ข่าวบันเทิง

สถาบันศิลปะร่วมสมัยลอนดอน ตั้ง “อภิชาติพงศ์” เป็นบอร์ดภาพยนตร์อิสระ

สถาบันศิลปะร่วมสมัยแห่งกรุงลอนดอน หรือ ไอซีเอ ซึ่งเป็นองค์กรที่แบ่งปันพื้นที่ให้แก่ภาพยนตร์แนวอินดี้และศิลปะอยู่เสมอ ได้ก่อตั้ง “คณะกรรมการหนังอิสระ” ขึ้นมาหนึ่งชุด ประกอบไปด้วยบุคลากรผู้มีประสบการณ์จำนวน 13 ราย ซึ่งจะคอยให้คำแนะนำในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับภาพยนตร์แก่ไอซีเอ

โดยหนึ่งในกรรมการ 13 คนดังกล่าว มีชื่อของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย รวมอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากหนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” จะทำงานร่วมกับผู้มีชื่อเสียงในวงการหนังอีกหลายราย เช่น ทิลดา สวินตัน นักแสดงชื่อดัง และ ลอรา มัลวีย์ นักวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษา

คณะกรรมการชุดนี้จะพบปะหารือกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อร่วมระดมสมองในการกำหนดยุทธศาสตร์ของไอซีเอ ซึ่งการประชุมหนแรกสุดจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 เมษายน 2561

ทั้งนี้ หนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ซึ่งมีอภิชาติพงศ์เป็นหนึ่งในผู้กำกับ จะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

ที่มา https://www.screendaily.com/news/ica-forms-think-tank-with-tilda-swinton-laura-poitras-apichatpong-weerasethakul/5128445.article

ภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“พอลลีน หยาง” เจ๊ชงชา-เจ้าของรางวัลเกียรติยศ ผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งอุตสาหกรรมหนังฮ่องกง

หนึ่งในรางวัลพิเศษของงานฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ก็คือรางวัล Professional Spirit Award ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่ารางวัลสำหรับผู้ประสบความสำเร็จทางวิชาชีพภาพยนตร์

รางวัลพิเศษสาขานี้เริ่มมีการมอบตั้งแต่ ค.ศ.1990 โดยผู้ได้รับรางวัลส่วนใหญ่มักเป็นนักแสดงมากประสบการณ์ หรือคนเบื้องหลังผู้มีคุณูปการสำคัญต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง

อย่างไรก็ดี ในงานประกาศรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 37 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป รางวัลพิเศษดังกล่าวกลับถูกมอบให้แก่สตรีผู้หนึ่ง ซึ่งไม่เคยปรากฏโฉมหน้าตัวตนด้วยฐานะดาราดังในจอภาพยนตร์ ตลอดชีวิตการทำงานของเธอ

เธอเคยรับบทเป็นนักแสดงประกอบตัวเล็กๆ (ส่วนใหญ่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม) ในภาพยนตร์กว่า 30 เรื่อง เคยทำงานออกแบบเครื่องแต่งกายให้หนังจำนวนไม่มากนัก

ทว่าภารกิจหลักที่เธอปฏิบัติต่อเนื่องมายาวนานหลายปี ก็คือ การคอยเสิร์ฟน้ำชาให้แก่นักแสดงและทีมงานในกองถ่าย

สตรีผู้นี้มีนามว่า “พอลลีน หยาง” ซึ่งได้รับรางวัลจากมือของ “แจ๊คกี้ ชาน” หรือ “เฉินหลง” ยอดดาราบู๊ ท่ามกลางความชื่นชมยกย่องยินดีโดยบรรดาบุคลากรในวงการหนังฮ่องกง

pauline yeung

พอลลีนซึ่งปฏิบัติหน้าที่คล้ายๆ พนักงานสวัสดิการกองถ่าย คือผู้มีประสบการณ์มากล้นในการจัดหา-บริการเครื่องดื่มและอาหารให้แก่คนทำหนัง ตลอดจนนักแสดงผู้มีชื่อเสียง เกือบทั่วทั้งเกาะฮ่องกง

