ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“วิคกี้ ครีปส์” ว่าด้วย “The Young Karl Marx” และ “Phantom Thread”

หมายเหตุ – เมื่อสัปดาห์ก่อนไปชมภาพยนตร์เรื่อง “The Young Karl Marx” กลายเป็นว่าค่อนข้างประทับใจกับผลงานการแสดงของ “วิคกี้ ครีปส์” นักแสดงหญิงชาวลักเซมเบิร์ก ซึ่งในฐานะ “เจนนี่ มาร์กซ์” เธอมีบทบาทไม่เยอะนัก แต่กลับแฝงเร้นพลังบางอย่างเอาไว้มหาศาล

สถานภาพดังกล่าวดูจะสอดคล้องลงรอยกับอีกหนึ่งบทบาทที่สร้างชื่อให้แก่ครีปส์ในวงกว้าง นั่นก็คือ บท “อัลม่า” ใน “Phantom Thread”

เมื่อลองค้นข้อมูลดูจึงพบว่าเคยมีสื่อต่างประเทศบางสำนักชวนครีปส์คุยในประเด็นข้างต้นจริงๆ ด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับปู่ของนักแสดงหญิงรายนี้ ซึ่งเคยถูกลงโทษโดยระบอบนาซี ด้วยข้อหาครอบครองหนังสือที่เขียนโดย “คาร์ล มาร์กซ์” ไว้ในบ้าน

krieps the young karl marx

ปู่ของฉันกับ “คาร์ล มาร์กซ์”

“…คุณปู่ของฉันถูกจับเข้าค่ายกักกันตั้งแต่ยังอายุน้อยมากๆ ฉันคิดว่าน่าจะตอนเขาอายุ 21 หรือ 20 หรือน้อยกว่านั้น นั่นหมายความว่าเขายังเป็นเด็กอยู่มากๆ สาเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้าค่ายกักกันก็เพราะ ‘คาร์ล มาร์กซ์’ เนื่องจากพวกนาซีพบหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยมาร์กซ์ในบ้านของปู่

“จริงๆ หนังสือทั้งหมดเป็นของคุณปู่ทวด ดังนั้นปู่ทวดของฉันจึงถูกตัดสินลงโทษในทันที แล้วต่อมา คุณปู่ก็ถูกนำตัวไปขึ้นศาลนาซีบ้าง พวกนั้นเห็นว่าปู่ฉันยังเด็กอยู่มากๆ พวกเขาจึงเริ่มต้นพูดด้วยข้อความทำนองว่า ‘คุณครีปส์ หนังสือที่คุณครอบครองอยู่น่ะ มันคืองานของคาร์ล มาร์กซ์ นั่นคงเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากพ่อของคุณใช่ไหม? มันคงเป็นหนังสือของพ่อคุณที่เหลือค้างอยู่ในตู้ของคุณเท่านั้นใช่ไหม?’

“มันเหมือนกับว่าพวกนาซีพยายามยื่นมือช่วยเหลือเพื่อให้คุณปู่ของฉันพ้นโทษ และไม่ต้องถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกัน แต่ปู่กลับแจ้งต่อศาลว่า ‘ไม่ ไม่ หนังสือพวกนั้นมันเป็นของผมเอง’

“แน่นอน สิ่งที่พวกนาซีเกลียดที่สุด ก็คือ คนที่ปฏิเสธความช่วยเหลือหรือความเห็นของพวกเขา หลังจากนั้น ปู่ของฉันจึงถูกส่งตัวเข้าค่ายกักกันในทันที

“เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุผลและจุดยึดโยงอันเข้มแข็งสำหรับฉัน แบบว่าเธอต้องไปเล่นเป็นภรรยาคาร์ล มาร์กซ์ เพื่อคุณปู่ของเธอนะ…

“นี่คือชะตากรรม และเป็นเหมือนการมอบความยุติธรรมกลับคืนแก่ใครบางคน ซึ่งเคยได้รับความไม่เป็นธรรมมาก่อน”

ที่มา https://www.pastemagazine.com/articles/2018/02/vicky-krieps-talks-about-what-we-dont-really-talk.html?

phantom thread

“อัลม่า” กับ “เจนนี่”

(คำถาม – ในหนังเรื่อง “The Young Karl Marx” และ “Phantom Thread” คุณได้รับบทเป็นผู้หญิงที่พยายามยืนหยัดทัดทานผู้ชายซึ่งทรงอำนาจและเป็นที่เคารพเลื่อมใส ทั้งยังเป็นสามีของพวกเธอเอง คุณคิดว่าอัลม่าและเจนนี่มีความสำคัญอย่างไรในเรื่องราวว่าด้วยบุรุษผู้ยิ่งใหญ่สองคนนั้น?)

