ข่าวบันเทิง

The Guardian สัมภาษณ์ “อภิชาติพงศ์” ว่าด้วยความย้อนแย้งในสังคมไทย และอาการ “หัวปะทุ” ของเจ้าตัว

เว็บไซต์ The Guardian เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “The man with the exploding head: the director inspired by his medical condition” (บุรุษผู้มีอาการหัวปะทุ: แรงบันดาลใจที่ผู้กำกับภาพยนตร์ได้รับจากภาวะป่วยไข้ของเขา) ซึ่ง “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” ไปสนทนากับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทย

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตสรุปสาระสำคัญหลักๆ ของบทสัมภาษณ์ข้างต้น มานำเสนอดังต่อไปนี้

หนึ่ง

Apichatpong 4

อภิชาติพงศ์เพิ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Artes Mundi prize ประจำปี 2018 นี่คือรางวัลซึ่งมอบให้แก่บุคลากรในแวดวงศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร

สอง

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ฉายภาพความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ตลอดจนโลกทัศน์ของอภิชาติพงศ์เอง นั่นคือ ภาวะขัดกันระหว่างความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ กับระบบเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ในโลกสมัยใหม่

“ถึงแม้ว่าผมจะพยายามทำความเข้าใจโลกด้วยมุมมองที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผมก็ไม่สามารถสลัดอารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อว่ามีวิญญาณต่างๆ วนเวียนอยู่รอบตัวเรา ออกไปได้” อภิชาติพงศ์กล่าวและว่า “ผมรู้สึกว่าเมื่อตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เขียวขจี ผมจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ทั้งหลาย สื่อสารกับความทรงจำของผืนป่า และสื่อสารกับตัวเอง ได้อยู่เสมอ”

Apichatpong Portrait Trees

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ระบุว่า ไม่เพียงเท่านั้น ภายในสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างคู่ตรงข้ามมากมาย

ตั้งแต่ความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติแบบโบราณ ซึ่งดำรงอยู่เคียงคู่กับภาวะทุนนิยมสมัยใหม่ชนิดเข้มข้น

การเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ซึ่งถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหาร ขณะที่บางพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคอีสานยังมี “บาดแผล” อันเกิดจากนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ตกค้างอยู่

ไปจนถึงสภาพการณ์ที่คนไทยราว 95% นับถือศาสนาพุทธ แต่กลับมีพระสงฆ์ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตฉ้อโกงทรัพย์สินจำนวนมหาศาล หรือมีพระสงฆ์ที่ถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองขณะโดยสารเครื่องบินส่วนตัว ประเด็นอื้อฉาวเหล่านี้ล้วนย้อนแย้งกับแนวคิดต่อต้านลัทธิวัตถุนิยม ซึ่งถูกเชื่อว่าดำรงอยู่ในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา

IMG_8121

อภิชาติพงศ์อธิบายว่าหนังของเขาพยายามปอกเปลือกความขัดแย้งต่างๆ อันแสนซับซ้อนในสังคมไทย แล้วนำเสนอมันออกมาอย่างนุ่มนวลแต่ไม่ประนีประนอมยอมความ

“ในประเทศนี้ มันเต็มไปด้วยสัจจะ ความเป็นจริง หลายระดับชั้นมากๆ” อภิชาติพงศ์อธิบายและกล่าวต่อว่า “(ในบางด้าน) บ้านเมืองพัฒนาไปสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว แต่พอมาถึงเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศนี้มีการปราบปรามคนเห็นต่าง แต่ขณะเดียวกัน มันก็เปี่ยมล้นความมีชีวิตชีวา ผมรู้สึกลุ่มหลงในความลักลั่นดังกล่าว”

สาม

Cemetery_018

ระยะหลัง อภิชาติพงศ์มักนำเสนอภาวะ “หลับใหล” ในภาพยนตร์ของตนเอง เพราะเขามองว่านั่นคืออาณาเขตแห่งการต่อต้านขัดขืน ที่อำนาจเซ็นเซอร์ของรัฐไม่สามารถก้าวล่วงเข้ามาได้

สี่

ระหว่างพัฒนาโครงการภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ซึ่งจะไปถ่ายทำที่ประเทศโคลอมเบียและนำแสดงโดย “ทิลดา สวินตัน” อภิชาติพงศ์ค้นพบว่าตนเองป่วยเป็นโรค “หัวปะทุ” โดยมีอาการได้ยินเสียงดังมากมายในหัวและมองเห็นแสงสว่างวาบยามตื่นนอน

Apichatpong SleepCinemaHotel 2018

ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำค่อยๆ แปรอาการเจ็บป่วยให้กลายเป็นองค์ประกอบในภาพยนตร์เรื่องใหม่ เขาไปสัมภาษณ์พูดคุยกับบรรดาหมอและนักจิตวิทยา แล้วเริ่มสนใจในแนวคิดว่าด้วยบาดแผลทางใจ, ความเจ็บปวดรวดร้าว และความทรงจำ

ห้า

อย่างไรก็ตาม อภิชาติพงศ์ยังไม่หมดหวังกับประเทศไทยเสียทีเดียว

เขาหวังที่จะริเริ่มขบวนการผลิตภาพยนตร์สารคดีในบ้านเกิดเมืองนอน

เขายังอยากที่จะทำหนังสยองขวัญแนวฆาตกรโรคจิต และบางที อาจจะรีเมกหนังเรื่อง Grizzly (1976) ซึ่งเป็นผลงานที่อภิชาติพงศ์ชื่นชอบมากที่สุด หากเทียบกับงานเรื่องอื่นในภาพยนตร์ตระกูลนี้

ทว่าในทางการเมือง อภิชาติพงศ์ยังไม่เชื่อว่าจะมีอะไรดีขึ้นหลังการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เขาบอกว่าประชาชนต่างยอมแพ้ในเรื่องนี้ และมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นเหมือนตัวตลก

“ห้าปีที่แล้ว ผมยังมองโลกในแง่บวกมากๆ แต่ตอนนี้ ผมกลับไม่มีความหวังมากนักต่ออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในชั่วชีวิตของตัวเอง”

AW BW

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย” นี่คือข้อสรุปสั้นๆ ของอภิชาติพงศ์

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

Advertisements
คนมองหนัง

รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย

(อัพเดตเนื้อหา ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2561)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยภาระหน้าที่การงานบางอย่าง ทำให้มีโอกาสได้นั่งทบทวนรายชื่อหนังไทย ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผมจึงเพิ่งตระหนักว่าหนังกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้พบข้อมูลที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน นั่นคือ ปี 2552 ถือเป็นปีที่มีการสร้างหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากที่สุด

ลองมาอ่านรายละเอียดกันครับ

รายชื่อหนังยาว-สั้นของไทยที่มีเนื้อหาหรือฉากหลังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย

2529

%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“ช่างมันฉันไม่แคร์” โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

