ข่าวบันเทิง

ชมคลิปเพลง “เพราะเธอ” จากวงนั่งเล่น และอย่าลืม! คอนเสิร์ต ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ 2 ก.ค. นี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน ไปนั่งชมการแสดงดนตรีของวงนั่งเล่น ที่ทีเคพาร์คมาครับ

วงนั่งเล่น เกิดจากการรวมตัวกันของ “คนดนตรีเบื้องหลังระดับครีม” จากทั้งสองค่ายใหญ่ในเมืองไทย คือ แกรมมี่ และ อาร์เอส

27761641721_32314ea4e9_k

มือเก๋าจากฝั่งแกรมมี่ ได้แก่ กมลศักดิ์ สุนทานนท์ (Lead Vocal) นักเขียนคำร้องฝีมือดี พนเทพ สุวรรณะบุณย์ (Nylon Guitar) โปรดิวเซอร์ระดับตำนาน อิศรพงศ์ ชุมสาย ณ อยุธยา (Keyboard) อดีตสมาชิกวงพลอย ทั้งยังเป็นโปรดิวเซอร์และคนคุมร้องฝีมือเยี่ยมแห่งตึกแกรมมี่ เศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์ (Keyboard) นักแต่งทำนองและมือเรียบเรียงที่มีเพลงฮิตๆ มากมาย ปิติ ลิ้มเจริญ (Acoustic Guitar) นักแต่งเพลงฝีมือดีอีกหนึ่งคน และ ศราวุธ ฤทธิ์นันท์ (Bass)คนเบื้องหลังในทีมของพนเทพ

ยังมีคนจากฝั่งอาร์เอส คือ ธนิต เชิญพิพัฒนสกุล (Drums) โปรดิวเซอร์ใหญ่ในยุคที่ธุรกิจเพลงของอาร์เอสยังรุ่งเรืองถึงขีดสุด (ซึ่งวันนั้น ไม่ได้มาร่วมโชว์ เพราะมีอาการป่วย) และ เทอดไทย ทองนาค (Electric Guitar) ที่ด้านหนึ่ง ก็เคยทำงานเบื้องหลังให้แกรมมี่ แต่อีกทาง ก็มีผลงานดังๆ กับศิลปินสาวๆ จากค่ายกามิกาเซ่ มาไม่น้อย

ร่วมด้วย เกริกศักดิ์ ยุวะหงษ์ (Percussion) อดีตนักดนตรีรับจ้าง ผู้เคยมีอัลบั้มของตนเอง เจ้าของเพลงดัง “อยากจะมีเธอ” และ พรเทพ สุวรรณะบุณย์ (Drums) ซาวด์เอนจิเนียร์-มือกลอง น้องชายของพนเทพ

27786846826_23b9ab030c_k

วันนั้น นั่งเล่น เล่นเพลงเด่นๆ ของพวกเขาค่อนข้างครบถ้วน แถมยังสลับด้วยการพูดคุย ที่มีทั้งสาระและอารมณ์ขัน

โดยส่วนตัว คำพูดของพี่เป๋า กมลศักดิ์ ว่าด้วยเรื่องวงการเพลงปัจจุบัน ก็ทำให้ผมครุ่นคิดต่อได้ไม่น้อย

เพราะพี่เป๋าเห็นว่า สภาพที่ขายซีดีได้น้อยลง แต่ผลงานถูกแพร่ไปตามสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียเป็นหลัก อาจไม่ได้ทำลายวงการเพลงอย่างที่หลายฝ่ายเชื่อ

ตรงกันข้าม ขณะที่ในรูปแบบของธุรกิจเพลงแบบเดิมๆ ทางค่ายต้องจัดส่งซิงเกิ้ลโปรโมตไปยังสถานีวิทยุ และถ้าซิงเกิ้ลดังกล่าว “ไม่ดัง” เพลงเพลงนั้นก็จะหายสาบสูญไปในระยะเวลาราว 2-3 เดือน

แต่ปัจจุบัน การปล่อยเพลงลงในสื่อออนไลน์ อาจทำให้อายุของผลงานยืนยาวกว่านั้น เช่น เพลงเพลงหนึ่ง ตอนปล่อยลงยูทูบช่วงแรก อาจมีคนคลิกเข้าฟังหลักพัน แต่หากมีคนดังนำไปแชร์ต่อ หรือเกิดกระแสนิยมเพลงนี้ขึ้นมาในวันใดวันหนึ่ง เพลงดังกล่าวก็จะมีอายุยืนยาวอีกหลายปี และถูกคลิกเข้าฟังอยู่เรื่อยๆ

