คนมองหนัง, คนอ่านเพลง, บทกวีของบางเรา

“Jocelynang Baliwag” (บทกวีแปลจากเพลงประกอบภาพยนตร์ของ “ลาฟ ดิแอซ”)

“Jocelynang Baliwag”

รักเดียวที่จิตวิญญาณฉันทูนเทิด
ถือกำเนิดอย่างพิสุทธิ์งามเลิศหล้า
เป็นน้ำปรุงกลั่นจากยอดแห่งผกา
คือธาราพุ่งสราญบันดาลใจ

ดุจน้ำพุสุขกำซาบบนสวนสวรรค์
ติดตรึงฉันตราบชีวีจะหาไม่
เนตรเย้ายวนรอยยิ้มหวานกว่าใครๆ
กล่อมดอกไม้ให้ผลิบานเกินคะเน

เมตตาเธอฉันน้อมรับปราศเงื่อนไข
ยึดมั่นไว้ไร้ความกลัวไม่หันเห
ยอดชีวาไถ่บาปฉันอย่าทิ้งเท
กลางทะเลผันผวนอย่าปล่อยจม

คนต่ำต้อยขัดสนอยากวอนขอ
ฉันเฝ้ารอรักแท้ในยุคขืนข่ม
ฉันยอมเป็นยาจกดูโง่งม
ดีกว่ากลวงเปล่าเศร้าตรมไร้หวังใด

(ถอดความจากซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ”)

หมายเหตุ

“Jocelynang Baliwag” ถือเป็นเพลง kundiman หรือเพลงรักพื้นถิ่นภาษาตากาล็อก ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่นักปฏิวัติชาวฟิลิปปินส์ช่วงปลายศตวรรษที่ 19

บทเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นเพื่ออุทิศให้หญิงสาวผู้มีนามว่า “เปปิต้า” (“โจเซลีน่า” คือ ชื่อเล่นของเธอ) แห่ง Baliuag (เมืองในจังหวัด Bulacan)

ท่วงทำนองของเพลงมีความโดดเด่นเพราะสะท้อนลักษณะโศกเศร้าหลอกหลอน, ภาวะครุ่นคำนึงในส่วนลึกของจิตใจ และอารมณ์โหยหารำลึกถึงอะไรบางอย่าง

แม้โดยเนื้อหาแล้ว เพลง kundiman ทั้งหลาย มักจะถูกประพันธ์ขึ้นเพื่อมอบให้แก่สตรีรายใดรายหนึ่ง ในฐานะปัจเจกบุคคล ทว่าเป็นที่แน่ชัดว่าสตรีที่ถูกกล่าวถึงในเพลง “Jocelynang Baliwag” นี้ มีความหมายอีกนัยหนึ่งซึ่งสื่อถึง “มาตุภูมิ”

ผู้เชี่ยวชาญบางรายตีความว่าความรักต่อสตรีในบทเพลง สามารถเทียบเคียงได้กับการเคารพบูชาและเทิดทูนนับถือประเทศชาติ

ดังนั้น เรื่องราวของชายผู้สิ้นหวังระทมทุกข์ซึ่งวอนขอความรักจากสตรีนางหนึ่งในเพลงนี้ จึงเป็นภาวะคู่ขนานที่เหมาะเจาะลงตัวกับพฤติการณ์ของบรรดาผู้ถูกกดขี่ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งยอมเสี่ยงชีวิตในสนามรบ เพื่อร่ำร้องเรียกหาอิสรภาพที่จะปลดแอกพวกเขาจากเจ้าอาณานิคมสเปน

ที่มา Cultural Center of the Philippines Encyclopedia of Philippine Art Vol IV p. 242

Advertisements
บทกวีของบางเรา, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

กลอนเก่าๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง “คนจรฯลฯ”

