จำเป็น

หนังวาดภาพให้กองกำลังค้ายาที่เป็นชนกลุ่มน้อย ใช้สอย “ทหารเด็ก” เป็นอาวุธลับอันทรงพลานุภาพ (ฉากการเล่นเกม “รัสเซียนรูเล็ต” ระหว่างนักรบเด็กชนกลุ่มน้อยสองคนในหนังเรื่องนี้อาจ “ไม่ใหม่” แต่ก็ติดตามากๆ ทีเดียว)

เมื่อ “ทหารเด็ก” เหล่านั้นเผชิญหน้ากับตำรวจจีน แม้ฝ่ายแรกจะซัดปืนกลใส่ฝ่ายหลังจนต้องพิการไปตลอดชีวิต หรือบอมบ์ใส่ฐานปฏิบัติการของฝ่ายหลัง จนมีคนเจ็บ-ตายเป็นจำนวนมาก

แต่ตำรวจจีนกลับไม่พยายามเข่นฆ่าล้างแค้น “ทหารเด็ก” แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน และมีท่าทีห่วงใยในสวัสดิภาพของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

ปฏิบัติการระดับเข้มข้นที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่จีนในหนังลงมือกับ “ทหารเด็ก” ก็คือ “การยิงใส่ (ไม่เอาถึงตาย) เพื่อให้หยุดลงมือสังหารคน”

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการล่าคนผิดของทางการจีน ก็มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ “การจับเป็น” แล้วส่งคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในระบบ มากกว่า “จับตาย”

(แม้อาจจะพลั้งเผลอลงมือเกินเลยไปบ้าง เพราะความแค้นส่วนบุคคล ไม่ใช่ในนามองค์กรหรือประเทศชาติ)

แน่นอนว่านี่คือหนังที่มี “ตำรวจจีน” เป็นพระเอก และเป็นภาพแทน ซึ่งสื่อแสดง “ความคาดหวัง/ความใฝ่ฝัน” ของ “พญามังกร” ในการขยายอำนาจมายังภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

อย่างไรก็ตาม ถ้า “Operation Mekong” มีสถานะเป็น “ภาพร่างความฝัน” ที่ก่อกำเนิดขึ้นในวิธีคิดของรัฐบาล/ชนชั้นนำจีน

ดูเหมือนฝ่ายจีนเองจะตระหนักอยู่ไม่น้อยว่าการพยายามแผ่อิทธิพลเหนือภูมิภาคนี้ มิใช่ “ปฏิบัติการ” ที่สามารถลงมือทำและหวังผลลัพธ์ได้อย่างง่ายดายสบายมือ

ดังที่หนึ่งในตัวละครนำของหนัง ซึ่งเป็นสายลับชาวจีน พูดเอาไว้ว่า ต่อให้ “หน่อคำ” (หรือ “หน่อคา” ในภาพยนตร์) ราชายาเสพติดที่อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรม 13 ศพ ถูกโค่นล้มลง แต่อีกสักพัก ก็จะมี “เจ้าพ่อ” รายใหม่ ผงาดขึ้นมาแทนที่

สอดคล้องกับบทสรุปของหนัง ที่ตำรวจจีนสามารถจับกุมตัว “หน่อคำ” และพรรคพวก กลับไปลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ยังสามารถเด็ดหัวผู้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ระหว่าง “หน่อคำ” กับ “บอส” ได้สำเร็จ

ทว่า เงื่อนปมที่หนังทิ้งค้างเอาไว้อย่างชาญฉลาด ก็คือ การไม่ยอมเปิดเผยว่า “บอส” ผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ายาเสพติด-คดีฆาตกรรมครั้งนี้เป็นใคร?

ด้านหนึ่ง นี่อาจบ่งชี้ให้เห็นว่า “ปฏิบัติการแม่น้ำโขง” มิได้มีจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง หากเป็นเพียง “จุดหนึ่ง” ของแผนปฏิบัติการ “ต่อเนื่อง” ระยะยาว ที่จะเปิดโอกาสให้ “พญามังกร” ค่อยๆ รุกคืบเข้ามาควบคุมจัดการพื้นที่แถบสามเหลี่ยมทองคำและตามลำน้ำโขง

อีกด้านหนึ่ง การอำพรางตัว “บอส” เอาไว้ ก็มิได้หมายความว่าคนทำหนัง/ทางการจีน ไม่รู้ว่า “บอสตัวจริง” นั้นคือใคร

แต่เมื่อการแผ่ขยายอำนาจจำเป็นต้องอาศัยภาพลักษณ์ของการเป็น “นักประสานประโยชน์” ผู้พร้อมจะประนีประนอมหรือเจรจาต่อรองกับ “เจ้าพ่อของเจ้าพ่อท้องถิ่น” พอๆ กับภาพลักษณ์ “นักบู๊ผู้พิทักษ์ความสงบในระดับภูมิภาค”

การรู้อะไรบางอย่าง จึงต้องถูกแสดงออกมาผ่านลักษณะ “แสร้งทำเป็นไม่รู้”

คําถามต่อเนื่องมีอยู่ว่าคนดูจะสามารถ “รู้” อย่างที่คนทำหนังหรือประเทศผู้ผลิตหนัง “รู้” ได้หรือไม่?

