ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จะเป็นเลิศเรื่องมายากลหรือวรยุทธ ก็จงเลือกเอาสักอย่างหนึ่ง!!!

entertainment-china-097

“เมื่อนานมาแล้ว ข้าเคยบอกกับเจ้าว่า ถ้าเจ้าอยากเป็นเลิศในเชิงมายากล ก็จงมุ่งมั่นเล่นกลไป แต่หากเจ้าต้องการจะเป็นยอดในด้านวรยุทธ เจ้าก็ควรมุ่งหน้าฝึกวิทยายุทธ ทว่า เจ้ามักจะนำสองสิ่งดังกล่าวมาผสมปนเปกันอยู่เสมอ มันจึงน่าแปลกใจเป็นยิ่งนัก ที่เจ้าสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงบัดนี้”

black-stone

“หัวหน้ากลุ่มศิลาดำ” พูดกับ “พ่อมด”

 

ภาพยนตร์เรื่อง “Reign of Assassins”

 

(นาทีที่ 2.04-2.17 ของคลิป)

 

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

กลอนเก่าๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง “คนจรฯลฯ”

คนจรฯลฯ

ต่างคนต่างมีที่มา

ต่างคนต่างค้นหาซึ่งจุดหมาย

ต่างคนต่างอยากสานฝันอันเพริศพราย

ให้กลับกลายเป็นจริงสมใจตน

หากแต่เป็นเรื่องของความบังเอิญ

ทำให้ต้องเผชิญหน้ากันอย่างสับสน

ในขณะที่ต่างคนต่างดิ้นรน

อาจมีผลกระทบกันเป็นธรรมดา

หวังอะไรก็ทำอย่างที่หวัง

ที่กระทบกระทั่งกันอย่าถือสา

และแล้วคืนวันและเวลา

จะปรับทุกสิ่งเข้าหากันอย่างสมดุล

อาจมีบางคนลุความฝันสมใจอยาก

อาจมีบ้างที่ฝันพรากและเสียศูนย์

มีคนดีใจมีคนอาดูร

เพิ่มเติมความสมบูรณ์ของชีวิต

คนนี้ยังคงอยู่ตามหาฝัน

คนนั้นก้าวต่อไปตามใจลิขิต

ต่างคนต่างเป็นไปตามความคิด

และสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

สุดท้ายเหลือเพียงความทรงจำ

ในพฤติกรรมอันสับสน

มีดีมีเลวปะปน

มีคนจรมาและจรไป

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%af%e0%b8%a5%e0%b8%af-2

หลังชมภาพยนตร์เรื่อง “คนจรฯลฯ” ของอรรถพร ไทยหิรัญ เมื่อปี 2542 ผมเขียนกลอนชิ้นนี้และโพสต์ลงในกลุ่ม “ห้องสมุด” เว็บไซต์พันทิป

ต่อมาผมนำมันไปรวมอยู่ในหนังสือทำมือเล่มแรกของตัวเอง ที่จัดทำเพื่อวางขายในงาน “แฟตเฟส” ครั้งแรก ที่พิเศษกว่านั้นคือ “คนจรฯลฯ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อของบทกวีชิ้นหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น หากยังเป็นชื่อหนังสือ และเป็นนามปากกาที่ผมใช้ ณ ช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

เมื่อ “อรรถพร ไทยหิรัญ” ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “คนจรฯลฯ” เสียชีวิตลงเมื่อปี 2555 ผมจึงรื้อค้นกลอนบทนี้มาเผยแพร่ซ้ำในเฟซบุ๊ก ก่อนที่ทางนิตยสารไบโอสโคปจะติดต่อขอนำไปตีพิมพ์ประกอบสกู๊ปที่ทางกองบก. จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงการจากไปของอรรถพร

ล่าสุด หอภาพยนตร์จะจัดฉาย “คนจรฯลฯ” ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ในวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 15.00 น. จึงขออนุญาตนำกลอนเก่าๆ ชิ้นนี้ มาเผยแพร๋อีกหนึ่งหน

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

บทสัมภาษณ์ “พิมพกา” ในสีสันปี 2546 : “คืนไร้เงา” นายทุน คนดู นิโคล สิริยากร และพงษ์พัฒน์

