ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“ภาพยนตร์ร้อยกรอง” กับกระบวนการทางการเมือง

“โลกนี้มีทั้งภาพยนตร์ร้อยแก้วและภาพยนตร์ร้อยกรอง ซึ่งภาพยนตร์ประเภทหลังนั้นมีความข้องเกี่ยวกับการเมืองอยู่เสมอ เนื่องเพราะมันทำงานผ่านการตั้งคำถาม และเมื่อคุณเริ่มต้นครุ่นคิดอะไรบางอย่างภายในหัวของตนเอง กระบวนการทางการเมืองก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว”

อลิซ โรห์วาเคอร์
ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลียน
(“Happy as Lazzaro” ผลงานเรื่องล่าสุดของเธอได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2018)

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/film/2019/mar/31/alice-rohrwacher-italian-film-director-interview-happy-as-lazzaro

เครดิตภาพประกอบ Simona pampallona [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)]

Advertisements
ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รำลึก “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) กับ 5 คำถาม-คำตอบ ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต

บล็อกคนมองหนังขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) นักทำหนัง (สตรี) คนสำคัญ ด้วยการแปลเนื้อหาบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ชิ้นท้ายๆ ในชีวิตของเธอ

ได้แก่ Agnes Varda on Examining Her Work for New Doc and Why Awards Make Her Uncomfortable โดย รอนดา ริชฟอร์ด และ Agnès Varda’s last interview: ‘I fought for radical cinema all my life’ โดย โอเวน มายเออร์ส

มาเผยแพร่ ณ ที่นี้

Agnès_Varda_(Guadalajara)_18_cropped

คุณอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมมาตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมในบ้านหลังนี้?

ตอนฉันย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ใหม่ๆ สภาพของมันย่ำแย่มาก ไม่มีอะไรที่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีแม้กระทั่งฝักบัวอาบน้ำ

ฉันค่อยๆ ทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเมื่อฌาคส์ (เดมี – สามีผู้ล่วงลับของวาร์ดา) ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย เราก็ร่วมกันทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นไปอีก

ปัจจุบัน มีสวนน้อยๆ อยู่ในบ้านหลังนี้ แล้วฉันก็มีแมวอยู่สามตัว นี่มันประดุจปราสาทราชวังเลยนะ!

อะไรคือคำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับมา?

จำได้ว่าตอนเป็นช่างภาพนิ่งสมัยสาวๆ ฉันเคยพบกับบราไซ (ช่างภาพฮังกาเรียน-ฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียง) เขาบอกฉันว่า “ไม่ต้องรีบร้อน แต่ให้พินิจพิเคราะห์สิ่งที่เราจะถ่าย พินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดลออที่สุด”

ฉันชอบที่ความคิดนั้นบอกให้เรารู้ว่าการถ่ายภาพไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด แต่มันคือสิ่งที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นในความคิดของคุณ ก่อนจะลงมือกดชัตเตอร์

การให้การศึกษาแก่ผู้คนคือภาระรับผิดชอบของภาพยนตร์ใช่หรือไม่?

บทบาทหน้าที่ของหนังสารคดีคือการอธิบายประเด็นทางการเมืองต่างๆ ใช่หรือเปล่า?

ภาพยนตร์สามารถช่วยให้ผู้คนเกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้อยู่เสมอ แต่แน่นอน มันไม่ใช่การสั่งสอนบทเรียนให้แก่พวกเขา ทว่าอย่างน้อยที่สุด ฉันก็พยายามจะสร้างภาพยนตร์ที่มีความซื่อตรงและเปิดดวงตาของผู้คน

อย่างไรก็ตาม คนทั้งหลายไม่ได้ซื้อตั๋วหนังเพื่อจะเข้าไปรับรู้ว่าพวกเขาเห็นหรือเข้าใจสิ่งต่างๆ ไม่มากพอ ดังนั้น ในความเป็นจริง จึงมีแค่ผู้ชมกลุ่มเล็กๆ ที่พร้อมจะรับสารของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องไปเทศนาต่อว่าต่อขานพวกเขา

ฉันพยายามที่จะซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองคิดและถ่ายทอดออกไป แต่ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนที่รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง ถ้าเราลองเดินทางไปยังทุกประเทศและรับฟังข่าวคราวของคนในประเทศเหล่านั้น เราก็จะพบปัญหาใหญ่ๆ มากมายเต็มไปหมด ผู้คนต่างไร้ความสุขและไม่พึงพอใจต่อสภาพชีวิตของตนเอง พวกเราล้วนอาศัยอยู่บนโลกที่ยากลำบาก

ฉันทำงานหนักเพื่อจะสร้างที่หนังที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์ แต่ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะโอ้อวดออกไปว่าฉันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้

เจอาร์ (ช่างภาพหนุ่ม ซึ่งกำกับภาพยนตร์เรื่อง Faces Places ร่วมกับวาร์ดา) กล่าวไว้ว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ฉันไม่เชื่อเช่นนั้น บางครั้ง เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คน หรือบางคราว เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการมองโลกและเพื่อนมนุษย์รายอื่นๆ ของพวกเขา

แต่เราพึงตระหนักว่าการเป็นศิลปินที่ซื่อสัตย์ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

หลังจาก “Varda by Agnes” (ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของวาร์ดา) คุณวางแผนจะถ่ายหนังเรื่องอื่นหรือทำงานอะไรต่อหรือเปล่า?

ตอนนี้ ฉันกำลังจะทำงานศิลปะ เพราะว่าการทำหนังนั้นมันเหนื่อยเกินไป ฉันไม่ต้องการจะทำงานหนักอีกแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากๆ

ฉันอยากจะใช้เวลาอยู่บ้านให้มากขึ้นอีกนิด อยู่กับความสงบ ความสำราญ กระทั่งการรำลึกอดีตอย่างเงียบๆ ก็สามารถทำให้ชีวิตในวันนั้นทรงคุณค่าขึ้นมาได้

พวกเราใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการพูดคุยเกี่ยวกับเส้นทางการทำหนังของฉัน แล้วชีวิตก็จะผันผ่านเลยไป และในช่วงวัยของฉัน ทุกๆ นาทีอาจเป็นนาทีสุดท้ายได้ไม่มากก็น้อย ฉันสัมผัสได้ถึงนาทีนั้นอย่างแจ่มชัด ฉันไม่ได้รู้สึกถึงมันในทุกๆ นาที แต่บางคราว มันก็เป็นความคิดสามัญปกติที่ผุดขึ้นมาในหัว

ดังนั้น ฉันจึงควรมีความสุขกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ตรงจุดนี้ แม้แต่การนั่งมองดอกทิวลิปค่อยๆ เหี่ยวเฉา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ฉันรักมากๆ เพราะยิ่งคุณต้องเฝ้ารอนานมากเท่าใด ภาพความเสื่อมสลายที่ปรากฏก็จะมหัศจรรย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ดุจเดียวกันกับภาวะแห้งเหี่ยวของมันฝรั่งรูปหัวใจ (ในภาพยนตร์เรื่อง The Gleaners and I)

ฉันรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเฝ้าสังเกตกระบวนการเสื่อมสลายตามอายุขัย ฉันหลงรักภาวะแห้งเหี่ยวของสรรพสิ่งและผู้คน ฉันหลงรักริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและริ้วรอยต่างๆ บนสองมือ ฉันหลงรักริ้วรอยเหล่านั้นทั้งหมด

ฉันมีความสนใจใคร่รู้ในเส้นสายที่จะสามารถเกิดขึ้นได้บนมือของคนเรา มือคือภูมิทัศน์ที่น่าหลงใหล

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงมีช่วงเวลาที่ดีในวัยชรา ฉันรักที่จะได้เฝ้ามองสรรพสิ่งเสื่อมสลายลงอย่างคลุมเครือและเป็นธรรมชาติ

คุณอยากจะถูกจดจำในแบบไหน?

