จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ตัวละครจักรๆ วงศ์ๆ ตัดพ้อ “เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้า”

ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ขออนุญาตพาแฟนๆ ละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ ย้อนกลับไปดูละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ” ฉบับปี 2556

ซึ่งโดยส่วนตัว แอดมินเห็นว่าเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีเนื้อหาแปลกใหม่มากที่สุดในทศวรรษ 2550

ฉากที่นำมาให้ดูกัน เกิดขึ้นในตอนที่ 45 ของละคร ซึ่งสองเทวดานิสัยเกเร (ที่สามารถกลับตัวเป็นเทวดาฝ่ายดีในตอนท้ายๆ) อย่าง “พระรำพัด” (รับบทโดยดอน จมูกบาน ผู้ล่วงลับ) และ “พระรำเพย” (รับบทโดยธรรมศักดิ์ สุริยน) กำลังโต้เถียงกัน

เดิมทีเทวดาคู่นี้ถูกพระอินทร์ส่งลงมาบนโลก เพื่อคอยสร้างแรงกดดันต่างๆ นานา ที่จะผลักกระตุ้นให้อดีตสองเทพบุตรอย่าง “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” สามารถค้นหา “แก้วทิพยเนตร” ของวิเศษจากสวรรค์ที่พลัดตกมายังโลกมนุษย์เบื้องล่าง ได้พบโดยรวดเร็ว

แต่ไปๆ มาๆ เทวดาคู่นี้ก็คล้ายจะตีความภารกิจสำคัญของตนเองผิดพลาด ผิดฝาผิดตัว จากการต้องสร้างแรงกดดันเพื่อผลักภารกิจตามหาแก้ววิเศษของอดีตสองเทพบุตรให้รุดหน้า ก็กลายเป็นการหมั่นสร้างอุปสรรคขัดขวาง กระทั่งงานของ “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” ดำเนินไปอย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

บทสนทนาด้านล่าง คือ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นภาวะย้อนแย้งดังกล่าว ขณะเดียวกัน ตรงช่วงปลายๆ ยังมีการกล่าวอ้างถึงเด็กๆ (ผู้ชมละคร) เอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้

พระรำพัดกับพระรำเพยนั่งคุยกันบนก้อนเมฆ

พระรำเพย “โอ๊ นั่นๆๆๆ ฮ้า โอ้ พ่อเทพบุตรกำลังลำบากเลยนั่น”

พระรำพัด “ไหนๆๆๆ?”

พระรำเพย “โน่น”

พระรำพัด “ชะๆๆ ช่า ฮาๆๆ ฮ้าย เป็นจริงดังนั้น เทพบุตรจันทคาธ สุริยคาธ ถูกขังอยู่ในถ้ำ มีงูจงอางหวงไข่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอก”

พระรำเพย “โถๆๆๆๆๆ น่าสงสารพ่อเทพบุตร นี่เราต้องหาทางช่วยเหลือพ่อเทพบุตรนะ เค้าจะได้ไปเสาะหาแก้วทิพยเนตร ไปส่งคืนให้องค์อินทร์”

พระรำพัด “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ยังไม่พบแก้วทิพยเนตร เราจะต้องเป็นอุปสรรค”

พระรำเพย “นี่ๆๆๆๆๆ นี่ท่านๆๆๆๆ คิดอะไรอยู่เนี่ย?”

พระรำพัด “อ๊าย ข้าคิดจะยั่วยุให้เจ้าจงอางมันโกรธ รู้มั้ยว่างูจงอางน่ะมันหวงอะไรที่สุด?”

พระรำเพย “ฮะ อะไร?”

ภาพตัดไปยังเหตุการณ์ที่พระรำพัดกำลังลักขโมยไข่จงอางยักษ์ โดยมีพระรำเพยยืนอยู่ด้านหลัง

พระรำพัด “ไข่ วิสัยงูจงอางมันหวงไข่ ข้าจะขโมยไข่เพื่อยั่วยุโทสะ ให้เจ้าจงอางผัวเมียเนี่ยมันโกรธ มันจะได้เล่นงานเจ้าสองเทพบุตร”

พระรำเพย “โถๆๆๆ ท่านๆๆ ท่านรำพัด”

พระรำพัด “ทำไม?”

พระรำเพย “ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย คิดใหม่มันยังทันหนาๆ”

พระรำพัด “คิดผิดคิดถูก ข้าคิดไปแล้ว ข้ามีหน้าที่เป็นอุปสรรคกับสองเทพบุตร ข้ามีหน้าที่คอยกลั่นแกล้งสองเทพบุตร รู้รึเปล่า?”

พระรำเพย “ด้วยการขโมยไข่งูจงอางเนี่ยนะ?”

พระรำพัด “ใช่ ข้าต้องขโมยไข่ ฮ่าๆๆๆ”

พระรำเพย “ท่านคิดผิดรึเปล่า?”

พระรำพัด “จะผิดหรือถูกก็ไม่รู้ ข้าคิดเอามาแล้ว ฮาๆๆๆ”

tv179-2

พระรำพัด-พระรำเพยกำลังหอบเอาไข่งูจงอางยักษ์ไปซ่อนยังถ้ำที่สองเทพบุตรติดอยู่ภายใน

พระรำเพย “ท่านรำพัด”

พระรำพัด “อะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “นี่ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย ท่านคิดใหม่ได้นะ ยังมีเวลาทันนะ”

พระรำพัด “คิดอะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “อะนี่ไง ก็บอกว่าท่านไปขโมยไข่เค้ามา ท่านทำตัวเป็นขโมยอย่างเงี้ย แล้วท่านจะให้เด็กมาเชื่อถือได้ยังไง?”

พระรำพัด “โอ๊ย ตอนนี้ ข้าไม่สนเรื่องเด็กแล้ว ข้าเป็นเทวดา ข้ามีหน้าที่ ที่รับบัญชามาจากองค์อินทร์ เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้าไป”

พระรำเพย “นี่ นี่ไง นี่ไง ท่านคิดเป็นแบบเนี้ย ท่านเป็นเทวดาอย่างเงี้ย แล้วใครเค้าจะไปเชื่อถือท่าน…”

(บทสนทนาจากช่วงนาทีที่ 4.28-9.41 ในคลิปด้านบน)

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.samsearn.com/pro/tv181.html และ http://www.samsearn.com/pro/tv179.html

Advertisements
คนมองหนัง

หลากหลาย “การปะทะ” ใน Wu Kong (2017)

หนึ่ง

นี่ไม่ใช่หนังที่อิงกับ “ไซอิ๋ว” ฉบับดั้งเดิม แต่สร้างมาจากนวนิยายทางอินเตอร์เน็ตที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไซอิ๋ว” มาอีกที ดังนั้น มันเลยมี “พลัง” และ “ความแปลกใหม่” หลายๆ อย่าง ที่ดีและน่าสนใจเลย

สอง

สำหรับผม ประเด็นหลักหรือจุดใหญ่ใจความจริงๆ ของหนัง คือ การฉายภาพให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่และเวลา” สองแบบ

แบบแรก ถ้าเรียกเป็นไทยๆ ก็คงเรียกได้ว่า “พรหมลิขิต” คือ แนวคิดที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกชะตากรรมของสรรพชีวิต ล้วนถูกกำหนดมาหมดแล้วจากอำนาจ “เบื้องบน”

นี่คือความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “บนลงล่าง” ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาหลักร้อยปีพันปีหมื่นปีก็ไม่ส่งผลอะไร เพราะทุกอย่าง “เปลี่ยนแปลงแก้ไข” หรือมี “พัฒนาการ” ไม่ได้ เนื่องจากถูกลิขิตมาเรียบร้อยเสร็จสรรพแล้ว

มองเผินๆ ภาพแทนของแนวคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่และเวลา” ชนิดแรก ถูกหนังเรื่องนี้นำเสนอผ่านเครื่องจักรกลที่เรียกว่า “จักรลิขิต” บนสวรรค์

wu kong tien jun

แต่จริงๆ แนวคิดดังกล่าวกลับฝังตรึงและทำงานลงไปในวิธีคิด-วิธีการมองโลกของบุคคล/เทพเจ้ารุ่นแล้วรุ่นเล่า จาก “เจ้าแม่เทียนจุน-ตัวร้าย” สู่ “เทพสามตา-เอ้อหลางเสิน” (ซึ่งในหนังเรื่องนี้ ดูเป็นตัวละครที่มีมิติลุ่มลึกดี ผิดกับ “หนัง-ละครไซอิ๋ว” เวอร์ชั่นก่อนๆ ที่เขาเป็นแค่คู่กัดหรือคู่ขัดแย้งของ “หงอคง”)

น่าสนใจว่าจริงๆ แล้ว “เทพสามตา” เผชิญหน้ากับเงื่อนไขต่างๆ มากมาย ซึ่งน่าจะทำให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของตนเองที่ว่า “ทุกสิ่งถูกกำหนดมาหมดแล้ว เราไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้” ได้สำเร็จ

แต่สุดท้าย เขากลับรับสืบทอดความคิดดังกล่าวมาจาก “เจ้าแม่ตัวร้าย” (ที่เขามีส่วนร่วมล้มล้างอำนาจอธรรมของนาง)

ที่สำคัญ ดูเหมือน “เอ้อหลางเสิน” จะนำแนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบบนลงล่างและเวลาที่ปราศจากพัฒนาการ ไปผูกติดกับออปชั่นเสริมเพิ่มเติม เรื่องการแบ่งแยกเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็น “ขั้วตรงข้าม” ไร้หนทางบรรจบระหว่าง “เทพ” กับ “มาร” หรือระหว่างเขากับ “ซุนหงอคง”

wukong erlang

แนวคิด “พื้นที่และเวลา” แบบที่สอง ก็คือ ความสัมพันธ์แนวระนาบ-เท่าเทียมและศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสรรพสิ่งต่างๆ

หรือการเชื่อว่าความร่วมมือร่วมใจกัน (ของเหล่าผู้ถูกกดขี่) จะสามารถผลักดันให้กาลเวลารุดเคลื่อนหน้าหรือมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นได้

แน่นอน ตัวละครที่เป็นแกนหลักของแนวคิดนี้ คือ วานรผู้หาญกล้าท้าทายอำนาจสวรรค์อย่าง “ซุนหงอคง” ร่วมด้วย “เทพเจ้าหนุ่มสาว” ที่ยังมีความรัก มีอารมณ์ความรู้สึก และมนุษย์ ทั้งบัณฑิตอ้วนนักมายากลจอมปล่อยมุขแป้ก ไปจนถึงเหล่าชาวบ้านคนเล็กคนน้อยในสลัมเสื่อมโทรม ซึ่งกลายสภาพมาจากภูเขางดงามที่ถูกสวรรค์ทำลายล้าง

ทั้งหมดพยายามปลดปล่อยตนเองออกจากอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของเทพเจ้าเบื้องบน

(ผมเคยเขียนถึงการปะทะกันระหว่างแนวคิดเรื่อง “พื้นที่และเวลา” สองแบบนี้ เอาไว้แล้วครั้งหนึ่ง ในบทความเกี่ยวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” สามารถคลิกอ่านได้ที่นี่ครับ)

สาม

อีกจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจในหนังเรื่องนี้ก็คือ ดูคล้ายหนังจะพูดถึงการปะทะกันของชุดความรู้สองแบบด้วย

แบบแรก คือ ความรู้เชิงเทคนิควิธีหรือความรู้ในรูปแบบวิทยาการ ที่สำแดงตนผ่านการมีอำนาจหรือการอ้างอิงอำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตผู้คน จากการครอบครอง-เข้าถึง-เรียนรู้วิธีจัดการและแก้ไข “จักรลิขิต” อันยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับการเคี่ยวกรำตัวละครบางรายให้กลายเป็นเทพ ซึ่งต้องผ่าน “กลไก” ทำนองนี้เหมือนกัน

wu kong pandit

(ตลกร้ายที่ตัวละครอีกรายที่เข้าถึงองค์ความรู้ลักษณะนี้ ก็คือ มนุษย์อย่าง “เจวียนเหลียน” ซึ่งท้ายสุด ความรู้เรื่องเครื่องจักรกล-มายากลกึ่งขบขันของเขา ก็ไม่สามารถต้านทานอำนาจอธรรมและ “จักรลิขิต” ของสวรรค์ได้ นอกจากนั้น ศักยภาพขั้นสูงสุดในฐานะมนุษย์ของบัณฑิตร่างอ้วนก็ถูกเปล่งประกายออกมาผ่านการใช้เรือนร่างรับอาวุธจากฟากฟ้า และการใช้หัวใจคำนึงถึงเด็กน้อยคนหนึ่งมากกว่า)

แบบต่อมา คือ การตื่นรู้ที่พระโพธิสัตว์ “สุโพธิ” สั่งสอน “หงอคง” ซึ่งการตื่นรู้ที่ว่ามีที่มาจากการทบทวนประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของตนเอง (ความรู้ประเภทหลังนี้ แค่จะสร้างพระอาทิตย์ตกดินจำลอง ก็ยังสร้างไม่เหมือนและไม่อลังการเลย)

แล้วแปรเปลี่ยนหลอมรวมมันให้กลายเป็นพลังในการต่อสู้ปลดแอกของสามัญชน/สรรพสัตว์

หากกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ความรู้และกระบวนการเข้าถึง/ต่อต้านอำนาจใน “Wu Kong” (2017) ก็อาจแบ่งแยกอาจเป็น “สองสายสำคัญ” 

สายแรก คือ ความรู้และการเข้าถึงอำนาจอันเป็น “รูปธรรม” ตั้งแต่จักรกลบนสวรรค์ เรื่อยไปถึงก้อนหิน “ศิลาหัวใจเทวะ” (จะกล่าวถึงต่อไป)

สายที่สอง คือ ความรู้และการต่อต้านอำนาจที่สั่งสมก่อตัวมาจากประสบการณ์และความรู้สึกอันคั่งแค้น ซึ่งคุกรุ่นเป็น “พลังรุนแรงเชิงนามธรรม” อยู่ภายในจิตใจของ “หงอคง” ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกมนุษย์

สี่

wu kong

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่ “เทพสามตา” ที่มีวิธีคิดแบบแบ่งแยกขั้วตรงข้าม แต่คำสอนตอนท้ายที่ “สุโพธิ” มีต่อ “หงอคง” ก็มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามที่ซ้อนคู่ตรงข้ามอีกทีหนึ่ง

พระโพธิสัตว์เตือนหงอคงไม่ให้ยึดติดกับ “ศิลาหัวใจเทวะ” ที่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวอันเดียวกันกับร่างของตัวเอง เพราะด้านหนึ่ง ศิลาดังกล่าวก็คือเครื่องมือที่ “เจ้าแม่หนี่วา” ใช้กีดกันแบ่งแยกปิดกั้น “เทพ” ออกจาก “มาร”

ดังนั้น พญาวานรจึงไม่จำเป็นต้องผูกติดพึ่งพาเครื่องมือชนิดนี้ หากเขาคิดจะเผชิญหน้ากับเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์

การปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจาก “ศิลาหัวใจเทวะ” ของหงอคง ถือเป็นการก้าวข้ามจากเครื่องมือแบ่งแยก “เทพ/มาร” ที่กำหนดสร้างสรรค์ขึ้นโดย “เทพเจ้า”

เป็นการประกาศอิสรภาพโดยไม่ขึ้นตรง ไม่ขอเป็นส่วนหนึ่งของ “กระบวนคิด-วิธีการ-วิทยาการ” ของ “ฝ่ายเทพ” อีกต่อไป เพื่อจะได้ซัดกับ “สวรรค์” ให้เต็มที่เต็มเหนี่ยว

มองจากจุดนี้ จึงน่าเสียดายที่ชื่อไทยของหนังดันกลายเป็น “หงอคง กำเนิดเทพเจ้าวานร” ซึ่งนับว่าผิดฝาผิดตัวกับเนื้อหาเป็นอย่างยิ่ง!