แม้ภารกิจดังกล่าวแลดูเป็นงานง่ายๆ ที่ไม่น่าจะยากเย็นสักเท่าใดนัก แต่นี่คืองานที่มิได้พึ่งพิงแค่กำลังกาย หากต้องพึ่งพาความใส่ใจต่อคนอื่นอย่างยิ่งยวดและความทรงจำอันเยี่ยมยอดของผู้ปฏิบัติหน้าที่

เพราะในกองถ่ายหนังขนาดใหญ่นั้น อาจมีบุคลากรฝ่ายต่างๆ เข้ามาทำงานรวมกันราว 100 คน และพวกเขาต่างก็มีรสนิยมและความต้องการส่วนบุคคลที่แตกต่างหลากหลาย

พอลลีนต้องคอยบริการเอาอกเอาใจเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น และมิตรสหายร่วมวงการจำนวนมากต่างก็พากันยกย่องว่าเธอคือยอดบริกรผู้เข้าอกเข้าใจพวกเขาอย่างละเอียดลึกซึ้ง

พอลลีน หยาง เริ่มต้นอาชีพนี้เมื่อสามสิบปีก่อน โปรดิวเซอร์ประจำกองถ่ายหนังเรื่องแรกสุดบอกกับเธอว่า “งานของเธอก็แค่คอยดูแลผู้กำกับและพวกนักแสดง ไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้น”

แต่เมื่อรับหน้าที่ “เจ๊ชงชา” ไปเรื่อยๆ พอลลีนก็ตระหนักว่าในกองถ่ายภาพยนตร์หนึ่งๆ ยังประกอบด้วยเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ซึ่งต้องเหนื่อยยากลำบากลำบน อีกเป็นจำนวนมาก

เธอตัดสินใจว่าตนเองต้องคอยดูแลบริการบุคลากรที่เหลือเหล่านี้ด้วย

ไปๆ มาๆ งานที่น่าจะง่ายดายไม่สลับซับซ้อนของพอลลีน ก็กลายเป็นภาระ “หนักหนา” ไม่ต่างจากหน้าที่อื่นๆ ในกองถ่าย

อย่างไรก็ตาม “เจ๊ชงชา” แห่งวงการภาพยนตร์ฮ่องกงยังมองโลกในแง่ดีว่า “งานหนัก” ดังกล่าวนี่แหละที่ช่วยให้คนไม่รู้หนังสือเช่นเธอได้รับค่าตอบแทนอันสมน้ำสมเนื้อน่าพอใจ ณ ปัจจุบัน

“มันไม่ง่ายหรอกนะ ที่คนอย่างฉันจะสามารถมีรายได้ถึงระดับนี้ ดังนั้น ฉันจึงเคารพรักอาชีพของตัวเอง” พอลลีน กล่าว

ด้วยทัศนคติเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ “พอลลีน หยาง” จะกลายเป็นพนักงานสวัสดิการกองถ่ายรายแรกสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งคว้ารางวัล Professional Spirit Award บนเวทีฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์

เนื้อหาจาก https://news.cgtn.com/news/79457a4d356b7a6333566d54/share_p.html

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://hkmdb.com/db/people/view.mhtml?id=27402&display_set=eng

ภาพประกอบจาก 香港電影金像獎 Hong Kong Film Awards

ข่าวบันเทิง

หนังสารคดีชัตดาวน์กรุงเทพฯ “บางกอกจอยไรด์ 1-2” เริ่มฉายควบที่ “ซิเนม่าโอเอซิส” 18 เม.ย.

โรงภาพยนตร์ซิเนม่าโอเอซิสเตรียมจัดฉายหนังสารคดี “บางกอกจอยไรด์” สองภาค ของ “สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์” ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2556-57 ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนนี้เป็นต้นไป

เพจ Cinema Oasis ประชาสัมพันธ์ข้อมูลของ “บางกอกจอยไรด์ 1: เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” เอาไว้ว่า

นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้นำประท้วงขณะที่การปิดกรุงเทพเริ่มก่อตัว เรามองแทบไม่เห็นเหล่าแกนนำท่ามกลางฝูงกองทัพมด คนธรรมดาที่กลายเป็นไม่ธรรมดาเหล่านี้คือดารานำของภาพยนตร์ ซึ่งบันทึกช่วงวิกฤตแห่งปี 2556 รวมทั้งการล่มสลายของรัฐสภา จากกรกฎาคม ถึง 9 ธันวาคม 2556 ด้วยความสดจริงของประสบการณ์ตรง ให้เราดูเองโดยไร้คำบรรยายและไร้ความเห็น

ถ้าคุณพลาดเหตุการณ์จริง นี่คือโอกาสที่จะสัมผัสมัน หากว่าวันนั้นคุณอยู่ตรงนั้น มันคือความจำที่ทรงคุณค่า และคุณอาจพบว่าตัวเองเป็นดาราหนัง เพราะนี่ไม่ใช่ตำนานนักรบสูงศักดิ์โบราณ แต่เป็นวีรกรรมร่วมสมัยของคนธรรมดาที่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

ขณะที่ “บางกอกจอยไรด์ 2: ปิดกรุงเทพ” มีข้อมูลประชาสัมพันธ์ระบุว่า

อนาธิปไตย อยู่เคียงข้างวินัยได้อย่างไร? ความกลัวและความปีติเล่า? ภาค 2 ของ ‘บางกอกจอยไรด์’ บันทึกปฏิบัติการปิดกรุงเทพ จาก 22 ธันวาคม 2556 ถึง 15 มกราคม 2557 รวมทั้งการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และฉากเหนือจริงจากอาร์ตเลนของเหล่าศิลปิน หนังเรื่องนี้ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือโดยทีมงานเพียงคนเดียว แต่ทีมนักแสดงล้นจอที่มาเป็นล้าน

‘ปิดกรุงเทพ’ พาเราเหาะเหินด้วยความสดจริงของประสบการณ์ตรง ให้ดูเองโดยไร้คำบรรยายและไร้ความเห็น ถ้าคุณพลาดเหตุการณ์จริง นี่คือโอกาสที่จะสัมผัสมัน หากว่าวันนั้นคุณอยู่ตรงนั้น มันคือความจำที่ทรงคุณค่า และคุณอาจพบว่าตัวเองเป็นดาราหนัง เพราะนี่ไม่ใช่ตำนานนักรบสูงศักดิ์โบราณ แต่เป็นวีรกรรมร่วมสมัยของคนธรรมดาที่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดีทั้งสองเรื่องได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์ซินิม่าดูรีล ที่กรุงปารีส เมื่อปี 2560 และจะฉายรอบปฐมทัศน์ประเทศไทยในวันที่ 18 เมษายน 2561 ที่โรงหนังซิเนม่าโอเอซิส

บางกอกจอยไรด์ 1

บางกอกจอยไรด์ 2

ตรวจสอบรายละเอียดการเข้าฉายเพิ่มเติมที่ เพจ Cinema Oasis

ภาพประกอบจาก http://www.bangkokjoyride.com และ Cinema Oasis

ข่าวบันเทิง

“Ten Years in Thailand” ได้ไปคานส์!

วันที่ 12 เมษายน 2561 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้ประกาศรายชื่อหนังที่ถูกคัดเลือกอย่างเป็นทางการ ให้เข้าร่วมฉายในสายต่างๆ ของเทศกาลประจำปีนี้

โดยหนังไทยเรื่อง “Ten Years in Thailand” ถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Special Screenings”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานรวมหนังสั้นสี่เรื่อง โดยสี่ผู้กำกับ ได้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล

คนทำหนังทั้งสี่รายจะมาร่วมจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาภายในช่วงเวลาอีกสิบปีข้างหน้า เพื่อสร้างสรรค์บทสนทนาและภาพสะท้อนว่าด้วยสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน

อภิชาติพงศ์จะมาพร้อมกับหนังสั้นเรื่อง The Monument ซึ่งเล่าเรื่องราวของชายที่พยายามขายเครื่องช่วยการนอนหลับให้แก่นายแพทย์คนหนึ่ง

