คนอ่านเพลง

ชมคลิปการแสดงสดสุดไพเราะ (บางส่วน) ของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 60

ก่อนหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ มีโอกาสไปชมมินิคอนเสิร์ตของวง “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” อันประกอบไปด้วยสามสมาชิกหลัก “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” “ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” ที่ร้านปาร์คกิ้ง ทอยส์ ถนนเกษตร-นวมินทร์

โดยรวมแล้ว โชว์ถือว่า “ดีงามตามท้องเรื่อง” และตามมาตรฐานระดับสูงของพวกลุงๆ น้าๆ ครับ

ทุกๆ เพลงที่เล่นยังไพเราะเหมือนเดิม ขณะเดียวกัน บรรยากาศของคนฟังก็ยอดเยี่ยมและสนุกมากๆ มีการร้องคลอตามศิลปินเกือบทุกเพลง

โดยส่วนตัว เพลงในเพลย์ลิสต์ของการแสดงครั้งนี้ที่ผมชอบมากสุด คือ “เพียงแค่ใจเรารักกัน” เพราะส่วนใหญ่ เวลา “ดึกดำบรรพ์ฯ” ขึ้นโชว์ เพลงนี้มักถูกร้องท่อนแรกๆ โดยพี่ตุ่น พนเทพ ก่อนจะมีศิลปินรับเชิญขึ้นมาร้องต่อ (คุณตุ๊ก วิยะดา และคุณโรส ศิรินทิพย์)

แต่เมื่อค่ำวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา เพิ่งมีโอกาสได้ฟังพี่ตุ่น (ซึ่งเป็นคนแต่งทำนอง) ร้องเพลงนี้เต็มๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

นอกจากนี้ หลังการแสดงเสร็จสิ้นลง ผมออกไปยืนรับลมตรงหลังร้านปาร์คกิ้ง ทอยส์ แล้วก็ได้พบเห็นบรรยากาศดีๆ เมื่อมีผู้แนะนำให้พี่ตุ่น พนเทพ ทำความรู้จักกับ “คุณอิด อาวินน์ ระวียัน” ฟรอนท์แมนของวง “ลิเบอร์ตี้” โดยในคำแนะนำมีการระบุด้วยว่าลิเบอร์ตี้เคยได้รับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์

(“ลิเบอร์ตี้” มีอัลบั้มเต็มสองชุด ซึ่งได้รับสีสัน อะวอร์ดส์ รวมทั้งสิ้นสามรางวัล ในอัลบั้มชุดแรก “Flying Free” พวกเขาได้รับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมประจำปี 2546 ก่อนที่อัลบั้มชุดที่สอง “Liberalization” จะทำให้พวกเขาได้รับรางวัลศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยมและอัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี 2556-57 – แต่ถ้าวัดจากรสนิยมส่วนตัวแล้ว ผมยังชอบงานชุดแรกมากกว่าครับ แหะๆ)

หลังจากนั้น ก็เห็นพี่ตุ่นและคุณอิดยืนคุยกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะแชะรูปคู่เป็นที่ระลึก ถือเป็นการพบปะสังสรรค์ระหว่างศิลปินสองรุ่นที่อบอุ่นดีครับ

คราวนี้ ผมบันทึกคลิปการแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” มาเยอะพอสมควร แต่ก็ด้วยคุณภาพที่หลากหลายครับ คือ มีทั้งคลิปที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ จนเบลอร์นิดหน่อย คลิปที่ถ่ายจากกล้องถ่ายรูปดิจิทัล คุณภาพค่อนข้างชัด มีทั้งคลิปที่เสียงค่อนข้างโอเค พอฟังได้ และคลิปที่มีเสียงรบกวนค่อนข้างเยอะ

ถือว่ารับชมเอาบรรยากาศก็แล้วกันครับ

คนอ่านเพลง

เก็บตก “โมเดิร์นด็อก 22”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 24-30 มีนาคม 2560)

“โมเดิร์นด็อก 22” เป็นคอนเสิร์ตครบรอบ 22 ปี ของวงดนตรีคณะ “โมเดิร์นด็อก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

หลังชมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุดของวงดนตรีผู้ร่วมบุกเบิกกระแส “อัลเทอร์เนทีฟไทย” เมื่อปี 2537 จบลง ในระยะเวลาร่วม 3 ชั่วโมง พร้อมกับจำนวนเพลง 30 เพลง

ผมบันทึกความคิดเห็นออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้  

IMG_1635

หนึ่ง นี่เป็นคอนเสิร์ต (ไทย) ที่น่าประทับใจมาก เพราะความกลมกล่อมลงตัวของแทบทุกองค์ประกอบ

ทั้งการแสดงดนตรีบนเวทีที่ “ดี” การเลือกเพลงมาเล่นได้ “เจ๋ง” รวมไปถึงงานวิช่วล กราฟิก อันเป็นฉากหลัง ที่แพรวพราวน่าสนใจ โดย “ไม่ทำตัวรกรุงรังรบกวนโชว์หลัก” หรือ “ไม่ทำตัวราบเรียบจำเจ” จนผู้ชมรู้สึกว่าจะมีหรือไม่มีก็ได้

ขณะเดียวกัน อารมณ์ตอบสนองของคนดูเรือนหมื่น ก็ส่งผลให้คอนเสิร์ตมีบรรยากาศสนุกสนานกินใจ ถึงแม้จำนวนผู้ชมอาจไม่เต็มความจุของฮอลล์เสียทีเดียว (มีที่ว่างตรงโซนนั่ง) แต่คนที่ตีตั๋วเข้ามาชม (โดยเฉพาะในโซนยืน) ก็สามารถรับ-ส่ง “พลัง” กับ “โมเดิร์นด็อก” บนเวทีได้เป็นอย่างดี

บางคนอาจเห็นว่า “โมเดิร์นด็อก 22” เป็น “คอนเสิร์ตที่ดี” เพราะนี่คือการแสดงสดที่ย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับเรื่อง “เพลง/ดนตรี” เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ผมกลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นทำนองนั้นเสียทีเดียว เพราะส่วนตัวรู้สึกว่า “โมเดิร์นด็อก” และทีมงานของพวกเขา คิดคำนึงถึงรายละเอียดอะไรหลายอย่าง ที่มากกว่าเรื่อง “เพลง/ดนตรี”

อาทิ ประเด็นเรื่องแสง วิช่วล กราฟิก และโปรดักชั่นประกอบดนตรี ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้เปิดฉากบรรเลงเพลงแรกในบรรยากาศสว่างแจ้ง โดยที่จอภาพสีขาวด้านหลังนั้นปราศจากฟังก์ชั่นใดๆ