หนังที่สร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแค่สิบปี เล่าเรื่องของหญิงสาวแห่งวงการโฆษณา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาผู้มีบาดแผลความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มชนชั้นล่าง ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ชายขายตัวในเมืองหลวง

นอกจากนั้น หนังยังพูดถึง “คนเดือนตุลาฯ” ที่เปลี่ยนแปลงไป จากหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ปฏิวัติ มาสู่นักธุรกิจ-นักโฆษณาผู้ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม

2534

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7

“เวลาในขวดแก้ว” โดย ประยูร วงษ์ชื่น สร้างจากนิยายของประภัสสร เสวิกุล

มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นบริบทสำคัญและฉากหลังของหนัง ที่เล่าเรื่องราวการเติบโต-เปลี่ยนผ่านของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง

2544

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“14 ตุลา สงครามประชาชน” (คนล่าจันทร์) โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จัดเป็น “หนังการเมือง” ที่ไม่ได้ใช้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแค่บริบท

หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กับการเข้าป่าและพ่ายแพ้ออกจากป่าของ “เสกสรรค์-จิระนันท์”

หนังจะมีฉากเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ตรงๆ อยู่หนึ่งฉาก คือ ฉากที่คนในป่าฟังข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากวิทยุ โดยบรรดาอดีตนักศึกษาจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนในเมือง แต่ตัวละครสมาชิกพคท. สายจีน กลับไปตกอกตกใจกับข่าวเจียงชิง-แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม

2546

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99

หนังสั้น “อย่าลืมฉัน” โดย มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่ใช้ found footage ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มานำเสนอแบบดิบๆ ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้น

2552

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1

“เชือดก่อนชิม” โดย ทิวา เมย์ไธสง เป็นหนังสยองขวัญ ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นฉากหลัง/บริบท

ลิฟท์แดง

“ลิฟท์แดง” (ตอนหนึ่งของหนัง “มหาลัยสยองขวัญ”) โดย บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม

หนังสยองขวัญกึ่งการเมือง ที่ไม่เพียงนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มารับใช้เรื่องราวสยองขวัญดังเช่นกรณีของ “เชือดก่อนชิม” เท่านั้น แต่ยังเพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสูญเสีย ความพลัดพราก ความโรแมนติกลงไป และคล้ายจะพยายามพูดถึงประเด็นการเมืองอย่างจริงจังมากกว่า

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%99

“ฟ้าใสชื่นบาน” โดย เกริกชัย ใจมั่น และ นภาพร พูลเจริญ

เป็นหนังตลกล้อเลียนการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่า มานำเสนอในแนวตลกไร้สาระบ้าบอแบบสุดๆ บนจอภาพยนตร์

october sonata

“October Sonata รักที่รอคอย” โดย สมเกียรติ วิทุรานิช

หนังการเมือง-โรแมนติก ดราม่า มีฉากหลังลากยาวตั้งแต่ยุคก่อน 14 ตุลาฯ จนถึงปลายทศวรรษ 2520 เมื่อปัญญาชนออกจากป่า

จุดเด่น คือ เป็นหนังที่พูดถึงวรรณกรรมการเมืองยุคคลาสสิคอย่างจริงจัง ผ่านการใช้นิยาย “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” มาเป็นหนังสือหลักที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของนางเอก (ซึ่งคล้ายจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตจริงของ “ศรีดาวเรือง”)

นอกจากนั้น หนังยังมีประเด็นรายทางที่น่าสนใจอีกมากพอสมควร อาทิ การเทียบเคียงความพ่ายแพ้ของปัญญาชน กับการอยู่เป็นและการกลายสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาอดีตฝ่ายซ้ายตกยากของตัวละครนายทุนเชื้อสายจีน

เจ้านกกระจอก

“เจ้านกกระจอก” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันบาดหมางมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกในครอบครัวหนึ่ง มีฉากอุปมาเกี่ยวกับนกที่ปีกซ้ายถูกยิง หรือภาวะที่เด็กทารกจำเป็นต้องตัดสายสะดือแยกขาดจากผู้ให้กำเนิด

2553

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องชายชราที่เคยฆ่า “คอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น และลูกชายของเขาที่กลายร่างเป็น “ลิงป่า” ที่ออกจากป่ามาพบพ่อ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

2556

%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7

“ยังบาว” โดย ยุทธกร สุขมุกตาภา

หนังที่เล่าถึงจุดกำเนิดของวงดนตรีคาราบาว (ตรงกับข้อเท็จจริงแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

หนังใช้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่าของปัญญาชนคนหนุ่มสาว มาเป็นบริบททางสังคมการเมืองที่สำคัญภายในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอ๊ด คาราบาว”

2559

ดาวคะนอง

“ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดถึง “ความทรงจำที่กระจัดกระจายและสลับซับซ้อน” กรณี 6 ตุลาฯ

2560

พิราบ

“พิราบ” โดย ภาษิต พร้อมนำพล

หนังสั้นนักศึกษาในปี 2560 ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงแรงผลักดันและขั้นตอนหรือกระบวนการ “เข้าป่า” ของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภาพยนตร์สารคดี

2557

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

“ความทรงจำ-ไร้เสียง” โดย ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ

หนังสารคดีที่มุ่งสำรวจเสียงของ 2 ครอบครัว ซึ่งสูญเสียลูกไปในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

2559

ด้วยความนับถือ

“ด้วยความนับถือ” โดย ภัทรภร ภู่ทอง

หนังสารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาฯ

2560

สองพี่น้อง

“สองพี่น้อง” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม และภัทรภร ภู่ทอง

หนังไปสัมภาษณ์ครอบครัวของ “ชุมพร ทุมไมย” และ “วิชัย เกศศรีพงษา”  สองช่างไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมแขวนคอก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ภาพยนตร์ข่าว

2521

“[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

ภาพยนตร์ข่าวบันทึกเหตุการณ์ที่อดีตผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา จำนวน 19 คน อาทิ “สุธรรม แสงประทุม” “สุรชาติ บำรุงสุข” “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “ธงชัย วินิจจะกูล” และ “วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” เดินทางเข้าพบ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายหลังได้รับการนิรโทษกรรม

มิวสิกวิดีโอ

2561

มิวสิกวีดีโอเพลง “ประเทศกูมี” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

ผลงานเพลงแร็พการเมืองวิพากษ์สังคมไทยร่วมสมัย (ยุคปลาย คสช.) โดยกลุ่มศิลปิน “Rap Against Dictatorship” (RAD) ซึ่งออกเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2561

เอ็มวีนี้ใช้ฉากหลังเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และกำกับโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ซึ่งเคยกำกับหนังสารคดี “สองพี่น้อง” ตลอดจนเคยเป็นผู้กำกับภาพของหนังเรื่อง “14 ตุลา สงครามประชาชน”

ภาพยนตร์ต่างประเทศ

2557

river

“River of Exploding Durians” หนังมาเลเซีย โดย เอ็ดมันด์ โหย่ว

หนังพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของหนุ่มสาวมาเลเซีย โดยมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนแถบภูมิภาคนี้

ทำไมปี 2552 ถึงมีหนัง 6 ตุลาฯ เยอะสุด?

