เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

วิธีเสพ “ภาพยนตร์สังคมเก่า” ของสมาชิกกองทัพประชาชนในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด

ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

อาจารย์ยิ้ม
ที่มา https://www.matichon.co.th/news/677714

แต่กระนั้น คุณกมลเป็นคนที่พิเศษคนหนึ่งในหมู่พวกเราทีเดียว เพราะเราเพิ่งทราบว่า การมีคุณกมลทำให้เรามีภาพยนตร์สังคมเก่าฉายบนกองทัพได้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ฝรั่งไม่ว่าเรื่องอะไร พยัคฆ์ร้าย 007, สปาตาร์คัส, พิภพวานร, ขุมทองแมคเคนน่า, เจ็ดคู่ชู้ชื่น, บุษบาริมทาง เป็นต้น คุณกมลเล่าเรื่องได้หมด พร้อมทั้งอธิบายผู้แสดงและภูมิหลังของเรื่องได้เสร็จ เราจึงเรียกกันเล่นว่าๆ ‘กมลเธียเตอร์’ ดังนั้น เมื่อเวลาสหายเหงาก็สามารถใช้ “บริการกมลเธียเตอร์” ได้ โดยเฉพาะคุณแก้ว คุณกาย คุณอรุณ ได้ใช้บริการอยู่เสมอ แต่จุดอ่อนของ ‘กมลเธียเตอร์’ อยู่ที่หนังจีนกำลังภายใน ผมเคยถามให้เล่าเรื่อง หงษ์ทองคนองศึก ปรากฏว่า ‘กมลเธียเตอร์’ ส่ายหัว

หงษ์ทองคนองศึก

ผมไม่ได้ใช้บริการด้านภาพยนตร์ของคุณกมล แต่ใช้บริการอีกด้านหนึ่ง คือด้านหนังสือ ผมไม่เคยอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง สถาบันสถาปนา ของไอแซค อาซิมอฟ มาก่อน และบนกองทัพก็ไม่มีหนังสือนี้ คุณกมลเป็นคนเล่าให้ฟังเป็นบทเป็นฉาก ทำให้ผมได้รู้จัก ‘ฮาริ เซลดอน ผู้สร้างวิชาอนาคตประวัติศาสตร์’ และ ‘มโนมัย ผู้บิดเบนอนาคตของประวัติศาสตร์’ ได้โดยที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้น ไม่เพียงแต่เรื่องนี้ ยังมีเรื่อง เมฆสีดำ ซึ่งคุณกมลขึ้นต้นเรื่องว่า

“สมพร เราน่ะคุ้นเคยกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นของแข็ง คุณลองจินตนาการสิว่าถ้าสิ่งมีชีวิตเป็นก๊าซ อะไรจะเกิดขึ้น ความรู้สึกมันจะละเอียดอ่อน บอบบางมาก…”

น้ำป่า

ที่มา หนังสือ “น้ำป่า: บันทึกการต่อสู้ในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด” โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (หน้า 372)

Advertisements
ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จะเป็นเลิศเรื่องมายากลหรือวรยุทธ ก็จงเลือกเอาสักอย่างหนึ่ง!!!

entertainment-china-097

“เมื่อนานมาแล้ว ข้าเคยบอกกับเจ้าว่า ถ้าเจ้าอยากเป็นเลิศในเชิงมายากล ก็จงมุ่งมั่นเล่นกลไป แต่หากเจ้าต้องการจะเป็นยอดในด้านวรยุทธ เจ้าก็ควรมุ่งหน้าฝึกวิทยายุทธ ทว่า เจ้ามักจะนำสองสิ่งดังกล่าวมาผสมปนเปกันอยู่เสมอ มันจึงน่าแปลกใจเป็นยิ่งนัก ที่เจ้าสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงบัดนี้”

black-stone

“หัวหน้ากลุ่มศิลาดำ” พูดกับ “พ่อมด”

 

ภาพยนตร์เรื่อง “Reign of Assassins”