ในเพลงต่อมา ฮอลล์จึงค่อยๆ มืดลง ภาพประกอบด้านหลังเริ่มทำงานผ่านจอหนังกลางแปลง ก่อนที่งานภาพประกอบด้วยเทคนิคขั้นสูง และโปรดักชั่นแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับดนตรีโดยตรง จะถูกประเคนออกมาแบบจัดเต็ม

หรืองานขายสินค้าที่ระลึกหน้าฮอลล์คอนเสิร์ต ก็ถูกจัดระบบระเบียบไว้อย่างละเอียดลออมิใช่น้อย เพื่อรองรับผู้บริโภคหลักพันหลักหมื่นคน

จนต้องยอมรับว่า “โมเดิร์นด็อก” และทีมงาน ทำงานในเรื่องนี้หนักพอสมควร เมื่อพิจารณาว่าตัววงดนตรีซึ่งกำลังจะเปิดโชว์ ไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่ใดๆ และไม่มีหน่วยงานองค์กรมารับผิดชอบงานขายสินค้าเชิงพาณิชย์ดังกล่าวอย่างจริงจัง

ดังนั้น เราคงไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำนักว่า “โมเดิร์นด็อก 22” คือ คอนเสิร์ตที่เน้นเรื่องดนตรีแบบ “เพียวๆ”

IMG_1637

สอง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่างานด้านดนตรี คือ จุดเด่นสุดของคอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยเฉพาะการคัดเลือกเพลงมาโชว์บนเวที

ตลอดเวลาเกินกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา “โมเดิร์นด็อก” ผลิตสตูดิโออัลบั้มรวมทั้งหมด 6 ชุด บวกด้วยซิงเกิลอื่นๆ อีกพอสมควร เท่ากับว่าพวกเขามีเพลงของตนเองประมาณ 70 เพลง

การคัดเลือกเพลงมาโชว์ในคอนเสิร์ตใหญ่ฉลอง 22 ปี เพียง 30 เพลง จึงนับเป็นภารกิจท้าทายมิใช่น้อย แต่ “โมเดิร์นด็อก” ก็ทำงานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

คอนเสิร์ตเปิดตัวด้วย “บางสิ่ง” (ถ้าไม่นับช่วงอินโทรที่เล่นเพลง “Very Good”) หนึ่งในเพลงดีจากอัลบั้มชุดแรกของ “โมเดิร์นด็อก” นี่เป็นเพลงเท่ๆ ที่มีคนฟังหลงรักอยู่มิใช่น้อย แต่หลายคนก็คาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะเลือกเปิดฉากโชว์ใหญ่ด้วยผลงานที่ไม่จัดเป็น “เพลงเอกระดับเอบวก” เพลงนี้

เก้าเพลงแรกของคอนเสิร์ตจัดเป็น “เพลย์ลิสต์ในฝัน” ของ “เหล่าแฟนพันธุ์แท้โมเดิร์นด็อก” ที่ประกอบด้วยเพลงดีๆ (แต่ไม่ดังถึงขีดสุด) จากแทบทุกอัลบั้ม

ที่สำคัญ ยังรวมถึงเพลงบรรเลงอย่าง “Happiness is …” และเพลงที่ไม่ค่อยถูกนำมาแสดงสดอย่าง “อีสานคลาสสิค” ที่ได้เครื่องดนตรี “ฆ้องมอญ” มาร่วมแจม ด้วยโทนอารมณ์แบบมันๆ ไม่ใช่ซีเรียสจริงจังกับ “ของสูง” หรือ “จารีตประเพณี” อะไรทำนองนั้น

หรือช่วงที่ ธนชัย อุชชิน เมธี น้อยจินดา และ ปวิณ สุวรรณชีพ ข้ามมาเล่นดนตรีแนวอะคูสติกสี่เพลงบนเวทีเล็กใจกลางฮอลล์ก็สามารถสร้างความน่าประทับใจได้ไม่น้อย และอาจทำให้หลายคนย้อนนึกไปถึงคอนเสิร์ต “The Very Common of Moderndog” เมื่อปี 2545

การที่วงดนตรีวงหนึ่งมีอายุยืนยาวกว่าสองทศวรรษ โดยสมาชิกชุดแรกเริ่มเกือบทั้งหมดยังคงเกาะกลุ่มกันได้อย่างเหนียวแน่น และเคยลองผิด ลองถูก หรือทำงานทดลองแนวทางต่างๆ มาด้วยกัน

ย่อมส่งผลให้ “เพลย์ลิสต์” ในคอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” มีเฉดสีอันหลากหลายและเต็มไปด้วยพลวัต

นี่คือ “คุณสมบัติ” ที่วงดนตรีซึ่งมีเวลารวมตัวกันน้อยกว่านี้ไม่สามารถเทียบเคียงได้

ขณะเดียวกัน แม้วงดนตรีบางคณะอาจมีอายุยืนยาวในหลักหลายทศวรรษ แต่หากพวกเขามุ่งทำงานที่ซ้ำรอยทางเดิมๆ อยู่เรื่อยๆ “เพลย์ลิสต์” บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ของวงดนตรีเหล่านั้น ก็คงไม่เปี่ยมสีสันเท่ากับของ “โมเดิร์นด็อก”

สาม โดยส่วนตัว มี 2-3 จุดที่ “น่าเสียดาย” ในคอนเสิร์ตหนนี้

“เสียดายแรก” ได้แก่ การไม่มีบางเพลงที่ตัวเองชอบและเชียร์อยู่ใน “เพลย์ลิสต์” ในกรณีของผม มีอยู่ 3 เพลง คือ “คล้าย” (จากอีพี “รูปไม่หล่อ”) “ผ่าน” (จากอัลบั้ม “แดดส่อง”) และ “ดอกไม้บ้าน” (จากอัลบั้ม “ป๊อด/โป้ง/เมธี”)

“เสียดายที่สอง” คือ การไม่มีมือเบสยุคบุกเบิก (ที่ร่วมทำงานในอัลบั้มชุดแรกและชุดที่สาม) ของวงอย่าง “สมอัตถ์ บุณยะรัตเวช” บนเวทีคอนเสิร์ต โดยภาพของสมอัตถ์เพียงปรากฏอยู่ในบางสไลด์โชว์ตรงฉากหลังของเวทีเท่านั้น

“เสียดายสุดท้าย” คือ การที่คอนเสิร์ตมีภาวะ “เสียงหาย” อยู่สองครั้ง ครั้งแรก ตอนบรรเลงเปียโนเพลง “ลึกซึ้ง” ในช่วงที่สามสมาชิกหลักกำลังเดินทางจากเวทีใหญ่ไปยังเวทีอะคูสติก และครั้งที่สอง ตอนที่ธนชัยร้องเนื้อท่อนแรกของเพลง “รูปไม่หล่อ” หลังจากสามสมาชิกหลักเพิ่งเดินทางจากเวทีอะคูสติกกลับมายังเวทีใหญ่