ผู้หญิงทั้งสองรายนี้เป็นคนพิเศษ เพราะพวกเธอต่างซ่อนความเข้มแข็งของตัวเองเอาไว้ภายใต้ความนิ่งเงียบ พวกเธอพร้อมที่จะยืนอยู่ตรงเบื้องหลัง แม้ว่าจะแข็งแกร่งกว่าผู้คนตรงเบื้องหน้า ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนก็ตาม พวกเธอไม่ได้แสวงหาการเป็นที่รู้จักหรือความยอมรับนับถือใดๆ

“บางทีนี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในยุคปัจจุบัน แต่ฉันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้หญิงแบบนั้นอยู่เลยในยุคนี้ ปัจจุบัน นอกจากจะมีความเข้มแข็งแล้ว ผู้หญิงอย่างพวกเรายังถูกคาดหวังให้เป็นภรรยาที่ดี แม่ที่ดี เป็นสตรีผู้มีการศึกษาสูงส่ง เป็นคนมีอารมณ์ขัน อ่อนไหว และเปี่ยมไหวพริบ

“เราเป็นทุกอย่างในคนคนเดียว การเป็นผู้หญิงคนหนึ่งนั้นต้องแบกรับอะไรไว้มากมายเหลือเกิน แต่จริงๆ แล้ว ผู้หญิงทั้งหลายไม่ได้ต้องการคำบรรยายสรรพคุณเกี่ยวกับตัวตนของพวกเธอจากบุคคลภายนอกเลย พวกเธอไม่ได้มีความคิดทำนองว่า ‘ฉันรู้ว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ดี เพราะฉันได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัย เพราะฉันเป็นคนสวย และเพราะฉันเป็นแม่ที่ดี’ หรอก

“ท้ายสุด สิ่งที่จะทำให้พวกเธอแข็งแกร่งมากๆ ไม่ใช่เรื่องพวกนั้น แต่เป็นอย่างอื่น นั่นคือ มันเคยมีบริบทช่วงเวลาที่ผู้หญิงสามารถให้การสนับสนุนผู้ชายบางคนอย่างมุ่งมั่นสงบเงียบอยู่ตรงเบื้องหลัง

“แต่นี่มันอาจเป็นการเปรียบเทียบที่แลดูโง่เง่าผิดฝาผิดตัวพอสมควร เพราะถ้า ‘เจนนี่ มาร์กซ์’ มีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน เธอก็คงมีไอโฟนติดตัว และจิตใจของเธอก็คงต้องไขว้เขวไปตามสิ่งเร้าต่างๆ เช่นเดียวกัน”

ที่มา http://floodmagazine.com/48914/in-conversation-vicky-krieps-phantom-thread/

Advertisements
ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“ภาพยนตร์ร้อยกรอง” กับกระบวนการทางการเมือง

“โลกนี้มีทั้งภาพยนตร์ร้อยแก้วและภาพยนตร์ร้อยกรอง ซึ่งภาพยนตร์ประเภทหลังนั้นมีความข้องเกี่ยวกับการเมืองอยู่เสมอ เนื่องเพราะมันทำงานผ่านการตั้งคำถาม และเมื่อคุณเริ่มต้นครุ่นคิดอะไรบางอย่างภายในหัวของตนเอง กระบวนการทางการเมืองก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว”

อลิซ โรห์วาเคอร์
ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลียน
(“Happy as Lazzaro” ผลงานเรื่องล่าสุดของเธอได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2018)

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/film/2019/mar/31/alice-rohrwacher-italian-film-director-interview-happy-as-lazzaro

เครดิตภาพประกอบ Simona pampallona [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)]

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รำลึก “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) กับ 5 คำถาม-คำตอบ ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต

บล็อกคนมองหนังขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) นักทำหนัง (สตรี) คนสำคัญ ด้วยการแปลเนื้อหาบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ชิ้นท้ายๆ ในชีวิตของเธอ

ได้แก่ Agnes Varda on Examining Her Work for New Doc and Why Awards Make Her Uncomfortable โดย รอนดา ริชฟอร์ด และ Agnès Varda’s last interview: ‘I fought for radical cinema all my life’ โดย โอเวน มายเออร์ส

มาเผยแพร่ ณ ที่นี้

Agnès_Varda_(Guadalajara)_18_cropped

คุณอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมมาตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมในบ้านหลังนี้?

ตอนฉันย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ใหม่ๆ สภาพของมันย่ำแย่มาก ไม่มีอะไรที่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีแม้กระทั่งฝักบัวอาบน้ำ

ฉันค่อยๆ ทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเมื่อฌาคส์ (เดมี – สามีผู้ล่วงลับของวาร์ดา) ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย เราก็ร่วมกันทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นไปอีก

ปัจจุบัน มีสวนน้อยๆ อยู่ในบ้านหลังนี้ แล้วฉันก็มีแมวอยู่สามตัว นี่มันประดุจปราสาทราชวังเลยนะ!

อะไรคือคำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับมา?

จำได้ว่าตอนเป็นช่างภาพนิ่งสมัยสาวๆ ฉันเคยพบกับบราไซ (ช่างภาพฮังกาเรียน-ฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียง) เขาบอกฉันว่า “ไม่ต้องรีบร้อน แต่ให้พินิจพิเคราะห์สิ่งที่เราจะถ่าย พินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดลออที่สุด”

ฉันชอบที่ความคิดนั้นบอกให้เรารู้ว่าการถ่ายภาพไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด แต่มันคือสิ่งที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นในความคิดของคุณ ก่อนจะลงมือกดชัตเตอร์

การให้การศึกษาแก่ผู้คนคือภาระรับผิดชอบของภาพยนตร์ใช่หรือไม่?

