ข่าวบันเทิง

อัพเดตเทรลเลอร์-เอ็มวี-โปสเตอร์ “Where We Belong”

20 มิถุนายนนี้ ภาพยนตร์ไทยเรื่อง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า” ผลงานการกำกับของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” นำแสดงโดย “เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ” (เจนนิษฐ์ BNK48) และ “แพรวา สุธรรมพงษ์” (มิวสิค BNK48) ก็จะได้ฤกษ์เข้าฉายในโรงภาพยนตร์

ระหว่างนี้ ทางทีมงานผู้สร้างเลยค่อยๆ ทยอยปล่อยวัตถุดิบในการโปรโมทภาพยนตร์ออกมาเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นเทรลเลอร์หนัง, มิวสิควิดีโอเพลง “Let U Go” ซึ่งเป็นเพลงนำภาพยนตร์ และโปสเตอร์ ผลงานการถ่ายภาพนิ่งโดย “ธาดา วาริช”

บล็อกคนมองหนังจึงได้ทำการรวบรวมสิ่งต่างๆ เหล่านั้น มาเผยแพร่ซ้ำอีกหน ณ พื้นที่นี้

wwb poster 0wwb poster 1wwb poster 2wwb poster 3wwb poster 4wwb poster 5

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Where We Belong

Advertisements
ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ทีเซอร์ “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”

ในที่สุด ภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า” ผลงานการกำกับของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ซึ่งนำแสดงโดย “เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ” (เจนนิษฐ์ BNK48) และ “แพรวา สุธรรมพงษ์” (มิวสิค BNK48) ก็ได้ฤกษ์ปล่อยทีเซอร์แรกออกมาให้แฟนๆ ได้รับชม

โดยภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้จะบอกเล่าเรื่องราวของสองสาวเพื่อนสนิท คือ “ซู” ที่กำลังจะจากจังหวัดจันทบุรี บ้านเกิด ไปเรียนต่อต่างประเทศ กับ “เบล” ที่จะยังไม่ไปไหน

ก่อนออกเดินทาง “ซู” ลงมือเขียนเช็กลิสต์ถึงสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งควรทำก่อนขึ้นเครื่องบิน แม้จะตระหนักดีว่า สุดท้ายแล้วยังมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เธอต้อง “ปล่อยผ่านไป”

หนังตั้งคำถามว่าหลังจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย มีสิ่งใดบ้างที่ “ซู” ทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และมีสิ่งใดบ้างที่เธอนำติดตัวไปข้างหน้า?

“Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า” จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วันที่ 20 มิถุนายนนี้

ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหนังเพิ่มเติมที่เพจ Where We Belong

ขอบคุณภาพนำจาก ช่องยูทูบ BNK48

ย้อนอ่านข่าว จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ “Where We Belong”

 

ข่าวบันเทิง

เปิดตัว “LET U GO” เพลงประกอบหนัง “Where We Belong” ขับร้องโดย “เจนนิษฐ์-มิวสิค BNK48”

ฟังเพลง LET U GO ได้แล้ว ที่นี่

where we belong เบื้องหลัง

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บล็อกคนมองหนังได้เคยนำเสนอข่าวคราวการออกสตาร์ทโปรเจ็กท์หนังไทยเรื่อง “Where We Belong” ของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ไปบ้างแล้ว (คลิกอ่าน ที่นี่)

คราวนี้ เราจะมาอัพเดตความคืบหน้าของเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งมีชื่อว่า “LET U GO”

let u go คอร์ด

เพลงเพลงนี้เป็นผลงานการแต่งของคงเดช ผู้สวมหมวกอีกใบหนึ่งเป็นนักร้องนำวง “สี่เต่าเธอ” ทั้งยังเคยแต่งเพลงให้ศิลปินดังหลายราย รวมถึงแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของตนเอง

ผู้ขับร้อง คือ สองสาว “เจนนิษฐ์” และ “มิวสิค” แห่ง BNK48 ซึ่งรับหน้าที่เป็นสองนักแสดงนำในหนังด้วย

ยิ่งกว่านั้น เพลงเพลงนี้ยังจะมีสถานะเป็น Original Song ลำดับแรกสุดของ BNK48

“LET U GO” คือผลงานที่มีกลิ่นอายแบบคงเดชปรากฏอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อฟังซ้ำๆ หลายรอบ ก็ทำให้นึกถึง “ฝันกลางวัน” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “สยิว” และ “จับมือฉัน” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “กอด” ซึ่งเป็นหนังในยุคแรกๆ ของผู้กำกับ-นักแต่งเพลงรายนี้

ขอบคุณภาพประกอบและคอร์ดเพลงจากเพจเฟซบุ๊ก Kongdejworkboard

ข่าวบันเทิง

“Where We Belong” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ “คงเดช” ที่เพิ่งได้รับรางวัลจากปูซาน

(อัปเดตข้อมูลเพิ่มเติม 23 ตุลาคม 2561)

มาแล้ว! ทีเซอร์ “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”