และคนดูจะสามารถไขปริศนาลึกลับข้อนี้ได้อย่างไร? ในเมื่อ “บอส” ที่ถูกเอ่ยถึงโดยสม่ำเสมอ ไม่เคยปรากฏตัวตนหรือส่งเสียงออกมา

กุญแจดอกแรกที่อาจช่วยไขปริศนาทิ้งท้ายของ “Operation Mekong” น่าจะอยู่ตรงขุมกำลังของ “ตัวกลาง” ผู้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง “บอส” กับ “หน่อคำ”

หนังวาดภาพให้ “ตัวกลาง” รายนี้ มีอำนาจควบคุมสั่งการกองกำลังนิรนามชุดดำจำนวนหลายสิบคน กองกำลังดังกล่าวถูกจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ มีสรรพาวุธและยานพาหนะทันสมัยในครอบครอง

ความยิ่งใหญ่เช่นนั้นย่อมฉายให้เห็นถึงเงาร่างอันไม่ธรรมดาของ “บอส”

กุญแจอีกดอกที่ไม่ควรละเลย ก็คือ ช่วงต้นๆ เรื่อง หนังเอ่ยถึง “ตัวละครกลุ่มหนึ่ง” อย่างเป็นทางการอยู่ประมาณสองหน ก่อนจะไม่กล่าวถึงตัวละครกลุ่มนี้อีกเลยตลอดทั้งเรื่อง

จึงน่าสงสัยมิใช่น้อยว่า “บอส” กับ “ตัวละครกลุ่มนี้” มีความข้องเกี่ยวกันหรือไม่? อย่างไร?

ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ไม่ผ่านเซ็นเซอร์จีน! ชวดร่วมเทศกาลฝูโจว ทั้งที่เคยฉายในเซี่ยงไฮ้

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Pimpaka Towira เมื่อวันที่ 15 กันยายน ว่า เพิ่งได้รับแจ้งจากทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ว่า “มหาสมุทรและสุสาน” ซึ่งเดิมทีได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลดังกล่าว ไม่ผ่านกระบวนการเซ็นเซอร์ ดังนั้น ทางผู้จัดงานจึงจำเป็นต้องตัดหนังออกจากเทศกาลครั้งนี้

โดยพิมพการะบุว่า รู้สึกสับสน เนื่องจากหนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาแล้ว เมื่อหลายเดือนก่อน โดยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ซึ่งต่อประเด็นดังกล่าว ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้บริหารค่ายจีดีเอช ได้เข้ามาคอมเมนท์โดยให้ข้อมูลว่า ระบบเซ็นเซอร์หนังของจีนนั้นจะทำงานแยกกันตามมณฑล

ต่อมา พิมพกาได้นำเอาเหตุผลที่ทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติใช้อ้างในการตัดสินใจแบนหนังเรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” มาเผยแพร่

โดยข้อความระบุว่ามีบางองค์ประกอบเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เข้าข่ายขัดต่อกฎเกณฑ์และมาตรฐานในการเซ็นเซอร์สื่อของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาประเด็นดังกล่าว

ข่าวบันเทิง

“หว่อง กา ไว” เตรียมโปรดิวซ์-กำกับ ซีรี่ส์ความยาว 18 ตอน สองซีซั่น

หลังมีผลงานหนังยาวเรื่องล่าสุดอย่าง The Grandmaster “หว่อง กา ไว” ก็เป็นอีกหนึ่งผู้กำกับภาพยนตร์ ที่จะหันมารับงานในวงการโทรทัศน์

โดยข่าวระบุว่า ฮวนสี มีเดีย กรุ๊ป ของจีน วางแผนจะทำซีรี่ส์ความยาวรวมทั้งสิ้น 18 เอพพิโสด ซึ่งหว่อง กา ไว จะมารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และร่วมกำกับในบางตอน

ทั้งนี้ ซีรี่ส์เรื่องดังกล่าวจะออกเผยแพร่ในสองซีซั่น ซีซั่นแรก ประกอบด้วย 12 เอพพิโสด ส่วนซีซั่นที่สอง มีแค่ 6 เอพพิโสด

