ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เปิดเรตติ้งทีวีสัปดาห์ล่าสุด “อุทัยเทวี” โค่น “หน้ากากนักร้อง” “สีดาราม” ก็ปัง!

เว็บไซต์เอจีบี นีลเซ่น เปิดผลสำรวจเรตติ้งผู้ชมโทรทัศน์ระหว่างวันที่ 19-25 มิถุนายน

ผลปรากฏว่า “อุทัยเทวี” ตอนอวสานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ได้เรตติ้งสูงถึง 7.223 เป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 และประเทศไทย โดยเอาชนะ “The Mask Singer” แชมป์หลายสมัยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งตอนที่ออกฉายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้รับเรตติ้งไป 6.972

อุทัยเทวีตอนจบ
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/LakornthaiboranOfficial

นับเป็นการปิดฉากลงอย่างงดงามของละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ก่อนการมาถึงของ “เทพสามฤดู 2560” โปรเจ็กต์ระดับเกรดเอบวกของค่ายสามเศียร

ทั้งนี้ โปรแกรมทีวีอีกหนึ่งประเภทที่มีเรตติ้งน่าสนใจ ก็คือ ละครอินเดีย (คลิกอ่านสกู๊ปเกี่ยวข้องได้ ที่นี่)

สีดาราม

โดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “สีดาราม ศึกรักมหาลงกา” ครองสถานะโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 8 โดยได้เรตติ้งไป 4.192

ส่วนที่ช่องไบรท์ทีวี โปรแกรมยอดนิยมสามอันดับแรกก็เป็นละครอินเดียทั้งหมด ได้แก่ “รามเกียรติ์” (เรตติ้ง 0.319) “อภินิหารฮาติม” (0.222) และ “ศิวะ พระมหาเทพ” (0.191)

ทางด้านช่อง 3 แฟมิลี่ ละครเรื่อง “อโศก มหาราช” ก็ได้เรตติ้งไปไม่น้อย 0.552 ครองสถานะโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองของช่อง

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเรตติ้ง “เทพสามฤดู” จะต่อกรกับละครหลังข่าว รวมถึงรายการยอดนิยมของช่องเวิร์คพอยท์ได้ดีขนาดไหน?

และกองทัพละครอินเดียจะยืนระยะในสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลไทยได้ยาวนานเพียงใด?

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

พิธีบวงสรวง “เทพสามฤดู” ย้อนอดีต “ฝนสามฤดู” ปี 17 และละครเรตติ้งสูงสุดเรื่อง “อุทัยเทวี”

ชมภาพพิธีบวงสรวงละคร “เทพสามฤดู”

อินสตาแกรมของบริษัท “สามเศียร” ผู้ผลิตละครแนวจักรๆ วงศ์ๆ หนึ่งเดียวของช่อง 7 แจ้งข่าวว่า “อุทัยเทวี” ละครพื้นบ้านโปรแกรมปัจจุบันจะถึงตอนอวสานในวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายนนี้

จากนั้น ในวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ คือ “เทพสามฤดู 2560” จึงจะได้ฤกษ์ลงจอ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีพิธีบวงสรวงละครเรื่องดังกล่าว

ชมภาพน่าสนใจบางส่วนในงานได้ที่นี่

This slideshow requires JavaScript.

“อุทัยเทวี” ละครทีวีเรตติ้งสูงสุดของประเทศ!

อุทัยเทวี

คล้ายกับว่า “อุทัยเทวี” เวอร์ชั่นล่าสุดของ “สามเศียร” จะมีกระแสค่อนข้างเงียบ

แต่เมื่อพิจารณาไปที่ตัวเลขเรตติ้งแล้ว ผลงานของละครเรื่องนี้กลับไม่ถือว่าขี้เหร่แต่ประการใด

โดยจากผลการวัดเรตติ้งของเอจีบี นีลเซ่น ระหว่างวันที่ 5-11 มิถุนายน 2560

ละคร “อุทัยเทวี” ถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 ด้วยตัวเลขเรตติ้ง 6.635 และเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองของประเทศ รองจากรายการ The Mask Singer ที่คว้าเรตติ้งไป 7.532

ถัดมาในระหว่างวันที่ 12-18 มิถุนายน 2560

“อุทัยเทวี” ถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองของช่อง 7 ด้วยตัวเลขเรตติ้ง 6.483 เป็นรองเพียงการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งได้เรตติ้งไป 7.763

ขณะที่ The Mask Singer ได้เรตติ้งไป 7.089

หรือเท่ากับว่า นับจากวันที่ 5-18 มิถุนายน “อุทัยเทวี” ถือเป็นละครโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูงสุดของประเทศไทย!

(ขอบคุณข้อมูลจาก เอจีบีนีลเซ่น จ้า)

“ฝนสามฤดู” ก่อนจะเป็น “เทพสามฤดู”

ฝนสามฤดู

นอกจากละครโทรทัศน์ “เทพสามฤดู” ในปี 2530 และ 2546 แล้ว ก่อนหน้านั้น ดาราวิดีโอเคยผลิตภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่องเดียวกันภายใต้ชื่อ “ฝนสามฤดู” มาหนหนึ่ง

โดยในปี 2517 บริษัท “ดาราฟิล์ม” (ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น “ดาราวิดีโอ”) ได้ผลิตภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง “ฝนสามฤดู” ซึ่งถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. เพื่อออกฉายทางโทรทัศน์

เมื่อภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างสูง จึงมีการนำฟิล์มไปโบลว์เพื่อออกฉายในโรงภาพยนตร์

ทั้งนี้ นักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่องนั้นประกอบไปด้วย นรา นพนิรันดร์, ชัย ราชพงษ์ และเยาวเรศ นิศากร ขณะที่นักแสดงนำรุ่นเยาว์ คือ สยม-สยาม สังวริบุตร และมลฤดี ยมาภัย

ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก https://www.instagram.com/samsearn/ จ้า

ข่าวบันเทิง

Visual Documentary Project 2017 รับสมัครหนังสารคดีสั้นว่าด้วย “ชีวิตในเมือง”

กลับมาแล้ว สำหรับงานประกวดภาพยนตร์สารคดีสั้น Visual Documentary Project 2017 ที่จัดโดยศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

โดยหัวข้อการประกวดประจำปีนี้ คือ “Urban Life in Southeast Asia”

ทางโครงการอธิบายโจทย์ของการประกวดเอาไว้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ใน ค.ศ.2025 ประชากรเกือบๆ 50 เปอร์เซ็นต์ของภูมิภาคนี้จะอาศัยอยู่ในสังคมเมือง

จึงน่าตั้งคำถามว่าชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ท่ามกลางสภาพภูมิทัศน์ความเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว?

จากชีวิตในชุมชนแออัดถึงชีวิตในย่านเศรษฐกิจร่ำรวย จากการลงหลักปักฐานอย่างไม่เป็นทางการถึงการใช้ชีวิตในชุมชนที่มีรั้วรอบขอบชิด จากการใช้ชีวิตในย่านเก่าแก่ที่ถูกพัฒนาปรับปรุงใหม่ ถึงการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่ถูกรื้อสร้างเปลี่ยนแปลงจัดระเบียบใหม่แทบทั้งหมด

น่าสนใจว่ามี “คุณค่า” ชนิดใดบ้าง ที่มีส่วนต่อการกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตของคนเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?

นอกจากนั้น ยังน่าตั้งคำถามด้วยว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม, มรดกทางวัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์ มีส่วนในการนิยามวิถีชีวิตคนเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2017 ทางโครงการจึงพยายามมองหาหนังสารคดีที่จะสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของชีวิตในสังคมเมืองแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

vdp_en-01

สำหรับกติกาสำคัญในการส่งผลงานเข้าประกวด มีดังต่อไปนี้

1. ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะต้องเป็นพลเมืองของประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2. ความยาวของหนังสารคดีที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่เกิน 30 นาที

3. เจ้าของผลงานจะต้องได้รับการอนุญาต-ความยินยอมจากบุคคลที่เป็นซับเจ็คท์ของหนังสารคดีเรื่องนั้นๆ

4. หนังสารคดีที่ส่งเข้าประกวดควรจะมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ

5. การส่งผลงานเข้าประกวดจะหมดเขตลงในวันที่ 1 กันยายน 2560

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานหนังสารคดีที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ จะได้รับเชิญให้เดินทางไปร่วมงานฉายหนัง Visual Documentary Project 2017 ที่เกียวโตและโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎกติกาและช่องทางการกรอกใบสมัครออนไลน์ สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้ที่นี่ 

ข่าวบันเทิง

ไม่ควรพลาด! “เรียวอิชิ ซากาโมโตะ-อภิชาติพงศ์” ร่วมจัดประกวดหนังสั้นรับอัลบั้มใหม่