ห้า

wu kong abstract

ที่ชวนขบคิดไม่แพ้กัน คือ กระบวนการ “คัดคนแพ้ออก” ของฝ่ายอำนาจบนสรวงสวรรค์

เมื่อ “เจ้าแม่เทียนจุน” ได้ครอบครอง “ศิลาหัวใจเทวะ” และคิดก่อการยึดสวรรค์ ทว่า ต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกปลิดชีพ ณ เบื้องท้าย

นอกจากถูกสังหารโดย “ซุนหงอคง” และ “เทพสามตา” แล้ว เจ้าแม่ยังโดนดิสเครดิตใน “บันทึกของสวรรค์” ที่เสกสรรปั้นแต่งให้นางกลายเป็น “เทพ” ที่ไปร่วมมือกับ “มาร” จนต้องถูกกำจัดทิ้ง (เพราะทำให้ “คู่ตรงข้ามอันเหมาะสม” เกิดความเลอะเทอะพร่าเลือน)

ทั้งๆ ที่ข้อผิดพลาดแท้จริงของนาง คือความพยายามจะกำจัด “มาร” ด้วยท่าทีเผด็จการสุดขั้ว ในนามของ “ตัวแทนสวรรค์” ต่างหาก

หก

ระหว่างนั่งดูและหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมคิดถึง “สัมพันธบท” อื่นๆ จำนวนหนึ่ง

เช่น ละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” ดังได้กล่าวไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังคิดถึงหนังชุด “Rise of the Planet of the Apes-Dawn of the Planet of the Apes-War for the Planet of the Apes” อยู่รางๆ

แล้วก็คิดถึงเพลงอีกสองเพลง

เพลงแรก คือ “Something Changed” ของ Pulp โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า

Do you believe that there’s someone up above?
And does he have a timetable directing acts of love?
Why did I write this song on that one day?
Why did you touch my hand and softly say
“Stop asking questions that don’t matter anyway
Just give us a kiss to celebrate here today”
Something changed

เพลงต่อมา คือ เพลงประกอบละครเรื่อง “พระทิณวงศ์” ซึ่งมีท่อนแยกที่เกรี้ยวกราดพอตัว ฟังได้ตามลิงก์ด้านล่างครับ

 

 

 

 

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

จาก “พรหมจารี” ถึง “มัลลิกานารี” ชะตากรรมอาภัพ (รัก) ของสตรีเพศในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“น้องน้ำผึ้ง” หรือ “ธนภัทร ดิษฐไชยวงศ์” ถือเป็นนักแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ รุ่นปัจจุบัน ที่โดดเด่นคนหนึ่ง

โดยเฉพาะเมื่อเธอมารับบทบาท “มัลลิกานารี” ใน “สี่ยอดกุมาร” ฉบับล่าสุด

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5

ซึ่งในช่วงแรกๆ ของละคร ดูเหมือนจะมีสิ่งใหม่ๆ ที่แหวกจารีตดั้งเดิมเกิดขึ้น เพราะ “มัลลิกานารี” มีบทกุ๊กกิ๊กหวานแหววกับ “เพชรราชกุมาร” ซึ่งเป็นหญิงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พอละครดำเนินไปเรื่อยๆ เส้นเรื่อง “หญิงรักหญิง” ระหว่างมัลลิกานารีและเพชรราชกุมารก็ค่อยๆ ถูกกร่อนเซาะทำลายลง และแปรเปลี่ยนเป็นซับพล็อตว่าด้วยการที่หญิงสองคนหลงรักผู้ชายรายเดียวกัน

เมื่อตัวละครใหม่อย่าง “เจ้าชายชัยชยนต์” ถูกสร้างและใส่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อ “กั้นกลาง” ความสัมพันธ์ระหว่างมัลลิกานารีและเพชรราชกุมาร

ไปๆ มาๆ ตัวละคร “มัลลิกานารี” จึงกลายเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งใน “สี่ยอดกุมาร” และอาจไม่ได้พบรักกับใครเลย

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a-2

ชะตากรรมของ “มัลลิกานารี” ทำให้ย้อนนึกถึงอีกหนึ่งตัวละครที่ “น้องน้ำผึ้ง” เคยสวมบทบาทเอาไว้

นั่นคือ “พรหมจารี” ในละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ”

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-2

ในฐานะนักประพันธ์นวนิยาย “นันทนา วีระชน” ผู้เขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคหลัง ถือเป็นนักเขียนหญิง ซึ่งเคยสร้างสรรค์ชะตาชีวิตตลอดจนบุคลิกลักษณะของตัวละครสตรีเพศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันเอาไว้มากมาย

เช่นเดียวกันกับชะตาชีวิตและบุคลิกลักษณะของบรรดาตัวละครหญิงใน “จันทร์ สุริยคาธ”

อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมของตัวละครสตรีเพศที่น่าสนใจในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนั้น อาจมิได้ฉายแสดงจุดยืนซึ่ง “อยู่ข้างผู้หญิง” เสียทีเดียว

อาทิ ชะตาชีวิตของสองนางเอกอย่าง “สังคเทวี” และ “ลีลาวดี”

ทั้งคู่เป็นเทพธิดาซึ่งต้องโทษและถูกส่งลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไร

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีสองเทวดาหนุ่มแอบชอบพวกนาง สองเทวดาจึงพยายามดึงดูดใจสองนางฟ้า ด้วยการไปขโมย “แก้ววิเศษ” ของพระอินทร์มาขว้างเล่น

แต่พอสองเทพบุตรพลั้งพลาดทำของวิเศษพลัดตกจากสวรรค์ สองเทพธิดากลับพลอยโดนหางเลขถูกลงทัณฑ์ตามไปด้วย

ในฐานะมนุษย์โลก ชะตาชีวิตของทั้งคู่ก็ยังน่าสนใจ

สังคเทวีลงมาเกิดเป็นธิดากษัตริย์เมืองอินทปัถบุรี ขณะที่ลีลาวดีเป็นธิดากษัตริย์เมืองกาสิกนคร

กษัตริย์ทั้งสองเมืองไม่มีโอรสสืบทอดราชสมบัติ อย่างไรก็ดี สังคเทวีและลีลาวดี กลับไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาเป็นเจ้าหญิงผู้อ่อนแออ่อนโยน ซึ่งรอคอยโอรสกษัตริย์เมืองอื่นมาสู่ขอ

ตรงกันข้าม ธิดาสองเมืองถูกเลี้ยงดูให้มีความพร้อมที่จะขึ้นครองราชย์ เมื่อออกเดินทางไปเรียนสรรพวิชาจากพระอาจารย์ในป่าเขาไม่ได้ พระบิดาก็เชิญพระฤาษีมาสอนวิชาอาคมให้ถึงในเมือง

ถ้าพิจารณาจากความถี่ในการ “ปล่อยแสง” แล้ว ดูเหมือนว่าสังคเทวีและลีลาวดีจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้เวทมนตร์คาถาต่างๆ มากกว่าตัวละครเพศชายรายอื่นๆ รวมถึง “สุริยคาธ-จันทคาธ” เสียด้วยซ้ำไป

มิหนำซ้ำ ในยามที่สังคเทวีและลีลาวดีพบเจอกับสุริยคาธและจันทคาธเมื่อครั้งเป็นเด็กขอทาน กลับเป็นตัวละครฝ่ายหญิงที่แนะนำฝ่ายชายให้หมั่นศึกษาหาวิชาความรู้ติดตัวเอาไว้

ทว่า สุดท้าย สังคเทวี-ลีลาวดี ก็เป็นได้แค่มเหสีของกษัตริย์ แม้ราชาผู้เป็นพระสวามีของพวกนางจะเกิดในตระกูลขอทานยากเข็ญ แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่กลายเป็นเงื่อนไขติดขัด เพราะแท้จริงแล้วทั้งคู่เป็นเทพบุตรที่จุติลงมายังโลกมนุษย์

สังคเทวี, ลีลาวดี, สุริยคาธ และจันทคาธ จึงใช้ชีวิตอย่างแฮปปี้ เอ็นดิ้ง เนื่องจากอดีตเทพบุตร-เทพธิดา ได้หวนกลับมาพบรักกันอีกครั้ง ตามโครงเรื่องหรือชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตมาแต่ชาติปางก่อน

ไปๆ มาๆ ตัวละครหญิงที่ชะตาชีวิตถูกผลักไปสุดทางจริงๆ กลับกลายเป็น “พรหมจารี”

พรหมจารีเป็นธิดากษัตริย์เมืองไชยะบุรี ซึ่งอภิเษกสมรสกับ “สุทัศน์จักร” เจ้าชายแห่งเมืองอนุราชบุรี

เมื่อครั้งที่สังคเทวีต้องพลัดพรากจากสุริยคาธเพราะเหตุการณ์เรือสำเภาล่ม (ตามคำอธิบายของละคร เรือล่มเพราะฤทธิ์ของสองเทวดาคู่หูอย่าง “พระรำพัด-พระรำเพย” ที่สวรรค์ส่งลงมากลั่นแกล้งสุริยคาธและจันทคาธ) นางได้พบกับสุทัศน์จักร ซึ่งเพิ่งพ่ายศึกจากการยกทัพไปตีกาสิกนคร (เมืองของลีลาวดี ชายาจันทคาธ)

สุทัศน์จักรพาตัวสังคเทวีกลับไปอนุราชบุรี และหวังจะอภิเษกสมรสกับนาง พร้อมกันนั้น ก็ตัดสินใจลงโทษพรหมจารี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสดังกล่าว โดยสั่งลอยแพชายาคนแรกของตนเองออกจากเมือง

พรหมจารีต้องลอยเคว้งคว้างกลางมหาสมุทรอยู่หลายวันหลายคืน จนได้รับการช่วยเหลือจากสุริยคาธ จากนั้น นางก็เริ่มรู้สึกหลงรักชายผู้ช่วยชีวิต

ต่อมา พรหมจารีถูกแยกออกจากสุริยคาธโดยผู้ทรงศีลสตรีรายหนึ่ง นางได้เรียนวิชากับผู้ทรงศีลรายนั้น กระทั่งมีฤทธิ์เดชแกร่งกล้า (ทัดเทียมสังคเทวี-ลีลาวดี) แต่ขณะเดียวกัน ความแค้นที่คุกรุ่นในจิตใจอันเกิดจากการเป็นฝ่ายถูกกระทำกลับยังไม่มีวี่แววจะลดน้อยถอยลง

เมื่อพรหมจารีเดินทางกลับเมืองไชยะบุรี นางจึงยุพระบิดาให้ยกทัพไปเผาเมืองอนุราชบุรี พร้อมกับฆ่าพ่ออดีตสามีทิ้ง

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-1

แล้วในที่สุด พรหมจารีก็ได้สมรสกับสุริยคาธ ผู้มาช่วยชีวิตนางเป็นหนที่สอง ระหว่างการต่อสู้ของพรหมจารีกับสุทัศน์จักร อดีตพระสวามี

การอภิเษกสมรสครั้งนี้นำไปสู่ศึกระหว่างไชยะบุรีกับอินทปัถบุรี เมื่อพรหมจารีต้องการแย่งชิงสามีจากสังคเทวี

รวมทั้งต้องการแก้แค้นฝ่ายหลัง ผู้เคยเป็นต้นเหตุให้ตนเองต้องตกระกำลำบากจากการถูกลอยแพ

ศึกระหว่างสองเมือง ส่งผลให้มีคนล้มตายมหาศาล รวมถึงท้าวพรหมจักร (พ่อของสังคเทวี) แต่ทั้งหมดก็ได้รับการชุบชีวิตด้วย “ต้นยาวิเศษ” ของสุริยคาธ-จันทคาธ

หลังเสร็จสงคราม พรหมจารีดูคล้ายจะมีความรู้สึกผิดบาป และมีท่าทีที่จะพยายามคืนดีกับสังคเทวี

แต่เมื่ออดีตพญายักษ์ผู้เฝ้าประตูสวรรค์อย่าง “วิโยคพสุธา” บุกมาชิงตัวสังคเทวีและลีลาวดี พรหมจารีกลับพลอยโดนลูกหลงถูกจับตัวไปด้วย ทั้งที่นางไม่ได้เป็นอดีตสองเทพธิดาที่ทวารบาลสวรรค์เคยแอบหมายปอง

ตัวละคร “พรหมจารี” ไม่มีปัญหาในเชิงสถานะหรือตำแหน่งแห่งที่ใน “ชาดก-นิทานวัดเกาะ” ซึ่งเรื่องราวว่าด้วยเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์มิได้เป็นเส้นเรื่องสำคัญของเรื่องเล่าฉบับดังกล่าว

พรหมจารีในเรื่องเล่าสองแบบแรก มีศักยภาพถึงขนาดที่จะบรรลุอรหันต์ เมื่อไปเกิดเป็น “พระเขมาเถรี” ในอนาคตชาติ

ทว่า การไม่ได้เป็นอดีตเทพธิดาที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ กลับกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ค่อยๆ ผลักไสตัวละครสตรีรายนี้ออกจากโครงสร้างของเรื่องเล่าในฉบับ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ”

ในละคร “จันทร์ สุริยคาธ” การดำรงอยู่ของพรหมจารี ดูจะมีสถานะเป็น “ตัวขัดขวาง” มิให้อดีตเทพบุตร-เทพธิดาอย่างสุริยคาธและสังคเทวีได้ครองรักครองเมืองกันโดยสมบูรณ์แบบ ตามแรงลิขิตของอดีตชาติ (ตลอดจนแนวคิดสมัยใหม่เรื่อง “ผัวเดียวเมียเดียว”)

ทางออกจึงกลายเป็นว่า ในตอนท้ายของละคร พรหมจารีที่คล้ายจะยอมคืนดีกับสังคเทวีแล้ว กลับถูกกำหนดบทบาทให้เป็นตัวละครที่ยังไม่สามารถสลัดความรู้สึกแค้นเคืองออกจากจิตใจได้อย่างหมดสิ้น

พรหมจารีกลายเป็นมนุษย์เปี่ยมกิเลสตัณหา ผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทะเยอทะยาน หวังจะยื้อแย่งแก้วทิพยเนตรมาครอบครอง

สำหรับพรหมจารี แก้ววิเศษจากสวรรค์คือสัญลักษณ์ของการถือครองอำนาจ (ทางการเมือง)

เมื่อพระสวามีคนปัจจุบันรักหญิงอื่นมากกว่านาง นางจึงหันไปแสวงหาอำนาจ (ทางการเมือง) แทนที่คนรัก/ความรัก

แต่แก้ววิเศษจากเบื้องบนก็แผลงฤทธิ์ ด้วยการเปล่งแสงพิฆาตพรหมจารีจนถึงแก่ชีวิต ชนิดที่ร่างต้องแหลกระเบิดจนไร้ซาก

ส่วนสุริยคาธผู้เป็นสวามี กลับไม่ได้แสดงบทบาทอาลัยรักหนึ่งในภรรยาของตนเองมากนัก เพราะหลังจากพรหมจารีถูกปลิดชีวิตลงอย่างช็อกอารมณ์คนดู สุริยคาธก็แสดงสีหน้าตกใจอยู่ประมาณ 2 วินาที ก่อนละครจะตัดเข้าสู่ช่วงโฆษณา

เมื่อโฆษณาเบรกนั้นจบลง สุริยคาธ, จันทคาธ, สังคเทวี และลีลาวดี พร้อมมิตรสหาย ก็ปรากฏกายบนจอโทรทัศน์ ท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งพวกเขาและเธอกำลังนำแก้วทิพยเนตรไปถวายคืนองค์อินทร์

พรหมจารีจึงมีสถานะเป็นเพียงหนึ่งในตัวละครมนุษย์ผู้ปรารถนาอำนาจอันน่ารังเกียจและสกปรกโสโครก ที่ต้องถูกขจัดชำระล้างลงให้หมดจดสิ้นซาก

เพื่อทุกอย่างจะได้กลับคืนสู่ระบอบระเบียบดั้งเดิม ตามครรลองที่ถูกกำหนดมาแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่าชะตาชีวิตเศร้าๆ ที่ “พรหมจารี” ต้องเผชิญ จะไม่เกิดซ้ำกับ “มัลลิกานารี” อีกหน

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ตลกล้อเลียนอำนาจ” ยังมีอยู่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

ในส่วนหนึ่งของปาฐกถา “งานทางปัญญาในสังคมอับจนปัญญา” ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์

อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ตั้งข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ในสังคมไทย ดังที่เว็บไซต์ประชาไทได้เก็บความเอาไว้ว่า