เปิดตัว “LET U GO” เพลงประกอบหนัง “Where We Belong” ขับร้องโดย “เจนนิษฐ์-มิวสิค BNK48”

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong” ของคงเดช จาตุรันต์รัศมี (มีโสฬส สุขุม  ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์) ได้รับรางวัลซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ อวอร์ด ซึ่งเป็นเงินสดมูลค่า 10,000 เหรียญสหรัฐ ภายหลังเป็น 1 ใน 29 โครงการภาพยนตร์ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงานเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2018

where we belong

“Where We Belong” จะเล่าเรื่องราวของ “ซู” (Sue) ที่กำลังจะจากจังหวัดจันทบุรี บ้านเกิด ไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังได้รับทุนการศึกษา

ซูไม่ได้บอกให้พ่อของเธอทราบเรื่องนี้ เพราะทั้งสองคนทะเลาะและไม่ยอมพูดคุยกัน

ซูที่ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน ลงมือจัดกระเป๋าเดินทางโดยมีเพื่อนสนิทชื่อ “เบล” (Belle) มาเป็นผู้ช่วย นอกจากนั้น ซูยังทำเช็กลิสต์สิ่งที่เธอควรทำก่อนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งมีมากมายหลายข้อ อาทิ

คืนหนังสือการ์ตูนที่เธอยืมแล้วลืมส่งคืนมาเนิ่นนาน, เข้ากรุงเทพฯ เพื่อจัดการเรื่องการเงินร่วมกับแม่, คุยกับพ่อหลังไม่ได้สนทนากันมาพักใหญ่, ดูแลร้านบะหมี่ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว, มอบเสื้อผ้าของตัวเองให้น้อง/พี่ชาย, เรียนแต่งหน้า, กลับไปแจมกับเพื่อนๆ ร่วมวงดนตรี, ขอโทษ “มิว” (Mew), ช่วยให้เบลได้ออกเดทกับครูสอนภาษาอังกฤษ, สารภาพความรู้สึกส่วนตัวกับ “เก่ง” (Keng) สักครั้ง

ซูและเบลยังเปรียบเทียบชีวิตของกันและกัน คนหนึ่งกำลังจากบ้านเกิดเพื่อออกเดินทางไกล อีกคนจะยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เหมือนที่ผ่านมา

ซูตระหนักว่า ไม่ว่าเธอจะทำภารกิจในเช็กลิสต์ได้ครบถ้วนหรือไม่ อย่างไรเสีย ยังมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เธอต้อง “ปล่อยผ่าน” ไป

สิ่งต่างๆ ในเมืองเล็กๆ ที่ซูคุ้นเคยจะต้องเปลี่ยนแปลง ยกเว้น “ความทรงจำ” ที่เธอและเบลมีร่วมกัน

ซูจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย มีสิ่งใดบ้างที่เธอทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และมีสิ่งใดบ้างที่เธอนำติดตัวไปข้างหน้า?

มิวสิค เจนนิษฐ์
ขอบคุณภาพจาก Major Group

มีรายงานว่า “Where We Belong” จะนำแสดงโดยสองสมาชิกวง BNK48 คือ “มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์” และ “เจนนิส-เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ” 

ทั้งนี้ ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เจ้าของเงินรางวัล ซึ่งเป็นบริษัทลงทุน-จัดจำหน่ายภาพยนตร์ชื่อดังของเกาหลีใต้ จะเป็นเอกชนรายแรกที่ได้สิทธิ์เลือกว่าจะเข้าไปเป็นผู้ร่วมผลิต, ผู้ร่วมลงทุน, ผู้ขาย หรือผู้จัดจำหน่ายให้แก่ “Where We Belong”

นอกจากโครงการของคงเดชแล้ว ยังมีหนังไทยอีกหนึ่งเรื่องที่ได้เข้าร่วมเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต 2018 นั่นคือ “Anatomy of Time” โดยจักรวาล นิลธำรงค์

โปรเจ็คท์ของจักรวาลจะเล่าเรื่องราวสองช่วงเวลา

anatomy

ย้อนไปในเมืองชนบทช่วงทศวรรษ 1960 ความตึงเครียดของยุคสงครามเย็นก่อตัวอยู่ภายนอก ส่วนภายในประเทศก็ถูกปกครองโดยผู้นำทหาร

“แหม่ม” (Mam) คือหญิงสาวที่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตจากพ่อของเธอ ช่างซ่อมนาฬิกาผู้รอบรู้

แหม่มพัฒนาความสัมพันธ์กับชายสองคน คนแรก คือผู้หมวดทหารหนุ่ม ผู้ชอบครุ่นคิดวางแผนและเปี่ยมความทะเยอทะยาน อีกคน คือ เพื่อนเก่าที่เคยผ่านอดีตอันยากลำบากมาด้วยกันกับเธอ

หลังอำนาจทางการเมืองในมือกองทัพเปลี่ยนผัน นายร้อยหนุ่มชักชวนแหม่มให้ออกเดินทางไกลไปด้วยกัน หลังเขาถูกโยกย้ายตำแหน่ง