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลนี้ จะพบว่าในปี 2552 มีการผลิตหนังที่เกี่ยวข้อง/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากถึง 5 เรื่อง (หากรวม “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2553 ด้วย ก็จะกลายเป็น 6 เรื่อง)

ถือว่ามากในแง่จำนวน ทั้งยังมีความหลากหลายทางเนื้อหา คือ มีตั้งแต่หนังสยองขวัญ หนังผี หนังตลก หนังโรแมนติก ดราม่า และหนังทดลองอิสระ ซึ่งสื่อสารประเด็นแหลมคมผ่านสัญลักษณ์ทางภาพยนตร์

น่าจะยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีหนังว่าด้วย 6 ตุลาฯ ออกมามากมายและหลากหลายขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ตามสมมุติฐานเบื้องต้นของผม ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-53 (ส่วนใหญ่ ภาพยนตร์จะใช้เวลาสร้าง 1-2 ปี หรือยาวนานกว่านั้นอยู่แล้ว) ถือเป็นภาวะ “ลักปิดลักเปิด” สำหรับสังคมการเมืองไทย

กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2549 แต่บรรยากาศภายหลังการรัฐประหารกลับไม่ “ปิด” เสียทีเดียว (จนเกิดแนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเสียของ” ตามมา)

มิหนำซ้ำ บรรยากาศปิดๆ เปิดๆ ที่ว่า ยังกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมือง จากกระแสเสื้อเหลืองก่อนรัฐประหาร มาสู่จุดกำเนิดของกลุ่ม นปก. นปช. หรือเสื้อแดง

น่าสนใจด้วยว่าความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาดังกล่าวยังไม่ตึงเครียด จนผู้คนถูกแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน หรือรุนแรงหนักถึงขนาดล่าแม่มดกัน

นอกจากนี้ บรรยากาศทางความคิดก็ยังเปิดกว้างอยู่พอสมควร มีการถกเถียง/นำเสนอข้อมูลเรื่องการเมือง/ประวัติศาสตร์การเมืองในอินเตอร์เน็ต งานศิลปะต่างๆ กล้าพูดประเด็นการเมืองแรงๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น งานบทกวี หรือในส่วนวงการภาพยนตร์เอง ถ้าติดตามวงการหนังสั้นช่วงปี 2549-ต้นทศวรรษ 2550 เราก็จะพบว่ามีหนังการเมืองแรงๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

แน่นอน ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงปี 2475 ตลอดจนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งส่วนทางกับประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก ได้ถูกหยิบยืมมานำเสนอหรือดัดแปลงในผลงานศิลปะเหล่านี้ด้วย

ตามการประเมินคร่าวๆ ของผม กระแสทางวัฒนธรรมทำนองนี้จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2553-54

พอพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงเริ่มมีการชะลอตัว แล้วเงียบเสียงลงไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557

ป.ล.

นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นอย่างคร่าวๆ ถ้าใครมีรายชื่อ-เรื่องย่อหนังเพิ่มเติม ตลอดจนคิดสมมุติฐานอื่นๆ ได้ สามารถบอกกล่าว-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” ให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกง ไทยกำลังกลายเป็นส่วนผสมของสิงคโปร์-เกาหลีเหนือ

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้สัมภาษณ์กับ วิเวียน โจว แห่งเว็บไซต์ qz.com ว่าสภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร มิได้เพียงนำพาประเทศให้ย้อนหลังกลับไปสู่อดีตเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนพลเมืองยังถูกคุกคามอีกด้วย

“มันกำลังกลายเป็นส่วนผสมระหว่างสิงคโปร์กับเกาหลีเหนือ” ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับโจว ระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะ The Serenity of Madness ของเขา ซึ่งจะสัญจรมาจัดแสดงที่ฮ่องกงจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

นิทรรศการของคนทำหนังระดับโลกจากไทย เกิดขึ้นหลังจากที่ฮ่องกงเพิ่งมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยอภิชาติพงศ์ชี้ว่า แม้คนฮ่องกงจะยังไม่ได้สัมผัสกับระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่พวกเขาก็ยังได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนฯ ของตน และสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีในระดับหนึ่ง ซึ่งนั่นส่งผลให้เขารู้สึกเศร้าใจกับชะตากรรมของประเทศบ้านเกิด

“ผมอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงภาวะที่หลายๆ อย่าง กำลังเดินทางย้อนกลับหลัง (ในประเทศไทย) ผมคิดฝันมาตลอดว่าจะมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนางานทางด้านวัฒนธรรม แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แผนการพัฒนาวัฒนธรรมถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะที่งบประมาณกองทัพกลับเพิ่มสูงขึ้น ยังไม่รวมถึงภาวะของการเซ็นเซอร์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมจึงรู้สึกอิจฉาภาวะในฮ่องกง ที่ผลงานด้านวัฒนธรรมสามารถบูรณาการร่วมกับชุมชนได้ นอกจากนี้ ชาวฮ่องกงยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับอิสรภาพของตนเองได้อยู่”

อภิชาติพงศ์ยังระบุว่า ภาวะที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกจะยอมก้มหัวให้แก่ระบอบอำนาจปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างย่ำแย่ลง เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมแบบขงจื๊อที่ลงรากลึก ได้ส่งอิทธิพลทางความคิดให้คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และยอมรับว่ากองทัพเป็นสถาบันหลักของประเทศ

“บรรดาขุนศึกจึงเข้ามายึดอำนาจเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่ถูกแก้ด้วยการใช้กำลัง ประชาชนคุ้นเคยกับวิถีทางแบบนี้ พวกเขาให้การยอมรับกองทัพ พวกเขาชื่นชอบที่จะมี ‘คุณพ่อคุณแม่’ เข้ามาคุ้มครองดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม ด้วยการใช้รถถังและปืน”

แม้ผู้กำกับดังจะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นรู้ทางการเมือง แต่เขาระบุว่ามีศิลปินไทยบางรายที่ตัดสินใจจะท้าทายภาวะแน่นิ่งเช่นนั้นด้วยผลงานศิลปะที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้ฉุกคิด แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ และให้ลงนามยอมรับที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารก็ตาม

ท้ายสุดของการสนทนา อภิชาติพงศ์ยืนยันกับโจวว่า

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

ที่มา http://qz.com/789448

ข่าวบันเทิง

“Bangkok Nites” หนังเล่าเรื่องเมืองไทยของผู้กำกับญี่ปุ่น คว้ารางวัลจากเทศกาลโลคาร์โน

