คนอ่านเพลง

อัลบั้ม My Grain โดย Double Head ผลงานดี (ที่ถูกลืม) ของคนทำดนตรีประกอบ “เลือดข้นคนจาง”

หลายคนอาจจะรู้จัก “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” จากผลงานการทำดนตรีประกอบซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง “เลือดข้นคนจาง” ที่เพิ่งอำลาจอไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เทิดศักดิ์เคยมีผลงานทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ให้แก่หนังไทยและหนังเทศมามากมาย

แต่บล็อกคนมองหนังจะไม่ขอกล่าวถึงงานส่วนดังกล่าวของเขา

สิ่งที่เราอยากทำคือการพาผู้อ่านนั่งไทม์แมชชีนไปทำความรู้จักกับอัลบั้มเพลงไทยสากลที่ไพเราะมากๆ ชุดหนึ่ง ซึ่งเทิดศักดิ์รับหน้าที่เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2544 “อินดี้คาเฟ่” ค่ายเพลงเล็กๆ ที่ผลิตผลงานดีๆ หลายชุดในยุคนั้น (เช่น “ซีเปีย” ชุด “ไม่ต้องใส่ถุง” และ “Liberty” ชุด “Flying Free”) ได้ออกผลงานของศิลปินกลุ่มหนึ่งสู่ท้องตลาด

นั่นคือผลงานของกลุ่มคนดนตรีที่เรียกตัวเองว่า “Double Head” กับอัลบั้มชื่อ “My Grain”

บางคนที่ติดตามข่าวคราวในแวดวงเพลงอินดี้สมัยโน้น อาจพอทราบเรื่องราวเบื้องหลังของผลงานชุดนี้อยู่บ้าง

เดิมที ผลงานในนาม “Double Head” นั้นควรจะเป็นอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองของศิลปินหญิงที่ชื่อ “เปียโน สุพัณณดา พลับทอง”

ย้อนกลับไปในปี 2542 “เปียโน สุพัณณดา” ขณะยังเป็นนักเรียนโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ได้มีโอกาสออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตนเองชื่อ “Error” กับค่าย “ดรีม เรคคอร์ด”

LRG_DSC03638

ค่ายเพลงดังกล่าวก่อตั้งโดย “ธงชัย รักษ์รงค์” (ปัจจุบัน มีสถานะเป็นอดีตสมาชิกของ “มาลีฮวนน่า”)

ขณะที่โปรดิวเซอร์และผู้เรียบเรียงดนตรีในอัลบั้มชุดแรกของ “เปียโน สุพัณณดา” คือ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ทีมงานเบื้องหลังอีกคนของ “มาลีฮวนน่า” ส่วนผลงานเพลงเกือบทั้งหมดนั้นเขียนเนื้อร้อง-ทำนองโดย “จเร เรืองณรงค์” ผู้รับหน้าที่โค-โปรดิวเซอร์

ผลงานชุด “Error” อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนกรุงเทพฯ มากนัก แต่อัลบั้มดังกล่าวได้เข้าชิงรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ประจำปี 2542 หลายสาขา (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม, ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม และศิลปินหญิงร็อกยอดเยี่ยม)

แม้จะไม่ได้รับรางวัลใดๆ ติดไม้ติดมือกลับไปหาดใหญ่ แต่ชื่อของ “เปียโน สุพัณณดา” ก็เริ่มติดอยู่ในการรับรู้ของนักวิจารณ์และคนฟังเพลงกลุ่มเล็กๆ

ฟังเพลงเพราะๆ บางส่วนจากอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ที่นี่

พอถึงปี 2544 “เปียโน สุพัณณดา” ก็เป็นเจ้าของเสียงร้องในบทเพลงทั้ง 8 เพลง ของอัลบั้ม “My Grain” โดยวง “Double Head”

LRG_DSC03634

แม้จะย้ายสังกัดมาอยู่ค่าย “อินดี้ คาเฟ่” แต่เครดิตอัลบั้มยังระบุว่าผลงานชุดนี้บันทึกเสียงที่ “ดรีม เรคคอร์ด”

เช่นเดียวกับ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ที่ยังคงเป็นโปรดิวเซอร์และซาวด์เอนจิเนียร์ของงานชุดนี้ โดยเขารับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง-ทำนองเพลงในอัลบั้มชุด “My Grain” เป็นจำนวน 5 จาก 8 เพลง

ทว่าบุคคลหน้าใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างสำคัญกับผลงานของ “เปียโน สุพัณณดา” และ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ก็คือ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน”

เครดิตอัลบั้มระบุว่าเทิดศักดิ์คือโปรดิวเซอร์และซาวด์เอนจิเนียร์ของอัลบั้มชุด “My Grain” ร่วมกับสุรพงศ์

ที่สำคัญ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” ยังรับหน้าที่เรียบเรียงดนตรีในงานชุดนี้ ถึง 7 จาก 8 เพลง

จุดน่าสนใจและปริศนาค้างคาใจของอัลบั้มชุด “My Grain” ก็คือ นอกจากระบุชื่อโปรดิวเซอร์และมือกีต้าร์รับเชิญ (กบ ชิดพงศ์) แล้ว กลับไม่มีการระบุว่าสมาชิกของ “Double Head” คือใครกันแน่?

แต่คนฟังอาจพออนุมานได้ว่าสมาชิกของคณะดนตรี “สองหัว” น่าจะได้แก่ สองโปรดิวเซอร์อย่างสุรพงศ์และเทิดศักดิ์

ที่น่าแปลกและชวนขบคิดก็คือ เครดิตของอัลบั้มได้ระบุว่า “เปียโน สุพัณณดา” คือ “เสียงร้องอันทรงพลัง (เจ้าของอัลบั้มตัวจริง)”

LRG_DSC03637

จากปี 2542-2544 “เปียโน สุพัณณดา” ดูจะเติบโตขึ้นไม่น้อย เธอย้ายจากการเป็นนักเรียนมัธยมที่หาดใหญ่ มาเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

จากการรับบทเป็น “นักร้อง” อย่างเดียวในอัลบั้มชุด “Error” เธอเริ่มรับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง-ทำนองของบทเพลงสองเพลงในผลงานชุด “My Grain”

เพลงแรกคือเพลงที่ดังที่สุดในอัลบั้มอย่าง “เบื่อแล้ว…เซ็งแล้ว” (ต่อมามีหลายคนเข้าใจผิดว่านี่เป็นเพลงของ “มาลีฮวนน่า”) อีกเพลงคือเพลงช้าที่เพราะมากๆ อย่าง “รอ”

ฟังเพลงเพราะๆ บางส่วนจากอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ที่นี่

แล้วทำไม “My Grain” จึงมิได้มีสถานะเป็นผลงานเดี่ยวชุดที่สองของ “เปียโน สุพัณณดา”?

ทำไม “เปียโน สุพัณณดา” จึงกลายเป็น “(เจ้าของอัลบั้มตัวจริง)” ที่ถูกกล่าวถึงอย่างลับๆ เพียงในเครดิต (ไม่ใช่หน้าปก) อัลบั้ม

คำตอบอาจอยู่ที่การรวมตัวของสามสาวพี่น้องตระกูล “พลับทอง” ได้แก่ “เปียโน สุพัณณดา” “เบส ภัทรณินทร์” และ “ซอ มนต์มนัส” ในนามวง “เดอะ ซิส” ซึ่งมีโอกาสออกอัลบั้มกับ “อาร์เอส โปรโมชั่น” รวมทั้งสิ้นสี่ชุด

โดยอัลบั้มชุดแรกสุดนั้นวางจำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 คล้อยหลังงานของ “Double Head” ไม่นาน

เป็นไปได้ว่าช่วงเวลาในการทำเพลงอินดี้กับค่ายอิสระ และการเซ็นสัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่พร้อมพี่น้องร่วมสายเลือดอีกสองคน ของ “เปียโน สุพัณณดา” นั้น เกิดขึ้นเหลื่อมซ้อนกันพอดี

โดยเธอจำเป็นต้องเลือกเปิดเผยตัวกับงานชนิดหลัง และเลือกพรางตัวอยู่ด้านหลังงานประเภทแรก

แม้ว่าผลงานชุด “My Grain” ของ “Double Head” จะเต็มไปด้วยปริศนาอันคลุมเครือ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงในอัลบั้มชุดดังกล่าวนั้นไพเราะเกือบทั้งหมด

และโดยส่วนตัว นั่นเป็นครั้งแรกสุด ที่ผมเริ่มรู้จักและจดจำชื่อของ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” ในฐานะคนดนตรีผู้น่าจับตามอง

ติดตามบทความวิเคราะห์วิจารณ์ซีรีส์ “เลือดข้นคนจาง” โดยบล็อกคนมองหนัง เร็วๆ นี้

Advertisements
คนอ่านเพลง

รีวิว BOYdKO50th #2 Simplified the Concert

หนึ่ง

boydko50th2-simplified-the-concert-2018-hilight

นี่คือภาคต่อจากคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” เมื่อต้นปี

โครงสร้างก็คล้ายๆ กับคอนเสิร์ตนั้น คือ ถ้าแบ่งคอนเสิร์ตออกได้เป็นประมาณ 4 ส่วน เพลงจากสตูดิโออัลบั้มชุดสองของ “บอย โกสิยพงษ์” ร่วมด้วยงานเกี่ยวเนื่อง คืออีพีชุด “One” และซิงเกิล “Home” จะไปกองอยู่พาร์ทแรก ส่วนสามพาร์ทหลัง ก็เป็นช่วงเพลงฮิตอื่นๆ ของเจ้าตัว (ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างงานชุดสอง กับ “Million Ways to Love Part 1-2”) ในอารมณ์และวิธีการนำเสนอแบบ “เบเกอรี่ รียูเนียน”

แต่ดูเหมือนบอยและทีมงานจะตระหนักถึงจุดอ่อนของคอนเสิร์ตภาคหนึ่งเมื่อตอนต้นปีพอสมควร พวกเขาจึงเพิ่มเติม-เล่นกับรายละเอียดบางด้าน ทำให้โชว์โดยรวมไม่แบ่งเป็นก้อนๆ อย่างขาดห้วงระหว่างกันจนเกินไป

สอง

อัลบั้ม “Simplified” ของบอย วางแผงในปี 2539 สมัยผมเรียน ม.3

22 ปีผ่านไป พอนึกย้อนถึงช่วงเวลานั้น มันถือเป็นห้วงระยะหนึ่งที่รุ่มรวยและรื่นรมย์มากๆ ในความทรงจำส่วนตัว

แน่นอน ค่ายเบเกอรี่คือทางเลือกอันดับต้นๆ ของวัยรุ่นยุคดังกล่าว ถ้าใครอยากจะแสวงหาเพลงป๊อปไทยรสชาติใหม่ๆ นอกเหนือจากสองค่ายหลัก “แกรมมี่-อาร์เอส”

ณ พ.ศ.2539 วงจากเบเกอรี่ มิวสิค ที่ผมชอบมาก คือ “โยคีเพลย์บอย” และ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ซึ่ง “พี่โป้” นักร้องนำของวงแรก (ก่อนที่แกจะกลายเป็น “โยคีเพลย์บอย” และ “โยคีเพลย์บอย” จะกลายเป็นแก เหมือนในยุคปัจจุบัน) และ “พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง” สมาชิกหลักของวงหลัง ก็มีส่วนร่วมในงานชุด “Simplified” ด้วย

พี่โป้ร้องเพลง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ส่วนพี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ร้องเพลง “พยาน”

จริงๆ สามเพลงนี้ไม่ดังไม่ติดหูเท่าไหร่ แต่น่าแปลกดีเหมือนกัน ที่ตอนคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2561 ผมกลับร้องตามพี่โป้-พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ได้แทบทุกประโยคโดยไม่รู้ตัว (และไม่ได้ย้อนกลับไปทำการบ้าน/ฟังงานชุดนี้อย่างจริงจังก่อนจะมาคอนเสิร์ตด้วย)

“นภ พรชำนิ” เป็นอีกคนที่มีบทบาทเยอะมากในอัลบั้มชุดนี้และบนเวทีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เวลาผมรู้สึกว่าตัวเองเจอหน้าและฟังเสียงพี่นภบ่อยเกินไป ผมก็จะแก้อาการ “เบื่อ” ด้วยการย้อนนึกไปถึงเพื่อนสมัย ม.3 คนหนึ่ง ที่มันชอบเรียกพี่นภว่า “นภพร ชำนิ”

ที่ผมจำได้ไม่ลืม ก็คือ เพื่อนคนนั้นเคยวิจารณ์อัลบั้ม Simplified แบบขำๆ เอาไว้ว่า “นภพร ชำนิ ร้องเกือบทุกเพลงเลยว่ะ”

ต้องยอมรับว่าระหว่างนั่งชมคอนเสิร์ต และคิดถึงผลงานชุด “Simplified” ความทรงจำของผมยังพรั่งพรูไปสู่เรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย

ผมนึกถึง “เพื่อนเก่า” คนหนึ่ง ซึ่งตัวเองรู้สึกแอบปลื้มเธอตั้งแต่สมัยประถมปลาย ผมเจอหน้าเธอโดยบังเอิญในระยะไกลเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2539 แล้วเราก็ไม่เคยได้พบกันอีกเลย

ผมนึกถึงห้วงเวลาดีๆ ที่ตัวเองในวัย 14-15 ปี ไปหมกตัวอ่านงานประพันธ์ของ “ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์” ในห้องสมุดโรงเรียน ไล่ตั้งแต่งานดังอย่าง “ละครแห่งชีวิต” จนถึง “ผิวเหลืองหรือผิวขาว” “วิมานทลาย” และ “ครอบจักรวาล”