ผมเห็นด้วยกับพี่เป๋าในประเด็นนี้ แต่หากมองอีกด้าน ก็ต้องยอมรับว่า คงมีเพลงอีกไม่น้อย ที่ถูกปล่อยออกสู่โลกออนไลน์ แล้วตกหล่นพลัดหายไปท่ามกลางผลงานอีกเป็นหลักแสนหลักล้านเพลง จนไม่กลายเป็นที่สนใจรับรู้ของผู้ฟังเช่นกัน

27757701722_8637aefa4c_k

อีกซ็อตหนึ่ง ที่ขำดี คือ พี่เป๋าจะพูดถึงเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” ที่แต่งประกอบภาพยนตร์ “ขุนรองปลัดชู” แล้วจู่ๆ พอพี่เป๋าเล่าเรื่องราวของเพลงนี้ยังไม่ทันเสร็จ แกก็หลุดไปเล่าเรื่องของ “ฟ. ฮีแลร์” เสียดื้อๆ ราวกับว่าขุนรองฯ กับ ฟ. ฮีแลร์ คือคนคนเดียวกัน จนเพื่อนร่วมวงต้องหัวเราะและสะกิดเตือน

โดยต้นเหตุของความสับสนก็มีอยู่ว่า หนังเรื่อง “ขุนรองปลัดชู” และ “ฟ. ฮีแลร์” นั้น กำกับโดย “สุรัสวดี เชื้อชาติ” หรือ มาม่าบลูส์ เหมือนกัน แถมนั่งเล่นยังเข้าไปแต่งเพลงประกอบให้หนังทั้งคู่ เหมือนๆ กันอีกต่างหาก

ขอปิดท้ายการเล่าถึงบรรยากาศในวันนั้น ด้วยคลิปการแสดงสดเพลง “เพราะเธอ” เวอร์ชั่นที่ขับร้องด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ของพี่ตู่ ปิติ ลิ้มเจริญ

พูดถึงนั่งเล่นแล้ว ก็อยากย้ำเตือนว่า ในวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคมนี้ จะมีคอนเสิร์ต “อัศจรรย์…รัก” ของดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ ซึ่งมีสมาชิกประกอบไปด้วย พนเทพ สุวรรณะบุณย์ ชรัส เฟื่องอารมย์ และไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว พร้อมด้วยนักดนตรีสมทบ อย่างเศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์ ศราวุธ ฤทธิ์นันท์ พรเทพ สุวรรณะบุณย์ และเกริกศักด์ ยุวะหงษ์

ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ จึงแยกไม่ขาดจาก วงนั่งเล่น สักเท่าใดนัก

อัศจรรย์รัก

เท่าที่เช็คดูในเว็บ Thai Ticket Major ตัวแทนจำหน่ายบัตรเข้าชม ดูเหมือนตั๋วเข้าชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่ GMM Live House ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จะยังเหลืออยู่ประมาณนึงนะครับ

ถ้าใครสนใจ แต่ยังไม่ตัดสินใจ ก็สามารถคลิกเข้าไปซื้อกันได้

แล้วท่านจะได้ฟังเพลง “เพราะเธอ” และเพลงเพราะอื่นๆ อีกมากมาย จากสามตำนานของวงการเพลงป๊อปไทยช่วงทศวรรษ 80-90

เช่นดังการซ้อมโชว์ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ในสองคลิปด้านล่างนี้

 

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! คอนเสิร์ตใหญ่ของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์”

ได้ฤกษ์เปิดคอนเสิร์ตใหญ่ซะที สำหรับ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ซูเปอร์กรุ๊ป ที่เกิดจากการรวมตัวกันของสองนักร้องรุ่นใหญ่ ชรัส เฟื่องอารมย์ และ ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว และหนึ่งโปรดิวเซอร์-นักแต่งเพลงรุ่นเก๋า พนเทพ สุวรรณะบุณย์

หลังจากก่อนหน้านี้ ทั้งสามคนและทีมนักดนตรีสนับสนุน ทำการปล่อยคลิปการแสดงดนตรีออกมาขับกล่อมแฟนๆ อย่างต่อเนื่องร่วมครึ่งปี ผ่านทางโซเชียล มีเดีย

รวมถึงเพิ่งจัดกิจกรรมซ้อมโชว์ไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

โดยคอนเสิร์ตใหญ่ของดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์ จะมีขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ ณ จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์ เฮาส์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิลด์

ภายใต้ชื่อว่า “อัศจรรย์…รัก” คอนเสิร์ต

และจะมีการเปิดจองบัตร ทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน ทางวงยังจะจัดกิจกรรมซ้อมโชว์อีกครั้งหนึ่ง ผ่านทางเฟซบุ๊ก ไลฟ์ โดยจะเริ่มโชว์ในเวลา 18.30 น.