Bangkok Nites ผลงานการกำกับของ คัตสึยะ โทมิตะ ได้รับรางวัล First Prize ในสาขา Junior Jury Awards ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประจำปี 2016 ไปครอบครอง

หนังเริ่มต้นเรื่องราวที่ถนนธนิยะ ย่านบันเทิงเริงรมย์ยอดนิยมของชายชาวญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาอาศัย-ทำงานอยู่ในเมืองไทย

“ลักษณ์?” (Luck) คือสาวไทยที่เป็นหนึ่งในดาวเด่นของสถานบริการย่านนั้น เธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์หรูหราเพียงตัวคนเดียว แล้วส่งเงินที่หาได้กลับไปจุนเจือครอบครัวที่หมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับพรมแดนไทย-ลาว

วันหนึ่ง ลักษณ์ได้เจอกับ “โอซาวะ” ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งเธอเคยตกหลุมรักเมื่อห้าปีก่อน เขาเป็นอดีตนายทหารประจำกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยแต่อย่างใด

เมื่อโอซาวะต้องเดินทางไปยังประเทศลาว ลักษณ์ได้ติดตามเขาไปด้วย รวมทั้งยังพาชายชาวญี่ปุ่นไปทำความรู้จักกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในวัยเด็กของเธอ ที่ภาคอีสาน

ระหว่างดำเนินชีวิตช่วงสั้นๆ ที่ชนบท หลังจากเบื่อหน่ายกับวิถีความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ โอซาวะก็เริ่มมีความฝันที่จะหันมาใช้ชีวิตแบบสงบเงียบในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้

ทว่า ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มได้ตระหนักรับรู้ถึงบาดแผลบางอย่าง ที่ถูกทิ้งค้างไว้จากยุคอาณานิคม

คาร์โล ชาเทรียน เขียนวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ในเว็บไซต์ทางการของเทศกาลว่า เรื่องเล่าใน Bangkok Nites มีจุดเด่นอยู่ตรงการเล่นกับภาวะเลื่อนไหลและรายละเอียดอันซับซ้อนของเหล่าตัวละคร มากกว่าจะมุ่งเน้นไปยังพัฒนาการของตัวเรื่องราว

แม้หากมองดูเผินๆ หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวความรักสุดแสนโรแมนติก ที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ช่วยเหลือฝ่ายชาย แต่พ้นไปจากนั้น หนังยังนำเสนอถึง “สองมุมมอง” ที่มีต่อสังคมไทย

เป็นที่ชัดเจนว่าโทมิตะได้ใช้เวลาซึมซับทำความเข้าใจสังคมไทยอยู่นานพอสมควร ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวของเมืองไทยออกมาในหนังเรื่องนี้

โดยผู้กำกับชาวญี่ปุ่นได้ใช้ภาษาภาพและการสับเปลี่ยนมุมมองระหว่างบรรดาตัวละคร มาถ่ายทอดภาวะสองขั้ว ระหว่าง “เมือง” กับ “ชนบท” และ “ปัจจุบัน” กับ “อดีต” ของสังคมไทย อย่างน่าสนใจ

ขณะเดียวกัน บทบาทของเหล่านักแสดงสมทบในหนังก็มีความโดดเด่น เช่นเดียวกับการหยิบจับเอาเพลงป๊อป, เพลงแร็ป, บทกวี และภูตผี (หนึ่งในนั้น คือ วิญญาณของจิตร ภูมิศักดิ์) มาสนับสนุนเรื่องราวที่ผู้กำกับต้องการจะบอกเล่า ได้อย่างน่าทึ่ง

ที่มา http://www.pardolive.ch/pardo/pardo-live/today-at-festival/2016/day-11/loc-69-palmares/palmares-2016.html

http://www.pardolive.ch/pardo/pardo-live/today-at-festival/2016/day-10/ci-bangkok-nites.html

 

คนอ่านเพลง

ก่อนจะเป็น “ทะเลใจ”

(เผยแพร่ครั้งแรกในบล็อกคนมองหนัง “เก่า” เมื่อเดือนตุลาคม 2549)

เมื่อ พ.ศ. 2533 ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ออกผลงานเดี่ยวของตนเองในชื่อชุด “โนพลอมแพลม” โดยเพลงเพลงหนึ่งที่มีเนื้อหาน่าสนใจในผลงานชุดดังกล่าว ก็คือ “ภควัทคีตา” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์ภควัทคีตา อันเป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ

เพลง ภควัทคีตา มีเนื้อหาว่าด้วยการที่ กฤษณะ เตือนให้ อรชุน ตัดสินใจยิงศรออกไปเพื่อพิฆาตข้าศึกซึ่งเป็นญาติวงศ์ของ อรชุน เอง ณ มหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร

ยืนยง เขียนเนื้อร้องตอนหนึ่งของเพลงดังกล่าวไว้อย่างคมคายว่า

“โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร ดูเจ้าอาวรณ์ เหนือความเป็นธรรม จิตเจ้าโลเล ใจเจ้าเหลียวหลัง แรงเจ้าอ่อนล้า ตาเจ้ามืดมัว ทั่วปฐพี มีเพียงคมศร อิทธิฤทธิ์รอน ลดความรุนแรง แสงแห่งเทวัญ อาตมันกาย กฤษณารายณ์ ชายผู้ชี้นำ …รบเถิดอรชุน”

ในนิตยสารสีสัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 12 ซึ่งวางจำหน่ายในช่วงส่งท้ายปี 2533 ปณิธาน หล่อเลิศวิทย์ นักวิจารณ์อิสระ ได้เขียนถึงเพลง ภควัทคีตา ซึ่งอยู่ในอัลบั้มโนพลอมแพลม อันเป็นหนึ่งในห้าอัลบั้มเพลงไทยสากลที่เขาชื่นชอบประจำปีนั้น ลงในคอลัมน์ 5 ชอบ 5 ไม่ชอบของนิตยสารวิจารณ์บันเทิงฉบับดังกล่าวว่า

“…งานเดี่ยวชุดที่สี่-แต่เป็นชุดแรกในชื่อจริงของ แอ๊ด คาราบาว จึงตีเข้าแสกหน้ารัฐบาลชาติชายและปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแบบเนื้อ ๆ งานดนตรีใช้ได้ เนื้อหาชัด ตรง สะใจ นับได้ว่าเป็นเพลงการเมืองที่มีพลังเด่นชัดที่สุดในรอบหลายปี เพลงที่แฝงนัยไว้ได้แรงที่สุด คือ ภควัทคีตา ฟังเสียงชี้ชวนอรชุนให้แผลงศรแล้วอาจมีคนนึกเรียกหา สุจินดา ขึ้นมาบ้าง”

แล้วในช่วงต้นปี 2534 ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว และอัลบั้มโนพลอมแพลมของเขา ก็สามารถคว้ารางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ประจำ พ.ศ. 2533 ไปครองได้ถึง 2 รางวัล คือ รางวัลศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม และรางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยม

หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ก็เกิดรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มนายทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 4 เหล่า ที่เรียกตัวเอง คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

หลังจากทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ชาติชาย ได้สำเร็จ คนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครจำนวนมากต่างนำดอกไม้ไปมอบให้กับแกนนำรสช. เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว คะแนนนิยมของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย กำลังตกต่ำลงอย่างหนัก ทั้งจากปัญหาคอร์รัปชั่น ไปจนถึง การถูกกล่าวหาเรื่อง “คดีลอบสังหาร”

ภายในเวลาไม่นานนัก รสช. ได้สรรหานายกรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือนให้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นการชั่วคราว อานันท์ ปันยารชุน คือ นายกรัฐมนตรีคนนั้น ตามสายตาของคนชั้นกลางและคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ จำนวนมาก อดีตนักการทูต/อดีตนักเรียนอังกฤษ/เชื้อสายขุนนางผู้ดีเก่าคนนี้ คือนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมานับจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน กระบวนการยึดทรัพย์สินนักการเมืองคนสำคัญในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดก่อนหน้าก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้นจริงจัง โดยเริ่มจากการอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองเหล่านั้นไว้ก่อน

อีกราว 1 ปีต่อมา ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 รัฐบาลอานันท์ 1 ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ผลปรากฏว่า พรรคสามัคคีธรรม ที่นำโดย ณรงค์ วงศ์วรรณ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวนมากที่สุด แม้พรรคการเมืองดังกล่าวจะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ณรงค์กลับไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ เพราะเขามีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำที่รัฐบาลสหรัฐฯ ห้ามเข้าประเทศ สุดท้ายแล้ว แกนนำที่สำคัญที่สุดในรสช. อย่าง พล.อ.สุจินดา คราประยูร จึงเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เคยกล่าวคำสัตย์เอาไว้ว่า ตนเองจะไม่เข้ามาเล่นการเมืองเป็นอันขาด ทว่าหลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อดีตแกนนำรสช.คนนี้กลับแถลงออกมาว่า ตนเองจำเป็นต้อง “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 เกิดการชุมนุมใหญ่ต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร แกนนำการชุมนุมคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายทหาร จปร. 7 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความขัดแย้งกับนายทหาร จปร. 5 อันเป็นรุ่นของ พล.อ.สุจินดา พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล และ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี แกนนำของรสช. การชุมนุมดังกล่าวถูกขับเคลื่อนโดยฝูงชนคนชั้นกลางในกทม. ที่เริ่มมีพลังแข็งแรงทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม จน เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในขณะนั้น (และอดีตนักการเมืองผู้ล้มเหลวในขณะนี้) ได้ขนานนามการชุมนุมดังกล่าวว่าเป็น ม็อบมือถือ

(ขณะที่กลุ่มนักศึกษาที่เคยมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์เดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 และ 2519 กลับไม่มีบทบาทมากเท่าที่ควรในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 หนังที่สามารถแสดงภาพตัวแทนของนักศึกษาในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ได้อย่างน่าสนใจและสมจริง ก็คือ “สยิว” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี และ เกียรติ ศงสนันท์ ทั้งนี้ นายกสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยในช่วงปี 2535 มีชื่อว่า ปริญญา เทวนฤมิตรกุล)

ในฝูงชนที่มารวมตัวกันเพื่อชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหารที่นำโดย พล.อ.สุจินดา นั้น มี ยืนยง ในฐานะศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชื่อดังปรากฏกายอยู่ด้วย

แล้วเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ก็กลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่มีการเข่นฆ่าฝูงชนซึ่งมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล จนเรารู้จักกันในนามของเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ

ส่วนยืนยงนั้น เขาได้หนีออกไปก่อนเหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้น เนื่องจากได้รับคำขู่ว่าจะมีการฆ่าหรือจับกุมตัวผู้นำการเคลื่อนไหว

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ยืนยงได้แต่งเพลง “ทะเลใจ” ขึ้นมา เพื่อระลึกถึง พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี ที่เคยเป็นคนรักใคร่ชอบพอกัน แต่สุดท้ายก็ต้องกลายมาเป็นศัตรูกันในเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะความที่จิตใจของคนเรานั้นมีความคิดที่แตกต่างกัน ขณะที่คนหนึ่งอยากเป็นใหญ่ แต่อีกคนกลับทิ้งความเป็นใหญ่ และพยายามเอาชนะใจอันยากหยั่งถึงที่เปรียบเสมือนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ของตนเอง เพื่อจะสามารถอยู่กับใจของตนเองได้อย่างเป็นสุข (เรียบเรียงจากนิตยสาร MTV TRAX ฉบับที่ 32 เดือนกันยายน พ.ศ. 2548)

ด้วยเหตุนี้ เพลง ทะเลใจ จึงมีความข้องเกี่ยวกันอย่างลึกซึ้งกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 และดูเหมือนจะมีความหมายที่ย้อนแย้งกันเป็นอย่างยิ่งกับเพลง ภควัทคีตา ซึ่งยืนยงเขียนขึ้นในปี 2533 ก่อนที่รสช.จะทำรัฐประหาร

แม้ทั้ง ทะเลใจ และ ภควัทคีตา จะเป็นเพลงที่คนฟังอาจทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก และมีการแฝงความนัยที่สำคัญไว้ในตัวบทของเพลงเหมือน ๆ กัน แต่ระดับการซ่อนความนัยในเพลง ทะเลใจ กับ ภควัทคีตา ก็ดูเหมือนจะมีความแตกต่างกันอยู่

เพราะอย่างน้อยความนัยอันแฝงไว้ใน ภควัทคีตา ก็ยังมีการสื่อความหมายที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง เช่น “โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร” ไปจนถึง “รบเถิดอรชุน” ในขณะที่ ความนัยอันแฝงเร้นไว้ใน ทะเลใจ กลับไม่มีการสื่อความหมายที่หนักแน่นชัดเจนใด ๆ ดังที่ปรากฏใน ภควัทคีตา เลย

อาจกล่าวได้ว่า ทะเลใจ ถือเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเป็นปรัชญาและเป็นนามธรรมอย่างยิ่ง ทว่า เพลงเพลงนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้งที่สุดในชีวิตการแต่งเพลงของยืนยงเท่านั้น แต่ยังมีสถานะเป็นเพลงที่โด่งดัง อันถูกนำไปเปิดและร้องตามสถานที่ต่างๆ มากที่สุดอีกเพลงหนึ่ง

เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ยิ่งเพลงเพลงหนึ่งมีเนื้อหาที่เป็นนามธรรมมากเท่าใด เพลงเพลงนั้นก็จะยิ่งเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนมากในวงกว้าง เนื่องจากใครๆ ก็สามารถนำความรู้สึกนึกคิดของตนเองใส่เข้าไปในเพลงดังกล่าวได้อย่างไม่เคอะเขิน ว่าเพลงเพลงนั้นจะเป็นสมบัติหรือเรื่องราวส่วนตัวของคนแต่งหรือคนร้องเพียงผู้เดียว

ทะเลใจ ก็อาจถือเป็นเพลงในกรณีดังกล่าวได้ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ ท่ามกลางเสียงเพลง ทะเลใจ ที่ดังก้องในผับเพื่อชีวิต หรือท่ามกลางเสียงเพลง ทะเลใจ ที่ถูกร้องไปทั่วในร้านคาราโอเกะนั้น คนจำนวนมากที่มีปฏิสัมพันธ์กับเพลง ทะเลใจ ในยุคปัจจุบัน สามารถนำเพลงเพลงนี้ไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 หรือเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อราวๆ 1 ปีก่อนหน้านั้นได้หรือไม่?

