คนมองหนัง

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

ถูกชวนให้ไปดูหนังเรื่องนี้ในรอบพิเศษ เพื่อรำลึกวาระ 40 ปี 6 ตุลาฯ ต้องขอขอบคุณทีมงานผู้สร้างมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ

เมื่อได้ดูหนังแล้ว ก็พบว่าเป็นงาน “ยาก” มากๆ ที่จะเรียบเรียง-ประมวลความคิดออกมา เพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ

เลยคิดว่า คงยังไม่เขียนบทความถึง “ดาวคะนอง” อย่างเป็นทางการ จนกว่าจะได้ดูซ้ำอีกอย่างน้อยสักหนึ่งรอบในช่วงปลายปี ที่หนังจะเข้าฉายในเชิงพาณิชย์

ดังนั้น ที่จะเขียนต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงข้อสังเกต-ความรู้สึกสั้นๆ ที่กระจัดกระจาย และไม่เป็นระบบระเบียบเท่าไหร่ครับ

หนึ่ง

“40 ปี พวกเขาไม่ได้จากไปเลย ไม่ได้จากพวกคุณ แม้กระทั่งคุณที่อายุ 20 ต้นๆ เพราะคนที่จากไปทุกชีวิต ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ เราทุกคนเป็นเราได้ เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคนและอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น เขาเหล่านั้นถามเราและเตือนเราอยู่เสมอว่า ถ้าสมัครใจจะใช้ชีวิตทำนองนี้ ดื้อ รั้น เสี่ยง ต้องกล้าเผชิญความทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ เราจึงจะยืนเด่นโดยท้าทาย”

ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถา “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” 6 ตุลาคม 2559 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://prachatai.com/journal/2016/10/68230

ผมคิดว่าคำกล่าวช่วงท้ายๆ ก่อนจบปาฐกถาดังกล่าวของอาจารย์ธงชัย น่าจะมีความสอดคล้องกับความตั้งใจของคุณอโนชาระหว่างเขียนบท-ถ่ายทำ “ดาวคะนอง” อยู่ไม่น้อย

คือ ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของอดีตที่เป็นบาดแผลนั้นแฝงฝังอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้แต่คนที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ หรือคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

เพียงแต่ว่าวิธีการเปิดเผยสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ อาจไม่จำเป็นจะต้องกระทำผ่านการรำลึก 6 ตุลาฯ แบบที่เราๆ คุ้นชินกัน

สอง

คีย์สำคัญตอนต้นเรื่อง ที่ช่วยอธิบายวิธีการเล่าเรื่องของหนังได้ดีระดับหนึ่ง ก็คือ การตั้งคำถาม/ข้อเสนอแนะของตัวละครแม่บ้านที่พูดกับนักเขียนหญิง (คนเดือนตุลา) และผู้กำกับภาพยนตร์สาว ซึ่งกำลังสัมภาษณ์นักเขียน เพื่อเขียนบทภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของเธอ ว่า ก็ในเมื่อจะทำหนังเกี่ยวกับนักเขียน ทำไมถึงไม่ให้นักเขียน เขียนบท/เรื่องราวของตัวเองซะเลยล่ะ?

น่าคิดต่อว่า ถ้าให้นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่องราวของมันก็คงจะวนเวียนอยู่กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษาปัญญาชน การตกเป็นเหยื่อ และการทนอยู่ในสังคมไทยอันโหดเหี้ยมไม่ได้ ดังที่เราคุ้นเคย (และปรากฏเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ ใน “ดาวคะนอง”)

แต่พอลองให้เรื่องราวความทรงจำที่ว่าถูกเขียนโดยผู้กำกับภาพยนตร์สาว/คนรุ่นหลัง ความทรงจำก็ถูกนำเสนอผ่านแง่มุมอันกระจัดกระจาย