 

(นาทีที่ 2.04-2.17 ของคลิป)

 

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

กลอนเก่าๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง “คนจรฯลฯ”

คนจรฯลฯ

ต่างคนต่างมีที่มา

ต่างคนต่างค้นหาซึ่งจุดหมาย

ต่างคนต่างอยากสานฝันอันเพริศพราย

ให้กลับกลายเป็นจริงสมใจตน

หากแต่เป็นเรื่องของความบังเอิญ

ทำให้ต้องเผชิญหน้ากันอย่างสับสน

ในขณะที่ต่างคนต่างดิ้นรน

อาจมีผลกระทบกันเป็นธรรมดา

หวังอะไรก็ทำอย่างที่หวัง

ที่กระทบกระทั่งกันอย่าถือสา

และแล้วคืนวันและเวลา

จะปรับทุกสิ่งเข้าหากันอย่างสมดุล

อาจมีบางคนลุความฝันสมใจอยาก

อาจมีบ้างที่ฝันพรากและเสียศูนย์

มีคนดีใจมีคนอาดูร

เพิ่มเติมความสมบูรณ์ของชีวิต

คนนี้ยังคงอยู่ตามหาฝัน

คนนั้นก้าวต่อไปตามใจลิขิต

ต่างคนต่างเป็นไปตามความคิด

และสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

สุดท้ายเหลือเพียงความทรงจำ

ในพฤติกรรมอันสับสน

มีดีมีเลวปะปน

มีคนจรมาและจรไป

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%af%e0%b8%a5%e0%b8%af-2

หลังชมภาพยนตร์เรื่อง “คนจรฯลฯ” ของอรรถพร ไทยหิรัญ เมื่อปี 2542 ผมเขียนกลอนชิ้นนี้และโพสต์ลงในกลุ่ม “ห้องสมุด” เว็บไซต์พันทิป

ต่อมาผมนำมันไปรวมอยู่ในหนังสือทำมือเล่มแรกของตัวเอง ที่จัดทำเพื่อวางขายในงาน “แฟตเฟส” ครั้งแรก ที่พิเศษกว่านั้นคือ “คนจรฯลฯ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อของบทกวีชิ้นหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น หากยังเป็นชื่อหนังสือ และเป็นนามปากกาที่ผมใช้ ณ ช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

เมื่อ “อรรถพร ไทยหิรัญ” ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “คนจรฯลฯ” เสียชีวิตลงเมื่อปี 2555 ผมจึงรื้อค้นกลอนบทนี้มาเผยแพร่ซ้ำในเฟซบุ๊ก ก่อนที่ทางนิตยสารไบโอสโคปจะติดต่อขอนำไปตีพิมพ์ประกอบสกู๊ปที่ทางกองบก. จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงการจากไปของอรรถพร

ล่าสุด หอภาพยนตร์จะจัดฉาย “คนจรฯลฯ” ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ในวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 15.00 น. จึงขออนุญาตนำกลอนเก่าๆ ชิ้นนี้ มาเผยแพร๋อีกหนึ่งหน

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

บทสัมภาษณ์ “พิมพกา” ในสีสันปี 2546 : “คืนไร้เงา” นายทุน คนดู นิโคล สิริยากร และพงษ์พัฒน์

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนของบทสัมภาษณ์ พิมพกา ตัวตนที่ค้นเจอ ใน “คืนไร้เงา” โดย เศารยะ พงศ์พันธ์กุล จากนิตยสารสีสัน ปีที่ 14 ฉบับที่ 9 พ.ศ.2546 มาเผยแพร่อีกครั้ง

เนื่องในโอกาสที่วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 14-15 ม.ค.นี้ จะมีงานฉายหนังโปรแกรมพิเศษ FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA ที่ห้องสมุด The Reading Room สีลม

โลกทัศน์-ความเชื่อเมื่อเกือบ 14 ปีก่อน ของผู้กำกับหญิงคนเก่งจะเป็นเช่นไร เชิญอ่าน

การทำหนังแบบไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดู และไม่เอาเปรียบตัวเอง

“เราก็คิดเหมือนคนอื่น ที่อยากทำหนังแล้วอยากให้คนดูน่ะ แต่ทีนี้คนดูของเราเขาจะดูมากดูน้อยเราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราจะรู้สึกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่มันใหญ่กว่าหนังสั้นแน่ๆ ที่เราจะต้องสื่อสารเขา แล้วก็นายทุนเขาให้เงินเรามา ซึ่งหนังมันแพงมาก เราก็ไม่อยากให้เขาขาดทุนกับเรา เพราะว่าถ้าเขาขาดทุนกับเรานี่ มันก็ไม่แฟร์กับเขา ใช่ไหม คือข้อหนึ่งเราต้องบาลานซ์ทุกอย่างเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเราทำแล้วเอาเปรียบใคร

อย่างน้อยคือไม่เอาเปรียบนายทุน ไม่เอาเปรียบคนดูหนัง แล้วก็ไม่เอาเปรียบตัวเอง คือทุกสิ่งทุกอย่าง มันต้องบาลานซ์ทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดหนังต้องมีความเป็น unique ในแบบหนึ่ง เพราะเราจะทำหนังทำไม ถ้าเราไม่อยากจะทำอะไรที่มันแสดงออกในแง่มุมที่ต่างจากคนอื่น เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้กระเสือกกระสนจะมาทำหนัง จริงๆ ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว” (หัวเราะ)

img_1353

คนดูคือครูของคนทำหนัง

“หนังเราจะเป็นการเรียนรู้ของเรากับคนดู คนดูก็จะเรียนรู้เรา แล้วเราก็จะเรียนรู้คนดูด้วย เพราะฉะนั้น มันจะเป็นการสอนเราด้วยว่าฉันทำหนังแบบนี้มา เราพร้อมที่จะรับมันไหม คือการเข้ามาดูของเขาคือการสอนเรา เพราะเราถือว่าคนดูคือครูของเรา เราไม่ได้คิดว่าเราเป็นครูของคนดู เพราะเราทำเทศกาลหนังมา เรารู้ว่ามีคนที่อยากดูอะไรที่แตกต่าง เพียงแต่ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดูในกระแสหลัก มันเหมือนคนพวกนี้เขาจะค่อยๆ ออกมา ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยนะ มันมีอยู่จริงๆ เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงให้คนที่ไม่มีโอกาสได้ดูค่อยๆ เข้ามากัน เราอยากให้พวกนี้เป็นครูน่ะ เป็นครูของคนทำหนัง คนดูหนังเองช่วยพัฒนาคนทำหนังนะ จริงๆ เราคิดว่าอย่างนั้น”

img_1360

ว่าด้วย “นิโคล” กับ “สิริยากร”

“ตอนแรกเขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะ approach นิโคล แกรมมี่ก็ตกใจ คือทุกคนจะบอกว่า จะเป็นไปได้เหรอ ถ้าทุกคนอ่านบทมันคือภาพตรงของ กี้ (นิโคล) น่ะ เจอเขาวันแรกก็นั่งคุยกัน จากวูบแรกที่เห็นเขารู้สึกว่า กี้ มีด้านอ่อนกับด้านแข็งอยู่ อยู่ที่ว่าเขาหันทางไหน แล้วเขามีบางอย่างที่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ตรงนี้เขาสามารถกลืนได้ แล้วเราอยากได้คนแบบนี้ ซึ่งตัวเดินเรื่องในเรื่องนี้เป็นผู้หญิงแข็งมาก หนังมันจะกลายเป็นแบบเฟมินิสต์น่ะนึกออกไหม ฉันนี่กะจะมาลุยอย่างเดียว คือความเป็นผู้หญิงควรจะมี 2 ด้านไง