ผมนึกถึงตัวเองสมัยเรียนห้อง “รองคิง” ตอน ม.3 ซึ่งสอบได้เกือบลำดับสุดท้าย ทั้งที่เกรดเฉลี่ยก็ใกล้ๆ 3.5

ผมนึกถึงตอนตัวเองตัดสินใจเลือกแผนการเรียนสายศิลป์คำนวณ เมื่อกลาง ม.3 เทอมสอง จนโดนครูประจำชั้นและเพื่อนๆ บางคน คัดค้านไม่เห็นด้วย

ผมนึกถึงเพื่อนร่วมห้องสมัย ม.3 คนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงเบเกอรี่มาด้วยกัน ขณะนี้ เขาเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง และเพิ่งตัดสินใจลาออกจากราชการ ก่อนหน้าคอนเสิร์ตหนนี้ไม่นาน

ฯลฯ

สาม

จุดดีๆ ในพาร์ทแรกสุดหรือการโชว์งานเพลงในชุด “Simplified” ของคอนเสิร์ตหนนี้ คือ พี่บอยไม่ได้มาแนวตึงเครียดอัดแน่นจนไม่มีจังหวะพักหายใจแบบคราวคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd”

แกพร้อมจะสลับเรียงเพลงโดยไม่ได้อิงตามลำดับในเทป/ซีดีแบบเป๊ะๆ เช่น พอพี่โป้ขึ้นเวที เขาก็ร้อง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ติดกันไปเลย ทั้งที่มันคือเพลงที่ 4 และ 6 ในอัลบั้ม

โชว์ยังใช้ประโยชน์จาก “พี่ปั่น ไพบูลย์เกียรติ” ได้ดี คือ แทนที่จะให้แกร้องแค่เพลง “ภาพเก่าๆ” ก็จัดการต่อท้ายเพลงนั้นด้วย “Home” พร้อมมี “พี่ธีร์ ไชยเดช” มาร่วมร้องอีกคน (จนกลายเป็นโมเมนต์น่ารักๆ หวานๆ ประจำงาน)

ตัวพี่บอยเองก็ขยันขึ้นเวทีมาพูดแทรกและสร้างอารมณ์ขันเสริมในพาร์ทแรกของคอนเสิร์ต (ตรงกันข้ามกับเมื่อต้นปี ที่แกแทบไม่โผล่ขึ้นมาแจมในโชว์ส่วนแรกสุด)

สี่

อย่างไรก็ดี มี 3-4 จุดในคอนเสิร์ต ที่ผมรู้สึกว่าน่าเสียดายหรือเห็นว่ามันติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง

จุดแรก เป็นเรื่องความเสียดายเล็กๆ น้อยๆ ที่ในเพลง “เที่ยงคืน” พี่โป้ไม่ได้ร้องกับ “โจอี้ บอย” (ซึ่งคงติดอะไรสักอย่าง) เลยได้ “อุ๋ย บุดดาเบลส” และเพื่อนๆ มาแทน (อันนี้ไม่ได้ตามข่าวใกล้ชิด จึงไม่แน่ใจว่า หรือที่ขึ้นโชว์นั้นคือ สมาชิกบุดดาเบลสยุคปัจจุบัน ก็ไม่รู้?)

จุดสอง ในคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” มีการปล่อยไม้เด็ด ด้วยการให้พี่นภ และสองพี่น้องแห่งตระกูลศิลาอ่อน มาร้องเพลง “ตัดสินใจ” เต็มๆ เพื่อโปรโมทคอนเสิร์ต “Simplified”

ที่น่าเสียดาย คือ มาถึงคอนเสิร์ตนี้ (ในคืนวันเสาร์) เพลง “ตัดสินใจ” กลับถูกร้องไม่เต็มเพลง

จุดที่สาม ข้อนี้ อาจเป็นความรู้สึกหรือทัศนคติส่วนบุคคล เพราะเห็นหลายคนก็อินหรือซาบซึ้งกันอยู่ คือ ผมรู้สึกว่าพี่บอยพยายามดึงสมาชิกในครอบครัวมาเป็นสาระสำคัญของโชว์มากไปนิด

แน่นอน คนเหล่านี้คือแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปินแน่ๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าศิลปินจำเป็นจะต้องทำให้พวกเขามีตัวตนชัดเจน (สุดๆ) ในคอนเสิร์ตด้วยหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ายิ่งคนในครอบครัวศิลปินถูกขับเน้นบทบาท-สถานะ หรือถูกย้ำว่าเป็นบ่อเกิด/จุดกำเนิดของเพลงนี้เพลงนั้นมากขึ้นเท่าไร เพลงดังกล่าวก็จะสูญเสียสถานะ “ความเป็นเพลงป๊อป” ไปอย่างน่าเสียดาย

คือแทนที่เพลงจะมี “ความเป็นนามธรรม” และเปิดกว้างให้คนฟังสามารถสอดแทรกจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ การตีความส่วนบุคคล ใส่ลงไปในบทเพลง (“ฟุ้งกระจาย”) ได้เต็มที่

ตัวตนและเรื่องราวเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของศิลปินกลับแผ่ขยายออกกว้างขวางขื้นเรื่อยๆ กระทั่ง “ระงับ” การพยายามมีส่วนร่วมกับเสียงเพลงของคนฟังเอาไว้ซะอย่างงั้น

IMG_3507

จุดที่สี่ คอนเสิร์ตหนนี้ มี “พี่ตูน” มาเป็นแขกรับเชิญ ซึ่งผมไม่ติดขัดอะไร แล้วก็ไม่แปลกใจที่แกได้รับเสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้อง โดยไม่ต้องมีใครคอยบิวด์

แต่สิ่งที่ผมติดใจมากๆ คือ ทั้งๆ ที่พี่ตูน (ในวันเสาร์) พยายามจะทำตัวเป็นอดีตวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชื่นชอบเพลงพี่บอย ณ ปี 2539 เขาพยายามจะย้อนรำลึกถึงตนเองเมื่อคราวต้องซื้อบัตรราคาถูกสุดไปดูคอนเสิร์ตพี่บอยที่เอ็มบีเค

ทว่ากลับเป็นพี่บอย (และพี่นภ) ที่ดันยึดติดกับสถานภาพ “ก้าวคนละก้าว” ของพี่ตูนในปัจจุบันซะจนน่า “อึดอัด” และทำให้การมีอยู่ของเขาบนเวทีกลายเป็นเรื่องทางการ/พิธีกรรมเกินไปหน่อย (ทั้งที่เจ้าตัวเองเหมือนอยากจะมา “ร่วมสนุก” และ “ผ่อนคลาย” มากกว่านี้)

ห้า

นอกจากได้ฟังการแสดงสดบทเพลงที่พี่โป้และสองพี่น้องสุพรรณเภสัช แทบไม่เคยได้ร้องโชว์ที่ไหนแล้ว

มีอีก 3-4 จุดที่ผมประทับใจมากในคอนเสิร์ตนี้

จุดแรก คือ ได้ฟัง “อยากจะรู้” แบบสดๆ นี่เป็นอีกเพลงที่ตอนเผยแพร่ออกมาในอีพี “One” ผมรู้สึกเฉยๆ แต่พอนานๆ ไป ผมกลับรู้สึกคิดถึงมันเป็นระยะ และสามารถจดจำเนื้อหาของเพลงได้อย่างแม่นยำระหว่างชมคอนเสิร์ต

จุดสอง โชว์สั้นๆ ของ “พี่น้อย พรู” ก็ยังสนุกเหมือนเดิม แกมาเปิดตัวเพลงใหม่จากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ชื่อ “แด่ศาลที่เคารพ” แน่นอนว่าฟังสดแทบไม่รู้เรื่องเลย (คิดถึงตอนวงพรูเปิดตัวด้วยเพลง “เลือกแบบไหน” ใน “Bakery The Concert”) แต่พอกลับบ้านมาฟังเพลงนี้ในสตรีมมิ่ง ก็พบว่างานใหม่พี่น้อยน่าสนใจทีเดียว

(ฟังได้ที่นี่ http://music.sanook.com/music/song/qUCKcdxjKYMDgNwd2Tdb2w==/lyric/)

จุดที่สาม คือ การปรากฏตัวของ “นาเดีย สุทธิกุลพานิช” โอเค เธออาจไม่ได้ร้างลาเวทีไปเป็นทศวรรษ แต่สำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี ที่ได้ดูเธอเล่นคอนเสิร์ต (ตอนเธอออกมา ผมถึงกับเผลอตัวกรีดร้องด้วยซ้ำ 555)

IMG_3561

ระหว่างนาเดียและ “โบว์-จอยซ์” มายืนเรียงกันช่วงท้ายๆ งาน ทำให้นึกได้ว่า เออ! นักร้องวัยรุ่นหญิงค่ายเบเกอรี่/โดโจซิตี้ ยุคต้น 2540 หลายคน (แม้ไม่ใช่ทุกคน) จะมีโครงร่างสูงใหญ่ คือ แม้อาจไม่ถึงขั้นนางงาม-นางแบบ แต่ก็ราวๆ นางเอกอย่างสินจัย, คัทลียา, สิเรียม, มาช่า, หมิว อะไรทำนองนั้น หรืออย่างน้อยที่สุด ทั้งสามคนก็ตัวสูง/โตเกินมาตรฐานเฉลี่ยของ BNK48 ยุคนี้แน่ๆ

นี่คงบ่งชี้ถึง “มาตรฐานความงาม” ที่เปลี่ยนแปลงไป

อีกจุดที่ชอบ ก็คือ คอนเสิร์ตนี้ปิดท้าย (และเชื่อมต่อไปยังคอนเสิร์ต “Million Ways to Love” ต้นปีหน้า) ด้วยการรำลึกถึง “พี่โจ้ พอส” ผ่านการจัดวางแบบเดิมๆ ที่หลายคนคงเดาทางถูก คือ มีพี่บอยมาดีดกีต้าร์-ร้องขึ้นต้นเพลง “รักเธอทั้งหมดของหัวใจ” มีไมค์ว่างๆ อีกตัวมาตั้งทิ้งไว้ แล้วยิงแสงสป็อตไลท์ลงไป ประมวลภาพเก่าๆ ของพี่โจ้เริ่มปรากฏบนจอภาพ ฉับพลัน เสียงร้องของแกก็ดังขึ้น

(ก่อนจะมีพี่ป๊อดมาร้องเพลง “ใคร” ซึ่งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษดั้งเดิมของเพลงนี้ พี่บอยได้แต่งให้พี่โจ้ในวันที่แกเสียชีวิต)

IMG_3568

ทั้งที่เป็นกระบวนท่าเดิมๆ แต่การรำลึกถวิลหาพี่โจ้ยังได้ผลอยู่เสมอ นอกจากนี้ นี่ยังเป็นโทนอารมณ์ที่ผิดแผก/คอนทราสต์กับจากโชว์ส่วนๆ อื่นในคอนเสิร์ต เพราะมันเป็นเรื่องราวความโศกเศร้าสูญเสีย “จริงๆ”

พอพูดถึงความสูญเสีย พี่บอยก็ค่อยๆ ร้อยรัดความสูญเสียเรื่องพี่โจ้เข้ากับเรื่องที่คนใกล้ตัวรายอื่นๆ ของแก ค่อยๆ เสียชีวิตลงไปเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่าน

จุดนี้ผมว่า “เวิร์ก” เมื่อโชว์สามารถทำให้บทเพลงและชีวิตของบุคคลสาธารณะ/ศิลปินอีกคนหนึ่ง ค่อยๆ กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับบรรดาคนใกล้ตัวของศิลปินเจ้าของคอนเสิร์ตอีกที (ตรงข้ามกับการผลักดันเอาเรื่องราวว่าด้วยคนใกล้ตัวเหล่านั้นเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วพยายามลากเพลง-ดึงโชว์เข้าไปหาพวกเขา)

หก

แถมท้ายสองประเด็น

เพิ่งมาตระหนักเมื่อนั่งชมคอนเสิร์ตว่า งานชุด “Simplified” และอีพี “One” นั้นไม่มีเสียงผู้หญิงเป็นเสียงร้องนำเลย กระทั่งพวกเพลงที่ต้องพึ่งพาเสียงร้องนำมากกว่าหนึ่งเสียง ก็ยังใช้บริการนักร้องชายทั้งหมด (พี่บอยเองยังแซวบนเวทีว่า งานในช่วงนั้นของแกมีลักษณะ “วาย”)

อีกข้อ คือ พบว่าคอนเสิร์ตนี้ใช้งาน Impact Exhibition Hall (1) ได้แปลกดี เพราะเขาใช้สถานที่ดังกล่าวในแนวขวาง (งานอื่นๆ ส่วนใหญ่ จะใช้งานในแนวยาว/ดิ่ง) โดยตั้งเวทีติดผนังด้านขวามือ ที่เหลือเป็นสแตนด์ที่นั่งคนดู ส่งผลให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับนักร้อง-นักดนตรีบนเวทีอย่างน่าทึ่ง (แต่เหมือนจุดเสียจะอยู่ตรงที่นั่งโซนริมๆ ที่คงเห็นภาพการแสดงไม่ชัดเจนนัก จนผู้จัดต้องแจก “ถุงผ้า” ชดเชย)

ขอบคุณคลิปจาก https://www.youtube.com/user/AAATheAnnie

คนตัดหญ้าในสนามบอล, คนอ่านเพลง

“Three Lions” เส้นทางกลับบ้านอันยาวไกลและซับซ้อนของทีมชาติอังกฤษ

หนึ่ง

การทะลุเข้าถึงรอบสี่ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 ของทีมชาติอังกฤษ ส่งผลให้เพลงเชียร์อมตะนิรันดร์กาลอย่าง “Three Lions” ถูกนำมาขับขานโดยกว้างขวางอีกคำรบ