เข้าใจว่าข้อบกพร่องทั้งหมดน่าจะเกิดจากปัญหาทางด้านเทคนิคบางอย่างในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” เวที

(ส่วนการที่พี่ป๊อดร้องเพลง “ที่จริงในใจ” ผิด จนต้องเล่นใหม่อีกรอบ ยังถือเป็น “ข้อบกพร่อง” ซึ่งได้รับการแก้ไข จนพออนุโลมให้ได้)

IMG_1644

สี่ ช่วงที่ “ซาบซึ้งสุด” ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ ย่อมได้แก่การปรากฏตัวขึ้นของ “แขกรับเชิญ” เพียงรายเดียว นั่นคือ “พราย ปฐมพร ปฐมพร” ผู้เขียนเพลง “…ก่อน” ผลงานสร้างชื่อของ “โมเดิร์นด็อก” ซึ่งเป็นเพลงที่มีส่วนขับเคลื่อนผลักดันความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพลงสากลไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2530-ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 อย่างสำคัญ

ตรงกันข้ามกับความโด่งดังในวงกว้างของเพลง “…ก่อน” “พราย ปฐมพร ปฐมพร” กลับเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับอยู่ในหมู่แฟนเพลง-เพื่อนร่วมวงการเฉพาะกลุ่ม

การออกมาร่ำร้องบทเพลงและกระโดดโลดเต้นต่อหน้าผู้ชมนับหมื่นของ “พราย” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม จึงน่าจะเป็นการทำงานที่ “แมส” ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา (นอกจากการแต่งเพลง “…ก่อน”)

และการ “กล่าวคำขอบคุณสามเส้า” เมื่อ “โมเดิร์นด็อก” ขอบคุณ “พราย” “พราย” ขอบคุณ “โมเดิร์นด็อก” ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะขอบคุณ “แฟนเพลง/คนดู” ร่วมกัน ก็ก่อให้เกิดคลื่นพลังมหาศาลในอิมแพ็ค อารีน่า

นอกจากนี้ ถ้าเรานับว่า “การ (ลงสี) คาดหน้า” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ “พราย” นั้นคือ “การสวมใส่หน้ากาก” ประเภทหนึ่ง “พราย ปฐมพร ปฐมพร” ก็อาจถือเป็น “The Mask Singer/Songwriter” ผู้มาก่อนกาล

น่าสนใจว่าด้วยเงื่อนไขอะไรหลายๆ อย่าง (รวมทั้งความพึงพอใจของเจ้าตัวเอง) “พราย” ได้เลือกที่จะดำรงตนอยู่ “ภายใต้หน้ากาก” มาจนถึงปัจจุบัน

วิถีแห่งการ “ปลีกตัวเอง” หรือชะตากรรมอัน “แปลกประหลาด” ในแวดวงดนตรีของ “พราย” ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานะ “ที่น่าพิศวง” ในยุคเมืองไทย 4.0 ของเพลง “…ก่อน”

เพราะใครจะไปคาดคิดว่า เพลงที่ฮิตที่สุดของ “โมเดิร์นด็อก” เพลงนี้ กลับเป็นเพลงที่ “ไม่มีตัวตน” อยู่ในระบบสตรีมมิ่งใดๆ

ห้า คอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” ยังมีบรรยากาศแบบเป็นกันเอง ซึ่งช่วยเฉลยคำตอบให้คนดูได้รับรู้ในบางสิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน

ยกตัวอย่างเช่น ที่มาของเพลง “มา” ซิงเกิลที่ไม่ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้มเต็มชุดไหน ซึ่งหลายคนรวมทั้งผมเคยเข้าใจว่าธนชัยน่าจะเขียนเพลงนี้ เพื่อสื่อถึงแง่มุมงดงามของการ “มีลูก” หรือ “มีครอบครัว”

แต่ในคอนเสิร์ต เจ้าตัวกลับแจงว่าเขาเขียนเพลงนี้ให้ “พระพุทธเจ้า” โดยไม่ได้อธิบายเหตุผลเพิ่มเติมมากกว่านั้น

หรือเพลง “โอน้อยออก” ในอัลบั้มเต็มชุดล่าสุด ซึ่งหลายคนงุนงงกับเนื้อหาที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมเปิดกว้างแก่การตีความ เช่น “โปรดบอกกันให้รู้ความจริง บอกมาได้เลยทุกสิ่ง ถ้าเธอมองเห็นมันตำตา ถ้าหากสิ่งที่ฉันเคี้ยวลงไป มองเห็นสีเขียวภายใน ที่มันยังค้างคา…”

บางคนพากันขบคิดอย่างยุ่งเหยิงว่า “สีเขียวภายใน” นั้นหมายถึงอะไรกันแน่? แต่คำอธิบายของธนชัยบนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่กลับเรียบง่ายกว่านั้น เพราะสำหรับผู้แต่ง นี่คือเพลงที่พูดเรื่องธรรมดาๆ ว่า “ถ้าเราเป็นคนรักกัน เมื่อเห็นผักติดฟันคู่รัก ก็ต้องช่วยบอกกัน”

แค่นั้นเอง

อีกเรื่องเล็กๆ ที่คนดูคอนเสิร์ตหลายรายรู้สึกทึ่งกันมาก ก็คือการได้เห็น “เรี่ยวแรง” ของพี่ป๊อด ธนชัย นักร้องนำแห่ง “โมเดิร์นด็อก”

เป็นที่รับรู้กันตลอดมาว่าพี่ป๊อดคือคนมีพลังเหลือเฟือ เห็นได้จากการร้อง การเต้น และการทำงานสร้างสรรค์อื่นๆ

แต่น้อยคนนักที่จะเคยมีโอกาสเห็นว่าคนรูปร่างเล็กกะทัดรัด ออกแนวค่อนข้างบอบบางอย่างพี่ป๊อดนั้น มีเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดไหน?

กระทั่งเมื่อช่วงค่ำวันที่ 18 มีนาคม 2560 ซึ่งแฟนเพลงหลายคนได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ที่พี่ป๊อดขว้างเสื้อยืดที่ระลึกจากเวทีไปยังกลุ่มผู้ชมบนอัฒจันทร์ชั้นสองโน่น

โดยส่วนตัว ผมยังไม่เคยเห็นนักร้องหรือศิลปินคนไหน ซึ่งสามารถขว้างเสื้อยืดแจกแฟนเพลงในระยะทางที่ไกลขนาดนี้มาก่อน!

moderndog 22

คนอ่านเพลง

ฟัง 10 เพลงเด็ดของ “หมาทันสมัย” ก่อนคอนเสิร์ต “Moderndog 22”

ก่อนที่คอนเสิร์ต “Moderndog 22” จะระเบิดความมันส์ขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 มีนาคมนี้

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตลิสต์รายชื่อ 10 เพลงเด็ดของวงดนตรี “หมาทันสมัย” ที่แอดมินชื่นชอบแบบสุดๆ

มาลองฟังกันเลยดีกว่า ว่ามีเพลงอะไรบ้าง

บางสิ่ง

คล้าย

ที่จริงในใจ

ขอบคุณ

Happiness is…..