อีกอย่างหนึ่งคือ โดยบังเอิญนะ อุ้ม กับ กี้ ตัวเท่ากัน มีบางอย่างคล้ายกัน แต่เขาไม่เหมือนกันเลย ซึ่งเป็นแคสต์ที่ดีมากเวลาอยู่บนเฟรม อยู่ในจอ เขาต่างกันมาก แต่ถ้ามองดีๆ สองคนนี้มีอะไรบางอย่างคล้ายกันในเชิง…อย่างหน้าหรือ physical บางอย่าง ซึ่งเราค่อนข้างพอใจ”

img_1361

“พงษ์พัฒน์” และนักแสดงชายรายอื่นๆ

“…แล้วจริงๆ เรื่องนี้มันดำเนินเรื่องแค่สองคน แล้ว พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) เขาเป็นตัวบาลานซ์อีกตัว พี่อ๊อฟเล่นเป็นพี่ชายของคนที่หายตัวไป พี่อ๊อฟ นี่เก่งมาก เราได้เรียนรู้อะไรจากเขาเยอะเลยนะ เยี่ยมมากๆ จะว่าไปแล้ว พงษ์พัฒน์ นี่สุดยอด คือรู้สึกว่าตัวเองโชคดีน่ะ มันเหมือนกับได้รับเกียรติที่คนพวกนี้เขามาเล่น เราได้เรียนรู้จากเขา หรือแม้กระทั่งแบบ คุณโกวิท (วัฒนกุล) คุณโกวิท เก่งมากๆ แล้วเราก็ประทับใจน่ะคือคนรุ่นนี้เป็นรุ่นที่…คือเขาผ่านการแสดงมาเยอะแล้ว แล้วเขาเข้าใจการเล่นเป็นธรรมชาตินะ เขาเล่นเป็นธรรมชาติมากๆ เลย เล่นดีมาก แล้วเราได้เรียนรู้จากเขาเยอะมาก หรือแม้กระทั่งแบบ คุณกุ้ง กิตติคุณ (เชียรสงค์) คือรู้สึก ในฐานะที่เราเป็นผู้กำกับ เราเห็นอะไรที่มันเปิดแง่มุมโลกทัศน์เรา แล้วคนพวกนี้เขาฟังเรา เขาก็ trust เรา แล้วมันเป็นเกียรติที่รู้สึกภูมิใจ”

“คืนไร้เงา” จะถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง ในวันที่ 14 มกราคม เวลาหนึ่งทุ่มตรง ในงาน FILMVIRUS MASTERCLASS 02 : PIMPAKA TOWIRA

คลิกอ่านรายละเอียดของโปรแกรมทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/1351029458250928/

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“เกลนด้า แจ๊คสัน” ว่าด้วยสหราชอาณาจักร การเติบโต ทางเลือกใหม่ และพรรคแรงงาน

 

“ณ ขณะปัจจุบัน ประเทศนี้ (สหราชอาณาจักร) กำลังเผชิญหน้ากับหนึ่งในสถานการณ์ที่พิเศษอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ

“ตอนนี้ พวกเราจะต้องพยายามรักษาดุลยภาพในการนำพาตนเองออกจากสหภาพยุโรป

“ฉันไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของเธอ ฉันไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับบางสิ่งที่เธอทำ

“แต่สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถพรากออกไปจากตัวนายกรัฐมนตรีของเราก็คือ เธอเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“และนั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่ามีความสำคัญมากๆ

และฉันเห็นว่าการมีผู้ที่เติบโตขึ้น จนสามารถมองเห็นและรับฟังถึงตำแหน่งแห่งที่ แนวคิด ตลอดจนข้อถกเถียงที่เป็นทางเลือก คือ บางอย่างที่พวกเราพึงมี ไม่ใช่แค่สำหรับประเทศนี้ แต่ฉันคิดว่ามันจำเป็นสำหรับประชาคมนานาชาติด้วย

การยืนอยู่ข้างหลังธงนำหรือแผ่นประกาศทางอุดมการณ์บางชนิด แล้วพูดว่า ‘ข้าพเจ้าพร้อมยอมสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ดังกล่าว’ โดยไม่พิจารณาว่าจะมีผู้คนรายอื่นๆ อีกมากมายเท่าไหร่ ที่จะต้องพลีชีพตายตกไปตามคุณนั้น ย่อมมิใช่วิถีทางที่จะผลักดันโลกให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างแน่นอนที่สุด

(พิธีกร-ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าพรรคแรงงานก็จำเป็นจะต้องเติบโตขึ้นด้วยใช่หรือไม่?)