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เพลง ทะเลใจ มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลา 14 ปีที่ผ่านมา แม้ในด้านหนึ่ง เพลง เพลงนี้ยังคงดำรงอยู่อย่างยิ่งใหญ่ในจิตใจของผู้คนจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนจำนวนมากเหล่านั้นต่างก็แทบจะลืมเลือนความหมายดั้งเดิม รวมทั้งบริบทของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แฝงเร้นอยู่ในเพลงเพลงนี้ไปจนเกือบหมดสิ้น

หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศไทยได้เดินหน้าไปอย่างมีพัฒนาการพอสมควร แม้จะต้องประสบปัญหาขลุกขลักเป็นระยะๆ

พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหารโดยรสช. สามารถรอดพ้นจากการถูกยึดทรัพย์สินและกลับเข้ามาเล่นการเมืองอีกครั้ง จนเกือบจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ในช่วงที่รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ใกล้หมดอำนาจ ก่อนที่ต่อมา พล.อ.ชาติชายจะเสียชีวิตขณะเข้ารับการรักษาอาการป่วย ณ โรงพยาบาลที่ประเทศอังกฤษ

นักการเมืองจำนวนมากที่ถูกตีตราว่าเป็นพวกคอร์รัปชั่นและถูกอายัดทรัพย์สินโดยรสช. สามารถรอดพ้นจากข้อกล่าวหากรณีร่ำรวยผิดปกติและรอดพ้นจากการถูกยึดทรัพย์สินมาได้ทุกคน พวกเขาเหล่านั้นยังเวียนว่ายอยู่ในแวดวงการเมืองต่อไป มีบางคนที่รุ่งโรจน์ได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่ก็มีอีกหลายคนที่ประสบความล้มเหลวบนเส้นทางการเมือง และมีจำนวนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว

นายทหารแกนนำของรสช. ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขและร่ำรวยในสังคมไทย พวกเขาหลายคนยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีเช่นกันที่เสียชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งหมดไม่ต้องรับผิดชอบหรือรับโทษใดๆ ทั้งสิ้น กับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 รวมถึงความล้มเหลวทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ทหารจากกองทัพได้กลับเข้ากรมกองและไม่กล้าแสดงบทบาททางการเมืองใดๆ ที่อยู่นอกเหนือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นเวลา 14 ปี กับอีก 4 เดือน

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยังเล่นการเมืองต่อไป แต่ก็ประสบความล้มเหลวลงเรื่อยๆ ทว่า สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เขาทำให้กับสังคมการเมืองไทยในยุคปัจจุบันก็คือ การชักนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคมผู้ประสบความสำเร็จเข้ามาสู่แวดวงการเมือง ก่อนที่ต่อมาเขาจะเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการดำเนินกิจกรรมต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

อานันท์ ปันยารชุน กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ภายหลังจากการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นับจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ชื่อของอานันท์จะได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอ เมื่อสังคมการเมืองไทยประสบกับภาวะวิกฤตในด้านต่างๆ ราวกับเขามีสถานะเป็นยาสามัญประจำบ้านชนิดหนึ่งของสังคมการเมืองไทย

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่สงวนบทบาทและท่าทีอยู่พอสมควรในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เดินทางไปศึกษาต่อทางด้านนิติศาสตร์จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากประเทศเยอรมนี ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยเสนอความคิดให้ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 (ที่เพิ่งถูกฉีกไป)

ส่วน ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ยังคงออกผลงานเพลงทั้งในนามของศิลปินเดี่ยวและศิลปินกลุ่มกับเพื่อนร่วมวง คาราบาว อย่างต่อเนื่อง (แม้ว่าผลงานเพลงในช่วงหลังๆ ของเขาจะไม่ดีและดังเท่ากับผลงานเพลงในช่วงแรกๆ ก็ตาม) ล่าสุดยืนยงเพิ่งจะแต่งเพลง ทหารพระราชา ออกมาชื่นชมการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่นำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของ 4 เหล่าทัพ ซึ่งเรียกตนเองว่า คปค. (ขออภัยที่จำชื่อเต็มอันยาวเหยียดไม่ได้)

หลายคนคงคาดหวังว่า ยืนยงจะสามารถแต่งเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและมีท่วงทำนองไพเราะอย่าง ทะเลใจ ได้อีกสักหนึ่งครั้งในชีวิตการแต่งเพลงของเขา แต่หลายคนคงภาวนาเช่นกันว่า ถ้ายืนยงจะสามารถแต่งเพลงเพลงนั้นได้จริง ก็ขอให้เพลงดังกล่าวมีความทัดเทียมกับ ทะเลใจ ในด้านเนื้อหาและท่วงทำนองเพียงเท่านั้น ขออย่าให้เพลงดังกล่าวมีจุดกำเนิดที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับเพลงทะเลใจเลย

เพราะเราคงไม่ต้องการให้บริบททางสังคมการเมืองที่ก่อให้เกิดเพลง ทะเลใจ ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 ย้อนกลับมาหาผู้คนในสังคมการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง

ข่าวบันเทิง

พาไปดูละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในหนังมาเลเซีย

River of Exploding Durians เป็นหนังมาเลเซียที่ออกฉายในปี 2014 กำกับและเขียนบทโดย Edmund Yeo

หนังเล่าเรื่องราวของเมืองชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังจะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าจากแร่ธาตุหายาก (แรร์ เอิร์ธ) มาก่อสร้าง ส่งผลให้ชาวบ้านตกอยู่ในอาการหดหู่ และหวาดกลัวต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกัมมันตรังสี

ตัวละครเอกคนหนึ่งของหนัง คือ หมิง นักเรียนหนุ่มในโรงเรียนมัธยม ที่ไม่ได้สนใจไยดีกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังรุกคืบเข้ามา สิ่งที่เขาเอาใจใส่กลับกลายเป็นการใช้เวลาในยามบ่ายอย่างมีความสุขกับเหมย อัน เพื่อนในวัยเด็ก ที่เขาแอบหลงรัก

