คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง “น้อง.พี่.ที่รัก”

หนึ่ง

ฉากรำลึกซีรีส์กำลังภายในเรื่อง “กระบี่ไร้เทียมทาน” คือ ซีนที่ถูกจดจำได้มากที่สุดซีนหนึ่งของหนังไทยเรื่อง “แฟนฉัน” ผลงานเปิดตัวสร้างชื่อของ “จีทีเอช/จีดีเอช”

ขณะนั่งดูสายสัมพันธ์ระหองระแหงระหว่าง “พี่ขอย” กับ “น้องเจน” ใน “น้อง.พี่.ที่รัก” ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “วิทยา ทองอยู่ยง” (หนึ่งในผู้กำกับฯ “แฟนฉัน”) ผมดันย้อนนึกไปถึงฉากสำคัญฉากหนึ่งใน “ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า” ซีรีส์ภาคต่อของ “กระบี่ไร้เทียมทาน” ขึ้นมา

นั่นคือฉากที่ “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” ตัวละครซึ่งน่าจะเป็นพระเอก ถูกบรรดามารจากพรรคบัวขาวรุมฆ่าตายอย่างอนาถ ภายหลังเขาเพิ่งตระหนักว่า “มารชมพู” มือสังหารเหี้ยมเกรียมแห่งยุทธภพ เป็นน้องสาวแท้ๆ ต่างแม่ ที่ถูกกล่อมประสาท

ระหว่างตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก มารชมพูหรือ “ต๊กโกวหงส์” ก็จัดการเป่าเข็มอาวุธลับใส่คอหอย “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” นำไปสู่จุดจบอันชวนรันทดใจของสุดยอดจอมยุทธ

การนำ “ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า” มาซ้อนทับกับ “น้อง.พี่.ที่รัก” คล้ายจะเป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัว แต่วิธีการเทียบเคียงเช่นนี้ก็มีความชอบธรรมอยู่มิใช่น้อย หากประเมินว่าผลงานของวิทยานั้นดำเนินเรื่องแบบ “การ์ตูน” จนตัดข้ามความเป็นไปได้จริงๆ ไปมากพอสมควร (ไม่ต่างจาก “ซีรีส์กำลังภายใน”)

ที่สำคัญ ชะตากรรมของพี่ชายและน้องสาวในหนังไทยเรื่องนี้ ยังมีศักยภาพสูงพอซึ่งจะพัฒนาไปสู่รูปแบบความสัมพันธ์อัน “เจ็บปวดร้าวราน” มากที่สุดหนหนึ่งในจักรวาลภาพยนตร์ “จีทีเอช/จีดีเอช”

ไม่ต่างอะไรกับโศกนาฏกรรมระหว่าง “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” กับ “ต๊กโกวหงส์”

ทว่าเรื่องราวของ “น้อง.พี่.ที่รัก” ก็มิได้ดำเนินไปสู่ทิศทางเช่นนั้น เพราะหนังยังต้องปิดฉากลงอย่างแฮปปี้มีความหวังสอดคล้องกับแนวคิด “Gross Domestic Happiness” ตามชื่อค่าย

สอง

ทำไม “น้องเจน” ต้องให้อภัย “พี่ชัช/พี่ขอย” อยู่เสมอ?

ตามความเห็นส่วนตัว “พี่ชัช/พี่ขอย” อาจถูกคนทำหนังใส่สีตีไข่/รวบยอด/เหมารวมมากไปหน่อย ในเรื่องที่เขาเป็นคนเละเทะ ไม่รับผิดชอบ ไม่ดูแลบ้านอย่างสิ้นเชิง (ถ้าแย่ขนาดนั้น เขาคงทำงานเป็นเออีไม่ได้ คงไม่มีเสื้อสูทเนี้ยบๆ ใส่ บ้านและรถสปอร์ตสวยๆ คงผุพังไม่มีชิ้นดี หรือเลี้ยงนกฮูกไม่รอด)

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าพิจารณาจากวิธีคิดหรือการตัดสินใจในหลายเรื่อง “พี่ขอย” ก็เป็นพี่ชายหรือกระทั่งเป็นเพื่อนมนุษย์ที่นิสัยห่วย ไม่น่าคบหาด้วยจริงๆ

ถ้าครอบครัวของ “พี่ขอย” และ “น้องเจน” เป็นครอบครัวชนชั้นกลาง รายได้ปานกลาง หรือเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป (ไม่ต้องถึงขั้นปากกัดตีนถีบ) ก็แทบไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่น้องสาวจะต้องพยายามสอดมือเข้าไปช่วยเหลือประคับประคองพี่ชายคนนี้ (ควรจะใช้ชีวิตแบบ “ตัวใครตัวมัน” ดีที่สุด)