“ความแตกต่างระหว่างหม่ำ จ๊กม๊ก กับพวก จอห์น วิญญู, จอห์น โอลิเวอร์, จอน สจ๊วต คือ อย่างแรกเป็นนักแสดงตลก อย่างหลังคือนักแสดงตลกเสียดสี ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่เห็นในผังรายการทีวีไทย แต่สำหรับสังคมฝรั่งพวกนี้อยู่ในรายการช่วงไพรม์ไทม์

 

“การแสดงตลกของไทยมีแบบแผนการพัฒนาเหมือนกับทั่วโลก นั่นคือ มีตลกผู้ดีกับชาวบ้าน ลักษณะที่ต่างกันระหว่างสองอย่างนี้ คือ อะไรล้อเล่นได้และอะไรห้ามล้อเล่น ตรงนี้ไทยไม่เหมือนกันกับประเทศตะวันตก การล้อเลียนอำนาจได้แก่ เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมชาวบ้านในทุกสังคม ล้อเป็นประจำพร้อมๆ กับเคารพนับถือด้วย ซึ่งจะอธิบายก็ดูจะยาวเกินไปว่าทำไมชาวบ้านสามารถจัดการความย้อนแย้งนี้ได้ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ ศรีธนญชัย

 

“แคทธารีน โบวี่ พบว่าพระเวสสันดรชาดกเวอร์ชั่นชาวบ้าน นอกจากการให้ทานแล้วยังล้อเลียนทำให้อำนาจเป็นเรื่องตลก ดังนั้นตัวเด่นมากคือ ชูชก ในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงโดยเฉพาะอยุธยา-กรุงเทพฯ โบวี่พบว่ามันกลยเป็นเวอร์ชั่นที่ชูชกเป็นคนน่าเกลียด อัปลักษณ์และสมควรถูกประณาม วัฒนธรรมล้อเลียนอำนาจอยู่ในวัฒนธรรมทั้งแบบของผู้ดีและแบบของชาวบ้านในช่วงก่อนยุคสมัยใหม่ แต่เมื่อเกิดการขยายตัววัฒนธรรมมาตรฐานเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ มันได้เบียดขับให้วัฒนธรรมชาวบ้านเป็นวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าของกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีการล้อเลียนอำนาจ มันจึงกลายเป็นมาตรฐานปัจจุบันที่ตลกไทยไม่ใช่ตลกเสียดสีล้อเลียนอำนาจ ประเด็น เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเรื่องเกินขอบเขต ตลกของสังคมไทยสมัยใหม่ถูกจำกัดกรอบ มีแดนที่ห้ามละเมิดมากมายเหลือเกิน จึงกลายเป็นแค่ตลกโปกฮา มีแพทเทิร์นหลักอยู่ 2 แบบ คือ 1. ความโง่ เซ่อเซอะ เปิ่นเชยของคนบ้านนอก คนกลุ่มน้อย คนช้ำต่ำ 2. เอาความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนจากภาวะที่ถือว่าปกติมาทำให้เป็นเรื่องตลก เช่น คนพิการ คนไม่สมประกอบ กระเทย คนจีนที่พูดไทยไม่ชัด เป็นต้น ทั้งนี้แดนหวงห้ามที่เป็นสากลสำหรับตลกทั่วโลก คือ เรื่องเพศ แต่แดนหวงห้ามของไทยคือ อำนาจของชนชั้นสูง ตลกไทยไม่เสียดสีขนบของสังคม มีเพียงบางคนที่ทำเป็นบางครั้ง”

(ที่มา http://prachatai.com/journal/2016/09/68064)

อาจสรุปข้อสังเกตส่วนนี้ของอาจารย์ธงชัยได้ว่า

หนึ่ง อุตสาหกรรมบันเทิงไทย ไม่มีพื้นที่-เวลาให้แก่ “นักแสดงตลกเสียดสี”

สอง การแสดงตลกเสียดสีผูกพันอยู่วัฒนธรรมชาวบ้าน ที่มีกลไกในการ “ล้อเลียนอำนาจ” แต่สำหรับกรณีของไทย การขยายตัวของวัฒนธรรมมาตรฐานแบบกรุงเทพฯ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ได้ส่งผลให้วัฒนธรรมการเสียดสีผู้มีอำนาจแบบชาวบ้าน ถูกลบหายตามไปด้วย

สาม “นักแสดงตลกเสียดสี” อาจมีอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัย แต่ไม่ได้อยู่ในรายการทีวีช่วงไพรม์ไทม์ โดยคนเหล่านี้ ตามทัศนะของอาจารย์ธงชัย ก็ได้แก่ จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม (ชื่อหลังถูกระบุถึงในคลิปปาฐกถา) เป็นต้น

แม้ว่าผมจะเห็นด้วยกับเนื้อหาโดยรวมของปาฐกถาดังกล่าว แต่ผมกลับมีความเห็นแย้งต่อข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ของอาจารย์ธงชัยอยู่นิดๆ

จากการเป็น “แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ” ผมรู้สึกว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยหรือวงการโทรทัศน์ไทย ยังมีที่ทางให้กับ “เรื่องตลกเสียดสีอำนาจ”

เพราะเรื่องตลกแนวนั้นถูกนำเสนอในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมชาวบ้าน (ที่ไม่ได้ถูกลบหายไปเสียหมด) และแม้ละครประเภทนี้จะไม่ได้อยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ค่ำ แต่ก็แพร่ภาพในช่วงเวลาเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจัดเป็น “เวลาทอง” ของวงการทีวีเช่นกัน ส่งผลให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ กลายเป็นรายการมีเรตติ้งสูงอันดับต้นๆ ในสมรภูมิการแข่งขันยุคทีวีดิจิทัล

แน่นอนว่า ในมุมมองของผม “นักแสดงตลกเสียดสี” ที่อาจเข้าถึงคนดูระดับชาวบ้าน เสียยิ่งกว่า “นักแสดงตลกเสียดสีคนชั้นกลางกรุงเทพฯ” เช่น จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม ก็คือ เหล่านักแสดงสมทบ (เรื่อยไปจนถึงตัวละครแอนิเมชั่นแบบหยาบๆ) ทั้งหลายในละครจักรๆ วงศ์ๆ นั่นเอง

ลองไปชมตัวอย่างของฉาก “ตลกเสียดสี” ในละครประเภทนี้กัน

โดยตัวอย่างที่ผมใช้ นำมาจากละครสองเรื่อง คือ “จันทร์ สุริยคาธ” และ “แก้วหน้าม้า” ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว นี่เป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ล้อเลียนอำนาจได้อย่างน่าสนใจที่สุด ในช่วงทศวรรษหลัง

1. เมื่อรากหญ้ามีฤทธิ์ เสกให้เทวดามีหาง

(นาทีที่ 29.14-30.58)

2. ตัวตลกและบัลลังก์ ณ อินทปัถบุรี

(นาทีที่ 16.45-18.50)

3. เมื่อเทวดาสิ้นฤทธิ์สิ้นเครื่องทรง

(นาทีที่ 15.41-17.07, 18.18-20.18 และ 35.36-36.55)

(นาทีที่ 2.56-4.05, 5.44-8.42 และ 12.00-13.07)

4. อิทธิฤทธิ์พี่อีโต้

(นาที่ 2.39-6.46)

5. ใบหน้าใหม่ของท้าวภูวดล

(นาทีที่ 28.04-32.50)

นี่อาจเป็นการโต้แย้งในระดับ “ข้อมูล” แต่ผมยังเชื่อว่าการได้มองเห็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางรอบด้านขึ้น อาจส่งผลให้การประมวลความคิดรวบยอดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เทวดามีหาง, รากหญ้ามีฤทธิ์ : รำลึกถึงดาวตลกผู้ล่วงลับ “ดอน จมูกบาน”

ผมไม่แน่ใจว่าบท “เทวดาตลก” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ” เมื่อปี 2556 คือมาสเตอร์พีซทางการแสดงในช่วงบั้นปลายชีวิตของ “ดอน จมูกบาน” ดาวตลกอาวุโสผู้เพิ่งล่วงลับหรือไม่ (ถ้าพูดถึงเรื่องความนิยมในวงกว้าง บท “ฤษี” จากแก้วหน้าม้า ก็คล้ายจะเป็นที่รู้จักของมหาชนมากกว่า)

อย่างไรก็ตาม ตามความเห็นของผม นักแสดงชื่อ “ดอน” ได้ถูกจัดวางให้เข้าไปโลดแล่นอยู่ใน “โครงสร้าง” เรื่องราวที่แข็งแรงและดีมากๆ เรื่องหนึ่ง เมื่อเขารับบทเป็น “พระรำพัด” ใน “จันทร์ สุริยคาธ”

ครึ่งแรกของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องดังกล่าว ฉายภาพระบบระเบียบของความสัมพันธ์ทางอำนาจอันกลับหัวกลับหางจนอลหม่านวุ่นวายและน่าขำขันออกมาได้อย่างน่าสนใจ

มีตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งใน “จันทร์ สุริยคาธ” ที่ฉายภาพปรากฏการณ์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

ตัวละครกลุ่มนี้ก็คือ สองเทวดา “พระรำพัด” และ “พระรำเพย” กับสองรากหญ้า “เขียวขจี” และ “แดงรวี”

ในช่วงเกือบ 10 ตอนแรก ละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” คล้ายจะเดินตามรอยที่ปัญญาสชาดกและนิทานวัดเกาะปูทางเอาไว้อย่างเที่ยงตรง

ขณะที่เรื่องเล่าสองรูปแบบซึ่งมาก่อนหน้า กำหนดให้ “พระอินทร์” และ “พระวิษณุกรรม” เป็นสองเทวดาที่ลงมาช่วยเหลือสุริยคาธ-จันทคาธ ผ่านอุบายการแปลงกายเป็นงูเห่ากับพังพอน ซึ่งต่อสู้กันจนตัวตาย แต่สามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยต้นยา/หญ้าวิเศษ

สองพี่น้องจึงนำต้นยาวิเศษดังกล่าวตระเวนไปใช้ช่วยเหลือสรรพสัตว์บนโลกมนุษย์ เป็นการสั่งสมบุญญาบารมี

ในเรื่องเล่าร่วมสมัยที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ “พระอินทร์” ถูกยกฐานะจากการเป็น “ผู้ช่วยเหลือ” ขึ้นไปสู่การเป็นผู้ควบคุมบงการชะตากรรมของสุริยคาธและจันทคาธ

ความโกรธแค้นที่อดีตสองเทพบุตรทำแก้วทิพยเนตรตกหายจากสวรรค์ จนองค์เทวราชมองไม่เห็นความเป็นไปในสามโลก ก็ยิ่งส่งผลให้อาญาสิทธิ์ซึ่งพระองค์บังคับใช้กับสองพี่น้อง กอปรขึ้นมาจากความชิงชัง ตึงเครียด มิใช่ความเมตตา ปรานี รอยยิ้ม และอารมณ์ขัน

การเลื่อนสถานะของพระอินทร์ ทำให้ตัวละครเทวดาสององค์ที่แปลงกายมาเป็นพังพอนและงูเห่าซึ่งฟื้นคืนชีพได้ด้วยหญ้าวิเศษ ถูกดัดแปลงเป็น “พระวิษณุกรรม” กับ “พระรำพึง”

นั่นถือเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

เพราะละคร “จันทร์ สุริยคาธ” มาเดินออกนอกลู่ทางเดิม (อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ) จริงๆ ก็เมื่อมีการปรับเรื่องราวให้พระอินทร์ทรงพิโรธที่พระวิษณุกรรมและพระรำพึงคอยหมั่นช่วยเหลือสุริยคาธ-จันทคาธ ซึ่งสำหรับพระองค์ ถือเป็นการกระทำอันโอหัง จึงสาปส่งสองเทวดาให้ไปเกิดเป็นลา

สองเทวดาคู่ใหม่ซึ่งมาทำหน้าที่จับตา กลั่นแกล้ง และผลักดัน (ผ่านการลงทัณฑ์ทรมานต่างๆ นานา) ให้สองพี่น้องเร่งตามหาแก้ววิเศษ ก็คือ “พระรำพัด” กับ “พระรำเพย” (รับบทโดย ดอน จมูกบาน และ ธรรมศักดิ์ สุริยน)

ปัญหามีอยู่ว่าสองเทวดาคู่หลัง คล้ายจะตีความภารกิจของตนเอง ซึ่งรับบัญชามาจากพระอินทร์ ผิดพลาด ทำให้เรื่องราวต่างๆ เถลไถลเลยเถิดหนักขึ้นไปอีก

ตามโครงเรื่องของละครนั้น องค์เทวราชารู้สึกโมโหที่ยังไม่ได้แก้วทิพยเนตรคืนกลับมา จนพระองค์มิสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามโครงสร้างอำนาจซึ่งดำรงอยู่ได้ จึงต้องการให้สองอดีตเทพบุตรรีบตามหาแก้ววิเศษโดยเร่งด่วน

แต่ไปๆ มาๆ การกลั่นแกล้งสุริยคาธ-จันทคาธ โดยพระรำพัด-พระรำเพย ได้กลับกลายเป็นอุปสรรคกีดขวางภารกิจตามหาแก้ว มากกว่าจะเป็นตัวเร่งที่ช่วยให้ภารกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จโดยรวดเร็ว

สองเทวดาดลบันดาลให้เรื่องราวบนโลกมนุษย์วุ่นวายไปหมด กระทั่งพี่พลัดพรากน้อง ผัวผิดใจเมีย ต่างเมืองรบราฆ่าฟันกัน ผู้คนก็บาดเจ็บล้มตาย

นอกจากนั้น พระรำพัด-พระรำเพย ยังไปทาบทามเทวดาจิ๋วอีกสององค์บนสรวงสวรรค์ ให้ลงมาประกบติดและคอยป่วนสุริยคาธ-จันทคาธ ในฐานะ “เงาที่สอง”

การที่สองเทวดาใช้อำนาจแทรกแซงทำให้มนุษย์มีสองเงา ย่อมถือเป็นความพยายามในการฝ่าฝืนธรรมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ดี สุริยคาธ-จันทคาธ ในละคร ก็มีผู้ช่วยของตนเองเช่นกัน ผู้ช่วยของพวกเขาไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนในชาดกหรือนิทานวัดเกาะ แต่น่าจะถูกสรรค์สร้างขยายความเพิ่มเติมจากการดำรงอยู่ของต้นยาวิเศษในเรื่องเล่าสองชนิดแรก

ผู้ช่วยเหล่านี้เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก (ซีจี) ซึ่งไม่ได้ประณีตละเอียดลออมากนัก ทว่า ก็ไม่แปลกแยกจากโครงสร้างโดยรวมของละคร

ตัวละครซีจีที่ว่า ไม่ใช่สัตว์ ยักษ์ อสูร แต่เป็น “หญ้า” หรือ “รากหญ้า” ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน ชื่อ “หญ้าเขียวขจี” และ “หญ้าแดงรวี”

หญ้าเขียว-หญ้าแดง ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยพระเอก ยามเมื่อประสบกับภาวะคับขันตกอยู่ในอันตราย แต่ยังมีสถานะเป็น “สองหญ้าแสบ” ที่รับบทบาทเป็นกันชนคอยปะทะตัดเกม และคอยเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของพระรำพัด-พระรำเพย ผู้แสวงหาช่องทางรังแกสุริยคาธและจันทคาธอยู่ทุกเมื่อ

หน้าที่หลักของหญ้าเขียวขจีและหญ้าแดงรวี ซึ่งเป็นรากหญ้ามีฤทธิ์ เนื่องจากบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ดินมาเป็นเวลานาน จึงได้แก่ การด่าว่ากระแนะกระแหนและเนรมิตตนเองเป็นกำแพงขวางกั้นการเดินทางไปป่วนผู้คนของสองเทวดา การแปลงร่างเป็นหญิงสาวมาล่อลวงพระรำพัด-พระรำเพยให้เกิดกิเลสตัณหา รวมถึงการขึ้นไปบนสวรรค์ เพื่อปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับเทวดาทั้งคู่

ยิ่งเมื่อเทวดาทั้งสององค์ พยายามขัดขวางกลั่นแกล้งสุริยคาธ-จันทคาธ ทุกวิถีทาง กระทั่งพวกตนถลำลึก ไม่รู้ถูกรู้ผิด พระรำพัด-พระรำเพย ก็ยิ่งต้องพบกับจุดตกต่ำสุดของการเป็นเทพ เมื่อหญ้าเขียว-หญ้าแดง สาปให้สองเทวดามีหางงอกออกมาจากตูด