ขณะเดียวกัน ลิ้ม ครูสาวผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ให้กับหมิง ก็เริ่มจัดตั้งกลุ่มนักกิจกรรม เพื่อทำการประท้วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ลิ้มชักชวนให้ฮุ่ย หลิง นักเรียนคนโปรดของเธอ มาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

เมื่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดำเนินไป อุดมคติของตัวละครทั้งหมดเหล่านี้ก็ต้องเผชิญหน้ากับบทพิสูจน์อันหนักหน่วง พวกเขาและเธอต่างถูกลากดึงเข้าสู่ห่วงโซ่สถานการณ์ อันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนไปอย่างมิอาจหวนกลับ

น่าสนใจว่า ในช่วงหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ครูสอนประวัติศาสตร์ อย่างลิ้ม ได้สั่งให้เด็กนักเรียนไปทำงานกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มต้องแสดงละครจำลองเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศอาเซียน ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน

นักเรียนกลุ่มหนึ่งได้รับมอบหมายให้จำลองเหตุการณ์ในเมืองไทย และพวกเขาเลือกแสดงละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

นี่คือคลิปการแสดงละครดังกล่าว

คลิกชมภาพยนตร์ตัวอย่างของ River of Exploding Durians ได้ที่นี่

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากคุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี

คนมองหนัง

บางระจัน 2: เมื่อ “ประชาทิพย์” ปะทะ “ปีศาจพม่า”

(ปรับปรุงแก้ไขจากงานเก่าในนิตยสารไบโอสโคปเมื่อ 5 ปีก่อนครับ, เมื่อเกิดข่าวโศกนาฏกรรมของ “สิงห์ สควีซ แอนิมอล” ชื่อจริงเดิมของเขา คือ “ประชาธิป” ทำให้ผมนึกถึง “ประชาทิพย์” อันเป็นมโนทัศน์หลักสำคัญในงานบทกวีของไม้หนึ่ง ก.กุนที ช่วงปี พ.ศ.2553-54 และผมก็เคยนำมโนทัศน์ดังกล่าว มาใช้ในบทความที่เขียนถึงหนัง “บางระจัน 2” จึงขออนุญาตนำบทความชิ้นนั้นมาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยตัดทอนเนื้อหาแหลมๆ แรงๆ บางส่วนออกไป)

หลายคนวิเคราะห์ว่า “บางระจัน” ภาคแรก ของธนิตย์ จิตนุกูล ซึ่งออกฉายเมื่อปี 2543 นั้น สามารถจับอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมและความสมัครสมานสามัคคีของคนไทยจำนวนมากมายมหาศาลในยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ได้อย่างแม่นยำ (โดยเฉพาะบรรดาคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่ปริมาณการบริโภค/ซื้อตั๋วหนังของพวกเขาถือเป็นตัวเลขสำคัญสำหรับการประเมินรายได้หนังแต่ละเรื่อง) จนหนังสามารถกอบโกยรายได้ไปอย่างท่วมท้น

“บางระจัน 2” ที่ออกฉายในอีก 10 ปีต่อมา ก็สามารถจับอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากมายมหาศาลนับตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เช่นกัน เพียงแต่คราวนี้ คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมีสถานะเป็นคนชั้นกลางใหม่ คนชั้นกลางระดับล่าง รวมถึงคนชั้นล่างในต่างจังหวัด ตลอดจนคนชั้นกลางระดับล่างในเมือง ซึ่งอาจไม่ใช่กลุ่มคนดูที่เข้าโรงหนังเป็นประจำมากนัก หรือหากเมื่อก่อนเคยเข้าโรงหนังเป็นประจำ ในช่วงเวลาปัจจุบัน (มีนาคม 2553) พวกเขาก็คงไม่มีจิตใจจะดูหนังกันอยู่ดี

นอกจากนั้น ขณะที่บางระจันภาคแรกมีเนื้อหามุ่งจับไปที่ความรู้สึกสามัคคีของคนในชาติ บางระจัน 2 กลับมุ่งจับอารมณ์ความรู้สึกของสามัญชนระดับชาวบ้านที่ถูกกดขี่ข่มเหงโดยอำนาจรัฐ (ต่างชาติ) การถูกกดขี่ข่มเหงที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและไม่มีวันจะสมานฉันท์กันได้

นี่อาจเป็นปัจจัยสำคัญจำนวนหนึ่ง ที่ส่งผลให้บางระจัน 2 ของธนิตย์ จิตนุกูล ต้องประสบกับความล้มเหลวทางด้านรายได้โดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม รายได้อันน้อยนิดคงไม่สามารถเป็นมาตรวัดได้ว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีประเด็นน่าสนใจใดๆ แฝงเร้นอยู่ในเนื้อหา

บางระจัน 2 เล่าเรื่องราวของกลุ่มนักรบผ้าประเจียดจากหมู่บ้านเขานางบวช ที่ทำการสู้รบปล้นสะดมกองทัพพม่า โดยได้รับแรงบันดาลใจสำคัญจากชาวบ้านบางระจันซึ่งถูกตีแตกไปก่อนหน้านี้ ยิ่งกว่านั้น ชุมชนเขานางบวชยังได้นิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติจากหมู่บ้านบางระจันมาเป็นมิ่งขวัญกำลังใจให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย

ทั้งบางระจัน 1 และบางระจัน 2 ดูเหมือนจะมีสถานะเป็นหนังชาตินิยมไทยรบพม่าทั่วไป ที่ทำได้เพียงแค่โอนย้ายบทบาทของวีรบุรุษวีรสตรีฝ่ายไทยจากเจ้ามายังสามัญชน ตามอิทธิพลการเขียนประวัติศาสตร์และการสร้างละครแนวปลุกใจจำนวนมากของหลวงวิจิตรวาทการในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคแรก

แต่บางระจัน 2 ก็มีชีวิตชีวาและมีประเด็นความขัดแย้งที่น่าสนใจบางประการดำรงอยู่ในตัวเรื่อง กระทั่งหนังเรื่องนี้เป็นมากกว่าเรื่องเล่าว่าด้วยศึกสงครามระหว่างไทยกับพม่าอย่างที่เราเคยได้ฟังหรือได้ดูกันมา

ประเด็นแรกก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับขุนนางจากอยุธยาในหนัง เพราะในขณะที่ชาวบ้านแห่งเขานางบวชทำการสู้รบกับทัพพม่า เพื่อปกป้องชุมชน ลูกเมีย ญาติพี่น้องของตนเอง โดยพวกเขาไม่เคยมีจุดหมายใหญ่โตเกินตัว ในการต่อสู้เพื่อปกป้องราชธานี หรือ สู้เพื่อชาติอะไรทั้งสิ้น (และแน่นอนว่าตอนนั้นก็ยังไม่มีมโนทัศน์เรื่อง “ชาติ” ดำรงอยู่) แต่กลุ่มขุนนางและนายทหารจากอยุธยากลับมุ่งหวังที่จะเกณฑ์ไพร่พลจากเขานางบวชไปช่วยรบเพื่อปกป้องราชธานี หรือ เข้าร่วมกอบกู้อยุธยาจากพม่า