นักประพันธ์เพลงและมือทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ระดับโลกชาวญี่ปุ่นอย่าง “เรียวอิชิ ซากาโมโตะ” เพิ่งจะออกอัลบั้มชุดใหม่ชื่อ “async” โดยเขาระบุว่านี่เป็น “ซาวด์แทร็คสำหรับภาพยนตร์ของอังเดร ทาร์คอฟสกี้ ซึ่งไม่มีอยู่จริง” ด้วยเหตุนี้ ซากาโมโตะจึงมีความปรารถนาที่ต้องการจะเห็นว่าเพลงจากผลงานชุดล่าสุดของเขาจะสามารถถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์ได้ด้วยวิธีการเช่นใดบ้าง?

ผลลัพธ์ที่ได้คือ การจัดการประกวดภาพยนตร์สั้น “async” ซึ่งจะดำเนินควบคู่ไปกับการเปิดตัวอัลบั้มเพลง

ทั้งนี้ คณะกรรมการตัดสินรางวัลในการประกวดหนังสั้นคร้้งนี้ จะได้แก่ ซากาโมโตะ, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และผู้ชมจากทั่วโลก

โดยรางวัลจะถูกแบ่งออกเป็นสามสาขา ได้แก่

“Ryuichi Sakamoto – async Award” ซึ่งซากาโมโตะจะเป็นผู้ตัดสิน

ผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์ในการนำ “เพลงใหม่หนึ่งเพลง” ซึ่งประพันธ์และโปรดิวซ์โดยซากาโมโตะ ไปใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องต่อไปของตนเอง ร่วมด้วยเงินรางวัล 3,000 เหรียญสหรัฐ, ผลงานเพลงพร้อมลายเซ็นของซากาโมโตะจำนวนสิบชุด

นอกจากนี้ หนังของเขาจะถูกเผยแพร่ในบลูเรย์ดิสก์ของผลงานชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ภายใต้การบริหารจัดการของซากาโมโตะและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

Apichatpong Weerasethakul Award ซึ่งอภิชาติพงศ์จะเป็นผู้ตัดสิน

โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 2,000 เหรียญสหรัฐ, หนังของเขาจะถูกบรรจุอยู่ในแผ่นดิสก์บลูเรย์ของผลงานชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ภายใต้การบริหารจัดการของซากาโมโตะ

นอกจากนี้ เขายังจะได้รับบ็อกเซ็ทแผ่นซีดีและไวนิลชุด “Metaphors, Selected Soundworks from The Cinema of Apichatpong Weerasethakul” ซึ่งเป็นผลงานรวมซาวด์แทร็คจากหนังและวิดีโอของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ที่สำคัญสุด อภิชาติพงศ์จะรับเป็นที่ปรึกษาให้แก่โครงการภาพยนตร์เรื่องต่อไปของผู้ได้รับรางวัลสาขานี้

Audience Award

ซึ่งวัดจากจำนวนยอดวิวและยอดไลค์ในเว็บไซต์ Vimeo รวมถึงยอดไลค์ในเฟซบุ๊ก

ผู้ชนะรางวัลสาขานี้ จะถูกเผยแพร่ผลงานในบลูเรย์ดิสก์ของอัลบั้มชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ของซากาโมโตะ นอกจากนั้น จะมีรางวัลพิเศษ ซึ่งยังไม่เปิดเผยรายละเอียดออกมา ณ ปัจจุบัน

กติกาสำคัญ

ผู้ต้องการส่งผลงานเข้าประกวด จะต้องเขียนประวัติสั้นๆ ของตนเองเป็นภาษาอังกฤษจำนวน 500 คำ พร้อมทั้งอัพโหลดตัวหนังลงในเว็บไซต์ Vimeo ก่อนจะส่งประวัติของคุณและลิงก์วิดีโอผ่านใบสมัครออนไลน์ตาม ลิงก์นี้

โดยหนังที่ส่งเข้าประกวด จะต้องใช้เพลงจากอัลบั้มชุด “async” มาประกอบภาพยนตร์จำนวน 1-2 เพลง (เพื่อการประกวดในโครงการนี้เท่านั้น)

กติกาสำคัญอื่นๆ คือ หนังสั้นที่เข้าประกวดต้องมีความยาวไม่เกิน 10 นาที และต้องเป็นผลงานที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน

การส่งผลงานเข้าประกวดจะหมดเขตลงในวันที่ 30 กันยายน และจะมีการประกาศผลผู้ชนะรางวัลสาขาต่างๆ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกวด ที่นี่

ทั้งนี้ อภิชาติพงศ์ยังได้นำเพลงสองเพลงจากอัลบั้มชุด “async” คือ “disintegration” และ “Life, Life” มาใช้ในผลงานวิดีโอชิ้นใหม่ของเขาที่ใช้ชื่อว่า “first-light” ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างซากาโมโตะ กับ อภิชาติพงศ์ ศิลปินที่ซากาโมโตะเคารพรัก

ผู้สนใจสามารถคลิกชมวิดีโอดังกล่าวได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” เล่าเรื่อง “ผีที่หลากหลาย” และการเล่นกับแสง ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองให้แก่ให้แก่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะผู้ได้รับรางวัล the Principal Prince Claus Award ประจำปี 2016 ณ สถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นธรรมเนียมของงานมอบรางวัลดังกล่าว ที่จะเชิญศิลปินไปรับมอบรางวัลที่เนเธอร์แลนด์ ก่อนจะมีจัดงานฉลองที่ประเทศบ้านเกิดของศิลปินรายนั้นในเวลาต่อมา

โดยในงานดังกล่าว เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย Karek Hartogh ได้ยกย่องนักทำหนังชาวไทยผู้นี้ว่า

“อภิชาติพงศ์ได้อุทิศตนเองให้แก่เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเห็น ผ่านการปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับบรรทัดฐานทางศิลปะต่างๆ ตลอดจนเพดานข้อจำกัดอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นการกำหนดบังคับจากแรงกดดันภายนอก มาโดยต่อเนื่อง”

ทางด้านอภิชาติพงศ์ได้ย้อนเล่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเด็กและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ณ เวลานั้น เขาชอบใช้ไฟฉายส่องไปยังความมืดมิด เพื่อหวังจะมองหาสัตว์ประหลาดหรือภูตผีปีศาจ แม้ว่าลึกๆ แล้ว เขาจะหวาดกลัวสิ่งลึกลับเหล่านั้นก็ตาม

“ย้อนกลับไปตอนนั้น ความเชื่อเรื่องผีมีอยู่อย่างแตกต่างหลากหลาย เช่น ผีหัวขาดที่เดินถือศีรษะตนเองไปมา ผีเปรตที่ตัวสูงและผอมมากๆ ผีโพงจมูกเขียวที่มีร่างเรืองแสง ผีกระสือที่ลอยไปมาพร้อมอวัยวะภายใน”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคสมัยต่อมา ลักษณะของภูตผีต่างๆ ในสังคมไทยกลับเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผีในหนังไทย” ซึ่งเริ่มกลายสภาพเป็น “ผีตลก” มากขึ้นเรื่อยๆ ผีเหล่านั้นทำได้แค่วิ่งไปวิ่งมา แถมยังถูกหลอกล่อโดยมนุษย์ ผีพวกนั้นปรากฏกายแม้กระทั่งตอนกลางวัน จนคนดูสามารถสังเกตเห็นได้ว่าบรรดาผีทั้งหลาย คือ ผีปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้น

“นี่กลายเป็นความโศกเศร้าของผม ที่ผีเหล่านี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป พวกเขากลายเป็นแค่ตัวละครในนิยาย”

เจ้าของรางวัล the Principal Prince Claus Award 2016 กล่าวต่อว่า เราอาจจัดให้เรื่องราวของ “ลุงบุญมี” (จากภาพยนตร์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ”) เป็นนิยายหรือเรื่องแต่งได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เขาอยากจะคิดจินตนาการว่า พวกเราทุกคนต่างดำรงชีวิตอย่างมีหลากมุมหลายมิติเช่นเดียวกับที่ “ลุงบุญมี” ต้องเผชิญ

ในบางมิติของการดำรงชีวิต ภูตผีปีศาจอาจมีอยู่จริง ขณะที่ในมิติอื่นๆ ความเชื่อว่าประเทศไทยเป็นชาติที่ร่ำรวย เป็นแผ่นดินทอง ทั้งยังเต็มไปด้วยทหารกล้าจำนวนมาก อาจถูกพิจารณาว่าเป็นความจริง