เว้นเสียแต่ว่าครอบครัวของสองพี่น้องจะมีฐานะ มีกิจการส่วนตัวใหญ่โต มีหน้ามีตาในสังคม กระทั่งสายสัมพันธ์หรือเกียรติยศศักดิ์ศรีของครอบครัวเป็นอะไรมากกว่าความสัมพันธ์เชิงสายเลือดปกติ

(หรืออย่างน้อยๆ ก็ควรเป็นครอบครัวขยาย ที่มีวงศาคณาญาติเข้ามาเกี่ยวพันมากมาย จนต้องการ “ดุลยภาพ” บางอย่างมาคอยประคับประคองสมาชิกทั้งหมดเอาไว้)

และชีวิตที่ล้มเหลวย่อยยับของสมาชิกรายหนึ่งอาจส่งผลให้สถานภาพดั้งเดิม/สภาวะสมดุลของทุกคนในครอบครัวต้องพังทลายลง

อย่างไรก็ตาม ภาพของครอบครัว “พี่ขอย-น้องเจน” ที่หนังฉายออกมานั้นกลับพร่าเลือนและกำกวมพอสมควร

พวกเขาเหมือนจะร่ำรวยแต่ก็ไม่ถึงขั้นนั้น เหมือนจะลำบากนิดหน่อยแต่ก็ไม่ยากจน เหมือนแต่ละคนจะยืนอยู่ได้เพราะมีครอบครัวสนับสนุน แต่อีกด้าน ต่างฝ่าย (สมาชิกแค่สี่คนในครอบครัว) ต่างก็มีศักยภาพในการเอาชีวิตรอดด้วยฐานะปัจเจกบุคคลของตัวเอง

เมื่อสถานภาพว่าด้วย “ความเป็นครอบครัว” เหล่านี้ไม่ชัดเจน คนดูบางส่วนจึงอาจรู้สึกว่า “น้องเจน” ช่วย “พี่ชัช/พี่ขอย” แล้วได้อะไรขึ้นมา? หรือทำไมเธอจึงต้องประพฤติตนประหนึ่ง “แม่พระ” ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุน จนถึงขั้นฝากงานและโอนบ้านให้พี่ชายฟรีๆ

น้องพี่ 1

สาม

ความสงสัยประการหนึ่งที่ปรากฏขึ้นหลังชม “น้อง.พี่.ที่รัก” จบลง ผุดขึ้นท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ว่าหนังเริ่มต้นเรื่องราวในยุคปัจจุบัน (ซึ่งผู้คนติดต่อกันทางเฟซบุ๊กและไลน์) และยุติ/คลี่คลายเรื่องราวในยุคอนาคต อีกประมาณ 4-5 ปีข้างหน้า (ประเมินจากอายุลูกชายคนโตของนางเอก)

สิ่งที่แปลกมากๆ คือ หนังได้ฉายภาพสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ห่างเหิน หมางเมิน ผุพัง รอคอยการซ่อมแซม ซึ่งพร้อมจะแตกสลายหรือเชื่อมประสาน (ณ พ.ศ. 2565-66) ในบรรยากาศ-บริบทของการติดต่อสื่อสาร/การดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ เหมือนช่วงเวลาปัจจุบันเป๊ะ

น่าตั้งคำถามว่าอีกครึ่งทศวรรษถัดจากนี้ เทคโนโลยีรายรอบกายมนุษย์จะเคลื่อนหน้าไปถึงจุดไหน? จะทำให้ผู้คนเกลียดชังกันมากกว่าเดิม? หรือจะช่วยให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น?

และ “ความสุข” “การมีอารมณ์ดี” “ความคิดมุมบวก” จะมีลักษณะเป็น “สากล-ไม่เปลี่ยนแปลง” ท่ามกลางความผันแปรดังกล่าวจริงหรือ?