สิ่งที่ไม่เคยบอก

ตาสว่าง

ผ่าน

http://music.sanook.com/music/song/mzsZkr55DrKofPvFPDaCGA==/lyric/

เสน่หา

ดอกไม้บาน

แล้วพวกคุณล่ะ ชอบเพลงไหนของ “โมเดิร์นด็อก” กันบ้าง?

คนอ่านเพลง

The Mask Singer : เมื่อ “กระบวนการ” สำคัญกว่า “ผลลัพธ์”

(มติชนสุดสัปดาห์ 27 ม.ค.-2 ก.พ. 2560)

นี่คือบทความที่พยายามจะวิเคราะห์รายการเกมโชว์/ประกวดร้องเพลง “The Mask Singer : หน้ากากนักร้อง” ซึ่งออกอากาศทางช่องเวิร์คพอยท์ทีวี จากมุมมองของผู้ชมคนหนึ่งที่ติดตามดูรายการนี้ผ่านทางจอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และสมาร์ตโฟนอยู่พอสมควร (แม้จะไม่ถึงขนาดเป็น “แฟนพันธุ์แท้”)

ก่อนอื่น ขออนุญาตออกตัวถึง “สามสิ่ง” ที่งานเขียนชิ้นนี้จะไม่ทำหรือไม่มีความสามารถจะทำได้ คือ

หนึ่ง การวิเคราะห์เทียบเคียง The Mask Singer ของไทย กับรายการต้นฉบับจากเกาหลี (เพราะคนเขียนไม่เคยดูรายการต้นฉบับมาก่อน)

สอง การวิเคราะห์ว่าทำไมเรตติ้งของ The Mask Singer จึงสูงกว่าละครหลังข่าวช่อง 3 และ 7 ที่ออกอากาศในช่วงเวลาเดียวกัน

สาม การวิเคราะห์ความสำเร็จแบบ “แพ็กคู่” (ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยและไม่ง่ายนัก) เมื่อเวิร์คพอยท์ตัดสินใจเผยแพร่รายการ The Mask Singer อย่างคู่ขนานทั้งในสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์

ทว่า บทความนี้จะมุ่งความสนใจไปยัง “รูปแบบ” และ “เนื้อหา” ของตัวรายการ

ที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” มากกว่า “ผลลัพธ์/เป้าหมาย” หรือให้ความสำคัญกับ “รายละเอียดระหว่างทาง” มากกว่า “เส้นชัยตรงปลายทาง”

ข้อแรกที่น่าสนใจในมุมมองของคนดูขาจรอย่างผม คือ กระบวนการหรือรูปแบบระหว่างทางบางอย่างของ “The Mask Singer : หน้ากากนักร้อง” นั้นมิได้มีลักษณะหยุดนิ่งตายตัว

หากเต็มไปด้วยพลวัต ความเปลี่ยนแปลง และยักย้ายถ่ายเทได้ตามสมควร

อาทิ ทีมพิธีกร ที่มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่เรื่อยๆ จนผ่านไปสักระยะ ทั้งคนทำและคนดูจึงเริ่มรู้ว่ากรรมการคนไหนเวิร์ก คนไหนไม่เวิร์ก คนไหนควรเป็นตัวนำ-ตัวสร้างสีสัน คนไหนควรเป็นแค่ตัวเสริม

นอกจากนี้ พิธีกรยังสามารถโยกตนเองไปใส่หน้ากากในฐานะผู้เข้าแข่งขันได้ชั่วครั้งชั่วคราว (และการตกรอบแต่เนิ่นๆ ก็อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด ในการนำพากรรมการให้กลับมาทำหน้าที่ดั้งเดิมของตน)

ยิ่งกว่านั้น กติกาที่น่าจะสำคัญอย่างจำนวนผู้เข้าแข่งขันและจำนวนกลุ่มการแข่งขันของ The Mask Singer ประเทศไทย ก็ยังมีความไหลลื่นเป็นอย่างสูง

ในอีพีแรก มีการระบุว่ารายการนี้จะประกอบด้วยผู้เข้าแข่งขัน 24 คน 24 หน้ากาก โดยแบ่งสายการแข่งขันออกเป็น 3 กลุ่ม (เอ, บี และซี) กลุ่มละ 8 คน

 

แต่พอขึ้นอีพีที่สี่ รายละเอียดตรงจุดดังกล่าวกลับเปลี่ยนแปลงไป เพราะมีการเพิ่มจำนวนผู้เข้าแข่งขันเป็น 32 คน 32 หน้ากาก และแบ่งสายการแข่งขันออกเป็น 4 กลุ่ม (เอ, บี, ซี และดี) กลุ่มละ 8 คน

แม้ด้านหนึ่ง นี่อาจแสดงให้เห็นถึง “ความไม่สม่ำเสมอ” หรือ “ความไม่คงเส้นคงวา” ในทางกติกา/หลักการ

แต่อีกด้าน นี่ก็แสดงให้เห็นว่ากระบวนการหรือรูปแบบของรายการ The Mask Singer เวอร์ชั่นไทยๆ นั้น มีความพร้อมที่จะ “ปรับตัว” และ “ยืดหยุ่น” ได้อยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบอันชัดเจนที่สุด ซึ่งบ่งชี้ยืนยันว่าผู้ผลิต “The Mask Singer : หน้ากากนักร้อง” น่าจะให้ความสำคัญแก่ “กระบวนการ” ยิ่งกว่า “ผลลัพธ์” คือ บรรยากาศโดยรวมและ “ธีมหลัก” ของตัวรายการ

เราอาจจัดประเภทให้ The Mask Singer เป็นรายการ “ประกวดร้องเพลง” แต่มันกลับเป็นรายการ “แข่งขันร้องเพลง” ซึ่งไฮไลต์ของแต่ละตอน (อีพี) ไม่ได้ไปตกอยู่กับ “ผู้ชนะ” ที่ร้องเพลงดีกว่าคู่แข่งขัน จนสามารถ “เอาชนะใจ” คนดูและกรรมการในสตูดิโอ

เพราะแสงสปอตไลต์ได้ฉายส่องไปยัง “กระบวนการปลดเปลื้องหน้ากาก” ของ “คนแพ้” หรือ “ผู้ตกรอบ” มากกว่า