“แน่นอน”

เกลนด้า แจ๊คสัน

 

อดีตนักแสดงหญิงรางวัลออสการ์ อดีต ส.ส. พรรคแรงงาน

 

หลังประกาศวางมือทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว แจ๊คสันได้หวนคืนวงการละครเวที

 

โดยสวมบทบาทเป็น “คิง เลียร์” ในช่วงปลายปีนี้

ภาพประกอบจาก http://www.culturewhisper.com/r/theatre/kinglear_oldvic/6998

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จาก “ซาเสียวเอี้ย” สู่ “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” ก่อนจะกลายเป็น “ดาบปราบเทวดา”

เพียง “กิ่งไม้แห้ง” เมื่ออยู่ในมือของคนอย่างอากิก, มันก็แปรเปลี่ยนเป็นอาวุธที่สามารถฆ่าคนได้

“ในมือข้าพเจ้าไม่มีกระบี่ ในใจของข้าพเจ้าก็ไม่มีกระบี่ เนื่องเพราะกระบี่ในมือของท่านก็คือกระบี่ของข้าพเจ้า”

เมื่อสามารถสยบ “ใจ” ของคู่ต่อสู้ลงได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กระบี่

ครั้นประจักษ์ว่าอากิกคือเจี่ยเฮียวฮง แม้สำนัก “จอมฟ้า” อันม่อย้งชิวชิวเป็นประมุขกระหายจะปลิดชีพมันสักเพียงใดแต่ก็มิอาจทำได้ เนื่องเพราะคู่ต่อสู้อันแท้จริงของมันคือ-อี้จับซา

เป็นอี้จับซาที่หายไปจากยุทธจักรเป็นเวลา 8 ปีเต็ม!

ภายหลังจากเจี่ยเฮียวฮงผ่านมรสุมโลหิตแห่งการเข่นฆ่ามาจากซ่องคณิกา, ผ่านการไล่ล่าจากยอดฝีมือแห่งสำนัก “จอมฟ้า” มันบาดเจ็บสาหัสถึง 5 แห่ง

2 แห่งเป็นแผลเก่าจากมีด

3 แห่งถูกกระบี่กรีดทำร้าย ทุกกระบี่ล้วนลึกถึงกระดูกและเส้นเอ็น ทั้งยังถูกผงละลายกระดูกของ “จอมฟ้า” ซ้ำเข้าไปอีก

โอกาสตายจึงมีมากกว่าโอกาสเป็น!

แต่มันกลับพบกับชายชรา ผมขาวโพลนทั้งศีรษะผู้มีนาม “ตวนจับซา” (สิบสาม) ยื่นชาที่ผสมผง 5 ชาด้าน (โหงวมั่วซั่ว) ให้มันดื่มบนเรือเล็ก แล้วใช้มีดคมกริบ 13 เล่มแล่เนื้อขูดกระดูก รักษาจนหายขาด

โดยเสนอเงื่อนไขแลกเปลี่ยนเพียงให้มันไปสังหารคนผู้หนึ่งซึ่งรออยู่ ณ ป่าต้นปังในคืนเดือนเต็มดวง

นั่นก็คือ อี้จับซา!