ฉันอยากจะถูกจดจำในฐานะของคนทำหนังที่มีความสุขกับชีวิต รวมถึงภาวะเจ็บปวดรวดร้าวด้วย พวกเราอยู่บนโลกอันเลวร้ายวิปริต แต่ฉันยึดมั่นกับแนวคิดที่ว่าทุกๆ วัน ล้วนมีสิ่งน่าสนใจบังเกิดขึ้น

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตแต่ละวันของฉัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การได้พบปะผู้คน การได้นั่งฟังเรื่องราวต่างๆ ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าการได้มีชีวิตอยู่นั้นทรงคุณค่าเพียงใด

ภาพนำจาก Festival Internacional de Cine en Guadalajara [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)]

คนมองหนัง

แสงกระสือ: “หมู่บ้าน” และ “ตำนานปรัมปรา” ในหนังไทยยุคใหม่

หนึ่ง

แสงกระสือ ๅ

ในบางแง่ “แสงกระสือ” ไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านภาพลักษณ์ “ใหม่หมดจด” แม้จะมีบางองค์ประกอบของงานโปรดักชั่นที่แลดู “ใหม่”

ตรงกันข้าม ท้องเรื่องของหนังนั้นย้อนไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ก่อนที่รูปลักษณ์ของ “ผีกระสือ” ซึ่งพวกเราคุ้นเคยจะก่อกำเนิดเสียอีก)

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ก็แสดงความเคารพต่อหนัง/ละคร “ผีกระสือ” รุ่นเก่าๆ อย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การอ้างอิงถึงลักษณะเฉพาะบางอย่างของผีประเภทนี้ ไปจนถึงการปรากฏตัวของนักแสดงอาวุโส “น้ำเงิน บุญหนัก” ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเคียงคู่กับเรื่องราวของ “กระสือ” ในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ไทย

สอง

KrasueValentine_400

ถ้าถามว่ามีอะไร “ใหม่” บ้างหรือไม่ในเนื้อหาของ “แสงกระสือ”?

ก็คงต้องย้อนไปอ่านงานเขียนในหนังสือ Thai Cinema: The Complete Guide ของ “เบนจามิน เบามันน์” นักวิชาการชาวเยอรมัน

เบามันน์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าทั้ง “กระสือสาว” (2516) ของ “ส. เนาวราช” หรือ “สนิท โกศะรถ” อันเป็นต้นธารของ “ผีกระสือ” ในวงการภาพเคลื่อนไหวไทย และ “กระสือวาเลนไทน์” (2549) โดย “ยุทธเลิศ สิปปภาค” ซึ่งเป็น “หนังกระสือ” เรื่องท้ายๆ ก่อนการมาถึงของ “แสงกระสือ” และ “กระสือสยาม” ในปี 2562 นั้น ล้วนดำเนินเรื่องราวไปภายใต้ “กฎแห่งกรรม”

น่าสนใจว่า “แสงกระสือ” พยายามก้าวข้ามจากกรอบโครงของ “อภิมหาบรรยาย” ว่าด้วย “กรรม” แม้ท้ายสุดจะยังคงต้องพึ่งพิง “อภิมหาบรรยาย” ชนิดอื่นๆ

ดังจะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป

สาม

นาคี 1

โดยส่วนตัวมีความเห็นพ้องกับ ฟิล์มซิก (แม้จะด้วยชุดเหตุผล-คำอธิบายที่ต่างกันพอสมควร) ว่า “แสงกระสือ” (มีนาคม 2562) โดย “สิทธิศิริ มงคลศิริ” (เขียนบทโดย “ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” และสร้างสรรค์โดย “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง”) ดูจะมีสถานะเป็น “คู่สนทนา” กับ “นาคี 2” (ตุลาคม 2561) โดย “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง”

สำหรับผม จุดร่วมแรกของภาพยนตร์ไทยคู่นี้ คือ การมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบ “ความขัดแย้งแตกแยก” ของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย เข้ากับ “หมู่บ้านชนบท” แห่งหนึ่ง

ทว่าใน “ความเหมือน” ก็มี “ความต่าง” ปรากฏอยู่

เพราะขณะที่ “หมู่บ้าน” ใน “นาคี 2” นำเสนอภาพ “ชาวบ้าน (อีสาน) ส่วนใหญ่” ที่หลงผิดคิดร้ายต่อ “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์” ในเทพปกรณัม

“ชาวบ้านส่วนมาก” ใน “หมู่บ้าน” แถบภาคกลางอันไม่ห่างไกลจาก “พระนคร” ของ “แสงกระสือ” ก็มีอารมณ์บ้าคลั่งจ้องจองล้างจองผลาญ “สัตว์ประหลาด” หรือ “ภูตผีปีศาจ” ชั้นต่ำ เช่น “กระสือ”

ด้วยเหตุนี้ “ชาวบ้าน” ในหนังสองเรื่อง จึงอาจเป็น “ภาพแทน” ของ “มวลชนการเมือง” คนละกลุ่ม ที่ถูกวาดเขียนแต่งแต้มโดย “ผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์” ซึ่งมีมุมมองคนละฟาก

สี่

แสงกระสือ 2

จุดร่วมต่อมา คือ ทั้ง “นาค” ใน “นาคี 2” และ “กระสือ” ใน “แสงกระสือ” ล้วนมีอีกร่างเป็นมนุษย์ธรรมดา พวกเธอต่างมีหัวจิตหัวใจ มีรัก โลภ โกรธ หลง มีความเจ็บปวด มีอดีต และมีความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า

ดุจเดียวกันกับพวกมนุษย์ หรือ “อมนุษย์” อื่นๆ ซึ่งเกลียดชัง/หลงรักพวกเธอ

ห้า

แสงกระสือ 6

ที่สำคัญสุด “แสงกระสือ” และ “นาคี 2” ต่างเลือกเดินไปบนเส้นทางหรือโครงเรื่องอันคล้ายคลึงกันจนน่าประหลาดใจ

