คนมองหนัง, จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

บันทึกสั้นๆ ว่าด้วยละครชาตรี “นางสิบสาม”

“นางสิบสาม” โดย ประดิษฐ ประสาททอง และคณะละครอนัตตา

หนึ่ง

ดูจากชื่อคล้ายจะเป็นการตีความ​ “นางสิบสอง” ใหม่ แต่จริงๆ แล้ว เนื้อหาและโครงเรื่องของละครชาตรีร่วมสมัยเรื่องนี้ แทบจะเป็น “คนละเรื่อง” กับ “นางสิบสอง” ที่พวกเราคุ้นเคยกัน มีแค่ตัวละคร “นางยักษ์แปลงกาย/นางสิบสาม” เท่านั้นแหละ ที่ไปพ้องกับนิทาน “นางสิบสอง” อยู่รางๆ

สอง

ขณะเดียวกัน ชื่อละคร “นางสิบสาม” ก็มิได้หมายความว่าตัวละครเอกของละครเรื่องนี้จะเป็นผู้หญิงจำนวน “13 คน” ทว่า “นางสิบสาม” คือชื่อเฉพาะของสตรีคนหนึ่ง ถ้าใครได้ไปชมการแสดงก็ย่อมจะพบความนัยลึกซึ้งที่ซ่อนแฝงอยู่ภายใต้นามอันเป็นตัวเลข

fullsizeoutput_5

สาม

โครงเรื่องตั้งต้นของละครเรื่องนี้อยู่ที่คำถามว่า ใครฆ่า “นางสิบสาม”? จากนั้น ตัวละครหลักสามรายจึงพยายามสืบค้นแสวงหาข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อให้นครที่มีเหตุการณ์สังหารสตรีนางนั้นอย่างฉาวโฉ่ ได้การยอมรับและปราศจากข้อครหาจากประชาคมโลกอีกครั้งหนึ่ง (ฟังดูคุ้นๆ)

แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ประเด็นตั้งต้นก็ค่อยๆ ถูกขยายกระจายออก ส่วนหนึ่ง อาจเกิดจากมุขตลกด้นสดสไตล์ละครชาตรี ที่คนบนเวทีอำกันเอง หรือคนบนเวทีหัน/ลงมาหยอกล้อกับผู้ชม (ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แข็งแรงมากของคณะละครอนัตตา แม้ผมยังรู้สึกว่า “อารมณ์ขัน” ของ “นางสิบสาม” จะไม่สุดเท่า “แก้วหน้าหมา” ละครชาตรีเรื่องก่อนหน้าของคณะนี้ก็ตาม)

สี่

ไปๆ มาๆ คำตอบว่าใครฆ่า “นางสิบสาม” ก็ถูกเฉลยอย่างไม่เซอร์ไพรส์มากนัก นอกจากนี้ ประเด็นที่ว่า “นางสิบสาม” คือ “นางยักษ์แปลงกาย” ผู้ถูกกระทำ ก็ไม่ใหม่สดเสียทีเดียว ซึ่งไม่ใช่ข้ออ่อนด้อยของละครแต่อย่างใด

เพราะประเด็นสรุปที่สำคัญกว่า ก็คือ ละครเรื่องนี้ไม่ได้หยุดตัวเองอยู่ตรงการค้นพบความจริงเหล่านั้น แต่กลับมุ่งหน้าไปสู่สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายของการอ้างอิงตนเองเข้ากับความเชื่อ-อารมณ์ความรู้สึกส่วนบุคคล/เฉพาะกลุ่มที่หลากหลาย (ในยุค Post-truth)

fullsizeoutput_c

ห้า

“นางสิบสาม” จึงปิดท้ายในลักษณะที่แทบจะกลายเป็น “หนังฟิล์มนัวร์” ไปเลย คือ ลงเอยแบบปลายเปิดด้วยสถานการณ์หักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างตัวละครนำ 3+1 คน อันได้แก่ เจ้าเมืองอย่างท้าวระเด่นรันตู (ที่ได้อำนาจมาอย่างผิดครรลอง-ระบบ) นางสิบสาม ที่เป็นนางยักษ์แปลง และถูกผู้มีอำนาจใส่ร้ายปรักปรำ ภรรยาคนรองของเจ้าเมือง ซึ่งกลายเป็นตัวแทนของชาวบ้านชาวเมืองที่เลือกอยู่ข้างนางยักษ์ และพระอินทร์ ที่ระแวง/ไม่วางใจคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