นี่เป็นประเด็นความขัดแย้งที่น่าสนใจเหลือเกินในบางระจัน 2 และหากผู้สร้างรวมทั้งทีมงานเขียนบทสามารถผลักดันหนังให้หลุดพ้นไปจากเรื่องไทยรบพม่า แต่หันมาเล่นประเด็นความขัดแย้งอันสืบเนื่องมาจากโลกทัศน์และชีวทัศน์ที่แตกต่างกันของชาวบ้านเขานางบวชกับกลุ่มขุนนางที่นำโดยพระยาจากกรุงศรีอยุธยาแทน (หรืออาจกล่าวได้อย่างง่ายๆ ว่า หันมาเล่นประเด็นความขัดแย้งระหว่าง “ไพร่” กับ “อำมาตย์” ตามสมัยนิยม) หนังเรื่องนี้ก็อาจกลายเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ในยุคอยุธยาชิ้นสำคัญและมีความร่วมสมัยเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าบางระจัน 2 ก็หนีไปไม่พ้นจากพล็อตสงครามไทยรบพม่าอีกเช่นเคย เพราะสุดท้ายแล้ว ทั้งอำมาตย์และไพร่ต่างหันมาร่วมใจกันออกไปสู้รบกับกองทัพพม่าผู้แสนโหดหีนอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ในความซ้ำซากจำเจเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ กลับมีประเด็นน่าสนใจแฝงอยู่อีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือ หนังเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งนำเสนอภาพการทำสงครามรบพุ่งอย่างโหดเหี้ยมดุเดือนเลือดพล่านเร้าอารมณ์ชาตินิยม เช่นดังที่ปรากฏในบางระจันภาคแรก หรือ “300” (ซึ่งหลายคนหรืออาจรวมทั้งผู้สร้างเองคิดว่าเป็นต้นแบบของบางระจัน 2) ยิ่งกว่านั้น ดูเหมือนว่าบางระจัน 2 กลับมีระดับความรุนแรงน้อยกว่าหนังและละครโทรทัศน์ว่าด้วยเรื่องไทยรบพม่าส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังยุคบางระจันภาคแรกเสียด้วยซ้ำไป

หนังไม่ได้เสนอภาพวีรกรรมสละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลีของเหล่าขุนนางอยุธยาและชาวบ้านเขานางบวช ในศึกที่อย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่กองทัพพม่า แต่บางระจัน 2 กลับเลือกจบตนเองในแบบ “ไม่จบ” จนคนดูไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าขุนนางและชาวบ้านเหล่านั้นจะเสียชีวิตอย่างไร และเร้าอารมณ์ความรู้สึกซาบซึ้งกินใจได้มากน้อยเพียงไหน แม้จะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าพวกเขาย่อมไม่มีทางหลุดรอดจากความตายก็ตาม

ในฉากสู้รบตอนท้ายของบางระจัน 2 ชาวบ้านบางระจันจากหนังเรื่อง “บางระจัน” ภาคแรก ได้ปรากฏตัวออกมาสู้รบเคียงข้างกับชาวบ้านและขุนนางใน “บางระจัน 2” นี่เป็นการใช้กลวิธี “สัมพันธบท” ที่น่าทึ่งมากๆ ครั้งหนึ่งของวงการหนังไทย และดูเหมือนว่าชาวบ้านบางระจันจากหนังภาคแรกนั้นน่าจะมีสถานะเป็น “ประชาทิพย์” มากกว่า “ผี” ธรรมดา

(“ประชาทิพย์” เป็นมโนทัศน์สำคัญที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นและปรากฏอยู่ในบทกวีการเมืองของ “ไม้หนึ่ง ก. กุนที” กวีคนสำคัญของฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งหมายถึงสามัญชนที่ลุกขึ้นต่อสู้และยอมสละชีพของตนเองเพื่อระบอบประชาธิปไตยหรือความเท่าเทียมกัน แม้สามัญชนเหล่านี้จะต้องล้มหายตายจาก ทว่าพวกเขากลับไม่ได้ขึ้นไปเป็นเทพเทวดาบนสรวงสวรรค์ แต่จะมีสถานะเป็นกลุ่มพลังงานที่เรียกว่าประชาทิพย์ ผู้คอยทำหน้าที่ปกปักรักษาสามัญชนซึ่งยังมีชีวิตอยู่ให้ยืนหยัดต่อสู้กันต่อไป)

แล้วประชาทิพย์ในบางระจันภาคแรกกับชาวบ้านและขุนนางในบางระจัน 2 ก็ออกไปบุกตะลุยฟันฝ่ากับกองทัพพม่าจำนวนมหาศาลร่วมกัน นี่คือจุดสิ้นสุดของหนังที่ปราศจากตอนจบอันสมบูรณ์แบบเรื่องนี้

“ฉากจบแบบปลายเปิด” ดังกล่าวดำเนินไปเคียงคู่พร้อมกันกับคำพูดของพระอาจารย์ธรรมโชติที่กล่าวต่อหน้าสุกี้ พระนายกอง ว่า “มึงรู้ไหมว่าทำไมชาวบ้านระจันถึงได้เข้มแข็ง ก็เป็นเพราะมึงกดขี่เขายังไงเล่า และถ้ามึงยังกดขี่ข่มเหงเขาอยู่ก็จะมีบ้านระจันที่สองที่สามต่อไปไม่สิ้นสุด”

ด้วยประโยคเช่นนี้ ที่พูดในเมืองไทย พ.ศ. นี้ อาจทำให้ใครหลายคน (ที่ไม่ใช่แม่ทัพพม่า) สะดุ้งเฮือกกันยกใหญ่ จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่บางระจัน 2 ยังเลือกที่จะผลักภาระและสถานะ “ความเป็นศัตรูของสังคมไทย” ให้แก่พม่า ตามทางเดินที่ประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักแผ้วถางไว้

สุดท้าย “ประชาทิพย์” ในบางระจัน 2 จึงยังคงถูกตามหลอกหลอนโดย (หรือสร้างภาพหลอนหลอกตัวเองด้วย) “ปีศาจพม่า” ท่ามกลางบริบทของสังคมไทยร่วมสมัย ที่หลายคนคงตั้งคำถามว่าทำไมจึงเป็นกองทัพพม่าต่างชาติที่ต้องเผชิญหน้ากับระลอกคลื่นแห่งการลุกฮือซึ่งไม่มีวันสิ้นสุดของชาวบ้านสามัญชนผู้ถูกกดขี่? หรือประเด็น “ไทยรบพม่า” กับประเด็นความขัดแย้งระหว่าง “อำมาตย์กับไพร่” นั้น ประเด็นใดมีพลังในการอธิบายสังคมไทยได้มากกว่ากัน?