ตัดกลับมาที่กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน อดีตผู้หมวดหนุ่มไฟแรงกลายเป็นนายพลซึ่งกำลังป่วยหนักในสภาพน่าเวทนา

แหม่มในวัยชราใช้ชีวิตอยู่กับสามีผู้มีพฤติกรรมเลวร้ายและรุมเร้าด้วยปัญหา ทั้งคู่ผ่านช่วงเวลาอันหนักหนาสาหัส ซึ่งเต็มไปด้วยความสูญเสีย, ความผิดหวัง และการทรยศหักหลัง

ในภาวะปัจฉิมวัย แหม่มมองย้อนกลับไปยังอดีตด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เธอตั้งใจจะอุทิศตนในการดูแลสามีตราบจนวันสุดท้าย

ที่มาเนื้อหา

https://variety.com/2018/film/asia/busan-project-market-awards-1202973683/

http://apm.asianfilmmarket.org/Template/Builder/00000001/page.asp?page_num=3986

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=85&no=2

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=92&no=25

ขอบคุณภาพประกอบจาก

เฟซบุ๊ก Thongdee Sukhum

เพจเฟซบุ๊ก ASIAN PROJECT MARKET (APM)

คนอ่านเพลง

เสียง “แว่ว” อันไพเราะหลากหลายมิรู้จบ…

ภายหลังวันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้สัมภาษณ์นักร้อง-นักดนตรี-นักแต่งเพลงของวงการเพลงไทยสากลหลายคน ถึง “เพลงพระราชนิพนธ์” ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พวกเขาประทับใจ

หนึ่งในบุคคลผู้ถูกสัมภาษณ์ คือ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” นักแต่งเพลง-นักร้องนำของวงสี่เต่าเธอ และผู้กำกับ-นักเขียนบทภาพยนตร์ฝีมือดี

เพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่คงเดชประทับใจ ได้แก่ “แว่ว” (Echo)

คงเดชระบุว่านอกจากเขาจะชื่นชอบเพลง “แว่ว” หรือ “Echo” ด้วยเหตุผลทางด้านดนตรีแล้ว เวลาฟังเพลงนี้ เขายังสามารถจินตนาการถึงภาพบางอย่างขึ้นมาในหัว นั่นคือ ภาพหญิงสาว ชายหาด และเรื่องราวความรัก

ในมุมมองของคนดนตรี-นักทำหนังชื่อดัง คุณลักษณะดังกล่าวของเพลงที่สวยงามเพลงนี้ สามารถบ่งชี้ให้เห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นบุคคลที่โรแมนติกเพียงใด

ปลายเดือนตุลาคม 2560 ในวาระที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บล็อกคนมองหนังได้ทำการคัดเลือกเพลง “แว่ว” (Echo) ที่โดดเด่นจำนวน 9 เวอร์ชั่น มานำเสนอ ณ ที่นี้

“Echo” โดย My Life As Ali Thomas และ Roof

“Echo” โดย อิมเมจ สุธิตา และ ปณต Getsunova

“Echo” โดย พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ปุ้ม ตาวัน)

“Echo” บรรเลงกีต้าร์โดย แจ๊ค ธรรมรัตน์ ดวงศิริ

“Echo” โดย บีม จารุวรรณ บุญญารักษ์

“Echo” โดย อุ้ย รวิวรรณ จินดา

“แว่ว” โดย Mellow Motif

“แว่ว” โดย ชาติ สุชาติ

“Echo” (เวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น) โดย Qyoto

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.youtube.com/watch?v=kzZYo2Vlfzk

ข่าวบันเทิง

รวมข่าวคราวความคืบหน้า กรณีเลื่อนฉาย “โรงแรมต่างดาว”!

อรรถพล ณ บางช้าง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายรายการ บจก.ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป ผู้ให้ทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง “โรงแรมต่างดาว” (Motel Mist) ให้สัมภาษณ์ มติชนออนไลน์ ถึงเหตุผลที่เลื่อนฉายภาพยนตร์ดังกล่าวว่า

เพราะยังไม่เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ประชาชนโศกเศร้าเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงคิดว่าควรเลื่อนการฉายออกไปก่อน ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องเนื้อหาที่มีฉากโป๊เปลือย หรือเรื่องการเมืองแต่อย่างใด โดยทางบริษัทก็กำลังตรวจสอบเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฉายภาพยนตร์อยู่

คลิกอ่านข่าวฉบับเต็ม http://www.matichon.co.th/news/363689

ขณะเดียวกัน ปราบดา หยุ่น ผู้กำกับภาพยนตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ http://bk.asia-city.com/ ว่า “ผู้ให้ทุนสร้างรู้สึกไม่โอเคกับเนื้อหาของหนัง หลังจากนั้น พวกเขาจึงบอกกับทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ให้ยุติการฉายหนังเอาไว้ก่อน”

“ในทางเทคนิค พวกเขาคือเจ้าของหนัง ดังนั้น เรา (ทีมงานผู้สร้าง) จึงไม่สามารถลงมือทำอะไรได้ในความเป็นจริง มันเป็นเรื่องแย่มากๆ สำหรับทีมงานผู้สร้างหนังเรื่องนี้ พวกเราทำงานทุกอย่างตามระเบียบการที่ควรเป็น ทางทีมจึงรู้สึกโศกเศร้ากับเรื่องที่เกิดขึ้น” ปราบดา ระบุ

นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ที่หันมาทำหนัง ไม่ได้ระบุชัดถึงเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้แก่ผู้ออกทุนสร้าง

“โดยส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาวิตกกังวลกับซีนอีโรติคและซีนที่มีความรุนแรง แต่ผมก็ไม่แน่ใจมากนัก (ว่าพวกเขากังวลกับซีนใดเป็นพิเศษ)”

อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกำลังหาทางออกในเรื่องนี้ โดยปราบดากล่าวว่า “พวกเรากำลังสื่อสารกับพวกเขาอยู่ และบางที ทุกฝ่ายอาจได้ทางออกร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ ทุกอย่างเกี่ยวกับหนังจะถูกแขวนเอาไว้ก่อน”

คลิกอ่านข่าวฉบับเต็ม http://bk.asia-city.com/movies/news/prada-yoons-motel-mist-pulled-last-minute-screening-program

นอกจากนี้ ในเพจเฟซบุ๊ก Kongdejworkboard ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับภาพยนตร์และผู้บริหารบริษัทซองซาวด์ โปรดักชั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานผู้สร้าง “โรงแรมต่างดาว” ได้โพสต์ข้อความน่าสนใจต่อกรณีนี้ไว้หลายประเด็น อาทิ

“…ก่อนอื่น เราควรจะต้องคอยเคาะกะโหลกตัวเองเสียก่อนว่า เราไม่ได้ทำหนังอิสระอยู่ แต่เป็นแค่กระบวนการที่มีผู้ให้ทุนเรามาทำหนังทางเลือกอยู่ ซึ่งหมายความว่าเราจะไม่มีทางได้เป็นเจ้าของมัน และเมื่อเราไม่ได้เป็นเจ้าของ มันจึงไม่สามารถเรียกตัวเองว่าหนังอิสระได้อย่างเต็มปาก (เช่นเดียวกับ snap ที่ในที่สุด เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมันเลย แถมเงินไม่พอระหว่างถ่ายทำ จนต้องวิ่งหาทุนเพิ่ม และต้องเอาคอนโดของตัวเองไปโอดีด้วยซ้ำ จนแล้วจนรอด ถึงทุกวันนี้เรากับทองดี (โสฬส สุขุม – โปรดิวเซอร์หนังของคงเดช และเป็นโปรดิวเซอร์ของโรงแรมต่างดาวด้วย) ยังไม่เคยได้เงินจากสองปีที่ทำมันแม้แต่บาทเดียว แต่กลับรู้สึกเป็นหนี้ทั้งทางรูปธรรมและความรู้สึกกับทุกคนที่มาช่วยให้มันเสร็จด้วยซ้ำ)

 

“ถ้าเราไม่ได้ควักเงินตัวเองมาทำหนัง มันก็ไม่อิสระหรอก ต้องคอยลุ้นทุกครั้งแหละว่าคนที่ให้ทุนเค้าจะโอเคกับหนังที่เสร็จออกมามั้ย เวลาที่มันโอเคเราก็หายใจได้โล่งหน่อย ถ้ามันไม่ค่อยโอ เราก็จะมีความรู้สึกผิดนิดๆ อยู่เรื่อย เพราะที่สำคัญ เราไม่เคยคิดดูถูกผู้ให้ทุนว่า ดูหนังแบบนี้เป็นหรือเปล่า รสนิยมโอเคมั้ย ยังไงไม่ว่าหนังแบบไหนก็เป็นของแพง ให้เงินมาทำก็เหมือนให้โอกาสเราทำงานแบบที่เราเชื่อ นั่นหมายความว่า เอาจริงๆ แล้วที่ผ่านมา เราแค่โชคดีที่เค้าปล่อยให้เราได้ทำแบบที่เราเชื่อแล้วมันออกมาโอเคสำหรับเค้า…”

และ

“…รู้สึกว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับฝั่งที่โดนโจมตีอยู่หน่อย อยากให้มองกรณีนี้เป็นเรื่องความผิดพลาดในแง่กระบวนการมากกว่าจะจ้องด่าว่ามีคนผิด และสาดความโกรธใส่กัน ต้องยอมรับอย่างนึงว่าที่ผ่านมา ทางเขาก็เป็นผู้ให้ทุนในฝันเช่นกัน คือใจกว้าง และไม่เคยก้าวก่ายงานเลย ถึงแม้ว่าเงินลงทุนจำนวนจะไม่มาก บางครั้งไม่พอต้องหามาเพิ่ม แต่นั่นก็เป็นเพราะงบประมาณองค์กร ซึ่งยิ่งหมายความว่า ทุกอย่างไม่ได้ตัดสินใจอยู่บน pleasure ของใครคนใดคนหนึ่งไง ทุกอย่างมันถึงได้มาเป็น package แบบนี้ และกรณีที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ต้องอยู่บนการตัดสินใจที่ไม่มีความสุขกันทั้งนั้น เงินหลายล้านที่เขาลงมา แล้วในที่สุดจะไม่ฉาย เราว่าก็คงเฮิร์ตกันเท่าๆ กับแรงใจคนทำงานที่ทำกันมาเป็นปีๆ…”

คลิกอ่านโพสต์ฉบับเต็ม Kongdejworkboard

ข่าวบันเทิง

เพลงพระราชนิพนธ์ใดประทับอยู่ในใจ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี”?