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนของบทสัมภาษณ์ พิมพกา ตัวตนที่ค้นเจอ ใน “คืนไร้เงา” โดย เศารยะ พงศ์พันธ์กุล จากนิตยสารสีสัน ปีที่ 14 ฉบับที่ 9 พ.ศ.2546 มาเผยแพร่อีกครั้ง

เนื่องในโอกาสที่วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 14-15 ม.ค.นี้ จะมีงานฉายหนังโปรแกรมพิเศษ FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA ที่ห้องสมุด The Reading Room สีลม

โลกทัศน์-ความเชื่อเมื่อเกือบ 14 ปีก่อน ของผู้กำกับหญิงคนเก่งจะเป็นเช่นไร เชิญอ่าน

การทำหนังแบบไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดู และไม่เอาเปรียบตัวเอง

“เราก็คิดเหมือนคนอื่น ที่อยากทำหนังแล้วอยากให้คนดูน่ะ แต่ทีนี้คนดูของเราเขาจะดูมากดูน้อยเราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราจะรู้สึกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่มันใหญ่กว่าหนังสั้นแน่ๆ ที่เราจะต้องสื่อสารเขา แล้วก็นายทุนเขาให้เงินเรามา ซึ่งหนังมันแพงมาก เราก็ไม่อยากให้เขาขาดทุนกับเรา เพราะว่าถ้าเขาขาดทุนกับเรานี่ มันก็ไม่แฟร์กับเขา ใช่ไหม คือข้อหนึ่งเราต้องบาลานซ์ทุกอย่างเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเราทำแล้วเอาเปรียบใคร

อย่างน้อยคือไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดูหนัง แล้วก็ไม่เอาเปรียบตัวเอง คือทุกสิ่งทุกอย่าง มันต้องบาลานซ์ทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดหนังต้องมีความเป็น unique ในแบบหนึ่ง เพราะเราจะทำหนังทำไม ถ้าเราไม่อยากจะทำอะไรที่มันแสดงออกในแง่มุมที่ต่างจากคนอื่น เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้กระเสือกกระสนจะมาทำหนัง จริงๆ ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว” (หัวเราะ)

img_1353

คนดูคือครูของคนทำหนัง

“หนังเราจะเป็นการเรียนรู้ของเรากับคนดู คนดูก็จะเรียนรู้เรา แล้วเราก็จะเรียนรู้คนดูด้วย เพราะฉะนั้น มันจะเป็นการสอนเราด้วยว่าฉันทำหนังแบบนี้มา เราพร้อมที่จะรับมันไหม คือการเข้ามาดูของเขาคือการสอนเรา เพราะเราถือว่าคนดูคือครูของเรา เราไม่ได้คิดว่าเราเป็นครูของคนดู เพราะเราทำเทศกาลหนังมา เรารู้ว่ามีคนที่อยากดูอะไรที่แตกต่าง เพียงแต่ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดูในกระแสหลัก มันเหมือนคนพวกนี้เขาจะค่อยๆ ออกมา ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยนะ มันมีอยู่จริงๆ เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงให้คนที่ไม่มีโอกาสได้ดูค่อยๆ เข้ามากัน เราอยากให้พวกนี้เป็นครูน่ะ เป็นครูของคนทำหนัง คนดูหนังเองช่วยพัฒนาคนทำหนังนะ จริงๆ เราคิดว่าอย่างนั้น”

img_1360

ว่าด้วย “นิโคล” กับ “สิริยากร”

“ตอนแรกเขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะ approach นิโคล แกรมมี่ก็ตกใจ คือทุกคนจะบอกว่า จะเป็นไปได้เหรอ ถ้าทุกคนอ่านบทมันคือภาพตรงของ กี้ (นิโคล) น่ะ เจอเขาวันแรกก็นั่งคุยกัน จากวูบแรกที่เห็นเขารู้สึกว่า กี้ มีด้านอ่อนกับด้านแข็งอยู่ อยู่ที่ว่าเขาหันทางไหน แล้วเขามีบางอย่างที่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ตรงนี้เขาสามารถกลืนได้ แล้วเราอยากได้คนแบบนี้ ซึ่งตัวเดินเรื่องในเรื่องนี้เป็นผู้หญิงแข็งมาก หนังมันจะกลายเป็นแบบเฟมินิสต์น่ะนึกออกไหม ฉันนี่กะจะมาลุยอย่างเดียว คือความเป็นผู้หญิงควรจะมี 2 ด้านไง