เนื่องจากหนังสองเรื่องนี้ได้ค่อยๆ ยกระดับความขัดแย้งระหว่างสามัญชนใน “หมู่บ้าน” ให้ข้ามผ่านไปสู่ปฐมบทความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนใน “ตำนานปรัมปรา”

ดังนั้น แทนที่จะดึง “นิทานเปรียบเทียบ” ซึ่งเกิดขึ้น ณ “หมู่บ้านในจินตนาการ” ให้กลับคืนสู่ “โลกความจริง” ในบริบทของสังคมไทยยุคปัจจุบัน

สิทธิศิริและพงษ์พัฒน์กลับเลือกจะชักจูงหนังของพวกตนให้เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปสู่ “นิทานเปรียบเทียบ” อีกเรื่องหนึ่ง

วิวาทะ อารมณ์โกรธเกลียด และความขัดแย้งใน “หมู่บ้าน” จากภาพยนตร์สองเรื่อง ได้ถูกคลี่คลาย/ขมวดปมด้วย “อภิมหาบรรยาย” เก่าแก่ เกี่ยวกับ “ครุฑ-นาค” และ “กระหัง-กระสือ”

(วิธีการหันเหเรื่องราวเช่นนี้ อาจส่งผลให้ “ครุฑ” “นาค” “กระหัง” “กระสือ” มีอีกเรือนร่างเป็นมนุษย์ พอๆ กับที่มนุษย์ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนร่างกายของตนเองให้กลับกลายเป็นอื่น หรือ “อมนุษย์”)

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ครุฑ-นาค” ใน “นาคี 2” เป็นเรื่องของการคลี่คลายความขัดแย้งแต่เก่าก่อนให้เจือจงลง จาก “ศัตรู” กลายเป็น “มิตร” หรือเป็นการคืนดีระหว่าง “ผู้อุปถัมภ์-ผู้รับการอุปถัมภ์” สวนทางกับสายสัมพันธ์ระหว่าง “กระหัง-กระสือ” ใน “แสงกระสือ” ที่ฝ่ายแรกยังคงไล่ล่าฝ่ายหลังอย่างไม่ลดละ แถมแพร่กระจายอารมณ์คลั่งแค้นไปสู่มนุษย์ทั้งหลายด้วย

พิจารณาในแง่มุมนี้ ตำนาน “กระหัง-กระสือ” จึงยังอิงกับตรรกะแบบหมาป่าไล่ล่าลูกแกะคล้าย “กฎแห่งกรรม” อยู่ไม่น้อย

หก

แสงกระสือ 3

ด้านหนึ่ง อุปลักษณ์ “หมู่บ้าน” ใน “นาคี 2” และ “แสงกระสือ” ก็เป็นภาพจำลองของภาวะอลหม่านในสังคมไทยร่วมสมัย

อีกด้าน “อภิมหาบรรยาย” หรือ “ตำนานปรัมปรา” ในหนัง ก็อาจทำหน้าที่ประหนึ่งแว่นขยาย/แว่นสามมิติ ซึ่งช่วยให้คนดูสามารถเพ่งพินิจสังคมของตนเองได้ชัดเจน-สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

น่าตั้งคำถามว่า “ตำนานปรัมปรา” ได้กลายเป็น “ทางเลี่ยง/ทางออกหลัก” ของภาพยนตร์ที่ต้องการจะนำเสนอหรือวิพากษ์เรื่องราวความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยยุคปัจจุบันไปแล้วหรือไม่?

หรือ “อภิมหาบรรยาย” ดังกล่าวกำลังนำพาผู้ชมไปสัมผัสกับรายละเอียดบางประการที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าและแว่นตา “สัจนิยม”?

เจ็ด

นางเอกแสงกระสือ

เห็นด้วยกับหลายคนที่รู้สึกว่ารายละเอียดบางส่วนในเรื่องราวของ “แสงกระสือ” นั้นมีอาการตกๆ หล่นๆ จนคนดูอาจงุนงงสงสัยต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของตัวละคร

โดยส่วนตัว ผมยังงงๆ กับเหตุผลที่ “น้อย” จำเป็นต้องพากลุ่มล่ากระสือเดินทางเข้ามายังหมู่บ้าน (เขาอยากกลับบ้าน แต่ทำไมต้องพาคนเหล่านี้มาพร้อมกันด้วย?)

เช่นเดียวกับบทสนทนาและการลาจากในซีนสุดท้ายระหว่าง “น้อย” กับ “สาย” ที่ดูเบลอร์ๆ ห้วนๆ ชอบกล

อย่างไรก็ตาม ขอยอมรับว่าผมชื่นชอบ “ภัณฑิรา พิพิธยากร” นางเอกของหนังเรื่องนี้มากๆ ทั้งในแง่ฝีมือการแสดงและใบหน้าที่คมสวยขึ้นจอแบบสุดๆ

เธอถือเป็นหนึ่งในนักแสดงดาวรุ่งหญิงรุ่นใหม่ ซึ่งเทียบเคียงได้กับ “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” (โรงแรมต่างดาว) “วริศรา ยู” (App War: แอปชนแอป) “ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” (มา ณ ที่นี้) และ “พลอย ศรนรินทร์” (อาปัติ, สยามสแควร์ และ สิงสู่ ฯลฯ)

คนมองหนัง

4 หนังที่นึกถึง ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนา

หลายวันก่อน เห็น The Matter ทำสกู๊ป “ก่อนเลือกตั้งดูอะไร หนังเรื่องไหนที่คนในแวดวงหนังไทยชวนดู”

เลยลองมานั่งทำลิสต์เล่นๆ ดูบ้างว่า ถ้าให้คิดอย่างไวๆ มีหนังเรื่องไหนที่ตัวเองนึกถึงก่อนหน้าการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือ

October Sonata รักที่รอคอย

october sonata

เหตุผลที่นึกถึงหนังไทยอันยอดเยี่ยมเรื่องนี้ ก็เพราะผลงานของ “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ได้เน้นย้ำให้เราตระหนักว่าการต่อสู้ทางอุดมการณ์การเมืองนั้นเป็นการต่อสู้ในทางยาว ไม่จบสิ้นลงง่ายๆ

และเราอาจไม่ได้มองเห็นหรือลิ้มรสความสำเร็จของมันในชั่วชีวิตของตนเอง

แม้จะน่าท้อถอยเหนื่อยหน่าย แต่ในทางกลับกัน การท่องไปบนเส้นทางการต่อสู้อันยาวไกลดังกล่าวก็ต้องอาศัยความอดทน (ที่จะรอคอย) ความหวัง ความฝัน และความรัก อันมิเคยเหือดแห้งหายไปไหน เป็นแรงบันดาลใจ/แรงขับเคลื่อนสำคัญ

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Bodyguards and Assassins

shi-yue-wei-cheng-2009-1130628-1-2-1

เวลาหงุดหงิดงุนงงกับกฎกติกาในการได้มาซึ่ง ส.ส. ของการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ผมมักถึงหนังฮ่องกงเรื่องนี้