บทบาทหน้าที่ของหนังสารคดีคือการอธิบายประเด็นทางการเมืองต่างๆ ใช่หรือเปล่า?

ภาพยนตร์สามารถช่วยให้ผู้คนเกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้อยู่เสมอ แต่แน่นอน มันไม่ใช่การสั่งสอนบทเรียนให้แก่พวกเขา ทว่าอย่างน้อยที่สุด ฉันก็พยายามจะสร้างภาพยนตร์ที่มีความซื่อตรงและเปิดดวงตาของผู้คน

อย่างไรก็ตาม คนทั้งหลายไม่ได้ซื้อตั๋วหนังเพื่อจะเข้าไปรับรู้ว่าพวกเขาเห็นหรือเข้าใจสิ่งต่างๆ ไม่มากพอ ดังนั้น ในความเป็นจริง จึงมีแค่ผู้ชมกลุ่มเล็กๆ ที่พร้อมจะรับสารของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องไปเทศนาต่อว่าต่อขานพวกเขา

ฉันพยายามที่จะซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองคิดและถ่ายทอดออกไป แต่ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนที่รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง ถ้าเราลองเดินทางไปยังทุกประเทศและรับฟังข่าวคราวของคนในประเทศเหล่านั้น เราก็จะพบปัญหาใหญ่ๆ มากมายเต็มไปหมด ผู้คนต่างไร้ความสุขและไม่พึงพอใจต่อสภาพชีวิตของตนเอง พวกเราล้วนอาศัยอยู่บนโลกที่ยากลำบาก

ฉันทำงานหนักเพื่อจะสร้างที่หนังที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์ แต่ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะโอ้อวดออกไปว่าฉันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้

เจอาร์ (ช่างภาพหนุ่ม ซึ่งกำกับภาพยนตร์เรื่อง Faces Places ร่วมกับวาร์ดา) กล่าวไว้ว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ฉันไม่เชื่อเช่นนั้น บางครั้ง เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คน หรือบางคราว เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการมองโลกและเพื่อนมนุษย์รายอื่นๆ ของพวกเขา

แต่เราพึงตระหนักว่าการเป็นศิลปินที่ซื่อสัตย์ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

หลังจาก “Varda by Agnes” (ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของวาร์ดา) คุณวางแผนจะถ่ายหนังเรื่องอื่นหรือทำงานอะไรต่อหรือเปล่า?

ตอนนี้ ฉันกำลังจะทำงานศิลปะ เพราะว่าการทำหนังนั้นมันเหนื่อยเกินไป ฉันไม่ต้องการจะทำงานหนักอีกแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากๆ

ฉันอยากจะใช้เวลาอยู่บ้านให้มากขึ้นอีกนิด อยู่กับความสงบ ความสำราญ กระทั่งการรำลึกอดีตอย่างเงียบๆ ก็สามารถทำให้ชีวิตในวันนั้นทรงคุณค่าขึ้นมาได้

พวกเราใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการพูดคุยเกี่ยวกับเส้นทางการทำหนังของฉัน แล้วชีวิตก็จะผันผ่านเลยไป และในช่วงวัยของฉัน ทุกๆ นาทีอาจเป็นนาทีสุดท้ายได้ไม่มากก็น้อย ฉันสัมผัสได้ถึงนาทีนั้นอย่างแจ่มชัด ฉันไม่ได้รู้สึกถึงมันในทุกๆ นาที แต่บางคราว มันก็เป็นความคิดสามัญปกติที่ผุดขึ้นมาในหัว

ดังนั้น ฉันจึงควรมีความสุขกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ตรงจุดนี้ แม้แต่การนั่งมองดอกทิวลิปค่อยๆ เหี่ยวเฉา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ฉันรักมากๆ เพราะยิ่งคุณต้องเฝ้ารอนานมากเท่าใด ภาพความเสื่อมสลายที่ปรากฏก็จะมหัศจรรย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ดุจเดียวกันกับภาวะแห้งเหี่ยวของมันฝรั่งรูปหัวใจ (ในภาพยนตร์เรื่อง The Gleaners and I)

ฉันรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเฝ้าสังเกตกระบวนการเสื่อมสลายตามอายุขัย ฉันหลงรักภาวะแห้งเหี่ยวของสรรพสิ่งและผู้คน ฉันหลงรักริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและริ้วรอยต่างๆ บนสองมือ ฉันหลงรักริ้วรอยเหล่านั้นทั้งหมด

ฉันมีความสนใจใคร่รู้ในเส้นสายที่จะสามารถเกิดขึ้นได้บนมือของคนเรา มือคือภูมิทัศน์ที่น่าหลงใหล

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงมีช่วงเวลาที่ดีในวัยชรา ฉันรักที่จะได้เฝ้ามองสรรพสิ่งเสื่อมสลายลงอย่างคลุมเครือและเป็นธรรมชาติ

คุณอยากจะถูกจดจำในแบบไหน?