คนจรฯลฯ

ต่างคนต่างมีที่มา

ต่างคนต่างค้นหาซึ่งจุดหมาย

ต่างคนต่างอยากสานฝันอันเพริศพราย

ให้กลับกลายเป็นจริงสมใจตน

หากแต่เป็นเรื่องของความบังเอิญ

ทำให้ต้องเผชิญหน้ากันอย่างสับสน

ในขณะที่ต่างคนต่างดิ้นรน

อาจมีผลกระทบกันเป็นธรรมดา

หวังอะไรก็ทำอย่างที่หวัง

ที่กระทบกระทั่งกันอย่าถือสา

และแล้วคืนวันและเวลา

จะปรับทุกสิ่งเข้าหากันอย่างสมดุล

อาจมีบางคนลุความฝันสมใจอยาก

อาจมีบ้างที่ฝันพรากและเสียศูนย์

มีคนดีใจมีคนอาดูร

เพิ่มเติมความสมบูรณ์ของชีวิต

คนนี้ยังคงอยู่ตามหาฝัน

คนนั้นก้าวต่อไปตามใจลิขิต

ต่างคนต่างเป็นไปตามความคิด

และสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

สุดท้ายเหลือเพียงความทรงจำ

ในพฤติกรรมอันสับสน

มีดีมีเลวปะปน

มีคนจรมาและจรไป

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%af%e0%b8%a5%e0%b8%af-2

หลังชมภาพยนตร์เรื่อง “คนจรฯลฯ” ของอรรถพร ไทยหิรัญ เมื่อปี 2542 ผมเขียนกลอนชิ้นนี้และโพสต์ลงในกลุ่ม “ห้องสมุด” เว็บไซต์พันทิป

ต่อมาผมนำมันไปรวมอยู่ในหนังสือทำมือเล่มแรกของตัวเอง ที่จัดทำเพื่อวางขายในงาน “แฟตเฟส” ครั้งแรก ที่พิเศษกว่านั้นคือ “คนจรฯลฯ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อของบทกวีชิ้นหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น หากยังเป็นชื่อหนังสือ และเป็นนามปากกาที่ผมใช้ ณ ช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

เมื่อ “อรรถพร ไทยหิรัญ” ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “คนจรฯลฯ” เสียชีวิตลงเมื่อปี 2555 ผมจึงรื้อค้นกลอนบทนี้มาเผยแพร่ซ้ำในเฟซบุ๊ก ก่อนที่ทางนิตยสารไบโอสโคปจะติดต่อขอนำไปตีพิมพ์ประกอบสกู๊ปที่ทางกองบก. จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงการจากไปของอรรถพร

ล่าสุด หอภาพยนตร์จะจัดฉาย “คนจรฯลฯ” ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ในวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 15.00 น. จึงขออนุญาตนำกลอนเก่าๆ ชิ้นนี้ มาเผยแพร๋อีกหนึ่งหน

บทกวีของบางเรา, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

(บทกวี) Chungking Express: ในบรรยากาศที่หนืดและข้นคลั่ก เชื่อเถอะ ความรักก่อเกิดได้

วันที่ 1 พฤษภาคม คงทำให้คอหนังหลายคนหวนนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Chungking Express ของหว่องกาไว ซึ่งมีตัวละครนำเหงาๆ เพิ่งอกหักรายหนึ่ง เข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ช่วงดึกของวันที่ 30 เมษายน เพื่อขอซื้อสับปะรดกระป๋องที่จะหมดอายุในวันที่ 1 พฤษภาคม มารับประทาน

จึงขออนุญาตนำเอากลอนที่ตนเองแต่งไว้ตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 หรือ ปี 2 (ก่อนจะนำไปรวมเล่มในหนังสือทำมือ ซึ่งทำขายเมื่อคราวงานแฟต เฟสติวัล ครั้งแรก) มาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้งในบล็อกนี้ครับ

Chungking Express

หลายหลากผู้คนวุ่นวาย

ต่างเวียนว่ายว้าเหว่สับสน

ในบรรยากาศที่ค่อนข้างหม่น

เชื่อเถอะ ยังมีคนค้นหารัก

ท่ามกลางความผุพังของจิตใจ

สถาบันล่มสลายเหลือเพียงซากปรัก

ในบรรยากาศที่หนืดและข้นคลั่ก

เชื่อเถอะ ความรักก่อเกิดได้

ไหล่ของฉันและเธอที่ฉิวเฉียดกัน

ก่อเกิดความหวั่นลึก ๆ ในจิตใจ

ความรักอาจไม่ดำเนินต่อไป

แต่ก็เกิดรักเซอร์ไพร้ส์อยู่นิด ๆ

เธออาจจะไม่ทันได้สังเกต

ถึงมูลเหตุของพฤติกรรมและความคิด

ฉันเองก็คงจะไม่ผิด

เพราะสิทธิสานฝันเป็นของฉัน

ฉันจับจุดเธอได้

เธอก็เข้าใจฉันเช่นกัน

เราพากันโบยบินออกจากความฝัน

ด้วยเรารู้เท่าทันรักแท้จริง

ฉันและเธอจากกันอย่างเงียบ ๆ

อาจจะดูราบเรียบไม่หนุงหนิง

แต่เหนือกว่าประจักษ์พยานทุกสิ่ง

คือต่างเราได้พึ่งพิงถูกเวลา

ผู้คนมากมายในที่เดียวกัน

อาจพบรักนั้นนี้ต่างคุณค่า

รักซึ้ง ๆ ลอยผ่านไปไม่หวนมา

รักซาบซ่าติดตรึงใจชั่วนิรันดร์