คนอ่านเพลง

รีวิว “RHYTHM & BOYd THE CONCERT”

หมายเหตุ ติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ใน “มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับวางแผงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ครับ

หนึ่ง

IMG_2949

จุดน่าสนใจประการแรก คือ โครงสร้างของโชว์ที่แปลกประหลาดและผิดแผกแหวกแนวจากคอนเสิร์ตส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็ของเมืองไทย)

หากจะตั้งชื่อใหม่ให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยเลียนแบบพวกหนังสือรวมเรื่องสั้นไทยยุคหลัง ๆ ก็คงต้องใช้ชื่อว่า “Rhythm and Boyd และอื่นๆ”

ถ้าให้เปรียบเทียบกับภาพยนตร์ คอนเสิร์ตหนล่าสุดของบอยก็มีโครงสร้างสองส่วนใหญ่ๆ ที่แยกออกจากกันอย่างเด่นขาดชัดเจน

จนชวนให้นึกถึง “Chungking Express” ของ “หว่องกาไว” หรือหนังหลายๆ เรื่องของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

อธิบายให้เห็นรายละเอียดได้ว่า โครงสร้างของโชว์ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน คอนเสิร์ตเปิดฉากขึ้นในเวลาประมาณสองทุ่ม แล้วก็ระดมซัดอาวุธหนักใส่ผู้ชมด้วยบทเพลง 12 เพลงแรก

ใช่แล้ว 12 เพลงแรกของคอนเสิร์ต “RHYTHM & BOYd THE CONCERT” นั้นเป็นบทเพลงทั้งหมดจากอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” แถมยังจัดเรียงตามลำดับในเทปเพลง/ซีดีเป๊ะ

หมายความว่าไฮไลท์สำคัญของคอนเสิร์ตนั้นถูกเทไปกระจุกตัวอยู่ในช่วงแรกแบบเสร็จสรรพ! (ถ้าใครมาถึงอิมแพ็ค อารีน่า ประมาณสองทุ่มครึ่ง -ซึ่งมีอยู่หลายคน- ย่อมพลาดของสำคัญไปเกือบหมด!!)

IMG_2951

จากนั้น จึงเข้าสู่ครึ่งหลังของคอนเสิร์ต ที่มีอารมณ์ราวๆ “บอย โกสิยพงษ์ เชิญแขก” ผ่านการแวะโน่นชมนี่ไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลินพอสมควร

ตั้งแต่เบิร์ดกะฮาร์ท, กันต์ เดอะสตาร์, ตูนและโครงการก้าวคนละก้าว, นิชคุณ, การโปรโมทคอนเสิร์ต BOYdKO50th ตอนที่ 2 และ 3 ในปลายปีนี้-ต้นปีหน้า รวมถึงช่วง “เบเกอรี่ เดอะ คอนเสิร์ต” ฉบับมินิ

การแหวกจารีตทำนองนี้นำไปสู่ภาพรวมของโชว์ที่แปลกๆ แปร่งๆ อยู่ไม่น้อย ความใจเด็ดของบอยและทีมงานกลายเป็นการวัดใจกับคนดู

ซึ่งสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ชมที่ไม่ใช่ “แฟนพันธุ์แท้” หลายราย ต่างทยอยเดินออก และเดินเพ่นพ่านไปมา (ไปซื้อเบียร์มาดื่มเพิ่ม แวะเข้าห้องน้ำ หรือแวะคุยกับคนรู้จักที่นั่งอยู่ต่างโซน) ภายหลังโชว์เด่น 12 เพลงแรก ที่กินเวลาแค่ราวหนึ่งชั่วโมง ยุติลง

สอง

ตามโจทย์หรือโครงสร้างของโชว์ข้างต้น หลายคนอาจคิดว่าช่วงแรกสุดของคอนเสิร์ตครั้งนี้น่าจะเป็นไฮไลท์สำคัญอันทรงพลัง

ทั้งเพราะตัวเพลงที่สอดคล้องกับชื่อและธีมหลักของงาน และเพราะตัวศิลปินบนเวที (ซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของเสียงร้องฉบับออริจินัลในอัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์”) รวมถึงโปรดักชั่นแสง สี เสียง ระดับอลังการ (ใช้ไฮดรอลิกเป็นว่าเล่น)

อย่างไรก็ตาม การวางลำดับโชว์ล้อไปกับการเรียงเพลงในอัลบั้มดั้งเดิมแบบเป๊ะๆ เสมือนผู้ชมกำลังนั่งฟังเทปคาสเส็ตต์ม้วนเก่าอยู่ และการไม่เปิดโอกาสให้นักร้องพูดจาทักทายหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูเลย (กระทั่ง บอยขึ้นมาปิดท้ายโชว์ช่วงนี้ พร้อมเพลง “จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ” แล้วหันเหคอนเสิร์ตไปสู่ทิศทางอื่น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและผู้ชมจึงค่อยเกิดขึ้น)

นั้นส่งผลให้ครึ่งแรกของคอนเสิร์ตดำเนินไปแบบเรื่อยๆ เรียงๆ ปราศจากจุดพีกอย่างน่าเหลือเชื่อ

IMG_2952

การเลือกจะผลิตซ้ำเทปคาสเส็ตต์บนเวทีคอนเสิร์ตนำไปสู่ “การสื่อสารทางเดียว” เพลงจากอัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ซึ่งเป็นที่รู้จักน้อยหน่อย เช่น “คลั่ง” “เก็บดาว” และ “ข่าวของเธอ” ดูจะไม่สามารถส่งพลังไปสู่ผู้ชมได้ ผ่านวิธีการขึ้นมาร้องๆ เล่นๆ บนเวทีแล้วรีบระเหยหายจากไป

ครั้นถึงช่วงครึ่งหลัง เมื่อมีการโต้ตอบเล่นมุขกับคนดูเยอะขึ้น ความสนุกสนานเฮฮาผ่อนคลายจึงบังเกิด ทว่า โชว์ส่วนนี้ก็กระจัดกระจาย ไม่เป็นเอกภาพ จึงมีทั้งโมเมนต์ที่ดี น่าประทับใจ และน่าตื่นเต้นเอามากๆ และช่วงที่ความน่าตื่นตาตื่นใจดร็อปลงไปนิดหน่อย (เพราะสามารถหาดูได้จากคอนเสิร์ต/เทศกาลดนตรีอื่นๆ)

สาม

สำหรับผมเอง ไปๆ มาๆ ช่วงที่ตนเองรู้สึกชอบมากที่สุดในคอนเสิร์ตคราวนี้ กลับไม่ได้อยู่ตรงไฮไลท์ตอนต้นๆ แต่เป็นโชว์ย่อมๆ บนเวทีเล็กกลางฮอลล์ ในช่วงกึ่งกลางคอนเสิร์ต

นั่นคือการมาร่วมร้องเพลง “ตัดสินใจ” (เพลงจากอีพีชุด “วัน” อันเป็นรอยต่อระหว่างอัลบั้มเต็มชุดแรกและชุดที่สองของบอย ระหว่างปี 2538-39) โดย “นภ พรชำนิ” และ “วิทูร-พรวิช ศิลาอ่อน”

นี่คือการมาร่วมร้อง/แสดงสดเพลง “ตัดสินใจ” เป็นครั้งแรกสุดของทั้งสามคนนี้ ซึ่งพวกเขาทำหน้าที่กันได้ดีทีเดียว (โดยเฉพาะการขึ้นเสียงสูงของวิทูร)

ถ้าหากผลงานชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” มีความยึดโยงกับแนวดนตรี “ริธึ่ม แอนด์ บลูส์” โชว์ของนภและสองพี่น้องศิลาอ่อน ก็มีความเป็น “อาร์แอนด์บี” มากที่สุดในคอนเสิร์ต แม้บทเพลงที่พวกเขาร่วมกันขับร้องจะไม่ได้มาจากอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ก็ตาม

