จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

วิเคราะห์ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนจบ: เมื่อผู้มีอำนาจ “เสียศูนย์”

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ปิดฉากอวสานไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม

ถ้าให้สรุปภาพรวมในฐานะคนที่ตามดูละครเรื่องนี้มาครบทั้ง 37 ตอน ก็ต้องบอกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด นั้นดำเนินเรื่องสนุก-ฉับไว ฉากบู๊-เทคนิคพิเศษด้านภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

ขาดไปแค่เพียงอารมณ์ขันในลักษณะ “หัวร่อต่ออำนาจ” ซึ่งเป็นคุณลักษณ์โดดเด่น ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิต “ต้อง” มี

ยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นละครที่สร้างมาจาก “นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่” (บทประพันธ์ของ “เสรี เปรมฤทัย” หรือ “เปรมเสรี”) ผนวกกับถูกดัดแปลงแก้ไขให้มีความทันสมัยขึ้น (ละครเวอร์ชั่นล่าสุด เขียนบทโดย “อัศศิริ ธรรมโชติ” ภายใต้นามปากกา “บางแวก”)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” จึงมีบางองค์ประกอบที่หลุดกรอบของ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” ทั่วไป

ทั้งการขับเน้นประเด็น “คุณธรรมน้ำมิตร” และการสร้างบุคลิกลักษณะเฉพาะหรือความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ ตลอดจนจักรวาลโครงข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางซับซ้อน ให้แก่บรรดาตัวละครมากหน้าหลายตา คล้าย “นิยายกำลังภายใน” (รวมถึงพวก “คอมิกส์” ด้วย)

ส่วนโครงเรื่องก็คล้ายคลึงกับการฝ่าฟันด่านต่างๆ ใน “เกมคอมพิวเตอร์” มากกว่าจะเป็นการชักนำตัวละครหลักทุกรายไปกองรวม ณ “วันพิพากษาสุดท้าย” ในตอนจบของละคร เหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่

ดังจะเห็นว่า “ขวาน” ต้องเผชิญหน้าและฆ่าสองผัวเมียมนุษย์กาเป็นด่านแรก, ปราบนางยักษ์กาขาวเป็นด่านที่สอง, ฟื้นคืนชีพจากการถูกอำมาตย์แสงเพชรสังหารในด่านที่สาม, พิชิตพระเจ้าแสงเพชรและพวกพ้องในด่านที่สี่

แล้วจึงพิฆาตแสงเดช ณ ด่านสุดท้าย

แม้จะออกอากาศด้วยจำนวนตอนน้อยกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยในระยะหลังๆ

ทว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” กลับมีฉากรุนแรงในเปอร์เซ็นต์สูงกว่าอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวละครหลัก ทั้ง “ฝ่ายดี” และ “ฝ่ายไม่ดี” ที่ถูกฆ่าตายตลอดทั้งเรื่อง

ไล่ตั้งแต่สองมนุษย์กา, เมียอำมาตย์โสฬส, นางยักษ์กาขาว, บุรีรมย์ราชา, เศรษฐีปัญจะ, แม่ขวาน, กานต์กาสร (มนุษย์ควายบินได้), ศรีสมิง (เสือสมิงฝ่ายธรรมะ), แม่มดนาถสุดา, หมื่นสุรไกร, หมื่นสีหนาท, อำมาตย์ทินกร, อำมาตย์/พระเจ้าแสงเพชร และแสงเดช

(ไม่รวมทหารเลว-สามัญชนคนเล็กคนน้อยอีกจำนวนหนึ่ง)

มิหนำซ้ำ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน ยังมีการเข่นฆ่า “คนดี” อีกล็อตใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ (สอดคล้องกับประเด็นสำคัญในเนื้อหาส่วนถัดไป)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน คล้ายจะมีหลักใหญ่ใจความอยู่ตรงการฟื้นคืนชีพของ “ตัวร้ายเบอร์สอง” อย่าง “แสงเดช”

ในละครตอนก่อนหน้านั้น “แสงเดช” ถูก “ขวาน/สุธาเทพ” ฆ่าตาย แต่แล้ว สายฝน สายฟ้า และแสงแดด ก็ตกกระทบมายังร่างไร้วิญญาณของเขาพร้อมเพรียงกัน