ฉันอยากจะถูกจดจำในฐานะของคนทำหนังที่มีความสุขกับชีวิต รวมถึงภาวะเจ็บปวดรวดร้าวด้วย พวกเราอยู่บนโลกอันเลวร้ายวิปริต แต่ฉันยึดมั่นกับแนวคิดที่ว่าทุกๆ วัน ล้วนมีสิ่งน่าสนใจบังเกิดขึ้น

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตแต่ละวันของฉัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การได้พบปะผู้คน การได้นั่งฟังเรื่องราวต่างๆ ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าการได้มีชีวิตอยู่นั้นทรงคุณค่าเพียงใด

ภาพนำจาก Festival Internacional de Cine en Guadalajara [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)]

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

มุมมอง “โจนัส เมคัส” ว่าด้วยหนังเรื่อง “Lady Bird” และภาพยนตร์แอคชั่นฮอลลีวูด

jonas_mekas

“โจนัส เมคัส” คนทำหนังอาวองการ์ดรุ่นอาวุโส ผู้บุกเบิกวงการหนังทดลองใต้ดินอเมริกัน เพิ่งจะเสียชีวิตลงในวัย 96 ปี เมื่อสัปดาห์ก่อน

หลังจากนั้น “ไซม่อน แฮตเตนสโตน” ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์สุดท้ายของเมคัสลงในเว็บไซต์เดอะการ์เดี้ยน โดยเนื้อหาส่วนหนึ่ง มีการพูดถึงหนังเรื่อง “Lady Bird” และหนังแอคชั่นฮอลลีวูดเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

เมื่อแฮตเตนสโตนถาม โจนัส เมคัส ว่าเขาชอบหนังรุ่นใหม่ๆ เรื่องไหนบ้าง?

เมคัสก็กล่าวถึง “Lady Bird” ของเกรต้า เกอร์วิก

lady bird

“นี่เป็นหนังเรื่องเดียวที่ประสบความสำเร็จในการนำเสนอประเด็นว่าด้วยชีวิตจริง แล้วพวกเขาก็ละเลยหนังเรื่องนี้บนเวทีออสการ์ หนังเรื่องนี้ถูกละเลยเพราะมันดี เพราะมันเฉลียวฉลาด ทั้งยังกำกับโดยผู้หญิง ถ้าหนังประเภทนี้ถูกสร้างโดยผู้ชาย สิ่งที่เราชอบนึกทึกทักเอาเองเกี่ยวกับผู้หญิงสาววัย 15-20 ปี ก็จะถูกเล่าซ้ำเล่าซากต่อไป แต่ทุกๆ องค์ประกอบของหนังเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยความสดใหม่”

ทว่าสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ “Lady Bird” ในมุมมองเมคัส ก็คือ นี่เป็นหนังที่ปราศจากพล็อต

“โดยปกติ หนังทั่วไปจะเต็มไปด้วยคลิเช่นู่นนี่ที่ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย แต่หนังเรื่องนี้กลับวางฐานอยู่บนสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งสถานการณ์หนึ่งๆ ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับสถานการณ์ถัดไป หนังไม่ได้ตั้งใจจะเล่าว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่พยายามถ่ายทอดสภาวะตัวตนของผู้กำกับ/ตัวละครนำมากกว่า หนังเลยประกอบด้วยสถานการณ์จำนวนมากราวๆ 120 สถานการณ์เห็นจะได้ นี่มันเป็นงานศิลปะคอลลาจชัดๆ”

จากนั้น โจนัส เมคัส ก็นิยามถึงหนังดีในมุมมองของเขา

“หนังเชิงพาณิชย์ที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือหนังแอคชั่น ซึ่งพล็อตของหนังเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นจากจุดจุดหนึ่ง ไม่เหมือนหนังฮิตช์ค็อก ที่ทุกๆ ซีน ซึ่งไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ จะต้องมีความเชื่อมโยงกับซีนสุดท้ายในเรื่อง แต่พวกหนังแอคชั่นจะมีสไตล์คล้ายๆ กับเรื่องเล่าใน The Arabian Nights (อาหรับราตรี) มากกว่า”

ข้อดีดังกล่าวส่งผลให้พวกเราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า คนทำหนังแอคชั่นในฮอลลีวูด นั้นกำลังประกาศอุดมการณ์ของตนเอง, เล่นหัวกับตัวเอง หรือต้องการจะสื่อความหมายอื่นใดกันแน่

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/film/2019/jan/24/jonas-mekas-last-interview-godfather-underground-film-avant-garde-john-yoko-dali-warhol

ภาพโจนัส เมคัส โดย Furiodetti [CC BY 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons

คลิกอ่านเรื่องราวของเมคัสเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เรียวอิชิ ซากาโมโตะ: สังคมอเมริกันและโลกภายนอก

2459733138_256824f97a_b

“คนญี่ปุ่นเฝ้าจ้องมองและสังเกตการณ์คนอเมริกัน, วัฒนธรรมอเมริกัน และวัฒนธรรมตะวันตกตลอดมา ในทางตรงกันข้าม คนอเมริกันกลับไม่ได้เพ่งพินิจวัฒนธรรมของญี่ปุ่นหรือเอเชียมากในระดับเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่ไม่สมดุลอย่างยิ่ง อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างคนเวียดนามกับคนญี่ปุ่นในสายตาคนอเมริกัน?

