คนมองหนัง

บันทึกถึง “ขุนพันธ์ 2”

ในแง่ความสนุก ความลงตัว ความลื่นไหลของการเล่าเรื่อง ตลอดจนเทคนิคพิเศษต่างๆ หนังภาคนี้ดีกว่าภาคแรกแน่ๆ และมากๆ

ขุนพันธ์ 2 โปสเตอร์แนวตั้ง

จุดน่าสนใจและน่าถกเถียง คือ แก่นกลางหลักของหนัง ที่นำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับคาถาอาคม/ความเชื่อเชิงไสยศาสตร์และชุมโจรภาคกลาง มาอธิบายหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่แนวคิดกระแสหลักว่าด้วย “อำนาจ-บารมี” แบบไทยๆ มากกว่าจะตีความองค์ประกอบเหล่านั้นในฐานะเรื่องเล่าของความเชื่อ/กลุ่มคน ซึ่ง “ต่อต้านอำนาจรัฐ”

แรกๆ หนังวางบุคลิกลักษณะของตัวละครหลายรายไว้อย่างมีมิติ เช่น คนดูจะได้สัมผัสกับ “เสรีไทย” ในมุมที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยครั้งนัก คือเป็น “เสรีไทยแบบเทาๆ” ที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นคนรักชาติ/ต้านญี่ปุ่น กับความเป็นคนนอกกฎหมายหรือคนในระบบกฎหมายที่ใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้อง

แต่ท้ายสุด ความกำกวมสีเทาๆ เหล่านั้น ก็ค่อยๆ ถูกลบเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย จนเราได้เห็นเพียง “เสรีไทยหนุ่ม” ที่เกรี้ยวกราด อยากสร้างชื่อ แต่ขาดประสบการณ์, เราได้เห็นแค่นักการเมืองหรือคนปรารถนาอำนาจทางการเมืองที่สกปรก หักหลังมิตรสหาย, เราได้เห็นการเลือกตั้งอันฉ้อฉล รวมถึงข้าราชการเลวทรามจำนวนมาก

สภาวะอัปลักษณ์ทั้งหลายดังกล่าวจำเป็นจะต้องถูกขจัดทิ้ง ด้วยคุณอำนาจแห่ง “ความดี-ความศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งรวมศูนย์อยู่ที่ตัวละคร “ขุนพันธ์”

ขุนพันธ์

ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่าคนทำหนังเรื่องนี้ ได้สกัดแยกชีวิตด้านต่างๆ ของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” ตัวจริง ออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกนำไปประกอบสร้างเป็นตัวละคร “ขุนพันธ์” มือปราบตงฉิน-จอมขมังเวทย์-ท่านขุน (ข้าราชการจากระบอบเดิม) คนเดียวของสังคมตำรวจในภาพยนตร์

และส่วนที่สอง ซึ่งถูกเกลี่ยกระจาย/ผลักภาระไปให้ตัวละคร (ผู้ร้าย) รายอื่นๆ อาทิ

“ขุนพันธ์ตัวจริง” ไม่น่าจะแอนตี้นักการเมืองและระบบการเลือกตั้งชนิดหัวเด็ดตีนขาด เหมือนที่ “ตัวละครขุนพันธ์” อยู่ขั้วตรงข้ามกับตัวละครหลวงธำมรงค์และเสือฝ้าย เพราะอย่างน้อย อดีตข้าราชการตำรวจท่านนี้ก็เคยเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อยู่หนึ่งสมัย

เอาเข้าจริง “ขุนพันธ์” ก็ไม่ต่างจากหลวงธำมรงค์และเสือฝ้ายในหนัง ที่เริ่มต้นจากการเป็นคนท้องถิ่น-ข้าราชการ ซึ่งค่อยๆ สั่งสมบารมีในพื้นที่ แล้วลงเล่นการเมือง

เช่นเดียวกัน แม้หนังจะสร้างภาพ “ตัวละครขุนพันธ์” ให้มีลักษณะไม่เป็นเนื้อเดียวกับ “เสรีไทย” (เสือฝ้าย-ร.ต.อ.อัศวิน) แต่ในชีวิตจริง ชื่อเสียงในฐานะมือปราบของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” นั้นกลับขจรขจายในยุค “หลวงอดุลเดชจรัส” ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ

ซึ่งหลวงอดุลฯ ก็มีอีกสถานะเป็นรองหัวหน้าขบวนการเสรีไทย และเป็นผู้เชื่อมประสานเสรีไทยเข้ากับกลไกของระบบราชการ

เท่ากับว่าเวลาเรานั่งดูตัวละครเสือฝ้าย หลวงธำมรงค์ หรือกระทั่ง ร.ต.อ.อัศวิน เงาบางด้านของ “ขุนพันธ์ตัวจริง” ก็กำลังปกคลุมทาบทับตัวละครเหล่านั้นอยู่ด้วย