อีกอย่างหนึ่งคือ โดยบังเอิญนะ อุ้ม กับ กี้ ตัวเท่ากัน มีบางอย่างคล้ายกัน แต่เขาไม่เหมือนกันเลย ซึ่งเป็นแคสต์ที่ดีมากเวลาอยู่บนเฟรม อยู่ในจอ เขาต่างกันมาก แต่ถ้ามองดีๆ สองคนนี้มีอะไรบางอย่างคล้ายกันในเชิง…อย่างหน้าหรือ physical บางอย่าง ซึ่งเราค่อนข้างพอใจ”

img_1361

“พงษ์พัฒน์” และนักแสดงชายรายอื่นๆ

“…แล้วจริงๆ เรื่องนี้มันดำเนินเรื่องแค่สองคน แล้ว พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) เขาเป็นตัวบาลานซ์อีกตัว พี่อ๊อฟเล่นเป็นพี่ชายของคนที่หายตัวไป พี่อ๊อฟ นี่เก่งมาก เราได้เรียนรู้อะไรจากเขาเยอะเลยนะ เยี่ยมมากๆ จะว่าไปแล้ว พงษ์พัฒน์ นี่สุดยอด คือรู้สึกว่าตัวเองโชคดีน่ะ มันเหมือนกับได้รับเกียรติที่คนพวกนี้เขามาเล่น เราได้เรียนรู้จากเขา หรือแม้กระทั่งแบบ คุณโกวิท (วัฒนกุล) คุณโกวิท เก่งมากๆ แล้วเราก็ประทับใจน่ะคือคนรุ่นนี้เป็นรุ่นที่…คือเขาผ่านการแสดงมาเยอะแล้ว แล้วเขาเข้าใจการเล่นเป็นธรรมชาตินะ เขาเล่นเป็นธรรมชาติมากๆ เลย เล่นดีมาก แล้วเราได้เรียนรู้จากเขาเยอะมาก หรือแม้กระทั่งแบบ คุณกุ้ง กิตติคุณ (เชียรสงค์) คือรู้สึก ในฐานะที่เราเป็นผู้กำกับ เราเห็นอะไรที่มันเปิดแง่มุมโลกทัศน์เรา แล้วคนพวกนี้เขาฟังเรา เขาก็ trust เรา แล้วมันเป็นเกียรติที่รู้สึกภูมิใจ”

“คืนไร้เงา” จะถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง ในวันที่ 14 มกราคม เวลาหนึ่งทุ่มตรง ในงาน FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA

คลิกอ่านรายละเอียดของโปรแกรมทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/1351029458250928/

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“เกลนด้า แจ๊คสัน” ว่าด้วยสหราชอาณาจักร การเติบโต ทางเลือกใหม่ และพรรคแรงงาน

 

“ณ ขณะปัจจุบัน ประเทศนี้ (สหราชอาณาจักร) กำลังเผชิญหน้ากับหนึ่งในสถานการณ์ที่พิเศษอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ

“ตอนนี้ พวกเราจะต้องพยายามรักษาดุลยภาพในการนำพาตนเองออกจากสหภาพยุโรป

“ฉันไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของเธอ ฉันไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับบางสิ่งที่เธอทำ

“แต่สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถพรากออกไปจากตัวนายกรัฐมนตรีของเราก็คือ เธอเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“และนั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่ามีความสำคัญมากๆ

และฉันเห็นว่าการมีผู้ที่เติบโตขึ้น จนสามารถมองเห็นและรับฟังถึงตำแหน่งแห่งที่ แนวคิด ตลอดจนข้อถกเถียงที่เป็นทางเลือก คือ บางอย่างที่พวกเราพึงมี ไม่ใช่แค่สำหรับประเทศนี้ แต่ฉันคิดว่ามันจำเป็นสำหรับประชาคมนานาชาติด้วย

การยืนอยู่ข้างหลังธงนำหรือแผ่นประกาศทางอุดมการณ์บางชนิด แล้วพูดว่า ‘ข้าพเจ้าพร้อมยอมสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ดังกล่าว’ โดยไม่พิจารณาว่าจะมีผู้คนรายอื่นๆ อีกมากมายเท่าไหร่ ที่จะต้องพลีชีพตายตกไปตามคุณนั้น ย่อมมิใช่วิถีทางที่จะผลักดันโลกให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างแน่นอนที่สุด

(พิธีกร-ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าพรรคแรงงานก็จำเป็นจะต้องเติบโตขึ้นด้วยใช่หรือไม่?)