บางส่วนส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน บางส่วนเชื่อมต่อกัน บางส่วนทับซ้อนกันอยู่ บางส่วนปริ/แปลกแยกจนแทบไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับส่วนอื่นๆ ยังไง และหลายๆ ส่วน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อย่างแน่ชัดเป็นรูปธรรม

จนเอาเข้าจริง เราสามารถพิจารณาสถานะของ “ดาวคะนอง” ว่าเป็นทั้ง “หนังว่าด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ” และหนังที่เล่นกับประเด็น “การเมืองเรื่องความทรงจำ” โดยหยิบยืม 6 ตุลาฯ มาเป็นจุดตั้งต้นเล็กๆ เพียงเท่านั้น

ผมคงจะเขียนถึงภาพรวมของหนังแค่นี้ก่อน

จากนี้ จะขอลงรายละเอียดยิบๆ ย่อยๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่มันตรงกับความชอบ ความสนใจส่วนตัว หรือคลิกกับความหมกมุ่นบางอย่างของผมพอดี

สาม

เริ่มจากตัวละครนักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา (รับบทโดยคุณรัศมี เผ่าเหลืองทอง) จุดหนึ่งที่ผมลองจินตนาการเล่นๆ ก็คือ เออ! ณ ปัจจุบัน ตัวละครรายนี้จะเป็นคนรุ่น 6 ตุลาฯ ขั้วเหลือง/สลิ่ม หรือขั้วแดงวะ?

ดูเหมือนคำตอบอาจมีแนวโน้มเป็นอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ถ้าอ้างอิงจากตอนที่เธอให้สัมภาษณ์กับตัวละครผู้กำกับสาว โดยบอกทำนองว่าคนยุคเธอออกมาประท้วงด้วยใจ ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ได้ถูกจ้างให้ออกมาประท้วง

สี่

จุดหนึ่งที่ผมชอบมากใน “ดาวคะนอง” ก็คือ วิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ “ผิวพรรณ” ของนักแสดง (หญิง) ในหนัง (เข้าใจว่าหลายๆ คนแทบไม่ได้แต่งหน้า) ที่ดิบกร้านและเผยให้เห็นไฝฝ้าริ้วรอยต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น คุณวิศรา วิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นตัวละครหลักในช่วงครึ่งเรื่องแรก ที่เราจะเห็นตั้งแต่ไฝไปจนถึงปานของเธอ

อีกจุดที่ชอบเกี่ยวกับคุณวิศราคือฉากที่เธอร้องเพลง “ดวงจันทร์” ผลงานการแต่งของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษในชีวิตจริงของตัวเธอเอง เข้าใจว่านี่เป็นหนึ่งในการเล่นกับภาวะส่องสะท้อน/ทับซ้อนบางอย่าง อันเป็นกระบวนท่าหลักสำคัญของหนังเรื่องนี้

ห้า

ประมาณครึ่งหลังของหนัง เมื่อดาราใหญ่ๆ (เพ็ญพักตร์, ทราย เจริญปุระ, สายป่าน, เป้ อารักษ์) เริ่มปรากฏกายขึ้น พร้อมโครงสร้างที่คล้ายจะผลิตซ้ำ/ขยายความเรื่องราวในครึ่งแรก ผมเริ่มรู้สึกใจชื้นว่า หนังคงดูง่าย หรือจับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น แต่เปล่าเลย (555) การปรากฏขึ้นของกลุ่มนักแสดงมืออาชีพ กลับมีสถานะเป็นอีก “ชั้นหนึ่ง” ของ “เรื่องราวหลากหลายชั้น” ภายใน “ดาวคะนอง” และยิ่งทำให้หนังมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

หก

แน่นอน กลายเป็นว่า ไปๆ มาๆ ตัวละครที่โดดเด่นมากๆ แบบสุดๆ ก็คือ น้องแม่บ้านในช่วงแรก ที่ปรากฏตัวอยู่ในแทบทุก “ชั้น” ของหนัง โดยสถานภาพของเธอได้พลิกแพลงกลับกลายไปเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็น “แม่ชี” โน่นเลย