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก ดึกดำบรรพ์ Boy Band

ข่าวบันเทิง

ชมคลิป-ภาพชุดสุดประทับใจ จากการซ้อมโชว์ของวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับการ “ซ้อมโชว์” (จริงๆ จะเรียกว่า “มินิคอนเสิร์ต” ก็คงได้) ที่ร้านคอฟฟี่ โมเดล เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ของวงดนตรีระดับซูเปอร์กรุ๊ป “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ท่ามกลางคนดูที่อุ่นหนาฝาคั่งหลายร้อยคน

ขณะที่น้าๆ ทั้งที่เป็นสมาชิกหลักและนักดนตรีสมทบของวง (จริงๆ มีหนุ่มอยู่หนึ่งคน) ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างน่าประทับใจ อาจมีพลาด มีหลุดบ้าง เล็กๆ น้อยๆ แต่โดยมวลรวมแล้ว โชว์วันนั้นถือว่าอยู่ในระดับ “ดี”

ไม่อยากเขียนอะไรมากกว่านี้

ดังนั้น ไปชมคลิปและภาพนิ่ง “บางส่วน” จากการซ้อมโชว์ในวันนั้น กันเลยดีกว่า

DSC00826
ผู้ชมอุ่นหนาฝาคั่ง
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
เมื่อมาถึงร้านคอฟฟี่ โมเดล เจอน้องคนนี้ขึ้นโชว์อยู่ น้ำเสียงและฝีไม้ลายมือไม่เลวเลยทีเดียว
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่ตุ๊ก วิยะดา โกมารกุล ณ นคร ขึ้นโชว์เพลง “ปล่อยใจฝัน”
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
บิลลี่ โอแกน มากับเพลง “วันนั้น วันนี้ วันไหน”
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ฟอร์ด สบชัย ขึ้นร้องเพลง “รักเธอ” (เพลงนี้ไม่ถูกเรียกเก็บลิขสิทธิ์แน่ๆ 555)
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
น้าปั่นกับน้าแต๋ม เริ่มทักทายผู้ชม
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
สามทหารเสือเตรียมพร้อม!!!
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
น้าแตน เศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์ สมาชิกสมทบ ที่เครดิตชื่อชั้นไม่เป็นรองสามสมาชิกหลักเลย
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
แอบถ่ายน้าแต๋ม
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
น้าตุ่นตั้งใจเล่นแบบสุดๆ
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ที่เห็นอยู่ไกลๆ แต่โฟกัสชัดเจนสุด คือ น้าป้อม เกริกศักดิ์ ยุวะหงษ์ สมาชิกสมทบที่เล่นเครื่องเคาะ และร้องประสานด้วยน้ำเสียงกังวานใส

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
คุณโอ ศราวุธ ฤทธิ์นันท์ มือเบส และคนที่อายุน้อยที่สุดบนเวที

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
อยู่ด้านหลังโปรดิวเซอร์ ผู้ทำงานเบื้องหลังมาอย่างยาวนาน
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
น้าแต๋มโชว์เป่าฮาร์โมนิก้า

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ใครตัวจริง? ใครตัวปลอม? 555
ข่าวบันเทิง

คอนเฟิร์มเรียบร้อย “ดึกดำบรรพ์ Boy Band” เตรียมซ้อมโชว์แฟนๆ 21 ก.พ.นี้

หลังจากก่อนหน้านี้ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band” วงซูเปอร์กรุ๊ปที่เกิดจากการรวมตัวกันของสมาชิกหลักอย่าง พนเทพ สุวรรณะบุณย์, ชรัส เฟื่องอารมย์ และไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว ออกมาเปรยว่าจะมีการจัดซ้อมร้อง-เล่นดนตรีโชว์แฟนคลับ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของวง

กำลังปรึกษากันว่าจะจัดเป็นการซ้อมสักประมาณ 5-6 เพลง ให้เพื่อนๆ น้องๆ มาดูและมาเจอกันสักครั้งไม่รู้จะดีไหม ที่จริงยังเล่นไม่คล่อง ร้องยังต้องดูเนื้อ จะจัดโชว์จริงๆ ก็ตะขิดตะขวงใจ ก็เลยมี idea เป็นซ้อมโชว์เพื่อเล่นร้องผิดๆ ถูกๆ ได้ อยากฟัง comment เพื่อช่วยในการตัดสินใจหน่อยนะพวกเรา

ล่าสุด วงดึกดำบรรพ์ฯ ก็ได้ออกมาคอนเฟิร์มหมายงานการจัดซ้อมโชว์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