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้สัมภาษณ์นักร้อง-นักดนตรี-นักแต่งเพลงของวงการเพลงสากลไทยหลายคน ถึง “เพลงพระราชนิพนธ์” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่พวกเขาประทับใจ

หนึ่งในบุคคลผู้ถูกสัมภาษณ์ คือ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” นักแต่งเพลง นักร้องนำของวงสี่เต่าเธอ และผู้กำกับภาพยนตร์

เพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่คงเดชประทับใจ คือ “แว่ว” (Echo)

คงเดชระบุว่านอกจากเขาจะชื่นชอบเพลง “แว่ว” ด้วยเหตุผลทางด้านดนตรีแล้ว เวลาฟังเพลงนี้ เขายังสามารถจินตนาการถึงภาพบางอย่างขึ้นมาในหัว นั่นคือภาพหญิงสาว ชายหาด และเรื่องราวความรัก

ในมุมมองของนักดนตรี-ผู้กำกับคนดัง คุณลักษณะดังกล่าวของเพลงที่สวยงามเพลงนี้ สามารถบ่งชี้ให้เห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นบุคคลที่โรแมนติกเพียงใด

ที่มา http://www.bangkokpost.com/lifestyle/music/1113069/musicians-cite-their-favourite-compositions-by-his-majesty

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว ทีเซอร์แรก “ดาวคะนอง” – เปิดตัว ผกก.&คนเขียนบท หนัง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต”

ทีเซอร์แรกของ “ดาวคะนอง”

เปิดเผยออกมาแล้วสำหรับทีเซอร์ตัวแรกของ “ดาวคะนอง” หนังไทย ผลงานการกำกับของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เท่าที่ดูจากทีเซอร์ ลายเซ็นหลายๆ อย่างที่เคยปรากฏใน “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา ยังคงตกทอดมาถึงหนังยาวเรื่องที่สองของเธอ

ที่สำคัญ ฉากนักศึกษาช่วงทศวรรษ 2510 ติดป้ายขับไล่เผด็จการในหนัง ก็ยิ่งทำให้ “ดาวคะนอง” มีความน่าสนใจมากขึ้น หากนำมาพิจารณาภายในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย

เปิดตัวผู้กำกับ-คนเขียนบท “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต”

หลังจากมีข่าวออกมาสักระยะหนึ่งว่า “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” นวนิยายรางวัลซีไรต์ของ “วีรพร นิติประภา” จะถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์

ล่าสุด “ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์” พิธีกรและช่างภาพสาวชื่อดัง ก็ได้เผยแพร่รูปถ่ายและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งระบุว่า

ทีมงานไส้เดือน
ภาพจากเฟซบุ๊ก Pahparn Sirima Chaipreechawit

ผู้สร้างภาพยนต์เรื่อง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” คือ The Jam Factory ของสถาปนิกดัง “ดวงฤทธิ์ บุนนาค” โดย “เป็นเอก รัตนเรือง” จะมาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับของหนัง ซึ่งเขียนบทภาพยนตร์ดัดแปลงโดย “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ทั้งนี้ หนังจะเริ่มเปิดกล้องในเดือนมีนาคม 2560

พิจารณาจากคุณภาพของหนังสือ และเครดิตของผู้กำกับ-คนเขียนบทแล้ว

นับว่าหนังเรื่องนี้น่าดูทีเดียว

คนมองหนัง

ภายในเขาวงกตอันเวียนวน ของ “สุขสันต์วันกลับบ้าน”

(มติชนสุดสัปดาห์ 22-28 เมษายน 2559)

หากมองจากหน้าหนัง “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” ภาพยนตร์ของ “ก้องเกียรติ โขมศิริ” ซึ่งเคยฝากฝีมือไว้ในผลงานน่าจดจำอย่าง “ลองของ” และ “เฉือน” ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

จากมือดีของค่ายไฟว์สตาร์ ก้องเกียรติโยกมาทำหนังที่สหมงคลฟิล์ม โดยผลงานกับสหมงคลฯ ของเขาอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งกำลังจะลงโรงฉาย คือ “ขุนพันธ์” ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวชีวประวัติของพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช

แต่ไปๆ มาๆ ก้องเกียรติก็หันมาทำ Take Me Home ซึ่งเป็นหนังแนว “ผี-สยองขวัญ” ร่วมกับนอร์ธสตาร์    โปรดักชั่น ของอดีตนางเอก “กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ” ที่นอกจากจะผลิตรายการท่องเที่ยวทางโทรทัศน์แล้ว ยังอำนวยการผลิตหนังไทยดีๆ หลายเรื่องในช่วงหลัง โดยเฉพาะ “ตั้งวง” และ “สแน็ป” ของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี”