แฟนบอลอังกฤษยุคร่วมสมัยหลายรายอาจทึกทักว่านี่คือเพลงที่มีชื่อว่า “Football’s coming home” ตามท่อนฮุกอันลือลั่น

บางคนอาจนึกว่านี่เป็นเพลงเชียร์สามัญประจำบ้านของทีมชาติอังกฤษ ยามลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ มานานแสนนาน

ทว่าในข้อเท็จจริง เพลงที่สะท้อนถึงอารมณ์ปลื้มปีติและความหวังครั้งใหม่ (ซึ่งเพิ่งแหลกสลายลง) ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 22 ปีก่อน

สอง

ปี 1996 อังกฤษรับบทบาทเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยทีมสิงโตคำรามสามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ก่อนจะแพ้เยอรมนีในการดวลจุดโทษ (นักเตะรายเดียวของอังกฤษที่ยิงลูกโทษพลาด คือ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ผู้จัดการทีมทรีไลออนส์ชุดปัจจุบัน)

ก่อนหน้ายูโร 96 จะเปิดฉากฟาดแข้ง “เดวิด บัดเดียล” และ “แฟรงก์ สกินเนอร์” สองนักแสดงตลกและพิธีกรรายการทีวียอดฮิต “แฟนตาซี ฟุตบอล” ได้ร่วมมือกับ “เอียน เบราดี้” แห่งวงดนตรี “เดอะ ไลท์นิง ซีดส์” เขียนเพลงชื่อ “Three Lions” ขึ้นมา

เพลงที่ใช้ชื่อซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากตราสัญลักษณ์บนเสื้อแข่งของทีมชาติอังกฤษ มีเนื้อหาแปลกประหลาดกว่าเพลงเชียร์ฟุตบอลทั่วไป

กล่าวคือ มันได้นำเสนอภาวะ “หวานอมขมกลืน” ของแฟนบอลอังกฤษ ที่ทั้งรัก-ส่งใจเชียร์ทีมชาติของตนเอง และต้องเจ็บปวดรวดร้าวเศร้าสร้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อขุนพลสิงโตคำรามบุกบั่นไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที

บัดเดียลและสกินเนอร์บอกว่า พวกเขาต้องการแต่งเพลงที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดจริงๆ ของแฟนบอลทีมชาติอังกฤษ

“นี่คือบทเพลงที่พูดถึงความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าของอังกฤษ แต่ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นบทเพลงที่พวกเราอยากจะกู่ร้องมันออกมา” บัดเดียล พูดถึงลักษณะลักลั่นที่แสนโดดเด่นของเพลง “Three Lions”

ในแง่มุมโศกเศร้า เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงระลอกความผิดหวังที่ทีมฟุตบอลและกองเชียร์อังกฤษต้องประสบ นับแต่การคว้าแชมป์โลก ณ บ้านเกิดเมื่อปี 1966

ในทางกลับกัน เพลงเพลงนี้ก็บรรจุความหวังเรืองรองไว้ในท่อนฮุกติดหู ซึ่งมีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า “It’s coming home”

ตามความตั้งใจแรกเริ่ม บัดเดียลและสกินเนอร์เพียงแค่ต้องการจะร่วมเฉลิมฉลองวาระที่อังกฤษได้รับหน้าเสื่อจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับเมเจอร์อีกหน

หลังจากประเทศแห่งนี้เคยจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียว เมื่อ 3 ทศวรรษก่อนหน้านั้น

แต่ต่อมา นัยยะของเนื้อร้องท่อนฮุกสั้นๆ ง่ายๆ ก็ถูกขยายความไปไกลกว่าเดิม

“การกลับบ้าน” เริ่มยึดโยงกับความฝันใฝ่ว่าทีมชาติอังกฤษจะคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้อีกครั้ง ซ้ำรอยความสำเร็จหนึ่งเดียวในปี 1966

สิ่งที่จะ “กลับบ้าน” จึงไม่ใช่การเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเมนต์ระดับใหญ่ แต่ควรเป็น “ถ้วยรางวัลชนะเลิศ” ระดับทวีปหรือระดับโลก

สาม

กลางปี 1996 แม้ “Three Lions” จะไม่ใช่เพลงเชียร์อย่างเป็นทางการของทีมชาติอังกฤษ แถมสมาคมฟุตบอลอังกฤษออกจะไม่ชอบเนื้อร้อง ในส่วนที่ตัดพ้อผลงานน่าผิดหวังของขุนพลสิงโตคำรามด้วยซ้ำ

แต่ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร 96 ผลงานดนตรีของบัดเดียล, สกินเนอร์ และเบราดี้ กลับขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงยอดนิยม

จากเพลงฮิตในบริบทเฉพาะ “Three Lions” ค่อยๆ กลายเป็นเพลงยอดนิยมข้ามกาลเวลา ซึ่งถูกผลิตซ้ำหนแล้วหนเล่า โดยใช้ทำนองป๊อปติดหูแบบเดิม แต่ปรับเปลี่ยนเนื้อร้องบางท่อน (หรือทุกท่อน) เสียใหม่

ตามความเห็นของหนึ่งในผู้แต่งอย่างบัดเดียล ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ “Three Lions” ผงาดขึ้นเป็นเพลงชาติแห่งวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเข่นฆ่าเพลงฟุตบอลอื่นๆ ทั้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและถูกผลิตตามมาภายหลัง จนตายเรียบ

ก็คือ เนื้อหาแนว “หวานอมขมกลืน” ซึ่งจับใจแฟนบอลต่างเจเนอเรชั่นจนอยู่หมัด

แฟนบอลที่มีความหวัง, เข้าใกล้ความหวัง, ผิดหวัง แต่ก็ยังหวังกันต่อไป

สี่

“โอเว่น แบล็กเฮิร์สต์” บรรณาธิการบทความของนิตยสารมุนเดียล วิเคราะห์เพิ่มเติมว่าถ้า “Three Lions” เมื่อปี 1996 ทำให้คนอังกฤษโหยหายุคทองในปี 1966

การกลับมาของผลงานเก่าอายุ 22 ปีเพลงนี้ (หากพิจารณาจากการถูกขับขานโดยแฟนฟุตบอลจำนวนมหาศาล และการติดชาร์ตเพลงดาวน์โหลดยอดนิยม ณ ค.ศ.2018)

ก็อาจบ่งชี้ถึงภาวะโหยหาอดีตอันงดงามเมื่อปี 1996 ของผู้คนยุคปัจจุบัน

ตามทัศนะของแบล็กเฮิร์สต์ ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 (หรือ “ยุค 90” ในภาษาบ้านเรา) คือ ห้วงเวลาสุด “คูล” ของเพลงดีๆ เทศกาลวัฒนธรรมเจ๋งๆ

มิหนำซ้ำ ทีมชาติอังกฤษชุด “ยูโร 96” ภายใต้การคุมทีมของ “เทอร์รี่ เวนาเบิลส์” ก็ไม่เพียงมีผลการแข่งขันอันน่าภาคภูมิใจ แต่พวกเขายังเล่นฟุตบอลได้ดีจนน่าประทับใจ

แบล็กเฮิร์สต์บอกว่าหลังจากพลพรรค “ทรีไลออนส์” ร่วงโรยลงเรื่อยๆ นับแต่ปี 2002 พวกเขาก็กลับมาจุดประกายความหวังของคนในชาติให้ลุกโชนขึ้นอีกคำรบในปี 2018

ด้วยความกระตืนรือร้นของทีมพลังหนุ่ม ซึ่งมีนักฟุตบอลพื้นเพหลากหลายจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แถมยังเล่นระบบวิงแบ๊กเหมือนยุคเวนาเบิลส์เป๊ะๆ

ห้า

อังกฤษจบศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียด้วยตำแหน่งอันดับสี่ ถือเป็น “ความสำเร็จขั้นต่ำ” ดุจเดียวกับผลงานเมื่อปี 1990

มนตราของเพลง “Three Lions” ดูเหมือนจะยังเข้มขลังอยู่เสมอ ตราบใดที่ทีมอังกฤษยังคงเป็น “ผู้แพ้”

มายาดังกล่าวอาจยุติสิ้นสูญลง หากทีมสิงโตคำรามพลิกสถานการณ์ขึ้นเป็น “ผู้ชนะสูงสุด” แล้วนำพาฟุตบอล (ถ้วยรางวัลชนะเลิศ) กลับคืนสู่ “บ้าน” ของพวกเขาและเหล่าแฟนบอลร่วมชาติอย่างแท้จริง

มิใช่ “บ้านแห่งอุดมคติ” ในบทเพลง

หก

อย่างไรก็ตาม น่าตั้งคำถามว่า “บ้าน” ที่ฟุตบอลกำลังจะกลับไปหา คือ “บ้าน” หลังไหน?

“จอห์น วิลเลียมส์” นักวิชาการสาขาสังคมวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ตั้งประเด็นว่า บางที “การกลับบ้าน” อาจมิได้หมายถึงการเจาะเวลาหาอดีตหวนไปยังปี 1966

หาก “บ้าน” ที่หลายคนกู่ก้องร้องเรียก อาจหมายถึงสถานภาพการเป็นบิดาแห่ง “การแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่” ของประเทศอังกฤษ

แทบทุกคนต่างรับทราบว่ากฎกติกาของเกมฟุตบอลยุคใหม่ รูปแบบสมาคม/สหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติ การแข่งขันฟุตบอลถ้วยและลีก ล้วนเริ่มต้นที่อังกฤษ ก่อนจะมีการเผยแพร่บรรทัดฐานลักษณะนี้ไปทั่วยุโรปและบางส่วนของอเมริกาใต้

ทว่า “บ้าน” หลังนั้นก็พยายามโดดเดี่ยวตนเองจากโลกภายนอก

นอกจากจะเผยแพร่รูปแบบการแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่ไปตามประเทศต่างๆ ที่มีชุมชนคนอังกฤษอาศัยอยู่แล้ว

วิลเลียมส์ชี้ว่าระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ทีมชาติอังกฤษกลับไม่เคยลงปะทะฝีเท้ากับทีมชาติอื่นๆ นอกสหราชอาณาจักรเลย

ถ้าพิจารณาผ่านปรากฏการณ์อันแปลกแยก ณ ห้วงเวลานั้น ฟุตบอลจึงไม่ต้อง “กลับบ้าน” เพราะฟุตบอลอังกฤษไม่เคยยอมออกไปเผชิญหน้าโลกภายนอก (บ้าน)

เมื่อแรกก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 1904 อังกฤษตัดสินใจไม่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย เพราะฐานความคิดเรื่อง “กีฬา” ที่ผิดแผกกันระหว่าง “เกาะอังกฤษ” กับ “ยุโรปภาคพื้นทวีป”

สังคม/ชนชั้นนำอังกฤษยุคต้นศตวรรษที่ 20 ยังยึดถือผูกพันกับการเล่นกีฬาแบบ “สมัครเล่น” ซึ่งวางวัตถุประสงค์ให้บรรดาสุภาพบุรุษผู้ดีได้มุ่งมั่นพัฒนาสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนจนแข็งแรงแจ่มใส

ขณะเดียวกัน ก็แอนตี้ “กีฬาอาชีพ” ที่ถูกประเมินว่าเป็นการกระตุ้นให้ผู้เล่นหวังผลชัยชนะและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ (เช่น เงินรางวัล) นอกเหนือจากเกมกีฬา อันอาจส่งผลเสียหายต่อหลักการ “แฟร์เพลย์”

ยิ่งกว่านั้น อังกฤษมองว่ากีฬากับการเมืองควรแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด สวนทางกับฟีฟ่าซึ่งเห็นว่าควรใช้ฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ต้องรอจนถึงปี 1950 ทีมชาติอังกฤษจึงตัดสินใจเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก ทั้งๆ ที่เวิลด์คัพหนแรกสุด เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1930 หรือ 2 ทศวรรษก่อนหน้า

นักสังคมวิทยาแห่ง ม.เลสเตอร์ สะกิดแถมท้ายด้วยว่า หรือหากปี 1966 คือ “ยุคทอง-บ้านหลังเก่า” ที่แฟนบอลอังกฤษพึงปรารถนาจริงๆ

ทุกคนก็พึงตระหนักว่า “บ้าน” หลังนั้นเป็นภาพสะท้อนสังคมก่อนยุค “พหุชาติพันธุ์” เพราะทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกไม่มีนักเตะผิวดำร่วมอยู่เลย เช่นเดียวกับกองเชียร์ส่วนใหญ่ซึ่งล้วนเป็นคนผิวขาว

threelions-xlarge_trans_NvBQzQNjv4BqGIRJtgEaK4etefHCFUFBeHIIofnIm3psvZm9nJ6FExU

ข้อมูลจาก

https://www.bbc.com/news/newsbeat-44711564

https://www.theguardian.com/football/2018/jun/27/three-lions-england-paul-macinnes-baddiel-skinner-world-cup

https://theconversation.com/england-fans-sing-footballs-coming-home-but-where-is-home-really-99479

(หมายเหตุ ติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับหน้าครับ)

คนอ่านเพลง

“เพลงไทยเพราะๆ” ที่มี “ทำนอง-เนื้อหา” เหมือน “เพลงต่างประเทศ” (แต่เราก็ยังชอบฟังอยู่ดี)