Advertisements
คนอ่านเพลง

6 เพลงในความทรงจำ จากอัลบั้ม “Rhythm & Boyd”

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ จะมีคอนเสิร์ต “BOYdKO50th #1 RHYTHM & BOYd THE CONCERT” ที่จัดขึ้นเนื่องในวาระอายุครบ 50 ปี ของ “บอย โกสิยพงษ์” และเนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปี ของอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ผลงานอัลบั้มเต็มชุดแรกสุดของบอย

ถ้านับตามข้อมูลที่ประชาสัมพันธ์โดยทีมงานผู้จัดคอนเสิร์ต ก็เท่ากับว่าอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ออกวางแผงตั้งแต่ปี 2537 สอดคล้องกับข้อมูลบนปกเทปเองที่ตีพิมพ์ว่างานชุดนี้ผลิตใน ค.ศ.1994 (หรือ พ.ศ.2537)

แต่ผมคิดว่าอัลบั้มชุดนี้น่าจะวางแผงราวปี 2538 (สมัยผมเรียน ม.2) ภายหลังกระแสความโด่งดังจากอัลบั้มชุดแรกของ “โมเดิร์นด็อก” เมื่อปี 2537 ขณะผมเรียน ม.1

ที่ผมจำเรื่องนี้ได้ เพราะสมัย ม.1 ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่คลั่งไคล้โมเดิร์นด็อกเอามากๆ แล้วพอเราได้ยินพี่ป๊อดไปร้องเพลง “รักคุณเข้าแล้ว” ให้พี่บอย ในมินิอัลบั้มที่มีแค่เพลง “รักคุณเข้าแล้ว” “คลั่ง” และ ท่อนอินเทอร์ลูดของ “ลมหายใจ” (เวอร์ชั่นพี่รัดเกล้า) พวกเราก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่อัลบั้มเต็มของพี่บอยจะวางแผงเสียที

แต่สุดท้าย อัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ก็ไปวางจำหน่ายตอนเราเรียน ม.2 ซึ่งผมกับเพื่อนคนนั้นไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันอีกแล้ว

ผมจำได้ว่าช่วงเที่ยงวันหนึ่งของปี 2538 ผมเจอหน้ามันหน้าตึกเรียน แล้วรีบบอกว่าอัลบั้มเต็มของบอยวางแผงแล้ว ให้รีบไปซื้อซะ เพราะมีพี่ป๊อดร้องให้หลายเพลงอยู่

IMG_2750

พอเช็กข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ก็พบว่าผลงานชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2538 จริงๆ

เอาแหละ ทีนี้จะมาว่ากันถึงเรื่องเพลงที่ผมชอบมากๆ จากอัลบั้มชุดดังกล่าว

จนถึงปัจจุบัน มีเพลงจากผลงานชุดนั้นจำนวน 6 เพลง ที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของผม ได้แก่

รักคุณเข้าแล้ว

แน่นอนนี่เป็นเพลงเอกเพลงแรก ที่ทำให้คนฟังเพลงไทยได้รับรู้ถึงการทำงานร่วมกันของพี่บอยกับพี่ป๊อด ตัวเพลงนั้นโด่งดังก่อนอัลบั้มเต็มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” เสียอีก เพราะถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์โฆษณา แถมยังมีมินิอัลบั้ม “บอยด์” ซึ่งบรรจุ “รักคุณเข้าแล้ว” สามเวอร์ชั่น ออกมาวางจำหน่ายเรียกน้ำย่อย ก่อนหน้าอัลบั้มเต็ม

จำได้ว่าผู้ใหญ่หลายคนที่ผมรู้จัก (หมายถึงคนตั้งแต่รุ่นอายุ 30 ปลายๆ ถึง 50 ต้นๆ ณ ปีนั้น) ไม่ค่อยปลื้ม “รักคุณเข้าแล้ว” แบบบอย และลีลาการร้องของป๊อดมากนัก

บางคนไม่ชอบพี่ป๊อดตั้งแต่ได้เห็นการแสดงอันแหวกแนวของเขากับโมเดิร์นด็อกในรายการทไวไลท์โชว์ ยิ่งพอได้มาฟังการร้องเพลงลูกกรุงคลาสสิคด้วยน้ำเสียงลากเลื้อยแบบริธึ่มแอนด์บลูส์เข้าให้อีก ความรู้สึกแปลกแยกที่มีต่อพี่ป๊อด (และพี่บอย) ก็เลยแผ่ขยายไปกันใหญ่

ผมไม่แน่ใจว่าอารมณ์ความรู้สึกร่วมแง่ลบแบบนั้นมันค่อยๆ จางหายไปเมื่อไหร่? แต่เท่าที่จำได้ ในอีกไม่กี่ปีถัดมา มีผู้ใหญ่ที่ผมรู้จักคนหนึ่ง ซึ่งไม่ชอบพี่ป๊อดสมัยโมเดิร์นด็อกชุดแรกและเพลงจากอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” เอามากๆ เผลอฮัมเพลง “ห่างไกลเหลือเกิน” (เพลงเด่นจากอัลบั้มเต็มชุดที่สองของพี่บอย ซึ่งได้พี่ป๊อดมาช่วยขับร้องเช่นเดิม) ออกมาให้ผมได้ยิน

อคติที่แกเคยมีกับพี่บอย-พี่ป๊อดคงเหือดหายไปตั้งแต่ช่วงนั้น

คืนนี้

นี่อาจไม่ใช่เพลงที่โด่งดังสุดๆ จากอัลบั้มชุดนั้น แต่เชื่อว่าถ้าใครได้ฟัง “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” แบบครบทุกเพลง พวกเขาคงต้องตกหลุมรักเพลงสามหน้าเอที่ชื่อ “คืนนี้”

ทั้งเพราะท่วงทำนองที่ติดหู เสียงกีต้าร์เท่ๆ ท่อนพูดบ่นพึมพำที่หาฟังไม่ได้จากเพลงไทยยุคนั้น และที่สำคัญ เสียงร้อง/วิธีการร้องเพลงของ “พี่น้อย” หรือ “กฤษดา สุโกศล แคลปป์” ที่แหวกจารีตของนักร้องชายยุคทศวรรษ 2530 อย่างสิ้นเชิง

หลายปีต่อมา ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นมากๆ เมื่อได้เห็นการเปิดตัวของวง “พรู” ที่มีพี่น้อยเป็นนักร้องนำ ในงาน “เบเกอรี่ เดอะ คอนเสิร์ต” (น่าสนใจว่า วิธีการร้องเพลงสมัยทำงานกับพรูนั้นมีความผิดแผกแตกต่างจากสมัยที่พี่น้อยเริ่มร้องเพลงให้พี่บอยอยู่พอสมควร)

ฤดูที่แตกต่าง

แม้อัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” จะปูทางมาด้วยการถูกพูดถึงในวงกว้างพอสมควรของ “รักคุณเข้าแล้ว” แต่จู่ๆ “ฤดูที่แตกต่าง” ก็กลายเป็นเพลงที่ค่อยๆ เข้ามาขโมยซีน และแทบจะมีสถานะเป็นเพลงที่โด่งดังที่สุดของอัลบั้ม จนต้องมีการผลิตอีพี “ฤดูที่แตกต่าง” หลายเวอร์ชั่นออกตามมา (นี่เป็นแนวทางการตลาดที่โดดเด่นมากๆ ในยุคเริ่มต้นค่ายเบเกอรี่ มิวสิค)