วิศิษฏ์เล่าถึงภาวะที่กรุงเทพฯ ถูกยึดครองโดยเหล่าแมวกระหายเลือด ซึ่งกำลังออกไล่ล่าประชากรมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ ผ่านหนังสั้นชื่อ Catopia

ส่วนอาทิตย์นำเสนอประเด็นที่ตัวละครทหารกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าไปตรวจสอบนิทรรศการศิลปะ ในหนังสั้นเรื่อง Sunset และ The Planetarium ของจุฬญาณนนท์ จะถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างดวงดาวและปิระมิดนีออน

ภาพยนตร์ “Ten Years in Thailand” เป็นผลงานต่อเนื่องมาจากโปรเจ็คท์ “Ten Years” ของฮ่องกง ซึ่งบรรดาผู้กำกับท้องถิ่นได้พยายามตั้งคำถามถึงอนาคตของเขตปกครองพิเศษแห่งนั้น ภายใต้อำนาจของรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง

ขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับหนังสั้นทั้งสี่เรืองจาก https://www.bangkokpost.com/lifestyle/film/1445278/new-thai-films-set-to-premiere-at-cannes และ Kong Rithdee

ข่าวบันเทิง

“พันท้ายนรสิงห์” อีกหนึ่งหนัง/ละครที่มาก่อนกาล ท่ามกลางกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส”

ภาวะฮิตระเบิดของ “บุพเพสันนิวาส” ทำให้หลายคนพยายามเปรียบเทียบละครทีวีเรื่องนี้กับ “ศรีอโยธยา” ซีรีส์เล่าเรื่องราวยุคเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดย “หม่อมน้อย” ของช่องทรูฯ หรือหนังใหญ่เมื่อ 14 ปีก่อนอย่าง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า”

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งผลงานบันเทิงที่มีความสอดคล้องใกล้เคียงกับ “บุพเพสันนิวาส” มากๆ คือ “พันท้ายนรสิงห์” ของ “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” หรือ “ท่านมุ้ย”

แรกเริ่มเดิมที โปรเจ็กท์นี้ถูกผลิตเป็น “ภาพยนตร์โทรทัศน์” เพื่อป้อนช่อง 3 แต่กลับโดนดองอย่างยาวนาน และมีข่าวว่าอาจจะถูกเผยแพร่ในฐานะละครเย็นแทน

ท่านมุ้ยและพร้อมมิตร ภาพยนตร์ จึงเปลี่ยนแผน ตัดภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องนี้ให้สั้นลง จนกลายเป็น “ภาพยนตร์ฉายโรง” ในปี 2558

ก่อนจะนำภาพยนตร์โทรทัศน์ความยาว 19 ตอน มาแพร่ภาพทางช่องเวิร์กพอยต์ ณ ปี 2559

โดย “พันท้ายนรสิงห์” ทั้งสองฉบับ ไม่ได้ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้หรือเรตติ้งมากมายนัก (ดูรายละเอียดเรตติ้งของละคร “พันท้ายนรสิงห์” ที่นี่)

อย่างไรก็ดี ใช่ว่า “พันท้ายนรสิงห์” ของท่านมุ้ยจะไม่มีจุดเด่นอยู่เลย

จุดน่าสนใจมากๆ ของภาพยนตร์โทรทัศน์/ฉายโรงเรื่องนี้ ก็คือ การใส่เนื้อหาว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวงลงไปในเรื่องราวอย่างเข้มข้นจริงจัง

โดยเฉพาะในประเด็นการเมืองสมัยพระนารายณ์นั้น นี่อาจนับเป็นสื่อบันเทิงไทยเรื่องแรกสุดที่นำเสนอประเด็นดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ (ก่อนการมาถึงของ “บุพเพสันนิวาส”)

หลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอน
ฉากหลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอนใน “พันท้ายนรสิงห์”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีตัวละครหลายรายใน “พันท้ายนรสิงห์” ที่ซ้อนทับกับตัวละครใน “บุพเพสันนิวาส”

เช่นเดียวกับนักแสดงบางคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์/ละครสองเรื่องนี้ โดยรับบทบาทต่างกัน

ได้แก่

พระนารายณ์ พันท้าย

สมเด็จพระนารายณ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สุเชาว์ พงษ์วิไล