ตอนนี้ หลายคนกำลังถกเถียงกันเรื่องผลงานเพลงของศิลปินหนุ่มดาวรุ่งผู้โด่งดังรายหนึ่งของวงการดนตรีสากลไทยร่วมสมัย ที่ว่ากันว่ามีความคล้ายคลึงกับเพลงของศิลปินต่างประเทศกลุ่มหนึ่ง (บางคนพยายามชี้แจงว่าศิลปินไทยได้รับแรงบันดาลใจเท่านั้น)

บล็อกเราจะไม่ขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับดราม่าดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้ติดตามผลงานของศิลปินไทย-เทศคู่นี้อย่างละเอียดมากนัก

ประเด็นที่อยากนำเสนอ ก็คือ การรวบรวมเพลงไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรายังชอบเปิดฟังอยู่บ่อยๆ แม้จะพอรับรู้ว่าผลงานเหล่านั้นนำท่วงทำนอง (หรือหลายกรณี ก็รวมถึงเนื้อหา) มาจากต่างประเทศ

หลายเพลงถูกผลิตขึ้นในยุคที่การแปลเนื้อหาและการใช้ทำนองเพลงต่างประเทศ ยังมิใช่ความผิดบาปของวงการดนตรี

ส่วนบางเพลงก็อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างยุคสมัยข้างต้น กับยุคลงหลักปักฐานของอุตสาหกรรมดนตรี ที่ประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์เริ่มถูกให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ขออนุญาตเริ่มต้นด้วยเพลงรุ่นคุณปู่คุณย่าอย่าง “เจ็ดวันที่ฉันเหงา” หนึ่งในเวอร์ชั่นแรกๆ ของเพลงนี้ คือ ฉบับที่ขับร้องโดย “เพ็ญแข กัลย์จาฤกษ์”

น่าสนใจว่าเพลงเพลงนี้ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์ไทยร่วมสมัยหลายเรื่อง ตั้งแต่ “2499 อันธพาลครองเมือง” จนถึง “20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น”

ส่วนนี่คือเพลงภาษาอังกฤษชื่อ “Seven Lonely Days” ซึ่งเป็น “แม่แบบ” ของ “เจ็ดวันที่ฉันเหงา” แบบไทยๆ

จะเห็นได้ว่า นี่เป็นการนำเอาคำร้องและทำนองของต่างประเทศมาใช้งานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ถัดมาขอนำเสนอเพลง “บาป” ของ “ศรีไศล สุชาตวุฒิ”

ผลงานที่ไพเราะชิ้นนี้ก็แทบจะเป็นการ “แปล” มาจากเพลงฝรั่งชื่อ “It’s a Sin to Tell a Lie” (หลายปีก่อน ในยูทูบเคยเผยแพร่คลิปเพลงเวอร์ชั่นที่เพราะมากๆ ซึ่งขับร้องโดย “Bobby Breen” ขณะยังเป็นเด็กน้อย แต่ปัจจุบัน คลิปนั้นหายสาบสูญไปแล้ว)

“บาป” เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคที่การแปลเนื้อหาและนำทำนองมาจากเพลงต่างประเทศมิใช่เรื่อง “ผิดบาป” แต่เป็นวัฒนธรรมสมัยนิยมที่ยอมรับกัน

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน คุณศรีไศลก็เคยขึ้นเวทีไปขับร้องเพลง “It’s a Sin to Tell a Lie” สลับกับ “บาป” เลยด้วยซ้ำ

อีกเพลงที่ผมชอบมากๆ ก็คือ “ลำดวน ทองดี” ผลงานการเขียนเนื้ออันเยี่ยมยอดของ “ครูพยงค์ มุกดา” ขับร้องโดย “วิรัช เทวฤทธิ์”

แน่นอน เพลงนี้นำทำนองมาจากเพลงฝรั่งชื่อ “Tell Laura I Love Her” ทว่าในส่วนเนื้อร้องที่ “แปล/แปร” มานั้น กลับถูกปรุงแต่งด้วยกลิ่นอายแบบไทยๆ (แต่ไม่ใช่ “ไทยแท้” เสียทีเดียว) ได้อย่างน่าทึ่ง

อีกหนึ่งเพลงที่คงถูกใจคอกำลังภายใน คือ “ฤทธิ์มีดสั้น” ขับร้องโดย “ดอน สอนระเบียบ” ซึ่งใช้ทำนองของเพลงประกอบซีรีส์ “ฤทธิ์มีดสั้น” เมื่อปี 1978

แต่ด้วยความที่ผมไม่รู้ภาษาจีน จึงไม่แน่ใจว่าตัวเนื้อหาพากย์ไทยนั้น มีความสอดคล้องกับต้นฉบับเพียงใด

เพลงกลุ่มแรกที่นำเสนอไป คือ ผลงานซึ่งถูกผลิตเผยแพร่ในช่วงที่คนทำเพลง-คนฟังเพลงไทย ยังไม่ได้ใส่ใจเรื่องลิขสิทธิ์มากนัก การดำรงอยู่ของเพลงเหล่านี้จึงเป็นที่ “ยอมรับได้” ตามมาตรฐานในสมัยนั้น

ทีนี้ จะมาถึงเพลงอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอยู่ในยุคสมัยที่แตกต่างไป

ขอเริ่มด้วย “คืนก่อน” เพลงจากอัลบั้ม “ครั้งนี้… ของพี่กับน้อง” ของวง “ดิ อินโนเซนต์” เมื่อ พ.ศ.2529

จริงๆ เพลงนี้นับเป็นผลงานเด่นและได้รับความนิยมมากๆ เพลงหนึ่งของ “ดิ อินโนเซนต์” และเอาเข้าจริง ช่วงที่มันถือกำเนิดขึ้นมาก็คงเป็นยุคเปลี่ยนผ่านแบบไม่สุด ที่ค่านิยมเรื่องการนำเนื้อหา-ท่วงทำนองจากต่างประเทศมาใช้ยังพอยอมรับได้อยู่บ้าง

จึงไม่แปลกอะไร ที่ต่อมาจะมีผู้ค้นพบว่า “คืนก่อน” นั้นมีเนื้อหา-ทำนองคล้ายคลึงกันเหลือเกินกับเพลง “(Last Night) I Didn’t Get To Sleep At All” ของคณะ “5th Dimension”

อย่างไรก็ตาม เมื่อยุคสมัยผันเปลี่ยน เพลงเพลงนี้กลับกลายเป็น “แผลที่ต้องถูกลบ” ของ “ดิ อินโนเซนต์”

ในคอนเสิร์ตใหญ่เมื่อปี 2552 “คืนก่อน” ก็ถูกนำไปเล่นบนเวทีท่ามกลางความประทับใจของแฟนๆ แต่เพลงนี้กลับถูกตัดออกจากดีวีดีบันทึกการแสดงสด เช่นเดียวกับเมื่อมีการผลิตซีดีและแผ่นไวนิลรีมาสเตอร์อัลบั้มชุด “ครั้งนี้… ของพี่กับน้อง” ซึ่ง “คืนก่อน” กลายเป็นผลงานที่ถูกตัดหายไปเฉยๆ

อีกเพลงที่มีชะตากรรมคล้ายกัน คือ “ไดอารี่สีแดง” ของ “แหวน ฐิติมา สุตสุนทร” ผู้ล่วงลับ

เพลงที่มีคำร้อง-ท่วงทำนองหวานซึ้งเศร้าเพลงนี้ มีที่มาจากเพลง “Why I’ve a Dream of Him” ของ “Chiu Chiu” ศิลปินจากเกาะไต้หวัน

แต่ไม่แน่ใจว่าในส่วนของเนื้อหา เพลงไทย-เพลงไต้หวันคู่นี้จะมีความสอดคล้องกันแค่ไหน

“ไดอารี่สีแดง” ก็มีชะตาชีวิตเหมือน “คืนก่อน” หลายคนคงสังเกตได้ว่าช่วงไม่กี่ปีให้หลัง เวลามีการผลิตแผ่นซีดีรวมฮิตผลงานของพี่แหวน เพลงเพลงนี้มักจะถูกคัดออกอย่างน่าแปลกใจ (สวนทางกับความฮิตของมัน)

ขอปิดท้ายด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจและผิดแผกแหวกแนว

อาจกล่าวได้ว่า โดยส่วนใหญ่ วิธีการนำเอาเพลงต่างประเทศมาแปลงกายเป็นเพลงไทยนั้น มักมีอยู่สองรูปแบบ

แบบแรก คือ การแปลเนื้อหรือแต่งเนื้อให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับดั้งเดิม พร้อมทั้งนำทำนองมาใช้

แบบต่อมา ซึ่งเกิดขึ้นหลังอุตสาหกรรมดนตรีเริ่มแข็งแรงในช่วงทศวรรษ 2530 คือ การนำทำนองมาใช้ (ไม่ได้ลอกเลียนมาเป๊ะๆ แต่มีการบิดหรือนำงานต้นฉบับมาบรรเลงเพียงบางส่วน) ทว่าเขียนเนื้อขึ้นใหม่หมด

อย่างไรก็ดี มีเพลงไทยอีกประเภท ที่ตัวเนื้อหาได้รับอิทธิพลมาจากเพลงต่างประเทศชัดเจน แต่คำร้องดังกล่าวกลับถูกบรรจุลงไปในทำนองใหม่ที่แต่งขึ้นเอง

หนึ่งในตัวอย่างคลาสสิกของกรณีนี้คือเพลง “กล้วยไข่” โดย “เฉลียง” ที่มีความผูกพันฉันญาติมิตรทางด้านเนื้อร้องกับเพลง “I Like Bananas (Because They Have No Bones)” อย่างยากจะปฏิเสธ

 

คนอ่านเพลง

คอนเสิร์ต “ดึกดำบรรพ์ #201”: การตลาดอันน่าทึ่ง, โชว์ที่อิ่มเอม แต่ (แค่) เกือบจะเต็มอิ่ม

หนึ่ง

IMG_3015

มาเริ่มที่เซ็ตลิสต์กันก่อนเลยครับ

อินโทร: รักนิรันดร์ (บรรเลง)

รักล้นใจ

ทั้งรู้ก็รัก

ขีดเส้นใต้

เพราะเธอ

เล็กๆ น้อยๆ

ทะเล

ชีวิตไร้สังกัด

โอ้ใจเอ๋ย

(ย้ายไปโซนพิเศษ สนับสนุนโดยกระเบื้องไดนาสตี้ ไทล์ท้อป)

สัมภาษณ์พูดคุยกับดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ โดยแขกรับเชิญ น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

In the Darkness of My Life

ผีเสื้อ (แขกรับเชิญ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร และ บิลลี่ โอแกน)

หยดน้ำ

บอกรัก

ด้นสดเพลงบลูส์ (น้าเน็กร่วมร้อง-เล่าข่าวกับชรัส มีพนเทพและปั่นเล่นกีต้าร์) เนื้อหาว่าด้วยป้าทุบรถ, หวย 30 ล้าน และนาฬิกาปริศนา

ปาฏิหาริย์

เพียงแค่ใจเรารักกัน

รักเองช้ำเอง

รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง (แขกรับเชิญ ติ๊ก ชิโร่)

รักเธอมากกว่าใคร (แขกรับเชิญ ติ๊ก ชิโร่)

Together, We Go (เพลงประจำบริษัทไดนาสตี้ ไทล์ท้อป แต่งโดยพนเทพ)

A Tu Corazon (สู่กลางใจเธอ)

ส่องกระจก

คนขี้เหงา

ตลอดไป

คนไม่มีวาสนา

เฝ้าคอย

รักนิรันดร์

รักยืนยง

เพราะฉะนั้น

หลับตา

สอง

จำนวนผู้ชมราวๆ สามพันคน เกือบเต็มสถานที่จัดงาน (ทีแรก ผมประเมินว่าน่าจะน้อยกว่านี้)

คนดูส่วนใหญ่นั่งชมโชว์อย่างเหนียวแน่นตลอดสามชั่วโมง ไม่เหมือนคอนเสิร์ตริธึ่มแอนด์บอยด์ที่ผมไปดูช่วงต้นกุมภาฯ ที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยเดินเข้าๆ ออกๆ หรือบางคนเดินออกตั้งแต่ครึ่งทางแรก จนน่ารำคาญ (สำหรับคนที่ยังนั่งชม/ฟังอยู่)

ที่สำคัญโชว์เริ่มตรงเวลา 19.00 น. แบบเป๊ะๆ (ไม่ค่อยเห็นคอนเสิร์ตไทยที่เริ่มตรงเวลาขนาดนี้)

สาม

ช่วงหลังๆ เหมือนคอนเสิร์ตไทยจะพยายามหามูลค่าเพิ่มอะไรบางอย่าง ที่จะช่วยให้โชว์เป็นมากกว่าการร้อง-แสดงดนตรีกลางเวที (เพื่อดึงดูดผู้ชม เพราะกลัวว่าดนตรีอย่างเดียวจะเอาผู้ชมไม่อยู่) คอนเสิร์ตล่าสุดของดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ ก็หนีไม่พ้นลักษณะร่วมข้อนี้

ทางวงและบีอีซี เทโร ซึ่งเป็นผู้จัด จึงเชิญน้าเน็กขึ้นมาพูดคุยกับน้าพนเทพ น้าชรัส น้าปั่น บนเวที ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าการปรากฏกายของน้าเน็กส่งผลให้จังหวะของโชว์โดยรวมสะดุดลงพอสมควร ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เพลงรัก 8-9 เพลงแรกของน้าๆ กำลังทำงานได้ดี คนฟังกำลังอิน จวนจะถึงไคลแม็กซ์อยู่แล้วเชียว ทว่าจู่ๆ ความต่อเนื่องดังกล่าวกลับถูกระงับกลางคัน