ยิ่งกว่านั้น ในการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ ก้องเกียรติยังได้คนทำหนังรุ่นอาวุโส (ผู้ยังแอ๊กทีฟอยู่) อย่าง “หม่อมน้อย” หรือ “ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” มาเป็นที่ปรึกษา มีมือตัดต่ออันดับต้นๆ ของไทย (และเอเชีย) อย่าง “ลี ชาตะเมธีกุล” มาทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ “หรินทร์ แพทรงไทย” รวมทั้งมีคงเดชมาเป็นหนึ่งในทีมงานสร้างสรรค์เนื้อเรื่อง

ที่สำคัญสุด หนังฟอร์มกลางๆ เรื่องนี้ สามารถดึงตัวดาราแม่เหล็ก “มาริโอ้ เมาเร่อ” มาเป็นนักแสดงนำได้สำเร็จ

ทว่า ผลตอบรับจากผู้ชมกลับไม่อู้ฟู่คึกคักมากนัก หากเปรียบเทียบกับ “หลวงพี่แจ๊ส 4G” ที่ออกฉายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เมื่อลองไปชม “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” ในโรงภาพยนตร์ ก็พบว่าหนังเรื่องนี้จัดเป็น “งานฝีมือ” ที่มีคุณภาพดีทีเดียว

หนังเล่นสนุกกับวิถีทางการนำเสนอเรื่องราวที่ตนเองเลือกแล้ว กล่าวคือ เรื่องราวที่หนังจะเล่าและวิธีการนำเสนอนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือวิธีการใหม่ๆ แต่อย่างใด

ทว่า ก้องเกียรติและทีมงานสนับสนุนก็พยายามเสาะหาเหลี่ยมมุมลูกเล่นอันแพรวพราว แล้วเพิ่มเติมเสริมแต่งลงไปในกลวิธีการเล่าเรื่อง

กระทั่ง Take Me Home มีสถานะเป็นหนังที่คล้ายจะก่อรูปขึ้นมาจากองค์ประกอบเดิมๆ แต่กลับมิใช่หนังในแนวทางเก่าๆ อันน่าเบื่อหน่าย

หนังเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อ “แทน” ผู้มีอาการความจำเสื่อมจากการประสบอุบัติเหตุ จนไม่สามารถจดจำอะไรในชีวิตได้เลย นอกจากชื่อของตนเอง

หลังได้รับการรักษาเยียวยา แทนจึงใช้ชีวิตอย่างเคว้งคว้างอยู่ในโรงพยาบาล อย่างไรก็ดี แทนพยายามสืบค้นข้อมูลมาตลอดว่า แท้จริงแล้วตนเองคือใคร และครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน

จนวันหนึ่ง “เสียงผู้หญิงลึกลับ” ก็นำพาเขาไปพบหลักฐานเอกสารบางอย่าง

แล้วแทนก็หาหนทางกลับ “บ้าน” ของตนเองเจอ

ตรงทางเข้าบ้าน แทนพบแม่บ้านที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก ก่อนที่เธอจะขับรถกอล์ฟพาเขาไปยังบ้านหลังใหญ่ รูปทรงโอ่อ่าทันสมัยน่าอยู่

ที่นั่น ชายหนุ่มได้พบปะทักทายกับ “ทับทิม” พี่สาวฝาแฝดหน้าตาสะสวย แต่มีบุคลิกลึกลับน่าสงสัย

ทับทิมแต่งงานอยู่กินกับพ่อหม้ายลูกสอง เธอเหมือนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ประจำบ้าน ซึ่งสามารถกำหนดควบคุมทุกสิ่งและทุกคนได้อย่างอยู่หมัด

ใช้เวลาไม่นานนัก แทนก็เริ่มตระหนักว่าบ้านหลังนี้เก็บงำความลับและซ่อนแฝงความน่าสะพรึงกลัวบางประการเอาไว้

ในฐานะหนังผี Take Me Home เฉลยไคลแม็กซ์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว (ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงแรกของภาพยนตร์)

แต่ถึงจะไปเฉลยปมดังกล่าวเอาตอนท้ายเรื่อง หนังก็อาจถูกจัดอยู่ในหมวด “หนังผีเชยๆ” อยู่ดี เพราะตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีหนังผีซึ่งเล่นกับเงื่อนปมทำนองนี้มานักต่อนัก นับจาก “จุดเริ่มต้น” อย่าง “The Others” ของ “อเลฮานโดร อเมเนบาร์”

ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า หลังก้องเกียรติได้เฉลยปมเบื้องต้นในฐานะหนังผีของ “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” จนเรียบร้อยหมดจดแล้ว เขาจะพาหนังเดินทางต่อไปทางไหนและอย่างไรมากกว่า?