“ฤดูที่แตกต่าง” คือเพลงที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งมีคำร้องติดปาก และท่วงทำนองไพเราะติดหู ในยุคที่เพลงป๊อปไทยร้อยละ 99 จากสองค่ายใหญ่ล้วนเป็นเพลงรัก และถึงแม้จะมีการเขียนเพลง “ไม่รัก” ออกมาโดยบรรดาทีมนักแต่งเพลงมืออาชีพ แต่ผลงานเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยอาการเกร็งและความเชย จนไม่มีคุณสมบัติเพลงฮิต-เพลงเพราะ

พร้อมๆ กับการเป็นที่รู้จักของ “ฤดูที่แตกต่าง” นักร้องดาวรุ่งดวงใหม่อย่าง “นภ พรชำนิ” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในวงการเพลงไทย ซึ่งเขาจะกลายเป็นขุนพลสำคัญของค่ายเบเกอรี่และเลิฟอีสในเวลาต่อมา

มีเรื่องตลกส่วนตัว คือ สมัย ม.ต้น ผมมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ชอบงานของบอยเช่นกัน แต่เพื่อนคนนี้จะพูดจาแบ่งวรรคตอนแบบแปลกๆ หนึ่งในความแปลกที่มันเคยเอ่ยออกมา ก็ได้แก่ การเรียกชื่อคนร้องเพลง “ฤดูที่แตกต่าง” ว่า “นภพร ชำนิ” อยู่นานเป็นเทอม

เจ้าหญิง

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “เจ้าหญิง” คือผลงานที่ไพเราะและทรงเสน่ห์มากๆ อีกหนึ่งเพลง ในอัลบั้มชุดแรกของพี่บอย ยิ่งกว่านั้น เพลงเพลงนี้ยังช่วยขับเน้นให้เห็นศักยภาพการเป็นนักร้องชั้นยอด (หลากหลายแนวทางและเปี่ยมพลังงาน) ของพี่ป๊อด

ผมเข้าใจว่าหลังภาวะฮิตกระจายจากอัลบั้มชุดแรกของโมเดิร์นด็อก และออร่าที่เปล่งประกายออกมาในฐานะเสียงร้องหลักๆ ของอัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” พี่ป๊อดเองคงประสบกับทางแยกสำคัญเหมือนกัน ว่าเขาควรจะเดินไปบนเส้นทางสายศิลปิน/นักแต่งเพลง ร่วมกับผองเพื่อนในวง หรือเลือกจะมาเป็นนักร้องเสียงเอก ที่รับงานได้หลากแนวหลายสไตล์

น่าสนใจว่าพี่ป๊อดเลือกเดินบนทางสายแรก ก่อนจะค่อยๆ คลี่คลายแนวทางการทำงานของตนเอง เมื่อมีอายุมากขึ้น และโมเดิร์นด็อกมิใช่วงดนตรีสำหรับคนฟังเพลงในวงกว้างระดับแมสอีกต่อไป

ดอกไม้

ถ้า “เจ้าหญิง” ช่วยตอกย้ำถึงศักยภาพการเป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยมของพี่ป๊อด “ดอกไม้” ก็ช่วยเน้นย้ำถึงสถานะนักร้องน่าจับตาของพี่นภ

ณ พ.ศ.2538 เพลง “ดอกไม้” นั้นมีลักษณะแหวกแนวคล้ายคลึงกับเพลง “คืนนี้” นั่นคือ ทั้งสองเพลงถูกขับร้องโดยนักร้องชาย (แต่) ด้วยสำเนียง (เสียงเล็กเสียงน้อย) ที่กระเดียดมาทางผู้หญิง

สำหรับเด็กวัย 13-14 ปี ที่เพิ่งฟังเพลงอย่างจริงจังมาราว 2-3 ปี อย่างผม เสียงร้องของพี่น้อยและพี่นภนับเป็นอะไรที่เท่ เก๋ แปลกใหม่ แบบสุดๆ

จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ

แล้วก็มาถึงเพลงที่เจ้าของอัลบั้มอย่างพี่บอยขับร้องเอง ซึ่งแกก็ทำหน้าที่ได้ดีตามสมควร

อย่างไรก็ตาม เพลง “จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ” สำหรับผม มีคุณสมบัติพิเศษประการอื่นอีกหนึ่งข้อ นั่นคือ มันเป็นเพลงเพราะๆ เล่นง่ายๆ ร้องง่ายๆ

ขอเพียงคุณเป็นคนร้องเพลงพอได้ ถ้าคุณนำเพลงนี้ไปขับร้อง ไม่ว่าจะในบรรยากาศการล้อมวงเล่นกีต้าร์โปร่งรอบกองไฟ หรือในร้านคาราโอเกะ ยังไงซะ เพลงก็จะออกมาไพเราะอย่างน่าทึ่ง

นี่คือคุณลักษณะของ “เพลงป๊อปที่ดี” ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้แก่ผู้แต่ง คือ พี่บอย นั่นเอง

วันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ ผมจะไปร่วมฟัง-ร่วมร้องเพลงเหล่านี้ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ครับ

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

อุ่นเครื่องคอนเสิร์ตใหญ่ “ดึกดำบรรพ์ #201” ด้วย 20 คลิปซ้อม-แสดงสดสุดประทับใจ

ได้ฤกษ์กลับมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่เป็นรอบที่สอง สำหรับวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสองศิลปินและหนึ่งคนเบื้องหลัง อย่าง “ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” “แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ตุ่น พนเทพ สุวรรณะบุณย์”

โดยคอนเสิร์ตหนนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป พรีเซ้นท์ ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น คอนเสิร์ต” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี (ซื้อบัตรได้ที่ http://www.thaiticketmajor.com/concert/duk-drum-ban-201-2018-th.html)

หลังคลิปการเล่นดนตรีที่ถูกปล่อยผ่านโซเชียลมีเดียของน้าๆ ทั้งสามคน ยังคงได้เสียงตอบรับที่ดีจากแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง

โอกาสนี้ ทางบล็อกคนมองหนังจึงรวบรวมคลิปเด็ดๆ สองชุดมานำเสนอ ชุดแรก คือ คลิปซ้อมเพลงดังสุดไพเราะที่น้าปั่น น้าแต๋ม น้าตุ่น จัดทำเผยแพร่ผ่านเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band ชุดที่สอง คือ คลิปการแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ที่ทางแอดมินไปตามถ่ายเก็บไว้ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา (ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งของวง)

ติดตามรับชมและรับฟังกันได้เลย

รวมคลิปซ้อมร้อง-เล่นจากเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band

คนขี้เหงา

บอกรัก

ปาฏิหาริย์

ส่องกระจก

คนไม่มีวาสนา

รักเธอมากกว่าใคร

ทะเล

เพราะเธอ

เฝ้าคอย

รักเองช้ำเอง

รวมคลิปแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” (บันทึกภาพโดย “คนมองหนัง”)

รักยืนยง

รักล้นใจ

ทั้งรู้ก็รัก

เพียงแค่ใจเรารักกัน

รักเองช้ำเอง

บอกรัก

A Tu Corazon (สู่กลางใจเธอ)

คนขี้เหงา

ปาฏิหาริย์

ขีดเส้นใต้

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

ฟังเพลงเพราะๆ สบายๆ จากการแสดงสดเมื่อเดือน ก.ย. ของ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band”

เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา มีโอกาสไปดูการแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band” วงดนตรีอันเกิดจากการรวมตัวของคนเบื้องหลัง-ศิลปินรุ่นเก๋า อย่าง “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” “ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” ในงาน “SHINE FLEA MARKET ตอน PICNIC” ที่ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์