ส่งผลให้วิญญาณกลับคืนร่าง

หลังมีชีวิตใหม่ “แสงเดช” ได้รับการอัพสกิลขึ้น จนมีฤทธิ์สูงกว่า “แสงเพชร” ผู้พ่อเสียอีก

กระทั่งผู้วิเศษ เช่น “เจ้าพ่อเขาเขียว” และ “ฤาษีอุปคุปต์” ก็ต้านทานไม่ได้ ส่วน “ขวาน/สุธาเทพ” ที่กลายสถานะเป็น “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” เหนือหัวองค์ใหม่แห่งบุรีรมย์นคร ก็ต้านทานไม่ไหว

ท่ามกลางปริศนาค้างคาใจว่าทำไม “แสงเดช” จึงไม่ตาย แถมยังเก่งขึ้นผิดหูผิดตา?

แล้ว “สุริยะเทพ” ก็ปรากฏกายขึ้น เพื่อแจ้งข่าวร้ายกับ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ว่าเป็นเพราะพระองค์เผลอไปส่องแสงอาทิตย์ระหว่างฝนตก-ฟ้าผ่าพอดี

“แสงเดช” เลยกลับมาสร้างความปั่นป่วนระลอกใหม่

เท่ากับว่าการฟื้นคืนชีพของ “แสงเดช” และความผิดพลาดของ “สุริยะเทพ” ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

แม้เทพแห่งแสงสว่างจะตระหนักว่าพระองค์ทำพลาดไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้าช่วยเหลือ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ปราบอธรรม อย่างตรงไปตรงมาหรือออกนอกหน้า ด้วยเกรงว่าพระองค์เองจะ “เสียศูนย์”

“สุริยะเทพ” จึงทำได้เพียงบอกใบ้วิธีโค่น “แสงเดช” ให้แก่ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ก่อนพระองค์จะไปร่วมด้วยช่วยกันในช่วงเผด็จศึก

เทพเจ้าพระองค์นี้ยอม “เสียศูนย์” อีกรอบ โดยชุบชีวิต “ขุนพลจ้อย” “อำมาตย์โสฬส” และ “หมื่นวิษณุ” ซึ่งเป็นบรรดาตัวละครฝ่ายธรรมะที่ถูก “แสงเดช” (เวอร์ชั่นอัพสกิล) ฆ่าตาย ให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้น

การ “เสียศูนย์” ของ “สุริยะเทพ” จึงอาจหมายถึงการลงไปแทรกแซงชะตากรรมของมนุษยชาติก็ได้ หรือจะหมายถึงการแก้ไข “ข้อผิดพลาด” ของพระองค์เอง ก็ได้เช่นเดียวกัน

ท้ายสุด เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลงแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” “สุริยะเทพ” ก็เรียก “ขวานวิเศษ” คืนจาก “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ”

เหตุผลข้อแรก อาจเป็นเพราะพระองค์ต้องนำเอาอาวุธวิเศษชนิดนี้ไปปราบหมู่มารในแหล่งอื่นๆ ตามที่ให้เหตุผลไว้ในละคร

ทว่าเหตุผลอีกข้อ ก็อาจเป็นเพราะพระองค์หวั่นเกรงว่า “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” จะใช้อำนาจ (อันมี “ขวาน” เป็นสัญลักษณ์) ไปในทางที่ผิด หรืออย่างต่ำที่สุด ก็ใช้มันอย่างบกพร่องโดยไม่รู้ตัว

ดังที่องค์ “สุริยะเทพ” เอง ก็เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว ในกรณี “แสงเดช”

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ “สามเศียร”

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

บทสรุป “สังข์ทอง 2561” (เรียกน้ำย่อย)

ก่อนวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม บล็อกคนมองหนังได้ตั้ง 3 ประเด็นน่าจับตาของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง 2561” ตอนอวสานเอาไว้

มาดูกันว่าหลัง “สังข์ทอง” ปิดฉากลง ประเด็น/คำถามเหล่านั้นได้คลี่คลายตัวลงอย่างไรบ้าง? หรือนำไปสู่คำตอบแบบไหน?