ไม่มีคำอธิบายชัดๆ ถึงสาเหตุแห่งความแปรเปลี่ยนพลิกผันในตัวตนของเธอ

ทว่า ตัวตนอันหลากหลายดังกล่าว อาจช่วยขับเน้นถึงสิ่งที่อาจารย์ธงชัยพูดไว้ (ก่อนหน้า “ดาวคะนอง” จะฉายรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทย เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง)

นั่นคือ “…เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน…”

สำหรับผม ตัวตนอันหลากหลายของ “น้องแม่บ้าน” จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ชีวิตของทุกคน” ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่บรรจุไว้ซึ่งส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์บาดแผล 6 ตุลาฯ

Advertisements
คนมองหนัง

October Sonata รักที่รอคอย: การเมืองของลูกกำพร้าและปัจเจกบุคคล

(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคป เมื่อช่วงปี 2552)

october sonata
การเมืองของลูกกำพร้า

“เมื่อสายใยในชาติขาดสะบั้น / สิ้นสายครรภ์มาตุคามไร้ความหมาย / ก่อนกำหนดกฎกำเนิดเกิดเพื่อตาย / เพียงลิ่มเลือดเละร้ายคล้ายเศษคน / ร่างทารกอัปลักษณ์ทะลักหลุด / ซากมนุษย์ที่ชีวิตถูกปลิดปล้น / ประจานเหตุประเทศนี้เกิดวิกล /เกลื่อนถนนก่นสังหาร…ลูกหลานใคร?”

“หากทารกหกตุลายังเหลือรอด / เด็กที่คลอดกลางลานประหารหมู่ / กระสุนกราดสาดสั่งเสียงพรั่งพรู / สอนให้รู้หลังตระหนกหกตุลา / เป็นวันเกิดที่มากับการดับสิ้น / ต้องขาดวิ่นสูญวัยไร้เดียงสา /น้ำตาหยาดหมาดแล้วในแก้วตา / เมื่อแผ่นดินมารดากระด้างเกิน / เติบโตและแตกต่างอย่างแกร่งกร้าว / ปวดร้าวคราวปะทะระหกระเหิน / ดาวศรัทธาที่ส่องสร้างเส้นทางเดิน / ร่วงลับเนิน…ฝังสหายอีกหลายคน”

นี่คือบทกวีชื่อ “เกิดวันที่ 6 ตุลาคม 2519” ของ จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่เขียนขึ้นในวาระครบรอบ 27 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เมื่อปี พ.ศ.2546 ซึ่งเปรียบเทียบคนรุ่น 6 ตุลาฯ ว่าเป็นดัง “ลูก” ที่ถูก “แม่” (มาตุคาม-แผ่นดินไทย) ตัดขาดและปฏิเสธผ่านความโหดร้ายรุนแรงในการสังหารหมู่ครั้งนั้นได้อย่างคมคาย

หลังจากได้ดู “October Sonata รักที่รอคอย” ของ สมเกียรติ์ วิทุรานิช แล้ว ผมนึกถึงบทกวีของจิระนันท์ เนื่องจากทั้ง “รวี” และ “แสงจันทร์” ตัวละครนำของหนังเรื่องนี้ล้วนแล้วแต่เป็นลูกกำพร้าทั้งคู่

รวีเป็นลูกชายของครอบครัวชาวนา ซึ่งพ่อนำเขาไปทิ้งไว้ที่วัด ขณะที่เรื่องราวของแม่ก็ไม่ถูกเขากล่าวอ้างถึง

แสงจันทร์น่าจะเป็นลูกสาวของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่มีฐานะค่อนข้างยากจน เธอไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ส่วนแม่ก็นำเธอไปทิ้งไว้กับป้า ซึ่งมักกระทำทารุณต่อเธอเสมอ

รวีกับแสงจันทร์ต่างพยายามขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมของตนเอง ด้วยความเชื่อและความใฝ่ฝันที่ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมามีความเท่าเทียมกัน