อัศวิน

ขอยอมรับว่าตัวละครที่ผมแอบเห็นใจมากที่สุดใน “ขุนพันธ์ 2” คือ “ร.ต.อ.อัศวิน” ด้วยความรู้สึกว่าคนหนุ่มอย่างเขาไม่ควรจะต้องถูกลงโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์

ตำรวจหนุ่มผู้นี้อาจจะมีลักษณะการทำงาน “เอาหน้า” อยู่บ้าง แต่นี่ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างอะไรกับรองเผด็จหรือสารวัตรอิศรา โดยที่สองคนหลังมิต้องรับโทษ/กรรมหนักเท่าอัศวิน

และเพียงแค่อัศวินเชื่อมั่นในหลักการวิทยาศาสตร์และไม่เชื่อในไสยศาสตร์ เขาก็ถึงกับต้องเกือบตายและเสียโฉม กลายเป็นชายหน้าตาอัปลักษณ์

ครั้นจะแก้แค้นคู่กรณีด้วยการหัดชกใต้เข็มขัดบ้าง หนังก็วาดภาพว่านั่นคือพฤติกรรมโหดเหี้ยมต่อผู้หญิง ขณะที่ภาพตอนอัศวินโดนตำรวจด้วยกัน (ซึ่งแฝงตัวไปเป็นโจร) เช่นขุนพันธ์ยิงกรอกปากนั้น กลับถูกนำเสนอออกมาอย่างไม่โหดร้ายสักเท่าไหร่

และแน่นอน พอท้ายสุด อัศวินหันไปเชื่อ ศึกษา และยอมรับในไสยศาสตร์ หนังก็ลงทัณฑ์เขาอย่างสาหัสและเจ็บปวดเกินบรรยาย

Advertisements
คนมองหนัง

ภายในเขาวงกตอันเวียนวน ของ “สุขสันต์วันกลับบ้าน”

(มติชนสุดสัปดาห์ 22-28 เมษายน 2559)

หากมองจากหน้าหนัง “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” ภาพยนตร์ของ “ก้องเกียรติ โขมศิริ” ซึ่งเคยฝากฝีมือไว้ในผลงานน่าจดจำอย่าง “ลองของ” และ “เฉือน” ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

จากมือดีของค่ายไฟว์สตาร์ ก้องเกียรติโยกมาทำหนังที่สหมงคลฟิล์ม โดยผลงานกับสหมงคลฯ ของเขาอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งกำลังจะลงโรงฉาย คือ “ขุนพันธ์” ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวชีวประวัติของพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช

แต่ไปๆ มาๆ ก้องเกียรติก็หันมาทำ Take Me Home ซึ่งเป็นหนังแนว “ผี-สยองขวัญ” ร่วมกับนอร์ธสตาร์    โปรดักชั่น ของอดีตนางเอก “กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ” ที่นอกจากจะผลิตรายการท่องเที่ยวทางโทรทัศน์แล้ว ยังอำนวยการผลิตหนังไทยดีๆ หลายเรื่องในช่วงหลัง โดยเฉพาะ “ตั้งวง” และ “สแน็ป” ของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี”

ยิ่งกว่านั้น ในการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ ก้องเกียรติยังได้คนทำหนังรุ่นอาวุโส (ผู้ยังแอ๊กทีฟอยู่) อย่าง “หม่อมน้อย” หรือ “ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” มาเป็นที่ปรึกษา มีมือตัดต่ออันดับต้นๆ ของไทย (และเอเชีย) อย่าง “ลี ชาตะเมธีกุล” มาทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ “หรินทร์ แพทรงไทย” รวมทั้งมีคงเดชมาเป็นหนึ่งในทีมงานสร้างสรรค์เนื้อเรื่อง

ที่สำคัญสุด หนังฟอร์มกลางๆ เรื่องนี้ สามารถดึงตัวดาราแม่เหล็ก “มาริโอ้ เมาเร่อ” มาเป็นนักแสดงนำได้สำเร็จ

ทว่า ผลตอบรับจากผู้ชมกลับไม่อู้ฟู่คึกคักมากนัก หากเปรียบเทียบกับ “หลวงพี่แจ๊ส 4G” ที่ออกฉายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เมื่อลองไปชม “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” ในโรงภาพยนตร์ ก็พบว่าหนังเรื่องนี้จัดเป็น “งานฝีมือ” ที่มีคุณภาพดีทีเดียว

หนังเล่นสนุกกับวิถีทางการนำเสนอเรื่องราวที่ตนเองเลือกแล้ว กล่าวคือ เรื่องราวที่หนังจะเล่าและวิธีการนำเสนอนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือวิธีการใหม่ๆ แต่อย่างใด