หก

ละครชาตรี “นางสิบสาม” มีกิมมิคที่เล่นกับคนดู ด้วยการให้ตัวละครชี้นิ้วมายังผู้ชมบางราย แล้วขอร้องให้พวกเขายกโทรศัพท์ขึ้นมา “ไลฟ์สด” การแสดง หรือกระบวนการค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ “นางสิบสาม” บนเวที

น่าสนใจว่า แม้หลายคนจะทึกทักว่าเทคโนโลยีการไลฟ์เหตุการณ์ต่างๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เราเข้าใกล้ “ความจริง” มากขึ้น แต่บทสรุปของละครเรื่องนี้กลับกลายเป็นว่า ยิ่งสัมผัสกับ “ภาวะเสมือนจริง” ดังกล่าวมากเท่าใด เรากลับยิ่งสับสนงุนงงหนักขึ้นว่าอะไรคือ “ความจริง”?

เจ็ด

โดยสรุป ถ้าวัดกันในแง่ความสนุก เฮฮา แพรวพราวอารมณ์ขัน ผมชอบ “แก้วหน้าหมา” มากกว่า “นางสิบสาม” (ไม่แน่ใจว่าระยะห่างระหว่าง “คนเล่น” กับ “คนดู” ในการแสดงสองรอบแรกของ “นางสิบสาม” ที่ออดิทอเรียม หอศิลป์ กทม. จะส่งผลกระทบต่อประเด็นนี้มากน้อยแค่ไหน? หรืออาจเป็นเพราะ “แก้วหน้าหมา” นั้น อ้างอิงจาก “แก้วหน้าม้า” ที่มีความตลกโดยตัวมันเองอยู่แล้ว)

แต่ถ้าพิจารณาจากความคมชัดของประเด็นการนำเสนอ ผมรู้สึกว่า “นางสิบสาม” มีความหนักแน่จริงจัง ชวนขบคิดมากกว่า

21728053_1461498453929142_5375304128276347884_n

หมายเหตุ

ละครชาตรีเรื่องนี้จะยังเปิดการแสดงอีกสองรอบในวันที่ 25-26 พฤศจิกายน ณ ฟรี ฟอร์ม เฟสติวัล (ระหว่างเอกมัย 13 และ 15) ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

Advertisements
ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

หัวร่อให้ถึงขีดสุดไปกับ “แก้วหน้าหมา”

(มติชนสุดสัปดาห์ 4-10 ธันวาคม 2558)

“แก้วหน้าม้า” เวอร์ชั่นละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ ประจำปี 2558 นั้น ฮิตติดลมบนไปเรียบร้อยแล้ว โดยทะยานขึ้นเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูงสุดในประเทศ มาหลายต่อหลายสัปดาห์ อย่างยากที่ใครจะโค่นลงได้ง่ายๆ

เว้นเสียแต่ละครเย็นวันธรรมดาของค่ายเดียวกัน อย่าง “สาวน้อยอ้อยควั่น” (ที่ไม่สามารถยืดตอนได้ยาวเท่ากับ “แก้วหน้าม้า” เพราะเวลาละครเย็นเป็นช่วงเวลาที่ทางช่อง 7 ถือครองอยู่ และนำมาแบ่งสันปันส่วนให้แก่หลายๆ ค่ายละคร ขณะที่เวลาเช้าเสาร์-อาทิตย์ เป็นช่วงเวลาที่สามเศียร-ดีด้า ซื้อไปบริหารจัดการเอง) หรือการถ่ายทอดสดการแข่งขันนัดสำคัญของทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ซึ่งกำลังสร้างผลงานได้ดี

ก็คงต้องถกเถียงกันต่อไป ว่าทำไม “แก้วหน้าม้า” ถึงฮิตได้ขนาดนี้?