รวีมีโอกาสเรียนหนังสือ ต่อมาเขาได้รับทุนไปศึกษาต่อในต่างประเทศ แล้วกลับมาเป็นอาจารย์และนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ประสบชะตากรรมแห่งความพ่ายแพ้ร่วมกันกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

แม้แสงจันทร์จะเติบโตมาโดยไม่ได้เรียนหนังสือ แต่การได้พบปะพูดคุยกับรวีเพียงคืนเดียว (หรือ 3 คืนในรอบ 14 ปี) ก็ส่งผลให้ชีวิตของเธอเดินหน้าไปอย่างมิอาจหยุดยั้ง เธอหนีจากการทารุณของป้า ไปเป็นสาวโรงงานเย็บผ้าที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือภาคค่ำ จากนั้นเธอยังได้เรียนรู้วิชาตัดเสื้อจากคุณนายผู้ดีเก่า แล้วถูกไล่ออกเพราะหาญกล้าเรียกร้องค่าแรง แสงจันทร์กลายเป็นเมียเถ้าแก่ลิ้ม ก่อนจะเป็นนักเขียน (ปัญญาชน) ที่เขียนวรรณกรรมเพื่อชนชั้นกรรมาชีพในที่สุด

ในค่ำคืนแรกที่เขาและเธอได้พบกัน รวีนำพาแสงจันทร์ไปรู้จักกับวรรณกรรมเรื่อง “สงครามชีวิต” ผลงานของนักเขียนปัญญาชนฝ่ายซ้ายรุ่นเก่าคนสำคัญอย่างศรีบูรพา ซึ่งเป็นดังแสงหิ่งห้อยที่ค่อยๆ ผลักดันให้ผู้หญิงไม่รู้หนังสือตอนต้นเรื่องกลายเป็นนักอ่าน (ต่อมาหนังแสดงให้เห็นอีกว่า อย่างน้อยที่สุดเธอยังได้อ่านวรรณกรรมฝ่ายซ้ายชิ้นสำคัญอีกเล่มหนึ่ง ได้แก่ “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์) และเขียนหนังสือด้วยแนวทางดังกล่าวในท้ายที่สุด

แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และการเข้าป่าของนักศึกษาปัญญาชนหลังจากนั้น กลับส่งผลให้รวีและแสงจันทร์ต้องพลัดพรากจากกันอย่างปวดร้าว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เช่นนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้หญิงชื่อแสงจันทร์ไปอย่างมหาศาล จากผู้หญิงคนหนึ่งที่หลงใหลแค่เพียงพระเอกหนังอย่างมิตร ชัยบัญชา มาสู่การเป็นนักเขียนในแนวทางเพื่อชีวิต

นี่คือความทรงจำ ความเชื่อ อารมณ์ความรู้สึก และวิถีชีวิตรูปแบบหนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่งในรุ่นอายุหนึ่ง ที่นอกจากจะถูกทอดทิ้งโดยพ่อแม่บังเกิดเกล้าแล้ว พวกเขาและเธอก็ยังเลือกเดินบนหนทางซึ่งต้องตัดขาดตนเองออกจากปิตุภูมิ/มาตุภูมิ/พ่อแม่แห่งชาติไทยด้วย

ชีวิตของรวีและแสงจันทร์แตกต่างจาก “ลิ้ม/สมชาย” ซึ่งเป็นคนจีนที่ติดตามพ่อมาตั้งรกรากในเมืองไทย เพราะไม่ได้เกิดในประเทศไทยลิ้มจึงพูดภาษาไทยไม่ชัด แต่เขากลับสามารถกลืนกลายเข้ากับ “ความเป็นไทย” (รัฐพ่อๆ แบบรัฐไทย หรือ มาตุภูมิไทย) ได้มากกว่ารวีกับแสงจันทร์อย่างมีนัยยะสำคัญ