ประการแรก คือ พอพูดเรื่องการนำคะแนน “ไม่ตกน้ำ” ของผู้สมัครทั้งหลายที่พ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่ง ส.ส.เขต ไปใช้คำนวณหาจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองต้นสังกัดของผู้สมัคร ส.ส.เขต รายนั้นๆ พึงได้รับแล้ว

ผมมักรู้สึกว่าบรรดาผู้สมัคร ส.ส. เขต ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่บนหมากกระดานเลือกตั้งรอบนี้ ช่างมีชะตากรรมคล้ายคลึงกับเหล่า “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เสียจริงๆ

เพราะพวกเขาต้องยอมเสียสละตนเอง เพื่อสัมฤทธิผลทางการเมืองของบุคคลอื่น (ต้องตายเพื่อผู้นำการปฏิวัติ ต้องแพ้ในสนามเลือกตั้งเพื่อทำให้พรรคมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์)

ประการต่อมา แม้กระทั่งเมื่อพูดถึงการลงคะแนนเสียงเชิงยุทธศาสตร์ ผมก็มักนึกย้อนไปยังวิธีคิดแบบ “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เช่นกัน

เพราะกลยุทธการต่อสู้เหล่านี้ คือ การพยายามจำกัดกรอบความคิดจินตนาการให้คนเล็กคนน้อยต้องยอมเสียสละหรือไม่เป็นตัวของตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต โลกทัศน์ และความรู้สึกในฐานะปัจเจกบุคคล ของพวกเขา

ซึ่งก็ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้แน่ชัดว่าสิ่งยิ่งใหญ่นั้น มันเป็นรูปธรรมจับต้องได้หรือเป็นเพียงแค่นามธรรมอันเลื่อนลอย

No

no

ภาพยนตร์ชิลีที่เล่าเรื่องการโค่นล้ม “เผด็จการปิโนเชต์” ด้วยการลงคะแนนโหวตโนของประชาชน

แต่เหนือกว่านั้น ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการเอาชนะระบอบการเมืองเก่า ด้วยวิธีคิด/จินตนาการ/กระบวนการสร้างสรรค์และสื่อสารภาพแทนแบบใหม่ๆ

ซึ่งสามารถปลุกเร้าผู้คนส่วนใหญ่ให้ฟื้นคืนความหวัง และมีพลังใจจะต่อสู้กับ “อำนาจดิบ/อำนาจเผด็จการ” (โดยปราศจากกำลังอาวุธ)

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

ไทบ้าน เดอะซีรีส์

จักรวาล ไทบ้าน

ถ้าอยากเข้าใจโหวตเตอร์จำนวนมากของประเทศ ซึ่งเป็นคนอีสานร่วมสมัย ผู้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายในและภายนอกภูมิภาค/ชุมชนของพวกเขา ผมว่าเราก็ควรจะหาภาพยนตร์ไทยชุดนี้มาดู

แต่แน่นอนแหละว่า ผู้มีอำนาจหลายส่วนนั้นแทบจะไม่เข้าใจประชาชนกลุ่มดังกล่าวเลย และไม่เคยคิดอยากดูหนังอินดี้อีสานเซ็ตนี้ด้วย

นอกจากนั้น โดยตัวของมันเอง ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า “ไทบ้าน เดอซีรีส์” มีสถานภาพของการเป็น “โปรเจ็คท์ทางการเมือง” ซ่อนแฝงอยู่

และก็เป็น “การเมือง” ในแบบที่คนร่างรัฐธรรมนูญ กองทัพ และพรรคการเมืองบางพรรค ไม่มีทางเข้าใจอีกเช่นกัน

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

The Guardian สัมภาษณ์ “อภิชาติพงศ์” ว่าด้วยความย้อนแย้งในสังคมไทย และอาการ “หัวปะทุ” ของเจ้าตัว

เว็บไซต์ The Guardian เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “The man with the exploding head: the director inspired by his medical condition” (บุรุษผู้มีอาการหัวปะทุ: แรงบันดาลใจที่ผู้กำกับภาพยนตร์ได้รับจากภาวะป่วยไข้ของเขา) ซึ่ง “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” ไปสนทนากับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทย

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตสรุปสาระสำคัญหลักๆ ของบทสัมภาษณ์ข้างต้น มานำเสนอดังต่อไปนี้

หนึ่ง

Apichatpong 4

อภิชาติพงศ์เพิ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Artes Mundi prize ประจำปี 2018 นี่คือรางวัลซึ่งมอบให้แก่บุคลากรในแวดวงศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร

สอง

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ฉายภาพความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ตลอดจนโลกทัศน์ของอภิชาติพงศ์เอง นั่นคือ ภาวะขัดกันระหว่างความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ กับระบบเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ในโลกสมัยใหม่

“ถึงแม้ว่าผมจะพยายามทำความเข้าใจโลกด้วยมุมมองที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผมก็ไม่สามารถสลัดอารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อว่ามีวิญญาณต่างๆ วนเวียนอยู่รอบตัวเรา ออกไปได้” อภิชาติพงศ์กล่าวและว่า “ผมรู้สึกว่าเมื่อตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เขียวขจี ผมจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ทั้งหลาย สื่อสารกับความทรงจำของผืนป่า และสื่อสารกับตัวเอง ได้อยู่เสมอ”

Apichatpong Portrait Trees

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ระบุว่า ไม่เพียงเท่านั้น ภายในสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างคู่ตรงข้ามมากมาย

ตั้งแต่ความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติแบบโบราณ ซึ่งดำรงอยู่เคียงคู่กับภาวะทุนนิยมสมัยใหม่ชนิดเข้มข้น

การเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ซึ่งถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหาร ขณะที่บางพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคอีสานยังมี “บาดแผล” อันเกิดจากนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ตกค้างอยู่

ไปจนถึงสภาพการณ์ที่คนไทยราว 95% นับถือศาสนาพุทธ แต่กลับมีพระสงฆ์ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตฉ้อโกงทรัพย์สินจำนวนมหาศาล หรือมีพระสงฆ์ที่ถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองขณะโดยสารเครื่องบินส่วนตัว ประเด็นอื้อฉาวเหล่านี้ล้วนย้อนแย้งกับแนวคิดต่อต้านลัทธิวัตถุนิยม ซึ่งถูกเชื่อว่าดำรงอยู่ในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา

IMG_8121

อภิชาติพงศ์อธิบายว่าหนังของเขาพยายามปอกเปลือกความขัดแย้งต่างๆ อันแสนซับซ้อนในสังคมไทย แล้วนำเสนอมันออกมาอย่างนุ่มนวลแต่ไม่ประนีประนอมยอมความ

“ในประเทศนี้ มันเต็มไปด้วยสัจจะ ความเป็นจริง หลายระดับชั้นมากๆ” อภิชาติพงศ์อธิบายและกล่าวต่อว่า “(ในบางด้าน) บ้านเมืองพัฒนาไปสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว แต่พอมาถึงเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศนี้มีการปราบปรามคนเห็นต่าง แต่ขณะเดียวกัน มันก็เปี่ยมล้นความมีชีวิตชีวา ผมรู้สึกลุ่มหลงในความลักลั่นดังกล่าว”