ถือเป็นโชว์ที่น่าประทับใจสมกับมาตรฐานสูงๆ ของน้าๆ กลุ่มนี้

ที่สำคัญ คือ หากวัดจากจำนวนเพลงที่เล่น โชว์นี้อาจนับเป็นคอนเสิร์ตได้เลย เพียงแต่เปิดให้ผู้ชมในห้างได้ดู-ฟังกันฟรีๆ (และมีที่ยืนมากกว่าที่นั่ง 555)

IMG_2175

นี่เป็นเซ็ทลิสต์ของโชว์ที่เล่นกันยาวราวชั่วโมงครึ่งครับ โดยตอนเล่นจริง จะมีการสลับลำดับเพลงอยู่บ้าง ไม่ได้เล่นเพลงสำรองสองเพลง และแทนที่ “เฝ้าคอย” ด้วย “คนขี้เหงา”

บล็อกคนมองหนังขอคัดสรรคลิปวิดีโอบันทึกภาพการแสดงสดบางส่วนในวันนั้นมาแสดง ณ ที่นี้ (ภาพค่อนข้างคมชัด เสียงพอฟังได้ และมีจุดติดขัดตามรายทางอยู่นิดๆ หน่อยๆ ครับ)

คนอ่านเพลง

เก็บตก “โมเดิร์นด็อก 22”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 24-30 มีนาคม 2560)

“โมเดิร์นด็อก 22” เป็นคอนเสิร์ตครบรอบ 22 ปี ของวงดนตรีคณะ “โมเดิร์นด็อก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

หลังชมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุดของวงดนตรีผู้ร่วมบุกเบิกกระแส “อัลเทอร์เนทีฟไทย” เมื่อปี 2537 จบลง ในระยะเวลาร่วม 3 ชั่วโมง พร้อมกับจำนวนเพลง 30 เพลง

ผมบันทึกความคิดเห็นออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้  

IMG_1635

หนึ่ง นี่เป็นคอนเสิร์ต (ไทย) ที่น่าประทับใจมาก เพราะความกลมกล่อมลงตัวของแทบทุกองค์ประกอบ

ทั้งการแสดงดนตรีบนเวทีที่ “ดี” การเลือกเพลงมาเล่นได้ “เจ๋ง” รวมไปถึงงานวิช่วล กราฟิก อันเป็นฉากหลัง ที่แพรวพราวน่าสนใจ โดย “ไม่ทำตัวรกรุงรังรบกวนโชว์หลัก” หรือ “ไม่ทำตัวราบเรียบจำเจ” จนผู้ชมรู้สึกว่าจะมีหรือไม่มีก็ได้

ขณะเดียวกัน อารมณ์ตอบสนองของคนดูเรือนหมื่น ก็ส่งผลให้คอนเสิร์ตมีบรรยากาศสนุกสนานกินใจ ถึงแม้จำนวนผู้ชมอาจไม่เต็มความจุของฮอลล์เสียทีเดียว (มีที่ว่างตรงโซนนั่ง) แต่คนที่ตีตั๋วเข้ามาชม (โดยเฉพาะในโซนยืน) ก็สามารถรับ-ส่ง “พลัง” กับ “โมเดิร์นด็อก” บนเวทีได้เป็นอย่างดี

บางคนอาจเห็นว่า “โมเดิร์นด็อก 22” เป็น “คอนเสิร์ตที่ดี” เพราะนี่คือการแสดงสดที่ย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับเรื่อง “เพลง/ดนตรี” เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ผมกลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นทำนองนั้นเสียทีเดียว เพราะส่วนตัวรู้สึกว่า “โมเดิร์นด็อก” และทีมงานของพวกเขา คิดคำนึงถึงรายละเอียดอะไรหลายอย่าง ที่มากกว่าเรื่อง “เพลง/ดนตรี”

อาทิ ประเด็นเรื่องแสง วิช่วล กราฟิก และโปรดักชั่นประกอบดนตรี ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้เปิดฉากบรรเลงเพลงแรกในบรรยากาศสว่างแจ้ง โดยที่จอภาพสีขาวด้านหลังนั้นปราศจากฟังก์ชั่นใดๆ

ในเพลงต่อมา ฮอลล์จึงค่อยๆ มืดลง ภาพประกอบด้านหลังเริ่มทำงานผ่านจอหนังกลางแปลง ก่อนที่งานภาพประกอบด้วยเทคนิคขั้นสูง และโปรดักชั่นแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับดนตรีโดยตรง จะถูกประเคนออกมาแบบจัดเต็ม

หรืองานขายสินค้าที่ระลึกหน้าฮอลล์คอนเสิร์ต ก็ถูกจัดระบบระเบียบไว้อย่างละเอียดลออมิใช่น้อย เพื่อรองรับผู้บริโภคหลักพันหลักหมื่นคน

จนต้องยอมรับว่า “โมเดิร์นด็อก” และทีมงาน ทำงานในเรื่องนี้หนักพอสมควร เมื่อพิจารณาว่าตัววงดนตรีซึ่งกำลังจะเปิดโชว์ ไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่ใดๆ และไม่มีหน่วยงานองค์กรมารับผิดชอบงานขายสินค้าเชิงพาณิชย์ดังกล่าวอย่างจริงจัง

ดังนั้น เราคงไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำนักว่า “โมเดิร์นด็อก 22” คือ คอนเสิร์ตที่เน้นเรื่องดนตรีแบบ “เพียวๆ”

IMG_1637

สอง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่างานด้านดนตรี คือ จุดเด่นสุดของคอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยเฉพาะการคัดเลือกเพลงมาโชว์บนเวที

ตลอดเวลาเกินกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา “โมเดิร์นด็อก” ผลิตสตูดิโออัลบั้มรวมทั้งหมด 6 ชุด บวกด้วยซิงเกิลอื่นๆ อีกพอสมควร เท่ากับว่าพวกเขามีเพลงของตนเองประมาณ 70 เพลง

การคัดเลือกเพลงมาโชว์ในคอนเสิร์ตใหญ่ฉลอง 22 ปี เพียง 30 เพลง จึงนับเป็นภารกิจท้าทายมิใช่น้อย แต่ “โมเดิร์นด็อก” ก็ทำงานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

คอนเสิร์ตเปิดตัวด้วย “บางสิ่ง” (ถ้าไม่นับช่วงอินโทรที่เล่นเพลง “Very Good”) หนึ่งในเพลงดีจากอัลบั้มชุดแรกของ “โมเดิร์นด็อก” นี่เป็นเพลงเท่ๆ ที่มีคนฟังหลงรักอยู่มิใช่น้อย แต่หลายคนก็คาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะเลือกเปิดฉากโชว์ใหญ่ด้วยผลงานที่ไม่จัดเป็น “เพลงเอกระดับเอบวก” เพลงนี้

เก้าเพลงแรกของคอนเสิร์ตจัดเป็น “เพลย์ลิสต์ในฝัน” ของ “เหล่าแฟนพันธุ์แท้โมเดิร์นด็อก” ที่ประกอบด้วยเพลงดีๆ (แต่ไม่ดังถึงขีดสุด) จากแทบทุกอัลบั้ม

ที่สำคัญ ยังรวมถึงเพลงบรรเลงอย่าง “Happiness is …” และเพลงที่ไม่ค่อยถูกนำมาแสดงสดอย่าง “อีสานคลาสสิค” ที่ได้เครื่องดนตรี “ฆ้องมอญ” มาร่วมแจม ด้วยโทนอารมณ์แบบมันๆ ไม่ใช่ซีเรียสจริงจังกับ “ของสูง” หรือ “จารีตประเพณี” อะไรทำนองนั้น