“นานมาแล้ว ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ตลกมากๆ

“เพื่อนของผม เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่เขายังหนุ่มแน่นแล้วเดินทางท่องเที่ยวไปในแถบเซาธ์เท็กซัส เขาเจอชาวนาอเมริกันคนหนึ่ง และเริ่มแนะนำตัวกับชาวนารายนั้น โดยบอกว่าตนเองมาจากปารีส

“เพื่อนผมเขาเป็นคนฝรั่งเศส แต่ชาวนาคนดังกล่าวกลับเชื่อโดยอัตโนมัติว่าเพื่อนของผมมาจากเมืองปารีสในรัฐเท็กซัส พอเพื่อนผมปฏิเสธว่า ‘ไม่ใช่, ไม่ใช่, ไม่ใช่ ผมมาจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส’ ชาวนาอเมริกันคนเดิมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมเชื่อ

“หรืออีกมุมหนึ่ง แกไม่สามารถบอกได้ว่าไอ้กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นี่มันอยู่ตรงส่วนไหนบนแผนที่โลก”

เรียวอิชิ ซากาโมโตะ

นักประพันธ์ดนตรีชาวญี่ปุ่น

ที่มาเนื้อหา https://www.gq.com/story/ryuichi-sakamoto-interview

ภาพประกอบ “Ryuichi Sakamoto” by Joi Ito is licensed under CC BY 2.0

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เดวิด โครเนนเบิร์ก: ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ = นวนิยาย, หนังฉายโรง = เรื่องสั้น

1024px-Director_DAVID_CRONENBERG_of_the_film_'Spider'_during_the_Toronto_International_Film_Festival

“ผมเริ่มที่จะคิดว่า บางที สื่อภาพยนตร์ที่เทียบเท่าได้กับงานเขียน ‘นวนิยาย’ คือ ‘ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์’ ซึ่งอาจจะดำเนินเรื่องติดต่อกันยาวนาน 5 ปี หรือ 7 ปี

“จริงๆ แล้ว ซีรีส์เหล่านี้คือศิลปะชนิดใหม่ ที่ไม่เหมือนกับซีรีส์โทรทัศน์ยุคเก่า ผมได้ดูซีรีส์เน็ตฟลิกซ์บางเรื่อง ซึ่งผมคิดว่ามันมีคุณภาพยอดเยี่ยมทีเดียว อย่างเช่น Babylon Berlin ของทอม ทีคแวร์ งานประเภทนี้มีทั้งความมหัศจรรย์และความคล้ายคลึงกับนวนิยาย

“ผมคิดว่าบางที ‘ภาพยนตร์ฉายโรง’ อย่างที่พวกเรารู้จักกัน น่าจะเปรียบได้กับการเขียน ‘เรื่องสั้น’ แต่ถ้าคุณต้องการเขียนนวนิยาย (ผ่านสื่อภาพยนตร์) คุณก็ต้องหันมาทำซีรีส์

“ผมเริ่มคิดว่า บางทีตัวเองอาจยังเดินทางไปไม่ถึงจุดสุดท้ายของภาพยนตร์ หากเรามองเห็นวิวัฒนาการของมัน เป็นไปได้ว่าแทนที่จะลงมือเขียนนวนิยาย ผมอาจลองไปผลิตซีรีส์ป้อนเน็ตฟลิกซ์”

เดวิด โครเนนเบิร์ก

ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นเก๋าชาวแคนาดา

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/cinema-is-already-dead-says-david-cronenberg-/5130906.article

ภาพประกอบ By http://www.ficg (Toronto Film Festival) [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons

คนตัดหญ้าในสนามบอล, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ลูเครเซีย มาร์เทล, ปัญหานอนไม่หลับ และ ลิโอเนล เมสซี่

36956136633_95cc10e720_o

“เวลาฉันประสบปัญหานอนไม่หลับ ฉันจะเสิร์ชหาคลิปการทำประตูของเมสซี่ในยูทูบ แล้วดูมันวนซ้ำไปเรื่อยๆ”

วิธีการเช่นนั้นช่วยเยียวยาให้คุณเข้านอนได้จริงๆ ไหม?