คาดว่า การผลิตซีรี่ส์ของซีซั่นแรกน่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2017 ก่อนจะเผยแพร่ในโลกดิจิทัล ต่อผู้ชมชาวจีนและทั่วโลกต่อไป

ข่าวบันเทิง

Ten Years หนังดิสโทเปียว่าด้วยอนาคตฮ่องกงในสิบปีข้างหน้า ที่หาญกล้าท้าทายรบ.ปักกิ่ง

“Ten Years” ภาพยนตร์อิสระทุนสร้างต่ำ ที่ประกอบด้วยหนังสั้นจำนวน 5 เรื่อง ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัล “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” บนเวทีฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งให้แก่รัฐบาลจีนที่กรุงปักกิ่ง เนื่องจากหนังนำเสนอภาพแทนของสังคมฮ่องกงภายใต้การปกครองของจีนในปี 2025 ที่ไม่ดีงามสักเท่าใดนัก

หนังสั้นทั้ง 5 เรื่อง ที่ถูกเรียงร้อยกันเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวชิ้นนี้ ได้รับโอกาสให้ออกฉายตามโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ในเวลาอันสั้น ขณะที่บางโรงภาพยนตร์ก็ปฏิเสธไม่ยอมฉายหนัง ทางออกของผู้ผลิตจึงได้แก่ การนำหนังไปตระเวนฉายตามมหาวิทยาลัย, การต้องเช่าโรงเพื่อฉายหนัง รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม หนังที่มีทุนสร้างเพียง 5 แสนดอลลาร์ฮ่องกง (ราวสองล้านบาท) กลับโกยรายได้เกินความคาดหมายไปมากถึง 6 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 27 ล้านบาท)

การถูกจำกัดพื้นที่ฉายหนังบนเกาะฮ่องกงเกิดขึ้นสอดคล้องกับการที่หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์ส ซึ่งเป็นของรัฐบาลจีน วิจารณ์ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ “บ้าบอคอแตกสิ้นดี” “มองโลกในแง่ร้ายสุดๆ” และมีสถานะเป็น “เชื้อไวรัสร้ายในทางจิตใจ”

ขณะเดียวกัน ทีวีช่องหลักของจีนแผ่นดินใหญ่ก็ตัดสินใจระงับโปรแกรมการถ่ายทอดสดงานประกาศรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า เหตุผลสำคัญน่าจะอยู่ที่การมีชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่ของ Ten Years

ทั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1991 ที่ผู้ชมในจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ได้ดูการถ่ายทอดสดงานมอบรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ หรือ งานมอบรางวัลม้าทองคำของไต้หวัน ทางจอโทรทัศน์

ซู ข่าย นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และนักวิชาการประจำสถาบันศิลปะการแสดงแห่งฮ่องกง กล่าวถึงปฏิกิริยาดังกล่าวของจีนแผ่นดินใหญ่ว่าเป็น “สิ่งผิดพลาด”

“แน่นอน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องโง่เง่ามาก ที่จีนแผ่นดินใหญ่ตัดสินใจระงับการถ่ายทอดสดงานมอบรางวัลฯ แต่นี่ก็เป็นปฏิกิริยาที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้บางสิ่งบางอย่างมากเกินไป”

 

“หนังเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกในรอบทศวรรษ ที่พยายามขบคิดถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนเกาะฮ่องกง” ซู ข่าย กล่าวถึง Ten Years

แอนดรูว์ ชอย โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ระบุภายหลัง Ten Years ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมว่า

“ความหมายของรางวัลนี้ คือ การแสดงให้เห็นว่าฮ่องกงยังคงมีความหวัง รางวัลนี้ย้ำเตือนให้พวกเราตระหนักว่า เราพึงมีความกล้าหาญในการแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ ผมขอขอบคุณผู้ชมทุกคนที่ตีตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้”

ขณะที่ อึ้ง กาเหลียง หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ ระบุว่า เขาไม่สนใจว่าทางการปักกิ่งจะคิดอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ เขาสนใจแต่เพียงว่าคนฮ่องกงคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับตัวหนังมากกว่า

“ถ้าพวกคุณถามผมถึงปฏิกิริยาที่ทางปักกิ่งอาจมีต่อพวกเรา (คนทำหนัง) ผมก็จะตอบว่า มันไม่เห็นมีน้ำยาตรงไหนเลย เพราะหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อประชาชนชาวฮ่องกง พวกเราคนทำหนังต่างเปิดใจกว้างทั้งต่อเสียงที่ชอบและไม่ชอบภาพยนตร์ พวกเราหวังเพียงแค่ว่าคนฮ่องกงจะมีโอกาสได้แสดงความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมา พวกเราต้องการให้ผู้คนคิดถึงอนาคตของเกาะแห่งนี้” อึ้ง กา-เหลียง กล่าว