ดึกดำบรรพ์ Boy Band จะจัดให้ทุกท่านที่สนใจเข้าชมการซ้อมในสวนที่ Coffee model ในวันอาทิตย์ 21 กุมภาพันธ์ จะเริ่มซ้อมประมาณ 17.30 น ไปชมกันได้ครับ ร้านนี้อยู่บนถนนประดิพัทธิ์ ระหว่างซอยประดิพัทธิ์ 12 กับซอยประดิพัทธิ์ 14 อยู่ตรงข้าม Lumpini place condo พอดีเป๊ะครับ

—–

ยังไงรบกวน line ไปที่ @coffeemodel แจ้งจำนวนไว้ก็ดีครับ ทางร้านจะได้พอรู้จำนวนที่จะไปคร่าวๆ

คนอ่านเพลง

“ชีวประวัติขนาดย่อ” ของวงการเพลงไทยสากล บนเวทีคอนเสิร์ต “พนเทพ สุวรรณะบุณย์”

ห้ามพลาด! คลิกชม 20 คลิปซ้อม-แสดงสดสุดประทับใจในรอบปี 2560 ของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” (ปั่น ไพบูลย์เกียรติ, แต๋ม ชรัส และตุ่น พนเทพ) ที่นี่

(มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 ตุลาคม 2558)

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีโอกาสไปนั่งชมคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ของนักแต่งเพลง-โปรดิวเซอร์รุ่นเก๋า “พนเทพ สุวรรณะบุณย์”

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักร้องดังๆ ยุค 80 อาทิ ชรัส เฟื่องอารมณ์, ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว, รวิวรรณ จินดา, มาลีวัลย์ เจมีน่า, ผุสชา โทณะวณิก และ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร ฯลฯ

เรื่อยมาจนถึงนักร้องดังปลายยุคทองของวงการซีดี อย่าง พั้นช์-วรกาญจน์ โรจนวัชร

คอนเสิร์ตความยาวร่วม 4 ชั่วโมง ดำเนินไปอย่างอิ่มเอม ทั้งเพราะตัวบทเพลงที่ไพเราะ การเล่าเรื่องราวประกอบเพลงผ่านบุคลิก “ไนซ์ๆ” ของพนเทพ เรื่อยไปจนถึงความสามารถของทีมนักดนตรีสนับสนุน และนักร้องรับเชิญหลากรุ่น

รวมทั้ง 3 ดีว่า อย่าง รวิวรรณ, มาลีวัลย์ และวิยะดา ที่แอบออกมาเซอร์ไพรส์เจ้าของคอนเสิร์ตในตอนท้าย

ท่ามกลางความประทับใจในเสียงเพลง

ผมมีข้อสังเกตบางประการ ที่นึกขึ้นได้หลังชมคอนเสิร์ต ดังนี้

เข้าใจว่าคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” น่าจะเป็นคอนเสิร์ตแรกๆ ที่ถูกจัดขึ้น เพื่อยกย่องคนเบื้องหลังในวงการดนตรียุค 80-90 ที่ทำงานด้าน “ทำนอง-เรียบเรียงดนตรี-โปรดิวซ์” โดยเฉพาะ

ก่อนหน้านี้ อาจมีคอนเสิร์ตรวมบทเพลงของ นิติพงษ์ ห่อนาค, สีฟ้า, ประภาส ชลศรานนท์ หรือ ฉัตรชัย ดุริยประณีต

แต่แก่นหลักของคอนเสิร์ตดังกล่าว ก็ดูเหมือนจะมุ่งยกย่องไปที่ทักษะการเขียนคำร้องของคนทำงานเบื้องหลังเหล่านั้นมากกว่า (แม้ประภาสและฉัตรชัย จะมีผลงานการประพันธ์ทำนองด้วยก็ตาม)

และหลังจากคอนเสิร์ตของพนเทพหนึ่งสัปดาห์ ถึงจะมีคอนเสิร์ตของ จิรพันธ์ อังศวานนท์ ที่ทำงานหลักเป็นคนเขียนทำนอง-เรียบเรียงดนตรี-โปรดิวซ์ เช่นกัน

ลักษณะการทำงานที่เน้นหนักไปในด้านการเขียนทำนอง เรียบเรียงดนตรี และโปรดิวซ์อัลบั้ม ของพนเทพ ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อหลายๆ เรื่องเล่าประกอบบทเพลงของเขาในคอนเสิร์ตครั้งนี้