“ผมต้องการเพียงแค่จะสื่อว่าอัตลักษณ์และความเชื่อที่หลากหลายของพวกเรา นั้นดำรงอยู่ภายในกระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือบางทีนี่อาจอธิบายจากแง่มุมของความเชื่อทางพุทธศาสนาได้ว่า พวกเราต่างเวียนวนอยู่กับวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไร้จุดสิ้นสุด

เจ้ยรับรางวัลที่ไทย 2

“ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ ผมรู้สึกมีความสุขกับการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ ผมยังคงสนุกสนานที่ได้เล่นกับแสง ไฟฉายซึ่งอยู่ในมือผมตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ยังคงเสาะแสวงหาภูตผีอันแตกต่างหลากหลายต่อไปเรื่อยๆ”

อภิชาติพงศ์กล่าวปิดท้ายปาฐกถาที่แสดง ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยว่า เขาหวังว่าสังคมนี้จะเปิดโอกาสให้แก่เสียงที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมๆ กับการมีความอดทนอดกลั้นและการมีเสรีภาพเพิ่มขึ้น

“แล้ววันหนึ่ง เราจะสามารถขจัดทิ้งซึ่งความหวาดกลัว เราต้องมาร่วมกันทำให้สิ่งดังกล่าวเป็นความจริง ด้วยแสงสว่างที่พวกเราพร้อมใจกันฉายส่องออกไป ขอบคุณมากๆ ครับ”

นอกจากนั้น ในงานดังกล่าวยังได้มีการฉายหนังสั้นเรื่อง “จดหมายถึงลุงบุญมี” โดยมีสมาชิกครอบครัววีระเศรษฐกุล ทีมงานนักแสดงและเบื้องหลังจากภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ เพื่อนๆ และบุคลากรทางด้านวัฒนธรรมของประเทศไทย มาร่วมเฉลิมฉลองกับความสำเร็จของนักทำหนังชาวไทยผู้นี้

ขอบคุณเนื้อหาจากhttps://www.nederlandwereldwijd.nl/landen/thailand/nieuws/2017/06/13/prince-claus-fund-awards และ http://www.princeclausfund.org/en/news/apichatpong-weerasethakul-receives-prince-claus-award-in-bangkok.html

ขอบคุณภาพประกอบจากhttps://www.facebook.com/netherlandsembassybangkok/

ข่าวบันเทิง

ช่อง 7 กำลังเปิดตัว “เทพสามฤดู” ส่วนช่อง 3 เตรียมลงแข่งด้วย “อุทัยเทวี” อีกหนึ่งเวอร์ชั่น!

กำลังจะได้ฤกษ์ลาจอช่อง 7 สำหรับ “อุทัยเทวี” เวอร์ชั่นล่าสุด ที่ผลิตโดยสามเศียร

ทั้งนี้ ดีด้า-สามเศียรได้เริ่มยิงภาพโปรโมทละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ ที่จะเข้าคิวฉายเป็นลำดับถัดไปออกมาอย่างต่อเนื่อง

เทพสามฤดูผู้ใหญ่

ละครดังกล่าวก็คือ “เทพสามฤดู 2560”

สำหรับคอละครจักรๆ วงศ์ๆ นอกจาก “เทพสามฤดู” ฉบับนี้ จะมีการเปิดตัวดารานำหน้าใหม่ผสานกับดาราระดับครีมๆ ของละครพื้นบ้านยุคปัจจุบันแล้ว

“เทพสามฤดู 2560” ยังเป็นการรีเทิร์นกลับมาเขียนบทละครพื้นบ้านอีกหนของ “รัมภา ภิรมย์ภักดี” นักเขียนบทมือวางอันดับต้นๆ ของดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร ภายใต้นามปากกา “พิกุลแก้ว”

หลังจากที่ภารกิจดังกล่าวถูกส่งมอบไปให้ “นันทนา วีระชน” มายาวนานเกือบหนึ่งทศวรรษ

น่าสนใจว่า “เทพสามฤดู 2546” ที่ได้รับความนิยมมากๆ นั้น ก็เป็นผลงานการเขียนบทของ “พิกุลแก้ว” เช่นเดียวกัน

เทพสามฤดู เด็ก

ไม่เพียงแต่สามเศียรของทางฝั่งช่อง 7 จะเปิดตัว “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดอย่างคึกคัก

แต่ข่าวน่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน คือ ทางช่อง 3 ก็กำลังจะกลับมาท้าแข่งในสนามละครประเภทนี้อีกหน