หรือช่วงที่ ธนชัย อุชชิน เมธี น้อยจินดา และ ปวิณ สุวรรณชีพ ข้ามมาเล่นดนตรีแนวอะคูสติกสี่เพลงบนเวทีเล็กใจกลางฮอลล์ก็สามารถสร้างความน่าประทับใจได้ไม่น้อย และอาจทำให้หลายคนย้อนนึกไปถึงคอนเสิร์ต “The Very Common of Moderndog” เมื่อปี 2545

การที่วงดนตรีวงหนึ่งมีอายุยืนยาวกว่าสองทศวรรษ โดยสมาชิกชุดแรกเริ่มเกือบทั้งหมดยังคงเกาะกลุ่มกันได้อย่างเหนียวแน่น และเคยลองผิด ลองถูก หรือทำงานทดลองแนวทางต่างๆ มาด้วยกัน

ย่อมส่งผลให้ “เพลย์ลิสต์” ในคอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” มีเฉดสีอันหลากหลายและเต็มไปด้วยพลวัต

นี่คือ “คุณสมบัติ” ที่วงดนตรีซึ่งมีเวลารวมตัวกันน้อยกว่านี้ไม่สามารถเทียบเคียงได้

ขณะเดียวกัน แม้วงดนตรีบางคณะอาจมีอายุยืนยาวในหลักหลายทศวรรษ แต่หากพวกเขามุ่งทำงานที่ซ้ำรอยทางเดิมๆ อยู่เรื่อยๆ “เพลย์ลิสต์” บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ของวงดนตรีเหล่านั้น ก็คงไม่เปี่ยมสีสันเท่ากับของ “โมเดิร์นด็อก”

สาม โดยส่วนตัว มี 2-3 จุดที่ “น่าเสียดาย” ในคอนเสิร์ตหนนี้

“เสียดายแรก” ได้แก่ การไม่มีบางเพลงที่ตัวเองชอบและเชียร์อยู่ใน “เพลย์ลิสต์” ในกรณีของผม มีอยู่ 3 เพลง คือ “คล้าย” (จากอีพี “รูปไม่หล่อ”) “ผ่าน” (จากอัลบั้ม “แดดส่อง”) และ “ดอกไม้บ้าน” (จากอัลบั้ม “ป๊อด/โป้ง/เมธี”)

“เสียดายที่สอง” คือ การไม่มีมือเบสยุคบุกเบิก (ที่ร่วมทำงานในอัลบั้มชุดแรกและชุดที่สาม) ของวงอย่าง “สมอัตถ์ บุณยะรัตเวช” บนเวทีคอนเสิร์ต โดยภาพของสมอัตถ์เพียงปรากฏอยู่ในบางสไลด์โชว์ตรงฉากหลังของเวทีเท่านั้น

“เสียดายสุดท้าย” คือ การที่คอนเสิร์ตมีภาวะ “เสียงหาย” อยู่สองครั้ง ครั้งแรก ตอนบรรเลงเปียโนเพลง “ลึกซึ้ง” ในช่วงที่สามสมาชิกหลักกำลังเดินทางจากเวทีใหญ่ไปยังเวทีอะคูสติก และครั้งที่สอง ตอนที่ธนชัยร้องเนื้อท่อนแรกของเพลง “รูปไม่หล่อ” หลังจากสามสมาชิกหลักเพิ่งเดินทางจากเวทีอะคูสติกกลับมายังเวทีใหญ่

เข้าใจว่าข้อบกพร่องทั้งหมดน่าจะเกิดจากปัญหาทางด้านเทคนิคบางอย่างในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” เวที

(ส่วนการที่พี่ป๊อดร้องเพลง “ที่จริงในใจ” ผิด จนต้องเล่นใหม่อีกรอบ ยังถือเป็น “ข้อบกพร่อง” ซึ่งได้รับการแก้ไข จนพออนุโลมให้ได้)

IMG_1644

สี่ ช่วงที่ “ซาบซึ้งสุด” ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ ย่อมได้แก่การปรากฏตัวขึ้นของ “แขกรับเชิญ” เพียงรายเดียว นั่นคือ “พราย ปฐมพร ปฐมพร” ผู้เขียนเพลง “…ก่อน” ผลงานสร้างชื่อของ “โมเดิร์นด็อก” ซึ่งเป็นเพลงที่มีส่วนขับเคลื่อนผลักดันความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพลงสากลไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2530-ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 อย่างสำคัญ

ตรงกันข้ามกับความโด่งดังในวงกว้างของเพลง “…ก่อน” “พราย ปฐมพร ปฐมพร” กลับเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับอยู่ในหมู่แฟนเพลง-เพื่อนร่วมวงการเฉพาะกลุ่ม

การออกมาร่ำร้องบทเพลงและกระโดดโลดเต้นต่อหน้าผู้ชมนับหมื่นของ “พราย” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม จึงน่าจะเป็นการทำงานที่ “แมส” ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา (นอกจากการแต่งเพลง “…ก่อน”)

และการ “กล่าวคำขอบคุณสามเส้า” เมื่อ “โมเดิร์นด็อก” ขอบคุณ “พราย” “พราย” ขอบคุณ “โมเดิร์นด็อก” ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะขอบคุณ “แฟนเพลง/คนดู” ร่วมกัน ก็ก่อให้เกิดคลื่นพลังมหาศาลในอิมแพ็ค อารีน่า

นอกจากนี้ ถ้าเรานับว่า “การ (ลงสี) คาดหน้า” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ “พราย” นั้นคือ “การสวมใส่หน้ากาก” ประเภทหนึ่ง “พราย ปฐมพร ปฐมพร” ก็อาจถือเป็น “The Mask Singer/Songwriter” ผู้มาก่อนกาล

น่าสนใจว่าด้วยเงื่อนไขอะไรหลายๆ อย่าง (รวมทั้งความพึงพอใจของเจ้าตัวเอง) “พราย” ได้เลือกที่จะดำรงตนอยู่ “ภายใต้หน้ากาก” มาจนถึงปัจจุบัน

วิถีแห่งการ “ปลีกตัวเอง” หรือชะตากรรมอัน “แปลกประหลาด” ในแวดวงดนตรีของ “พราย” ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานะ “ที่น่าพิศวง” ในยุคเมืองไทย 4.0 ของเพลง “…ก่อน”

เพราะใครจะไปคาดคิดว่า เพลงที่ฮิตที่สุดของ “โมเดิร์นด็อก” เพลงนี้ กลับเป็นเพลงที่ “ไม่มีตัวตน” อยู่ในระบบสตรีมมิ่งใดๆ

ห้า คอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” ยังมีบรรยากาศแบบเป็นกันเอง ซึ่งช่วยเฉลยคำตอบให้คนดูได้รับรู้ในบางสิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน

ยกตัวอย่างเช่น ที่มาของเพลง “มา” ซิงเกิลที่ไม่ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้มเต็มชุดไหน ซึ่งหลายคนรวมทั้งผมเคยเข้าใจว่าธนชัยน่าจะเขียนเพลงนี้ เพื่อสื่อถึงแง่มุมงดงามของการ “มีลูก” หรือ “มีครอบครัว”

แต่ในคอนเสิร์ต เจ้าตัวกลับแจงว่าเขาเขียนเพลงนี้ให้ “พระพุทธเจ้า” โดยไม่ได้อธิบายเหตุผลเพิ่มเติมมากกว่านั้น

หรือเพลง “โอน้อยออก” ในอัลบั้มเต็มชุดล่าสุด ซึ่งหลายคนงุนงงกับเนื้อหาที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมเปิดกว้างแก่การตีความ เช่น “โปรดบอกกันให้รู้ความจริง บอกมาได้เลยทุกสิ่ง ถ้าเธอมองเห็นมันตำตา ถ้าหากสิ่งที่ฉันเคี้ยวลงไป มองเห็นสีเขียวภายใน ที่มันยังค้างคา…”