คอนเสิร์ต-รักนิรันดร์

ไม่ว่าพนเทพจะเล่าถึงที่มาของทำนองเพลง “หลับตา” ซึ่งขับร้องโดย ชรัส อันได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานของ เชิด ทรงศรี และ สง่า อารัมภีร ทว่า คนแต่งเนื้อและขับร้องอย่างชรัส เพิ่งจะมาทราบเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจของพนเทพบนเวทีคอนเสิร์ตนี่เอง

หรือเล่าที่มาของเพลง “เพียงแค่ใจเรารักกัน” ซึ่งขับร้องโดยวิยะดา โดยพนเทพทดลองนำทำนองเพลงที่เขาแต่งขึ้น ไปให้เพื่อนรุ่นน้อง (ธนา ชัยวรภัทร) ที่ไม่ได้เล่นดนตรีหรือเคยแต่งเพลงมาก่อน ฟัง

ทว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากปลายปากกาของรุ่นน้อง กลับกลายเป็นเนื้อร้องของเพลงป๊อป ที่ยังคงความอมตะมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ธนาก็กลายเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดีคนหนึ่ง ในยุคอุตสาหกรรมดนตรีรุ่งเรือง

หรือเล่าที่มาของเพลง “ดอกไม้ในที่ลับตา” ซึ่งขับร้องโดยวงนั่งเล่น ที่เกิดขึ้นหลังจากนักแต่งเนื้อร้องมือดีของวงการอย่าง กมลศักดิ์ สุนทานนท์ มาเล่าความในใจให้พนเทพฟังว่า เขาอยากจะขอบคุณชายชาวตะกั่วป่า ที่มีจิตอาสา นำเรือเข้ามาช่วยเหลือเขาและครอบครัวในช่วงน้ำท่วมปี 2554 แต่พอนึกจะเอ่ยคำขอบคุณออกจากปาก ชายคนนั้นก็แล่นเรือไปช่วยผู้เดือดร้อนคนอื่นต่อแล้ว

พนเทพจึงนำเอาเรื่องราวของกมลศักดิ์ไปแปรเป็นทำนองเพลง แล้วอัดมันลงซีดี เพื่อส่งให้กมลศักดิ์นำมาใส่เนื้อร้องอีกทีหนึ่ง

จากสามเรื่องราวข้างต้น จะเห็นได้ว่าเรื่องเล่าของพนเทพในคอนเสิร์ตครั้งนี้ มักอ้างอิงอยู่กับวิธีการทำงานแบบ “แบ่งงานกันทำ” ในอุตสาหกรรมดนตรียุคปลาย 80 – ต้น 2000

คือ เล่าถึงที่มาของกระบวนการแต่งทำนอง ก่อนจะนำทำนองดังกล่าว ไปให้นักเขียนเนื้อร้อง (ซึ่งเป็นคนละคนกับผู้แต่งทำนอง) ใส่เนื้อหาลงไปในเพลง

นี่เป็นรูปแบบการทำงานที่แนบสนิทกับวิถีชีวิตของคนทำดนตรียุคพนเทพ

นี่เป็นสิ่งที่คนฟังเพลง (และ/หรือคนชอบอ่านเครดิตบนปกเทปและซีดี ที่แบ่งแยกอย่างชัดเจนถึงหน้าที่ของคนเขียนเนื้อร้องและคนแต่งทำนอง) ยุคก่อนทศวรรษ 2000 น่าจะเข้าใจกันเป็นอย่างดี

ยกตัวอย่างเช่น ศิลปินรับเชิญบนเวที คือ ลูกหว้า-พิจิกา จิตตะปุตตะ และ ธีร์ ไชยเดช ที่ล้วนกล่าวถึง “ตัวตน” (ความเป็นนักแต่งทำนอง-นักเรียบเรียงเสียงประสาน-โปรดิวเซอร์) ของพนเทพ ที่ปรากฏเด่นชัดอยู่ในปกเทปและปกซีดีสมัยก่อน

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าพนเทพจะผูกติดตนเองไว้กับความรุ่งโรจน์ในครั้งอดีต แม้เรื่องราวของคนทำเพลงสมัยเมื่อ 20-30 ปีก่อน และศิลปินที่โด่งดังในยุคนั้น จะมีบทบาทสูงบนเวทีคอนเสิร์ตครั้งนี้

แต่ขณะเดียวกัน พนเทพก็เชื้อเชิญศิลปินรุ่นหลังจำนวนมาก มาร่วมขับร้องและตีความเพลงของเขาในรูปแบบใหม่ๆ

และนอกจากจะเล่ากระบวนการทำงานในยุค 80-90 ของตัวเอง พนเทพยังกล่าวถึงศิลปินรับเชิญรุ่นลูกหลานด้วยท่าทียอมรับนับถือ (ไม่ต่างจากที่คนรุ่นนั้นยอมรับนับถือยอดฝีมือรุ่นเก๋าอย่างเขา) รวมทั้ง ไม่มีท่าทีต่อต้านเทคโนโลยีหรือรูปแบบการเสพดนตรีในยุคปัจจุบัน

พนเทพพูดถึงวง 25 Hours ที่มิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ของพวกเขา มียอดวิวหลายสิบล้านคลิกในยูทูบ ด้วยอารมณ์ตื่นเต้น นักแต่งเพลงอาวุโสเอ่ยทักทายไถ่ถามซิน ซิงกูลาร์ ว่าอัลบั้มชุดใหม่จะปล่อยลง iTunes ใช่ไหม?