ส่วน ดีเรค ยี ประธานจัดงานมอบรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ได้กล่าวก่อนจะประกาศให้ Ten Years ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ว่า

“ประธานาธิบดีรูสเวลท์เคยพูดเอาไว้อย่างหนึ่งว่า สิ่งเดียวที่เราพึงกลัว ก็คือ การมีความขลาดกลัวนั่นเอง”

หนังสั้น 5 เรื่องชุดนี้ ฉายภาพโลกอนาคตในภาวะดิสโทเปียของผู้คนบนเกาะฮ่องกง ที่มีความวิตกกังวลเกาะกุมสภาพจิตใจเพิ่มมากขึ้น เมื่อพวกเขาถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง ซึ่งเข้ามากุมอำนาจบนเกาะแห่งนี้อย่างเต็มที่ กระทั่งภาษาจีนท้องถิ่นหรือผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เคยใช้อยู่แต่เดิม ก็ยังถูกห้ามใช้

หนังสั้นตอนหนึ่ง เล่าเรื่องราวของกลุ่มเยาวชนที่สวมใส่ชุดยูนิฟอร์มทหาร และออกสำรวจตรวจตราบรรดาผู้มีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบนท้องถนน

หนังอีกตอนหนึ่ง กล่าวถึงภาวะสูญหายของภาษาจีนกวางตุ้ง ซึ่งคนฮ่องกงเคยใช้สื่อสารกัน

ส่วนหนังสั้นตอนปิดท้าย ก็มีฉากผู้ประท้วงที่เผาตนเองหน้าสถานกงสุลสหราชอาณาจักร (ซึ่งส่งมอบฮ่องกงคืนแก่จีนในปี 1997) ที่ทำให้คนดูหลายรายถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

แรมซี่ เยาวชนวัย 18 ปี ที่ได้ชม Ten Years ให้สัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เขาคิดว่า “เราต้องออกมาเคลื่อนไหว … และสิ่งเลวร้ายที่สุดบางประการที่ถูกทำนายว่าอาจเกิดขึ้นในอนาคต ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วในปัจจุบัน ผมจึงไม่มีความเชื่อมั่นในจีนแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป และแม้แต่อังกฤษก็ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเราได้แม้แต่น้อยเช่นกัน เพราะไม่มีใครกล้าจะยืนชนกับจีน”

สอดคล้องกับคนดูบางส่วนที่เห็นว่าควรปกป้องฮ่องกง จากภาวะเสื่อมทรุดขนาดหนัก และภาวะสูญสิ้นซึ่งอัตลักษณ์

“เป็นความจริงว่าสิ่งแย่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับฮ่องกง ณ ปัจจุบันนั้น มันถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้าสถานการณ์อนาคตในภาพยนตร์เรื่องนี้เสียอีก” โจว กวน-ไว หนึ่งในผู้กำกับหนัง ระบุ

น่าสนใจว่า หลัง Ten Years ออกฉาย ผู้จำหน่ายหนังสือวิพากษ์รัฐบาลจีนจำนวนห้าคนก็หายสาบสูญจากเกาะฮ่องกง ก่อนจะถูกออกข่าวว่าโดนจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจีน นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์ ตำรวจยิงปืนขึ้นฟ้า ระหว่างการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง ในช่วงตรุษจีน

“หลายๆ คนบอกกับเราว่า พวกเราไม่ต้องรอจนถึงสิบปีหรอก เพราะเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้มันได้เกิดขึ้นแล้วในโลกความจริง” อึ้ง กาเหลียง บอกและว่า “พวกเราต้องการภูมิปัญญาและความกล้าหาญ เพื่อใช้เผชิญหน้ากับอนาคต เพื่อใช้เผชิญหน้ากับสภาวการณ์ไร้สาระอันน่าขบขัน ซึ่งฮ่องกงกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้”

 

“หนังของพวกเราไม่ใช่คำพยากรณ์ แต่มันคือความปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับอนาคตร่วมกัน เมื่อปีศาจผงาดขึ้นครองอำนาจ พวกเราต้องไม่สูญเสียความหวังไปโดยเด็ดขาด” อึ้ง กาเหลียง กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา http://www.theguardian.com/world/2016/mar/11/ten-years-the-terrifying-vision-of-hong-kong-that-beijing-wants-obscured

http://www.theguardian.com/world/2016/apr/04/hong-kong-film-awards-ten-years-wins-top-prize-amid-china-anger