บางคนพากันขบคิดอย่างยุ่งเหยิงว่า “สีเขียวภายใน” นั้นหมายถึงอะไรกันแน่? แต่คำอธิบายของธนชัยบนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่กลับเรียบง่ายกว่านั้น เพราะสำหรับผู้แต่ง นี่คือเพลงที่พูดเรื่องธรรมดาๆ ว่า “ถ้าเราเป็นคนรักกัน เมื่อเห็นผักติดฟันคู่รัก ก็ต้องช่วยบอกกัน”

แค่นั้นเอง

อีกเรื่องเล็กๆ ที่คนดูคอนเสิร์ตหลายรายรู้สึกทึ่งกันมาก ก็คือการได้เห็น “เรี่ยวแรง” ของพี่ป๊อด ธนชัย นักร้องนำแห่ง “โมเดิร์นด็อก”

เป็นที่รับรู้กันตลอดมาว่าพี่ป๊อดคือคนมีพลังเหลือเฟือ เห็นได้จากการร้อง การเต้น และการทำงานสร้างสรรค์อื่นๆ

แต่น้อยคนนักที่จะเคยมีโอกาสเห็นว่าคนรูปร่างเล็กกะทัดรัด ออกแนวค่อนข้างบอบบางอย่างพี่ป๊อดนั้น มีเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดไหน?

กระทั่งเมื่อช่วงค่ำวันที่ 18 มีนาคม 2560 ซึ่งแฟนเพลงหลายคนได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ที่พี่ป๊อดขว้างเสื้อยืดที่ระลึกจากเวทีไปยังกลุ่มผู้ชมบนอัฒจันทร์ชั้นสองโน่น

โดยส่วนตัว ผมยังไม่เคยเห็นนักร้องหรือศิลปินคนไหน ซึ่งสามารถขว้างเสื้อยืดแจกแฟนเพลงในระยะทางที่ไกลขนาดนี้มาก่อน!

moderndog 22

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

ชมภาพชุด-คลิปคอนเสิร์ต “วงแอร์เฮด” และผองเพื่อนศิลปินอินดี้ยุค 90

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 ก.ค. ได้ไปชมคอนเสิร์ต “ให้เธอ…เจอ ฟลุก แอร์เฮด” ซึ่งจัดโดยเพจเฟซบุ๊ก อัลเทอร์เนทีฟไทย: ยุครุ่งเรือง มาครับ

คอนเสิร์ตนี้เป็นการกลับมารวมตัวแสดงสดกันอีกครั้งของ “แอร์เฮด” วงอินดี้ในช่วงปลายยุค 1990 ที่ออกผลงานชุดแรกและชุดเดียวกับสังกัดเก็คโค มิวสิค โดยมีพี่ปึ่ง โซล อาฟเตอร์ ซิกส์ หรือ ณรงค์ฤทธิ์ สุพรรณเภสัช มารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ และมีวิศรุตเทพ สุพรรณเภสัช หรือพี่ปิงปอง โซล อาฟเตอร์ ซิกส์ มาแต่งเพลงให้สองเพลง หนึ่งในนั้น คือ “ให้เธอ” ซิงเกิ้ลที่โด่งดังที่สุดของทางวง

นอกจากพระเอกของงานอย่าง “แอร์เฮด” แล้ว ก็ยังมีเพื่อนๆ ศิลปินอินดี้มาร่วมแจมกันมากมายครับ ได้แก่ พี่อ๋อ วูล์ฟแพ็ค (นล สิงหลกะ) และพี่เก่ง ไปโรงเรียน ซึ่งสองโชว์นี้ผมเข้าไปดูไม่ทัน

แต่โชว์ที่ผมเข้าไปดูทัน ก็คือ การแสดงสดของสตรีท ฟังค์ โรลเลอร์ส, อิ๊มพ์ และสไมล์ บัฟฟาโล่

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายงาน ยังเกิด “เซอร์ไพรส์” ด้วยครับ เมื่อการแสดงคอนเสิร์ตได้พลิกผันกลายไปเป็นช่วง “ขอแต่งงานสุดแสนโรแมนติก” ระหว่างทีมงานแอดมินเพจ อัลเทอร์เนทีฟไทย: ยุครุ่งเรือง ผู้จัดคอนเสิร์ต แถมมีคนออกมาประกาศว่า ภาพบรรยากาศบางส่วนในคอนเสิร์ตจะถูกนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของรายการ “น้ำผึ้งพระจันทร์” ทางช่อง 3 เอสดี อีกต่างหาก

ทว่า นอกจากไคลแม็กซ์เรื่องการขอแต่งงานแล้ว ยังมี “แอนตี้-ไคลแม็กซ์” เกิดขึ้นตามมา เมื่อพี่ฟลุก นักร้องนำวงแอร์เฮด ซึ่งต้องกลับไปร้องเพลงปิดท้ายอีกหนึ่งเพลง มีอาการเหนื่อยล้า (ได้ยินว่า วันนั้น แกแทบไม่ได้กินข้าวเลย เพราะมัวแต่เตรียมงาน) จนถึงกับเป็นลม ต้องนั่งพักและปฐมพยาบาลกันราวสิบนาที

ก่อนที่การแสดงเพลงสุดท้ายของคอนเสิร์ตจะเริ่มต้นและปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ

ไปชมภาพนิ่ง-ภาพเคลื่อนไหวบางส่วนของคอนเสิร์ตครั้งนี้กันครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่โอ๊ต อรรถพงศ์ บุญเสริมทรัพย์ นักร้องนำ-มือกีต้าร์วงสตรีท ฟังค์ โรลเลอร์ส
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
คุณนะ มือเบสคนปัจจุบันของสตรีท ฟังค์ โรลเลอร์ส ที่พี่ๆ (อดีต) สาวๆ ยุค 90 ต่างกรี๊ดกร๊าดเข้าใส่
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
คุณป๊อป และเพื่อนๆ วงอิ๊มพ์
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่เชษฐ์ สไมล์ บัฟฟาโล่
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่หนึ่ง สไมล์ บัฟฟาโล่
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่ดิษฐ์ สไมล์ บัฟฟาโล่
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่ฟลุก ธนูศักดิ์ ฟลุคเกอร์ นักร้องนำแอร์เฮด
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
อานนท์ จันทนะโพธิ มือคีย์บอร์ดของแอร์เฮด ยุคออกอัลบั้ม
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
จิรพล อรัณยภูติ มือกีต้าร์ของแอร์เฮด ยุคออกอัลบั้ม
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
จังหวะโซโล่สวยๆ
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ช่วงเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานสุดหวานชื่น
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่ฟลุกขณะไปนั่งรอการปฐมพยาบาล โดยมีลูกสาวอยู่เคียงข้าง
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ปิดท้ายคอนเสิร์ต
คนอ่านเพลง

“อัศจรรย์…รัก” โดย ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์  8-14 กรกฎาคม 2559)

หลังมีคอนเสิร์ตส่วนตัวชื่อ “รักนิรันดร์” เมื่อเดือนตุลาคม 2558 “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” โปรดิวเซอร์-นักแต่งเพลงฝีมือดี ที่สร้างผลงานฮิตๆ ไว้มากมายช่วงยุค 2520-2540 ก็คล้ายจะเริ่มจับทางได้ถูกว่ากิจกรรมการเล่นดนตรีในวัยหลังเกษียณของเขาและ (ผองเพื่อน) ควรจะคลี่คลายไปสู่ทิศทางใด

โมเมนต์หนึ่งในคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ที่ประทับใจคนดูเป็นพิเศษ ก็คือช่วงที่ “สามเกลอเก่า” อย่างพนเทพ “ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” มาล้อมวงร้องเพลง-เล่นดนตรีด้วยกัน