พนเทพ ยังมีแขกรับเชิญเป็นศิลปินอินดี้จากเชียงใหม่ ที่โด่งดังจากการปล่อยเพลงลงในยูทูบ อย่าง บอย อิมเมจิ้น และเขารู้สึกตื่นเต้น เมื่อมีนักดนตรีมือสมัครเล่นมากหน้าหลายตานำเพลงเก่าของตนเองไปคัฟเวอร์ลงในโลกออนไลน์

เมื่อพิจารณาในภาพรวม คอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ของพนเทพ ก็เป็นเหมือนชีวประวัติขนาดย่อของวงการเพลงไทยสากลในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

จากยุคครีเอเทียร์ มาสู่การตั้งต้นของแกรมมี่ จากความแข็งแกร่งของแกรมมี่ มาสู่การแตกตัวเป็นค่ายเล็กค่ายน้อยในยุคอินดี้เฟื่องฟู (ซึ่งพนเทพกับเพื่อนรุ่นน้องในสังกัดใหญ่ ก็ออกไปตั้งค่าย “โอ มาย ก็อด!” ที่มีผลงานดังๆ จำนวนหนึ่ง)

หลังพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ค่ายเล็กค่ายน้อยล้มหายตายจาก ส่วนคนมีฝีมือก็ถูกบริษัทใหญ่ดึงตัวกลับไปทำงานอีกครั้ง

แล้วก็มาถึงยุคที่ธุรกิจเพลงมิได้มีสถานะเป็นธุรกิจหลักของอุตสาหกรรมบันเทิงอีกต่อไป พร้อมๆ กับที่คนรุ่นพนเทพถึงวัยปลดเกษียณ

สิ่งที่นักแต่งเพลงอาวุโสจะทำได้ ก็คือ การเฝ้ามองความสำเร็จในรูปแบบและแนวทางใหม่ๆ ของศิลปินรุ่นหลัง

การรวบรวมพรรคพวกรุ่นราวคราวเดียวกันที่เคยทำงานในค่ายใหญ่ด้วยกัน มาทำวง “นั่งเล่น” ซึ่งนำเสนอบทเพลงสบายๆ มีเนื้อหาพ้นเลยออกไปจากเรื่องความรักวัยรุ่น (และแน่นอนว่า ไม่ใช่ “งานขาย”)

การนัดเพื่อนเก่าเพื่อนแก่อย่างชรัสและปั่น มาแจมดนตรีกันแบบชิลๆ

และการขึ้นโชว์บนเวทีคอนเสิร์ตขนาดกลางๆ มีแฟนเพลงมานั่งชมราวสองพันคน ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างอบอุ่น (แม้แอร์ในสถานที่จัดงานจะหนาวไปหน่อยก็ตาม)

คนอ่านเพลง

ผู้อุปถัมภ์ กับ งานศิลปวัฒนธรรมของมวลชน

(มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 ตุลาคม 2558)

 

งานศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานศิลปะชั้นสูง เช่น นาฏศิลป์ จิตรกรรม ประติมากรรม บทกวี เรื่อยมาจนถึงหนังอาร์ต ฯลฯ นั้น มักต้องการ “ผู้อุปถัมภ์” มาโดยตลอด นับแต่ยุค “เจ้านาย” จนถึง “เจ้าสัว”

เพื่อศิลปินจะได้สามารถยังชีพในภาวะที่ผลงานของตัวเองเข้าไม่ถึงคนกลุ่มใหญ่มากพอ ขณะที่ผู้อุปถัมภ์ก็จะใช้งานศิลปะเหล่านั้น มาขับเน้นสถานะและรสนิยมพิเศษเฉพาะของตน

ผิดกับงานศิลปวัฒนธรรมของมวลชน ซึ่งมีตลาดกว้างกว่า ผู้ผลิตงานศิลปะชนิดหลัง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการอุปถัมภ์จากผู้มีอำนาจ หรือผู้มีทรัพย์สมบัติมหาศาล