สาม

Cemetery_018

ระยะหลัง อภิชาติพงศ์มักนำเสนอภาวะ “หลับใหล” ในภาพยนตร์ของตนเอง เพราะเขามองว่านั่นคืออาณาเขตแห่งการต่อต้านขัดขืน ที่อำนาจเซ็นเซอร์ของรัฐไม่สามารถก้าวล่วงเข้ามาได้

สี่

ระหว่างพัฒนาโครงการภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ซึ่งจะไปถ่ายทำที่ประเทศโคลอมเบียและนำแสดงโดย “ทิลดา สวินตัน” อภิชาติพงศ์ค้นพบว่าตนเองป่วยเป็นโรค “หัวปะทุ” โดยมีอาการได้ยินเสียงดังมากมายในหัวและมองเห็นแสงสว่างวาบยามตื่นนอน

Apichatpong SleepCinemaHotel 2018

ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำค่อยๆ แปรอาการเจ็บป่วยให้กลายเป็นองค์ประกอบในภาพยนตร์เรื่องใหม่ เขาไปสัมภาษณ์พูดคุยกับบรรดาหมอและนักจิตวิทยา แล้วเริ่มสนใจในแนวคิดว่าด้วยบาดแผลทางใจ, ความเจ็บปวดรวดร้าว และความทรงจำ

ห้า

อย่างไรก็ตาม อภิชาติพงศ์ยังไม่หมดหวังกับประเทศไทยเสียทีเดียว

เขาหวังที่จะริเริ่มขบวนการผลิตภาพยนตร์สารคดีในบ้านเกิดเมืองนอน

เขายังอยากที่จะทำหนังสยองขวัญแนวฆาตกรโรคจิต และบางที อาจจะรีเมกหนังเรื่อง Grizzly (1976) ซึ่งเป็นผลงานที่อภิชาติพงศ์ชื่นชอบมากที่สุด หากเทียบกับงานเรื่องอื่นในภาพยนตร์ตระกูลนี้

ทว่าในทางการเมือง อภิชาติพงศ์ยังไม่เชื่อว่าจะมีอะไรดีขึ้นหลังการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เขาบอกว่าประชาชนต่างยอมแพ้ในเรื่องนี้ และมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นเหมือนตัวตลก

“ห้าปีที่แล้ว ผมยังมองโลกในแง่บวกมากๆ แต่ตอนนี้ ผมกลับไม่มีความหวังมากนักต่ออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในชั่วชีวิตของตัวเอง”

AW BW

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย” นี่คือข้อสรุปสั้นๆ ของอภิชาติพงศ์

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

คนมองหนัง

บันทึกถึงหนังจีนเรื่อง “Youth”

หนึ่ง

รวมๆ แล้ว เมื่อดูเสร็จจะนึกถึง October Sonata คือนี่เป็นหนังที่ถ่ายทอดชะตากรรมของผู้คน ที่ดำเนินคู่ขนานไปกับชะตากรรมทางการเมืองของประเทศ ผ่านแง่มุมความรักโรแมนติกภายในกรอบเวลายาวนานหลายทศวรรษ (1976-1995, พร้อมกล่าวถึงเหตุการณ์ในปี 2005 และ 2016 โดยไม่มีภาพ) ซึ่งอบอุ่น กรุ่นๆ กำลังดี

โดยส่วนตัว รู้สึกว่าหนังมันมีอาการ “จบไม่ลง” ในช่วงท้ายๆ จากจังหวะที่สามารถทำให้เราร้องไห้โฮได้ เลยเหลือแค่มีน้ำตารื้นๆ ออกมา

สอง

youth 2

สิ่งแรกที่เซอร์ไพรส์ คือ หนังไม่ได้ฉายภาพชีวิตหนุ่มสาวที่ร้าวรานแตกสลายใน/สืบเนื่องจาก “ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม” หรือ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” มิได้ส่งผลกระทบแง่ลบโดยตรงต่อชีวิตของเหล่าตัวละคร

เพราะจุดออกสตาร์ทของภาพยนตร์ คือ ปี 1976 อันเป็นปีสุดท้ายของการปฏิวัติวัฒนธรรม และเป็นปีที่ “ประธานเหมา” ถึงแก่อสัญกรรม

ก่อนที่ชีวิตของกลุ่มตัวละครนำจะเติบโต ระหกระเหิน พลัดพราก โดยมี “สงครามจีน-เวียดนาม” ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ (เริ่มหันเหสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม) ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นฉากหลัง

พูดอีกอย่างได้ว่าบรรดาตัวละคร โดยเฉพาะพระเอก-นางเอก มิได้ถูกกระทำเฉพาะใน “ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม” หรือ “หลังปฏิวัติวัฒนธรรม” เท่านั้น แต่พวกเขาและเธอยังตกเป็น “เหยื่อ” ของบริบท/ช่วงเวลาอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ด้วย

สาม

youth 6

อีกส่วนที่เซอร์ไพรส์มากก็คือ ก่อนหน้านี้ (ด้วยความเซ่อส่วนบุคคล) เคยเห็นแค่โปสเตอร์หนังเวอร์ชั่นตัวละครนั่งริมสระน้ำ เลยไม่นึกว่ามันจะมีฉากเกี่ยวข้องกับสงครามด้วย แถมเป็น “สงครามจีน-เวียดนาม” อีกต่างหาก ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรก ที่ตัวเองได้ดูหนังที่มีฉากหลังเป็นสงครามนี้

จริงๆ พาร์ทสงครามเป็นส่วนที่ผมไม่ค่อยชอบนัก แต่ก็ให้ผลลัพธ์อะไรบางอย่างที่น่าสนใจดี เช่น ก่อนหน้านี้ เวลาเรารู้จักสงครามจีน-เวียดนาม เราจะจดจำมันในฐานะสงครามที่จีน “สั่งสอน” เวียดนาม แต่สิ่งที่ “เฝิงเสี่ยวกัง” นำเสนอ กลับเป็นภาพโศกนาฏกรรมที่คนเล็กคนน้อยชาวจีนต้องประสบจากสงครามดังกล่าว

สี่

youth 7

ดูๆ ไป จะรู้สึกว่าพระเอกช่างเป็นคนดีดี๊ดี คือ โอเค ในโลกนี้และในสังคมไหนๆ มันอาจมีคนซื่อ คนตรง คนมักน้อย ที่ “เอาดี” ไม่ได้ไม่ว่าจะในระบบใดๆ แต่คนซื่อ คนตรง คนมักน้อย (หรือจะเรียก “เหลาซิก” ก็ได้) มันอาจไม่จำเป็นต้อง “ดีงามบริสุทธิ์” เป็นประชาชนตัวอย่าง แต่แบนราบ ขนาดพระเอก

ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกว่านางเอกเป็นตัวละครนำที่มีมิติลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า เธอมีทั้งความผิดบาป ผิดแปลก หลุดโลก เกรี้ยวกราด เจ้าคิดเจ้าแค้น และปูมหลังที่รันทดรวดร้าว จนดูเป็น “มนุษย์” กว่าพระเอกชัดเจน

ห้า

youth 1

หนังแสดงให้เห็นว่า “เป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด” ในมุมที่ไม่บวกนัก

ผมรู้สึกว่าหนังทรีต “คนทำงานด้านวัฒนธรรม” ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนได้น่าสนใจดี คือ ด้านหนึ่ง มันก็มีความงามเมื่อหน่วยงานนี้มีชีวิต มีความโหยไห้อาลัยเมื่อหน่วยงานนี้ต้องปิดฉาก แต่อีกด้าน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นหน่วยงานที่เต็มไปด้วย “อภิสิทธิ์ชน”

การเป็นทหาร คือ การมีอภิสิทธิ์หลายอย่างเหนือประชาชนทั่วไป ขณะที่กำลังพลในส่วนงาน “วัฒนธรรม” ของกองทัพ ก็มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าทหารที่เป็นกำลังรบ หลายคนเป็นลูกท่านหลานเธอ หลายคนสามารถเสาะแสวงหาโอกาสที่ดีในชีวิต เพราะความสามารถทางศิลปวัฒนธรรม ภายหลังหน่วยงานถูกล้มเลิก หนุ่มสาวในหน่วยงานวัฒนธรรม ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างสุขสันต์ มีโอกาสทำกิจกรรมนันทนาการ และมีเวลาว่างพอจะนินทา ล้อเลียน หรือรังแกเพื่อนร่วมหน่วยรายอื่นได้

1102.00-00.Focus.HKChina.indd

และแน่นอน คนที่ค่อยๆ ถูกเขี่ยออกมาจากหน่วยงานนั้น ก่อนจะต้องไปแบกรับภาระหนักหนาและบาดแผลสาหัสในแนวหน้า ก็คือ “คนชายขอบ” ของหน่วย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหนุ่มฐานะยากจนที่เป็นเหมือนเบ๊ประจำคณะละคร และนักแสดงหญิงที่เป็นตัวตลกของเพื่อนๆ ผู้มีพ่อเสียชีวิตระหว่างโดนปรับทัศนคติอยู่ในค่ายกักกัน

หก

youth ending

แม้จะรู้สึกว่าหนังยืดย้วยไปหน่อย แต่ผมค่อนข้างโอเคกับตอนจบ กล่าวคือ ถ้า “เฝิงเสี่ยวกัง” เลือกจะปิดฉากเรื่องราวอย่างหนักมือกว่านี้ พระเอก-นางเอกคงกลายสถานะเป็น “วีรบุรุษ-วีรสตรี” ในอภิมหาบรรยายว่าด้วยชาติ ทว่าถูกหลงลืมในฐานะปัจเจกบุคคล ผู้มีชื่อเสียง เรียงนาม อัตลักษณ์ ตัวตน

แต่พอเรื่องราวถูกยืดขยาย แต่พอพระเอก-นางเอกไม่ได้ถูกทุบทำลายเสียจนแหลกละเอียด หากต้องล้มลุกคลุกคลานตกระกำลำบากไปเรื่อยๆ สถานภาพ “สามัญชน” ของเขาและเธอจึงยังดำรงอยู่อย่างมีชีวิต และปรากฏชัดในความทรงจำส่วนบุคคลและของมิตรสหายบางราย

ข่าวบันเทิง

หนังสารคดีชัตดาวน์กรุงเทพฯ “บางกอกจอยไรด์ 1-2” เริ่มฉายควบที่ “ซิเนม่าโอเอซิส” 18 เม.ย.

โรงภาพยนตร์ซิเนม่าโอเอซิสเตรียมจัดฉายหนังสารคดี “บางกอกจอยไรด์” สองภาค ของ “สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์” ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2556-57 ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนนี้เป็นต้นไป

เพจ Cinema Oasis ประชาสัมพันธ์ข้อมูลของ “บางกอกจอยไรด์ 1: เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” เอาไว้ว่า

นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้นำประท้วงขณะที่การปิดกรุงเทพเริ่มก่อตัว เรามองแทบไม่เห็นเหล่าแกนนำท่ามกลางฝูงกองทัพมด คนธรรมดาที่กลายเป็นไม่ธรรมดาเหล่านี้คือดารานำของภาพยนตร์ ซึ่งบันทึกช่วงวิกฤตแห่งปี 2556 รวมทั้งการล่มสลายของรัฐสภา จากกรกฎาคม ถึง 9 ธันวาคม 2556 ด้วยความสดจริงของประสบการณ์ตรง ให้เราดูเองโดยไร้คำบรรยายและไร้ความเห็น

ถ้าคุณพลาดเหตุการณ์จริง นี่คือโอกาสที่จะสัมผัสมัน หากว่าวันนั้นคุณอยู่ตรงนั้น มันคือความจำที่ทรงคุณค่า และคุณอาจพบว่าตัวเองเป็นดาราหนัง เพราะนี่ไม่ใช่ตำนานนักรบสูงศักดิ์โบราณ แต่เป็นวีรกรรมร่วมสมัยของคนธรรมดาที่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

ขณะที่ “บางกอกจอยไรด์ 2: ปิดกรุงเทพ” มีข้อมูลประชาสัมพันธ์ระบุว่า

อนาธิปไตย อยู่เคียงข้างวินัยได้อย่างไร? ความกลัวและความปีติเล่า? ภาค 2 ของ ‘บางกอกจอยไรด์’ บันทึกปฏิบัติการปิดกรุงเทพ จาก 22 ธันวาคม 2556 ถึง 15 มกราคม 2557 รวมทั้งการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และฉากเหนือจริงจากอาร์ตเลนของเหล่าศิลปิน หนังเรื่องนี้ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือโดยทีมงานเพียงคนเดียว แต่ทีมนักแสดงล้นจอที่มาเป็นล้าน

‘ปิดกรุงเทพ’ พาเราเหาะเหินด้วยความสดจริงของประสบการณ์ตรง ให้ดูเองโดยไร้คำบรรยายและไร้ความเห็น ถ้าคุณพลาดเหตุการณ์จริง นี่คือโอกาสที่จะสัมผัสมัน หากว่าวันนั้นคุณอยู่ตรงนั้น มันคือความจำที่ทรงคุณค่า และคุณอาจพบว่าตัวเองเป็นดาราหนัง เพราะนี่ไม่ใช่ตำนานนักรบสูงศักดิ์โบราณ แต่เป็นวีรกรรมร่วมสมัยของคนธรรมดาที่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดีทั้งสองเรื่องได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์ซินิม่าดูรีล ที่กรุงปารีส เมื่อปี 2560 และจะฉายรอบปฐมทัศน์ประเทศไทยในวันที่ 18 เมษายน 2561 ที่โรงหนังซิเนม่าโอเอซิส