ของแถม

มีจุดเล็กๆ สองข้อ ที่รู้สึกว่าน่าสนใจใน “น้อง.พี่.ที่รัก”

เรื่องแรก ตัวละคร “น้องเจน” “พี่ชัช/พี่ชอย” พร้อมทั้งแม่และป้า/ลุง ล้วนเป็นคนมหาสารคามหมด แต่แทบไม่มีลักษณะความเป็น “คนอีสาน” หลงเหลืออยู่เลย (โดยเฉพาะคู่พี่น้อง ที่มองยังไงก็เป็นเด็กกรุงเทพฯ 555)

นี่อาจเป็นข้อด้อยหรือข้อเด่น (เช่น แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของกระบวนการ bangkoknize คนหนุ่มสาวต่างจังหวัด) ก็ได้

อีกเรื่องหนึ่ง คือ ตรงฉากงานแต่งงาน มีผู้บริหารห้างเซ็นทรัลท่านหนึ่งมาร่วมแสดงด้วย ในบทผู้อวยพรเจ้าบ่าวเจ้าสาวบนเวที

พอเอ็นด์เครดิตขึ้น จึงพบว่าด็อกเตอร์/ผู้บริหารท่านนี้มารับบทบาทเป็น “ส.ส.” ประจำพื้นที่

น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไมจึงงานวิวาห์ของ “เจน” จึงมี ส.ส. มาเป็นประธาน ไม่ใช่ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกอะไรสักอย่าง

หรือจริงๆ แล้ว พี่ๆ ที่ “จีดีเอช” ก็ชักเริ่มอยากเลือกตั้งเหมือนกัน 555

 

 

Advertisements
คนมองหนัง

“แฟนเดย์” : “แต่ฝันลำเอียง…”

(มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 กันยายน 2559)

“แฟนเดย์…แฟนกันแค่วันเดียว” ภาพยนตร์โดย บรรจง ปิสัญธนะกูล ผลงานเปิดประเดิมของค่ายจีดีเอช ทำเงินไปมากพอสมควร และคงมีคนดูหนังจำนวนไม่น้อยที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้วเรียบร้อย

งานเขียนชิ้นนี้จะชวนคุยถึงประเด็นหลักข้อหนึ่ง ซึ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่บนโครงเรื่องใหญ่ของหนัง

เรื่องราวของ “แฟนเดย์ฯ” ถูกเล่าผ่านมุมมองของ “เด่นชัย” ตัวละครพนักงานไอที ผู้มีบุคลิกเป็นหนุ่มเนิร์ด/หมกมุ่น หรืออาจถึงขั้น “โรคจิต” นิดๆ ที่แอบหลงรัก แอบติดตาม “นุ้ย” พนักงานการตลาด สาวสวยประจำบริษัท ซึ่งมีฐานะลับๆ เป็น “อนุภรรยา” ของ “คุณท็อป” หนุ่มใหญ่ รูปหล่อ เจ้าของบริษัท ผู้มีภรรยาและลูกแล้ว

สำหรับผม จุดสำคัญที่น่าสนใจและชวนขบคิดในหนังเรื่องนี้ ก็คือ ความสัมพันธ์อัน “ไม่เท่าเทียม” ระหว่างตัวละครหลัก 3 ราย ซึ่งวางฐานอยู่บนการต้องแบกรับภาระในการคิดฝันหรือจินตนาการอย่าง “ไม่เสมอภาค” กัน

“คุณท็อป” กับ “นุ้ย”

“คุณท็อป” เป็นเจ้านาย เป็นผู้ชายที่มีทั้ง “บ้านใหญ่” และ “บ้านเล็ก” มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดี ส่วน “นุ้ย” เป็นเพียงพนักงานฝ่ายการตลาดคนหนึ่ง และเป็น “เมียน้อย” ของเจ้าของบริษัท

ความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณท็อป” กับ “นุ้ย” จึงไม่เท่าเทียม ไม่เคยเท่าเทียม หรือไม่อาจเท่าเทียมกันได้อยู่แล้ว

ความสัมพันธ์เช่นนั้นส่งผลให้ “นุ้ย” ต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระในการคิดฝันหรือจินตนาการถึงบางเรื่องราว เพื่อหล่อเลี้ยงสายสัมพันธ์ลับๆ ดังกล่าวเอาไว้

เธอต้องคิดเยอะฝันแยะถึงการมีชีวิตครอบครัวที่ดี ที่ถูกต้อง ที่เป็นทางการ นั่นหมายความว่า “คุณท็อป” จำเป็นจะต้องหย่าร้างกับภรรยาและทอดทิ้งลูกๆ

ซึ่งเป็นไปได้ยาก หรือ “เป็นไปไม่ได้เลย” (ในมุมมองของ “เด่นชัย”)

ผิดกับฝ่ายชายอย่าง “คุณท็อป” ที่ไม่ต้องแบกรับภาระในการคิดฝันอะไรมากมาย เขาเพียงแค่ให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับ “นุ้ย” เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอกำลังเดินทางไปถึงจุดเปราะบาง