“แน่นอน”

เกลนด้า แจ๊คสัน

 

อดีตนักแสดงหญิงรางวัลออสการ์ อดีต ส.ส. พรรคแรงงาน

 

หลังประกาศวางมือทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว แจ๊คสันได้หวนคืนวงการละครเวที

 

โดยสวมบทบาทเป็น “คิง เลียร์” ในช่วงปลายปีนี้

ภาพประกอบจาก http://www.culturewhisper.com/r/theatre/kinglear_oldvic/6998

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จาก “ซาเสียวเอี้ย” สู่ “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” ก่อนจะกลายเป็น “ดาบปราบเทวดา”

เพียง “กิ่งไม้แห้ง” เมื่ออยู่ในมือของคนอย่างอากิก, มันก็แปรเปลี่ยนเป็นอาวุธที่สามารถฆ่าคนได้

“ในมือข้าพเจ้าไม่มีกระบี่ ในใจของข้าพเจ้าก็ไม่มีกระบี่ เนื่องเพราะกระบี่ในมือของท่านก็คือกระบี่ของข้าพเจ้า”

เมื่อสามารถสยบ “ใจ” ของคู่ต่อสู้ลงได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กระบี่

ครั้นประจักษ์ว่าอากิกคือเจี่ยเฮียวฮง แม้สำนัก “จอมฟ้า” อันม่อย้งชิวชิวเป็นประมุขกระหายจะปลิดชีพมันสักเพียงใดแต่ก็มิอาจทำได้ เนื่องเพราะคู่ต่อสู้อันแท้จริงของมันคือ-อี้จับซา

เป็นอี้จับซาที่หายไปจากยุทธจักรเป็นเวลา 8 ปีเต็ม!

ภายหลังจากเจี่ยเฮียวฮงผ่านมรสุมโลหิตแห่งการเข่นฆ่ามาจากซ่องคณิกา, ผ่านการไล่ล่าจากยอดฝีมือแห่งสำนัก “จอมฟ้า” มันบาดเจ็บสาหัสถึง 5 แห่ง

2 แห่งเป็นแผลเก่าจากมีด

3 แห่งถูกกระบี่กรีดทำร้าย ทุกกระบี่ล้วนลึกถึงกระดูกและเส้นเอ็น ทั้งยังถูกผงละลายกระดูกของ “จอมฟ้า” ซ้ำเข้าไปอีก

โอกาสตายจึงมีมากกว่าโอกาสเป็น!

แต่มันกลับพบกับชายชรา ผมขาวโพลนทั้งศีรษะผู้มีนาม “ตวนจับซา” (สิบสาม) ยื่นชาที่ผสมผง 5 ชาด้าน (โหงวมั่วซั่ว) ให้มันดื่มบนเรือเล็ก แล้วใช้มีดคมกริบ 13 เล่มแล่เนื้อขูดกระดูก รักษาจนหายขาด

โดยเสนอเงื่อนไขแลกเปลี่ยนเพียงให้มันไปสังหารคนผู้หนึ่งซึ่งรออยู่ ณ ป่าต้นปังในคืนเดือนเต็มดวง

นั่นก็คือ อี้จับซา!