แต่ใช่ว่าการมาของน้าเน็กจะไม่มีผลบวกเอาเลย ผมชอบช่วง “ด้นบลูส์” (จริงๆ คงมีการซ้อมการเตี๊ยมเนื้อกันมาบ้าง) ที่น้าเน็กพาคุณลุงนักเพลงโรแมนติกสามคนไปข้องแวะกับเรื่องป้าทุบรถ หวย 30 ล้าน และนาฬิกาข้อมือ

อย่างน้อย การนำประเด็นเรื่องนาฬิกาบนข้อมือบิ๊ก… มาแซวเล่นบนเวทีเพลงป๊อป ให้คนดู (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง กทม. วัย 35-40 อัพ) ขำขันกันครึกโครม ก็แสดงให้เห็นแนวโน้ม “ขาลง” ของผู้มีอำนาจบางคน/บางคณะได้ชัดเจน

ทว่า ผมค่อนข้างเบื่อกับมุขแซวพนเทพเรื่องเป็นคนพูดน้อยของน้าเน็ก

หลายปีหลัง ผมตามดูน้าตุ่น พนเทพ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเล็ก กลาง ใหญ่ มาต่อเนื่องพอสมควร ผมพบว่าถ้าไม่มีคนมาบี้ มาจี้ ให้แกพูด แกก็ไม่ใช่คนพูดน้อย แถมยังพูดจาเป็นเรื่องเป็นราว (สนุกสนานเพลิดเพลิน – แต่อาจไม่ตลกโปกฮา) เสียด้วย เช่น ผมยังประทับใจเมื่อครั้งที่น้าตุ่นนั่งเล่าที่มาของเพลงรักหลายเพลง (อาทิ หลับตา และ เพียงแค่ใจเรารักกัน) อย่างออกรสและละเอียดลออ ในคอนเสิร์ตรักนิรันดร์

กลายเป็นว่ายิ่งน้าเน็กไปแซวเพื่อจี้ให้แกพูดนั่นแหละ น้าตุ่นจึงยิ่งพูดไม่ออก และพอน้าเน็กลงจากเวที น้าตุ่นก็สามารถพูดจายาวๆ ออกมาได้ แถมยังเป็นใจความสำคัญประการหนึ่งของคอนเสิร์ตนี้เสียด้วย (จะกล่าวถึงต่อไป)

สี่

IMG_3035

พูดถึงแขกรับเชิญ พี่ตุ๊ก วิยะดา ที่มาร่วมร้องเพลง “ผีเสื้อ” แบบนิดๆ หน่อยๆ พ่วงด้วยพี่บิลลี่ (ที่มีส่วนร่วมน้อยลงไปอีก) ก่อนจะหยอดมุขเล็กๆ น้อยๆ ตบท้าย นั้นไม่ส่งผลต่อโชว์มากนัก (พูดอีกอย่าง คือ มีหรือไม่มีก็ได้)

แขกรับเชิญอีกราย คือ พี่ติ๊ก ชิโร่ ที่มาพร้อมเพลงเอกยุคหลังของแกอย่าง “รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” และร่วมแจมใน “รักเธอมากกว่าใคร” ต่ออีกเพลง

เสียงสูงของพี่ติ๊กยังคงทรงพลังและยอดเยี่ยมเสมอ เช่นเดียวกับลูกเล่นและอารมณ์ขันอันแพรวพราว ตั้งแต่การเอาการ์ดอะไรสักอย่างมาใช้แทนปิ๊กกีต้าร์ การไม่ตัดป้ายยี่ห้อออกจากเสื้อผ้าและรองเท้า จนถึงเครื่องเป่าเขาสัตว์ข้างกาย (แม้มุขท้ายๆ จะหวาดเสียวไปนิด ตามความเห็นผม)

อย่างไรก็ตาม ผมยังแอบคิดว่าน้าๆ น่าจะใช้ประโยชน์เรื่องดนตรีจากพี่ติ๊กให้มากกว่านี้อีกสักนิด

ห้า

IMG_3012

อีกจุดหนึ่งที่ดูแปลกและโดดเด่นมาตั้งแต่ช่วงโปรโมทคอนเสิร์ต คือ สถานะการเป็นเมนสปอนเซอร์ของ “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป” บริษัทผลิตและจำหน่ายกระเบื้องรายใหญ่ (ระดับเข้าตลาดหลักทรัพย์)

ทีแรกผมนึกว่าตัวเองแปลกใจเรื่องนี้แค่คนเดียว แต่พอน้าพนเทพ-น้าชรัส ไปพูดคุยกับพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ในรายการวิทยุช่วงก่อนคอนเสิร์ต พี่ป๊อดก็ถามถึงเรื่องนี้เหมือนกันว่าไดนาสตี้ฯ คือใคร? ทำอะไร?

แล้วในวันแสดงสด เมื่อน้าเน็กมาถึง ก็เปิดฉากแซวทันทีเรื่องที่คอนเสิร์ตนี้มีบริษัทผลิตกระเบื้องเป็นสปอนเซอร์หลัก

อย่างไรก็ตาม ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า น้าๆ วงดึกดำบรรพ์ฯ สามารถจัดการ “สิทธิประโยชน์” ตรงส่วนนี้ได้ดีและน่าทึ่งเอามากๆ

คอนเสิร์ตอุทิศเวลาให้เมนสปอนเซอร์อยู่สองช่วง

ช่วงแรก เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขึ้นเวทีของน้าเน็ก โดยน้าเน็กและน้าๆ ดึกดำบรรพ์ ได้โยกย้ายไปยังมุมพิเศษด้านซ้ายสุดของเวที ซึ่งจัดสร้างไว้เหมือนฉากรายการทีวี ผนังของฉากทำจากกระเบื้องไดนาสตี้ทั้งหมด

แล้วน้าเน็กก็ชงให้น้าแต๋ม ชรัส พูดอธิบายเชิงทีเล่นทีจริงว่า “ผลิตภัณฑ์กระเบื้อง” นั้นมีความสำคัญกับ “ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย” ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ยังไง (คนแก่ มีบ้าน ถ้าจะทำ/ซ่อมห้องน้ำ ควรหากระเบื้องดีๆ เพราะหากคุณลื่นล้มขึ้นมา เส้นเลือดในสมองแตก ก็ต้องรักษาเยียวยากันใหญ่โต ส่วนน้าปั่นพูดเสริมว่า ไม่ใช่แค่ห้องน้ำหรอก แต่ห้องอื่นก็ต้องใช้กระเบื้องดีเหมือนกัน)

น้าๆ ใช้เวลากับ “พื้นที่พิเศษ” ตรงนั้นหลายสิบนาที (เผลอๆ น่าจะเกือบครึ่งชั่วโมง) ผ่านการพูดคุยและร้อง-เล่นเพลงแนวโฟล์กซอง (เพื่อรำลึกความหลังครั้งยังเรียนรามคำแหง) จำนวน 5 เพลง

ช่วงที่สอง คือ การร้อง “เพลงพิเศษ” ในช่วงคั่นกลางระหว่างการลงเวทีของติ๊ก ชิโร่ กับพาเหรดเพลงรักส่งท้ายคอนเสิร์ต

เพลงพิเศษนี้มีชื่อว่า “Together, We Go” ซึ่งเป็นผลงานที่พนเทพแต่งให้บริษัทไดนาสตี้ฯ เพื่อใช้เป็นเพลงประจำองค์กร

จากนั้น พนเทพที่มักถูกแซวว่าพูดน้อย ก็อธิบายแจกแจงถึงสาเหตุในการเข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลักของบริษัทผู้ผลิตกระเบื้องรายนี้

เรื่องมีอยู่ว่าเจ้าของไดนาสตี้ฯ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเซนต์คาเบรียลของพนเทพ เมื่อบีอีซี เทโร ได้ข้อสรุปกับวงดึกดำบรรพ์ฯ เรื่องการจัดคอนเสิร์ต พนเทพจึงลองหยอดคำถามผ่านไลน์ไปถึงเพื่อนสมัยเรียนว่าสนใจจะมาเป็นเมนสปอนเซอร์คอนเสิร์ตนี้มั้ย? ก่อนที่เพื่อนจะตอบตกลงโดยดี ด้วยแนวคิดว่าถ้าคุณลุย ผมก็ลุย

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อคอนเสิร์ต “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป พรีเซ้นท์ส ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น คอนเสิร์ต”

หก

IMG_3045

สถานะของไดนาสตี้ ไทล์ท้อป ในคอนเสิร์ตใหญ่ของดึกดำบรรพ์ นำไปสู่เรื่องน่าสนใจหลายข้อ

ข้อแรก นี่เป็นวิธีจัดโชว์บิซที่น่าสนใจ เพราะบีอีซี ที่เป็นโปรโมเตอร์ ไม่ได้เป็นผู้หาสปอนเซอร์หลักเอง แต่กลายเป็นว่าศิลปินเจ้าของคอนเทนต์ต่างหาก ที่เป็นผู้หาเมนสปอนเซอร์ (ผมไม่แน่ใจว่ามีการแบ่งรายได้เฉพาะส่วนนี้กันยังไง? 50-50?)

เอาเข้าจริง การได้ไดนาสตี้ฯ มาเป็นสปอนเซอร์ มันก็คือการหางบโฆษณา/งบสนับสนุน ที่อาศัยคอนเนคชั่นแบบคนรุ่นเก่านั่นแหละ คือ สายสัมพันธ์สนิทสนมส่วนตัว สามารถนำมาสู่เงินทุนสนับสนุนก้อนใหญ่จากสปอนเซอร์บางเจ้าได้

จุดอ่อนของการหาเงินแบบนี้ในยุคออนไลน์/โซเชียลมีเดีย ก็คือ คุณอาจอาศัยความสนิทสนมส่วนตัวหาเงินมาได้ แต่ถ้าตัวสินค้าของผู้ให้เงินไม่แมทช์กับคอนเทนต์ที่ได้รับการสนับสนุน (เพจ/เว็บไซต์/อีเวนต์/คอนเสิร์ต ฯลฯ) มันก็จะกลายเป็นว่าเจ้าของสินค้านั้นให้เงินคนจัดงาน/คนทำคอนเทนต์แบบฟรีๆ หรือให้เปล่า โดยตนเองไม่ได้อะไรกลับไป

(บางรายตัวคอนเทนต์อาจมีกระแสตอบรับดี แต่กระแสนั้นแทบไม่เชื่อมโยงไปถึงผู้สนับสนุน ขณะที่บางรายคอนเทนต์แป้ก และแน่นอน พอไม่มีคนเสพเนื้อหา ก็ย่อมไม่มีคนรู้จักสปอนเซอร์เพิ่มขึ้น)

แต่สายสัมพันธ์ระหว่างดึกดำบรรพ์ฯ กับไดนาสตี้ฯ ไปไกลกว่าจุดอับตรงนั้น

ไม่ใช่เพียงเพราะการพยายามแทรกสปอนเซอร์เข้ามาในโชว์

แต่เป็นการแทรกสปอนเซอร์เข้ามาได้อย่างน่ารัก แนบเนียนพอสมควร

ระหว่างการไท-อินช่วงแรก ผมแอบนึกถึงป้าตือ แต่นี่คงเป็น “ตือสนิท” เวอร์ชั่นซอฟท์ๆ สไตล์ชรัส

ช่วงร้องเพลงองค์กร จริงๆ มันมีโอกาสสูงมาก ที่จะออกมาชวนยี้ หากใช้วิธีการนำเสนอในแนวดราม่าหรือยกย่องผู้สนับสนุนเกินจริง (ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่คนดูพากันเมินการแสดงสดบนเวทีไปชั่วขณะ เมื่อมีการกล่าวยกย่อง -จนเลิศลอย- และเชิญผู้บริหารผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบางราย ขึ้นมาร้องเพลงในงานคอนเสิร์ต)

แต่พอพนเทพเริ่มเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสปอนเซอร์ ในฐานะเพื่อนกับเพื่อน เพื่อนที่เชื่อใจไว้ใจกัน แรงต้านที่อาจมีขึ้นได้ก็เหือดหายไปซะเฉยๆ

โอเค ตัวเพลง Together, We Go อาจไม่ได้ไพเราะกินใจในระดับครีม แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายย่ำแย่ แถมยังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเพลงอื่นๆ ในคอนเสิร์ตมากพอสมควร และอย่างน้อย คนดูก็พากันปรบมือเมื่อเพลงบรรเลงจบ

ไม่เพียงแค่ไดนาสตี้ฯ จะถูกนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของโชว์อย่างไม่น่าเกลียดจนเกินไป แต่ผู้ผลิตกระเบื้องรายนี้ยังเป็นสปอนเซอร์หลักซึ่งปรากฏในคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมประมาณ 3 พันคน (เป็นคนชั้นกลางวัยกลางคนสัก 60-70 เปอร์เซ็นต์) และเป็นคอนเสิร์ตที่ตรึงคนดูอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ

ที่สำคัญ คนดูไม่มีอาการแปลกแยกจากสปอนเซอร์สักเท่าไหร่

อาจสามารถสรุปสัมฤทธิผลเบื้องต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างไดนาสตี้ ไทล์ท้อป กับดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ ได้ว่า แฟนเพลงของดึกดำบรรพ์ฯ รับรู้ถึงการมีอยู่ของกระเบื้องไดนาสตี้ฯ พวกเขาไม่มีท่าทีต่อต้าน/รำคาญผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ส่วนพวกเขาจะใช้บริการ/เลือกซื้อสินค้าดังกล่าวไหม? นั่นเป็นอีกกรณีหนึ่ง