ตวนจับซาใช้มีด 13 เล่มช่วยชีวิตเจี่ยวเฮียวฮงเพื่อให้มันไปต่อสู้กับ 13 กระบี่คร่าชีวิตของอี้จับซา

%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2-2

—–

พื้นฐานของชีวิตระหว่าง แฟรงค์ เคน กับ ซาเสียวเอี้ย อากิกแตกต่างกันเป็นอย่างมาก แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

มิใช่เพียงเพราะ แฟรงค์ เคน เป็นอเมริกัน-ยิว ขณะที่ซาเสียวเอี้ย อากิกเป็นคนตงง้วน

หากที่สำคัญก็คือ เมื่อแรกที่แฟรงค์ เคน ตัดสินใจซื้อตั๋วรถไฟจากนิวยอร์กมุ่งหน้าไปยังบัลติมอร์นั้น เขาอายุยังไม่ถึง 16 ปี

เพราะอายุยังไม่ถึง 16 ปี จึงต้องอยู่ในความดูแลของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

แม้จะเคยมีประสบการณ์อยู่กับสถานบิลเลียดของ เจมส์ คัพ และสัมผัสกับกระบวนท่าของเจ้าพ่อระดับท้องถิ่นมาบ้าง แต่ก็น้อยนิดอย่างยิ่ง

น้อยนิดเมื่อซาเสียวเอี้ยเป็นกระบี่มือ 1 แห่งแผ่นดิน

ยิ่งกว่านั้น สถานภาพทางสังคมก็ราวกับอยู่กันคนละโลก เพราะว่าซาเสียวเอี้ยเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ ขณะที่แฟรงค์ เคน อยู่ในความอุปการะของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาตั้งแต่แรกลืมตาดูโลก

กระนั้น ท่านโก้วเล้งก็ยังอุตส่าห์และพยายามนำเอา “บางส่วน” ในชีวิตของแฟรงค์ เคน มาให้กลายเป็นบางส่วนของซาเสียวเอี้ยจนได้

เป็นซาเสียวเอี้ยในบทของ “อากิก”

เป็นเจตนาของซาเสียวเอี้ยที่จะให้บทของอากิกหนีห่างจากภาวะแห่งซาเสียวเอี้ย กระบี่มือ 1 ของแผ่นดิน

—–

บางส่วนจากบทความ ซาเสียวเอี้ย กับ “15 กระบี่คร่าชีวิต” ของ “อี้จับซา”

และ แฮโรลด์ ร้อบบิ้นส์ โก้วเล้ง

ในหนังสือ “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ (ฉบับคืนยุทธจักร)” โดย เสถียร จันทิมาธร

คัดลอกเนื้อหาเหล่านี้มาเรียกน้ำย่อยในบล็อกคนมองหนัง ก่อนที่ภาพยนตร์จีนเรื่อง “Sword Master” (หรือในชื่อไทย -ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่- ว่า “ดาบปราบเทวดา”) จะเข้าฉายในบ้านเราวันที่ 15 ธันวาคม

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

สลาวอย ชิเชค : ฮอลลีวูดรู้ทุกอย่าง

“ฮอลลีวูดถูกครอบงำด้วยโลกแบบดิสโทเปีย เหมือนในหนังเรื่อง Elysium หรือ The Hunger Games ผมครุ่นคิดอย่างจริงจังว่า สภาวะดังกล่าวอาจคือหนึ่งในความเป็นไปได้ของโลกอนาคตที่พวกเราต้องเผชิญ คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ควรเตรียมตัวรับมือกับหายนะครั้งใหญ่ แต่พวกคุณต้องเข้าไปปะทะกับมัน ด้วยรูปแบบการต่อสู้ในวิถีชีวิตประจำวันที่ผ่านการคิดใคร่ครวญมาแล้วอย่างรอบคอบ ไม่ใช่หลบหนีเข้าสู่โลกแห่งจริยธรรม”

hunger-ely

ที่มา Slavoj Žižek: ‘We are all basically evil, egotistical, disgusting’

https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2016/dec/10/slavoj-zizek-we-are-all-basically-evil-egotistical-disgusting?CMP=twt_gu