หลังจากความพยายามระลอกล่าสุดโดยค่าย “เมืองละคร” ของ “เศรษฐา ศิระฉายา” เมื่อหลายปีก่อน ไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้ในเกมการแข่งขันระยะยาวได้

ล่าสุด อินสตาแกรม penputtv ได้เผยแพร่ภาพนิ่งโปรโมทละคร “อุทัยเทวี” เวอร์ชั่นช่อง 3

อุทัยเทวีช่อง 3

พร้อมทั้งระบุว่าละครเรื่องนี้เปิดกล้องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 และได้ปิดกล้องเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการทำซีจี และต้องรอบทสรุปจากทางช่องว่าจะให้ออกอากาศช่วงเวลาไหน

ทั้งนี้ ในภาพนิ่งดังกล่าวได้ประชาสัมพันธ์ว่า “อุทัยเทวี 2560 เวอร์ชั่นช่อง 3” จะเผยแพร่ทางช่อง 3 HD

เมื่อตรวจสอบข้อมูลของ “เพ็ญพุธ ทีวี” พบว่าค่ายนี้กำลังมีผลงานการสร้างละครเรื่อง “ข้ามสีทันดร” ให้กับช่อง 3 เช่นกัน

โดยเป็นค่ายละครของ “คุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์” อดีตผู้บริหารคนหนึ่งของช่อง 7

สำหรับความนิยมที่มีต่อ “อุทัยเทวี” เวอร์ชั่นช่อง 7 นั้น อินสตาแกรมของสามเศียร เพิ่งเปิดเผยข้อมูลว่า เรตติ้งของละครประจำวันที่ 3 และ 4 มิถุนายน 2560 อยู่ที่ 6.2 และ 6.5 ตามลำดับ

เรตติ้งอุทัยเทวีช่อง 7

ข่าวบันเทิง

Peter Bondanella นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์อิตาเลียน เสียชีวิต

Peter Bondanella ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขาวรรณคดีเปรียบเทียบ, ภาพยนตร์ศึกษา และอิตาเลียนศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนา ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในวัย 74 ปี

สำหรับวงการภาพยนตร์ศึกษา งานชิ้นสำคัญของ Bondanella คือ Italian Cinema: From Neorealism to the Present ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกสุดเมื่อปี 1983 ก่อนจะมีหนังสือฉบับปรับปรุงในชื่อ A History of Italian Cinema ออกมาในปี 2010

ครั้งหนึ่ง Bondanella เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า

“แน่นอน มันเป็นเรื่องดีถ้าคุณจะใช้ทฤษฎี แต่ขณะเดียวกัน คุณก็ต้องอ่านตัวบทหรือชมภาพยนตร์โดยคำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์และสุนทรียะที่ถูกต้องด้วย

“เป้าหมายของผมคือการสอนนักเรียนให้รู้สึกซาบซึ้งอย่างถึงแก่นกับบางสิ่งที่ผิดแผกแตกต่างจากพวกเขา ผมต้องการกระตุ้นให้พวกเขาสนใจในบางสิ่ง ซึ่งพวกเขาอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากและชวนสับสนเมื่อแรกเริ่มทำความรู้จัก

“ผมไม่คิดว่าเราจะสานต่อเป้าหมายเช่นนี้ได้สำเร็จด้วยทฤษฎีทางวัฒนธรรมเพียงองค์ประกอบเดียว แต่มันยังต้องพึ่งพาสิ่งที่อาจจะฟังดูเชยๆ สักหน่อย อย่างปัจจัยเรื่องสุนทรียศาสตร์และรูปแบบของงานศิลปะ โดยยังไม่ต้องระบุถึงเรื่องรสนิยม

“ผมคิดว่าการบ่มเพาะรสนิยมให้แก่ผู้คนในทุกวันนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลิตภัณฑ์จากวัฒนธรรมบริโภคในยุคสมัยของเราได้ก้าวขึ้นมามีน้ำหนักเท่าเทียมกับรสนิยมทางศิลปะ

“จนส่งผลให้ภาวะการรับรู้เกี่ยวกับงานศิลปะและวรรณกรรมที่ไม่ใช่กระแสหลักและทำความเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ ของพวกเรา มีความด้านชามากขึ้น”

ที่มา

http://filmstudiesforfree.blogspot.com/2017/06/a-sweet-life-in-italian-cinema-in.html

https://acis.org.au/2017/06/05/addio-a-peter-bondanella-1943-2017/#more-11155