วิธี “ไปต่อ” ที่ก้องเกียรติเลือกใช้ ก็ชวนให้นึกถึงหนังที่มาก่อนหน้าอีกหนึ่งชุด เช่น “เปนชู้กับผี” ของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” รวมถึง “จันดารา” เวอร์ชั่น “นนทรีย์ นิมิบุตร” (ตลอดจนเพลงนำของภาพยนตร์เรื่องนั้นที่แต่งโดยคงเดช ชื่อ “เงาอารมณ์”)

ซึ่งทั้งหมดล้วนบอกเล่าเรื่องราวอันเวียนวนมิรู้จบอยู่ในเขาวงกตแห่งชะตากรรม (หรือกฎแห่งกรรม) โดยไม่มีทางออกไปไหน

เรื่องตลกร้าย ก็คือ ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวละครใน Take Me Home เท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับภาวะ “หนีเสือปะจระเข้” อยู่ร่ำไป

ทว่า ในแง่การเล่าเรื่อง ก็คล้ายกับว่าก้องเกียรติและทีมงานพยายามหลบหลีกวงจรการดำเนินเรื่องแบบเดิมๆ ชนิดหนึ่ง เพื่อมาเผชิญหน้ากับวงจรเดิมๆ อีกชนิด จนไม่รู้จะวิ่งหนีไปไหนต่อดี

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเล่าเรื่องไป “หนี” ไป (แต่สุดท้ายก็ “หนี” ไม่พ้น) ในภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับราบรื่น สนุกสนาน และมีเทคนิคการนำเสนอที่ร่วมสมัยพอสมควร

หรืออย่างน้อย คนดูก็มีโอกาสได้มองเห็นความพยายามจะต่อสู้ต่อรองกับโครงสร้างของเรื่องเล่าอันมหึมาไพศาล โดยผู้กำกับและทีมงาน

แม้กระทั่ง “บทสรุปอันคมคาย” ของ Take Me Home ก็ “ไม่ใหม่” มากนัก

ในตอนท้าย หนังวิพากษ์ “ผี” แห่งการแสวงหาความสมบูรณ์แบบ (ที่ไม่มีอยู่จริง) และ/หรือ “ผี” แห่งความเป็นไทย (ผ่านอุปลักษณ์ “นางรำ”) ผู้ครอบงำ “บ้าน” (หรือภาพจำลองขนาดย่อยของสังคม) เอาไว้ด้วยแรงแค้น

(กรณี “นางรำ” “ความเชื่อ” “อำนาจ” และ “ความเป็นไทย” ก็ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “ตั้งวง” อยู่รางๆ)

ก่อนจะสรุปข้อคิดว่า เราต้องเปิดใจและใช้ชีวิตอยู่กับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” หรือ “ความแปลกแยกแตกต่าง” (ที่มีอยู่จริง) ให้จงได้

(ซึ่งสอดคล้องต้องตรงกับจุดยืนของหนังผีหลายเรื่องโดย (อดีต) ค่ายจีทีเอช เช่น “ลัดดาแลนด์” และ “พี่มาก..พระโขนง”)

อย่างไรก็ดี ในแง่เนื้อหา Take Me Home ยังทิ้งอะไรไว้ให้ฉุกคิดอยู่ไม่น้อย

อาทิ “แทน” ที่ความทรงจำสาบสูญและหายตัวออกจากบ้านไปเป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่ง “สุญญากาศหนึ่งทศวรรษ” ดังกล่าว ก็เกิดขึ้นระหว่างปี “2549-2559” พอดิบพอดี

จนไม่แน่ใจว่าการกำหนดรอยต่อช่วงเวลาเช่นนี้ คือการแสดงนัยยะทางการเมืองใดๆ อยู่หรือไม่?

นอกจากนั้น การวางพล็อตในลักษณะนี้ยังชี้ให้เห็นถึงกลิ่นอายสไตล์ “คงเดช” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนเนื้อเรื่องแรกเริ่มของ Take Me Home ก่อนจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดยก้องเกียรติ

สิ่งติดค้างอีกประการ ซึ่งเป็นคำถามส่วนตัวของผมเอง ก็คือ ท่ามกลางความพยายามของหนังเรื่องนี้ ที่จะแสวงหา “จุดประนีประนอม” ว่า “เรา” ไม่สามารถหลบหนี หากจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์/ความแปลกแยก/ความแตกต่าง” ให้ได้นั้น

ตัวแทนของ “เรา” กลับกลายเป็น “แทน” ชายหนุ่มผู้ล่องลอย เคว้งคว้าง ไร้ที่มาที่ไป สูญเสียความทรงจำ

ตัวแทนของ “เรา” คือ “แทน” ผู้อับจนปัญญาจะหลบหนีออกจากวงเวียนชะตากรรมของคฤหาสน์ลึกลับสยองขวัญ

เพราะความขัดสนทางชีวทัศน์และโลกทัศน์เช่นนั้น “แทน” และ “เรา” จึงต้องทำใจอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” ให้ได้

ปัญหามีอยู่ว่า จริงๆ แล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์/ความแปลกแยก/ความแตกต่าง” ไม่ได้?