ลิ้มเติบโตมากับพ่อและแม่ (แม้ว่าภายหลังพ่อจะทิ้งแม่ของเขาเอาไว้ที่เมืองจีน และมาได้เมียใหม่ที่เมืองไทยก็ตาม) ขณะที่รวีและแสงจันทร์เป็นลูกกำพร้า ซึ่งเติบโตขึ้นมาโดยไร้พ่อแม่คอยเลี้ยงดู

ลิ้มใฝ่ฝันถึงการมีครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก ขณะที่รวีกับแสงจันทร์ไม่เคยแสดงเจตจำนงอย่างเด่นชัดนักว่าพวกตนกำลังใฝ่ฝันถึงการมีครอบครัวในอุดมคติแบบดังกล่าว

มิหนำซ้ำลิ้มยังขยันทำมาหากินจนตั้งตัวเป็นเถ้าแก่ได้สำเร็จ สอดคล้องกับป้ายข้อความ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ตรงข้ามร้านค้าของเขา ซึ่งเป็นคำขวัญของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีส่วนสำคัญต่อการก่อร่างสร้างให้สังคมการเมืองไทยมีลักษณะเป็น “สังคมแบบพ่อปกครองลูก” มาจนถึงปัจจุบันนี้

ลิ้มจึงเป็นคนจีนต่างด้าวที่สามารถปรับตัวให้กลายเป็นลูกที่ดีของรัฐไทย ทั้งยังอาจช่วยผลิตซ้ำครอบครัวแบบพ่อ แม่ ลูก ในฐานะส่วนขยาย (ทางอุดมการณ์) ต่อเนื่องไปจากครอบครัวใหญ่อย่างรัฐอีกด้วย เขาไม่เหมือนรวีกับแสงจันทร์ที่เลือกทำตัวเป็นลูกอกตัญญู/ขบถของรัฐไทย

ในช่วงปลายทศวรรษ 2520 อันเป็นจุดจบของ October Sonata ดูเหมือนว่าลิ้มจะเป็นตัวละครเพียงคนเดียวที่สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมไทยได้อย่างมั่นคงมีหลักมีฐาน

กลับเป็นผู้พ่ายแพ้ออกมาจากป่าอย่างรวีเสียอีกที่ต้องตกอยู่ภายใต้ความอนุเคราะห์ของลิ้ม ลิ้มหรือคุณสมชายกลายเป็นคนส่งศพรวีไปสู่สุคติ (ทั้งที่รวีคือศัตรูความรักของเขา) เขาเป็นผู้นำงานเขียนของแสงจันทร์ที่รวีตรวจแก้ไขเรียบร้อยแล้วก่อนจะเสียชีวิตไปส่งให้สำนักพิมพ์พิจารณา

นอกจากนี้ ลิ้มยังซื้อและพยายามคงสภาพของโรงแรมบังกะโลริมชายหาดที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำ/อุดมคติของรวีและแสงจันทร์เอาไว้

ในตอนท้าย คนดี/ลูกที่ดีของรัฐอย่างลิ้มจึงมีสถานะเป็นดัง (คุณพ่อน้อยๆ) ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนลูกอกตัญญูสองคนของรัฐไทยคือรวีและแสงจันทร์ ที่ชีวิตของเขาและเธอคล้ายจะแตกสลายไปตามความรักอันพลัดพราก รวมทั้งความตายแห่งชีวิตซึ่งไม่อาจหวนคืน

แต่เรื่องราวในหนังเรื่องนี้ก็คงจะไม่แตกต่างกันกับสภาพสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย ที่อะไรต่อมิอะไรไม่ได้ดำเนินไปอย่างง่ายดายตายตัวเท่าใดนัก และผู้ชนะก็ใช่จะมีชัยอยู่ตลอดเวลา เพราะแม้ร่างกายของรวีจะตายไปในทศวรรษ 2520 แต่ไฟฝันแห่งอุดมการณ์ (ฝ่ายซ้าย?) ก็ถูกจุดให้ติดอยู่ในใจของแสงจันทร์ไปเรียบร้อยแล้ว