ยิ่งทำเรื่องผิดมากขึ้นเท่าใด หางของเทวดาคู่หูก็จะยิ่งยาวมากขึ้นเท่านั้น

การปะทะกันระหว่าง “เทวดา” กับ “รากหญ้า” กลายเป็น “ช่วงด้นสดสำคัญ” ในละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ”

โดยปกติแล้ว ละครจักรๆ วงศ์ๆ ทุกเรื่อง จะมีช่วงด้นสดประจำเรื่อง ซึ่งเริ่มจากการก่อตัวของพล็อตย่อยๆ ก่อนจะขยายกลายเป็นภาวะต่อเนื่องของการปล่อยมุข เพิ่มตอน และออกทะเลได้บ้างตามสมควร (หรือบางกรณี ก็ออกไปไกลสุดกู่ จนไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก)

ถ้าการด้นสดครั้งไหนแป้ก ช่วงเวลาของการด้นก็ดำเนินไปได้ไม่นาน แต่หากการด้นสดคราวไหนเวิร์ก ช่วงเวลาแห่งการด้นก็จะถูกพัฒนาให้ครอบคลุมละครเป็นจำนวนหลายสิบตอน กระทั่งกลายเป็นอีกหนึ่งพล็อตหลักของละครเรื่องนั้นในท้ายที่สุด

ดูเหมือนว่า การด้นสดผ่านมุข “เทวดา” ทะเลาะกับ “รากหญ้า” ใน “จันทร์ สุริยคาธ” จะเวิร์กอยู่ไม่น้อย และดีไม่ดี นี่อาจเป็น “การด้นสด” ที่ดี (ไม่หลุดลอยจากเส้นเรื่องหลัก) และสนุกสนานมากๆ ครั้งหนึ่ง ของละครจักรๆ วงศ์ๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พระรำพัด-พระรำเพย ไม่ได้ถูกดิสเครดิตและทำลายโดยฤทธิ์เดชของศัตรูคู่กัด คือ รากหญ้าเขียว-แดง เพียงเท่านั้น

เพราะถึงที่สุดแล้ว สองเทวดาที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อปฏิบัติภารกิจบนโลกมนุษย์ ก็ค่อยๆ บ่อนเซาะตนเองไปสู่ความเสื่อม เมื่อทั้งคู่ต้องปรับประสานต่อรองเข้ากับสภาพแวดล้อมดีบ้างเลวบ้าง และกิเลสตัณหาอันสลับซับซ้อน เฉกเช่นที่มนุษย์โลกทั่วไปต้องเผชิญ

นานเข้า พระรำพัด-พระรำเพย จึงมิได้มีเพียงหางโผล่ออกมาจากตูด ทว่า พอไปดื่มเหล้ากับกลุ่มคนพาล คู่อริของสุริยคาธ-จันทคาธ จนเมาหยำเป แก้วทิพยเนตรที่ได้มาครอบครองโดยลักเขามาอีกทีก็หลุดมือไป แม้แต่มงกุฎและเครื่องทรงเทวดาก็ยังถูกลอบขโมย

พอเริ่มเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา และราคะมากขึ้น เทวดาที่เคยเรืองฤทธิ์ ก็ถึงคราเหาะไม่ได้ หายตัวไม่เป็น

แต่จนเกือบค่อนเรื่อง เทวดาทั้งสองก็ยังเชื่อว่า ความถลำลึกเช่นนั้น คือ หน้าที่ที่พวกตนพึงปฏิบัติ

ดังที่ครั้งหนึ่ง พระรำเพยเคยเอ่ยถามคู่หูดูโอของตนว่า การที่เทวดาอย่างพวกเราพยายามหาทางรังแกมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่ามันจะชั่วช้าแค่ไหนนั้น จะไม่กลายเป็นตัวอย่างไม่ดีให้แก่เด็กๆ ที่กำลังนั่งดูทีวีกันอยู่หรอกหรือ?

พระรำพัดตอบแบบฟันธงว่า พอโตขึ้น เด็กพวกนั้นก็จะไม่ดูละครประเภทนี้กันแล้ว และจะลืมเลือนการกระทำของพวกเราไปจนหมดสิ้น ดังนั้น สิ่งที่เทวดาอย่างพวกเราควรจะทำ จึงเป็นการทำหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมาจากองค์อินทร์ต่างหาก

สองเทวดาที่มีหางจึงกลายเป็นตัวตลก ซึ่งค่อยๆ หมดสิ้นความน่าเคารพน่ายำเกรงลงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของสองรากหญ้าผู้มีฤทธิ์

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของละคร โครงเรื่องของ “จันทร์ สุริยคาธ” ได้ค่อยๆ บิดผัน จากโครงเรื่องที่มุ่งเน้นพฤติการณ์ยั่วล้อท้าทายอำนาจเทวดา/สวรรค์ โดยสามัญชน-รากหญ้า

ไปสู่โครงเรื่องว่าด้วย “เทวดาปราบยักษ์” ตามจารีต “นารายณ์สิบปาง”

ระบบระเบียบอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์จึงจำเป็นต้องถูกฟื้นฟูขึ้นอย่างหนักแน่นจริงจัง

ในกระบวนการฟื้นฟูระบอบ/ระเบียบอำนาจดังกล่าว “เทวดาเกเร” จึงต้องกลับกลายมาเป็น “เทวดาฝ่ายดี” ผู้คอยช่วยเหลือพระเอก (หางที่งอกจากตูดจึงหดหายไป พร้อมๆ กับอิทธิฤทธิ์ที่หวนกลับคืนมา)

ขณะที่บทบาทของ “สองหญ้าแสบ” กลับค่อยๆ รางเลือน และต้องซ่อนเร้นกายลงไปอยู่ใต้ดินดังเดิม

ปรับปรุงจากเนื้อหาบางส่วนของบทความชุด “โลกของจันทคาธและสุริยคาธ” ทางมติชนสุดสัปดาห์

คลิกอ่านบทความฉบับเต็มได้ตามลิงก์ด้านล่าง

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (1)

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (2)

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (จบ)

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (จบ)

ชุบชีวิตขึ้นมาเพื่อฆ่าซ้ำ

เมื่อบทบาทของ “วิโยคพสุธา” ถูกเพิ่มเข้ามาในช่วงท้ายของ “จันทร์ สุริยคาธ” โครงเรื่องทั้งหมดของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ก็หันเหกลับไปสู่จารีตของเรื่องเล่าแบบ “นารายณ์สิบปาง” ที่คนไทยคุ้นชิน รวมทั้งจารีตของเรื่องเล่าแบบ “จักรๆ วงศ์ๆ” ตามมาตรฐานปกติ

นั่นก็คือ เรื่องเล่าว่าด้วยวีรกรรมของเทวดาหรือราชาผู้พิฆาต “ความเป็นอื่น” ในรูปของ “ยักษ์”

“ภาคที่สอง” ของ “จันทร์ สุริยคาธ” เริ่มต้นจากพฤติการณ์การบุกขึ้นไปขโมยแก้วทิพยเนตรของวิโยคพสุธา จากนั้น อดีตทวารบาลสวรรค์ก็นำเอาดวงแก้ววิเศษไปฝังไว้ในลูกนัยน์ตา กระทั่งตนเองกลายเป็นยักษ์ผู้มีอิทธิฤทธิ์แก่กล้ามากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะสามารถมองเห็นความเป็นไปใน 3 โลก แทนที่พระอินทร์

เมื่อมีอำนาจแข็งแกร่ง วิโยคพสุธาก็เปิดศึก “ชิงนาง” ด้วยการบุกไปชิงตัว “สังคเทวี” และ “ลีลาวดี” เมียของสุริยคาธ-จันทคาธ ซึ่งเคยเป็นนางฟ้าที่ตนเองหมายปอง ครั้งทำหน้าที่รักษาประตูสวรรค์

สุริยคาธและจันทคาธจึงต้องไล่ล่ายักษ์ ทั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามเทวบัญชาครั้งที่สอง และเพื่อปกป้องหญิงคนรัก

แน่นอนว่า วิโยคพสุธาย่อมต้องตายในท้ายที่สุด ทว่าเรื่องราวระหว่างทางก่อนยักษ์ตนนี้จะถูกเด็ดชีพต่างหากซึ่งน่าสนใจ

ที่น่าสนใจประการแรก ก็คือ องค์เทวราชบนสรวงสวรรค์ไม่สามารถเล่นงานอดีตทวารบาลได้มากนัก (อย่างน้อย ก็นอนหลับจนถูกขโมยของวิเศษข้างตัวไป)

ครั้นทรงเสกพระขรรค์และจักรวิเศษมอบให้อดีตเทพบุตรสองพี่น้องไปใช้รบรากับวิโยคพสุธา อาวุธวิเศษจากสวรรค์กลับทำอะไรยักษ์ไม่ได้มากอย่างที่คิด และไม่สามารถใช้เผด็จศึกฝ่ายตรงข้ามลงได้โดยเด็ดขาด

มิหนำซ้ำ พอฝ่ายมนุษย์ อันประกอบด้วยราชาและอำมาตย์จากหลายเมือง ซึ่งเป็นศัตรูกับสุริยคาธ-จันทคาธ อยู่แต่เดิม รวมทั้งโมหะ-ทาสา พ่อแม่ขอทานของสองตัวเอก ได้หันไปผนึกกำลังกันเพื่อเป็นมิตรร่วมรบกับฝ่ายยักษ์ เหตุการณ์ความขัดแย้งเลยยิ่งชุลมุนหนัก

แล้วใครกันล่ะที่พอจะ “ตั๊น” กับวิโยคพสุธาได้?

ตัวละครที่สามารถคานอำนาจกับยักษ์ผู้ทรงฤทธานุภาพ กลับกลายเป็น “นางไม้ร่างอ้วนนิรนาม” ซึ่งต้องมนต์เสน่ห์ของวิโยคพสุธาเข้าโดยบังเอิญ

หลังจากจับตัวสองอดีตเทพธิดามาแล้ว อดีตทวารบาลสวรรค์ก็พยายามเสกมนต์เสน่ห์เข้าใส่พวกนาง เพื่อหวังจะให้ทั้งคู่ตกเป็นเมียของตน ด้วยลักษณะเสมือนมีความยินยอมพร้อมใจ

แต่เวทมนตร์กลับพุ่งพลาดเป้าไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นางไม้ที่สิงสถิตอยู่ในต้นไม้ดังกล่าว จึงออกมาวิ่งไล่ปล้ำวิโยคพสุธา ขณะที่ยักษ์ผู้มีฤทธิ์กำลังตามล่าหาความรักจากบรรดาอดีตนางฟ้าบนสรวงสวรรค์

ฉากนางไม้อ้วนวิ่งไล่ ส่วนยักษ์ใหญ่วิ่งหนี ที่ถูกฉายวนซ้ำอยู่หลายครั้งหลายหน ก็ชวนให้นึกถึงอารมณ์ขันแบบซื่อๆ ของ “หนังไทยเกรดบี” เมื่อสักราว 20 ปีก่อน ทั้งยังสามารถช่วยยืดความยาวของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ไปได้อีกหลายตอน

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ฉากขำๆ ที่ว่า ได้ช่วยฉายภาพของวงจรความสัมพันธ์ทางอำนาจอันปราศจากผู้ถือครองอำนาจโดยสัมบูรณ์ เมื่อฝ่ายเทพก็เอายักษ์ไม่ไหว แต่ยักษ์เองก็เอานางไม้ไม่อยู่

และที่สำคัญ นางไม้ผู้กำลังหลงยักษ์ก็สามารถทำการ “ต่อรอง” กับฝ่ายเทพได้อีกด้วย

เพราะแม้ในที่สุด สุริยคาธ-จันทคาธ จะค้นหาหนทางในการประสานฤทธานุภาพของพระขรรค์และจักรวิเศษจนพบ กระทั่งสามารถตัดร่างของวิโยคพสุธาขาดเป็นสองท่อน

ทว่า นางไม้ร่างอ้วนก็เริ่มกระบวนการเจรจาต่อรองทันที ด้วยการนำสังคเทวี-ลีลาวดี ไปกักขังไว้ในต้นไม้ และจะยินยอมปล่อยตัวนางทั้งสอง ต่อเมื่อสองอดีตเทพบุตรใช้หญ้าวิเศษชุบชีวิตยักษ์ผู้เป็นที่รักของตน

ดังที่เคยกล่าวไปแล้วว่า การชุบคนตายให้ฟื้นคืนชีวิต ถือเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นประการหนึ่งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ (และเป็นลักษณะเด่นที่รับสืบทอดมาจากชาดก)

ผิดกับพระเอกนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่ หลังจาก “จันทร์ สุริยคาธ” ดำเนินไปราวค่อนเรื่อง สุริยคาธและจันทคาธ แทบไม่เคยฆ่าใครตายจริงๆ เลย

เพราะนอกจากทั้งคู่จะใช้หญ้า/ต้นยาวิเศษ ชุบชีวิตคนรักอย่างสังคเทวี ลีลาวดี ตลอดจนท้าวพรหมจักร (พ่อตาของสุริยคาธ) และท้าวกาสิกราช (พ่อตาของจันทคาธ) ซึ่งถูกสังหารจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างนคร และการเมืองภายในนครแล้ว

สองพี่น้องยังช่วยชุบชีวิตคนเล็กคนน้อยที่ล้มตายจากศึกสงครามระหว่างเมือง รวมถึงสรรพสัตว์ต่างๆ

จนแทบจะกล่าวได้ว่า สุริยคาธ-จันทคาธ ถือเป็นพระเอกจักรๆ วงศ์ๆ ในแนวทาง “สันติวิธี”

อย่างไรก็ดี น่าพิจารณาว่า การชุบคนตายให้ฟื้นคืนชีวิต มีความหมายสื่อไปในทางใดได้บ้าง?

ในบางแง่มุม การตายแล้วเกิดใหม่ อาจสื่อแสดงถึงความตายของบุคคลผู้เป็นตัวแทนแห่งระบบ ระเบียบ ความเชื่อแบบเก่าๆ เพื่อจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การถือกำเนิดขึ้นของความรู้ วิทยาการใหม่ๆ หรืออนาคตที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง การตายแล้วฟื้น ก็อาจหมายถึงความเปลี่ยนแปลงซึ่งมิอาจดำเนินไปได้อย่างถอนรากถอนโคน ด้วยเพราะยังมีความพยายามที่จะธำรงรักษาระบบ ระเบียบ สถานะทางสังคมแบบเดิมๆ เอาไว้ให้คงอยู่ (ตลอดไป)

บุคคลผู้เป็นสัญลักษณ์ของ “โลกเก่า” “ความเชื่อแบบเก่า” จึงต้องตายแล้วฟื้น คนเหล่านี้จะตายไม่ได้ เพราะถ้าตาย ระบบระเบียบของสังคมแบบเดิมที่ดำรงคงอยู่เคียงคู่กับชีวิตของพวกเขา ก็จะถึงคราวโกลาหลวุ่นวายตามไปด้วย

ถ้าความหมายของการฟื้นคืนชีพมีอยู่อย่างน้อยที่สุด 2 แง่มุม แล้วการชุบชีวิตวิโยคพสุธาของสุริยคาธและจันทคาธ มีความสอดคล้องลงรอยกับความหมายแบบไหน?