ทว่า เป้าหมายหลักของพวกเขา คือ การพยายามทำความเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของสามัญชนที่เป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ หรือการพยายามเข้าถึง “พ่อค้าคนกลาง” ที่จะนำพาศิลปินไปสัมผัสหัวใจของมวลชนมากกว่า

เช่น สำหรับยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเทปและซีดีเพลง ผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ได้แก่ “อากู๋” และ “อาเฮีย” ซึ่งขายของเก่ง จนสามารถนำผลกำไรที่ได้ มาจัดสรรเป็นอัตราค่าตอบแทนอันแน่นอน ก่อนจะแบ่งปันให้แก่บรรดานักร้อง นักดนตรี และคนทำงานเบื้องหลังส่วนอื่นๆ ลดหลั่นกันไป

อุตสาหกรรมดนตรียุคนั้น อาจมีคนที่คล้ายๆ จะเป็น “ปูชนียบุคคล” อยู่บ้าง อาทิ “พี่เต๋อ” แต่เขาก็มิได้เป็นผู้อุปถัมภ์ ที่ทุ่มเทเงินทองส่วนตัวไปกับการชุบเลี้ยงนักร้อง นักดนตรี เพื่อให้บุคลากรเหล่านั้นสามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงได้อย่างเต็มที่ โดยมิต้องคิดเรื่องปัญหาปากท้อง

“พี่เต๋อ” มีสถานะเป็น “ศิลปินรุ่นพี่” ที่ช่วยผลักดันน้องๆ ให้เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมเพลง จนได้รับค่าตอบแทนอันสมน้ำสมเนื้อจากนายทุนมากกว่า

ระหว่างทศวรรษ 2530-40 อันเป็นยุครุ่งโรจน์ของเทปและซีดี ดูเหมือน “ลูกหลาน” จากตระกูลร่ำรวยระดับประเทศ จะมิได้ทะเยอทะยานอยากเป็น “ผู้อุปถัมภ์” วงการดนตรีทั้งระบบหรือนักร้องนักดนตรีบางกลุ่มบางค่าย เนื่องเพราะวงการเพลงมีผู้บริโภคระดับมวลชนเป็นฐานหลักคอยโอบอุ้มอยู่แล้ว

ตรงกันข้าม ดูคล้าย “ลูกหลาน” จากตระกูลมหาเศรษฐี ที่สนใจดนตรี จะอยากเข้ามาเป็นศิลปินออกเทปเสียเอง (มีอัลบั้มสักชุดสองชุดก็ยังดี)

กระทั่งในช่วงขาลงของอุตสาหกรรมเทป/ซีดีเพลง บทบาทของ “ผู้อุปถัมภ์” จึงหวนกลับคืนมาเพื่อกลบช่องว่างบางจุด เพราะบรรดาขาใหญ่ในธุรกิจบันเทิง ไม่ได้มุ่งเน้นความสำคัญไปยังธุรกิจเพลงอีกแล้ว

“สหภาพดนตรี” ที่มีความข้องเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง คือตัวอย่างสำคัญของกรณีนี้

“สหภาพดนตรี” ไม่ใช่ค่ายเพลงใหญ่ ไม่ได้ออกผลงานถี่ และเหมือนจะไม่หวังผลลัพธ์เชิงพาณิชย์มากนัก

หากพิจารณาจากภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างและสื่อมายังการรับรู้ของสาธารณชน “สหภาพดนตรี” เป็นองค์กรที่พยายามโอบอุ้มค้ำจุนบุคลากรมืออาชีพ “ระดับคุณภาพ” ของวงการ ซึ่งเริ่มจะไม่มีที่ทางในระบบอุตสาหกรรมดนตรีแบบเดิม

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ผมมีโอกาสไปชมคอนเสิร์ตรวมศิลปินยุค 90 “กำเนิดอินดี้ รุ่นพี่ออกเทป” ที่จัดโดยสหภาพดนตรี

บางส่วนเสี้ยวของคอนเสิร์ต ทำให้ย้อนรำลึกถึง “บทบาท” หรือ “ตำแหน่งแห่งที่” ของผู้อุปถัมภ์ศิลปะ/ศิลปิน บนเวทีการแสดงสาธารณะ ขึ้นมา

ราวสองทศวรรษก่อน ผมเคยไปชมการแสดงของศิลปินจากกอง/สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ที่นำโดยอาจารย์เสรี หวังในธรรม

จำได้ว่า วิธีการกล่าวขอบคุณภาคเอกชน ที่เป็นผู้อุปถัมภ์การแสดงครั้งนั้น ดำเนินผ่านกลวิธีซึ่งน่าสนใจยิ่ง