ฟังก์ชั่นแท้จริงของคณะกรรมการประจำรายการ จึงมิใช่การทำหน้าที่ตัดสินผู้แพ้/ชนะด้านเสียงร้อง แต่เป็นการทายปริศนาว่าผู้แพ้ซึ่งอยู่ภายใต้หน้ากากรูปลักษณ์ต่างๆ นั้น คือใครในโลกความเป็นจริง

ขณะเดียวกัน มุขตอบโต้ระหว่างบุคคลลึกลับผู้ใส่หน้ากากกับบรรดากรรมการ ซึ่งนำไปสู่เสียงหัวเราะเฮฮาของผู้ชม ก็คล้ายจะมีความสำคัญกว่ากระบวนการลงคะแนนเลือกสรรผู้ชนะในแต่ละแมตช์

น่าสังเกตว่าแม้ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกผู้ชนะของแต่ละแมตช์แข่งขันใน The Mask Singer ประเทศไทย จะมีหลักเกณฑ์แน่นอนพอสมควร (ว่าใครคือผู้ร่วมลงคะแนนเสียงบ้าง) แถมยังมี “สปอนเซอร์” มาร่วมสนับสนุนกระบวนการส่วนนี้โดยเด่นชัด

แต่สุดท้าย กลับไม่มีการแจกแจงผลการนับคะแนนอย่างชัดเจน ว่าผู้ชนะ-ผู้แพ้ได้คะแนนเท่าไหร่ มีระยะห่างกันกี่คะแนน, กรรมการแต่ละคนโหวตให้ผู้เข้าแข่งขันรายไหน หรือผลโหวตของผู้ชมในสตูดิโอมีสัดส่วน-รายละเอียดเป็นอย่างไร

ด้านหนึ่ง “ช่องว่าง” ตรงจุดนี้ อาจทำให้ผู้ชมบางส่วนตั้งข้อสงสัยได้ว่า เกมการแข่งขันใน The Mask Singer มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรืออิงกับเสียงโหวตอย่างจริงจังแค่ไหน

ทว่า ในอีกด้าน ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่านี่เป็น “ช่องว่าง” ที่ถูกละเลย-ไม่ให้ความสำคัญ ด้วยความยินยอมพร้อมใจกันของทั้งคนผลิตรายการ คนร้อง/แสดง และคนดู

หรืออาจสรุปได้สั้นๆ ว่า เมื่อคนผลิต-คนร้องไม่เน้น “ผลคะแนน” คนดูก็ไม่สนใจ “ผลลัพธ์” ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

(ยังไม่ต้องพิจารณาถึง “เสียงร้อง” ของผู้เข้าแข่งขัน ที่เริ่มมีข้อถกเถียงกันว่าเป็น “เสียงจริง” หรือ “ลิปซิ้ง” แต่ไม่ว่าเหรียญจะออกหน้าไหน ท้ายสุด “เสียงร้อง” ใน The Mask Singer ก็ยังเป็นรอง “เสียงหัวเราะ” หรือ “เสียงอุทานอู้หู” ด้วยความตลกขบขัน/เซอร์ไพรส์ของคนดูอยู่ดี)

อย่างไรก็ดี คงพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนักว่า “The Mask Singer : หน้ากากนักร้อง” คือ นวัตกรรมใหม่ล่าสุดของวงการโทรทัศน์ไทยหรือของเวิร์คพอยท์

เพราะอย่างน้อย กระบวนท่าที่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” ตลอดจน “มุขตลก” และ “เรื่องคาดไม่ถึง” ตามรายทาง ก็ถือเป็นมรดกตกทอดมาจากรายการระดับ “เรือธง” อย่าง “ชิงร้อยชิงล้าน” ที่ช่วง “สามช่า” กลายเป็นจุดขายสำคัญมากกว่าช่วง “เกมโชว์”

หรือกระทั่งรายการสร้างชื่อของช่องเวิร์คพอยท์ทีวีอย่าง “ปริศนาฟ้าแลบ” ที่วางกรอบให้คนดูทั่วไปสามารถจดจำปฏิกิริยาตลกๆ หรือความผิดพลาดในเรื่องง่ายๆ ของผู้เข้าแข่งขัน ได้มากกว่ารายชื่อและสถิติการครองแชมป์ของผู้ชนะ

ซึ่งเอาเข้าจริงก็สอดคล้องกับวัฒนธรรมการรับชม “มหรสพพื้นบ้าน” จำนวนมาก ที่แทบไม่เคยมีใครจำได้ว่า “ตอนจบ” ของมันเป็นอย่างไร

เนื่องจากการ “ด้นสด” ระหว่างทาง เพื่อเรียกเสียงหัวเราะและดึงอารมณ์ร่วมจากคนดูนั้น คือ องค์ประกอบสำคัญสูงสุด

ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง, คนอ่านเพลง

คนมองหนัง: ว่าด้วย “หนัง” และ “เพลง” ที่ชอบในปี 2559/2016

หนังไทยที่ชอบ

1. ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

รวมสกู๊ป-งานเขียนเกี่ยวกับ “ดาวคะนอง” จากมติชนสุดสัปดาห์ สองฉบับล่าสุด

ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง “ดาวคะนอง” (หลังดูรอบสอง): เห็ด รา และ “ประวัติศาสตร์” แบบใหม่ๆ

2. มหาสมุทรและสุสาน (พิมพกา โตวิระ)

%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%a3-%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b9%8c

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(จริงๆ ชอบ “ดาวคะนอง” และ “มหาสมุทรและสุสาน” พอๆ กัน แต่เพราะ “ดาวคะนอง” สามารถสร้างปริศนาต่างๆ นานา ให้ติดค้างอยู่ในหัวหลังจากดูหนังจบได้มากกว่า เลยยกให้เป็นอันดับ 1)

3. ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์)

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-1

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ปั๊มน้ำมัน” : “จักรวาลพิเศษ” ของ “ธัญญ์วาริน”

ความเห็น/ความรู้สึก 11 ข้อ กับหนัง “ปั๊มน้ำมัน”

4. ธุดงควัตร (บุญส่ง นาคภู่)

ธุดงควัตร

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ถึงคน..ไม่คิดถึง (ชาติชาย เกษนัส)

bkkmandalay

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ถึงคน..ไม่คิดถึง” มองความสัมพันธ์ “ไทย-พม่า” ในมุมใหม่ๆ

ความรู้สึกต่อ From Bangkok to Mandalay

6. สันติ-วีณา (มารุต-2497)

สันติ วีณา แนวนอน

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. ป่า (พอล สเปอร์เรียร์)

theforrest

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

8. โรงแรมต่างดาว (ปราบดา หยุ่น)

%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

หนังเทศที่ชอบ

1. A Lullaby to the Sorrowful Mystery (Lav Diaz)

lullaby-to-the-sorrowful-mystery-a-2016-001-trio-in-jungle-canopy

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

ลาฟ ดิแอซ, ตำนานปรัมปรา, และนักปลุกระดมฝูงชนชื่อ “ดูแตร์เต้”