การชุบชีวิตอดีตทวารบาลสวรรค์ที่ร่างขาดสองท่อนด้วยฤทธิ์ของพระขรรค์และจักรวิเศษ อาจสื่อถึง “ความเปลี่ยนแปลง” ได้ ถ้าการชุบชีวิตดังกล่าวมีลักษณะเดียวกันกับเมื่อครั้งที่สุริยคาธ-จันทคาธ ในวัยเยาว์ ใช้หญ้าวิเศษช่วยปลุกชีพของยักษ์ป่าอย่าง “ยักษี” ซึ่งตายด้วยพิษงู

กระทั่ง “ยักษี” และ “ยักษา” ผู้เป็นสามี ซึ่งเคยเป็นศัตรูที่คิดจับสองพี่น้องกินเป็นอาหาร หันกลับมาเป็นมิตรคอยช่วยเหลือทั้งคู่ในยามเติบใหญ่

การชุบชีวิต “ยักษี” จึงเป็นดั่งการสลาย “ความเป็นอื่น” และทำลายโครงเรื่องแบบ “เทวดาปราบยักษ์” ลงอย่างน่าประทับใจ

แต่เพราะโครงเรื่องตามจารีต “นารายณ์สิบปาง” ได้ยึดกุมโครงสร้างของเรื่องเล่าใน “จันทร์ สุริยคาธ ภาคที่สอง” ไว้อย่างหมดจด

วิโยคพสุธาที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจึงถูกเขียนให้เป็น “ยักษ์เลว” ผู้ไม่รู้คุณคนชุบชีวิต สุริยคาธและจันทคาธจึงต้องหาทางปราบยักษ์กันต่อไป

ดังนั้น การชุบชีวิตอดีตทวารบาลสวรรค์ จึงมิได้สื่อถึง “ความเปลี่ยนแปลง” จากความเชื่อแบบเก่า ไปสู่โลกทัศน์แบบใหม่

หากเป็นการปลุกชีพยักษ์ขึ้นมาเพื่อฆ่าซ้ำและตอกย้ำจารีตแบบดั้งเดิม

ผู้หญิงชื่อ “พรหมจารี”

ในตอนอวสานของ “จันทร์ สุริยคาธ” มิใช่เพียงแค่ยักษ์อย่าง “วิโยคพสุธา” ที่ต้องถูกฆ่าซ้ำ

หากการ “ฆ่าซ้ำ” มีความหมายเชื่อมโยงไปสู่การธำรงรักษาหรือฟื้นฟูระบอบระเบียบดั้งเดิม และการขจัดชำระล้าง “ความไร้ระเบียบอันกลับหัวกลับหาง” ทั้งหลาย

นอกจากวิโยคพสุธาแล้ว จึงยังมีตัวละครซึ่งเป็นตัวแทนของความไร้ระเบียบอีกหลายคนที่ต้องถูกจัดการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดามนุษย์ผู้หาญกล้ามาแย่งชิง “แก้วทิพยเนตร” จากสุริยคาธและจันทคาธ

เนื่องจากแก้ววิเศษแห่งสรวงสวรรค์ถือเป็น “ของสูง” ที่ต้องส่งคืน “ข้างบน” ไม่ใช่สิ่งของสามัญธรรมดาซึ่งบรรดามนุษย์ผู้มีกิเลสตัณหาทั้งหลายบนโลก “ข้างล่าง” จะสามารถครอบครองเอาไว้ได้

กระบวนการชำระสะสางที่ว่าจะถูกกล่าวถึงอย่างละเอียดในตอนหน้า ซึ่งเป็นตอนจบของบทความชุดนี้

สําหรับบทความตอนนี้ จะขอกล่าวถึงตัวละครหญิงคนสำคัญๆ ใน “จันทร์ สุริยคาธ”

ในฐานะนักประพันธ์นวนิยาย “นันทนา วีระชน” ผู้เขียนบทของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ถือเป็นนักเขียนหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเคยสร้างสรรค์ชะตาชีวิตตลอดจนบุคลิกลักษณะของตัวละครสตรีเพศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันเอาไว้มากมาย

เช่นเดียวกันกับชะตาชีวิตและบุคลิกลักษณะของบรรดาตัวละครหญิงใน “จันทร์ สุริยคาธ”

อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมของตัวละครสตรีเพศที่น่าสนใจในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ อาจมิได้ฉายแสดงจุดยืนซึ่ง “อยู่ข้างผู้หญิง” มากนัก

สองนางเอกอย่าง “สังคเทวี” และ “ลีลาวดี” ก็มีชะตาชีวิตที่น่าสนใจ

ทั้งคู่เป็นเทพธิดาซึ่งต้องโทษและถูกส่งลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไร

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีสองเทวดาหนุ่มแอบชอบพวกนาง สองเทวดาจึงพยายามดึงดูดใจสองนางฟ้า ด้วยการไปขโมยแก้ววิเศษของพระอินทร์มาขว้างเล่น

แต่พอสองเทพบุตรพลั้งพลาดทำของวิเศษพลัดตกจากสวรรค์ สองเทพธิดากลับพลอยโดนหางเลขต้องโทษตามไปด้วย โดยไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมมารองรับคำพิพากษาดังกล่าวสักเท่าใดนัก

ในฐานะมนุษย์โลก ชะตาชีวิตของทั้งคู่ก็ยังน่าสนใจ

สังคเทวีลงมาเกิดเป็นธิดากษัตริย์เมืองอินทปัถบุรี ขณะที่ลีลาวดีเป็นธิดากษัตริย์เมืองกาสิกนคร

กษัตริย์ทั้งสองเมืองไม่มีโอรสสืบทอดราชสมบัติ อย่างไรก็ดี สังคเทวีและลีลาวดี กลับไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตมาเป็นเจ้าหญิงผู้อ่อนแออ่อนโยน ซึ่งรอคอยโอรสกษัตริย์เมืองอื่นมาสู่ขอ

ตรงกันข้าม ธิดาสองเมืองถูกเลี้ยงดูให้มีความพร้อมที่จะขึ้นครองราชย์ เมื่อออกเดินทางไปเรียนสรรพวิชาจากพระอาจารย์ในป่าเขาไม่ได้ พระบิดาก็เชิญพระฤาษีมาสอนวิชาอาคมให้ถึงในเมือง

ถ้าพิจารณาจากความถี่ในการ “ปล่อยแสง” แล้ว ดูเหมือนว่าสังคเทวีและลีลาวดีจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้เวทมนตร์คาถาต่างๆ มากกว่าตัวละครเพศชายรายอื่นๆ รวมถึงสุริยคาธ-จันทคาธ เสียด้วยซ้ำไป

มิหนำซ้ำ ในยามที่สังคเทวีและลีลาวดี พบเจอกับสุริยคาธและจันทคาธเมื่อครั้งเป็นเด็กขอทาน กลับเป็นตัวละครฝ่ายหญิงที่แนะนำฝ่ายชายให้หมั่นศึกษาหาวิชาความรู้ติดตัวเอาไว้

ทว่าสุดท้าย สังคเทวี-ลีลาวดี ก็เป็นได้แค่มเหสีของกษัตริย์ แม้ราชาผู้เป็นพระสวามีของพวกนางจะเกิดในตระกูลขอทานยากเข็ญ แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่กลายเป็นเงื่อนไขติดขัด เพราะแท้จริงแล้วทั้งคู่เป็นเทพบุตรที่จุติลงมายังโลกมนุษย์

สังคเทวี, ลีลาวดี, สุริยคาธ และจันทคาธ จึงใช้ชีวิตอย่างแฮปปี้ เอ็นดิ้ง เนื่องจากอดีตเทพบุตร-เทพธิดา ได้หวนกลับมาพบรักกันอีกครั้ง ตามโครงเรื่องหรือชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตมาแต่ชาติปางก่อน

ไปๆ มาๆ ตัวละครหญิงที่มีชะตาชีวิตน่าสนใจและเดินไปสุดทางจริงๆ กลับกลายเป็น “พรหมจารี”

“พรหมจารี” เป็นธิดากษัตริย์เมืองไชยะบุรี ซึ่งอภิเษกสมรสกับ “สุทัศน์จักร” เจ้าชายแห่งเมืองอนุราชบุรี

เมื่อครั้งที่สังคเทวีต้องพลัดพรากจากสุริยคาธเพราะเหตุการณ์เรือสำเภาล่ม (ตามคำอธิบายของละคร เรือล่มเพราะฤทธิ์ของพระรำพัด-พระรำเพย) นางได้พบกับสุทัศน์จักร ซึ่งเพิ่งพ่ายศึกจากการยกทัพไปตีกาสิกนคร (เมืองของลีลาวดี ชายาจันทคาธ)

สุทัศน์จักรพาตัวสังคเทวีกลับไปอนุราชบุรี และหวังจะอภิเษกสมรสกับนาง พร้อมกันนั้น ก็ตัดสินใจลงโทษพรหมจารี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสดังกล่าว ด้วยการสั่งลอยแพชายาของตนเองออกจากเมือง

พรหมจารีต้องลอยเคว้งคว้างกลางมหาสมุทรอยู่หลายวันหลายคืน จนได้รับการช่วยเหลือจากสุริยคาธ จากนั้น นางก็เริ่มรู้สึกหลงรักชายผู้ช่วยชีวิต

ต่อมา พรหมจารีถูกแยกออกจากสุริยคาธโดยผู้ทรงศีลสตรีรายหนึ่ง นางได้เรียนวิชากับผู้ทรงศีลรายนั้น กระทั่งมีฤทธิ์เดชแกร่งกล้า (ทัดเทียมสังคเทวี-ลีลาวดี) แต่ขณะเดียวกัน ความแค้นที่คุกรุ่นในจิตใจอันเกิดจากการเป็นฝ่ายถูกกระทำกลับยังไม่มีวี่แววจะลดน้อยถอยลง

เมื่อพรหมจารีเดินทางกลับเมืองไชยะบุรี นางจึงยุพระบิดาให้ยกทัพไปเผาเมืองอนุราชบุรี พร้อมกับฆ่าพ่ออดีตสามีทิ้ง

แล้วในที่สุด พรหมจารีก็ได้สมรสกับสุริยคาธ ผู้มาช่วยชีวิตนางเป็นหนที่สอง ระหว่างการต่อสู้ของพรหมจารีกับสุทัศน์จักร อดีตพระสวามี

การอภิเษกสมรสครั้งนี้นำไปสู่ศึกระหว่างไชยะบุรีกับอินทปัถบุรี เมื่อพรหมจารีต้องการแย่งชิงสามีจากสังคเทวี รวมทั้งต้องการแก้แค้นฝ่ายหลัง ผู้เคยเป็นต้นเหตุให้ตนเองต้องตกระกำลำบากจากการถูกลอยแพ

ศึกระหว่างสองเมือง ส่งผลให้มีคนล้มตายมหาศาล รวมถึงท้าวพรหมจักร (พ่อของสังคเทวี) แต่ทั้งหมดก็ได้รับการชุบชีวิตด้วยต้นยาวิเศษของสุริยคาธ-จันทคาธ

หลังเสร็จสงคราม พรหมจารีดูคล้ายจะมีความรู้สึกผิดบาป และมีท่าทีที่จะพยายามคืนดีกับสังคเทวี

แต่เมื่อวิโยคพสุธาบุกมาชิงตัวสังคเทวีและลีลาวดี พรหมจารีกลับพลอยโดนลูกหลงถูกจับตัวไปด้วย ทั้งที่นางไม่ได้เป็นอดีตเทพธิดา ที่ทวารบาลสวรรค์เคยแอบหมายปอง

ตัวละคร “พรหมจารี” ไม่มีปัญหาในเชิงสถานะหรือตำแหน่งแห่งที่ใน “ชาดก-นิทานวัดเกาะ” ซึ่งเรื่องราวว่าด้วยเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์มิได้เป็นเส้นเรื่องสำคัญของเรื่องเล่าฉบับดังกล่าว

พรหมจารีในเรื่องเล่าสองแบบแรก มีศักยภาพถึงขนาดที่จะบรรลุอรหันต์ เมื่อมาเกิดเป็น “พระเขมาเถรี” ในอนาคตชาติ

ทว่า การไม่ได้เป็นอดีตเทพธิดาที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ กลับกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ค่อยๆ ผลักไสตัวละครสตรีรายนี้ออกจากโครงสร้างของเรื่องเล่าในฉบับละครจักรๆ วงศ์ๆ

ใน “จันทร์ สุริยคาธ” การดำรงอยู่ของพรหมจารี ดูจะมีสถานะเป็น “ตัวขัดขวาง” มิให้อดีตเทพบุตร-เทพธิดาอย่างสุริยคาธและสังคเทวีได้ครองรักครองเมืองกันอย่างสมบูรณ์แบบ ตามแรงกำหนดของอดีตชาติ (ตลอดจนแนวคิดสมัยใหม่เรื่อง “ผัวเดียวเมียเดียว”)

ทางออกจึงกลายเป็นว่า ในตอนท้ายของละคร พรหมจารีที่คล้ายจะยอมคืนดีกับสังคเทวีแล้ว กลับถูกกำหนดบทบาทให้เป็นตัวละครที่ยังไม่สามารถสลัดความรู้สึกแค้นเคืองออกจากจิตใจได้อย่างหมดสิ้น

พรหมจารีกลายเป็นมนุษย์เปี่ยมกิเลสตัณหา ผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทะเยอทะยาน หวังจะยื้อแย่งแก้วทิพยเนตรมาครอบครอง

สำหรับพรหมจารี แก้ววิเศษจากสวรรค์คือสัญลักษณ์ของการถือครองอำนาจ (ทางการเมือง) เมื่อพระสวามีคนปัจจุบันรักหญิงอื่นมากกว่านาง นางจึงหันไปแสวงหาอำนาจ (ทางการเมือง) แทนที่คนรัก/ความรัก

แต่แก้ววิเศษจากเบื้องบนก็แผลงฤทธิ์ ด้วยการเปล่งแสงพิฆาตพรหมจารีจนถึงแก่ชีวิต ชนิดที่ร่างต้องแหลกระเบิดจนไร้ซาก

ส่วนสุริยคาธผู้เป็นสวามี กลับไม่ได้แสดงบทบาทอาลัยรักหนึ่งในภรรยาของตนเองมากนัก เพราะหลังจากพรหมจารีถูกปลิดชีวิตลงอย่างช็อกอารมณ์คนดู สุริยคาธก็แสดงสีหน้าตกใจอยู่ประมาณ 2 วินาที ก่อนละครจะตัดเข้าสู่ช่วงโฆษณา

เมื่อโฆษณาเบรกนั้นจบลง สุริยคาธ, จันทคาธ, สังคเทวี และลีลาวดี พร้อมมิตรสหาย ก็ปรากฏกายบนจอโทรทัศน์ ท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งพวกเขาและเธอกำลังนำแก้วทิพยเนตรไปถวายคืนองค์อินทร์ผู้เพิ่งแย้มสรวลเป็นครั้งแรก (ในขณะที่ละครเรื่องนี้ดำเนินมาถึงตอนที่ 62)

พรหมจารีจึงเป็นหนึ่งในตัวละครมนุษย์ผู้ปรารถนาอำนาจอันน่ารังเกียจและสกปรกโสโครก ที่ต้องถูกขจัดชำระล้างลงให้หมดจดสิ้นซาก

เพื่อทุกอย่างจะได้กลับคืนสู่ระบอบระเบียบดั้งเดิม ตามครรลองที่ถูกกำหนดมาแล้วโดยเทวบัญชาของอำนาจเบื้องบนจากสรวงสวรรค์

“จันทราธิปไตย” และ/หรือ “The Empire Strikes Back”

ปกจันทร์สุริยะคาธ

ปัจจัยสำคัญอันส่งผลต่อการขมวดปมต่างๆ ในตอนอวสานของ “จันทร์ สุริยคาธ” ก็คือ บทบาทของ “พระราหู” และอำนาจของ “แก้วทิพยเนตร” (อำนาจสวรรค์)

“พระราหู” เทวดาผู้มีรูปลักษณ์เป็นยักษ์ มีบทบาทโดดเด่นอยู่ในช่วงต้นของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้

เพราะนอกจากพระอินทร์จะบัญชาให้พระรำพัด-พระรำเพย ลงมาป่วนชะตากรรมของสุริยคาธและจันทคาธแล้ว

องค์เทวราชยังบัญชาให้พระราหูออกไปไล่ล่าสองพี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จันทคาธ” ในคืนพระจันทร์เต็มดวง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ “ราหูอมจันทร์”

แต่ยิ่งละครดำเนินเรื่องไป โดยมีตัวละครหลากสีสันมากหน้าหลายตา ทั้งเทวดา รากหญ้า สรรพสัตว์ และมนุษย์ดีๆ เลวๆ เข้ามาร่วมแสดงบทบาทมากบ้างน้อยบ้าง

บทบาทของพระราหูก็ค่อยๆ ถูกกลืนหายไป

สำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายเรื่อง ตัวละครอย่างพระราหู อาจถูกตัดบทบาทให้หายสาบสูญจากละครไปเสียดื้อๆ