เนื่องจากสามัญชนคนไร้ทางเลือก อย่าง “แทน” อย่าง “เราๆ” ต้องพร้อมยอมรับเงื่อนไข/กรอบกรงของความไม่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เพราะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น

แต่ปริศนาสำคัญกลับพุ่งเป้าไปสู่ “ผี” ผู้มีอำนาจสูงสุดและโศกเศร้าตรอมตรมมากที่สุดในบ้านหลังนี้ต่างหาก ว่า “ผี” แห่งความสมบูรณ์แบบและความเป็นไทยตนดังกล่าว จะสามารถอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ/ความแตกต่าง” ได้ไหม?

โดยหนังเฉลยแค่ว่า “ผี” ตนนี้ยอมรับเงื่อนไขให้ “แทน” ได้ใช้ชีวิตร่วมกับ “ทับทิม” ผู้ไม่สมบูรณ์แบบ

ทว่า หนังมิได้บอกกล่าวต่อว่า “ผี” ผู้น่าเกรงขามนั้น จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” นานัปการ ได้ด้วยหรือไม่?

ตามความเห็นส่วนตัวของผม นี่คือคำถามทิ้งท้ายแสนหนักหน่วง ที่หนังเรื่อง “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” ฝากเอาไว้ให้คนดูนำกลับไปคิดต่อ นอกโรงภาพยนตร์

ข่าวบันเทิง

3 ข่าวดีของ “อภิชาติพงศ์” “อนธการ” และ “สแน็ป” บนเวทีระดับโลก

ข่าวดีแรก

รักที่ขอนแก่น โปสเตอร์

ระหว่างวันที่ 8-10 เมษายนนี้ จะมีการจัดฉายผลงานของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ที่ Tate Modern กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อย่างจุใจ พร้อมการเดินทางไปพูดคุยกับแฟนหนังของเจ้าตัว

โดยในวันที่ 8 เม.ย. นอกจากจะมีการฉายหนังยาวเรื่องล่าสุดของเจ้ย คือ “รักที่ขอนแก่น” แล้ว

ยังจะมีการฉายหนังสั้นความยาว 21 นาที เรื่อง “หมอกแม่ริม” ซึ่งเล่าเรื่องราวเชิงอุปมาเปรียบเทียบของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและความคั่งแค้นที่ถูกเก็บงำเอาไว้

หมอกแม่ริม

หมอกแม่ริม (Courtesy Kick the Machine Films)

หลายทศวรรษที่ผ่านมา หมู่บ้านดังกล่าว เป็นพื้นที่ของความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ รวมทั้งยังมีการเผชิญหน้ากันในประเด็นเรื่องสิทธิการถือครองที่ดิน

ขณะเดียวกัน ในเดือนมิถุนายนของทุกปี พนักงานสวมหน้ากากจะเข้ามาฉีดพ่นยากำจัดยุงในหมู่บ้าน จนหมู่บ้านแห่งนี้ถูกโอบล้อมไว้ด้วยหมอกหนาอันน่าขนพองสยองเกล้า และบ้านแต่ละหลังก็จะค่อยๆ ถูกกลืนหายไป พร้อมกับการขยายตัวของม่านควัน

ส่วนวันที่ 9-10 เม.ย. จะมีโปรแกรม “A Night with Apichatpong Weerasethakul” ซึ่งจะจัดฉายผลงานต่างๆ ของอภิชาติพงศ์ ตั้งแต่หนังยาว, ตัวอย่างภาพยนตร์, หนังโฆษณา และภาพยนตร์สั้น ในธีมว่าด้วยภูตผี, ความฝัน, ความนิ่งงัน และความหลับใหล อย่างต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนานถึง 14 ชั่วโมง จากสี่ทุ่มของคืนวันเสาร์ จนถึงเกือบบ่ายสองโมงของวันอาทิตย์!!!

หลังจากนั้น ในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 10 จะมีการจัดฉายโปรแกรมปิดท้าย เป็นหนังยาวเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” และหนังสั้น “จดหมายถึงลุงบุญมี”

ที่มา http://www.tate.org.uk/

ข่าวดีที่สอง

อนธการ โปสเตอร์

ข้ามฟากไปที่นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา The Museum of Modern Art หรือ MoMA จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “อนธการ” ของอนุชา บุญยวรรธนะ หนึ่งในหนังไทยอันโดดเด่นของปีที่แล้ว

โดยภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้จะมีโปรแกรมฉายที่นี่ ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน

ที่มา http://www.moma.org/

ข่าวดีปิดท้าย

SNAP-Poster-428x600

“ปีเตอร์ เดอบรูจ” หัวหน้านักวิจารณ์ภาพยนตร์นานาชาติ ของนิตยสารวาไรตี้ ได้ออกมาระบุผ่านบทความ 11 หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของตนเอง ว่า “สแน็ป แค่..ได้คิดถึง” ผลงานของคงเดช จาตุรันต์รัศมี คือ 1 ใน 10 ภาพยนตร์ซึ่งไม่ได้ถูกจัดจำหน่ายในสหรัฐ ที่เขาชื่นชอบ เมื่อปีที่ผ่านมา

ที่มา http://variety.com/