เจ็ด

IMG_3029

มาว่ากันที่โชว์ของน้าๆ สามคนกันบ้าง

ผมชอบจังหวะออกสตาร์ทคอนเสิร์ตด้วยบทเพลงรัก 9 เพลง สะดุดกับช่วงน้าเน็กเล็กน้อย (แต่ไม่ทั้งหมด) แล้วก็ชอบช่วงครึ่งหลังของคอนเสิร์ต ตั้งแต่ “ปาฏิหาริย์” ยันงานเลิก

ถ้าให้เลือกห้าโมเมนต์สุดประทับใจในคอนเสิร์ต ผมก็คงเลือกช่วงประเดิมเวทีด้วย “รักล้นใจ-ทั้งรู้ก็รัก-ขีดเส้นใต้” (ร้องนำโดยน้าปั่น น้าแต๋ม และน้าตุ่น ตามลำดับ), ผมชอบตอนที่น้าแต๋มร้อง “ชีวิตไร้สังกัด” แล้วก็ชอบเสียงนุ่มๆ หม่นๆ แต่โรแมนติกของน้าตุ่น ยามร้อง “เพียงแค่ใจเรารักกัน” ขณะเดียวกัน ช่วง “รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” ของพี่ติ๊ก และ “ด้นบลูส์” ของน้าเน็ก ก็น่าจดจำ

จากที่นั่งดูอยู่ ต้องยอมรับว่าน้าๆ มีอาการแผ่วปลายนิดนึง (สังเกตจากเสียงร้อง) แม้น้าแต๋ม-น้าปั่นจะออกมายืดเส้นยืดสาย แกว่งแขนขยับขาต่อหน้าแฟนๆ แล้วก็ตาม (แต่เอาเข้าจริง เท่าที่เคยดูคอนเสิร์ตศิลปินวัย 60 อัพมา อาการแผ่วทำนองนี้มักเกิดขึ้นเป็นปกติ ทั้ง “ดิ อีเกิ้ล” ที่เมืองทอง เรื่อยไปถึงโชว์เล็กๆ ของ “อัลเบิร์ต ลี และ โฮแกน’ส ฮีโร่ส์” ที่ร้านอาหารในอังกฤษ ซึ่งลุงแกก็ต้องมีช่วงเบรกพักครึ่งแบบยาวๆ)

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ผมเคยไปดู (มินิ) คอนเสิร์ตของน้าๆ ดึกดำบรรพ์ฯ ตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า แล้วพบว่ากับเซ็ตลิสต์ประมาณ 20 เพลง พวกน้าๆ ยังโชว์ได้ดี ไม่มีอาการแรงตก

แต่กับคอนเสิร์ตใหญ่หนล่าสุด จำนวนเพลงที่มากถึง 30 เพลง ผนวกด้วยการต้องพูดคุย ต้องเล่นหัว ต้องเอนเตอร์เทนคนดู ย่อมทำให้น้าๆ แรงตกลงบ้างในช่วงท้าย

สำหรับผม ในโอกาสต่อไป ขนาดโชว์ที่น่าพอใจและพอดีของน้าๆ อาจเป็นการแสดงสดประมาณ 15-20 เพลง จะร้องเพลงล้วนๆ ก็ยังได้ ไม่ต้องมีกิมมิกอะไรมากมาย (คิดว่าแค่นี้ แฟนๆ ก็คงมีความสุขแล้ว)

โดยสรุป “ดึกดำบรรพ์ #201” เป็นคอนเสิร์ตที่สร้างความอิ่มเอมในอารมณ์ตามสมควร น่าแปลกใจที่ผมพอใจโชว์นี้มากกว่า “ริธี่ม แอนด์ บอยด์” (ที่สเกลใหญ่กว่าและใช้งบประมาณมากกว่า)

แต่ถ้าถามว่านี่เป็นคอนเสิร์ตที่ “เต็มอิ่ม” หรือยัง? ผมก็รู้สึกว่าโชว์ครั้งนี้ยังมีจุดสะดุด ขาดๆ เกินๆ ตามรายทาง อยู่นิดๆ หน่อยๆ (ถึงปัจจุบัน จุดพีกสุดของ “พนเทพ-ดึกดำบรรพ์” ตามทัศนะผม ยังอยู่ที่คอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” และโชว์ย่อยที่คอฟฟี่โมเดลและปาร์คกิ้งทอย)

บางทีคอนเสิร์ตที่สเกลเล็กกว่านี้ มีจำนวนเพลงน้อยกว่านี้ ไม่ต้องใช้แขกรับเชิญเลยก็ได้ อาจสามารถช่วยเติมเต็มส่วนที่ยังบกพร่องขาดหายไปได้บ้าง

ผมเชื่อว่าน้าๆ ในวัยใกล้ 70 ยังมีศักยภาพมากพอ ที่จะทำโชว์แบบนั้นอยู่

คนอ่านเพลง

รีวิว “RHYTHM & BOYd THE CONCERT”

หมายเหตุ ติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ใน “มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับวางแผงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ครับ

หนึ่ง

IMG_2949

จุดน่าสนใจประการแรก คือ โครงสร้างของโชว์ที่แปลกประหลาดและผิดแผกแหวกแนวจากคอนเสิร์ตส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็ของเมืองไทย)

หากจะตั้งชื่อใหม่ให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยเลียนแบบพวกหนังสือรวมเรื่องสั้นไทยยุคหลัง ๆ ก็คงต้องใช้ชื่อว่า “Rhythm and Boyd และอื่นๆ”

ถ้าให้เปรียบเทียบกับภาพยนตร์ คอนเสิร์ตหนล่าสุดของบอยก็มีโครงสร้างสองส่วนใหญ่ๆ ที่แยกออกจากกันอย่างเด่นขาดชัดเจน

จนชวนให้นึกถึง “Chungking Express” ของ “หว่องกาไว” หรือหนังหลายๆ เรื่องของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

อธิบายให้เห็นรายละเอียดได้ว่า โครงสร้างของโชว์ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน คอนเสิร์ตเปิดฉากขึ้นในเวลาประมาณสองทุ่ม แล้วก็ระดมซัดอาวุธหนักใส่ผู้ชมด้วยบทเพลง 12 เพลงแรก

ใช่แล้ว 12 เพลงแรกของคอนเสิร์ต “RHYTHM & BOYd THE CONCERT” นั้นเป็นบทเพลงทั้งหมดจากอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” แถมยังจัดเรียงตามลำดับในเทปเพลง/ซีดีเป๊ะ

หมายความว่าไฮไลท์สำคัญของคอนเสิร์ตนั้นถูกเทไปกระจุกตัวอยู่ในช่วงแรกแบบเสร็จสรรพ! (ถ้าใครมาถึงอิมแพ็ค อารีน่า ประมาณสองทุ่มครึ่ง -ซึ่งมีอยู่หลายคน- ย่อมพลาดของสำคัญไปเกือบหมด!!)

IMG_2951

จากนั้น จึงเข้าสู่ครึ่งหลังของคอนเสิร์ต ที่มีอารมณ์ราวๆ “บอย โกสิยพงษ์ เชิญแขก” ผ่านการแวะโน่นชมนี่ไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลินพอสมควร

ตั้งแต่เบิร์ดกะฮาร์ท, กันต์ เดอะสตาร์, ตูนและโครงการก้าวคนละก้าว, นิชคุณ, การโปรโมทคอนเสิร์ต BOYdKO50th ตอนที่ 2 และ 3 ในปลายปีนี้-ต้นปีหน้า รวมถึงช่วง “เบเกอรี่ เดอะ คอนเสิร์ต” ฉบับมินิ

การแหวกจารีตทำนองนี้นำไปสู่ภาพรวมของโชว์ที่แปลกๆ แปร่งๆ อยู่ไม่น้อย ความใจเด็ดของบอยและทีมงานกลายเป็นการวัดใจกับคนดู

ซึ่งสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ชมที่ไม่ใช่ “แฟนพันธุ์แท้” หลายราย ต่างทยอยเดินออก และเดินเพ่นพ่านไปมา (ไปซื้อเบียร์มาดื่มเพิ่ม แวะเข้าห้องน้ำ หรือแวะคุยกับคนรู้จักที่นั่งอยู่ต่างโซน) ภายหลังโชว์เด่น 12 เพลงแรก ที่กินเวลาแค่ราวหนึ่งชั่วโมง ยุติลง

สอง

ตามโจทย์หรือโครงสร้างของโชว์ข้างต้น หลายคนอาจคิดว่าช่วงแรกสุดของคอนเสิร์ตครั้งนี้น่าจะเป็นไฮไลท์สำคัญอันทรงพลัง

ทั้งเพราะตัวเพลงที่สอดคล้องกับชื่อและธีมหลักของงาน และเพราะตัวศิลปินบนเวที (ซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของเสียงร้องฉบับออริจินัลในอัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์”) รวมถึงโปรดักชั่นแสง สี เสียง ระดับอลังการ (ใช้ไฮดรอลิกเป็นว่าเล่น)

อย่างไรก็ตาม การวางลำดับโชว์ล้อไปกับการเรียงเพลงในอัลบั้มดั้งเดิมแบบเป๊ะๆ เสมือนผู้ชมกำลังนั่งฟังเทปคาสเส็ตต์ม้วนเก่าอยู่ และการไม่เปิดโอกาสให้นักร้องพูดจาทักทายหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูเลย (กระทั่ง บอยขึ้นมาปิดท้ายโชว์ช่วงนี้ พร้อมเพลง “จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ” แล้วหันเหคอนเสิร์ตไปสู่ทิศทางอื่น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและผู้ชมจึงค่อยเกิดขึ้น)

นั้นส่งผลให้ครึ่งแรกของคอนเสิร์ตดำเนินไปแบบเรื่อยๆ เรียงๆ ปราศจากจุดพีกอย่างน่าเหลือเชื่อ

IMG_2952

การเลือกจะผลิตซ้ำเทปคาสเส็ตต์บนเวทีคอนเสิร์ตนำไปสู่ “การสื่อสารทางเดียว” เพลงจากอัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ซึ่งเป็นที่รู้จักน้อยหน่อย เช่น “คลั่ง” “เก็บดาว” และ “ข่าวของเธอ” ดูจะไม่สามารถส่งพลังไปสู่ผู้ชมได้ ผ่านวิธีการขึ้นมาร้องๆ เล่นๆ บนเวทีแล้วรีบระเหยหายจากไป

ครั้นถึงช่วงครึ่งหลัง เมื่อมีการโต้ตอบเล่นมุขกับคนดูเยอะขึ้น ความสนุกสนานเฮฮาผ่อนคลายจึงบังเกิด ทว่า โชว์ส่วนนี้ก็กระจัดกระจาย ไม่เป็นเอกภาพ จึงมีทั้งโมเมนต์ที่ดี น่าประทับใจ และน่าตื่นเต้นเอามากๆ และช่วงที่ความน่าตื่นตาตื่นใจดร็อปลงไปนิดหน่อย (เพราะสามารถหาดูได้จากคอนเสิร์ต/เทศกาลดนตรีอื่นๆ)

สาม

สำหรับผมเอง ไปๆ มาๆ ช่วงที่ตนเองรู้สึกชอบมากที่สุดในคอนเสิร์ตคราวนี้ กลับไม่ได้อยู่ตรงไฮไลท์ตอนต้นๆ แต่เป็นโชว์ย่อมๆ บนเวทีเล็กกลางฮอลล์ ในช่วงกึ่งกลางคอนเสิร์ต

นั่นคือการมาร่วมร้องเพลง “ตัดสินใจ” (เพลงจากอีพีชุด “วัน” อันเป็นรอยต่อระหว่างอัลบั้มเต็มชุดแรกและชุดที่สองของบอย ระหว่างปี 2538-39) โดย “นภ พรชำนิ” และ “วิทูร-พรวิช ศิลาอ่อน”

นี่คือการมาร่วมร้อง/แสดงสดเพลง “ตัดสินใจ” เป็นครั้งแรกสุดของทั้งสามคนนี้ ซึ่งพวกเขาทำหน้าที่กันได้ดีทีเดียว (โดยเฉพาะการขึ้นเสียงสูงของวิทูร)

ถ้าหากผลงานชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” มีความยึดโยงกับแนวดนตรี “ริธึ่ม แอนด์ บลูส์” โชว์ของนภและสองพี่น้องศิลาอ่อน ก็มีความเป็น “อาร์แอนด์บี” มากที่สุดในคอนเสิร์ต แม้บทเพลงที่พวกเขาร่วมกันขับร้องจะไม่ได้มาจากอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ก็ตาม

คนอ่านเพลง

6 เพลงในความทรงจำ จากอัลบั้ม “Rhythm & Boyd”

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ จะมีคอนเสิร์ต “BOYdKO50th #1 RHYTHM & BOYd THE CONCERT” ที่จัดขึ้นเนื่องในวาระอายุครบ 50 ปี ของ “บอย โกสิยพงษ์” และเนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปี ของอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ผลงานอัลบั้มเต็มชุดแรกสุดของบอย

ถ้านับตามข้อมูลที่ประชาสัมพันธ์โดยทีมงานผู้จัดคอนเสิร์ต ก็เท่ากับว่าอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ออกวางแผงตั้งแต่ปี 2537 สอดคล้องกับข้อมูลบนปกเทปเองที่ตีพิมพ์ว่างานชุดนี้ผลิตใน ค.ศ.1994 (หรือ พ.ศ.2537)

แต่ผมคิดว่าอัลบั้มชุดนี้น่าจะวางแผงราวปี 2538 (สมัยผมเรียน ม.2) ภายหลังกระแสความโด่งดังจากอัลบั้มชุดแรกของ “โมเดิร์นด็อก” เมื่อปี 2537 ขณะผมเรียน ม.1