โจเอล ซาราโช : เมื่อสามัญชนเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติ” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ”

2. Embrace of the Serpent (Ciro Guerra)

embrace

รู้สึกว่าหนังถ่ายทอด/ฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าอาณานิคม” กับ “ผู้คน/ดินแดนที่ตกเป็นอาณานิคม” ได้ลุ่มลึกหลากหลายเหลี่ยมมุมดี

คือ อาจอธิบายได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมันเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยน “ความรู้/ของขวัญ” ระหว่างกัน ที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่เที่ยงแท้ หรือผู้พ่ายแพ้ที่ถาวร

3. POOLSIDEMAN (Hirobumi Watanabe)

poolsideman

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. Diamond Island (Davy Chou)

diamond-island

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

รู้จักคนทำหนังกัมพูชา ผู้คว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

ดาวี่ ชู, Diamond Island และ “เขมรแดง” ที่หายไป

5. River of Exploding Durians (Edmund Yeo)

river

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“River of Exploding Durians” : การต่อสู้, ประวัติศาสตร์ และหนุ่มสาวผู้ร้าวราน

พาไปดูละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในหนังมาเลเซีย

6. Sword Master (Derek Yee)

sm-01

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. The Witch (Robert Eggers)

witch_ver3

หนังทำให้นึกถึงคลาสส์เรียนตอนปริญญาโท ที่อาจารย์อเมริกันคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผลลัพธ์ “ด้านกลับ” ประการหนึ่งจากการก่อตัว/เคลื่อนไหวของพวก Puritans ก็คือ การพยายามเข้าไปปฏิรูป/จัดการ/จัดระเบียบพวก Feast พวกงานรื่นเริงพื้นบ้าน ที่หยาบคาย กักขฬะ ตลกขบขัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพฤติกรรม “นอกรีต”

ทั้งๆ ที่ “ความเป็นพื้นบ้าน” เหล่านั้น มัน (เคย) สามารถถ่วงดุล/หยอกล้ออำนาจอันเคร่งขรึมของชนชั้นนำหรือคริสตจักรได้

ไปๆ มาๆ การเบียดขับ “ความเป็นพื้นบ้าน” ออกไป โดยกลุ่มปฏิรูปศาสนาที่ “เคร่งครัด” ไม่แพ้กลุ่มอำนาจทางคริสตศาสนาแบบเดิม ก็กลายมาเป็นรากฐานของการประกอบสร้าง “สังคมอเมริกัน”

8. Tea Time (Maite Alberdi)

tea time ๅ

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

9. Shin Godzilla (Hideaki Anno, Shinji Higuchi)

shingodzilla_5

ได้ดูระหว่างนั่งเครื่องบิน ปกติจะไม่ค่อยชอบดูหนังบนเครื่องบินสักเท่าไหร่ (ถึงดูก็ดูไม่จบ หรือค่อยๆ ถอดหูฟังออกสักช่วงกลางเรื่อง) เพราะจอมันเล็ก และถูกรบกวนสมาธิได้ง่าย แต่สำหรับ Shin Godzilla นี่ พอลองดูแล้ว ต้องดูต่อจนจบ

และก็เห็นตรงกันกับหลายคน ว่าเรื่องราว “ระหว่างทาง” หรือการฉายภาพกระบวนการทำงานของ “ภาครัฐ/ภาคการเมือง” ในหนังเรื่องนี้ นี่ทำออกมาได้ดีและสนุกมากๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

10. Baahubali: The Beginning (S.S. Rajamouli)

bahubali_the_beginning_ver10_xlg

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

11. After the Curfew (Usmar Ismail-1954)

afterthecurfew

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(เพิ่งเห็นตอนทำลิสต์ว่า หนังอินโดนีเซียเรื่องนี้ออกฉายปีเดียวกับ “สันติ-วีณา” เลย -1954/2497- และต่อมาก็กลายเป็น “หนังบูรณะ” เหมือนกันด้วย แต่ “สันติ-วีณา” คล้ายจะบูรณะออกมาได้สมบูรณ์กว่า เพราะมีฉากหนึ่งของ “After the Curfew” ฉบับบูรณะ ซึ่งออกอาการภาพเบลอร์ไม่ชัดเจน)

12. Your Name (Makoto Shinkai)

your-name

หนังมันฮิต แต่ประเด็นที่มันสื่อสารออกมาก็ “ดี” ด้วย แถมยังตีความต่อได้สนุกและหลากหลาย อย่างน้อยที่สุด นี่ไม่ใช่หนังที่บังเอิญดัง โดยไม่มีองค์ประกอบอะไรที่ดีหรือน่าสนใจเลย

หนังสั้น

1. Take Me Home (Abbas Kiarostami)

take-me-home

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

2. Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์ (นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์)

คนหมายเลขศูนย์

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

3. หมอชิต (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์)

หมอชิต

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. นิมิตลวง (พิมพกา โตวิระ)

prelude font

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ฝนเม็ดน้อย (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์)

ฝนเม็ดน้อย

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

6. SHINIUMA Dead Horse (Brillante Mendoza)

deadhorse

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

นักแสดง/ตัวละครที่รัก

“ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” (ไลล่า) จากโรงแรมต่างดาว

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a2-1

เมื่อได้ดูการแสดง-บุคลิกลักษณะ-อารมณ์ความรู้สึก-สีหน้าแววตาของประภามณฑลในโรงแรมต่างดาว ก็ชวนให้นึกถึงตอนได้เห็นสายป่านครั้งแรกในพลอยอยู่ไม่น้อย

“วิศรา วิจิตรวาทการ” (แอน) จากดาวคะนอง

%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b2

ไม่แน่ใจว่าเธอแสดงหนังเก่งไหม (และเธอก็คงไม่จัดเป็นคนสวยด้วย) แต่วิธีการพูด สีหน้า ตลอดจนจังหวะการเดินเหินของเธอในหนัง มันมีเสน่ห์ดี

“แปะอิ่น” จากหนังสารคดีสั้นเรื่อง “แปะอิ่น” โดย พริมริน พัวรัตน์

แปะอิ่น

จริงๆ ถ้าใครอยากทำหนังสารคดี เรื่อยไปจนถึงโฆษณาที่ขับเน้นประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตกับ “ความพอดี-ความพอเพียง-ความเรียบง่าย” อย่าง “สมจริง” กรณี/ไลฟ์สไตล์ของ “แปะอิ่น” คือหนึ่งในตัวอย่างที่เหมาะสมเลยนะ

“หน่อง” (อัจฉรา สุวรรณ์) ในดาวคะนอง

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87

เธอคือ “แม่บ้านมหัศจรรย์” ผู้ก้าวข้ามทุก “กาละ” และ “เทศะ” ได้อย่างชวนเหวอ!