หรือไม่ก็แสวงหากิมมิคกุ๊กกิ๊กมาชโลมใจฝ่ายหญิงเป็นครั้งคราว

“นุ้ย” กับ “เด่นชัย”

หากความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณท็อป” กับ “นุ้ย” แสดงให้เห็นถึงสถานะ “ชายเป็นใหญ่” แบบเดิมๆ

การดำรงอยู่ของตัวละคร เช่น “เด่นชัย” ก็ช่วยเปลี่ยนเกมให้สายสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงใน “แฟนเดย์ฯ” มีมิติ/เหลี่ยมมุมอันสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ “นุ้ย” มีสถานะเป็นพนักงานสาวสวยของบริษัท เป็นคนรักแบบลับๆ ของเจ้านาย และเป็น “ซัมบอดี้”

“เด่นชัย” กลับเป็นเพียงพนักงานฝ่ายไอทีตรงชายขอบของบริษัท ไม่มีตัวตน ไม่ถูกจดจำ หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่าเป็น “โนบอดี้”

ในความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ “นุ้ย” จึงอยู่เหนือกว่า “เด่นชัย”

และจึงเป็น “เด่นชัย” ซึ่งต้องแบกรับภาระในการเฝ้าละเมอเพ้อพกถึงนางฟ้าอย่าง “นุ้ย” และพยายามคิดแทนเธอในหลายต่อหลายเรื่อง

“เด่นชัย” เฝ้าคิดฝันจินตนาการแต่ว่าชีวิตของ “นุ้ย” จะเป็นอย่างไร? เธอต้องการสิ่งใดมาเติมเต็มความปรารถนา? เธอจะประสบปัญหาอะไรบ้าง? เธอจะลำบากยากเย็นมากน้อยเพียงไหน?

ก่อนที่เขาจะแอบเข้าไปช่วยแก้ไขอุปสรรคและเติมเต็มความต้องการต่างๆ ให้ “นุ้ย” อย่างลับๆ (ทั้งที่ในความเป็นจริง เธออาจไม่เคยต้องการความช่วยเหลือเหล่านั้นเลยก็ได้)

เท่ากับว่า “เด่นชัย” คือฝ่ายนั่งๆ นอนๆ มโนถึงแต่ นุ้ย” โดยที่ฝ่ายหญิงไม่ได้เฝ้าคิดถึง “เด่นชัย” หรือรู้สึกวิตกกังวลอะไรแทนเขาเลย

ถึงรู้ว่า “เด่นชัย” มีตัวตนอยู่ “นุ้ย” ก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่ต้องการเห็น

กระทั่ง “นุ้ย” ประสบเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างที่ญี่ปุ่น จนเธอมีอาการสูญเสียความทรงจำชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งวัน รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง “เด่นชัย” กับ “นุ้ย” จึงแปรเปลี่ยนไป

“เด่นชัย” ไม่ใช่ไอ้หนุ่มเนิร์ดคนเก่า ที่ทำได้เพียงแค่แอบละเมอเพ้อฝันถึง “นุ้ย” ในฐานะ “เบี้ยล่าง” ซึ่งไม่ถูกเห็นค่า อีกต่อไป

แต่เขากลับกลายเป็นผู้ (เพิ่ง) สร้างประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ “นุ้ย” ขึ้นมาใหม่

“เด่นชัย” ค่อยๆ ก่อรูปวิธีคิด-วิถีชีวิต “ชั่วคราว” ให้แก่ “นุ้ย” (เช่นเดียวกับที่ “นุ้ยคนใหม่” ได้ช่วยมอบความมั่นใจบางประการให้แก่เขา)

พร้อมทั้ง “ปลดปล่อย” เธอออกจากพันธะความสัมพันธ์ในลักษณะเดิมๆ

“คุณท็อป-เด่นชัย” กับ “นุ้ย”

หลังจาก “เด่นชัย” กับ “นุ้ย” มีวันชื่นคืนสุขด้วยกันเพียงวันเดียว

คล้ายว่าความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างตัวละครหลักสามราย และภาระหนักของตัวละครบางราย ซึ่งจะต้องแบกรับหน้าที่ในการเฝ้าจินตนาการถึง/เป็นห่วงเป็นใยคู่ความสัมพันธ์ซึ่งอยู่เหนือกว่าตนเอง จะหวนกลับคืนไปสู่จุดเดิม