“คลิปเหล่านั้นทำให้ฉันรู้สึกสงบสุข เหมือนกับว่าความศรัทธาเชื่อมั่นในใจฉันได้ถูกกู้คืนฟื้นขึ้นมา”

ลูเครเซีย มาร์เทล

ผู้กำกับภาพยนตร์ร่วมสมัยชาวอาร์เจนตินา

21827084921_c33081c513_o

มาร์เทลคือคนทำหนังรายสำคัญของประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งเติบโตขึ้นมาในยุค 1990 ที่ภาพยนตร์ถูกคนหนุ่มสาวใช้สอยเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง

นับแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เธอมีผลงานซึ่งได้รับการยอมรับ อาทิ The Holy Girl, The Headless Woman และ Zama

มาร์เทลเคยได้รับรางวัลจากเทศกาลเบอร์ลินและซันแดนซ์ รวมถึงเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำของคานส์สองครั้ง

ที่มาเนื้อหา

Lionel Messi: traitor to some, genius to all and carrying the heaviest burden

https://www.theguardian.com/football/2018/jun/15/lionel-messi-argentina-world-cup-final-chance-win

ที่มาภาพ

ลูเครเซีย มาร์เทล โดย Ministerio de Cultura de la Nación Argentina

https://www.flickr.com/photos/culturaargentina/21827084921/

ลิโอเนล เมสซี่ โดย Agencia de Noticias ANDES

https://www.flickr.com/photos/75116651@N03/36956136633

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“จุดเปลี่ยน” ของภาพยนตร์ในมุมมอง “อภิชาติพงศ์”

“แน่นอน ผมสร้างหนังเพื่อออกฉายในพื้นที่ดังกล่าว (โรงภาพยนตร์)

“หลายครั้ง ผมมักรู้สึกว่าดีวีดีหรืออะไรก็ตามที่คล้ายคลึงกัน นั้นไม่ใช่หนังสำหรับผม ผมเป็นคนรุ่นเก่า พวกเรายังคงผูกผันกับการดูหนัง ในฐานะที่มันเป็นประสบการณ์รวมหมู่

“และไม่ใช่แค่ในแง่มุมของผู้ชม เพราะเมื่อเรามาเป็นคนทำหนัง เราก็มักเพิ่มเกรนหรือแก้สีเพื่อให้งานภาพของตัวเองมีลักษณะเหมือนถูกถ่ายด้วยฟิล์ม

“แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเขาไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้อีกแล้ว นี่คือจุดเปลี่ยนของภาพยนตร์ เราทำได้แค่ยอมรับมัน และครุ่นคิดจินตนาการถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา”

เจ้ย ฟิล์ม

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยสนทนากับ เจสสิก้า เกียง

ที่มาเนื้อหา The Thai director who shows the future of cinema
http://www.bbc.com/culture/story/20180523-the-thai-director-who-shows-the-future-of-cinema

ที่มาภาพประกอบ http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“โคเรเอดะ” กับโปรเจ็กท์หนัง “สงครามโลกครั้งที่ 2”

ลิซ แช็กเกิลตัน: ผลงานก่อนหน้านี้อย่าง “The Third Murder” นับเป็นแนวทางการทำงานใหม่ๆ ของคุณอย่างแท้จริง สำหรับผลงานชิ้นต่อไป คุณยังมีแผนที่จะสำรวจตรวจสอบประเด็นอื่นๆ อีกบ้างไหม หรือจะย้อนกลับมาเล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์ในครอบครัวอีกครั้ง?

Hirokazu_Kore-eda_Cannes_2015

ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ: ยังมีหลายประเด็นที่ผมอยากนำมาทำเป็นหนัง รวมทั้งโปรเจ็กท์เกี่ยวกับบทบาทของประเทศญี่ปุ่น ในฐานะผู้ก่อความผิดพลาดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่จะมัดรวมโครงการต่างๆ เหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน เพราะคนญี่ปุ่นต่างต้องการลบล้างความผิดบาปครั้งนั้นออกจากความทรงจำของพวกตน แต่ในฐานะคนทำหนัง ผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องกล้าชนกับประเด็นดังกล่าว เหมือนที่ยอดผู้กำกับฯ เช่น นางิสะ โอชิมะ และโชเฮ อิมามุระ เคยแผ้วถางหนทางเอาไว้ในอดีต อย่างไรก็ตาม เรื่องราวหรือโปรเจ็กท์ว่าด้วยครอบครัวดูจะสามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้สะดวกง่ายดายกว่า ดังนั้น นี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะลงมือทำในปัจจุบัน

ที่มา https://www.screendaily.com/features/palme-dor-winner-hirokazu-kore-eda-on-the-family-ties-that-inspired-shoplifters/5129549.article

ติดตามอ่านบทความเรื่อง รู้จัก ‘ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ’ คนทำหนังญี่ปุ่นรายที่ 5 ผู้คว้า ‘ปาล์มทองคำ’ จากคานส์ ได้ในมติชนสุดสัปดาห์เล่มใหม่

ภาพประกอบโดย Georges Biard [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, from Wikimedia Commons

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

สืบเนื่องจาก Faces Places เมื่อ “อานเญส วาร์ดา” พูดถึง “โกดาร์ด” และเหตุสะเทือนอารมณ์ในหนัง