เพราะสังคมไทยและโลกทัศน์ของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ไม่เคยเดินหน้าไปไหนไกล แถมยังหมุนวนกลับหลังอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น ละครกึ่งลิเกอย่าง “แก้วหน้าม้า” จึงเป็นที่นิยม

หรือเพราะสภาพสังคมร่วมสมัยที่น่าอึดอัด ได้บีบบังคับให้ละคร/ภาพยนตร์หัวก้าวหน้า ซึ่งควรบอกเล่าเรื่องราวสลับซับซ้อน, รายการข่าว-รายการสัมภาษณ์-รายการสารคดีชั้นดี และวงเสวนาวิชาการอันเข้มข้น ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเที่ยงตรง เต็มเม็ดเต็มหน่วย

(ผู้กำกับภาพยนตร์บางรายถึงกับเลือกไม่นำผลงานของตนมาเผยแพร่ในบ้านเกิด เพราะไม่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบ/ระบบปัจจุบัน ที่กำลังกุมหางเสือของประเทศอยู่)

แต่มหรสพพื้นบ้านอย่าง “แก้วหน้าม้า” กลับสามารถแสวงหาช่องว่างเก่าๆ เครื่องมือเดิมๆ และกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมแบบบ้านๆ มาใช้ช่วยระบายความอึดอัดคับข้องใจดังกล่าว ได้อย่างทรงพลานุภาพ

ใครจะเห็นอย่างไร คงขึ้นอยู่กับมุมมองส่วนบุคคลของแต่ละคน ทว่า โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างเชื่อในสมมุติฐานแบบหลังมากกว่าแบบแรก

สมมุติฐานแบบหลังที่ว่า ถูกตอกย้ำให้มีความหนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยละครเวที “แก้วหน้าหมา” ผลงานของคณะละครอนัตตา กำกับการแสดงโดย ประดิษฐ ประสาททอง ซึ่งออกแสดงในเทศกาลละครกรุงเทพ ครั้งที่ 13 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา

“แก้วหน้าหมา” มีรูปแบบการแสดงเป็นละครชาตรี ดูเผินๆ คล้ายมีผู้แสดงเป็น “ชาย” ล้วน แต่ข้อเท็จจริง คือ มีนักแสดงข้ามเพศฝีมือเยี่ยมมารับบทเด่นอยู่หลายคน

แก้วหน้าหมา

เรื่องย่อมีอยู่ว่า เมื่อพระอินทร์ส่งนางมณีสุนัขามาสืบทายาท กุลาหลหรรษาก็บังเกิด ปลิ้นทองจะเสียว่าวหรือเสียตัว ท้าวกระบองโตจะปั้นลูกคนได้ทันการหรือไม่ หรือดวงเมืองจะถึงการแตกดับ?

ในเชิงรูปแบบ ประดิษฐและคณะละครอนัตตา เล่นสนุกกับรูปแบบการแสดงของมหรสพพื้นบ้านอย่างเต็มศักยภาพ

คือ มีทั้งการพร่าเลือนพรมแดนระหว่างละครกับคนดู โดยพยายามเปิดโอกาสให้นักแสดงได้หยอกล้อกับคนดู ซึ่งอาจถูกกำหนดเอาไว้แล้วล่วงหน้าในบทละคร หรือเกิดจากการด้นสดเอาเองของผู้แสดง

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการหยอกล้อคนดูเซเลบบางราย ที่มานั่งชมละคร ขณะที่เมื่อจบการแสดง คนดูมีชื่อซึ่งถูกหยอกเย้า ก็ได้โอกาสเล่นหัว/มอบรางวัลกลับไปยังคณะนักแสดงเช่นกัน

จนถือเป็นบรรยากาศการเล่นและชมมหรสพที่สนุกสนาน เปี่ยมไปด้วยมิตรจิตมิตรใจอยู่มิใช่น้อย

นอกจากนี้ พรมแดนระหว่างนักแสดงกับคนเบื้องหลังที่อยู่ด้านหน้าเวที อย่างคนบอกบท ก็ถูกทุบทำลายลง ด้วยการเปิดช่องให้คนบอกบทเข้าไปมีส่วนร่วมแทรกแซงในการแสดง ในฐานะตัวประกอบ คอยเดินตามเหล่าตัวละครหลัก แต่มักสร้างความจี๊ดจ๊าดให้แก่ละครได้อย่างสม่ำเสมอ (แถมยังต้องรับผิดชอบถึง 3 บทบาท เสียด้วย)