บางกอกจอยไรด์ 1

บางกอกจอยไรด์ 2

ตรวจสอบรายละเอียดการเข้าฉายเพิ่มเติมที่ เพจ Cinema Oasis

ภาพประกอบจาก http://www.bangkokjoyride.com และ Cinema Oasis

ข่าวบันเทิง

“พันท้ายนรสิงห์” อีกหนึ่งหนัง/ละครที่มาก่อนกาล ท่ามกลางกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส”

ภาวะฮิตระเบิดของ “บุพเพสันนิวาส” ทำให้หลายคนพยายามเปรียบเทียบละครทีวีเรื่องนี้กับ “ศรีอโยธยา” ซีรีส์เล่าเรื่องราวยุคเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดย “หม่อมน้อย” ของช่องทรูฯ หรือหนังใหญ่เมื่อ 14 ปีก่อนอย่าง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า”

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งผลงานบันเทิงที่มีความสอดคล้องใกล้เคียงกับ “บุพเพสันนิวาส” มากๆ คือ “พันท้ายนรสิงห์” ของ “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” หรือ “ท่านมุ้ย”

แรกเริ่มเดิมที โปรเจ็กท์นี้ถูกผลิตเป็น “ภาพยนตร์โทรทัศน์” เพื่อป้อนช่อง 3 แต่กลับโดนดองอย่างยาวนาน และมีข่าวว่าอาจจะถูกเผยแพร่ในฐานะละครเย็นแทน

ท่านมุ้ยและพร้อมมิตร ภาพยนตร์ จึงเปลี่ยนแผน ตัดภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องนี้ให้สั้นลง จนกลายเป็น “ภาพยนตร์ฉายโรง” ในปี 2558

ก่อนจะนำภาพยนตร์โทรทัศน์ความยาว 19 ตอน มาแพร่ภาพทางช่องเวิร์กพอยต์ ณ ปี 2559

โดย “พันท้ายนรสิงห์” ทั้งสองฉบับ ไม่ได้ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้หรือเรตติ้งมากมายนัก (ดูรายละเอียดเรตติ้งของละคร “พันท้ายนรสิงห์” ที่นี่)

อย่างไรก็ดี ใช่ว่า “พันท้ายนรสิงห์” ของท่านมุ้ยจะไม่มีจุดเด่นอยู่เลย

จุดน่าสนใจมากๆ ของภาพยนตร์โทรทัศน์/ฉายโรงเรื่องนี้ ก็คือ การใส่เนื้อหาว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวงลงไปในเรื่องราวอย่างเข้มข้นจริงจัง

โดยเฉพาะในประเด็นการเมืองสมัยพระนารายณ์นั้น นี่อาจนับเป็นสื่อบันเทิงไทยเรื่องแรกสุดที่นำเสนอประเด็นดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ (ก่อนการมาถึงของ “บุพเพสันนิวาส”)

หลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอน
ฉากหลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอนใน “พันท้ายนรสิงห์”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีตัวละครหลายรายใน “พันท้ายนรสิงห์” ที่ซ้อนทับกับตัวละครใน “บุพเพสันนิวาส”

เช่นเดียวกับนักแสดงบางคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์/ละครสองเรื่องนี้ โดยรับบทบาทต่างกัน

ได้แก่

พระนารายณ์ พันท้าย

สมเด็จพระนารายณ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สุเชาว์ พงษ์วิไล

พระปีย์

พระปีย์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย ไชยา มิตรชัย

สองเจ้าฟ้า

เจ้าฟ้าศรีสุพรรณ (พระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์) – เจ้าฟ้าสุดาวดี (พระธิดาในสมเด็จพระนารายณ์) รับบทโดย ธัญญา วชิรบรรจง และพิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์

(ในบุพเพสันนิวาสมีตัวละครสตรีสูงศักดิ์ปริศนารับบทโดย เจนจิรา จันทรศร ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าฟ้าหนึ่งในสองพระองค์นี้)

พระเพทราชา พันท้าย

พระเพทราชา ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สมภพ เบญจาธิกุล

หลวงสรศักดิ์ พันท้าย

หลวงสรศักดิ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย พันเอกวันชนะ สวัสดี (ผู้พันเบิร์ด)

ฟอลคอน พันท้าย

ฟอลคอน ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สเตฟาน เดอร์ ฌานาจ

พระยาราชสงคราม

นิรุตติ์ ศิริจรรยา ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโหราธิบดี ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็นตัวร้ายชื่อ พระยาราชสงคราม

หลวงกำแหง

ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น สมเด็จพระนารายณ์ ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น หลวงกำแหง ลูกน้องพระยาราชสงคราม

พระเจ้าอังวะ

สุรศักดิ์ ชัยอรรถ ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น พระเจ้าสิริสุธรรมราชา พระเจ้าอังวะ

ติดตามชมภาพยนตร์โทรทัศน์ “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่น 19 ตอน ได้ในเพลย์ลิสต์ด้านล่าง ใครสนใจประเด็นการเมืองปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง ขอแนะนำให้ดู ตอนที่ 1 และ 18

ข่าวบันเทิง

เปิดตัวอย่าง “บางกอกจอยไรด์ 1: เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” ก่อนเข้าฉายเร็วๆ นี้

เพจ Cinema Oasis เผยแพร่หนังตัวอย่างของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” (บางกอกจอยไรด์ ภาค 1: จากกรกฎาคม – 9 ธันวาคม 2556)

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์” หรือ Ing K (อิ๋ง เค) ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2556-57

“บางกอกจอยไรด์” จะถูกแบ่งออกเป็นสองภาค โดยภาคแรกเป็นหนังสารคดีที่บันทึกภาพการชุมนุม “ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ” ซึ่งอิ๋งเห็นว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกหลงลืมไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่หนังภาคสองจะจับจ้องลงลึกไปยังบุคลิกลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลของผู้ชุมนุมบางราย ซึ่งเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว “ปิดกรุงเทพฯ”

26195472_2033923886822593_2339205651125404420_n

ก่อนหน้านี้ Nicole Brenez ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์และนักวิจารณ์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงชาวฝรั่งเศส ได้คัดเลือกให้ “บางกอกจอยไรด์” ติดอันดับ 1 ใน 5 หนังยอดเยี่ยมแห่งปี 2016 ตามทัศนะของเขา

เพจดังกล่าวระบุด้วยว่า “บางกอกจอยไรด์ 1” จะเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ทางเลือก “ซิเนม่าโอเอซิส” เร็วๆ นี้

คนมองหนัง

บันทึกถึง Insects in the Backyard (2553-2560)

หนึ่ง

22853356_1493101690745406_349948089735554640_n

จำได้ว่าเคยดู Insects in the Backyard ครั้งแรก ในเทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง ก่อนที่หนังจะโดนแบน แล้วจากนั้น ก็ไปสนใจเรื่องกระบวนการต่อสู้เพื่อให้หนังเรื่องนี้ได้กลับมาฉาย โดยค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องราว จุดเด่น จุดด้อยของตัวหนังไปทีละน้อยๆ กระทั่งจำอะไรแทบไม่ได้เลยในอีก 7 ปีต่อมา