เมื่อเสร็จสิ้นคอนเสิร์ตครั้งนั้น ทั้งสามคนจึงร่วมมือกันก่อตั้งวง “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ขึ้นมา เพื่อร้อง-เล่นเพลงเก่าๆ และเพลงที่ไม่เก่านัก ของแต่ละคน

พร้อมๆ กันนั้น “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ได้เริ่มสร้างเพจเฟซบุ๊กของวง และนานๆ ครั้ง ก็จะปล่อยคลิปการเล่นดนตรีเด็ดๆ ออกมาสักที โดยความไพเราะของบทเพลงและความลงตัวของการเรียบเรียงดนตรี-เสียงประสาน สามารถดึงดูดยอดไลก์-ยอดแชร์จากผู้ใช้เฟซบุ๊กได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

“ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” จึงลองชิมลางด้วยการจัดงานซ้อมโชว์ที่ร้านกาแฟ “คอฟฟี่ โมเดล” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี โดยมีผู้เข้าชม (ฟรี) หลายร้อยคน จนแน่นพื้นที่

ในที่สุด พนเทพ-ชรัส-ปั่น ก็ตัดสินใจจัดคอนเสิร์ตใหญ่ของพวกเขา ชื่อ “อัศจรรย์…รัก” ขึ้น เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2559 ที่จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์ เฮาส์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โดยรวมถือว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้น่าประทับใจ เพราะบทเพลงรักหวานซึ้งสวยงาม ทั้งทางด้านคำร้องและทำนอง ถูกนำเสนอคลอเคียงไปกับบรรยากาศการเล่นดนตรี-พูดคุยที่เรียบง่าย สนุกสนานเป็นกันเอง

ส่วนตัว ผมชอบช่วงเปิดคอนเสิร์ตด้วยเพลง “รักล้นใจ” “คนไม่มีวาสนา” และ “รักเธอมากกว่าใคร” ชอบการร้อง-เล่นเพลง “A Tu Corazon สู่กลางใจเธอ” อย่างเป็นทางการครั้งแรกของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์”

นอกจากนี้ 5-6 เพลงสุดท้ายของคอนเสิร์ต ยังเอาคนดูได้อย่างอยู่หมัด

แม้อาจมีจุดไม่เนี้ยบอยู่บ้างหากเทียบกับคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” อาทิ งานด้านโปรดักชั่น ทั้งเรื่องแสงสีและภาพเคลื่อนไหวในจอยักษ์ด้านหลังเวที ที่นอกจากจะไม่ค่อยคมชัด (ตามมาตรฐานของยุคปัจจุบัน) แล้ว ยังจับกิมมิคเล็กๆ น้อยๆ ของการแสดงได้ไม่ทันท่วงที

ส่วน “อาการหลุด” ของศิลปินระดับ “สามคุณลุง” บนเวทีนั้น เป็นสิ่งที่พอคาดเดาได้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

มิหนำซ้ำ แฟนเพลงที่มาชมการแสดงส่วนใหญ่ล้วนมอง “ความไม่สมบูรณ์แบบ” ดังกล่าว เป็นเรื่องสนุกหรืออารมณ์ขันเสียมากกว่า

ย้อนกลับไปเมื่อคราวคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” การแสดงหนนั้น คือ คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก (และอาจจะเป็นครั้งเดียว) ของพนเทพ ทุกอณูของโชว์จึงเต็มไปด้วยการ “ปล่อยของ” อย่างเต็มที่ ทั้งภาคดนตรีที่เนี้ยบเฉียบ งานโปรดักชั่นแวดล้อมที่ไม่บกพร่อง ขณะเดียวกัน เรื่องเล่าประกอบเพลงก็สมบูรณ์ เช่นเดียวกับศักยภาพและความพร้อมของศิลปินรับเชิญแต่ละคน/วง

พอมาถึงคอนเสิร์ต “อัศจรรย์…รัก” ดูเหมือนโจทย์และความมุ่งหวังในการจัดโชว์ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ความพยายามจะรักษาจุดสมดุลระหว่างการจัดโชว์ทางดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยความสมบูรณ์แบบ กับอารมณ์อยากล้อมวงเล่นดนตรีสบายๆ ในหมู่เพื่อนฝูง

หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พนเทพ-ชรัส-ปั่น พยายามจะผสมผสานบรรยากาศการทำงานในสตูดิโอที่ต้องเพอร์เฟ็กต์จริงจัง เข้ากับบรรยากาศการพูดคุยเที่ยวเล่นอันผ่อนคลายในหมู่มิตรสหายที่คบหากันมากว่าสี่ทศวรรษ บนเวทีคอนเสิร์ตวันนั้น

ซึ่งฟังดู “ไม่ยาก” แต่กลับปรุงแต่งให้กลมกล่อมลงตัวจริงๆ ได้ “ไม่ง่าย” นัก

ส่งผลให้เกิดอาการ “เกร็ง” “ตกหล่นเล็กน้อย” หรือ “ไปไม่เป็น-ต่อไม่ติด” โผล่ออกมาเป็นระยะๆ ระหว่างการแสดง

ทว่า ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า แฟนเพลง (ซึ่งส่วนใหญ่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับศิลปิน) ล้วนมองเห็นเรื่องเหล่านั้นเป็น “ความบกพร่องโดยสุจริต” หรือ “ความเป็นกันเองระหว่างคนคุ้นเคย” ซึ่งก่อให้เกิดภาวะตลกเฮฮาช่วยบรรเทาความตึงเครียด มากกว่าจะเป็นภาวะหงุดหงิดรำคาญใจ

อีกสิ่งหนึ่งที่พอจะจับสังเกตได้ คือ เมื่อต้องยืนระยะยาวๆ ด้วยการเล่นดนตรีต่อเนื่องกันยี่สิบกว่าเพลง “ลุงๆ ทั้งสามคน” ก็มีอาการหนืดเหนื่อยให้เห็นอยู่บ้าง

ดังนั้น ถ้า “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ยังอยากทำโชว์ใหญ่ๆ อย่างสม่ำเสมอต่อไปเรื่อยๆ เช่น มีคอนเสิร์ตปีละหน พวกเขาอาจต้องใช้ประโยชน์จากทีมงานนักดนตรีสนับสนุนระดับ “พระกาฬ” ให้มากขึ้น

เช่น เปิดช่วงพิเศษให้ “ป้อม-เกริกศักดิ์ ยุวะหงษ์” ที่นั่งเคาะเพอร์คัสชั่นแบบหลบมุม มาร้องนำสัก 2-3 เพลง

หรือคงน่าสนใจไม่น้อย หากมีช่วงเรโทรสเปคทีฟให้ “เศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์” มือคีย์บอร์ด ซึ่งปรากฏตัวเป็นฉากหลังรางๆ ของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์”

ทั้งที่แท้จริงแล้ว เขาเป็นเจ้าของผลงานการแต่งทำนองและเรียบเรียงดนตรีให้เพลงดังๆ ของนักร้องหลายคน อาทิ “มาลีวัลย์ เจมีน่า” “ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี” และ “อัญชลี จงคดีกิจ”

(และในคอนเสิร์ตหนนี้ ก็มีการนำเพลงของเศกสิทธิ์มาร้อง-บรรเลงอยู่ไม่น้อย เช่น “คนไม่มีวาสนา” และ “A Tu Corazon สู่กลางใจเธอ”)

โดยเฉพาะหากได้แขกรับเชิญรุ่นราวคราวเดียวกันสักคนสองคนมาสร้างสีสันบนเวที ความหนืดเนือยที่เกิดขึ้นบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็น่าจะจางหายไป