ทว่า “นันทนา วีระชน” ผู้เขียนบท (ในนามปากกา “เกล้าเกลศ”) กลับดึงพระราหูให้หวนมามีบทบาทสำคัญ 2 ประการ ในตอนจบของ “จันทร์ สุริยคาธ”

เมื่อสุริยคาธ-จันทคาธ ใช้ต้นยาวิเศษชุบชีวิตวิโยคพสุธา ตามข้อเรียกร้องของนางไม้ ผู้ต้องมนต์เสน่ห์ของยักษ์ ซึ่งจับกุมตัวบรรดาชายาของสองพี่น้องเอาไว้เป็นตัวประกัน เหตุการณ์ก็กลับมาวุ่นวายและไม่มีอะไรดีขึ้น

แก้วทิพยเนตรยังคงอยู่ในนัยน์ตาของวิโยคสพุธา ขณะที่สังคเทวี, ลีลาวดี (และพรหมจารี) ก็ยังถูกควบคุมตัวโดยยักษ์ผู้เพิ่งฟื้นคืนชีพ

สุริยคาธและจันทคาธจึงต้องคิดค้นอุบายพิเศษ ซึ่งใช้ยักษ์ (กึ่งเทพ) มาปราบยักษ์

ทั้งสองรอเวลาที่พระราหูออกมาไล่ล่าจันทคาธในคืนพระจันทร์เต็มดวง แล้วยุให้เทวดาในร่างยักษ์ไปสู้กับวิโยคพสุธา

สุดท้าย อดีตทวารบาลสวรรค์ก็ถูกปราบลงอย่างราบคาบด้วยฤทธิ์เดชของพระราหู ส่วนแก้วทิพยเนตรก็ตกมาอยู่ในมือของอดีตเทพบุตรสองพี่น้อง

เป็นอันว่าพระราหูปฏิบัติภารกิจแรกของตนเองสำเร็จเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์

ณ จุดนี้ ขอพักเรื่องราวภารกิจของพระราหูเอาไว้ก่อน

เพราะหลังจากสุริยคาธ-จันทคาธ ได้แก้ววิเศษคืนมา พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคกลุ่มใหญ่ คือ บรรดา “เพื่อนมนุษย์” ผู้พยายามแก่งแย่งชิงเอาแก้วทิพยเนตรไปเป็นทรัพย์สมบัติหรือสัญลักษณ์แห่งการถือครองอำนาจของตนเอง

“อุปสรรค” กลุ่มนี้ มีทั้งโมหะและทาสา พ่อแม่ขอทานของสองพี่น้อง, สุทัศน์จักร เจ้าชายไร้บัลลังก์จากเมืองที่ถูกเผาทำลายอย่างอนุราชบุรี ซึ่งเป็นคู่แค้นของสุริยคาธ-จันทคาธ และเป็นสวามีเก่าของพรหมจารี, อำมาตย์เทพฤทธิ์และลูกชาย อดีตขุนนางเมืองกาสิกนคร (เมืองของลีลาวดี ชายาจันทคาธ) ซึ่งก่อรัฐประหารหวังยึดครองราชบังลังก์ แต่ก็พลาดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รวมถึงพรหมจารี ชายาอีกคนของสุริยคาธ

สุทัศน์จักร, อำมาตย์เทพฤทธิ์ และบริวารในเครือข่าย ต้องพบจุดจบเช่นเดียวกันกับพรหมจารี ซึ่งถูกแก้วทิพยเนตรเปล่งประกายทำลายชีวิตจนสิ้นซาก

โมหะ-ทาสา สองขอทานผู้ชอบก่นด่า ท้าทาย และทวงบุญคุณจากเทวดาบนสวรรค์ (ในฐานะที่ตนเองเป็นพ่อแม่ของสองเทพบุตร) ต้องประสบกับจุดจบที่แตกต่างจากพรรคพวกไปสักนิด เพราะทั้งคู่ถูกพระอินทร์เปล่งแสงวิเศษฟาดเปรี้ยงลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กระทั่งร่างแหลกระเบิด

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแทนของมนุษย์ผู้ละโมบโลภมากและปรารถนาไขว่คว้าอำนาจจนเกินตัว พวกเขาและเธอจึงต้องพบพานจุดจบอันน่าอเนจอนาถในท้ายที่สุด

จันทคาธ ตลอดจนสุริยคาธ ไม่สามารถช่วยเหลือ “เพื่อนมนุษย์” กลุ่มนี้ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ เพราะนี่คือเรื่องเล่าในแบบจักรๆ วงศ์ๆ ที่ขับเน้นฤทธานุภาพของเทวดา มิใช่เรื่องราวของพระโพธิสัตว์ในชาดก

ตอนอวสานของ “จันทร์ สุริยคาธ” ได้ฉายภาพของอำนาจวิเศษจากสวรรค์ (ไม่ว่าจะในรูปแก้วทิพยเนตรและฤทธิ์เดชขององค์อินทร์) ที่ค่อยๆ ชำระล้างเสี้ยนหนาม หรือปัจจัยแห่งความไร้ระเบียบทั้งหลาย จนตายเรียบ และไม่อาจฟื้นคืนชีวิต (ทั้งๆ ที่ “การฟื้นคืนชีพ” คือหนึ่งในธีมสำคัญ ซึ่งดำรงอยู่มาตั้งแต่ต้นจนเกือบจบของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้)

ทั้งนี้ ก็เพื่อฟื้นฟูระบอบ/ระเบียบอำนาจดั้งเดิมให้กลับคืนมาแข็งแกร่งอีกคำรบ

ในกระบวนการฟื้นฟูระบอบ/ระเบียบอำนาจดังกล่าว เทวดาเกเรก็กลับกลายมาเป็นเทวดาฝ่ายดีคอยช่วยเหลือพระเอก (หางที่งอกจากตูดจึงหดหายไป พร้อมๆ กับอิทธิฤทธิ์ที่หวนกลับคืนมา) นางไม้ที่หลุดพ้นจากมนต์ครอบงำของยักษ์ตัวร้ายก็กลับคืนเข้าไปสิงสถิตในที่ที่ตนควรอยู่ คือ ต้นไม้ใหญ่

ด้านเทพบุตร-เทพธิดา ที่จุติลงมายังโลกมนุษย์ ก็สามารถนำแก้ววิเศษไปคืนสรวงสวรรค์ได้สำเร็จ หลังจากนั้น ทั้งหมดจึงได้ครองเมือง ครองรัก มีลูก กันอย่างเปี่ยมสุข

ส่วนองค์เทวราชก็ทรงแย้มสรวลเป็นครั้งแรก เมื่อได้รับแก้วทิพยเนตรกลับคืนและสามารถมองเห็นความเป็นไปในสามโลกอีกครั้ง (แต่รอยยิ้มของพระอินทร์ก็เกิดขึ้นพร้อมกับสภาวะที่เสียงหัวร่อท้าทายอำนาจของพระองค์ได้ถูกหรี่ระดับความดังจนเงียบหงอยลงไป)

ดังนั้น โครงสร้างอำนาจแบบเดิมๆ ในโลกของจันทคาธและสุริยคาธ จึงกลับมาทำงานเป็นปกติ เมื่อสรรพชีวิตที่เหลือรอด ต่างปฏิบัติ “หน้าที่” ของตนเองอย่างมีวินัย ในฐานะกลไกส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจทั้งระบบ

ดังที่ สุริยคาธและจันทคาธ พูดย้ำถึงคำว่า “หน้าที่” อยู่หลายรอบมากในตอนอวสานของละคร กระทั่งทั้งคู่ไม่ลังเลที่จะปล่อยให้พ่อแม่ของตนเองถึงแก่ชีวิต เพราะความตายดังกล่าวได้ช่วยให้สองพี่น้องสามารถปฏิบัติ “หน้าที่” ของตนเอง คือ การนำแก้วทิพยเนตรไปถวายคืนสวรรค์ อย่างสำเร็จลุล่วง

เมื่อ “the empire strikes back” อย่างเป็นระบบเช่นนี้ “โครงสร้าง-การหน้าที่” ซึ่งช่วยค้ำจุนระบอบ/ระเบียบอำนาจแบบเก่า ก็คล้ายจะยิ่งมั่นคงขึ้นเป็นทวีคูณ

อย่างไรก็ตาม น่าตั้งคำถามว่า “โครงสร้าง-การหน้าที่” ของสังคมใดๆ ก็ตาม จะ “แน่นิ่ง-คงเดิม” ได้ขนาดนั้นเชียวหรือ?

ภารกิจประการที่สองของพระราหูในตอนจบของ “จันทร์ สุริยคาธ” อาจให้คำตอบต่อคำถามข้อนี้ได้

ในฉากอวสาน ผู้เขียนบทและผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ได้ทิ้งเงื่อนปมให้คนดูนำกลับไปขบคิดอย่างน่าสนใจ

นั่นคือ แม้สุริยคาธ-จันทคาธ จะนำแก้ววิเศษไปคืนสวรรค์ และได้ครองเมืองเป็นกษัตริย์แล้ว ทว่าพระราหูกลับยังคงปฏิบัติหน้าที่ดั้งเดิมของตนเองโดยไม่ยอมหยุดหย่อน ภารกิจที่ว่า ก็ได้แก่ การไล่อมจันทคาธในคืนพระจันทร์เต็มดวง

ด้านหนึ่ง ภารกิจประการนี้ของพระราหู อาจช่วยตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า สรรพสิ่งล้วนต่างต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไปเรื่อยๆ ในโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเดิมๆ อันปราศจากพลวัตความเปลี่ยนแปลงใดๆ

แต่อีกด้านหนึ่ง พฤติการณ์ของพระราหูก็ถูกกำหนดโดยวิถีวงโคจรของดวงจันทร์ ที่ย่อมมีทั้งวันพระจันทร์เต็มดวง และวันเดือนมืด

โดยนัยยะเช่นนี้ ความสัมพันธ์ทางอำนาจในจักรวาลวิทยาของจันทคาธและสุริยคาธ จึงอาจมีทั้งวันแห่งการเฉลิมฉลองและการเปล่งเสียงหัวเราะ (เยาะอำนาจ) ของรากหญ้าสามัญชน

และวันที่ความเคร่งเครียดของอาชญาสิทธิ์สวรรค์ (ซึ่งอาจปรากฏผ่านรอยยิ้มแห่งชัยชนะของผู้ถือครองอำนาจ) จะคืบคลานเข้ามาปกคลุมโลก

บทสรุปของละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” จึงไม่แปลกใหม่ เพราะคนดูยังคงได้ยินเสียงแห่งอำนาจอันเงียบสงัดอย่างกระจ่างชัด เป็นเสียงเงียบอันสะท้อนความหวาดกลัวของผู้คน ที่ดังกระทบโสตประสาทของพวกเขาและเธอมาเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (เข้าทำนอง “โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง”)

อย่างไรก็ดี ทิวทัศน์รายทางของละครเรื่องนี้ได้ช่วยเปิดเปลือยให้คนดูมองเห็นกระบวนการต่อต้านอำนาจนำ รวมทั้งวิถีที่อำนาจนำจะตั้งหลัก แล้วซัด/ครอบงำกระบวนการต่อต้านเหล่านั้นกลับอย่างหมดจด

แต่เมื่อวงโคจรของดวงจันทร์มิได้เปิดเผยแต่เพียงรอยยิ้มแห่งชัยชนะขององค์เทวราชบนสวรรค์ สองหญ้าแสบอย่าง “หญ้าเขียวขจี” และ “หญ้าแดงรวี” จึงอาจหวนกลับมาเปล่งเสียงหัวเราะเยาะใส่ผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

บทบาทของสองหญ้าแสบอาจรางเลือนไป เมื่อละคร “จันทร์ สุริยคาธ” พลิกผันโครงเรื่องเข้าสู่จารีต “เทวดาปราบยักษ์”

ทว่ารากหญ้าเหล่านี้ยังไม่ตาย พวกเขา/เธอเพียงแค่เร้นกายอยู่ท่ามกลางคืนเดือนมืดเท่านั้นเอง

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (2)

เทวดามีหาง, รากหญ้ามีฤทธิ์

ไม่ใช่แค่ “โมหะ” และ “ทาสา” พ่อแม่ขอทานของสุริยคาธ-จันทคาธ เท่านั้น ที่ฉายภาพระบบระเบียบของความสัมพันธ์ทางอำนาจอันกลับหัวกลับหางจนอลหม่านวุ่นวายออกมาได้อย่างน่าสนใจ

หากยังมีตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งใน “จันทร์ สุริยคาธ” ที่ฉายภาพปรากฏการณ์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินออกมาได้อย่างน่าประทับใจเช่นกัน

ตัวละครกลุ่มนี้ก็คือ สองเทวดา “พระรำพัด” และ “พระรำเพย” กับสองรากหญ้า “เขียวขจี” และ “แดงรวี”

ในช่วงเกือบ 10 ตอนแรก ละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” คล้ายจะเดินตามรอยที่ปัญญาสชาดกและนิทานวัดเกาะปูทางเอาไว้อย่างเที่ยงตรง

ขณะที่เรื่องเล่าสองรูปแบบซึ่งมาก่อนหน้า กำหนดให้ “พระอินทร์” และ “พระวิษณุกรรม” เป็นสองเทวดาที่ลงมาช่วยเหลือสุริยคาธ-จันทคาธ ผ่านอุบายการแปลงกายเป็นงูเห่ากับพังพอน ซึ่งต่อสู้กันจนตัวตาย แต่สามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยต้นยา/หญ้าวิเศษ

สองพี่น้องจึงนำต้นยาวิเศษดังกล่าวตระเวนไปใช้ช่วยเหลือสรรพสัตว์บนโลกมนุษย์ เป็นการสั่งสมบุญญาบารมี

ในเรื่องเล่าร่วมสมัยที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ “พระอินทร์” ถูกยกฐานะจากการเป็น “ผู้ช่วยเหลือ” ขึ้นไปสู่การเป็นผู้ควบคุมบงการชะตากรรมของสุริยคาธและจันทคาธ

ความโกรธแค้นที่อดีตสองเทพบุตรทำแก้วทิพยเนตรตกหายจากสวรรค์ จนองค์เทวราชมองไม่เห็นความเป็นไปในสามโลก ก็ยิ่งส่งผลให้อาญาสิทธิ์ซึ่งพระองค์บังคับใช้กับสองพี่น้อง กอปรขึ้นมาจากความชิงชัง ตึงเครียด มิใช่ความเมตตา ปรานี รอยยิ้ม และอารมณ์ขัน

การเลื่อนสถานะของพระอินทร์ ทำให้ตัวละครเทวดาสององค์ที่แปลงกายมาเป็นพังพอนและงูเห่าซึ่งฟื้นคืนชีพได้ด้วยหญ้าวิเศษ ถูกดัดแปลงเป็น “พระวิษณุกรรม” กับ “พระรำพึง”

นั่นถือเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

เพราะละคร “จันทร์ สุริยคาธ” มาเดินออกนอกลู่ทางเดิม (อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ) จริงๆ ก็เมื่อมีการปรับเรื่องราวให้พระอินทร์ทรงพิโรธที่พระวิษณุกรรมและพระรำพึงคอยหมั่นช่วยเหลือสุริยคาธ-จันทคาธ ซึ่งสำหรับพระองค์ ถือเป็นการกระทำอันโอหัง จึงสาปส่งสองเทวดาให้ไปเกิดเป็นลา

สองเทวดาคู่ใหม่ซึ่งมาทำหน้าที่จับตา กลั่นแกล้ง และผลักดัน (ผ่านการลงทัณฑ์ทรมานต่างๆ นานา) ให้สองพี่น้องเร่งตามหาแก้ววิเศษ ก็คือ “พระรำพัด” กับ “พระรำเพย” (รับบทโดย ดอน จมูกบาน และ ธรรมศักดิ์ สุริยน)

ปัญหามีอยู่ว่าสองเทวดาคู่หลัง คล้ายจะตีความภารกิจของตนเอง ซึ่งรับบัญชามาจากพระอินทร์ ผิดพลาด ทำให้เรื่องราวต่างๆ เถลไถลเลยเถิดหนักขึ้นไปอีก

ตามโครงเรื่องของละครนั้น องค์เทวราชารู้สึกโมโหที่ยังไม่ได้แก้วทิพยเนตรคืนกลับมา จนพระองค์มิสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามโครงสร้างอำนาจซึ่งดำรงอยู่ได้ จึงต้องการให้สองอดีตเทพบุตรรีบตามหาแก้ววิเศษโดยเร่งด่วน