แสงจันทร์เปลี่ยนไปตลอดกาล ด้วยอิทธิพลทางความคิดของรวีและวรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคบุกเบิก/คลาสสิก กระทั่งเธอกลายเป็นผู้ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์ผ่านการเขียนหนังสือ

การต่อสู้ทางการเมืองไทยจึงไม่ได้จบลงหลังจากเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 หรือการออกนโยบาย 66/2523 เพราะเมื่อหลักการแห่งความเท่าเทียมกันของมนุษย์ยังมิได้ลงหลักปักฐานหรือมีที่ทางในสังคม อุดมคติและความใฝ่ฝันของคนกลุ่มหนึ่งก็ยังคงต้องถูกผลักดัน/สืบทอดไปสู่คนอื่นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังกรณีความรัก/ความสัมพันธ์/การถ่ายทอดอุดมการณ์ระหว่างรวีกับแสงจันทร์นั่นเอง

ทว่าคำถามน่าสนใจก็คือ อะไรกันล่ะที่ทำให้ผู้เหมือนจะตกเป็นฝ่ายแพ้พ่าย เช่น แสงจันทร์ ยังคงเลือกจะต่อสู้และยืนหยัดกับหลักการความคิดซึ่งตนเองเชื่อถืออย่างต่อเนื่องสืบไปโดยไม่ยอมแพ้

การเมืองของปัจเจกบุคคล

ความย้อนแย้งบางประการที่ดำรงอยู่อย่างมีนัยยะสำคัญน่าสนใจใน “October Sonata รักที่รอคอย” ก็คือ ลักษณะกำกวมคลุมเครือของตัวละครบางคนในหนัง

เริ่มตั้งแต่ “คุณนายราตรี” ผู้ดีเก่าจากตระกูลสูงส่ง ที่ลิ้มพาแสงจันทร์ไปฝากฝังเพื่อจะได้ฝึกฝนวิชาออกแบบ-ตัดเสื้อกับเธอ แต่สุดท้ายเมื่อแสงจันทร์ในฐานะลูกจ้างตัดสินใจเรียกร้องหาความยุติธรรมในนามของค่าแรงจากคุณนาย คุณนายราตรีก็พูดจาดูถูกเหยียดหยามชาติกำเนิดของแสงจันทร์และตะเพิดหญิงสาวออกจากบ้านในที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในตู้หนังสือประจำบ้านของคุณนายผู้ไม่ยอมจ่ายค่าแรงแถมยังดูถูกชาติตระกูลของลูกจ้างคนนี้ กลับมีวรรณกรรมฝ่ายซ้ายเล่มสำคัญ เช่น “แม่” ของ แม็กซิม กอร์กี และ “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ดำรงอยู่

นอกจากการหาโอกาสไปอ่านหนังสือในห้องสมุดสาธารณะแล้ว แสงจันทร์ก็ฝึกฝนเคี่ยวกรำความคิดอ่านของตนเองให้เชื่อมั่นในเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์มากยิ่งขึ้น กระทั่งไปเรียกร้องขอความยุติธรรมจากคุณนายราตรี ด้วยการอ่านวรรณกรรมเพื่อชีวิตในตู้หนังสือของบ้านคุณนายนี่เอง

สมเกียรติ์ วิทุรานิช ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้แจงภายหลังว่า แท้จริงแล้วใน October Sonata จะมีตัวละครอีกคนหนึ่งที่ถูกตัดออกไป นั่นคือ ลูกชายของคุณนายราตรี ผู้เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้าในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และตัวละครคนนี้นี่แหละที่เป็นเจ้าของ/ผู้อ่านวรรณกรรมฝ่ายซ้ายตัวจริงในตู้หนังสือประจำบ้านคุณนาย