ลูกเล่นดังกล่าวสร้างเสียหัวเราะให้แก่คนดูได้เป็นอย่างมาก และเป็นองค์ประกอบอันน่าประทับใจลำดับต้นๆ ของละครเวทีเรื่องนี้

ในแง่เนื้อเรื่อง นอกจากการเล่นตลกกับชื่อตัวละคร เช่น แก้วหน้าหมา หรือ “ปลิ้นทอง คล่องชักว่าว” แล้ว ผู้กำกับฯ และคณะละครยังพยายามฉวยใช้ประโยชน์จาก “สภาวะยกเว้น” ซึ่งดำรงอยู่ในการแสดงแบบพื้นบ้านอย่างเต็มที่ และอาจกล่าวได้ว่า พวกเขาผลักดันละครของตนเองไปถึง “ขีดสุด” ของข้อยกเว้นเลยด้วยซ้ำ

ประดิษฐเล่นหัวกับสภาวะกลับหัวกลับหาง ที่สามารถเกิดมีขึ้นได้ในละครนอก/ละครชาตรี/ละครจักรๆ วงศ์ๆ เช่น การพลิกกลับสถานะของ “แก้วหน้าม้า” ลูกสาวชาวบ้าน ให้กลายเป็น “แก้วหน้าหมา” ธิดาเจ้าเมือง ส่วน “เจ้าชายปิ่นทอง” ก็กลับถูกลดขั้นให้เป็นเพียงชายหนุ่มสามัญชนนาม “ปลิ้นทอง”

เช่นเดียวกับการเล่นตลกใส่ตัวละครเจ้าเมืองและมเหสี ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในการแสดงลักษณะนี้ โดยไม่ต้องยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีมากมาย

ยิ่งกว่านั้น “แก้วหน้าหมา” ในละคร ยังมิใช่หญิงสาวแสนดีผู้มองโลกในแง่บวก แต่กลับเป็นตัวละครตลกร้ายที่ฆ่าคนราวผักปลา จนเหลือเพียงแค่พระอินทร์และปลิ้นทองเท่านั้น ที่เธอไม่กล้าเอาชีวิต

แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเพราะว่า “แก้วหน้าหมา” เกรงกลัวเกรงใจเทวดาและชายคนรัก ทว่า ละครสร้างคำอธิบายเอาไว้ว่า การปลิดชีวิตบุรุษทั้งสอง จะทำให้โครงสร้างเรื่องเล่าปรัมปราที่ถูกถ่ายทอดแบบมุขปาฐะต่อเนื่องกันมาเนิ่นนาน โดนทำลายทิ้งไปต่างหาก

เมื่อพล็อตจักรๆ วงศ์ๆ ธรรมดา ถูกพลิกเหลี่ยมมุมนิดหน่อย และมีการหยอดมุขตลกที่มีความร่วมสมัยลงไปเป็นระยะๆ ละครของประดิษฐและคณะละครอนัตตาจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ทั้งนี้ มุขตลกร่วมสมัยที่ผู้สร้างละครประดิษฐ์ขึ้น ก็ถือเป็นตัวชูรสสำคัญของ “แก้วหน้าหมา” จนส่งผลให้ละครเวทีเรื่องนี้ “ไปไกล” กว่าละครทีวีเรื่อง “แก้วหน้าม้า” (แต่ขณะเดียวกัน ก็เข้าถึงคนดูวงเล็กกว่ามาก)

ทั้งยังช่วยผลักดันให้คนดูได้เปล่งเสียงหัวเราะ (ต่อสิ่งที่ไม่น่าหัวร่อใส่) ออกมาอย่างเต็มเหนี่ยว โดยไม่ต้องพึ่งพามิคาอิล บัคติน ตลอดจนการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ที่ไหน

น่าเสียดาย ที่ผมคงไม่สามารถเฉลยมุขตลกเหล่านั้นในพื้นที่คอลัมน์นี้ได้

จึงได้แต่หวังว่า “แก้วหน้าหมา” จะกลับมาขึ้นเวทีการแสดงอีกครั้งในวาระอื่นๆ ภายภาคหน้า เพื่อให้ผู้ชมกลุ่มอื่นๆ ได้มีโอกาสสัมผัส ซึมซับ และหัวร่อไปกับมุขตลกร่วมสมัยของละครเรื่องนี้ ด้วยตนเอง