“เจ๊มัท-ฝน” (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล-อาภา ภาวิไล) ในปั๊มน้ำมัน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-4

เป็นตัวละครที่แต้มเติมให้บรรยากาศซ้ำซาก จำเจ เลื่อนลอย เคว้งคว้างภายในหนัง เอ่อท้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“ต้อย” (ยศวัศ สิทธิวงค์) ในมหาสมุทรและสุสาน

มหาสมุทรและสุสาน โร้ด มูฟวี่

ถ้า “เรา” เป็นคนกรุงเทพฯ ที่ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เอสเอฟ เซ็นทรัลเวิลด์ “ต้อย” คือ ตัวละครที่เราจะสามารถทั้งหัวเราะเยาะใส่, เห็นใจอย่างยิ่ง และเข้าใจอย่างมาก ไปพร้อมๆ กัน

เพราะ “เรา” ก็คือ “ต้อย” นั่นเอง

“Musikero” (Ely Buendia) ใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery

จริงๆ นี่เป็นตัวละครที่มีบทบาทอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ท่ามกลางระยะเวลายาวนานของหนัง “ลาฟ ดิแอซ”

แต่ผมกลับ “อิน” กับชะตากรรมของตัวละครรายนี้มากเป็นพิเศษ “อิน” เสียจนเวลาเขียนบทความเกี่ยวกับหนัง ก็ไม่อยากเขียนถึงเขามากนัก “อิน” จนตอนได้สัมภาษณ์ลาฟ ก็ตัดสินใจไม่ชวนคุยถึงตัวละครนักดนตรีคนนี้

ตัวละครนักดนตรีใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery ทำให้ผมย้อนนึกถึง “ไม้หนึ่ง ก. กุนที”

โรงหนังแห่งปี

โรงหนังเฮาส์

house

จริงๆ ไม่ค่อยได้ไปดูหนังที่นี่บ่อยนัก เพราะเดินทางลำบาก แต่วิธีการจัดวางตัวเองในช่วงปลายปีของเฮาส์ ซึ่งกลายเป็นการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้วงการหนังอินดี้ไทย (ทั้งในมุมคนทำและคนดู) ได้อย่างน่าชื่นชม ก็ถือเป็นเรื่องที่ควรปรบมือให้

เพลงที่ชอบ

Timothy B. Schmit

Red Dirt Road

The Island

โมเดิร์นด็อก

ดอกไม้บาน

https://www.fungjai.com/artists/moderndog/musics/bloom 

Jake Bugg

Love, Hope and Misery

โพลีแคท

เพื่อนไม่จริง

ภักดี

ปืน

https://www.fungjai.com/artists/polycat/musics/pistol

เวลาเธอยิ้ม

ตัวร้ายที่รักเธอ (เวอร์ชั่น กิ๊ฟท์ จุฑาทิพย์)

การแสดงสดที่ชอบ

การแสดงสดของ Hikaru Tanimoto ที่ VIT 33

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

น่าทึ่ง!

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

งานซ้อมโชว์-คอนเสิร์ตใหญ่ของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์ สปด.

ตามความเห็นส่วนตัว รู้สึกว่าตอนซ้อมโชว์สนุกกว่าคอนเสิร์ตใหญ่เล็กน้อย

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

“อัศจรรย์…รัก” โดย ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์

ชมคลิป-ภาพชุดสุดประทับใจ จากการซ้อมโชว์ของวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

คอนเสิร์ต “ให้เธอ…เจอ ฟลุก แอร์เฮด”

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ออกแนวอัลเทอร์มาจีบดี 555

คลิกอ่านรายละเอียด-ชมคลิปที่นี่

โซเชียลมีเดียคนดนตรี

เฟซบุ๊กของ “กุลวัฒน์ พรหมสถิต”

kullavat

มีเกร็ดข้อมูลสนุกๆ เยอะดี แกดูเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา และที่สำคัญ มีทัศนะในหลายๆ เรื่อง ซึ่งไม่ค่อยเหมือนกับ (อดีต) ศิลปิน-นักแต่งเพลงค่ายใหญ่ส่วนมาก

คนอ่านเพลง

(ไม่ดราม่าประเด็น MV “ทศกัณฐ์”) ท็อปไฟว์เพลงป๊อปไทย ที่ร้อง-เล่าเรื่องราวแบบ “ยักษ์ๆ”

เห็นเขากำลังดราม่าประเด็น “ทศกัณฐ์” ศิลปะ “โขน” และเอ็มวี “เที่ยวไทยมีเฮ” กัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังจะเสนอต่อไปนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีข้างต้น

แต่ทางบล็อกของเราต้องการนำเสนอถึงบทเพลงป๊อปในยุคใกล้-ไกล ที่หยิบยกเอา “ยักษ์” มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวหรือตั้งประเด็นคำถามได้อย่างน่าสนใจมากกว่า

แค่ฟังเพลงเหล่านี้ คุณก็จะได้รับรู้แล้วว่าวิธีการตีความหรือครุ่นคิดถึง “ยักษ์” ในสังคมไทยนั้น ก้าวไปไกลกว่าดราม่าที่เกิดขึ้นช่วงวันสองวันนี้มากมายนัก

เฮ่อ!

เป็นไปไม่ได้

เพลงอมตะของ “ดิ อิมพอสซิเบิล” ซึ่งเขียนคำร้อง-แต่งทำนองโดยศิลปินแห่งชาติ “ครูพยงค์ มุกดา”

ครูพยงค์อุปมาให้ “ทศกัณฐ์” เป็นมาตรฐานสูงสุดบางประการ ซึ่งชายอาภัพรักผู้หนึ่งไม่สามารถจะไขว่คว้าหรือพุ่งทะยานไปยังจุดดังกล่าวได้

ร้ายก็รัก

หนึ่งในเพลงร้องปนแร็ปที่ไพเราะของ “โจอี้ บอย” ซึ่งพยายามถ่ายทอดเรื่องราวความรักอันผิดหวัง ผ่านมุมมองของ “ทศกัณฐ์/ตัวร้าย”

ยักษ์

ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเต็มชุดที่สามของ “เดอะ โฟโต้ สติ๊กเกอร์ แมชชีน”

ดูเหมือน “ยักษ์” ในเพลงนี้ จะไม่ใช่ “ยักษ์” ตามวรรณคดีไทย หากเป็นตัวแทนของผู้ทรงภูมิรู้/ผู้มีอำนาจ ที่สุดท้ายก็ไม่ได้ตรัสรู้ไปทุกสิ่ง หรือไม่สามารถจัดการควบคุมทุกอย่างได้ครบถ้วนสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

นิราศลงกา

ผลงานโดย “Yaak Lab” และ “ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า” เพลงนี้ มีกลิ่นของ “ความแตกแยกจากการเมืองสองขั้ว” ปรากฏอยู่รางๆ

หากพิจารณาจากเนื้อหา ผู้แต่งนั้นเลือกจะเป็นฝ่าย “ยักษ์” ส่วน “ยักษ์” จะเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงมวลชนกลุ่มไหน? ผู้ฟังคงต้องตีความกันเอง และอาจตีความได้ไม่เหมือนกัน

(กระทั่งผมเอง ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ก็ตีความไปทางหนึ่ง แต่พอได้มาฟังใหม่ ณ ยุคปัจจุบัน ผมกลับเห็นว่า “ยักษ์” และ “กรุงลงกา” ในเพลง มีความหมายแตกต่างจากการตีความครั้งที่แล้ว ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ)

ตัวร้ายที่รักเธอ

เพลงของวงดนตรีที่มีชื่อว่า “ทศกัณฐ์” อันเป็นการรวมตัวกันของเด็กหนุ่มจากจังหวัดชุมพร

ในแง่เนื้อหา เพลงนี้เดินตามรอยของ “ร้ายก็รัก” ขณะที่ในแง่ดนตรี มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างความเป็นดนตรีไทยเดิม ดนตรีลูกทุ่ง และดนตรีป๊อป

น่าสนใจว่าตัวเพลงต้นฉบับนั้น แม้จะมียอดคลิกชม/ฟังในยูทูบเยอะ แต่กลับมีการกล่าวถึง “เสียงร้องนำ” ในสองแง่ คือ “ด่า” และ “เชียร์”

ที่น่าสนใจกว่า ก็คือ เพลงในฉบับคัฟเวอร์ซึ่งมีเสียงร้องนำไพเราะกว่านั้น กลับมียอดชม/ฟังในยูทูบสูงกว่าเพลงต้นฉบับ สำหรับคลิปด้านล่างนี้ เป็นเวอร์ชั่นของผู้เข้าประกวดรายการเดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ซีซั่นล่าสุด

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

ชมภาพชุด-คลิปคอนเสิร์ต “วงแอร์เฮด” และผองเพื่อนศิลปินอินดี้ยุค 90

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 ก.ค. ได้ไปชมคอนเสิร์ต “ให้เธอ…เจอ ฟลุก แอร์เฮด” ซึ่งจัดโดยเพจเฟซบุ๊ก อัลเทอร์เนทีฟไทย: ยุครุ่งเรือง มาครับ

คอนเสิร์ตนี้เป็นการกลับมารวมตัวแสดงสดกันอีกครั้งของ “แอร์เฮด” วงอินดี้ในช่วงปลายยุค 1990 ที่ออกผลงานชุดแรกและชุดเดียวกับสังกัดเก็คโค มิวสิค โดยมีพี่ปึ่ง โซล อาฟเตอร์ ซิกส์ หรือ ณรงค์ฤทธิ์ สุพรรณเภสัช มารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ และมีวิศรุตเทพ สุพรรณเภสัช หรือพี่ปิงปอง โซล อาฟเตอร์ ซิกส์ มาแต่งเพลงให้สองเพลง หนึ่งในนั้น คือ “ให้เธอ” ซิงเกิ้ลที่โด่งดังที่สุดของทางวง

นอกจากพระเอกของงานอย่าง “แอร์เฮด” แล้ว ก็ยังมีเพื่อนๆ ศิลปินอินดี้มาร่วมแจมกันมากมายครับ ได้แก่ พี่อ๋อ วูล์ฟแพ็ค (นล สิงหลกะ) และพี่เก่ง ไปโรงเรียน ซึ่งสองโชว์นี้ผมเข้าไปดูไม่ทัน

แต่โชว์ที่ผมเข้าไปดูทัน ก็คือ การแสดงสดของสตรีท ฟังค์ โรลเลอร์ส, อิ๊มพ์ และสไมล์ บัฟฟาโล่

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายงาน ยังเกิด “เซอร์ไพรส์” ด้วยครับ เมื่อการแสดงคอนเสิร์ตได้พลิกผันกลายไปเป็นช่วง “ขอแต่งงานสุดแสนโรแมนติก” ระหว่างทีมงานแอดมินเพจ อัลเทอร์เนทีฟไทย: ยุครุ่งเรือง ผู้จัดคอนเสิร์ต แถมมีคนออกมาประกาศว่า ภาพบรรยากาศบางส่วนในคอนเสิร์ตจะถูกนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของรายการ “น้ำผึ้งพระจันทร์” ทางช่อง 3 เอสดี อีกต่างหาก

ทว่า นอกจากไคลแม็กซ์เรื่องการขอแต่งงานแล้ว ยังมี “แอนตี้-ไคลแม็กซ์” เกิดขึ้นตามมา เมื่อพี่ฟลุก นักร้องนำวงแอร์เฮด ซึ่งต้องกลับไปร้องเพลงปิดท้ายอีกหนึ่งเพลง มีอาการเหนื่อยล้า (ได้ยินว่า วันนั้น แกแทบไม่ได้กินข้าวเลย เพราะมัวแต่เตรียมงาน) จนถึงกับเป็นลม ต้องนั่งพักและปฐมพยาบาลกันราวสิบนาที

ก่อนที่การแสดงเพลงสุดท้ายของคอนเสิร์ตจะเริ่มต้นและปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ

ไปชมภาพนิ่ง-ภาพเคลื่อนไหวบางส่วนของคอนเสิร์ตครั้งนี้กันครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่โอ๊ต อรรถพงศ์ บุญเสริมทรัพย์ นักร้องนำ-มือกีต้าร์วงสตรีท ฟังค์ โรลเลอร์ส
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
คุณนะ มือเบสคนปัจจุบันของสตรีท ฟังค์ โรลเลอร์ส ที่พี่ๆ (อดีต) สาวๆ ยุค 90 ต่างกรี๊ดกร๊าดเข้าใส่
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
คุณป๊อป และเพื่อนๆ วงอิ๊มพ์
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่เชษฐ์ สไมล์ บัฟฟาโล่
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่หนึ่ง สไมล์ บัฟฟาโล่
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่ดิษฐ์ สไมล์ บัฟฟาโล่
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่ฟลุก ธนูศักดิ์ ฟลุคเกอร์ นักร้องนำแอร์เฮด
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
อานนท์ จันทนะโพธิ มือคีย์บอร์ดของแอร์เฮด ยุคออกอัลบั้ม
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
จิรพล อรัณยภูติ มือกีต้าร์ของแอร์เฮด ยุคออกอัลบั้ม
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
จังหวะโซโล่สวยๆ
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ช่วงเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานสุดหวานชื่น
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่ฟลุกขณะไปนั่งรอการปฐมพยาบาล โดยมีลูกสาวอยู่เคียงข้าง
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ปิดท้ายคอนเสิร์ต