พระปีย์

พระปีย์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย ไชยา มิตรชัย

สองเจ้าฟ้า

เจ้าฟ้าศรีสุพรรณ (พระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์) – เจ้าฟ้าสุดาวดี (พระธิดาในสมเด็จพระนารายณ์) รับบทโดย ธัญญา วชิรบรรจง และพิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์

(ในบุพเพสันนิวาสมีตัวละครสตรีสูงศักดิ์ปริศนารับบทโดย เจนจิรา จันทรศร ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าฟ้าหนึ่งในสองพระองค์นี้)

พระเพทราชา พันท้าย

พระเพทราชา ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สมภพ เบญจาธิกุล

หลวงสรศักดิ์ พันท้าย

หลวงสรศักดิ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย พันเอกวันชนะ สวัสดี (ผู้พันเบิร์ด)

ฟอลคอน พันท้าย

ฟอลคอน ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สเตฟาน เดอร์ ฌานาจ

พระยาราชสงคราม

นิรุตติ์ ศิริจรรยา ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโหราธิบดี ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็นตัวร้ายชื่อ พระยาราชสงคราม

หลวงกำแหง

ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น สมเด็จพระนารายณ์ ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น หลวงกำแหง ลูกน้องพระยาราชสงคราม

พระเจ้าอังวะ

สุรศักดิ์ ชัยอรรถ ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น พระเจ้าสิริสุธรรมราชา พระเจ้าอังวะ

ติดตามชมภาพยนตร์โทรทัศน์ “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่น 19 ตอน ได้ในเพลย์ลิสต์ด้านล่าง ใครสนใจประเด็นการเมืองปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง ขอแนะนำให้ดู ตอนที่ 1 และ 18

ข่าวบันเทิง

เปิดตัวอย่าง “บางกอกจอยไรด์ 1: เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” ก่อนเข้าฉายเร็วๆ นี้

เพจ Cinema Oasis เผยแพร่หนังตัวอย่างของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” (บางกอกจอยไรด์ ภาค 1: จากกรกฎาคม – 9 ธันวาคม 2556)

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์” หรือ Ing K (อิ๋ง เค) ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2556-57

“บางกอกจอยไรด์” จะถูกแบ่งออกเป็นสองภาค โดยภาคแรกเป็นหนังสารคดีที่บันทึกภาพการชุมนุม “ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ” ซึ่งอิ๋งเห็นว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกหลงลืมไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่หนังภาคสองจะจับจ้องลงลึกไปยังบุคลิกลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลของผู้ชุมนุมบางราย ซึ่งเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว “ปิดกรุงเทพฯ”

26195472_2033923886822593_2339205651125404420_n

ก่อนหน้านี้ Nicole Brenez ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์และนักวิจารณ์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงชาวฝรั่งเศส ได้คัดเลือกให้ “บางกอกจอยไรด์” ติดอันดับ 1 ใน 5 หนังยอดเยี่ยมแห่งปี 2016 ตามทัศนะของเขา

เพจดังกล่าวระบุด้วยว่า “บางกอกจอยไรด์ 1” จะเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ทางเลือก “ซิเนม่าโอเอซิส” เร็วๆ นี้

ข่าวบันเทิง

รู้ไหม? “ผู้ออกแบบงานสร้างบุพเพสันนิวาส” เคยร่วม “ออกแบบงานสร้าง” ให้หนัง “ทวิภพ” มาก่อน!

เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา สำนักข่าวออนไลน์ “เดอะ สแตนดาร์ด” เป็นผู้จุดกระแสรำลึกวาระครบรอบ 14 ปี ของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ในบริบทที่ละครโทรทัศน์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ของช่อง 3 กำลังฮิตระเบิดทั่วบ้านทั่วเมือง

หลายคนเห็นว่าภาพยนตร์และละคร (นิยาย) คู่นี้ มีความสอดคล้องคล้ายคลึงกันหลายประการ อาทิ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่พลัดหลงเข้าไปในอดีต อันเป็นยุคที่อยุธยา/กรุงเทพฯ ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญา-การเมืองระหว่างประเทศ และต้องพยายามปรับประสานต่อรองกับ “ตะวันตก” เหมือนกัน