ที่ผมจำเรื่องนี้ได้ เพราะสมัย ม.1 ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่คลั่งไคล้โมเดิร์นด็อกเอามากๆ แล้วพอเราได้ยินพี่ป๊อดไปร้องเพลง “รักคุณเข้าแล้ว” ให้พี่บอย ในมินิอัลบั้มที่มีแค่เพลง “รักคุณเข้าแล้ว” “คลั่ง” และ ท่อนอินเทอร์ลูดของ “ลมหายใจ” (เวอร์ชั่นพี่รัดเกล้า) พวกเราก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่อัลบั้มเต็มของพี่บอยจะวางแผงเสียที

แต่สุดท้าย อัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ก็ไปวางจำหน่ายตอนเราเรียน ม.2 ซึ่งผมกับเพื่อนคนนั้นไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันอีกแล้ว

ผมจำได้ว่าช่วงเที่ยงวันหนึ่งของปี 2538 ผมเจอหน้ามันหน้าตึกเรียน แล้วรีบบอกว่าอัลบั้มเต็มของบอยวางแผงแล้ว ให้รีบไปซื้อซะ เพราะมีพี่ป๊อดร้องให้หลายเพลงอยู่

IMG_2750

พอเช็กข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ก็พบว่าผลงานชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2538 จริงๆ

เอาแหละ ทีนี้จะมาว่ากันถึงเรื่องเพลงที่ผมชอบมากๆ จากอัลบั้มชุดดังกล่าว

จนถึงปัจจุบัน มีเพลงจากผลงานชุดนั้นจำนวน 6 เพลง ที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของผม ได้แก่

รักคุณเข้าแล้ว

แน่นอนนี่เป็นเพลงเอกเพลงแรก ที่ทำให้คนฟังเพลงไทยได้รับรู้ถึงการทำงานร่วมกันของพี่บอยกับพี่ป๊อด ตัวเพลงนั้นโด่งดังก่อนอัลบั้มเต็มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” เสียอีก เพราะถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์โฆษณา แถมยังมีมินิอัลบั้ม “บอยด์” ซึ่งบรรจุ “รักคุณเข้าแล้ว” สามเวอร์ชั่น ออกมาวางจำหน่ายเรียกน้ำย่อย ก่อนหน้าอัลบั้มเต็ม

จำได้ว่าผู้ใหญ่หลายคนที่ผมรู้จัก (หมายถึงคนตั้งแต่รุ่นอายุ 30 ปลายๆ ถึง 50 ต้นๆ ณ ปีนั้น) ไม่ค่อยปลื้ม “รักคุณเข้าแล้ว” แบบบอย และลีลาการร้องของป๊อดมากนัก

บางคนไม่ชอบพี่ป๊อดตั้งแต่ได้เห็นการแสดงอันแหวกแนวของเขากับโมเดิร์นด็อกในรายการทไวไลท์โชว์ ยิ่งพอได้มาฟังการร้องเพลงลูกกรุงคลาสสิคด้วยน้ำเสียงลากเลื้อยแบบริธึ่มแอนด์บลูส์เข้าให้อีก ความรู้สึกแปลกแยกที่มีต่อพี่ป๊อด (และพี่บอย) ก็เลยแผ่ขยายไปกันใหญ่

ผมไม่แน่ใจว่าอารมณ์ความรู้สึกร่วมแง่ลบแบบนั้นมันค่อยๆ จางหายไปเมื่อไหร่? แต่เท่าที่จำได้ ในอีกไม่กี่ปีถัดมา มีผู้ใหญ่ที่ผมรู้จักคนหนึ่ง ซึ่งไม่ชอบพี่ป๊อดสมัยโมเดิร์นด็อกชุดแรกและเพลงจากอัลบั้มชุด “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” เอามากๆ เผลอฮัมเพลง “ห่างไกลเหลือเกิน” (เพลงเด่นจากอัลบั้มเต็มชุดที่สองของพี่บอย ซึ่งได้พี่ป๊อดมาช่วยขับร้องเช่นเดิม) ออกมาให้ผมได้ยิน

อคติที่แกเคยมีกับพี่บอย-พี่ป๊อดคงเหือดหายไปตั้งแต่ช่วงนั้น

คืนนี้

นี่อาจไม่ใช่เพลงที่โด่งดังสุดๆ จากอัลบั้มชุดนั้น แต่เชื่อว่าถ้าใครได้ฟัง “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” แบบครบทุกเพลง พวกเขาคงต้องตกหลุมรักเพลงสามหน้าเอที่ชื่อ “คืนนี้”

ทั้งเพราะท่วงทำนองที่ติดหู เสียงกีต้าร์เท่ๆ ท่อนพูดบ่นพึมพำที่หาฟังไม่ได้จากเพลงไทยยุคนั้น และที่สำคัญ เสียงร้อง/วิธีการร้องเพลงของ “พี่น้อย” หรือ “กฤษดา สุโกศล แคลปป์” ที่แหวกจารีตของนักร้องชายยุคทศวรรษ 2530 อย่างสิ้นเชิง

หลายปีต่อมา ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นมากๆ เมื่อได้เห็นการเปิดตัวของวง “พรู” ที่มีพี่น้อยเป็นนักร้องนำ ในงาน “เบเกอรี่ เดอะ คอนเสิร์ต” (น่าสนใจว่า วิธีการร้องเพลงสมัยทำงานกับพรูนั้นมีความผิดแผกแตกต่างจากสมัยที่พี่น้อยเริ่มร้องเพลงให้พี่บอยอยู่พอสมควร)

ฤดูที่แตกต่าง

แม้อัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” จะปูทางมาด้วยการถูกพูดถึงในวงกว้างพอสมควรของ “รักคุณเข้าแล้ว” แต่จู่ๆ “ฤดูที่แตกต่าง” ก็กลายเป็นเพลงที่ค่อยๆ เข้ามาขโมยซีน และแทบจะมีสถานะเป็นเพลงที่โด่งดังที่สุดของอัลบั้ม จนต้องมีการผลิตอีพี “ฤดูที่แตกต่าง” หลายเวอร์ชั่นออกตามมา (นี่เป็นแนวทางการตลาดที่โดดเด่นมากๆ ในยุคเริ่มต้นค่ายเบเกอรี่ มิวสิค)

“ฤดูที่แตกต่าง” คือเพลงที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งมีคำร้องติดปาก และท่วงทำนองไพเราะติดหู ในยุคที่เพลงป๊อปไทยร้อยละ 99 จากสองค่ายใหญ่ล้วนเป็นเพลงรัก และถึงแม้จะมีการเขียนเพลง “ไม่รัก” ออกมาโดยบรรดาทีมนักแต่งเพลงมืออาชีพ แต่ผลงานเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยอาการเกร็งและความเชย จนไม่มีคุณสมบัติเพลงฮิต-เพลงเพราะ

พร้อมๆ กับการเป็นที่รู้จักของ “ฤดูที่แตกต่าง” นักร้องดาวรุ่งดวงใหม่อย่าง “นภ พรชำนิ” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในวงการเพลงไทย ซึ่งเขาจะกลายเป็นขุนพลสำคัญของค่ายเบเกอรี่และเลิฟอีสในเวลาต่อมา

มีเรื่องตลกส่วนตัว คือ สมัย ม.ต้น ผมมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ชอบงานของบอยเช่นกัน แต่เพื่อนคนนี้จะพูดจาแบ่งวรรคตอนแบบแปลกๆ หนึ่งในความแปลกที่มันเคยเอ่ยออกมา ก็ได้แก่ การเรียกชื่อคนร้องเพลง “ฤดูที่แตกต่าง” ว่า “นภพร ชำนิ” อยู่นานเป็นเทอม

เจ้าหญิง

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “เจ้าหญิง” คือผลงานที่ไพเราะและทรงเสน่ห์มากๆ อีกหนึ่งเพลง ในอัลบั้มชุดแรกของพี่บอย ยิ่งกว่านั้น เพลงเพลงนี้ยังช่วยขับเน้นให้เห็นศักยภาพการเป็นนักร้องชั้นยอด (หลากหลายแนวทางและเปี่ยมพลังงาน) ของพี่ป๊อด

ผมเข้าใจว่าหลังภาวะฮิตกระจายจากอัลบั้มชุดแรกของโมเดิร์นด็อก และออร่าที่เปล่งประกายออกมาในฐานะเสียงร้องหลักๆ ของอัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” พี่ป๊อดเองคงประสบกับทางแยกสำคัญเหมือนกัน ว่าเขาควรจะเดินไปบนเส้นทางสายศิลปิน/นักแต่งเพลง ร่วมกับผองเพื่อนในวง หรือเลือกจะมาเป็นนักร้องเสียงเอก ที่รับงานได้หลากแนวหลายสไตล์

น่าสนใจว่าพี่ป๊อดเลือกเดินบนทางสายแรก ก่อนจะค่อยๆ คลี่คลายแนวทางการทำงานของตนเอง เมื่อมีอายุมากขึ้น และโมเดิร์นด็อกมิใช่วงดนตรีสำหรับคนฟังเพลงในวงกว้างระดับแมสอีกต่อไป

ดอกไม้

ถ้า “เจ้าหญิง” ช่วยตอกย้ำถึงศักยภาพการเป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยมของพี่ป๊อด “ดอกไม้” ก็ช่วยเน้นย้ำถึงสถานะนักร้องน่าจับตาของพี่นภ

ณ พ.ศ.2538 เพลง “ดอกไม้” นั้นมีลักษณะแหวกแนวคล้ายคลึงกับเพลง “คืนนี้” นั่นคือ ทั้งสองเพลงถูกขับร้องโดยนักร้องชาย (แต่) ด้วยสำเนียง (เสียงเล็กเสียงน้อย) ที่กระเดียดมาทางผู้หญิง

สำหรับเด็กวัย 13-14 ปี ที่เพิ่งฟังเพลงอย่างจริงจังมาราว 2-3 ปี อย่างผม เสียงร้องของพี่น้อยและพี่นภนับเป็นอะไรที่เท่ เก๋ แปลกใหม่ แบบสุดๆ

จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ

แล้วก็มาถึงเพลงที่เจ้าของอัลบั้มอย่างพี่บอยขับร้องเอง ซึ่งแกก็ทำหน้าที่ได้ดีตามสมควร

อย่างไรก็ตาม เพลง “จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ” สำหรับผม มีคุณสมบัติพิเศษประการอื่นอีกหนึ่งข้อ นั่นคือ มันเป็นเพลงเพราะๆ เล่นง่ายๆ ร้องง่ายๆ

ขอเพียงคุณเป็นคนร้องเพลงพอได้ ถ้าคุณนำเพลงนี้ไปขับร้อง ไม่ว่าจะในบรรยากาศการล้อมวงเล่นกีต้าร์โปร่งรอบกองไฟ หรือในร้านคาราโอเกะ ยังไงซะ เพลงก็จะออกมาไพเราะอย่างน่าทึ่ง

นี่คือคุณลักษณะของ “เพลงป๊อปที่ดี” ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้แก่ผู้แต่ง คือ พี่บอย นั่นเอง

วันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ ผมจะไปร่วมฟัง-ร่วมร้องเพลงเหล่านี้ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ครับ

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

อุ่นเครื่องคอนเสิร์ตใหญ่ “ดึกดำบรรพ์ #201” ด้วย 20 คลิปซ้อม-แสดงสดสุดประทับใจ

ได้ฤกษ์กลับมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่เป็นรอบที่สอง สำหรับวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสองศิลปินและหนึ่งคนเบื้องหลัง อย่าง “ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” “แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ตุ่น พนเทพ สุวรรณะบุณย์”

โดยคอนเสิร์ตหนนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป พรีเซ้นท์ ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น คอนเสิร์ต” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี (ซื้อบัตรได้ที่ http://www.thaiticketmajor.com/concert/duk-drum-ban-201-2018-th.html)

หลังคลิปการเล่นดนตรีที่ถูกปล่อยผ่านโซเชียลมีเดียของน้าๆ ทั้งสามคน ยังคงได้เสียงตอบรับที่ดีจากแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง

โอกาสนี้ ทางบล็อกคนมองหนังจึงรวบรวมคลิปเด็ดๆ สองชุดมานำเสนอ ชุดแรก คือ คลิปซ้อมเพลงดังสุดไพเราะที่น้าปั่น น้าแต๋ม น้าตุ่น จัดทำเผยแพร่ผ่านเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band ชุดที่สอง คือ คลิปการแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ที่ทางแอดมินไปตามถ่ายเก็บไว้ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา (ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งของวง)

ติดตามรับชมและรับฟังกันได้เลย

รวมคลิปซ้อมร้อง-เล่นจากเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band

คนขี้เหงา

บอกรัก

ปาฏิหาริย์

ส่องกระจก

คนไม่มีวาสนา

รักเธอมากกว่าใคร

ทะเล

เพราะเธอ

เฝ้าคอย

รักเองช้ำเอง

รวมคลิปแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” (บันทึกภาพโดย “คนมองหนัง”)

รักยืนยง

รักล้นใจ

ทั้งรู้ก็รัก

เพียงแค่ใจเรารักกัน

รักเองช้ำเอง

บอกรัก

A Tu Corazon (สู่กลางใจเธอ)

คนขี้เหงา

ปาฏิหาริย์

ขีดเส้นใต้

คนอ่านเพลง

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ฉลอง 50 ปี ด้วย MV เพลง “Common People” เวอร์ชั่นท้องถิ่น

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้ง ด้วยการจัดทำมิวสิควิดีโอเวอร์ชั่นท้องถิ่นให้แก่เพลง “Common People” ผลงานฮิตตลอดกาลของคณะ Pulp ซึ่งถูกยกย่องเปรียบเปรยให้เป็นเพลงชาติของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์

โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มนักร้องประสานเสียงท้องถิ่น รวมถึงผู้คนในแถบนั้นอีกร่วม 300 ชีวิต

แคทรินา บังเกอร์ บรรณาธิการบริหารของสถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์บอกว่าเอ็มวีชิ้นนี้คือความพยายามที่จะประสานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คน และนำเสนอความรู้สึกภาคภูมิใจในท้องถิ่นออกมา

“Pulp เป็นวงดนตรีจากเชฟฟิลด์ ส่วนเพลง Common People คือหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนย่านนี้มีความรู้สึกยึดโยงด้วย และข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนหลายร้อยชีวิตได้ร่วมกันสร้างสรรค์มิวสิควิดีโอชิ้นนี้ขึ้นมา ก็แสดงให้เห็นถึงความคิดมวลรวมอันตกตะกอนจากจินตนาการร่วมของพวกเขาเหล่านั้นอย่างแท้จริง” บังเกอร์ แสดงความเห็น

ด้านจาร์วิส ค็อคเกอร์ นักร้องนำของ Pulp กล่าวว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นที่มีการนำเพลงของ Pulp ไปใช้ในมิวสิควิดีโอแห่งการเฉลิมฉลองดังกล่าว

ส่วนนิก แบงค์ส มือกลองของ Pulp ระบุว่าสถานีวิทยุ, เสียงเพลง และชุมชนล้วนมีความผูกพันเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ที่เขาได้เห็นเพลง Common People ถูกนำไปใช้ในการเฉลิมฉลองครั้งนี้

ทั้งนี้ มิวสิควิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายทำในหลายสถานที่ของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์และนอร์ธดาร์บีเชียร์ โดยฉากสุดท้ายของวิดีโอถ่ายทำกันในลีดมิลล์ ไนท์คลับ ณ ใจกลางเมืองเชฟฟิลด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Pulp ขึ้นแสดงสดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1980

ที่มา http://www.bbc.co.uk/programmes/articles/mfgQ6cXFlv3ymcCcFdN9Wh/remaking-pulps-common-people และ http://www.nme.com/news/music/pulp-common-people-bbc-radio-sheffield-2161472

ภาพประกอบจาก http://www.bbc.co.uk/programmes/p05n16xs/p05n17y5

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง, จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

เรตติ้งล่าสุด “เทพสามฤดู”-ตีความใหม่ “พระอภัยมณี”-รวม “มือระนาด” ช่วย “ป๋อม บอยไทย”

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ทรงๆ แต่ไม่ย่ำแย่

เรตติ้งละคร “เทพสามฤดู” ประจำวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2560 ยังทรงตัวอยู่ในระดับ “เกือบจะ” 6

โดยทั้งวันเสาร์ที่ 18 และอาทิตย์ที่ 19 ละครเรื่องนี้ต่างได้เรตติ้งไป 5.8 เท่ากัน

View this post on Instagram

ขออนุโมทนาสาธุ กับคุณพ่อไพรัช สังวริบุตร และทีมงานนักแสดงสามเศียร ที่ทำบุญถวายภัตตาหาร เพล พระครูบาน้อย เขมปัญโญ เจ้าอาวาสวัดสันปูเลยสะหลีเวียงแก้ว อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พาสามเณร จำนวน 40รูป มาทัศนะศึกษาเยี่ยมชมที่โรงถ่ายลาดหลุมแก้ว ขอสิริมงคล มีแด่ทุกๆคนด้วยเทอญ สาธุ #สามเศียร #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #หนังเจ้า

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

แม้จะไม่ถึงจุดพีกเกิน 7 ดังที่เคยทำได้ แต่ก็ไม่ขี้เหร่มากมาย เพราะคู่แข่งซึ่งออกอากาศในวันเดียวกันที่ชนะ “เทพสามฤดู” ขาดลอยจริงๆ ก็มีแค่ “สุดรักสุดดวงใจ” ละครเย็นที่โกยเรตติ้งถึงระดับ 9-10 ส่วน “ทิวลิปทอง” ละครหลังข่าวศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ผลงานของ “อาหลอง-ฉลอง ภักดีวิจิตร” ก็มีเรตติ้งความนิยม 6 กว่าๆ ถึง 7 นิดๆ เท่านั้น

(ที่มา กระทู้ เรตติ้งละคร-ภาพยนตร์วันศุกร์ที่17/11/2560-วันอาทิตย์ที่ 19/11/2560 โดย แม่น้องซ่า)

“พระอภัยมณี”: การตีความใหม่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

หากนางผีเสื้อสมุทรคือ “อดีต” เราทุกคนต่างหนีนางผีเสื้อสมุทรของเรา เพื่อเอาชีวิตรอดเหมือนกันทั้งสิ้น

นางผีเสื้อฯ ในพระอภัยมณีนั้นเป็นตัวละครประหลาดนะครับ คือไม่มีที่มาที่ไป นางเงือกยังมีพ่อแม่เป็นตัวเป็นตน ซึ่งได้ช่วยให้พระอภัยและสินสมุทรหนีนางผีเสื้อในระยะแรก แต่นางผีเสื้อไม่มีพ่อมีแม่ หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไม่มีผีเสื้อตัวอื่นโผล่เข้ามาในท้องเรื่องอีกเลย นางเป็นตัวเดียวหรือคนเดียวในสปีชีส์ของนาง เกิดขึ้นหรือมีขึ้นเพื่อพระอภัย และเป็นของพระอภัยคนเดียวโดยแท้

นางผีเสื้อจึงเป็นอดีตของพระอภัยเพียงคนเดียว และไม่มีใครขจัดเธอออกไปได้นอกจากตัวพระอภัยเอง วิธีขจัดนางผีเสื้อของพระอภัยก็น่าสนใจ เพราะใช้การเป่าปี่จนเธอสิ้นชีวิตลง วิธีที่เราขจัดอดีตอันบาดใจของเรา ก็ใช้วิธีเดียวกันคือเป่าปี่ หรือฟังคนอื่นเป่าปี่ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หันไปหาสิ่งสวยงามที่จรุงใจให้ลืมอดีตลงได้ อย่างน้อยก็ชั่วคราว

ปี่ของบางคนอาจเป็นศิลปะ บางคนอาจเป็นการทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางคนอาจเป็นการสร้างชื่อเสียง บางคนอาจเป็นนางเงือกสาว นางสุวรรณมาลีและนางละเวง

และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปี่ของพระอภัยทำให้นางผีเสื้อตายลงจริงหรือ หากตายจริงเหตุใดพระอภัยจึงยังต้องหนีนางผีเสื้อต่อไปเกือบตลอดชีวิต ถึงไม่ได้หนีด้วยการว่ายน้ำ แต่ก็หนีด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งน่ากลัวพอๆ กัน คือเข้าทำสงครามนองเลือดกับรัฐโน้นรัฐนี้อย่างไม่หยุดหย่อน หรือต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อไปให้ถึง “เกาะแก้วพิสดาร” อันเป็นดินแดนที่พระอภัยเข้าใจว่าปลอดภัยจากนางผีเสื้อ อย่างจะหาความสงบในชีวิตสักชั่วขณะก็ไม่ได้เลย

“เกาะแก้วพิสดาร” ที่ไปได้ถึง อาจเป็นสถานที่ซึ่งนางผีเสื้อไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปทำอันตรายได้ แต่นางก็ยืนสกัดอยู่ไม่ไกลในทะเล มองเห็นเงาทะมึนเบื้องหน้า แม้เสียงถอนใจคร่ำครวญยังได้ยิน และความคั่งแค้นน้อยใจก็สัมผัสได้จากสายลม

มหากาพย์การวิ่งหนีอดีตหรือนางผีเสื้อของพระอภัยมาสิ้นสุดลงในตอนจบ ไม่ใช่โดยการฆ่านางผีเสื้อใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่โดยการหยุดหนี และใช้ชีวิตร่วมกันไประหว่างอดีตและปัจจุบัน ประนีประนอมยอมรับให้นางผีเสื้อเข้ามาอยู่ร่วมกับนางสุวรรณมาลีและนางละเวง ด้วยเหตุดังนั้น จึงพากันเดินทางไปพบกับนางเงือกซึ่งพระอินทร์ได้ตัดหางให้แล้วที่เมืองลังกา อย่าลืมว่า หากไม่นับสินสมุทรแล้ว นางเงือกเป็นตัวละครตัวเดียวที่มีชีวิตและบทบาทร่วมกับนางผีเสื้อ หรือ “อดีต” ของพระอภัย

การกลับไปพบกับนางเงือกอีกครั้งหนึ่ง จึงเท่ากับกลับไปเผชิญหน้ากับนางผีเสื้อหรืออดีตได้อย่างสงบเป็นครั้งแรก และเรื่องก็ควรจบลงได้อย่างบริบูรณ์

พระอภัยโชคดีที่ในที่สุดก็สามารถอยู่ร่วมกับนางผีเสื้อได้ ในขณะที่คนอีกมากต้องหนีการไล่ล่าของนางผีเสื้อของตนเอง จนถึงวันสิ้นลม

การบำเพ็ญสมณธรรมของพระอภัยอาจเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ได้กับการมีชีวิตร่วมกับอดีต แต่นั่นไม่ใช่วิธีเดียวเท่านั้น มีวิธีอื่นๆ อีกมากซึ่งเหมาะแก่แต่ละคน หากต้องเริ่มต้นที่อ่านแล้วทำให้สำนึกได้ว่า หยุดวิ่งหนีนางผีเสื้อของตนเสียที และจะอยู่ร่วมกับนางผีเสื้อของตนอย่างไร

ตัวใครตัวมัน อย่างที่พูดๆ กันแหละครับ

ใครอ่านถึงตรงนี้ คงมีความเห็นตรงกันว่า เฮ้ย ผมนโนเอาเองนี่หว่า สุนทรภู่ไม่ได้คิดอย่างนี้แน่ ผมก็เห็นด้วยเลยว่าสุนทรภู่ไม่น่าจะคิดอย่างนี้ แม้ผมจะเห็นว่าสุนทรภู่มีสำนึกปัจเจกสูงกว่ากวีร่วมสมัยและก่อนสมัยอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม แต่คงไม่ถึงกับวางท้องเรื่องเพื่อเผยชีวิตส่วนในของพระเอกดังที่ผมกล่าวมาแต่ต้น แม้แต่ที่ผมเรียกว่า “ชีวิตส่วนใน” ก็คงเป็นความหมายที่คนรุ่นสุนทรภู่ไม่รู้จัก

แต่เราจะอ่านสุนทรภู่เพื่อรู้ว่าสุนทรภู่คิดอะไรไปทำไมครับ เราอ่านวรรณคดีอะไรก็ตาม เพื่อจะรู้ว่าเราคิดอะไรต่างหาก และนี่คือจุดอ่อนของการเรียนการสอนวรรณคดี (ทั้งไทยและต่างชาติ) ในประเทศไทย คือไม่สนใจว่าอ่านแล้วเราคิดอะไร และทำไม

หยุดเผาวรรณคดี
ภาพจาก https://www.matichonweekly.com

นี่คือจุดตั้งต้นของบทความที่อ่านสนุกมากๆ เรื่อง “หยุดเผาวรรณคดีไทยเสียที” โดยท่านอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ครับ

ในส่วนที่เหลือของบทความ อ.นิธิ จะพยายามอธิบายว่า ทำไมเราจึงควรดึงวรรณคดี/วรรณกรรมลงมาจากหิ้ง หรือควรพรากงานเขียนเหล่านั้นออกมาจากอำนาจการตีความแบบเดิมๆ ที่ถูกผูกขาดโดยครูและผู้รู้

เพื่อนำไปสู่การตีความผ่านแง่มุมใหม่ๆ โดยผู้อ่านร่วมสมัยในโลกยุคปัจจุบัน

อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่ครับ https://www.matichonweekly.com/column/article_66090

“สุดยอดมือระนาด” รวมตัว ร่วมใจช่วย “ป๋อม บอยไทย”

ป๋อม บอยไทย
ภาพจากเฟซบุ๊ก ป๋อมบอยไทย อาร์สยาม

คุณป๋อม บอยไทย หรือ “ชัยยุทธ โตสง่า” มือระนาดเอกเจ้าของรางวัลศิลปาธร และเป็นผู้บุกเบิกวง “บอยไทย” รวมทั้ง “บางกอกไซโลโฟน” เพิ่งล้มป่วยลงจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก และร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรง

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บรรดาพี่เพื่อนน้องสุดยอด “มือระนาด” หลายสิบชีวิต จึงได้มารวมตัวกันโชว์ฝีมือลือลั่น ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในงาน “คนรักดนตรีไทย ร่วมใจช่วย ‘ป๋อม บอยไทย’ ชัยยุทธ โตสง่า” เพื่อระดมเงินบริจาคไปช่วยเหลือป๋อมที่กำลังฟื้นฟูร่างกาย

โชว์เดี่ยวระนาดในวันนั้นกินเวลานานหลายชั่วโมง แต่ “มันส์” และ “แพรวพราว” มากๆ ครับ คิดว่าคนที่ชอบดูละครจักรๆ วงศ์ๆ ชอบฟังดนตรีไทยเดิม หรือเคยประทับใจหนัง “โหมโรง” น่าจะมีความสุขกับการแสดง

ชมคลิปการแสดงได้ตามนี้ครับ

 

 

ส่วนนี่ คือ ผลงานเด่นเพลงหนึ่งที่คุณป๋อมเคยสร้างสรรค์เอาไว้ในอดีต