ทว่า ก้องเกียรติและทีมงานสนับสนุนก็พยายามเสาะหาเหลี่ยมมุมลูกเล่นอันแพรวพราว แล้วเพิ่มเติมเสริมแต่งลงไปในกลวิธีการเล่าเรื่อง

กระทั่ง Take Me Home มีสถานะเป็นหนังที่คล้ายจะก่อรูปขึ้นมาจากองค์ประกอบเดิมๆ แต่กลับมิใช่หนังในแนวทางเก่าๆ อันน่าเบื่อหน่าย

หนังเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อ “แทน” ผู้มีอาการความจำเสื่อมจากการประสบอุบัติเหตุ จนไม่สามารถจดจำอะไรในชีวิตได้เลย นอกจากชื่อของตนเอง

หลังได้รับการรักษาเยียวยา แทนจึงใช้ชีวิตอย่างเคว้งคว้างอยู่ในโรงพยาบาล อย่างไรก็ดี แทนพยายามสืบค้นข้อมูลมาตลอดว่า แท้จริงแล้วตนเองคือใคร และครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน

จนวันหนึ่ง “เสียงผู้หญิงลึกลับ” ก็นำพาเขาไปพบหลักฐานเอกสารบางอย่าง

แล้วแทนก็หาหนทางกลับ “บ้าน” ของตนเองเจอ

ตรงทางเข้าบ้าน แทนพบแม่บ้านที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก ก่อนที่เธอจะขับรถกอล์ฟพาเขาไปยังบ้านหลังใหญ่ รูปทรงโอ่อ่าทันสมัยน่าอยู่

ที่นั่น ชายหนุ่มได้พบปะทักทายกับ “ทับทิม” พี่สาวฝาแฝดหน้าตาสะสวย แต่มีบุคลิกลึกลับน่าสงสัย

ทับทิมแต่งงานอยู่กินกับพ่อหม้ายลูกสอง เธอเหมือนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ประจำบ้าน ซึ่งสามารถกำหนดควบคุมทุกสิ่งและทุกคนได้อย่างอยู่หมัด

ใช้เวลาไม่นานนัก แทนก็เริ่มตระหนักว่าบ้านหลังนี้เก็บงำความลับและซ่อนแฝงความน่าสะพรึงกลัวบางประการเอาไว้

ในฐานะหนังผี Take Me Home เฉลยไคลแม็กซ์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว (ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงแรกของภาพยนตร์)

แต่ถึงจะไปเฉลยปมดังกล่าวเอาตอนท้ายเรื่อง หนังก็อาจถูกจัดอยู่ในหมวด “หนังผีเชยๆ” อยู่ดี เพราะตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีหนังผีซึ่งเล่นกับเงื่อนปมทำนองนี้มานักต่อนัก นับจาก “จุดเริ่มต้น” อย่าง “The Others” ของ “อเลฮานโดร อเมเนบาร์”

ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า หลังก้องเกียรติได้เฉลยปมเบื้องต้นในฐานะหนังผีของ “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” จนเรียบร้อยหมดจดแล้ว เขาจะพาหนังเดินทางต่อไปทางไหนและอย่างไรมากกว่า?

วิธี “ไปต่อ” ที่ก้องเกียรติเลือกใช้ ก็ชวนให้นึกถึงหนังที่มาก่อนหน้าอีกหนึ่งชุด เช่น “เปนชู้กับผี” ของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” รวมถึง “จันดารา” เวอร์ชั่น “นนทรีย์ นิมิบุตร” (ตลอดจนเพลงนำของภาพยนตร์เรื่องนั้นที่แต่งโดยคงเดช ชื่อ “เงาอารมณ์”)

ซึ่งทั้งหมดล้วนบอกเล่าเรื่องราวอันเวียนวนมิรู้จบอยู่ในเขาวงกตแห่งชะตากรรม (หรือกฎแห่งกรรม) โดยไม่มีทางออกไปไหน

เรื่องตลกร้าย ก็คือ ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวละครใน Take Me Home เท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับภาวะ “หนีเสือปะจระเข้” อยู่ร่ำไป

ทว่า ในแง่การเล่าเรื่อง ก็คล้ายกับว่าก้องเกียรติและทีมงานพยายามหลบหลีกวงจรการดำเนินเรื่องแบบเดิมๆ ชนิดหนึ่ง เพื่อมาเผชิญหน้ากับวงจรเดิมๆ อีกชนิด จนไม่รู้จะวิ่งหนีไปไหนต่อดี

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเล่าเรื่องไป “หนี” ไป (แต่สุดท้ายก็ “หนี” ไม่พ้น) ในภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับราบรื่น สนุกสนาน และมีเทคนิคการนำเสนอที่ร่วมสมัยพอสมควร