ประเด็นแรก

เรตติ้ง “สังข์ทองตอนจบ” จะอยู่ที่เท่าไหร่?

www.tvdigitalwatch.com รายงานว่า “สังข์ทอง” ตอนที่ 110 อันเป็นตอนอวสานนั้นได้เรตติ้งไป 6.705

ตัวเลข 6.705 ถือว่าเกินค่าความนิยมเฉลี่ยของละครซึ่งอยู่ที่ 6.310

แม้จะน้อยกว่าเรตติ้งสูงสุด 8.472 ที่ “สังข์ทอง” เคยทำได้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ปีก่อน และน้อยกว่าเรตติ้ง 7.213 ของละครตอนที่ 109

www.tvdigitalwatch.com ยังได้เปรียบเทียบเรตติ้งตอนจบของละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 ในช่วง 3 ปีหลัง พบว่า เรตติ้งตอนจบของ “สังข์ทอง 2561” นั้นสูงกว่าเรตติ้งตอนจบของ “สี่ยอดกุมาร 2559” (4.765) และ “เทพสามฤดู 2560” (6.077)

ทว่าน้อยกว่าเรตติ้งตอนอวสานของ “แก้วหน้าม้า 2558” (8.816) และ “อุทัยเทวี 2560” (7.223)

ประเด็นที่สอง

ชะตาชีวิตของ “เจ้าชายไชยันต์” จะลงเอยเช่นไร?

“สังข์ทอง 2561” ปูพื้นให้ “เจ้าชายไชยันต์” หรือ “เขยไทย” สามีของ “พระธิดาปัทมา” หนึ่งในพระพี่นางของ “รจนา” มีบุคลิกและรสนิยมเป็นชายรักชายมาตั้งแต่ต้น โดยเขาต้องเข้าร่วมพิธีเสี่ยงมาลัยเลือกคู่ที่นครท้าวสามนต์ตามกรอบจารีตดั้งเดิม ซึ่งสวนทางกับความปรารถนาในหัวใจของตนเอง

แรกๆ การปูพื้นเช่นนั้น ดูจะผลักดันให้ “เจ้าชายไชยันต์” (ผู้ชอบเรียกตนเองว่า “ไช”) กลายเป็นตัวตลกที่ “ไม่ถูกต้องทางการเมือง” มากนัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ “เจ้าชายไชยันต์” กลับเป็นตัวละครเพียงไม่กี่ราย ที่มีจุดยืนหนักแน่นมั่นคงและ “ถูกต้องทางการเมือง” อย่างน่าทึ่ง

“เจ้าชายไชยันต์” เป็นคนเดียวในนครท้าวสามนต์ ที่ไม่ประเมิน “เจ้าเงาะ” จากรูปกายภายนอก (กระทั่ง “รจนา” ก็ยังอยากให้พระสวามีปรากฏตนด้วยรูปกาย “สีทองอร่าม” มากกว่า “สีดำ”) และเห็นว่าเขยเงาะป่ามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกับตัวเอง

“เจ้าชายไชยันต์” เอ่ยเรียก “เจ้าเงาะ” ว่า “พี่เงาะ” ได้อย่างสนิทปากสนิทใจ ดังนั้น แม้จะพลอยติดร่างแหถูกเฉือนจมูก-หูไปด้วย เมื่อคราวออกล่าปลา-ล่าเนื้อ ทว่าหลังจากนั้น “พี่เงาะ/พระสังข์” ก็ไม่เคยเอาคืน “น้องไช” แบบแรงๆ อีกเลย เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมิได้มีจิตใจคิดร้ายต่อตน

วรรคทองของ “เจ้าชายไชยันต์” ใน “สังข์ทอง 2561” อุบัติขึ้นตอนที่เขาโต้เถียงกับ “พระธิดาปัทมา” เมื่อภรรยาของตนว่าร้าย “เจ้าเงาะ” เป็น “ไอ้คนป่าบ้าใบ้” ผู้เป็นสามี (เพียงในนาม) จึงตักเตือนภรรยาตรงๆ ว่า “อย่าไปว่าเค้า” เพราะ “เค้าเป็นคนเหมือนกับเรา”

แฟนละครหลายคนจับตามองว่า “สังข์ทอง 2561” จะคลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าชายไชยันต์-พระธิดาปัทมา” ไปในทิศทางใด?

ก่อนหน้านี้ ในละคร “สี่ยอดกุมาร 2559” บริษัทสามเศียรเคยสร้างสีสันด้วยการวางบทบาทให้สองตัวละครหญิง “เพชรราชกุมาร/กุมารี” และ “มัลลิกานารี” เป็น “คู่จิ้น” กัน

แต่ความพยายามหนนั้น กลับลงเอยด้วยการฟื้นฟูค่านิยมเก่าและแบ่งแยกกีดกันให้ตัวละครทั้งคู่หวนไปเป็น “หญิงรักชาย” ตามธรรมเนียม แถมต้องยังมี “สามีร่วมกัน” อีกต่างหาก

“สังข์ทอง 2561” ตอนอวสาน ดูจะเดินทางไปไกลกว่า “สี่ยอดกุมาร 2559” พอสมควร

เมื่อผู้กำกับฯ และผู้เขียนบทกำหนดให้ “เจ้าชายไชยันต์” ยืนกรานในประเด็นเพศสภาพว่าตนเองไม่ (เคย) ชอบผู้หญิง และไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกับ “พระธิดาปัทมา” ได้อีกต่อไป

“ไช” จึงเป็นได้แค่เพียง “พี่สาว” ของ “ปัทมา” เท่านั้น

หากเข้าใจไม่ผิด “เจ้าชายไชยันต์” คือตัวละครนำที่เป็นเกย์หรือ LGBT รายแรกสุดของละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร (หรือละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย)

ประเด็นที่สาม

ความรุนแรงที่หายไป ใครกันที่ไม่ถูกฆ่า?

หอยสังข์ หอยทาก
ภาพจาก ยูทูบสามเศียร

“เทพสามฤดู 2560” คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีบทสรุปจบ “ซอฟต์” อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะแทบจะไม่มีตัวละครทั้งฝ่ายธรรมะ (พระเอกนางเอก) และอธรรม (ผู้ร้าย) ที่ต้องสังเวยชีวิตเลย (ผิดกับจารีตของละครประเภทนี้ยุคก่อนๆ)

ดู ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”: ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตอนจบ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

“สังข์ทอง 2561” กับ “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุด ล้วนเขียนบทโดย “รัมภา ภิรมย์ภักดี” เหมือนกัน แต่จุดแตกต่างสำคัญ ก็คือ ตอนอวสานของ “สังข์ทอง” นั้นมีตัวละครต้องตาย!

อย่างไรก็ดี ตัวละครที่ถูกชำระล้าง ล้วนเป็นฝ่ายอธรรมทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ปีศาจพยนตรา, แม่เฒ่าสุเมธา และสองสมุนเอกของจอมปีศาจ

ขณะที่ฝ่ายธรรมะ/พระเอกกลับไม่มีใครต้องสละชีพ ผิดกับในช่วงท้ายๆ ของ “สังข์ทอง 2550” ซึ่งพี่หอยทาก ตลอดจนพระพี่เลี้ยงของหกเขย ล้วนถูกสังหารตามรายทาง

สำหรับ “สังข์ทอง” ฉบับล่าสุด ผู้ช่วยพระเอกเหล่านั้นต่างพากันอยู่รอดปลอดภัยและมีชีวิตที่แฮปปี้ในตอนจบ

แนะนำรายงานข่าวและบทความน่าสนใจว่าด้วย “สังข์ทองตอนอวสาน”

เจาะเรตติ้งละครพื้นบ้าน ช่อง 7 ปี 2559 – มี.ค. 2562

อวสานของสังข์ทอง และนิมิตหมายอันดีของ LGBTQ ในละครจักรๆ วงศ์ๆ โดย ชานันท์ ยอดหงษ์

สังข์ทอง เงาะที่ไม่ใช่เงาะ และเจ้าเงาะที่ไม่มีวันตายในละครจักรๆ วงศ์ๆ โดย อิทธิเดช พระเพ็ชร

โปรดติดตาม

บทความ อวสาน ‘สังข์ทอง’ และ ‘ตัวละครนำ LGBT’ รายแรกของสามเศียร โดย คนมองหนัง ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวางแผงวันที่ 21 มีนาคม ก่อนจะนำลงเว็บไซต์ matichonweekly วันที่ 25 มีนาคม

(เพิ่งมาพบว่าตัวเองเขียนประเด็น “เจ้าชายไชยันต์” คล้ายๆ กับงานของคุณชานันท์ ยอดหงส์ ใน the matter พอดี แต่อาจไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่าในเชิงแนวคิด ขณะเดียวกัน ช่วงต้นบทความในมติชนสุดสัปดาห์จะมีสถิติเรตติ้งแทรกเข้าไป พร้อมด้วยการพยายามตีความว่าทำไมเรตติ้งช่วงกลางๆ ของละครจักรๆ วงศ์ๆ จึงมักสูงกว่าตอนใกล้จะจบ)

บทความ “สังข์ทอง: โลกของเจ้าเงาะ, พี่หอยทาก, เจ้าชายไชยันต์ และท้าวสามนต์” ในบล็อกคนมองหนัง

(น่าจะเริ่มเขียนหลังวันที่ 24 มีนาคม)

ภาพนำจาก https://www.instagram.com/mansupasin/

ข่าวบันเทิง

“ทิลดา สวินตัน” จะร่วมแสดงใน “Memoria” หนังยาวเรื่องใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เว็บไซต์ thefilmstage.com รายงานข่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจาก The Independent ว่า ทิลดา สวินตัน นักแสดงหญิงระดับยอดฝีมือคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ร่วมสมัย ซึ่งเคยได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (จากหนังเรื่อง Michael Clayton) จะมาร่วมแสดงใน “Memoria” หนังยาวเรื่องใหม่ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

“Memoria” คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของอภิชาติพงศ์ที่จะถ่ายทำภายนอกประเทศไทย

โดยหนังมีแผนจะไปออกกองที่ประเทศโคลอมเบียในปี 2019

ก่อนหน้านี้ เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำคนเดียวของไทยเคยพูดถึงหนังเรื่องใหม่เอาไว้ว่า ผลงานชิ้นนี้จะย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและความหวาดกลัวที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจชาวโคลอมเบียช่วงยุคทศวรรษที่ 1970-80

สวินตันบอกว่าเธอกับอภิชาติพงศ์ได้พูดคุยถึงโอกาสในการร่วมงานกันมายาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษ นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเคยร่วมกันจัดเทศกาลภาพยนตร์ที่เกาะยาวน้อยมาแล้วเมื่อปี 2012

ก่อนที่สวินตันและอภิชาติพงศ์จะมาลงเอยกับโปรเจ็คท์หนังยาวที่มุ่งสำรวจตรวจสอบประวัติศาสตร์ว่าด้วยลัทธิอาณานิคม และสภาวการณ์ที่ความทรงจำรวมหมู่สามารถชักนำผู้คนไปสู่ความหวาดกลัว

The Film Stage คาดการณ์ว่า “Memoria” อาจจะเปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในปี 2020 ขณะที่ก่อนหน้านั้น สวินตันจะมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง รวมถึง “Suspiria” ซึ่งกำกับโดยลูกา กัวดาญิโน และกำกับภาพโดยสยมภู มุกดีพร้อม

คนมองหนัง

“อนธการ” : การเดินทางระหว่างสองโลก ความรุนแรง และตัวละครลับที่ถูกซ่อนไว้

มติชนสุดสัปดาห์ 21-27 สิงหาคม 2558

“อนธการ” เป็นชื่อของหนังไทยที่กำลังลงโรง กำกับฯ โดย “อนุชา บุญยวรรธนะ”

ลองเปิดพจนานุกรมดู พบว่า “อนธการ” หมายถึง “ความมืด” “ความมืดมน” บางแห่งบอกว่า “ความมืดมัว” ก็มี

อย่างไรก็ตาม “อนธการ” ตามความตั้งใจของอนุชา น่าจะหมายถึงภาวะก้ำกึ่งกำกวม คือ ภาวะที่โลกไม่สว่างจ้าแล้ว ทว่า ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มืดสนิท เหมือนจวนจะหมดหวัง แต่ยังพอมีหนทางให้ฝันกันแบบรำไร

ความกำกวมคลุมเครือที่ว่า มีสถานะเป็นทั้งชื่อหนัง และเป็นบรรยากาศโดยรวม (ซึ่งถูกสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการถ่ายภาพและบันทึกเสียง) ที่ปกคลุมภาพยนตร์เรื่องนี้เอาไว้

โดยเนื้อแท้แล้ว “อนธการ” ไม่ได้มีเนื้อหาที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมายนัก หนังเล่าเรื่องของเด็กวัยรุ่นมัธยมฯ ชื่อ “ตั้ม” ซึ่งกำลังคบหาฉันคนรักกับชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกันชื่อ “ภูมิ” ที่ประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมจักรยานยนต์ และย้ายออกจากบ้าน มาอาศัยอยู่ในห้องเช่าเก่าๆ เล็กๆ ร่วมกับเพื่อนรุ่นพี่ในอู่

หนังแสดงให้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าแม้ตั้มจะอยู่ในครอบครัวชนชั้นกลาง แต่เขาก็มีปัญหาเรื่องการเงิน นอกจากนี้ ร่องรอยบอบช้ำตามร่างกาย ยังบ่งชี้ว่า เขาถูกทำร้ายโดยเพื่อนนักเรียน รวมถึงคนในครอบครัว

ซึ่งอาจหมายถึง พี่ชายผู้เกรี้ยวกราด หรือไม่ก็พ่อผู้ไม่เคยปรากฏหน้าและไร้ซึ่งบทบาทใดๆ แต่ตั้มกลับถูกขู่โดยแม่และพี่อยู่เสมอ ว่าพฤติกรรมต่างๆ ของเขา จะทำให้พ่อรู้สึกไม่สบอารมณ์

ขณะเดียวกัน แม้แม่จะแลดูปรานีกับตั้ม ทว่า ความเงียบและน้ำตาของมารดา ยามเกิดสถานการณ์ตึงเครียดในบ้าน ก็มักบีบบังคับและกดดันให้ตั้มรู้สึกว่าตนเองต้องตกเป็นฝ่ายผิดอยู่บ่อยครั้ง

ท้ายที่สุด เขาและภูมิ จึงตัดสินใจยุติปัญหาทั้งหมด ด้วยการทำอะไรบางอย่างกับครอบครัวของตนเอง

ต้องยอมรับว่า “อนธการ” เล่าเรื่องราวที่ล่อแหลมรุนแรงต่อบรรทัดฐานทางสังคมอย่างยิ่ง และถ้าหนังถูกนำเสนออย่างดิบๆ ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านเซ็นเซอร์หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม อนุชากลับเลือกห่อหุ้มภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเขา ด้วยกลวิธีลีลาอันเปี่ยมไปด้วยชั้นเชิง

โดยความกำกวมคลุมเครือระหว่างภาวะมืดกับสว่าง ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่บรรยากาศรายรอบเนื้อหาของหนัง แต่ยังเป็นกลวิธีที่ช่วยผลักดันให้เนื้อหาหลักถูกนำเสนอออกมาอย่างทรงพลัง

ภาวะก้ำกึ่งดังกล่าวถูกนำไปหลอมรวมเข้ากับสถานการณ์ผสมปนเประหว่างความจริงกับความฝัน (จินตนาการ) หรือระหว่างการตื่นกับการหลับ

หนังจึงเต็มไปด้วยกระบวนท่ายั่วล้อการรับรู้ของคนดู ผ่านการพลิกกลับไปมาระหว่าง “โลกที่น่าจะจริง” กับ “โลกที่น่าจะเป็นเพียงความฝัน” ของตั้ม

หากให้แบ่งแยกอย่างหยาบๆ “โลกจริง” ของตั้ม น่าจะวนเวียนอยู่แถวห้องนอนบนดาดฟ้าตึกแถวเก่าๆ อันเป็นที่พักอาศัยของเขา

ขณะที่ “โลกกึ่งจริงกึ่งฝัน” ก็ดำเนินไปใน “สระว่ายน้ำร้าง” และ “บ่อขยะ” อันเป็นสถานที่นัดพบและสานสัมพันธ์ระหว่างตั้มกับภูมิ ทั้งยังมีสิ่งแปลกประหลาดถูกเล่าขานและ/หรือปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ ตั้งแต่ ผีบังตา, วิญญาณในสระน้ำ, มือปืนลึกลับ และศพคน

“โลกจริง” และ “โลกกึ่งจริงกึ่งฝัน” เช่นนี้ ถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน ผ่านเหตุการณ์รุนแรงในช่วงท้ายของภาพยนตร์

นอกจากนี้ ยังมีสัญลักษณ์หลายๆ อย่างภายในหนัง ที่สื่อแสดงถึง “เส้นกั้น” ระหว่าง “สองโลก” นับตั้งแต่ขอบด้านบนของกำแพงโรงเรียน ซึ่งตั้มใช้เป็นทางเดินตอนต้นเรื่อง ตลอดจน รั้วลวดหนามที่ติดป้ายเขตหวงห้ามของสระว่ายน้ำร้าง และแบริเออร์ตรงทางเข้าบ่อขยะ ซึ่งถูกภูมิและตั้มฝ่าทลายเข้าไป

ในด้านหนึ่ง เหมือนกับว่า “สระว่ายน้ำร้าง” และ “บ่อขยะ” จะเป็นพื้นที่อันสกปรก ทรุดโทรม น่ารังเกียจ และอาจแฝงไว้ด้วยภยันตรายนานัปการ

แต่ในอีกด้าน ทั้งสองแห่งกลับกลายเป็น “โลกแห่งความฝัน” “โลกแห่งจินตนาการ” หรือ “ยูโทเปีย” อันมีความงดงามซ่อนอยู่ภายใต้รูปโฉมอัปลักษณ์โสโครก (การกำกับภาพอันยอดเยี่ยม ช่วยโอบอุ้มภาวะ “สองหน้า” นี้ ไว้ได้ดีมาก)

รายละเอียดยิบย่อยบางประการบ่งบอกว่า มีข้อเท็จจริงบางอย่างถูกพลิกกลับ ใน “โลกแห่งความฝัน/จินตนาการ/อุดมคติ” เช่น ในครั้งแรกที่ภูมิพาตั้มมายังบ่อขยะ ภูมิบอกว่านี่คือที่ดินของครอบครัวตนเองซึ่งถูกฉ้อโกงไป แต่ในการเจรจากับกลุ่มคนนอกกฎหมายกลุ่มหนึ่ง ภูมิกลับบอกว่าครอบครัวของตั้มถูกโกงที่ดิน

โลกในสระว่ายน้ำร้างและบ่อขยะ จึงเป็น “โลกที่พลิกกลับด้าน” อย่างกลับหัวกลับหาง นี่คือโลกที่เด็กวัยรุ่นเกย์สองคนได้สถาปนาความเป็นใหญ่ เป็นโลกที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ร่วมรักกัน และเป็นโลกที่พวกเขามีโอกาส (หรืออย่างน้อยก็มีโอกาสคิดฝัน) จะโค่นล้มอำนาจดิบๆ ของพ่อและพี่ ตลอดจนอำนาจอันอ่อนโยนที่เอ่อนองไปด้วยน้ำตาของแม่

ตลอดทั้งเรื่อง เนื้อหาของ “อนธการ” ดำเนินไปบนเส้นทางอันพลิกแพลงระหว่าง “โลกที่น่าจะจริง” กับ “โลกที่น่าจะเป็นเพียงจินตนาการ/ความใฝ่ฝัน” นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า สรุปแล้ว ความรุนแรงสุดขั้วซึ่งเกิดขึ้นในช่วงท้ายนั้น มีสถานะเป็น “ความจริง” หรือ “จินตนาการ” กันแน่?

ถ้าเราแบ่งแยก “ความจริง” กับ “ความคิดฝัน” ออกจากกัน เป็นสองขั้วตรงข้ามอย่างง่ายๆ ก็มีแนวโน้มสูง ที่ความรุนแรงดังกล่าวจะถูกพิจารณาหรือผลักให้กลายเป็นเพียงจินตนาการ/ความฝัน

คำถามอีกข้อที่ควรครุ่นคิด ก่อนจะหาคำตอบให้กับคำถามข้อแรก ก็คือ สุดท้ายแล้ว โลกของ “สระว่ายน้ำร้าง” และ “บ่อขยะ” มีสถานะเป็นอะไรกันแน่?

นี่คือโลกแฟนตาซี ที่เด็กหนุ่มสองคนใช้หลบหนีออกจากความจริงของชีวิตอันเจ็บปวดรวดร้าว

หรือนี่คือโลกแห่งจินตนาการและอุดมคติ ที่เปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มทั้งคู่ มีโอกาสคิด มีโอกาสฝัน และมีโอกาสจะนำเอาความคิดฝันในจินตนาการ มาผลักดันหรือปฏิบัติให้กลายเป็นความจริง

สถานการณ์ที่เชื่อมโยง “โลกสองแบบ” เข้าหากัน ซึ่งปรากฏขึ้นบ่อยครั้งในหนังเรื่องนี้ ก็คือ ฉากที่ตั้มพยายามเดินทางกลับจาก “สระว่ายน้ำร้าง” และ “บ่อขยะ” (โลกที่น่าจะเป็นความฝัน) มายัง “ห้องนอนบนดาดฟ้าที่บ้าน” (โลกที่น่าจะเป็นความจริง)

มีหลายครั้งที่พอกลับถึงหน้าบ้านแล้ว แทนที่ตั้มจะเดินเข้ามาทางประตู และขึ้นบันไดไปยังชั้นดาดฟ้า เหมือนมนุษย์ปกติ เขากลับชื่นชอบที่จะค่อยๆ ปีนป่ายลัดเลาะตามตัวตึกและระเบียงขึ้นไปยังห้องดาดฟ้า ด้วยความยากลำบากและสุ่มเสี่ยง

นี่อาจตีความได้ว่า การเดินทางออกจาก “โลกแห่งจินตนาการ” มาสู่ “โลกแห่งความจริง” นั้น ก็คือการแปร “ความนึกคิด/ความใฝ่ฝัน” ให้กลายเป็น “ความจริง” ผ่านการลงมือ (ลงเท้า) ปฏิบัติอย่างเข้มข้น จริงจัง และเหน็ดเหนื่อย

หากมองจากแง่มุมเช่นนี้ เหตุรุนแรงอันเป็นบทสรุปของหนัง ก็อาจมิได้มีสถานะเป็นความฝันที่เลื่อนลอย ตรงกันข้าม มันอาจเป็นผลลัพธ์ของการพยายามจะก่อร่างสร้าง “ความจริงใหม่ๆ” ขึ้นมาจาก “อุดมคติความคิดฝัน”

สิ่งสุดท้ายที่อยากตั้งข้อสังเกตเอาไว้ ก็คือ ลีลาการนำเสนอที่หลอกล่อคนดูด้วยความกำกวมระหว่างภาวะมืดกับสว่าง หรือความจริงกับความฝัน (จินตนาการ) นั้น เป็นดังเปลือกที่ห่อหุ้มปกคลุมสารอันรุนแรงของหนังเอาไว้ ไม่ให้ดิบเถื่อนจนเกินไป

อย่างไรก็ดี คล้ายกับว่า ตัวความรุนแรงเอง ก็อาจมีสถานะเป็นเปลือกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งห่อหุ้ม “สารซ่อนเร้น” บางประการ ที่แอบแฝงอยู่ในหนังเรื่องนี้อย่างเบาบางในชั้นลึกสุด

ใน “โลกบ่อขยะ” ตั้มต้องเผชิญหน้ากับตัวร้ายลึกลับสวมเสื้อยืดลายพราง ซึ่งคนดูมองไม่เห็นหน้าตา มีความเป็นไปได้ว่า ชายคนนั้น คือ ผู้คุมบ่อขยะ ซึ่งเบื้องล่างเต็มไปด้วยซากศพมนุษย์

ใน “โลกของบ้านห้องแถว” คนดูจะพบว่า ชายสวมเสื้อลายพรางคนดังกล่าว ก็คือ พ่อของตั้มที่เพิ่งถูกลูกพิชิตลงโดยราบคาบนั่นเอง (แต่เราไม่มีโอกาสได้มองเห็นใบหน้าของเขาเช่นเคย)

ในบทสนทนาหนึ่งของหนัง ตั้มเคยพูดว่า พ่อของตนไม่ใช่ทหาร เขาเพียงแค่ชอบใส่ชุดยูนิฟอร์ม แน่นอนนี่อาจเป็นอีกกลยุทธ์ ที่อนุชานำมาใช้ปกคลุมคุ้มกันแก่นสารสำคัญในภาพยนตร์

แต่ขณะเดียวกัน มันก็ช่วยปลุกเร้ากระตุ้นจินตนาการของคนดูให้ฉุกคิดตั้งคำถามขึ้นว่า ตกลงตัวละครพ่อ ที่ไร้หน้า ไร้บทบาท (แต่ถูกพูดถึงอย่างหวั่นเกรงโดยตัวละครรอบข้างรายอื่นๆ) และชอบใส่เสื้อลายพรางในภาพยนตร์เรื่องนี้ มีตัวตนแท้จริงเป็นอย่างไร?

และหากพิจารณาจากมุมมองของโลกนอกโรงภาพยนตร์ เขาจะสามารถมีสถานะเป็นสัญลักษณ์แทนใครได้บ้าง?