กล่าวคือ ผู้ที่ต้องเล่น “นอกบท” เพื่อกล่าวยกย่อง ประจบประแจงผู้สนับสนุนหลักในการแสดง มิใช่พระเอกอย่างปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ไม่ใช่นักแสดงนำอย่างอาจารย์เสรี แต่กลับกลายเป็นกลุ่มนักแสดงตลก ได้แก่ ประสาท ทองอร่าม (ครูมืด) และ ถนอม นวลอนันต์

ด้วยเหตุนี้ ผู้อุปถัมภ์การแสดงจึงทั้งถูกป้อยอและเล่นหัวอย่างสนุกสนานเป็นกันเอง ไปในคราวเดียว

ส่งผลให้ชื่อของคนถูกกล่าวถึงไม่ได้แปลกแยกหลุดลอยออกจากการแสดง ขณะเดียวกัน การที่ผู้อุปถัมภ์ไม่ต้องขึ้นไปปรากฏตัวบนเวที ก็ช่วยทำให้ผู้ชมส่วนใหญ่ ซึ่งกำลังสนุกสนานกับการแสดง ไม่ถูกขัดจังหวะความบันเทิงเช่นกัน

กลับมาที่คอนเสิร์ต “กำเนิดอินดี้ รุ่นพี่ออกเทป”

ผมรู้สึกคล้ายกับเพื่อนที่ไปชมดนตรีด้วยกันว่า วิธีการยกย่อง “ผู้อุปถัมภ์” คอนเสิร์ตครั้งนี้ ดูจะแปลกแปร่งอยู่สักหน่อย

กล่าวคือ นอกจากศิลปินหลายๆ ราย จะกล่าวขอบคุณสหภาพดนตรี และเครื่องดื่มที่ให้การสนับสนุนคอนเสิร์ต ตามธรรมเนียมปกติทั่วไปแล้ว

ยังมีนักแซกโซโฟนฝีมือดีของวงการเพลงป๊อปไทย มากล่าวยกย่องบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังการจัดคอนเสิร์ต ว่าเป็น “พี่ชาย” ผู้เป็นที่รักของนักดนตรีทั่วประเทศ ก่อนจะเชิญ “พี่ชาย” ผู้นั้น ขึ้นมาร้องเพลงบนเวที

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงโซนวีไอพี ค่อยๆ ทยอยยกทัพไปยืนอัดแน่นด้านหน้าเวที เพื่อมอบช่อดอกไม้จำนวนมากให้แก่ “พี่ชายใจดี” ที่กำลังร้องเพลงอยู่

แม้เหตุการณ์เช่นนั้นจะแสดงให้เห็นว่ามีศิลปินบางรายและคนดูผู้มีสิทธิพิเศษบางกลุ่ม รักใคร่ศรัทธาในตัว “พี่ชาย” อย่างเปี่ยมล้น

แต่ในทางกลับกัน การแสดงช่วงดังกล่าวก็ค่อยๆ ตัดขาดตัวเองออกจากคนดูส่วนใหญ่ในคอนเสิร์ต ฮอลล์ ไปอย่างน่าเสียดาย

ถ้า “พี่ชาย” ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีอย่างเนียนๆ โดยปราศจากคำยกยอปอปั้นใดๆ ผู้ชมก็คง “อิน” กับเพลงของเขามากกว่านี้ เนื่องจากคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า “พี่ชาย” มีศักดิ์และสิทธิ์เต็มขั้นในการก้าวขึ้นไปจับไมค์ เพราะเขาเคยออกอัลบั้มอินดี้ช่วง 90 จริง และมีเพลงค่อนข้างดังอยู่หนึ่งเพลงจริงๆ

แต่พอ “พี่ชาย” ก้าวขึ้นเวทีท่ามกลางบรรยากาศการยกย่องเชิดชูที่เกินจริงไปนิด สถานะความเป็นนักร้องของพี่แก เลยพลอยถูกกลบเกลื่อนให้เลือนหาย ในสายตาของผู้ชมหลักพันหลักหมื่นคน

นี่คงเป็นความขัดแย้งข้อสำคัญประการหนึ่ง ที่ดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้อุปถัมภ์ศิลปะ/ศิลปิน กับงานศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีศักยภาพในการเข้าถึงมวลชนกลุ่มใหญ่

การเน้นย้ำบทบาท สถานะของผู้อุปถัมภ์ศิลปะ/ศิลปินจนเกินควร อาจส่งผลให้งานศิลปะสาธารณะดังกล่าว มีค่าเป็นเพียงงานอดิเรกหรือปาร์ตี้ส่วนตัว มากกว่าจะเป็นกิจกรรมความบันเทิงร่วมกันของมหาชน