แต่ไปๆ มาๆ การกลั่นแกล้งสุริยคาธ-จันทคาธ โดยพระรำพัด-พระรำเพย ได้กลับกลายเป็นอุปสรรคกีดขวางภารกิจตามหาแก้ว มากกว่าจะเป็นตัวเร่งที่ช่วยให้ภารกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จโดยรวดเร็ว

สองเทวดาดลบันดาลให้เรื่องราวบนโลกมนุษย์วุ่นวายไปหมด กระทั่งพี่พลัดพรากน้อง ผัวผิดใจเมีย ต่างเมืองรบราฆ่าฟันกัน ผู้คนก็บาดเจ็บล้มตาย

นอกจากนั้น พระรำพัด-พระรำเพย ยังไปทาบทามเทวดาจิ๋วอีกสององค์บนสรวงสวรรค์ ให้ลงมาประกบติดและคอยป่วนสุริยคาธ-จันทคาธ ในฐานะ “เงาที่สอง”

การที่สองเทวดาใช้อำนาจแทรกแซงทำให้มนุษย์มีสองเงา ย่อมถือเป็นความพยายามในการฝ่าฝืนธรรมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ดี สุริยคาธ-จันทคาธ ในละคร ก็มีผู้ช่วยของตนเองเช่นกัน ผู้ช่วยของพวกเขาไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนในชาดกหรือนิทานวัดเกาะ แต่น่าจะถูกสรรค์สร้างขยายความเพิ่มเติมจากการดำรงอยู่ของต้นยาวิเศษในเรื่องเล่าสองชนิดแรก

ผู้ช่วยเหล่านี้เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก (ซีจี) ซึ่งไม่ได้ประณีตละเอียดลออมากนัก ทว่า ก็ไม่แปลกแยกจากโครงสร้างโดยรวมของละคร

ตัวละครซีจีที่ว่า ไม่ใช่สัตว์ ยักษ์ อสูร แต่เป็น “หญ้า” หรือ “รากหญ้า” ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน ชื่อ “หญ้าเขียวขจี” และ “หญ้าแดงรวี”

หญ้าเขียว-หญ้าแดง ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยพระเอก ยามเมื่อประสบกับภาวะคับขันตกอยู่ในอันตราย แต่ยังมีสถานะเป็น “สองหญ้าแสบ” ที่รับบทบาทเป็นกันชนคอยปะทะตัดเกม และคอยเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของพระรำพัด-พระรำเพย ผู้แสวงหาช่องทางรังแกสุริยคาธและจันทคาธอยู่ทุกเมื่อ

หน้าที่หลักของหญ้าเขียวขจีและหญ้าแดงรวี ซึ่งเป็นรากหญ้ามีฤทธิ์ เนื่องจากบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ดินมาเป็นเวลานาน จึงได้แก่ การด่าว่ากระแหนะกระแหนและเนรมิตตนเองเป็นกำแพงขวางกั้นการเดินทางไปป่วนผู้คนของสองเทวดา การแปลงร่างเป็นหญิงสาวมาล่อลวงพระรำพัด-พระรำเพยให้เกิดกิเลสตัณหา รวมถึงการขึ้นไปบนสวรรค์ เพื่อปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับเทวดาทั้งคู่

ยิ่งเมื่อเทวดาทั้งสององค์ พยายามขัดขวางกลั่นแกล้งสุริยคาธ-จันทคาธ ทุกวิถีทาง กระทั่งพวกตนถลำลึก ไม่รู้ถูกรู้ผิด พระรำพัด-พระรำเพย ก็ยิ่งต้องพบกับจุดตกต่ำสุดของการเป็นเทพ เมื่อหญ้าเขียว-หญ้าแดง สาปให้สองเทวดามีหางงอกออกมาจากตูด

ยิ่งทำเรื่องผิดมากขึ้นเท่าใด หางของเทวดาคู่หูก็จะยิ่งยาวมากขึ้นเท่านั้น

การปะทะกันระหว่าง “เทวดา” กับ “รากหญ้า” กลายเป็น “ช่วงด้นสดสำคัญ” ในละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ”

โดยปกติแล้ว ละครจักรๆ วงศ์ๆ ทุกเรื่อง จะมีช่วงด้นสดประจำเรื่อง ซึ่งเริ่มจากการก่อตัวของพล็อตย่อยๆ ก่อนจะขยายกลายเป็นภาวะต่อเนื่องของการปล่อยมุข เพิ่มตอน และออกทะเลได้บ้างตามสมควร (หรือบางกรณี ก็ออกไปไกลสุดกู่ จนไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก)

ถ้าการด้นสดครั้งไหนแป้ก ช่วงเวลาของการด้นก็ดำเนินไปได้ไม่นาน แต่หากการด้นสดคราวไหนเวิร์ก ช่วงเวลาแห่งการด้นก็จะถูกพัฒนาให้ครอบคลุมละครเป็นจำนวนหลายสิบตอน กระทั่งกลายเป็นอีกหนึ่งพล็อตหลักของละครเรื่องนั้นในท้ายที่สุด

ดูเหมือนว่า การด้นสดผ่านมุข “เทวดา” ทะเลาะกับ “รากหญ้า” ใน “จันทร์ สุริยคาธ” จะเวิร์กอยู่ไม่น้อย และดีไม่ดี นี่อาจเป็น “การด้นสด” ที่ดี (ไม่หลุดลอยจากเส้นเรื่องหลัก) และสนุกสนานมากๆ ครั้งหนึ่ง ของละครจักรๆ วงศ์ๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

แถมยังอาจแสดงนัยยะอันฉายภาพให้เห็นถึงสภาวะความขัดแย้งนอกจอโทรทัศน์ได้อย่างกระจ่างชัดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม พระรำพัด-พระรำเพย ไม่ได้ถูกดิสเครดิตและทำลายโดยฤทธิ์เดชของศัตรูคู่กัด คือ รากหญ้าเขียว-แดง เพียงเท่านั้น

เพราะถึงที่สุดแล้ว สองเทวดาที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อปฏิบัติภารกิจบนโลกมนุษย์ ก็ค่อยๆ บ่อนเซาะตนเองไปสู่ความเสื่อม เมื่อทั้งคู่ต้องปรับประสานต่อรองเข้ากับสภาพแวดล้อมดีบ้างเลวบ้าง และกิเลสตัณหาอันสลับซับซ้อน เฉกเช่นที่มนุษย์โลกทั่วไปต้องเผชิญ

นานเข้า พระรำพัด-พระรำเพย จึงมิได้มีเพียงหางโผล่ออกมาจากตูด ทว่า พอไปดื่มเหล้ากับกลุ่มคนพาล คู่อริของสุริยคาธ-จันทคาธ จนเมาหยำเป แก้วทิพยเนตรที่ได้มาครอบครองโดยลักเขามาอีกทีก็หลุดมือไป แม้แต่มงกุฎและเครื่องทรงเทวดาก็ยังถูกลอบขโมย (โดยโมหะและทาสา)

พอเริ่มเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา และราคะมากขึ้น เทวดาที่เคยเรืองฤทธิ์ ก็ถึงคราเหาะไม่ได้ หายตัวไม่เป็น

แต่จนเกือบค่อนเรื่อง เทวดาทั้งสองก็ยังเชื่อว่า ความถลำลึกเช่นนั้น คือ หน้าที่ที่พวกตนพึงปฏิบัติ

ดังที่ครั้งหนึ่ง พระรำเพยเคยเอ่ยถามคู่หูดูโอของตนว่า การที่เทวดาอย่างพวกเราพยายามหาทางรังแกมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่ามันจะชั่วช้าแค่ไหนนั้น จะไม่กลายเป็นตัวอย่างไม่ดีให้แก่เด็กๆ ที่กำลังนั่งดูทีวีกันอยู่หรอกหรือ?

พระรำพัดตอบแบบฟันธงว่า พอโตขึ้น เด็กพวกนั้นก็จะไม่ดูละครประเภทนี้กันแล้ว และจะลืมเลือนการกระทำของพวกเราไปจนหมดสิ้น ดังนั้น สิ่งที่เทวดาอย่างพวกเราควรจะทำ จึงเป็นการทำหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมาจากองค์อินทร์ต่างหาก

สองเทวดาที่มีหางจึงกลายเป็นตัวตลก ซึ่งค่อยๆ หมดสิ้นความน่าเคารพน่ายำเกรงลงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของสองรากหญ้าผู้มีฤทธิ์

จุดตัดของเส้นเรื่องสองแบบ

สุริยคาธปีนต้นไม้

ปรากฏการณ์ the world turned upside down ที่ฉายภาพผ่านตัวละคร “โมหะ-ทาสา” สองขอทานซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับทั้งสมมุติเทพบนโลกมนุษย์ และเทวราชาบนสรวงสวรรค์ และ “พระรำพัด-พระรำเพย” เทวดาผู้ถูกหัวเราะเยาะเย้ยโดยสองหญ้าแสบ “เขียวขจี-แดงรวี”

ได้ดำเนินคู่ขนานไปกับการดำรงอยู่ของเส้นเรื่องสองชนิด ดังที่เคยเกริ่นถึงไว้คร่าวๆ แล้วในตอนที่ 2 ของบทความชุดนี้ นั่นก็คือ เส้นเรื่อง “แนวดิ่ง” และ “แนวระนาบ”

อันนำไปสู่จุดตัดของแนวคิดที่แตกต่างกันว่าด้วย “เวลา” 2 ชนิด และ “พื้นที่” 2 แบบ

สุริยคาธและจันทคาธ มีชะตากรรมไม่ต่างจากพระรำพัด-พระรำเพย กล่าวคือ เป็นอดีตเทพบุตรหรือเทวดา ผู้ถูกสาป/ส่งให้ลงมาปฏิบัติภารกิจพิเศษบนโลกมนุษย์

ในกรณีนี้ ก็ได้แก่ ภารกิจตามหาแก้วทิพยเนตรไปถวายคืนพระอินทร์

เมื่อละคร “จันทร์ สุริยคาธ” เปิดเรื่องมาด้วยเทวบัญชาดังกล่าวแล้ว อย่างไรเสีย พระเอกสองพี่น้องก็จำเป็นต้องตามหาแก้ววิเศษ แล้วนำไปถวายแด่องค์เทวราชาในท้ายที่สุด

โดยที่ตอนจบจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

พิจารณาในแง่นี้ ชะตากรรมของสุริยคาธ-จันทคาธ จึงถูกกำหนดมาหมดแล้วจากอำนาจของสวรรค์เบื้องบน ไม่ต่างอะไรกับการเป็นลูกแกะซึ่งโดนไล่ล่าโดยหมาป่า

ไม่ว่าลูกแกะจะพยายามกล่าวอ้างถึงสาเหตุที่ตนเองไม่สมควรจะถูกไล่ล่าเป็นอาหารอย่างสมเหตุสมผลสักเพียงไหน

อย่างไรเสีย หมาป่าก็ยังตัดสินใจขย้ำกินลูกแกะอยู่วันยังค่ำ

ตรรกะแบบ “หมาป่าไล่ล่าลูกแกะ” ก็ไม่ต่างอะไรกับการอธิบายว่าชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมโดยโครงสร้างทางอำนาจอันไม่เท่าเทียมนั้น เป็นผลลัพธ์มาจากการทำกรรมเลวมาแต่ชาติปางก่อน

นี่คือลักษณะของเส้นเรื่อง “แนวดิ่ง” ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ในแบบ “บนลงล่าง” รวมทั้งมิติของเวลาอันปราศจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากความเชื่อที่ว่าทุกอย่างล้วนถูกกำหนดมาหมดแล้วจาก “อำนาจเบื้องบน” ซึ่งดำรงอยู่สูงส่งพ้นจากการต่อต้านท้าทายโดยพลังและศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของมนุษย์เดินดินปกติธรรมดา

ทว่า เมื่อลงมาใช้ชีวิตแบบโลกย์ๆ บนเมืองมนุษย์ ชะตาชีวิตของอดีตเทพบุตร/เทวดา ก็ยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับผู้คนและเรื่องราวต่างๆ นานา ตามเส้นเรื่องแนว “ระนาบ”

ลักษณะเด่นประการหนึ่ง (ซึ่งอิงมาจากเรื่องเล่าฉบับชาดก) ที่ส่งผลให้ “จันทร์ สุริยคาธ” ผิดแผกไปจากละครจักรๆ วงศ์ๆ โดยทั่วไป ก็คือ การเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองที่สลับซับซ้อนพอสมควร

ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเมืองของพระเอก บ้านเมืองของนางเอก และเมืองยักษ์ ที่แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ คุ้นเคย

หากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเมืองขอทาน ภูมิลำเนาของโมหะ-ทาสา เมืองอินทปัถบุรี ที่สุริยคาธไปเป็นเขย เมืองกาสิกนคร ที่จันทคาธไปเป็นเขย เมืองอนุราชบุรี ของสุทัศน์จักร ตัวร้ายประจำเรื่อง และเมืองไชยะบุรี ของพรหมจารี ชายาอีกคนของสุริยคาธ (ขณะที่ในชาดก-นิทานวัดเกาะ กำหนดให้เป็นชายาของจันทคาธ)

นอกจากนั้น สุริยคาธ-จันทคาธ ในวัยเยาว์ ยังหนีพ่อแม่ที่โหดร้ายทารุณ และครอบครัวของอำมาตย์แห่งเมืองกาสิกนครที่คอยรังแก ไปเติบโตบนเรือสินค้าในมหาสมุทร

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการเดินทางของมนุษย์หลายคนหลากกลุ่ม ตลอดจนสายสัมพันธ์แบบมิตร/ศัตรู อันดำเนินผ่านการศึก, ความรัก และการค้าขาย ที่แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ ตามพื้นที่ในเชิงระนาบ

เช่นเดียวกับมิติของเวลาบนเส้นระนาบ ที่เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์จากอดีตและปัจจุบัน พยายามก้าวเดินไปสู่พัฒนาการซึ่งขยับเคลื่อนคืบหน้าไปกว่าเดิมในอนาคต (หรืออาจรวมถึงภาวะถอยหลังในบางกรณี)

ดังนั้น เทวบัญชาจากสวรรค์เบื้องบนจึงอาจมิใช่ปัจจัยหลักประการเดียว ที่ผลักดันให้สองพี่น้องตามหาแก้วทิพยเนตร

แต่อีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญ ก็คือ การที่พวกเขาทั้งคู่ต้องพยายามแข่งขันแย่งชิงกับมนุษย์กลุ่มอื่นๆ ซึ่งมุ่งมาดปรารถนาในแก้ววิเศษเช่นกัน และท้ายที่สุด ย่อมมีผู้เหมาะสมเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จะได้แก้วไปครอบครอง

อย่างไรก็ตาม เส้นเรื่องทั้งสองแบบนี้ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างแยกขาดจากกัน ทว่า มีปฏิสัมพันธ์กัน กระทั่งนำไปสู่จุดตัดแห่งความยอกย้อนหรือขัดแย้ง

เช่น ชีวิตดีๆ ชั่วๆ ของสองขอทาน โมหะ-ทาสา ก็ไม่ได้เดินทางไปป่วนบ้านเมืองต่างๆ บนโลกมนุษย์เท่านั้น แต่ยังสามารถขึ้นไปสร้างเรื่องวุ่นวายถึงบนสวรรค์

พระรำพัด-พระรำเพย ก็อาจมิได้เป็นเพียงตัวแทนของ “อำนาจเบื้องบน” หากยังเป็นภาพแทนแห่งความถดถอยของชีวิตทางโลกย์ เมื่อเทวดาค่อยๆ กลายพันธุ์มาเป็นมนุษย์ แถมยังมีหางอีกต่างหาก

สุริยคาธและจันทคาธเอง ก็มีปมขัดแย้งกันลึกๆ อันเนื่องมาจากจุดตัดของเส้นเรื่องสองชนิดดังกล่าว

ในช่วงท้ายของละคร สองพี่น้องระลึกชาติได้ว่า พวกตนเป็นอดีตเทพบุตรบนสวรรค์ที่เคยประพฤติผิด จึงต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์ผู้ทุกข์เข็ญ ทั้งยังต้องปฏิบัติภารกิจตามหาของวิเศษไปคืนพระอินทร์

แต่พี่น้องคู่นี้กลับมีปฏิกิริยาต่อชาติภพก่อนอย่างผิดแผกจากกัน

สุริยคาธยังคงผูกพันกับโลกมนุษย์ในชาติปัจจุบัน และดูเหมือนจะมีความเป็นพระโพธิสัตว์ยิ่งกว่าจันทคาธ (แตกต่างจากในชาดก-นิทานวัดเกาะ ซึ่งจันทคาธผู้น้อง คือ พระโพธิสัตว์) เพราะเขาต้องการช่วยเหลือพ่อแม่ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ของการเป็น “บัวใต้น้ำ” ด้วยความเชื่อที่ว่าสักวันหนึ่งบุพการีจะสามารถเปลี่ยนแปลงกลายเป็นคนดีได้

ถ้าให้เลือกระหว่างการนำแก้ววิเศษไปคืนสวรรค์กับการตอบแทนคุณพ่อแม่ สุริยคาธจะเลือกอย่างหลังก่อน จนส่งผลให้ภารกิจแรกเกิดความล่าช้าไปไม่น้อย

ตรงข้ามกับจันทคาธ ที่เจ็บจำฝังใจกับความทุกข์ทรมานในวัยเด็กอันเกิดจากความโหดร้ายของพ่อแม่ เขาเชื่อว่าอย่างไรเสีย บิดามารดาก็ไม่อาจกลับกลายเป็นคนดี อีกทั้งสามารถลอบทำร้ายตนเองและพี่ชายได้ทุกเมื่อ เพราะมุ่งหวังจะแย่งชิงของวิเศษ

ความปรารถนาสำคัญของจันทคาธจึงมิใช่การช่วยเหลือ “เพื่อนมนุษย์” อย่างพ่อแม่ขอทานให้หลุดพ้นจากห้วงทุกข์

แต่คือการเร่งตามหาแก้ววิเศษไปคืนองค์เทวราช เพื่อตนเองจะได้กลับไปเสวยสุขบนสรวงสวรรค์ หรือใช้ชีวิตครองเมืองกับคนรักในวงศ์กษัตริย์อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องถูกรังแกจากอำนาจเบื้องบนอีก

แต่เมื่อลงมาเกิดและใช้ชีวิตแบบโลกย์ๆ สุริยคาธ-จันทคาธ ก็หนีไม่พ้นไปจากความสัมพันธ์แนวระนาบบนโลกมนุษย์

จันทคาธเอง เมื่อทราบว่าเมืองของคนรักกำลังถูกศัตรูบุกยึด ขณะที่ตนเองกำลังเดินทางเพื่อนำแก้วทิพยเนตรไปถวายคืนองค์อินทร์ ก็ยังตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางอย่างฉับพลัน โดยหันไปช่วยคนรักก่อนเป็นลำดับแรก

ย้อนไปก่อนหน้านั้น ในช่วงที่ภารกิจตามหาแก้ววิเศษยังไม่ประสบความสำเร็จ จันทคาธผู้อยากกลับสวรรค์เต็มแก่ ก็เฝ้าเอาแต่พูดจาพร่ำเพ้อหวนคำนึงถึงอดีตชาติซึ่งตนเองเคยเสวยสุขในฐานะเทพบุตร

กระทั่งอีกหนึ่งผู้ช่วยรายสำคัญของสองพี่น้อง ที่เป็นยักษ์ป่าชื่อ “ยักษา” ต้องเอ่ยปากตักเตือนอดีตเทพบุตรว่า ก่อนจะคิดกลับไปใช้ชีวิต “ข้างบน” นั้น ท่านควรจะ “มุ่งหน้า” ไปค้นหาแก้ววิเศษให้พบก่อนจะดีหรือไม่

จุดตัด จุดปะทะของเส้นเรื่อง, พื้นที่ และเวลา สองแบบนี่เอง ที่มีส่วนสานสร้างเงื่อนปมภายในจิตใจของตัวละครนำใน “จันทร์ สุริยคาธ” ให้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นอย่างน่าสนใจ

เรือนร่างอปกติในโลกใต้ดิน

ในแง่พื้นที่ โลกของจันทคาธและสุริยคาธ มิได้มีเพียงพื้นที่ “บน” สรวงสวรรค์ และพื้นที่ “ข้างล่าง” ณ โลกมนุษย์ ซึ่งภาวะผสมปนเปของความดีกับความชั่ว ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ได้ผลักดันให้ชีวิตของมนุษย์และสรรพสัตว์อื่นๆ เคลื่อนไหวไปในแนว “ระนาบ” ไม่ว่าจะก้าวหน้าหรือถอยหลังก็ตามที

หากยังมีพื้นที่แบบที่สาม นั่นก็คือ พื้นที่ใน “โลกใต้ดิน”

หลายคนอาจเคยรู้สึกเคลิบเคลิ้มกับวลี “มองป่าทั้งป่า” ที่เหมือนจะเป็นคมคิดอันเฉียบแหลม

แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะมีใครบ้างที่สามารถมองเห็นป่าทั้งป่าได้? สิ่งมีชีวิตชนิดใดก็ตามจะสามารถมองเห็นป่าทั้งป่าได้อย่างไร?

(แม้แต่สิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีระดับสูง ไล่ไปตั้งแต่ “เครื่องบิน” จนกระทั่งถึง “โดรน” ก็ใช่ว่าจะสามารถใช้สอดส่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในผืนป่าหนึ่งๆ ได้อย่างครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์)

สัตว์ที่บินได้อย่าง “นก” ก็คงไม่สามารถมองเห็นป่าได้ทั้งป่า จะเห็นชัดๆ ก็เพียงแค่ยอดไม้ และแน่นอนว่าคงไม่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตที่หลบเร้นอยู่ใต้ดิน

มนุษย์ผู้สร้างสรรค์วลีคมๆ ดังกล่าวเอง ก็อาจมีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะมองเห็นและควบคุม “ภาพรวม” ของปรากฏการณ์ต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์

ทว่า ในฐานะของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกใบใหญ่อันสลับซับซ้อน คงไม่มีมนุษย์/ปัจเจกบุคคลคนไหนสามารถมองเห็นและเข้าใจ “รายละเอียดยิบย่อย” จำนวนมากมายมหาศาล ที่จะกอปรขึ้นเป็น “ภาพรวม” ของปรากฏการณ์หนึ่งๆ ได้อย่างหมดจด

ต่อให้มนุษย์ผู้นั้นเหาะขึ้นไปบนฟ้า แล้วแลตาลงมายังโลกด้วยมุมมองแบบนกหรือพระเจ้าก็ตาม

พระอินทร์หรือเทวดาองค์อื่นๆ ใน “จันทร์ สุริยคาธ” เอง ก็มีข้อจำกัดตรงจุดนี้ (ยังไม่นับตอนที่แก้วทิพยเนตรสูญหายไปจากการครอบครองขององค์เทวราช ส่งผลให้ฤทธานุภาพในการมองเห็นสถานการณ์ในสามโลกของพระองค์เสื่อมสลายไป)

และไม่สามารถควบคุมดุลย์อำนาจในพื้นที่ป่า ตลอดจนโลกใต้ดิน ได้สมบูรณ์เต็มที่

จนบังเกิดสถานการณ์ที่วัชพืชศักดิ์ต้อยต่ำ แต่บำเพ็ญเพียรใต้ดินมาเป็นเวลายาวนาน กระทั่งกลายเป็นรากหญ้ามีฤทธิ์ อย่าง “หญ้าเขียวขจี-แดงรวี” สามารถ “ตั๊น” และสั่งสอนเทวดาเกเรอย่าง “พระรำพัด-พระรำเพย” ได้

นอกจากนั้น ผู้กำกับฯ และคนเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ยังเล่นกับตัวละครที่เป็นสิ่งมีชีวิตในโลกใต้ดินอีกหลายราย (ซึ่งไม่ได้ปรากฏในชาดก-นิทานวัดเกาะมาก่อน)

เริ่มตั้งแต่พญางูจงอางยักษ์สองผัวเมีย ที่ไล่ล่าสุริยคาธและจันทคาธอยู่พักใหญ่ เพราะพระรำพัด-พระรำเพย ไปลอบขโมยไข่งูจงอาง แล้วนำมายัดใส่มือสองพี่น้อง

บทบาทย่อยๆ อีกประการหนึ่ง ซึ่งจงอางยักษ์สองผัวเมียมี ก็คือ การพังทลายระบบการจัดลำดับคุณค่า/ศักดิ์ของ “ของวิเศษ” ในละครเรื่องนี้

เมื่อพญางูตัวผู้ไปพบแก้วทิพยเนตรในหนองน้ำ แต่กลับไม่เห็นว่านั่นเป็นของวิเศษหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงค่าอันใด จึงตัดสินใจกลืนแก้ววิเศษลงไปในท้อง

น่าเสียดาย ที่พล็อตย่อยส่วนนี้ถูกคลี่คลายอย่างง่ายดายและเร่งรีบเกินไป

เมื่อจันทคาธตัดสินใจคืนไข่งูให้แก่สองพญางูเพราะเห็นแก่ชีวิตภายในไข่ที่กำลังจะลืมตาดูโลก จงอางจึงเลิกหวงไข่ และคายแก้วทิพยเนตรคืนให้จันทคาธเป็นการตอบแทน

จนกลายเป็นว่าพญางูที่เพิกเฉยไม่เห็นค่าของแก้ววิเศษ ดันมาตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ของแก้วดวงดังกล่าว แล้วส่งมอบมันคืนให้แก่ผู้เหมาะสมซะอย่างงั้น

เช่นเดียวกับนางพญามดยักษ์ ที่มาป่วนภารกิจตามหาแก้ววิเศษของสองพี่น้องอยู่ชั่วครู่ ชนิดที่สองอดีตเทพบุตรแทบจะรับมือไม่ไหว ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากซี้เก่าอย่าง “หญ้าเขียว-แดง”

อาจตีความได้ว่า พญางูจงอางยักษ์ นางพญามดยักษ์ รวมถึงตัวละครอื่นๆ (ที่เป็นอดีตศัตรูซึ่งแปรสภาพมาเป็นพันธมิตรกับสุริยคาธ-จันทคาธ) เช่น ยักษาและยักษี หรือนางไม้ร่างอ้วนใหญ่ คือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์หรือพลานุภาพอันไพศาล (จนสูสีกับ “อำนาจเบื้องบน”) ของสรรพชีวิตต้อยต่ำใต้ดิน/ในป่าเขาลำเนาไพร

โดยอำนาจสามัญอันไพศาลดังกล่าวก็สำแดงผ่านเรือนร่างที่ใหญ่โตเกินกว่าปกติของสรรพสัตว์เหล่านั้น

นอกจากรูปลักษณ์เรือนร่างที่แปลกประหลาดผิดปกติจะสื่อถึงอำนาจของสิ่งมีชีวิตศักดิ์ต่ำ ซึ่งเร้นกายอยู่ตามป่าเขาและโลกใต้ดินแล้ว

อีกด้านหนึ่ง การสร้างเรือนร่างอปกติให้แก่ตัวละครบางส่วน ก็เป็นกลวิธีในการสร้างเรื่องเล่าที่กร่อนเซาะอำนาจของสิ่งมีชีวิตผู้มีศักดิ์สถานะสูงส่งกว่า

อาทิ หางที่งอกออกมาจากตูดของพระรำพัด-พระรำเพย หรือการที่สองเทพธิดาคู่กิ๊กของพระรำพัด อย่าง “นางฟ้าแน่งน้อย-นุ่มนิ่ม” มีรูปร่างระดับธิดาช้าง จนกลายเป็นตัวตลกประจำสวรรค์ไป

เรื่องราวว่าด้วย “โลกใต้ดิน” ตลอดจนอมนุษย์และสัตว์ผู้มีรูปร่างโหญ่โตผิดปกติ มีหน้าที่ในการช่วยค้ำจุนโครงเรื่องซึ่งฉายภาพปรากฏการณ์ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” ของละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ”

อย่างไรก็ดี องค์ประกอบเกี่ยวกับ “โลกใต้ดิน” ยังมีส่วนในการทำลายโครงเรื่องแบบดังกล่าวลง และนำพาละครเรื่องนี้ไปสู่โครงเรื่องแบบใหม่ในช่วงท้ายด้วยเช่นกัน

ผ่านไปราวค่อนเรื่อง สุริยคาธและจันทคาธสามารถตามหาแก้ววิเศษจนเจอ แล้วนำไปถวายคืนพระอินทร์เป็นผลสำเร็จ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า “โมหะ-ทาสา” สองพ่อแม่ขอทานของทั้งคู่ กลับขอติดสอยห้อยตามลูกๆ ขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ด้วย

เมื่อสองขอทานไปด่าว่าและลำเลิกบุญคุณกับองค์เทวราชา ในฐานะมนุษย์ที่ต้องอุ้มท้องสองเทพบุตร ผู้ได้รับมอบภารกิจพิเศษจากสวรรค์ โมหะและทาสาจึงโดนเขี่ยลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แถมยังถูกธรณีสูบอีกต่างหาก

ทว่า เทวอำนาจของพระอินทร์ก็ได้ทำแค่เขี่ยสองขอทานถ่อยเถื่อนให้ตกลงมาจากสวรรค์และจมดินลงไปเท่านั้น

เพราะสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของพระองค์ ก็คือ สถานการณ์ที่สองพ่อแม่ขอทานของสุริยคาธ-จันทคาธ ดันไปพบเจอกับยักษ์วิโยคพสุธา ซึ่งต้องทัณฑ์สวรรค์จนต้องมาถูกกักขังอยู่ในโลกใต้ดิน

ยักษ์ตนนี้เคยเป็นทวารบาลสวรรค์ ซึ่งแอบรักนางฟ้าสังคเทวีและลีลาวดี (ที่เทพบุตรสุริยคาธและจันทคาธหลงรักอยู่เช่นกัน) กระทั่งถูกเทวดาหนุ่มๆ เยาะเย้ย

ด้วยความโกรธแค้น วิโยคพสุธาจึงไปดื่มน้ำจากลำธารแห่งหนึ่ง ซึ่งบรรดาสรรพสัตว์ใต้ดินทั้งหลายเคยคายพิษทิ้งเอาไว้ จนมีฤทธานุภาพสูงส่ง นอกจากนั้น ยักษ์ทวารบาลยังไปดื่มสุรามาจนมึนเมาได้ที่ เมื่อขึ้นไปป่วนสวรรค์ มันจึงถูกลงโทษจากพระอินทร์

วิโยคพสุธา (ซึ่งมีทั้งเรือนร่างใหญ่โตกว่าปกติและดำรงชีวิตในโลกใต้ดิน) ผู้หลับใหลใต้ดินมาเป็นเวลานาน ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นโดยโมหะและทาสา

ยิ่งไปกว่านั้น สองขอทานยังคิดอุบายแก้เผ็ดเทวดา ด้วยการยุแยงให้ยักษ์ที่อยู่ใต้ดินบุกขึ้นไปขโมยแก้วทิพยเนตรบนสรวงสวรรค์

แก้ววิเศษที่เพิ่งถูกถวายคืนองค์เทวราชจึงโดนขโมยหายไปอีกหน ด้วยฝีมือของอดีตยักษ์ทวารบาลผู้บุกขึ้นไปก่อความวุ่นวายบนสวรรค์ ขณะที่พระอินทร์กำลังบรรทมอยู่

องค์เทวราชาจึงกลับมาทำหน้าที่สอดส่องความเป็นไปในสามโลกไม่ได้อีกครั้งหนึ่ง

แล้วสุริยคาธและจันทคาธก็ได้รับเทวบัญชาให้ไปตามหาแก้ววิเศษกลับคืนมา ซ้ำเป็นครั้งที่สอง

จากนั้น โครงเรื่องของ “จันทร์ สุริยคาธ” ก็ค่อยๆ บิดผัน จากโครงเรื่องที่มุ่งเน้นพฤติการณ์ยั่วล้อท้าทายอำนาจเทวดา/สวรรค์ โดยสามัญชน-รากหญ้า

ไปสู่โครงเรื่องว่าด้วย “เทวดาปราบยักษ์” ตามจารีต “นารายณ์สิบปาง”