แต่ถึงแม้จะไร้ซึ่งตัวละครลูกชายคุณนาย เราก็อาจวิเคราะห์ได้ว่าคุณนายราตรีนั้นเป็นมนุษย์หรือปัจเจกบุคคลผู้มีความซับซ้อนในตัวเอง ด้านหนึ่ง เธออาจมีความคิดแบบศักดินาขวาจัดจนดูถูกเหยียดหยามคนอื่นว่ามีความต้อยต่ำกว่าทางชาติตระกูล แต่ในอีกด้าน ก็เป็นไปได้ว่าเธอเป็นผู้บริโภค/ซื้อหาหนังสือวรรณกรรมฝ่ายซ้ายชื่อดังในฐานะสิ่งของมีค่าร่วมสมัยบางอย่าง โดยมิต้องซึมซับรับเอาความคิดจากวรรณกรรมเหล่านั้นเข้าสู่โลกทัศน์และชีวทัศน์ของตนเองแต่อย่างใด

หรือหากมีตัวละครลูกชายคุณนายราตรีเพิ่มเติมเข้ามาในหนังจริงๆ เราก็อาจได้เห็นถึงศักยภาพของปัจเจกบุคคลที่พยายามขับเคลื่อนชีวิตตนเองให้หลุดพ้นออกจากโครงสร้างทางความคิดความเชื่อที่ครอบงำเขาไว้ในนามของ “สถาบันครอบครัว” อย่างน่าสนใจ (กระทั่งเขาอาจมีชะตากรรมเป็น “ลูกกำพร้า” เฉกเช่นรวีและแสงจันทร์)

ทั้งหมดนี้คือพลังและพลวัตที่ไม่เคยหยุดนิ่งตายตัวของปัจเจกบุคคล

เช่นเดียวกันกับคุณนายราตรีหรือลูกชายคุณนาย ตัวละครนำของ October Sonata อย่างแสงจันทร์ก็เป็นปัจเจกบุคคล

และปัจเจกบุคคลอย่างแสงจันทร์ก็มีท่าทีบางอย่างซับซ้อนไม่ต่างจากคุณนายราตรี เพราะครั้งหนึ่งหญิงสาวผู้ซึมซับรับเอาประเด็นเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์มาจากรวีและวรรณกรรมเพื่อชีวิต ก็เคยด่าพ่อของลิ้มว่า “เป็นเจ๊กหอบเสื่อผืนหมอนใบ ผิดกับนักเรียนนอกที่มีการศึกษาอย่างรวี”

หากพิจารณาให้ดี นอกจากการพบกับรวีแล้ว การเขียนหนังสือ/เคลื่อนไหวทางการเมืองของแสงจันทร์ก็ล้วนแล้วแต่ดำเนินไปในลักษณะของปัจเจกบุคคลตลอดทั้งเรื่อง เธอเขียนหนังสือคนเดียว ใฝ่ฝันถึงชายคนรักผู้เป็นแรงบันดาลใจอยู่คนเดียว ทว่าเธอกลับไม่เคยออกไปเคลื่อนไหวร่วมกับขบวนการนักศึกษา หรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ที่ด้านหนึ่งก็เชื่อมโยงกับความเป็นลูกจีนซึ่งแสงจันทร์ –เคยพลั้งเผลอหรือเจตนา?- ดูถูก)

ความคิดทางสังคมการเมืองของแสงจันทร์จึงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในระดับของ “ปัจเจกบุคคล” ผ่านความรักความสัมพันธ์ที่เธอมีต่อปัจเจกบุคคลอีกคนหนึ่ง คือ รวี ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในแง่ของการเข้าไปมีอัตลักษณ์ร่วมกับกลุ่มฝูงชนขนาดใหญ่ (ไม่ว่าจะเป็นขบวนการนักศึกษา การประท้วงบนท้องถนน หรือพรรคคอมมิวนิสต์) ซึ่งอาจมีส่วนกดทับให้สถานะปัจเจกบุคคลของผู้ร่วมขบวนการค่อยๆ เลือนรางหายไปแต่อย่างใด