สอง

แมลง พ่อ

พอมาดูอีกครั้ง จึงพบว่าหนังมีอะไรหลายอย่างน่าสนใจดี

ข้อแรกเลย คือ พบว่าหนังมี “ความสดดิบ” ที่มาพร้อมกับการ (เพิ่งจะ) ขยับขยายขอบเขตการทำงาน ณ ตอนนั้น ของคนทำ จาก “หนังสั้น” มาสู่ “หนังยาว (อินดี้)”

นี่ทำให้คนดูได้ย้อนไปเห็นถึงข้อจำกัดบางอย่างในขั้นตอนการผลิต ทั้งเรื่องคุณภาพของงานโปรดักชั่น (ภาพ-เสียง) ภาษาภาพสไตล์หนังสั้นเมื่อทศวรรษที่แล้ว ซึ่งใน พ.ศ.นี้ อาจดูเชย (หรือไม่มีเด็กฟิล์มคนไหนตัดหนัง-ถ่ายหนังแบบนี้กันอีกแล้ว) หรือเรื่องการแสดงที่ดูแปลกๆ แปร่งๆ แข็งๆ ทื่อๆ อยู่ไม่น้อย

สาม

แมลง โปสเตอร์ 2

อย่างไรก็ตาม Insects in the Backyard นั้นมีโครงเรื่องที่น่าสนใจมากๆ

หนังเริ่มต้นขึ้นมาด้วยภาวะสับสนพร่าเลือนระหว่าง “กาละ” (เวลา) และ “เทศะ” (พื้นที่) ซึ่งปรากฏผ่านการเดินทาง (ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม) ของตัวละครหลักสามคน

พร้อมๆ กับฉายให้เห็นภาวะซ้ำซากจำเจที่แสดงผ่านการดำเนินชีวิตประจำวัน สภาพปัญหาส่วนบุคคล และความคิดฝันของกลุ่มตัวละครข้างต้น

ก่อนที่หนังจะค่อยๆ นวดและขมวดปมให้พวกเขาและเธอที่ร่อนเร่พเนจรไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างกัน ได้กลับมาพบเจอ “จุดร่วม” อะไรบางอย่าง พร้อมๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

แต่ใช่ว่าชีวิตของตัวละครทั้งสามจะหวนกลับมาบรรจบกันได้อีกหน

สี่

แมลง ครอบครัว

อีกจุดที่ควรพูดถึง คือ หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 2553 (แถมมีเกร็ดว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปีนั้น โผล่มาให้เห็นนิดๆ หน่อยๆ) และน่าจะเป็นหนังไทยในทศวรรษ 2550 เรื่องแรกๆ/กลุ่มแรกๆ ที่แสดงอาการกระวนกระวายใจเกี่ยวกับ “ปัญหาสายสัมพันธ์ในครอบครัว” ของกลุ่มตัวละครหลักออกมา

ในกรณีของหนังเรื่องนี้ คือ “ธัญญ่า” ไม่สามารถทำหน้าที่ “พ่อ” เหมือนที่ลูกๆ และบรรทัดฐานทางสังคมคาดหวัง แต่สถานะของเธอต้องเลื่อนไถลไปเป็น “พี่สาวคนโต” ของลูกสาวลูกชายแทน

ส่วน “เจนนี่” กับ “จอห์นนี่” ก็หลุดลอยออกไปไกลมากๆ จากการเป็น “ลูก” หรือ “สมาชิกที่ดีของครอบครัว”

ไปๆ มาๆ ผู้ชายของเจนนี่ก็เคยเป็นผู้ชายของธัญญ่ามาก่อน ขณะเดียวกัน ธัญญ่าก็กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องขจัดทิ้ง ในความฝันหรือจิตใต้สำนึกของจอห์นนี่

ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่วัยรุ่นทั้งสองคนทำ (มาหาเลี้ยงชีพ) ยังถือเป็นปฏิปักษ์ต่อ “สถาบันครอบครัว” หรือ “สถาบันการแต่งงาน” เลยด้วยซ้ำ

ขณะที่ “ซาร่า” ผู้เป็นแม่ ก็ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกซะอีก แม้เธอจะกลับมาทำหน้าที่ “ศูนย์รวมจิตใจ” ของทุกคนในช่วงท้าย แต่มันก็เป็นอะไรที่คล้ายจะผิดฝาผิดตัวผิดที่ผิดทาง ลอยล่องบางเบา และไม่สามารถสมานจิตใจของทุกคนให้กลับมารวมเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง

ปัญหาดังกล่าวสวนทางสิ้นเชิงกับภาพฝันทั้งหลายหรือสิ่งต่างๆ ที่ธัญญาพยายามจะทำให้เป็นจริงใน “บ้านของเธอ”

บ้านที่สวยงาม เลิศหรู เหมือนจะตามรอยครอบครัวของคนชั้นสูง/คนชั้นกลางระดับสูง (ในจินตนาการ) แต่ก็แลดูน่าตลก โดดเดี่ยวอ้างว้าง และไม่จริงไปพร้อมๆ กัน

ถ้าไปย้อนดูหนังไทยในทศวรรษ 2550 เราจะพบว่ามีผลงาน (โดยเฉพาะหลังจาก Insects) อีกเป็นจำนวนมาก ที่แสดงอาการกระวนกระวายลักษณะเดียวกันออกมา

นั่นอาจเป็นชุดนิทานเปรียบเทียบที่บ่งชี้ถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมอันไม่มั่นคง/อ่อนไหวของสังคมไทย (หรืออย่างน้อยก็คนชั้นกลางในสังคมไทย) ณ ห้วงเวลานั้น

ห้า

แมลง คดี

พอได้มาดู Insects in the Backyard ในปีนี้ จึงพบว่ามีมรดกบางอย่างจากหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ คือ “ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” ที่ตกทอดมาถึงหนังยาวเรื่องหลังๆ ของเธอ (อย่างน้อยก็ “It gets better ไม่ได้ขอให้มารัก” และ “ปั๊มน้ำมัน”)

จนอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ (แม้จะไม่ใช่แนวทางที่ดีนัก) ว่า ถ้าสมมุติหนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าฉาย แล้วผู้กำกับเกิดตัดสินใจรีเมกมันใหม่ซะเลย ก็น่าเชื่อว่าด้วยประสบการณ์การทำหนังที่มีมากขึ้น เทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น หนังเวอร์ชั่นใหม่อาจกลายเป็นหนังในระดับดีมากๆ เพราะมีตัวเรื่องที่แข็งแรงรองรับอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี Insects in the Backyard (2553) ที่ได้เข้าฉายในปี 2560 ก็ถือเป็นประจักษ์พยานสำคัญของการต่อสู้อันยาวนานในทางข้อกฎหมาย

รวมทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ฉายให้เห็นถึงพัฒนาการหรือวิถีเคลื่อนตัวของวงการหนังอิสระไทย ตลอดจนสังคมไทยโดยรวม ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา