คนตัดหญ้าในสนามบอล

อีกหนึ่งโค้ชมวยคิวบาที่ถูกคนไทยลืม (และลูกสาวของเขา)

พอเห็นข่าวการเสียชีวิตของ “ฟิเดล คาสโตร” ไม่รู้อะไรดลใจทำให้นึกไปถึงพวกโค้ชมวยคิวบา

เวลาพูดถึงโค้ชมวยคิวบากับเมืองไทย เรามักนึกถึงแต่ “ตำนาน” ของ “ฮวน ฟอนตาเนียล” ที่สร้างเหรียญทองโอลิมปิกหลายสมัยให้ทีมมวยสากลสมัครเล่นไทย

แต่เอาเข้าจริง หลังไม่ได้ทำทีมชาติไทยแล้ว ฟอนตาเนียลก็เหมือนจะไม่เคยประสบความสำเร็จในระดับสูงอีกเลยเช่นกัน

ไปๆ มาๆ โค้ชมวยคิวบาที่เคยเข้ามาทำงานในเมืองไทย แล้วต่อมาสามารถยืนระยะและพัฒนาตัวเองในแวดวงมวยสากลอาชีพได้อย่างน่าทึ่ง กลับกลายเป็น “อิสมาเอล ซาลาส”

ถ้าจำไม่ผิด เหมือนซาลาสจะเริ่มต้นเข้ามาทำงานในทวีปเอเชีย ด้วยการเป็นโค้ชทีมมวยสากลสมัครเล่นของปากีสถาน ก่อนจะจับพลัดจับผลูมาเป็นเทรนเนอร์มวยสากลอาชีพของค่าย ส.เพลินจิต ที่เมืองไทย

%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

แน่นอน ศิษย์เอกของเขาก็คือ “แสน ส.เพลินจิต” ที่เคยเป็นแชมป์โลกฟลายเวตของสมาคมมวยโลกอยู่พักใหญ่ แล้วก็มีมวยที่เกือบๆ จะอนาคตไกล อย่าง สิน ส.เพลินจิต สรรค์ ส.เพลินจิต (คนนี้ เป็นนักมวยเปอร์โตริกัน) รวมถึงแชมป์โลกคนอื่นๆ ในสังกัดของโปรโมเตอร์ทรงชัย รัตนสุบรรณ

ไฟต์ในความทรงจำของคอมวยหลายคน คือ ไฟต์ที่แสนไปชนะน็อคฮิโรกิ อิโอกะ ที่ญี่ปุ่น นอกจากฟอร์มการชกที่ดีของแสนแล้ว ยังมีเกร็ดน่าสนใจอีกข้อ เนื่องจากตอนนั้น ซาลาสเดินทางเข้าญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะติดขัดปัญหาอะไรบางอย่าง เขาเลยต้องไปนั่งดูการถ่ายทอดสดทางทีวีกับ “เสถียร เสถียรสุต” เจ้าของค่าย ส.เพลินจิต ที่ห้องพักในโรงแรม (คุณเสถียรแกใช้ชีวิตอยู่ในโรงแรม และไม่อยู่บ้าน) แล้วก็จะคอยแก้เกมผ่านการโทรศัพท์ไปหาทีมงานที่ญี่ปุ่นในระหว่างพักยก

ต่อมา หลังแสนเสียแชมป์โลก และพยายามจะกลับมาทวงเข็มขัดแต่กลับมาไม่ได้ ซาลาสก็อำลาเมืองไทย ไปทำมาหากินที่ญี่ปุ่น (คราวนี้ เข้าประเทศได้แล้ว) โดยน่าจะเริ่มจากการเป็นเทรนเนอร์ให้ฮิโรกิ อิโอกะ คู่ปรับเก่าของแสน แต่ฮิโรกิ อิโอกะ ภายใต้การดูแลของซาลาสก็ไปไม่ถึงแชมป์โลกรุ่น 112 ปอนด์อยู่ดี นอกจากนี้ ซาลาสยังเคยปั้นคะซึโตะ อิโอกะ หลานของฮิโรกิ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นแชมป์โลกสามรุ่น (แม้จะเคยพลาดท่าแพ้คะแนนอำนาจ รื่นเริง ก็ตาม)

%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90

จากนั้น ซาลาสก็ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเปิดค่ายมวยในสหรัฐ (ลาสเวกัส, เนวาด้า) และเทรนนักมวยอาชีพชาวคิวบา อเมริกัน และชาติอื่นๆ ที่โด่งดังจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กีเยร์โม ริกอนโดซ์” ที่ว่ากันว่าเป็นนักมวยที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง (เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์) ในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ ซาลาสยังเพิ่งรับเป็นผู้ฝึกสอนให้กับ “โนนิโต้ โดแนร์” ยอดมวยฟิลิปปินส์ ที่ชื่อเสียงเป็นรองแค่แมนนี่ ปาเกียว โดยก่อนหน้านี้ โดแนร์ก็เคยแพ้คะแนนให้กับริกอนโดซ์ ที่มีซาลาสเป็นผู้ฝึกสอน

ที่โหดคือ ซาลาสยังมีลูกๆ อยู่เมืองไทยด้วย (แต่เข้าใจว่า ณ ตอนนี้ เขาใช้ชีวิตครอบครัวที่สหรัฐร่วมกับภรรยาชาวญี่ปุ่นและลูกชายคนเล็ก) ลูกสาวคนหนึ่งของซาลาสคือ “ญีนา ซาลาส” ที่เคยรับบทเป็น “รัตนาวดี” ในละครไตรภาค “ปริศนา เดอะ ซีรีส์” ที่อำนวยการสร้างโดย ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล (คุณแมงมุม) ออกอากาศทางช่องพีพีทีวี

%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b2

เท่าที่ตามข่าว ล่าสุดตอนนี้ ญีนาได้ย้ายไปเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 เรียบร้อยแล้ว

Advertisements
คนตัดหญ้าในสนามบอล, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

หนังเรื่องแรกของผู้กำกับภาพยนตร์-ผู้รักษาประตูทีมชาติไอซ์แลนด์

“การสร้างหนังเรื่องนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาบทภาพยนตร์ มันเป็นความฝันของผม ผมต้องการทำหนังยาวหนึ่งเรื่องก่อนจะแขวนสตั๊ด ผมสามารถเป็นนักฟุตบอลอาชีพไปพร้อมกับการเป็นผู้กำกับหนังเชิงพาณิชย์ได้ เพราะคุณอาจถ่ายทำหนังไปสักสองวัน แล้วก็กลับไปฝึกซ้อมหนึ่งวัน สลับกันไป โดยปกติ หนังยาวเรื่องหนึ่งจะใช้เวลาถ่ายทำรวดเดียว 40 วัน เป้าหมายของผม คือ การสร้างหนังใหญ่ให้ได้เรื่องหนึ่ง ขณะยังค้าแข้งอยู่ มันจะเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญ แต่ไม่ใช่สไตล์ซอมบี้นะ มันจะเป็นหนังแนวระทึกขวัญ ถ่ายภาพแบบโลว์คีย์ ที่มีตัวละครเป็นภูติผี ผู้มีพลังอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติ โดยมีฉากหลังเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวเปลี่ยวร้างในประเทศไอซ์แลนด์”

Hannes Thor Halldorsson ผู้รักษาประตูทีมชาติไอซ์แลนด์ ชุดสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 กล่าวถึงแผนการสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตนเอง เมื่อสามปีที่แล้ว

Halldorsson มีอีกอาชีพหนึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ติดตามอ่านรายละเอียดเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่

http://movie.mthai.com/movie-news/196808.html

http://www.si.com/soccer/2013/11/19/hannes-thor-halldorsson-iceland-goalkeeper

คนตัดหญ้าในสนามบอล

อนุสาวรีย์นักฟุตบอล : ว่าด้วยความทรงจำ, ท้องถิ่น และชาติ

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 17-23 กรกฎาคม 2558

คริส สไตรด์ นักวิชาการด้านสถิติจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ และ ฟีออน โธมัส นักศึกษาปริญญาเอก จากสถาบันศึกษากีฬาฟุตบอลนานาชาติ มหาวิทยาลัยเซ็นทรัล แลงคาเชียร์ ประเทศอังกฤษ ศึกษาค้นพบว่า ปัจจุบันสโมสรฟุตบอลทั่วโลก ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์หรือประติมากรรมรูปหล่อของ (อดีต) นักฟุตบอล, ผู้จัดการทีม, ประธานสโมสร กระทั่งแฟนบอล ติดตั้งตามสนามแข่งขัน และแหล่งชุมชนเมือง

เป็นจำนวนรวมกันมากกว่า 350 แห่ง/ชิ้น

รูปหล่อเกือบทั้งหมดเพิ่งถูกสร้างขึ้นในราว 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยสหราชอาณาจักรมีประติมากรรมลักษณะนี้มากที่สุด ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และบราซิล แม้แต่จีน ที่ความนิยมในเกมลูกหนังยังไม่สามารถแปรสภาพไปสู่ความสำเร็จของผลการแข่งขันได้ ก็ยังมีอนุสาวรีย์นักฟุตบอลตั้งอยู่

มีแนวโน้มชัดเจนว่า บรรดาแฟนบอลมีบทบาทสูงขึ้น ในการระดมทุนจัดสร้างรูปรำลึกของนักฟุตบอลหรือผู้จัดการทีมขวัญใจพวกเขา ผ่านรูปแบบความร่วมมืออันหลากหลาย

ตั้งแต่การรวบรวมกุญแจเก่าๆ แล้วนำไปหลอมเพื่อสร้างรูปหล่อ เรื่อยไปจนถึงการจัดแสดงละครเวที แล้วนำรายได้จากการจำหน่ายตั๋วมาสร้างอนุสาวรีย์

ขณะเดียวกัน องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ เมื่อนักฟุตบอลถูกนับเป็นวีรบุรุษประจำท้องถิ่นประเภทหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว (สำหรับในทวีปยุโรป) อนุสาวรีย์/รูปหล่อของนักเตะ มักถูกสร้างขึ้นจากการริเริ่มของสโมสรต้นสังกัด และคู่ค้าทางธุรกิจของสโมสรเหล่านั้นมากกว่า

เมื่อถามว่านักฟุตบอลคนไหนสมควรได้รับการยกย่อง ในระดับที่ต้องจัดสร้างอนุสาวรีย์ให้?

นี่ถือเป็นคำถามที่ถกเถียงกันในหมู่แฟนบอลอย่างไม่รู้จบ

บางคนเห็นว่าต้องพิจารณาจากจำนวนประตูที่นักบอลคนนั้นๆ ทำได้ (ในแง่นี้ ผู้เล่นตำแหน่งศูนย์หน้าย่อมได้เปรียบ)

บางคนพิจารณาจากลีลาการเล่นอันสนุกเร้าใจ และความจงรักภักดีที่นักเตะคนนั้นๆ มอบให้แก่สโมสร

ส่วนบรรดาแฟนบอลขาจร ผู้มิได้ผูกพันกับทีมใดเป็นพิเศษ ก็มักให้การยอมรับนักฟุตบอลที่มีส่วนร่วมสร้างความสำเร็จในระดับทีมชาติ หรือสุภาพบุรุษลูกหนังซึ่งมีบุคลิกภาพนอกสนามอันดีเลิศ

จากการศึกษาของสไตรด์และโธมัส ทั้งคู่พบว่า ส่วนมาก อนุสาวรีย์นักฟุตบอล จะถูกสร้างขึ้นหลังจากนักเตะคนดังกล่าวแขวนสตั๊ดไปแล้วราว 20-30 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้คนมักเข้าใจผิดกันว่าอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่มีสถานะเป็นรูปจำลองของนักฟุตบอลผู้วายชนม์ไปแล้ว

ถ้าเป็นในกรณีของยุโรปตะวันออก ซึ่งความเชื่อที่ว่า “การสร้างรูปเหมือนบุคคลถือเป็นการสาปแช่งคนผู้นั้น” ยังคงดำรงอยู่ ความเข้าใจผิดดังกล่าวอาจเป็นเรื่องถูกต้อง

แต่สำหรับในหลายประเทศของทวีปยุโรปและอเมริกาใต้ นักฟุตบอลส่วนใหญ่ที่ได้รับเกียรติ ถูกสร้างรูปเหมือนเป็นอนุสาวรีย์ มักยังคงมีชีวิตอยู่

หนักกว่านั้น อาจมีเรื่องราวแปลกประหลาดหาได้ยากยิ่งเกิดขึ้น ดังกรณีของ “เธียร์รี อองรี” ซึ่งหวนกลับมาเล่นให้อาร์เซนอลในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เป็นรอบที่สอง ด้วยสัญญายืมตัว เมื่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิตการค้าแข้ง

ที่น่าสะดุดใจก็คือ ขณะที่ยอดนักเตะฝรั่งเศสกำลังลงเตะในสนามเอมิเรตส์ สเตเดียม อยู่นั้น อนุสาวรีย์/รูปหล่อท่วงท่าคุกเข่าสุดเท่ของเขา ก็ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าสนามฟุตบอลแห่งเดียวกัน

แน่นอนว่า อนุสาวรีย์มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์, ความทรงจำ และอารมณ์โหยหาอดีต

สองนักวิชาการชาวอังกฤษ ระบุว่า ในเบื้องต้น อนุสาวรีย์นักฟุตบอลจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงยอดนักเตะและทีมที่ยิ่งใหญ่เมื่อครั้งกระโน้น

รูปหล่อนักเตะจำนวนมากมีหน้าที่พาเหล่าแฟนบอลกลางคนกลับไปยังช่วงเวลาแสนสุข ซึ่งบรรดานักฟุตบอลชื่อดังยังมีสถานะเป็น “ฮีโร่ผู้ลงหลักปักฐาน” อยู่ในเกมลูกหนัง มิใช่เป็น “เซเล็บดาวกระจาย” ในแวดวงคนดัง เหมือนในปัจจุบัน

ทั้งคู่ตีความอีกว่า อารมณ์โหยหารำลึกอดีตอันปรากฏผ่านอนุสาวรีย์นักเตะอันคงทนถาวร ยังช่วยดึงแฟนบอลจำนวนมากกลับมายังสนาม เพื่อแชร์ความทรงจำเกี่ยวกับสโมสรสุดที่รักร่วมกัน

ถือเป็นการถ่วงดุลกับลักษณะความเป็นองค์กรธุรกิจและกิจการเชิงพาณิชย์ของทีมฟุตบอลในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถูก “แฟนบอลพันธุ์แท้” บางกลุ่ม เหยียดหยามว่าเป็นสิ่งไม่คงทนถาวร

การตีความข้างต้นอาจแลดูฟูมฟายเกินไปบ้าง ทว่าที่สไตรด์และโธมัสนำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ ก็คือ อนุสาวรีย์นักฟุตบอลนั้นมักถูกสร้างเคียงคู่กับ “สนามใหม่” ของสโมสร

เมื่อกีฬาฟุตบอลได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จนต้องการสังเวียนฟาดแข้งที่สามารถรองรับคนดูจำนวนมากขึ้น สโมสรหลายแห่งจึงตัดสินใจแสวงหาพื้นที่ว่างอันกว้างขวางกว่าเดิม แล้วย้ายไปก่อสร้างสนามใหม่บนพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี สนามแห่งใหม่มักตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชนของฐานแฟนบอลกลุ่มดั้งเดิม (ในกรณีของสหราชอาณาจักร มักเป็นย่านอุตสาหกรรม) ด้วยเหตุนี้ รูปหล่อโลหะของนักเตะจำนวนมาก ที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆ กับสเตเดียมใหม่ๆ จึงช่วยยึดโยงแฟนบอลของทีมให้ยังคงมีอัตลักษณ์และความทรงจำบางอย่างร่วมกันอยู่

แม้ว่าที่ตั้งของสนามแห่งใหม่จะอยู่ห่างไกลจาก “พื้นที่แห่งความทรงจำ” ดั้งเดิมก็ตามที

นักวิชาการคู่นี้อุปมาว่าสนามบอลในยุคสมัยใหม่ เปรียบเสมือน “ผืนผ้าใบว่างเปล่า” ผิดกับสนามยุคเก่า ที่เทียบเคียงได้กับ “ผืนผ้าอันเต็มไปด้วยลวดลายร้อยพ่อพันแม่แลดูแปลกตา” แต่ก็อัดแน่นไว้ด้วยความทรงจำร่วมและความทรงจำส่วนบุคคลที่หลากหลายของบรรดาแฟนบอล

ดังนั้น อนุสาวรีย์นักฟุตบอลจึงเป็นช่องทางหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้สโมสรและแฟนบอลมีโอกาสได้อพยพโยกย้ายประวัติศาสตร์-ความทรงจำบางส่วนเสี้ยวเกี่ยวกับทีมและนักเตะคนโปรด มายังบ้านหลังใหม่/สนามแห่งใหม่

ประเด็นหลักข้อสุดท้าย ที่สองนักวิชาการเสนอ คือ อนุสาวรีย์นักฟุตบอลนั้นยังอาจเชื่อมโยงกับความสำเร็จในระดับทีมชาติด้วย

ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ การที่ 8 นักเตะของทีมชาติเยอรมนีตะวันตก ชุดครองแชมป์โลกปี 1954 ถูกรำลึกถึงผ่านการสร้างอนุสาวรีย์ เช่นเดียวกับสมาชิกกว่าครึ่งหนึ่งของทีมชาติอังกฤษ ชุดแชมป์โลก ค.ศ.1966 ซึ่งได้รับเกียรติแบบเดียวกัน

ทว่า นอกจากอนุสาวรีย์ “บ็อบบี้ มัวร์” หน้าสนามเวมบลีย์แล้ว ก็ไม่มีอนุสาวรีย์นักฟุตบอลคนอื่นใดอีกเลย ที่มีสถานะเป็น “อนุสาวรีย์ของชาติ”

นักฟุตบอลส่วนใหญ่ยังคงถูกยกย่องในฐานะฮีโร่ประจำสโมสรหรือท้องถิ่น นี่อาจแสดงให้เห็นว่า ในมุมมองของแฟนบอลแล้ว “สโมสร” สำคัญเหนือ “ชาติ”

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายกว่า หากแฟนบอลของสโมสรระดับท้องถิ่นจะรวมตัวรวมใจกันระดมเงินทุนเพื่อจัดสร้างรูปรำลึกของยอดนักเตะขวัญใจประจำทีม

ผิดกับโปรเจ็กต์คล้ายคลึงกันในระดับชาติ ที่ต้องการความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง เพราะการสร้างอนุสาวรีย์ให้วีรบุรุษของชาตินั้น ต้องการฉันทามติในหมู่แฟนบอลต่างสโมสร รวมถึงความยินยอมพร้อมใจจากคนที่ไม่ใช่แฟนบอลด้วย

(และดังที่กล่าวไปแล้วว่า คนกลุ่มหลังมักใส่ใจกับบุคลิกนิสัยใจคอนอกสนามบอลของนักเตะที่จะได้รับการยกย่อง มากกว่าความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอลของเขา)

ยิ่งไปกว่านั้น การที่หลายประเทศไม่มี “สนามกีฬาแห่งชาติ” ก็ส่งผลให้ปราศจากพื้นที่อันเหมาะสมในการจัดสร้างอนุสาวรีย์ยอดนักฟุตบอล/นักกีฬาของชาติ

อย่างไรก็ตาม กรณียกเว้นได้เกิดขึ้นที่ประเทศจีน ซึ่งมีการสร้างประติมากรรมรูปตัวอักษร “วี” (V) อันบ่งชี้ถึงชัยชนะ โดยมีรูปหล่อโลหะของทีมนักเตะแดนมังกรชุดที่ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2002 ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ถูกติดตั้งอยู่บนประติมากรรมดังกล่าว

แต่ความจริงที่ปรากฏนอกเหนืออนุสาวรีย์ตัว “วี” ก็คือ ทีมชาติจีนชุดนั้นพ่ายแพ้ 3 นัดรวด และยิงไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว จนต้องตกรอบแรกฟุตบอลโลกไปอย่างบอบช้ำ

ขณะเดียวกัน ที่สไตรด์และโธมัสไม่ได้ระบุไว้ก็คือ อนุสาวรีย์ตัว “วี” นั้น ตั้งอยู่ที่เสิ่นหยาง เมืองเอกของมณฑลเหลียวหนิง ไม่ได้ตั้งอยู่ที่หน้าสนามกีฬา “รังนก” หรือสนามกีฬาแห่งชาติของจีน ณ กรุงปักกิ่ง แต่อย่างใด

นักวิชาการทั้งสองคนยังกล่าวถึง “สตีเวน เจอร์ราร์ด” ยอดกัปตัน ผู้เพิ่งอำลาทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ไปค้าแข้งที่เมเจอร์ลีก สหรัฐ ทั้งคู่ทำนายว่า เจอร์ราร์ดจะเป็นนักฟุตบอลคนต่อไปของอังกฤษ ที่ได้รับการยกย่องผ่านการจัดสร้างอนุสาวรีย์

แต่รูปหล่อที่ถูกสร้างขึ้น คงเป็นภาพจำลองขณะที่สตีวี่จีกำลังชูถ้วยชนะเลิศใบใดใบหนึ่งในฐานะกัปตันทีมลิเวอร์พูล (แม้เจอร์ราร์ดจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ) มากกว่าจะเป็นอนุสาวรีย์กัปตันทีมชาติอังกฤษ ซึ่งไม่เคยได้รับเกียรติยศใดๆ เลย หลังคว้าแชมป์โลกเมื่อ ค.ศ.1966

สไตรด์และโธมัสปิดท้ายด้วยข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ความนิยมในการก่อสร้างอนุสาวรีย์นักฟุตบอลนั้นเหมือนจะยังไม่ได้ลดหย่อนผ่อนแรงลง

เอาแค่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีอนุสาวรีย์/ประติมากรรมใหม่ๆ ของนักเตะ ถูกเปิดตัวที่ปารากวัย, บราซิล, เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดสร้างอนุสาวรีย์นักฟุตบอลอีกกว่า 30 โปรเจ็กต์ จากทั่วทุกมุมโลก ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาโครงการ


(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});

…………………………………………………………………….

แปลและเรียบเรียงจาก บทความ Statuesque strikers: how football fell in love with figurative sculpture โดย Chris Stride และ Ffion Thomas เว็บไซต์ https://theconversation.com

คนตัดหญ้าในสนามบอล

รู้จัก “ผู้ชายชายขอบ” ที่อยู่เบื้องหลัง “ความสำเร็จชายขอบ” ของทีมฟุตบอลหญิงอังกฤษ

(ปรับปรุงจากต้นฉบับในมติชนสุดสัปดาห์ 10-16 กรกฎาคม 2558)

นอกเหนือจากการโชว์ฟอร์มได้เกินความคาดหมายของแข้งสาวทีมชาติไทย, มาตรฐานคงเส้นคงวาระดับโลกของทีมญี่ปุ่น และผลงานอันยอดเยี่ยมของสหรัฐอเมริกา

การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก ค.ศ.2015 ที่แคนาดา ยังมีเรื่องราวน่าจดจำอีกหนึ่งเรื่อง นั่นคือ การคว้าอันดับสามของทีมชาติอังกฤษ

ถือเป็นผลงานยอดเยี่ยมที่สุดของทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ หลังจากที่ทีมฟุตบอลชายเคยได้แชมป์โลกในปี ค.ศ.1966 และได้อันดับสี่ในฟุตบอลโลกปี ค.ศ.1990 ที่อิตาลี

การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก อาจถือเป็นทัวร์นาเมนต์เมเจอร์ระดับ “ชายขอบ” ในจักรวาลของเกมกีฬาลูกหนัง ที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ดัง ซึ่งเป็นนักเตะชาย

อย่างไรก็ตาม ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในระดับ “ชายขอบ” ของทีมชาติฟุตบอลหญิงอังกฤษ กลับกลายเป็นชายหนุ่มวัยต้นสามสิบ ซึ่งเคยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะอาชีพ

แถมพอผันตนเองมาเป็นผู้ฝึกสอน งานที่ผ่านมาของเขาก็วนเวียนอยู่กับการคุมทีมนอกลีก, พัฒนานักเตะเยาวชน ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลหญิง

ถือเป็นบุคลากรลูกหนังระดับ “ชายขอบของชายขอบ” ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จระดับ “ชายขอบ” อีกต่อหนึ่ง

ชายหนุ่มคนนั้น คือ “มาร์ค แซมป์สัน” ผู้จัดการทีมสายเลือดเวลช์วัย 32 ปี ของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษ ชุดที่คว้าอันดับสามฟุตบอลโลก

แซมป์สัน ผู้มีอายุน้อยกว่านักเตะบางคนภายในทีมด้วยซ้ำไป เกิดและเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมและความใฝ่ฝันเช่นเดียวกันกับเด็กชายชาวสหราชอาณาจักรจำนวนมาก

นั่นคือ การชอบเตะฟุตบอลและอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อย่างไรก็ดี แซมป์สันตระหนักถึงศักยภาพอันจำกัดจำเขี่ยของตนเองตั้งแต่เมื่อมีอายุเพียง 12 ปี ว่าเขาไม่มีทางเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจได้แน่ๆ

พอกลับไปบอกเรื่องนี้กับผู้เป็นพ่อที่บ้าน พ่อของแซมป์สันก็ช่วยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าความเข้าใจของลูกชายนั้น เป็นเรื่องถูกต้องที่สุด

“จำไม่ได้เหรอ พ่อเคยบอกเอ็งตั้งแต่อายุ 6 ขวบแล้ว ว่าฝีเท้าอย่างเอ็งน่ะ เป็นนักบอลอาชีพไม่ได้หรอก”

แต่เมื่อยังหลงรักฟุตบอลอยู่ แซมป์สันจึงพยายามแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เขามีโอกาสได้คลุกคลีกับกีฬาที่ตนเองรักและชื่นชอบ

และการเป็น “โค้ชฟุตบอล” ก็คือทางเลือกของเขา

นอกจากประสบการณ์การเป็นผู้เล่นระดับ “นอกลีก” ที่เวลส์ แซมป์สันค่อยๆ ปลีกเวลาไปอบรมหลักสูตรผู้ฝึกสอน กระทั่งได้ประกาศนียบัตรระดบ “เอ ไลเซ่นส์” จากยูฟ่า

เขาเริ่มต้นทำงานเป็นผู้ฝึกสอนในสถาบันฝึกหัดนักฟุตบอลของสโมสร “สวอนซี ซิตี้” ในยุคที่ยังมี “โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ” โค้ชชาวสเปน กุมบังเหียนเป็นผู้จัดการทีม (ก่อนที่มาร์ติเนซจะไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังกับวีแกนและเอฟเวอร์ตัน)

หลังจากนั้น แซมป์สันได้ประเดิมรับงานเป็นผู้จัดการทีมของสโมสร “แทฟฟ์”ส เวลล์” ทีมนอกลีกในเวลส์ เมื่อปี ค.ศ.2008

ต่อมา เขาย้ายไปเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลหญิง “บริสตอล อคาเดมี” ซึ่งเป็นสโมสรที่แตกต่างจากทีมฟุตบอลหญิงส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักร ที่มักได้รับการสนับสนุนและใช้ชื่อทีมเดียวกันกับสโมสรฟุตบอลชายชื่อดัง แต่บริสตอล อคาเดมี กลับเป็นทีมฟุตบอลหญิงที่ผูกตัวเองเข้ากับสถาบันการศึกษา

แซมป์สันพาบริสตอลฯ คว้าตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดในปี ค.ศ.2013 จนได้สิทธิ์เข้าไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หญิง รวมทั้งยังพาทีมเป็นรองแชมป์เอฟเอคัพในปี ค.ศ.2011 และ 2013

ในที่สุด เขาก็ถูกทาบทามให้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติฟุตบอลหญิงอังกฤษ เมื่อปลายปี ค.ศ.2013 ภายหลังแข้งสาวสิงโตคำรามประสบความล้มเหลวในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

และแซมป์สันก็สามารถพาทีมเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นผลสำเร็จ

ก่อนหน้าการแข่งขันที่แคนาดา ผู้จัดการทีมหนุ่มยอมรับว่าเขามีอาการตื่นและวิตกกังวลกับเกมการแข่งขันเบื้องหน้าอยู่มิใช่น้อย ทว่า หากมองในอีกแง่หนึ่ง ความกังวลเช่นนั้นก็ถือเป็นสิ่งดี

“ถ้าคุณมาแข่งฟุตบอลโลก แล้วคุณไม่มีอาการตื่นตระหนกใดๆ เลย นั่นก็แสดงว่าทัวร์นาเมนต์สำคัญระดับนี้ ยังไม่ยิ่งใหญ่พอสำหรับคุณ” เขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

แซมป์สันบอกว่า ทั้งผู้เล่น ทีมงานผู้ฝึกสอน และอาจรวมถึงบรรดาแฟนบอล ล้วนลงเรือ “แห่งความกดดัน” ลำเดียวกัน เราจึงจำเป็นต้องแปรเปลี่ยนความกดดันให้กลายเป็นพลังในการทำงาน

“พวกเราทำงานหนักมาทั้งชีวิต เพื่อให้ได้มาแข่งฟุตบอลโลก นี่จึงเป็นความกดดันที่เราปรารถนา เป็นความวิตกกังวลที่เราเฝ้าไขว่คว้ามาครอบครอง”

ผลงานของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษย่อมถือเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดี ถึงการแปรสภาพความวิตกกังวลทั้งมวลให้กลับกลายเป็นความสำเร็จ

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีก่อน แซมป์สันเคยให้สัมภาษณ์เปิดใจกับสื่ออังกฤษแบบยาวๆ มีบางคำถาม-คำตอบที่น่าสนใจ จึงขออนุญาตแปลและเรียบเรียงความมาเผยแพร่ต่อ ณ ที่นี้

: อิทธิพลของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ส่งผลต่อสไตล์การทำงานของคุณ ในฐานะผู้จัดการทีม มากน้อยเพียงใด? และมีผู้จัดการทีมคนไหนอีกที่เป็นแบบอย่างการทำงานให้แก่คุณ?

ผมโชคดีมาก ที่มีโอกาสร่วมงานและศึกษาเล่าเรียนกับผู้รู้ในวงการฟุตบอลหลายราย และผมยังคงติดต่อกับพวกเขาอยู่เสมอ เมื่อต้องการคำแนะนำในสถานการณ์พิเศษๆ

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่เราจะต้องเป็นตัวของเราเอง ดังนั้น แม้ผมจะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากยอดผู้ฝึกสอนหลายคน ตลอดเส้นทางการเป็นโค้ชฟุตบอล แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ยังคงยึดมั่นอย่างหนักแน่นกับปรัชญาการทำทีมในแบบฉบับเฉพาะของตัวผมเอง

: แม้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จอย่างงดงามในฐานะผู้จัดการทีมบริสตอล อคาเดมี แต่คุณก็ไม่เคยพาสโมสรดังกล่าวคว้าถ้วยชนะเลิศได้เลยแม้เพียงรายการเดียว คุณรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้บ้างไหม?

ไม่เลย ผมไม่เคยเสียใจกับเรื่องดังกล่าว คำถามเดียวที่ผมถามตนเองก็คือ ผมได้ทำทุกอย่าง เท่าที่จะทำได้อย่างสุดความสามารถแล้วหรือยัง? และคำตอบก็คือ ผมได้ลงมือทำมันอย่างเต็มที่แล้ว

แน่นอนว่าทุกคนต่างต้องการเป็นแชมป์กันทั้งนั้น แต่ผมคิดว่ามันไม่เป็นธรรม ถ้าเราจะตัดสินสโมสรหรือบรรดานักเตะภายในทีมจากการคว้าถ้วยรางวัลเพียงองค์ประกอบเดียว

เมื่อถึงวันสิ้นสุดฤดูกาลการแข่งขัน ผมจึงเฝ้าถามตัวเองด้วยคำถามที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ ในฤดูกาลนี้ เราได้ “เพิ่มคุณค่า” ใหม่ๆ ลงไปให้ทีมบ้างหรือยัง? และด้วยทรัพยากรที่บริสตอลฯ มี เราสามารถทำผลงานได้เกินหรือต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ตอนช่วงต้นฤดูกาล?

บอกได้เลยว่าในทุกฤดูกาลที่ผมคุมบริสตอล อคาเดมี ผมรู้สึกว่าทีมสามารถทำผลงานได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับเหล่าผู้เล่นและทีมงานทุกฝ่ายของสโมสร

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ขณะเป็นผู้จัดการของบริสตอลฯ ก็คือ การได้มองเห็นพัฒนาการของกลุ่มผู้เล่นที่ทำงานร่วมกันมา ตั้งแต่เมื่อครั้งฤดูกาลแรกที่ผมเริ่มเข้าไปคุมทีม

: คุณคิดว่าผู้จัดการทีมของสโมสรฟุตบอลหญิงหรือทีมชาติฟุตบอลหญิง จะสามารถก้าวขึ้นไปคุมทีมฟุตบอลชายได้หรือไม่? ถ้าคุณคิดว่าได้ ทำไมมันถึงยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้?

ก็ถ้าผู้จัดการทีมเหล่านั้นมีความสามารถมากพอ ทำไมพวกเขาถึงจะไปคุมทีมฟุตบอลชายไม่ได้ล่ะ? แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมสถานการณ์เช่นนี้ถึงยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย มันอาจจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนโอกาสก็ได้

อย่างไรก็ตาม ผมขอยืนยันว่า มีผู้จัดการทีมชั้นยอดบางคนในแวดวงฟุตบอลลีกหญิงของอังกฤษ ที่สามารถทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แวดล้อมแบบไหน ทีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะได้รับโอกาสดังกล่าวเมื่อไหร่มากกว่า

: ในฐานะที่เป็นชาวเวลช์ คุณต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากขนาดไหน เมื่อได้รับข้อเสนอให้เข้ามาคุมทีมชาติอังกฤษ?

ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงใจเลย กับการก้าวเข้ามาคุมทีมชาติฟุตบอลหญิงของอังกฤษ หน้าที่การงานดังกล่าว ช่วยให้ผมมีโอกาสอันดีเยี่ยม ที่จะได้ร่วมงานกับบรรดานักเตะหญิงชั้นยอด ภายใต้ระบบการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ นี่เป็นความท้าทายที่ช่วยปลุกเร้าผมอย่างมาก

การต้องเดินออกจากบริสตอลฯ ต่างหาก ที่เป็นการตัดสินใจอันยากลำบาก ผมรู้สึกสนุกกับการทำงานที่นั่น ผมบรรลุเป้าหมายที่แสนพิเศษบางประการ และก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า องค์ประกอบทุกอย่างที่จะนำพาสโมสรไปสู่ความยิ่งใหญ่ในระดับสูงขึ้น ได้ถูกจัดวางไว้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบหมดแล้ว

นั่นจึงเป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น เมื่อผมตัดสินใจหันหลังให้กับสโมสร เพื่อมารับงานเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

เรียบเรียงจาก

http://www.independent.co.uk/sport/football/international/womens-world-cup-2015-mark-sampson-seizes-his-chance-to-shine-as-england-get-ready-for-opening-match-10307834.html

http://eplindex.com/54063/mark-sampson-england-womans-manager.html

คนตัดหญ้าในสนามบอล

ฟัง “มาริโอ ยูรอฟสกี้” ซูเปอร์สตาร์ไทยลีก พูดถึงเมืองไทยอันเป็นที่รัก ประเทศนี้มีแค่ “คนรวย” กับ “คนจน”

คอลัมน์ ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน
 
(มติชนสุดสัปดาห์ 2-8 มกราคม 2558)
มาริโอ
—–
“มาริโอ ยูรอฟสกี้” มิดฟิลด์ตัวรุกวัย 26 ปี ของ “เมืองทอง ยูไนเต็ด” ถือเป็นนักเตะต่างชาติที่มีฝีเท้าดีอยู่ในอันดับต้นๆ ของไทยพรีเมียร์ลีก เขาเป็นลูกชายของ “มิโก ยูรอฟสกี้” อดีตดาวเตะซูเปอร์สตาร์ชาวมาซีโดเนียและยูโกสลาเวีย
 
มาริโอ เกิดที่เซอร์เบีย แต่ตัดสินใจเล่นฟุตบอลให้ทีมชาติมาซีโดเนีย ตามเชื้อชาติของทางครอบครัว ทว่า หลังจากเริ่มประเดิมรับใช้ชาติครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2010 เขากลับได้ลงเล่นในนามทีมชาติเพียง 12 นัดเท่านั้น ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บ
 
แต่อีกส่วนหนึ่ง กลับเป็นปัญหาอันเกิดจากการที่มาริโอตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งในประเทศไทย เนื่องจากโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลลีกของไทยนั้นไม่สอดคล้องกับปฏิทินการฟาดแข้งของทางฟีฟ่า
 
อย่างไรก็ตามล่าสุดสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯได้ประกาศปรับเปลี่ยนโปรแกรมการแข่งขันภายในประเทศ ให้มีความสอดคล้องกับปฏิทินการแข่งขันของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ
 
นั่นหมายความว่าเมื่อทีมชาติมาซีโดเนียต้องลงแข่งในรอบคัดเลือกของรายการเมเจอร์ที่ทวีปยุโรปโปรแกรมการแข่งขันของสโมสรในไทยลีกก็จะต้องหยุดพักเพื่อเปิดทางให้มาริโอกลับไปรับใช้ชาติเช่นกัน
 
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่า มาริโอ ยูรอฟสกี้ น่าจะมีโอกาสกลับมาติดทีมชาติมาซีโดเนีย (ภายใต้การคุมทีมของ “บอชโก ยูรอฟสกี้” ผู้เป็นลุงของเขา) อีกครั้งหนึ่ง ในปี ค.ศ.2015 ที่จะถึงนี้
 
ก่อนจะถึงเวลานั้น มาริโอได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเซอร์เบียที่ชื่อว่า “คูเรียร์” บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ถูกถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดยเว็บไซต์ http://www.macedonianfootball.com โดยมีคำถาม-คำตอบบางส่วนที่มีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้
 
 
 
: คุณจะกลับมาเล่นให้ทีมชาติมาซีโดเนียอีกครั้งใช่หรือไม่?
 
ก่อนหน้านี้ ด้วยภารกิจของผมที่ประเทศไทย ทำให้ผมไม่สามารถกลับไปเตะฟุตบอลให้มาซีโดเนียได้ ถึงแม้ว่าผมจะเคยถูกเรียกตัวโดยโค้ชทีมชาติก็ตาม และอันที่จริงแล้ว ทีมชาติก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับผมอยู่เสมอมา
 
ตอนนี้ โปรแกรมการแข่งขันของฟุตบอลลีกไทยถูกปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกับปฏิทินฟีฟ่าแล้ว ดังนั้น ผมเชื่อว่า ผมจะสามารถเดินทางกลับไปรับใช้ชาติได้ ในกรณีที่โค้ชเรียกตัวผมกลับไปเล่นน่ะนะ
 
: คุณรู้สึกยังไง กับการได้เป็นสตาร์ดังในฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก?
 
ผมมีช่วงเวลาเริ่มต้นที่มหัศจรรย์สุดๆในประเทศไทยมันอาจจะอธิบายให้คนแถวบอลข่านเข้าใจได้ยากสักหน่อยดังนั้น ผมเลยพยายามจะพูดถึงเรื่องนี้ให้น้อยเข้าไว้
 
เอาเป็นว่า สำหรับคนไทยแล้ว แม้ผมอาจยังไม่ใช่ “เทพเจ้า” สำหรับพวกเขา แต่หลายคนจะต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมทำถูกต้องแล้ว ถ้าจะตัดสินใจปักหลักค้าแข้งอยู่ในประเทศแห่งนี้ต่อไปอีกห้าปี
 
: อยากให้คุณพูดถึงฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกซักหน่อย?
 
คนที่เซอร์เบียมักคิดว่าลีกของไทยเต็มไปด้วยนักฟุตบอลสมัครเล่นซึ่งนั่นเป็นการคาดการณ์ที่ผิดถนัด “เจย์ โบธรอยด์” อดีตนักเตะดาวรุ่งของอาร์เซนอล เดินทางมาที่นี่ เพื่อพบกับความล้มเหลว เขาได้ลงเตะเพียงแค่ 16 เกมเท่านั้น ความล้มเหลวแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับ “เจย์ ซิมป์สัน” (อีกหนึ่งอดีตดาวรุ่งของอาร์เซนอล) ส่วน “เจอร์เมน เพนแนนต์” ก็เดินทางมาทดสอบฝีเท้ากับสโมสรในไทย แต่ไม่ผ่านการทดสอบ สโมสรเหล่านั้นไม่พอใจในฟอร์มปัจจุบันของเขา แม้ว่าเพนแนนต์จะเคยเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ กับทีมลิเวอร์พูล มาแล้วก็ตาม
 
: ที่นั่น มีการแข่งขันดาร์บี้แมตช์ บ้างมั้ย?
 
มันมีการขับเคี่ยวสำคัญระหว่างสามสโมสรยักษ์ใหญ่ คือ เมืองทองฯ ชลบุรีฯ แล้วก็บุรีรัมย์ฯ การขับเคี่ยวระหว่างเมืองทองฯ กับบุรีรัมย์ฯ แชมป์สองฤดูกาลล่าสุด มันออกแนวเป็น “ศัตรูทางการเมือง” กันมากกว่า
 
แต่สำหรับผม ดาร์บี้แมตช์ ที่ใหญ่สุดจริงๆ กลับเป็นการแข่งขันระหว่างเมืองทองฯ กับชลบุรีฯ เมื่อพวกเราลงฟาดแข้งกับพวกเขา จะมีแฟนบอลแน่นสนามไปหมด แม้กระทั่งนอกสนามแข่ง ก็มีแฟนๆ ยืนอออยู่ร่วม 4 พันคนเห็นจะได้
 
: ชีวิตในเมืองไทยเป็นไงบ้าง?
 
มันยอดมาก เหมือนที่เซอร์เบียเลย (หัวเราะ) คุณต้องไปชมวัดวาอารามต่างๆ ของพวกเขา แล้วก็ไปตลาดที่ใหญ่ที่สุดอย่างจตุจักร ไปเยี่ยมเยือนความรุ่มรวยของถนนพระอาทิตย์ ไปเที่ยวชายทะเลอันน่ามหัศจรรย์ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าทึ่งแบบสุดๆ ก็ได้แก่ ภูเก็ต เกาะสมุย พัทยา แล้วก็ไม่ควรพลาด “ปิงปองโชว์” อันโด่งดังด้วย แต่อย่างว่านะ ผมไม่ควรพูดอะไรเกี่ยวกับเจ้าเรื่องหลังสุดนี่ให้มากไปกว่านี้ในบทสัมภาษณ์ (หัวเราะ)
 
: คุณคิดยังไงกับการแข่งขันเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก?
 
มันไม่เลวนักหรอก เสียแต่ว่ามีการจัดแบ่งโซนการแข่งขันที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ พวกเขาจัดโปรแกรมให้ทีมจากอาหรับเล่นกันเองในสายหนึ่ง ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมจากออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี รวมทั้งไทย การแยกโซนอย่างนี้ ส่งผลให้ฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีกของเอเชีย ไม่มีวันเทียบเท่าแชมเปี้ยนส์ลีกของยุโรปได้ อย่างไรก็ตาม มันนับเป็นโอกาสอันดี ที่เราในฐานะนักฟุตบอลจะได้ลงฟาดแข้งกับสโมสรชั้นเลิศ อย่าง อุราวะ เรด ไดมอนด์ส (จากญี่ปุ่น) หรือ กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ (จากจีน)
 
: แล้วคนไทยล่ะเป็นยังไงบ้าง?
 
พวกเขาคือชาติที่เราควรให้ความเคารพ คนไทยทุกคนขยันหมั่นเพียรในการทำงาน พวกเขาขายอาหาร และขายนู่นนี่เต็มไปหมด แทบไม่มีใครที่จะยอมหยุดพักจากการทำมาหากิน ตั้งแต่เด็กถึงคนชรา แต่น่าเหลือเชื่อสุดๆ เลย ที่พอเราหันไปมองยังมาตรฐานการครองชีพของพวกเขา เรากลับได้พบว่าประเทศนี้ไม่มี “คนชั้นกลาง” พวกเขามีแค่ “คนรวย” กับ “คนจน” เท่านั้น
 
: คุณคิดว่าตัวเองเป็นนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จหรือไม่?
 
ผมรู้สึกมีความสุขกับชีวิตค้าแข้งในประเทศไทย สัญญาของผมกับเมืองทองฯ ยังเหลืออยู่อีกหนึ่งปี ในเมื่อการค้าแข้งในทวีปยุโรปกลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง ผมเลยรู้สึกมีความสุขกับประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้ผมได้ค้นพบตัวเอง
 
ที่ประเทศแห่งนี้ ผมได้รับการยกย่องและยอมรับ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันจะไขว่คว้ามาครอบครองตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก แต่พวกคุณไม่รู้หรอกว่า เมื่อตอนผมเริ่มต้นชีวิตนักฟุตบอลอาชีพในเซอร์เบียนั้น ผมกลับทำสิ่งผิดพลาดบางอย่างลงไป ซึ่งผมตัดสินใจทิ้งเรื่องราวพวกนั้นเอาไว้ในอดีตหมดแล้ว
 
ส่วนตอนนี้ ก็มุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอลอาชีพมากขึ้น แต่ผมก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่นะ ที่ตัวเองไม่ได้ไปค้าแข้งในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในลีกอิตาลีและเนเธอร์แลนด์