สุดท้าย ท่าทีเอียงซ้ายทางการเมืองหรือการเรียกร้องหาความเท่าเทียมกันของมนุษย์โดยแสงจันทร์ จึงเกิดขึ้นมาจากความรักที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งมีให้ผู้ชายอีกคนหนึ่งเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรเลย หากแสงจันทร์จะพยายามต่อสู้ในทางการเมืองเพื่อคนที่เธอรัก ไม่ใช่เพื่อชาติ เพื่อประเทศ หรือเพื่อการเปลี่ยนแปลงอภิวัฒน์สังคม ตราบใดที่ความรักของปัจเจกบุคคลดังกล่าวยังมีพลังผลักดันให้คนเล็กคนน้อยอย่างแสงจันทร์ต่อสู้และเชื่อมั่นในหลักการเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ต่อไป

มีเพื่อนนักดูหนังคนหนึ่งของผมเคยตั้งคำถามถึงฉากตัวละครชาวบ้านริมชายหาดที่ จ.ชลบุรี ใน October Sonata พากันเผาหนังสือเด็กของรวีและเพื่อนนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า ทำไมหนังจึงไม่ยอมพูดถึงบทบาทของรัฐไทยในการสร้างภาพ “ปีศาจร้ายคอมมิวนิสต์” ซึ่งกล่อมเกลาอุดมการณ์/จิตสำนึกอันผิดพลาดลงไปในหัวของประชาชน แต่กลับวาดภาพให้ตัวละครชาวบ้านกลายเป็นคนร้ายเผาหนังสือเพียงเท่านั้น

หลังจากเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง คำตอบที่ผมพอจะนึกออกสำหรับคำถามดังกล่าวก็คือ เป็นไปได้ไหมว่าเพราะหนังเรื่องนี้พยายามให้น้ำหนักแก่ปัจเจกบุคคล (ที่เป็นสามัญชนคนเดินดินทั่วไป) ในฐานะผู้กระทำการในทางการเมือง ดังนั้น หนังจึงนำเสนอให้ปัจเจกบุคคลที่เป็นชาวบ้านหลายคนมารวมตัวกันก่อปฏิบัติการเผาหนังสือ มากกว่าจะนำเสนอถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ไพศาลของโครงสร้างรัฐไทย เนื่องจากในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่กระทำการทางการเมืองโดยใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลของตนเองด้วยส่วนหนึ่ง มิใช่เป็นเพราะพวกเขาตกอยู่ภายใต้อำนาจหรืออิทธิพลของโครงสร้างรัฐโดยสิ้นเชิงแต่เพียงอย่างเดียว

ในฐานะปัจเจกบุคคล ชาวบ้านเหล่านั้นก็คงมีเหตุผลสลับซับซ้อนบางอย่างภายในใจ (ที่ดำเนินไปเพื่อความอยู่รอด) ของตนเองซึ่งทำให้พวกเขาตัดสินใจเผาหนังสือของรวีและเพื่อน ไม่ต่างอะไรกับความเป็นปัจเจกบุคคลอันซับซ้อนของแสงจันทร์หรือคุณนายราตรี ซึ่งส่งผลให้พวกเธอก่อพฤติกรรมด้านลบบางประการออกมาในบางวาระ

แต่ก็ด้วยฐานะของปัจเจกบุคคลผู้มีความรักมอบให้แก่ชายหนุ่มชื่อรวีเช่นกัน ที่เป็นพลังผลักหนุนให้แสงจันทร์ยังเลือกต่อสู้ในทางการเมืองเพื่อความเท่าเทียมของเพื่อนมนุษย์ต่อไป

ความรักของปัจเจกบุคคล (ผู้มีทั้งความถูก ผิด ดี เลว) นี่เอง ที่ทำให้แสงจันทร์ยังคงเลือกจะต่อสู้และยืนหยัดกับหลักการความคิดซึ่งตนเองยึดมั่นเชื่อถือในฐานะพลังกระแสรองของสังคมอย่างต่อเนื่องสืบไปโดยไม่เคยคิดหยุดยั้งยอมแพ้