เพิ่งได้ไปดูหนังสารคดีเรื่อง Faces Places ของ “อานเญส วาร์ดา” และ “เจอาร์” ช่วงหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆ ก็คือ ช่วงท้าย ที่สองผู้กำกับฯ เดินทางไปพบ “ฌอง-ลุค โกดาร์ด” อีกหนึ่งคนทำหนังรายสำคัญของฝรั่งเศส ที่บ้านพัก แต่กลับถูกโกดาร์ดต้อนรับด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดและเลือดเย็นเอามากๆ

หลังออกจากโรงหนัง เลยพยายามลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ถึงรายละเอียด มูลเหตุ และภาวะคลี่คลายตัวของซีนดังกล่าว ซึ่งพบว่าบทสัมภาษณ์ที่วาร์ดาและเจอาร์พูดคุยกับ “จาดา หยวน” แห่ง www.vulture.com นั้นอธิบายเรื่องนี้ไว้ได้ครอบคลุมดีทีเดียว

จึงตัดสินใจแปลเนื้อหาบางส่วนมาให้อ่านกันในบล็อกครับ

Capture d_écran 2017-06-23 à 19.50.14

จาดา: ตอนท้ายของหนัง มันจะมีช่วงเวลาที่คุณเดินทางไปเยี่ยม ฌอง-ลุค โกดาร์ด คุณพยายามจะกดกริ่งเรียกเขา แต่แทนที่จะออกมาต้อนรับคุณ เขากลับเขียนข้อความทิ้งไว้ตรงหน้าต่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาจะเทคุณและไม่อนุญาตให้คุณเข้าไปในบ้าน คุณอ่านข้อความดังกล่าวอย่างมีอารมณ์ ตามความเข้าใจของฉัน ข้อความของเขาพาดพิงถึง ฌาคส์ เดมี สามีของคุณ (ที่ล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโกดาร์ดเช่นเดียวกับคุณ อยากให้คุณช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม? ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสถานการณ์ตอนนั้น

วาร์ดา: วันหนึ่ง เจอาร์บอกกับฉันว่า “ผมอยากพบเขา (โกดาร์ด) คุณเป็นคนโชคดีที่ได้รู้จักเขา” คุณย่อมรู้ว่าเมื่อคุณมีเพื่อนฝูง คุณก็ต้องอยากแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักกัน ดังนั้น ฉันจึงคิดว่าสำหรับเจอาร์ มันคงเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ดี หากฉันพาเขาไปหาโกดาร์ด ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้พบหน้าค่าตามาสักพักหนึ่งแล้ว ปกติ เราจะนัดพบกันทุกๆ 4 หรือ 5 ปี เพื่อสนทนาพูดคุย จากนั้น จึงมีการติดต่อกับโกดาร์ด ผ่านทางโรซาลี (ลูกสาวของวาร์ดา) และการโทรศัพท์พูดคุยกัน แล้วเขาก็นัดแนะให้พวกเราไปพบ

เจอาร์: เขาอยู่ที่บ้านของเขา

วาร์ดา: โกดาร์ดนัดเราไปพบในเวลา 11.30 น. พวกเราจึงวางแผนไว้ว่าจะนั่งรถไฟไปพบเขา แต่แล้ว ก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาถึงโรซาลีว่า “ฌอง-ลุค อยากจะขอเจอเราตอน 9.30 น.” ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่คืนก่อนหน้าวันนัดพบ เราต้องจองห้องพักในโรงแรม และวันรุ่งขึ้น เวลา 9.25 น. เราก็มุ่งหน้าไปหาเขา ทว่า บางสิ่งที่พวกเราไม่คาดคิดกลับบังเกิดขึ้น มันกลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์และถูกนำเสนอลงไปในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเซอร์ไพรส์ฉันหนักมาก จนน้ำตาไหลออกมา และเราก็เลือกจะเก็บเหตุการณ์ช่วงนั้นเอาไว้ในภาพยนตร์ เพราะเราคิดว่า ด้วยความสัตย์จริง เรามองเห็นทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดีและน่าเบิกบานใจมากๆ แล้วจู่ๆ เราก็ชนเข้ากับกำแพงอย่างจัง เหตุผลที่เราเลือกเก็บภาวะชนกำแพงเอาไว้ในหนังเวอร์ชั่นสุดท้าย ก็เพราะนั่นคือประตูที่ปิดตายของภาพยนตร์เรื่องนี้ มันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกชีวิต อาจจะครั้งหรือสองครั้ง หรือบางที บางคนก็อาจไม่เคยพบเจอมัน เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดกับเธอ (เจอาร์) สักครั้งไหม? คงไม่หรอก เธอไม่น่าจะเคยเจออะไรแบบนี้

เจอาร์: เอ่อ เคยสิ

วาร์ดา: เธอออกจะเป็นพ่อหนุ่มอารมณ์ดี

เจอาร์: (หัวเราะ) ไม่จริงหรอก เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับทุกคนนั่นแหละ แต่มักจะเกิดขึ้นในวันเวลา ที่เราไม่ได้คาดหวังให้มันเกิด