“คุณท็อป” เหมือนจะยังปักหลักอยู่ตรงด้านบนสุดของลำดับความสัมพันธ์นี้

“นุ้ย” เหมือนจะยังต้องหมั่นสร้างความหวังให้ตัวเอง และเฝ้ารอคอยวันเวลาที่เธอกับ “คุณท็อป” จะมีโอกาสได้สร้าง “ครอบครัวใหม่” ร่วมกัน

ส่วน “เด่นชัย” ก็เหมือนจะยังเฝ้าละเมอเพ้อพกและฝันดีถึง “นุ้ย” ข้างเดียวต่อไป (แม้เขาได้ตัดสินใจลาออกจากงานแล้ว) ผิดกับ “นุ้ย” ที่น่าจะระลึกจดจำความสุขชั่วครู่ชั่วคราวหนนั้นไม่ได้

รักระหว่าง “เด่นชัย” กับ “นุ้ย” อาจไม่สมหวังและไม่ถูกสานต่อ

แต่หนังก็ทิ้งปริศนาเอาไว้ว่า “นุ้ย” อาจมิได้ลืมเลือนประสบการณ์หนึ่งวันที่เธอกับ “เด่นชัย” เคยเดินทางท่องเที่ยวและใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะคู่รัก ไปจนหมดสิ้น

นอกจากนี้ “นุ้ย” ยังอาจตระหนักถึงตัวตนอีกด้านของตนเอง ตัวตนที่ไม่ได้อยากเป็น “ภรรยาน้อย” ของใคร ไม่ได้ต้องการจะทำลายชีวิตคู่ของผู้หญิงคนอื่น และลูกๆ ของเธอ

เมื่อ “นุ้ย” ได้รับการปลดปล่อยแล้ว อย่างไรเสีย เธอก็มิอาจกลับไปเป็น “นุ้ยคนเดิม” มิอาจกลับไปถูกกักขังด้วยกรอบกรงความสัมพันธ์รูปแบบเดิมๆ

“น้ำตา” ของ “นุ้ย” ระหว่างค้นพบความทรงจำบางอย่างในจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานช่วงท้ายเรื่อง สื่อแสดงให้เห็นถึงภาวะ “ปลดเปลื้อง” ดังกล่าว ขณะเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึง “ภาระใหม่” ที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นของเธอ

มีความเป็นไปได้ว่า “นุ้ย” จะตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับ “คุณท็อป” และลาออกจากบริษัทตามรอย “เด่นชัย”

ขณะที่ “คุณท็อป” ยังงุนงงในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

ขณะที่ “เด่นชัย” ยังรู้สึกฟินกับวันคืนดีๆ ที่เขาได้ใกล้ชิด “นุ้ย” และสิ่งดีๆ ที่เขาได้แอบทิ้งไว้ให้เธอ (โดยหารู้ไม่ ว่านั่นคือการสร้างปมปัญหาใหม่ให้แก่ “นุ้ย”)

“นุ้ย” กลับต้องเป็นผู้แบกรับภาระในการครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ มากมาย

จากที่เคยใฝ่ฝันถึงการมีครอบครัว “เฉพาะ” ของตนเอง “นุ้ย” ก็เริ่มคิดถึงความเจ็บปวดที่ “แม่” และ “ลูกๆ” ในครอบครัวอื่น อาจได้รับจากการกระทำของเธอ

“นุ้ย” อาจเริ่มรู้สึกถึงการมีอยู่และความสำคัญของ “เด่นชัย” ผู้แอบมาปลดปล่อยเธอ แล้วหนีหายจากไป

เธอจึงต้องกลายมาเป็นผู้แบกรับภาระหนักหนาที่สุด ในการคิดฝันแทน/ถึงคนอื่นๆ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความเจ็บปวดหรือบาดแผลส่วนบุคคลใหม่ๆ เพื่อย้ำเตือนถึงความรู้สึกผิดบาปในใจของตนเอง

“นุ้ย” คือผู้เสียสละที่ต้องเผชิญหน้ากับความฝันอันรวดร้าวเพียงลำพัง

“ฝัน” จึงไม่ได้ลำเอียง เพราะ “ความฝัน” ไม่เหมือนกับ “ความจริง”

แต่ “ฝัน” อาจลำเอียง เพราะแม้แต่ในบรรดาผู้คนที่พยายามนำพาตนเองเข้าสู่ “โลกแห่งความฝัน”

ก็ยังมิได้แบกรับภาระในการคิดฝันและการเผชิญหน้ากับ “ฝันร้าย” อย่างเสมอภาคกัน