นอกจากนี้ มณีจันทร์และเกศสุรางค์ แห่งทวิภพและบุพเพสันนิวาส ยังโชคดีได้ไปใช้ชีวิตท่ามกลางขุนนางชนชั้นนำรายสำคัญๆ แห่งยุคสมัยเหล่านั้นคล้ายกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ผู้ชมที่ชื่นชอบภาพยนตร์ “ทวิภพ” เวอร์ชั่นสุรพงษ์ และละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” พยายามเชื่อมโยงหนัง-ละครสองเรื่องนี้เข้าหากัน ก็คือ การออกแบบงานสร้างที่อยู่ในมาตรฐาน “ดี”

เข้าเฝ้า บุพเพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อละคร “บุพเพสันนิวาส” ตอนที่แพร่ภาพในคืนวันที่ 28 มีนาคม 2561 นำเสนอฉากสมเด็จพระนารายณ์ทรงโน้มกายรับพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จากเชอวาเลีย เดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศส

ซึ่งคงทำให้คนดูจำนวนไม่น้อย ย้อนนึกถึงงานเนี้ยบๆ ในทวิภพ เช่น ฉากที่เซอร์จอห์น เบาว์ริง เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 4

เข้าเฝ้า ทวิภพ

ล่าสุด บล็อกคนมองหนังตรวจสอบพบข้อมูลที่ทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า “การออกแบบงานสร้าง” ของ “ทวิภพ” (2547) กับ “บุพเพสันนิวาส” (2561) นั้นมี “จุดร่วมกัน” เกินกว่าที่หลายคนคาดคิด?

ศักดิ์ศิริ จันทรังสี

กล่าวคือ แม้เมื่อแรกตรวจสอบดูเครดิตทีมงานผู้สร้างหลักๆ ของหนัง “ทวิภพ” เราจะพบเพียงชื่อของ “ศักดิ์ศิริ จันทรังสี” เป็นผู้ “ออกแบบงานสร้าง” (Production Designer) ทว่าหลังจากนั้น จะมีการระบุตามมาว่าหนังมีผู้ “ออกแบบงานสร้างฝ่ายไทย” (Thai Production Designer) เพิ่มอีกหนึ่งราย คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์”

เครดิต ประเสริฐ ทวิภพ

น่าสนใจว่า หากใครได้ดู “บุพเพสันนิวาส” และนั่งพิจารณารายชื่อทีมงานผู้สร้างโดยละเอียด เราก็จะพบว่าผู้ควบคุมงาน “โปรดักชั่น ดีไซน์” (ผู้ออกแบบงานสร้าง) ของละครเรื่องนี้ คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” เช่นเดียวกัน

เครดิต ประเสริฐ บุพเพสันนิวาส

ประเสริฐจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยมีผลงานด้านศิลปกรรม-ออกแบบงานสร้างให้แก่หนังละครย้อนยุคหลายเรื่องมาต่อเนื่องยาวนาน เช่น สุริโยไท ตำนานสมเด็จพระนเรศวร บางระจัน และกำไลมาศ (ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk)

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่งานสร้างของ “บุพเพสันนิวาส” จะมีรายละเอียดน่าสนใจ และชวนให้นึกถึง “ทวิภพ” ฉบับสุรพงษ์ แม้จะมีสเกลเล็กกว่าพอสมควร

เนื่องเพราะ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” คือผู้มีส่วนรับผิดชอบสำคัญในกระบวนการออกแบบงานสร้างของหนัง-ละครคู่นี้นั่นเอง

ขอบคุณ เฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk ที่ทำให้ข้อมูลเรื่องคุณประเสริฐเป็น “ผู้ออกแบบงานสร้าง” ของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกเผยแพร่ในวงกว้างผ่านโซเชียลมีเดีย และ ดร.ไกรวุฒิ จุลพงศธร ที่ชี้แนะให้เห็นว่าคุณประเสริฐเคยทำงานด้านเดียวกัน ในกองถ่ายภาพยนตร์ “ทวิภพ” มาก่อน