วาร์ดา: สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวด ก็คือ เรื่องราวความสัมพันธ์กับฌาคส์ เดมี ซึ่งฉันนั้นคิดถึงเขามากๆ และฉันยังคงรักเขาอยู่ เมื่อโกดาร์ดระบุถึงฌาคส์ มันจึงกลายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสและเจ็บปวดอย่างยิ่ง แต่แล้ว เราก็คิดได้ว่า เราควรจะสงบสติอารมณ์ลง เราจึงเดินไปยังทะเลสาบเพื่อสงบจิตใจ จากนั้น เจอาร์ก็พยายามอธิบายอะไรบางอย่างให้ฉันฟัง ซึ่งฉันก็เชื่อเช่นนั้นพอดี เจอาร์เฉลียวฉลาดมากที่เข้าใจเรื่องดังกล่าว ว่าโกดาร์ดได้เขียนส่วนเสี้ยวหนึ่งของบทภาพยนตร์ขึ้นมา เขาได้ใส่องค์ประกอบบางอย่างเข้ามาในหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันอาจจะดียิ่งกว่าการที่พวกเราได้พบเจอพูดคุยกันเสียอีก

จาดา: หลังจากเหตุการณ์วันนั้น คุณได้พูดคุยกับโกดาร์ดบ้างไหม? เขาได้ดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า?

วาร์ดา: ฉันส่งดีวีดีไปให้เขา แต่ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา แต่เขาก็เป็นคนประหลาดๆ อย่างนี้อยู่แล้ว สมัยยังเป็นหนุ่มสาว พวกเราเคยเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากๆ แต่คุณคงรู้ เมื่อเราอายุมากขึ้นๆ จาก 30 สู่ 40 เขาก็เปลี่ยนไป เขาหันไปทำหนังการเมือง แล้วเขาก็เดินทางไปอเมริกา พวกเราก็เลยขาด มันควรจะเรียกว่าอะไรนะ ขาดการแสดงความเห็นร่วมกันหรือเปล่า? ซึ่งเราก็แทบไม่ได้พบหน้ากันเลย

เจอาร์: คุณคงหมายถึงขาดการติดต่อซึ่งกันและกัน

วาร์ดา: เราไม่ได้ติดต่อกัน แต่ฉันก็ยังได้เจอเขาตามที่โน่นที่นี่อยู่บ้างนะ เวลาเขาฉายหนังของตัวเองที่ปารีส ฉันก็จะได้พบหน้าทักทายเขาประมาณห้านาที แล้วฉันก็รู้ว่าเขาชอบหนังเรื่อง The Gleaners and I (หนังในปี 2000 ของวาร์ดา ซึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบรรดาคนเก็บขยะที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในพื้นที่ชนบทของฝรั่งเศส) แต่สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าโกดาร์ดจะทำอะไรแบบนั้น ทว่า การกระทำของเขาก็ช่วยสร้างเสริมอะไรบางอย่างให้แก่หนังเรื่องนี้นะ ว่าแต่คุณชอบซีนนั้นไหม?

จาดา: สิ่งที่จับใจฉันมากๆ ก็คือ คุณเดินจากมาด้วยความรู้สึกที่โกรธโกดาร์ดจนแทบคลั่ง แต่คุณก็ยังยกย่องเขาอยู่ด้วยประโยคว่า “แต่ฉันยังคงชื่นชมเขา” ฉันรู้สึกว่าคุณช่างใจกว้างเหลือเกินในสถานการณ์แบบนั้น

วาร์ดา: คุณคงรู้ว่าเมื่อฉันรักใครสักคน ฉันย่อมไม่สามารถโยนเขาออกไปจากชีวิตได้ ความรักไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดอยากจะเปิดก็เปิด คิดอยากจะปิดก็ปิด ฉันยังคงรำลึกถึงความรักที่ตนเองมีต่อเขา ในฐานะที่เขาเป็นเพื่อนของฌาคส์ เดมี พวกเราเคยไปท่องเที่ยวด้วยกันในวันหยุด พวกเราเคยสำเริงสำราญกับชีวิตพร้อมหน้ากัน และฉันก็ไม่สามารถลบเลือนภาพเหล่านั้นออกไปได้ ยิ่งกว่านั้น ฉันยังเคารพผลงานของโกดาร์ด สำหรับฉัน เขาคือนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ เขาเป็นนักค้นคว้า เป็นปราชญ์แห่งวงการหนัง ซึ่งหาได้ยากยิ่งบนโลกใบนี้ เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเคารพต่อสถานะดังกล่าวของโกดาร์ดจากใจจริง แต่นั่นหมายความว่าเขาต้องเป็นคนนิสัยดีด้วยหรือเปล่า? มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ คุณเข้าใจใช่ไหม? ในฐานะคนทำหนังฉันยังคงเคารพชื่นชมโกดาร์ด แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ในฐานะมิตรสหายคนหนึ่ง ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนเขาจะเป็นคนประเภทเฉยชาไร้มิตรจิตมิตรใจมากขึ้นเรื่อยๆ

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ http://www.vulture.com/2017/10/agnes-varda-and-jr-interview-faces-places.html