ผู้รับบทบาทเป็นแขกรับเชิญที่คอยสร้างสีสันและเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดีบนเวทีคอนเสิร์ต “อัศจรรย์…รัก” ก็คือ “ตุ๊ก-วิยะดา โกมารกุล ณ นคร”

ผู้ชมส่วนใหญ่คงขำขันกับมุขตลก “สองแง่สองง่าม” ของวิยะดา

แต่อีกมุขหนึ่งที่ผมชอบและเห็นว่าคมคายมากๆ ก็ได้แก่ ตอนที่วิยะดาแซวเรื่องการร้องเพลงของพนเทพ

วิยะดาเล่าว่าสมัยทำอัลบั้มครั้งแรกๆ เธอพยายามจะร้องเพลงแบบ “เลื้อยเสียง” เหมือนมาลีวัลย์ (ซึ่งเป็นหนึ่งใน “เด็กสร้าง” ของพนเทพเช่นกัน)

การร้องแบบ “เลื้อยเสียง” คือ วิธีการร้องเพลงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักๆ ในยุคสมัยหนึ่ง (ทศวรรษ 2530-2540) ว่าเป็นการ “ร้องภาษาไทยไม่ช้าด” นั่นเอง

วิยะดาเล่าต่อว่า พอเธอทดลองร้องเลื้อยเสียงในสตูดิโอ คนที่ระงับการทดลองดังกล่าวกลับเป็นพนเทพ ซึ่งสื่อสารกลับมาอย่างเรียบๆ ว่า “ตุ๊กครับ ร้องธรรมดาก็ได้ครับ ไม่ต้องแอ๋น”

บนเวทีคอนเสิร์ต วิยะดาเลยได้ทีเอาคืนว่า แล้วลองมาดูวิธีการร้องเพลงของพนเทพในยุคปัจจุบันสิ แหม! นี่ก็ร้องเลื้อยเสียงแบบ “ไม่ช้าด” เหมือนกันนั่นแหละ

ถ้าเปรียบเทียบระหว่างสามสมาชิกของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ในขณะที่ชรัสจะร้องภาษาไทยแบบชัดๆ ตรงๆ ปั่นและพนเทพกลับนิยมร้องเพลงในลักษณะเลื้อยเสียง

ลักษณะคล้ายคลึงกันยังเคยเกิดขึ้นเมื่อคราวที่ “โอม-ชาตรี คงสุวรรณ” อดีตโปรดิวเซอร์ฝีมือดีอีกคนของแกรมมี่ หันมาออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ก่อนจะจัดคอนเสิร์ตรียูเนียนของ “ดิ อินโนเซ็นต์” เมื่อปี 2552

ข้อท้วงติงหนึ่ง ซึ่งแฟนๆ รุ่นเก่าของ “ดิ อินโนเซ็นต์” วิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้อง ก็คือ พวกเขาอยากฟังโอม ชาตรี ร้องเพลงติดสำเนียงลูกกรุง แบบในอัลบั้มชุดดั้งเดิม มากกว่าจะมาร้องเพลงไม่ช้าด ติดเสียง “เชอะ” เยอะๆ เหมือนศิลปินรุ่นใหม่ๆ ที่โอมโปรดิวซ์ให้

จำได้ว่า ช่วงกลางทศวรรษ 2530 ถึงต้น 2540 ผู้เคร่งครัดภาษาไทยมักออกมาพร่ำบ่นว่า พวกนักร้องเพลงป๊อปค่ายใหญ่นั้นร้องเพลงไทยกัน “ไม่ช้าด” จนเข้าข่ายทำภาษาวิบัติ เนื่องจากศิลปินรุ่นใหม่ถูกฝึกฝนแบบผิดๆ โดยนโยบายของค่ายเทป ตลอดจนโปรดิวเซอร์

ที่น่าสนใจ คือ ครั้นเวลาผันผ่านไปเรื่อยๆ ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ซึ่งปรากฏขึ้นกลับกลายเป็นว่า เหล่าโปรดิวเซอร์หัวกะทิของค่ายเพลงใหญ่มิได้เพียงสอนให้ศิลปินรุ่นน้อง-ลูก-หลาน ร้องเพลง “เลื้อยเสียง” แบบ “ไม่ช้าด” โดยที่พวกเขาเองยังใช้ภาษาไทยแบบ “ชัดถ้อยชัดคำ” ตามมาตรฐานเดิมอยู่

ทว่า บรรดาโปรดิวเซอร์เองก็ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีการร้องเพลงของตน มาสู่การร้องในลักษณะเลื้อยเสียงหรือร้องไม่ช้าด เจริญรอยตามนักร้องเด็กๆ ภายใต้การโปรดิวซ์ของพวกเขาเช่นเดียวกัน

จึงอาจพอสรุปได้ว่า ในช่วงเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา “โครงสร้าง” การใช้ภาษาไทยของศิลปินเพลงป๊อปไทยได้ “เปลี่ยนแปลง” ไปมหาศาล

ที่สำคัญบุคลากรทุกฝ่าย ทั้งศิลปินและคนเบื้องหลัง ต่างถูกหล่อหลอมโดยความเปลี่ยนแปลงนั้นไปพร้อมๆ กัน อย่างเท่าเทียมเสมอภาคกัน

“ความผิดเพี้ยน” หรือ “ความวิบัติ” จึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนมาเป็น “มาตรฐานชนิดใหม่” หรือ “วิวัฒนาการ”

กระทั่งในรายการ “เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์” ซีซั่นที่แล้ว “โค้ชก้อง-สหรัถ สังคปรีชา” นักร้อง-นักดนตรีที่โด่งดังในยุค 2530-40 ได้คอมเมนต์ผู้เข้าประกวดรายหนึ่ง คือ “หมูแฮม-นราพงษ์ ปราโมทย์” เอาไว้ว่า

“คุณเป็นคนที่ร้องเพลงไทยแปลกไปอีกแบบ ผมไม่ค่อยได้ยินนะครับ คุณไม่ค่อยผันนะ (“ผัน” ของโค้ชก้อง น่าจะหมายถึงการ “เลื้อยเสียง” ในภาษาของวิยะดา) คุณร้องตรงๆ แล้วก็ฮิตโน้ตซะส่วนใหญ่ ซึ่งในเพลงไทยไม่ค่อยมีใครร้องเทคนิคแบบนี้นะครับ ก็เป็นที่น่าฟังไปอีกแบบหนึ่ง ก็เป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจดีนะครับ”

รายชื่อเพลงในคอนเสิร์ต

รักล้นใจ
คนไม่มีวาสนา
รักเธอมากกว่าใคร
อยากจะมีเธอ
หยดน้ำ
A Tu Corazon สู่กลางใจเธอ
ผีเสื้อ
ทั้งรู้ก็รัก ร่วมร้องโดย สิงโต นำโชค
รักเองช้ำเอง สิงโต นำโชค
อยู่ต่อเลยได้ไหม สิงโต นำโชค
เฝ้าคอย
เพลง
เพราะเธอ
โอ้ใจเอ๋ย
เพียงแค่ใจเรารักกัน ร่วมร้องโดย วิยะดา โกมารกุล ณ นคร
ฝันที่หลุดลอย วิยะดา โกมารกุล ณ นคร
เล็กๆ น้อยๆ ร่วมร้องโดย วิยะดา โกมารกุล ณ นคร
ตลอดไป
รักนิรันดร์
ทะเล
หลับตา
อัศจรรย์รัก
เพราะฉะนั้น
กลับบ้านเรา
รักยืนยง ร่วมแจมโดย วิยะดา สิงโต ผุสชา โทณะวณิก และ บิลลี่ โอแกน