ตวนจับซาใช้มีด 13 เล่มช่วยชีวิตเจี่ยวเฮียวฮงเพื่อให้มันไปต่อสู้กับ 13 กระบี่คร่าชีวิตของอี้จับซา

%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2-2

—–

พื้นฐานของชีวิตระหว่าง แฟรงค์ เคน กับ ซาเสียวเอี้ย อากิกแตกต่างกันเป็นอย่างมาก แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

มิใช่เพียงเพราะ แฟรงค์ เคน เป็นอเมริกัน-ยิว ขณะที่ซาเสียวเอี้ย อากิกเป็นคนตงง้วน

หากที่สำคัญก็คือ เมื่อแรกที่แฟรงค์ เคน ตัดสินใจซื้อตั๋วรถไฟจากนิวยอร์กมุ่งหน้าไปยังบัลติมอร์นั้น เขาอายุยังไม่ถึง 16 ปี

เพราะอายุยังไม่ถึง 16 ปี จึงต้องอยู่ในความดูแลของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

แม้จะเคยมีประสบการณ์อยู่กับสถานบิลเลียดของ เจมส์ คัพ และสัมผัสกับกระบวนท่าของเจ้าพ่อระดับท้องถิ่นมาบ้าง แต่ก็น้อยนิดอย่างยิ่ง

น้อยนิดเมื่อซาเสียวเอี้ยเป็นกระบี่มือ 1 แห่งแผ่นดิน

ยิ่งกว่านั้น สถานภาพทางสังคมก็ราวกับอยู่กันคนละโลก เพราะว่าซาเสียวเอี้ยเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ ขณะที่แฟรงค์ เคน อยู่ในความอุปการะของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาตั้งแต่แรกลืมตาดูโลก

กระนั้น ท่านโก้วเล้งก็ยังอุตส่าห์และพยายามนำเอา “บางส่วน” ในชีวิตของแฟรงค์ เคน มาให้กลายเป็นบางส่วนของซาเสียวเอี้ยจนได้

เป็นซาเสียวเอี้ยในบทของ “อากิก”

เป็นเจตนาของซาเสียวเอี้ยที่จะให้บทของอากิกหนีห่างจากภาวะแห่งซาเสียวเอี้ย กระบี่มือ 1 ของแผ่นดิน

—–

บางส่วนจากบทความ ซาเสียวเอี้ย กับ “15 กระบี่คร่าชีวิต” ของ “อี้จับซา”

และ แฮโรลด์ ร้อบบิ้นส์ โก้วเล้ง

ในหนังสือ “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ (ฉบับคืนยุทธจักร)” โดย เสถียร จันทิมาธร

คัดลอกเนื้อหาเหล่านี้มาเรียกน้ำย่อยในบล็อกคนมองหนัง ก่อนที่ภาพยนตร์จีนเรื่อง “Sword Master” (หรือในชื่อไทย -ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่- ว่า “ดาบปราบเทวดา”) จะเข้าฉายในบ้านเราวันที่ 15 ธันวาคม

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

สลาวอย ชิเชค : ฮอลลีวูดรู้ทุกอย่าง

“ฮอลลีวูดถูกครอบงำด้วยโลกแบบดิสโทเปีย เหมือนในหนังเรื่อง Elysium หรือ The Hunger Games ผมครุ่นคิดอย่างจริงจังว่า สภาวะดังกล่าวอาจคือหนึ่งในความเป็นไปได้ของโลกอนาคตที่พวกเราต้องเผชิญ คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ควรเตรียมตัวรับมือกับหายนะครั้งใหญ่ แต่พวกคุณต้องเข้าไปปะทะกับมัน ด้วยรูปแบบการต่อสู้ในวิถีชีวิตประจำวันที่ผ่านการคิดใคร่ครวญมาแล้วอย่างรอบคอบ ไม่ใช่หลบหนีเข้าสู่โลกแห่งจริยธรรม”

hunger-ely

ที่มา Slavoj Žižek: ‘We are all basically evil, egotistical, disgusting’

https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2016/dec/10/slavoj-zizek-we-are-all-basically-evil-egotistical-disgusting?CMP=twt_gu

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

โจเอล ซาราโช : เมื่อสามัญชนเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติ” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ”

แมง คาร์โย คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น เพราะเขาเจ็บป่วย

“นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ

“แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ อันเดรส โบนิฟาซิโอ (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

“ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของ Tikbalag (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้าตามตำนานปรัมปราท้องถิ่น) โดยไม่ได้ตระหนักว่าความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่ความจริง นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้

“ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เลี้ยวออกจากถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ไปสู่ถนนสายความเชื่อ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

“นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง”

โจเอล ซาราโช ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่อง A Lullaby to the Sorrowful Mystery

 

โตเกียว 31 ตุลาคม 2559