หรืออย่างน้อย คนดูก็มีโอกาสได้มองเห็นความพยายามจะต่อสู้ต่อรองกับโครงสร้างของเรื่องเล่าอันมหึมาไพศาล โดยผู้กำกับและทีมงาน

แม้กระทั่ง “บทสรุปอันคมคาย” ของ Take Me Home ก็ “ไม่ใหม่” มากนัก

ในตอนท้าย หนังวิพากษ์ “ผี” แห่งการแสวงหาความสมบูรณ์แบบ (ที่ไม่มีอยู่จริง) และ/หรือ “ผี” แห่งความเป็นไทย (ผ่านอุปลักษณ์ “นางรำ”) ผู้ครอบงำ “บ้าน” (หรือภาพจำลองขนาดย่อยของสังคม) เอาไว้ด้วยแรงแค้น

(กรณี “นางรำ” “ความเชื่อ” “อำนาจ” และ “ความเป็นไทย” ก็ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “ตั้งวง” อยู่รางๆ)

ก่อนจะสรุปข้อคิดว่า เราต้องเปิดใจและใช้ชีวิตอยู่กับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” หรือ “ความแปลกแยกแตกต่าง” (ที่มีอยู่จริง) ให้จงได้

(ซึ่งสอดคล้องต้องตรงกับจุดยืนของหนังผีหลายเรื่องโดย (อดีต) ค่ายจีทีเอช เช่น “ลัดดาแลนด์” และ “พี่มาก..พระโขนง”)

อย่างไรก็ดี ในแง่เนื้อหา Take Me Home ยังทิ้งอะไรไว้ให้ฉุกคิดอยู่ไม่น้อย

อาทิ “แทน” ที่ความทรงจำสาบสูญและหายตัวออกจากบ้านไปเป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่ง “สุญญากาศหนึ่งทศวรรษ” ดังกล่าว ก็เกิดขึ้นระหว่างปี “2549-2559” พอดิบพอดี

จนไม่แน่ใจว่าการกำหนดรอยต่อช่วงเวลาเช่นนี้ คือการแสดงนัยยะทางการเมืองใดๆ อยู่หรือไม่?

นอกจากนั้น การวางพล็อตในลักษณะนี้ยังชี้ให้เห็นถึงกลิ่นอายสไตล์ “คงเดช” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนเนื้อเรื่องแรกเริ่มของ Take Me Home ก่อนจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดยก้องเกียรติ

สิ่งติดค้างอีกประการ ซึ่งเป็นคำถามส่วนตัวของผมเอง ก็คือ ท่ามกลางความพยายามของหนังเรื่องนี้ ที่จะแสวงหา “จุดประนีประนอม” ว่า “เรา” ไม่สามารถหลบหนี หากจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์/ความแปลกแยก/ความแตกต่าง” ให้ได้นั้น

ตัวแทนของ “เรา” กลับกลายเป็น “แทน” ชายหนุ่มผู้ล่องลอย เคว้งคว้าง ไร้ที่มาที่ไป สูญเสียความทรงจำ

ตัวแทนของ “เรา” คือ “แทน” ผู้อับจนปัญญาจะหลบหนีออกจากวงเวียนชะตากรรมของคฤหาสน์ลึกลับสยองขวัญ

เพราะความขัดสนทางชีวทัศน์และโลกทัศน์เช่นนั้น “แทน” และ “เรา” จึงต้องทำใจอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” ให้ได้

ปัญหามีอยู่ว่า จริงๆ แล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์/ความแปลกแยก/ความแตกต่าง” ไม่ได้?

เนื่องจากสามัญชนคนไร้ทางเลือก อย่าง “แทน” อย่าง “เราๆ” ต้องพร้อมยอมรับเงื่อนไข/กรอบกรงของความไม่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เพราะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น

แต่ปริศนาสำคัญกลับพุ่งเป้าไปสู่ “ผี” ผู้มีอำนาจสูงสุดและโศกเศร้าตรอมตรมมากที่สุดในบ้านหลังนี้ต่างหาก ว่า “ผี” แห่งความสมบูรณ์แบบและความเป็นไทยตนดังกล่าว จะสามารถอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ/ความแตกต่าง” ได้ไหม?

โดยหนังเฉลยแค่ว่า “ผี” ตนนี้ยอมรับเงื่อนไขให้ “แทน” ได้ใช้ชีวิตร่วมกับ “ทับทิม” ผู้ไม่สมบูรณ์แบบ

ทว่า หนังมิได้บอกกล่าวต่อว่า “ผี” ผู้น่าเกรงขามนั้น จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” นานัปการ ได้ด้วยหรือไม่?

ตามความเห็นส่วนตัวของผม นี่คือคำถามทิ้งท้ายแสนหนักหน่วง ที่หนังเรื่อง “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” ฝากเอาไว้ให้คนดูนำกลับไปคิดต่อ นอกโรงภาพยนตร์