ข่าวบันเทิง

2 นักออกแบบเสียงไทยสุดยอด! ผนึกกำลังคว้ารางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์

เมื่อวันที่ 14 เมษายน มีการประกาศผลรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 38 โดยดาวเด่นประจำงาน คือ ผู้กำกับ-นักแสดง-ทีมงานของภาพยนตร์ทริลเลอร์แนวตำรวจจับผู้ร้ายเรื่อง “Project Gutenberg”

ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และ ออกแบบเครื่องแต่งกายและแต่งหน้ายอดเยี่ยม ไปครอง รวมทั้งสิ้น 7 สาขา

อย่างไรก็ตาม มีข่าวน่ายินดีเกิดขึ้น เมื่อปรากฏชื่อชาวไทยสองคนได้รับรางวัลในคราวนี้ด้วย คือ “ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์” และ “ศรัณยู เนินทราย” ซึ่งร่วมกันคว้ารางวัลสาขาออกแบบเสียงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “Operation Red Sea” (กำกับโดย “ดังเต้ แลม”)

ณพวัฒน์ ศรัณยู

ณพวัฒน์เป็นผู้ออกแบบเสียงและวิศวกรเสียงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังไทยและเทศจำนวนมาก อาทิ พี่มาก…พระโขนง, คิดถึงวิทยา, อนธการ, ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง มาจนถึง Operation Mekong (ผลงานการกำกับของ “ดังเต้ แลม” เช่นกัน)

ส่วนศรัณยู นอกจากจะเป็นมือกีต้าร์ของวง The Ginkz แล้ว เขายังเคยทำงานด้านการออกแบบเสียงประกอบภาพยนตร์ร่วมกับณพวัฒน์มาก่อน ผ่านผลงานเช่น อนธการ และ Operarion Mekong

ทั้งนี้ ณพวัฒน์และศรัณยูจะรับผิดชอบดูแลเสียงประกอบให้แก่ภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ในฐานะทีมงานโพสต์โปรดักชั่นของบริษัท One Cool Sound Studio

ซึ่งในฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ประจำปีนี้ ก็ยังมีทีมงานอีกหนึ่งชุดของ One Cool Sound Studio ที่รับออกแบบเสียงให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “Project Gutenberg” จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน

โดยทีมงานดังกล่าวประกอบด้วย ธนรัตน์ ธิติโรจนา, ไกลกังวล รุ่งสาคร และศรัณยู เนินทราย

ก่อนหน้านี้ ณพวัฒน์และศรัณยูยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “ออกแบบเสียงยอดเยี่ยม” บนเวทีเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 13 จากภาพยนตร์เรื่องเดิม คือ “Operation Red Sea”

สำหรับณพวัฒน์ เขาเคยมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบเสียงให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “The Grand Master” ของ “หว่องกาไว” ซึ่งได้รับรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมบนเวทีฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 33

โดยเครดิตของผู้ได้รับรางวัลในคราวนั้น คือ โรเบิร์ต แมคเคนซี และ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ (กรรมการผู้จัดการบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ และสมาชิกวง Kidnappers)

นอกจากนั้น ณพวัฒน์และไตรเทพยังเคยได้รับรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมร่วมกันในงานเอเชีย-แปซิฟิก ฟิล์ม เฟสติวัล 2012 จากการทำงานให้แก่ภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง “The Silent War”

ภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/hongkongfilmawards/photos/a.202787299744339/2308430539179994/?type=3&theater

ข้อมูลจาก https://www.scmp.com/news/hong-kong/society/article/3006124/project-gutenberg-big-early-winner-felix-chong-takes-best

http://www.hkfaa.com/winnerlist38norm.html?fbclid=IwAR2OgzLDMhURyI3Fi9c7YdtDvxCqvGH1GtT6b3vrnb_ZYwrRF65_djjSdQg

https://www.afa-academy.com/page?mid=22

https://en.wikipedia.org/wiki/33rd_Hong_Kong_Film_Awards

https://www.imdb.com/title/tt2078768/awards?ref_=tt_awd

 

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“ธัญญ์วาริน” ให้สัมภาษณ์ The Guardian ประกาศไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

“ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” นักทำหนังและว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับ “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” แห่ง “เดอะ การ์เดียน”

โดยมีประเด็นน่าสนใจ ซึ่งบล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำมาแปล-สรุปความ-เรียบเรียงใหม่ และแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

ส.ส.ข้ามเพศคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 2
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ระบุว่าแม้การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม จะเต็มไปด้วยความไร้เสถียรภาพ และยังไม่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองฝ่ายไหนจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้มีจุดเล็กๆ ทว่าสำคัญ ที่บางคนอาจมองข้ามไป นั่นคือรัฐสภาไทยจะได้ต้อนรับธัญญ์วาริน ในฐานะ ส.ส.คนข้ามเพศรายแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ

บรรดานักการเมืองหน้าใหม่ที่มีธัญญ์วารินเป็นหนึ่งในนั้น กำลังบ่งชี้ว่าการเมืองไทยไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับเหล่ามหาเศรษฐีหรือนายพลอีกต่อไป

“ฉันต้องการลงมือเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าใหม่ ฉันใช้เวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในการทำหนังที่พูดถึงประสบการณ์ของกลุ่มคนข้ามเพศและ LGBT ในประเทศไทย แต่ต่อมา ก็รู้สึกว่าการเล่าเรื่องราวเหล่านั้นมันไม่เพียงพออีกแล้ว ฉันต้องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่แบ่งแยกผู้คน สังคมไทยมีลักษณะเป็นระบบปิตาธิปไตยที่ไม่เสมอภาค และไม่ได้ให้คุณค่ามนุษย์ทุกคนอย่างทัดเทียมกัน ตลอดชีวิตของฉัน ฉันถูกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง สิ่งแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกต่อไป”

ฉันไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

22853356_1493101690745406_349948089735554640_n

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์แรกที่ผลักดันธัญญ์วารินเข้าสู่วิถีการเมือง ก็คือ การต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้หนังเรื่อง “Insects in the Backyard” ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์

จากนั้น เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2561 โดยมีจุดยืนที่เป็นเสรีประชาธิปไตย หัวก้าวหน้า และกล้าวิพากษ์เผด็จการทหารอย่างหนักหน่วง รวมทั้งขับเน้นประเด็นเรื่องความเสมอภาคเป็นวาระหลักของพรรค

ธัญญ์วารินจึงสมัครเข้าไปร่วมงานกับพรรคการเมืองนี้ และได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

แม้จะประสบความสำเร็จขั้นแรก ด้วยการได้รับเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 24 มีนาคม แต่ธัญญ์วารินยังมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมายบนเส้นทางสายการเมือง

“ฉันมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมาย ว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะช่วยบริหารประเทศ และนั่นคือสิ่งท้าทาย แม้เมื่อฉันได้เป็นว่าที่ ส.ส. แล้ว บางคนก็ยังคงพูดจาว่าฉันจะเข้าไปเป็นแค่ผู้สร้างความบันเทิงในรัฐสภา แต่ฉันไม่ได้จะเข้าไปที่นั่นเพื่อสร้างความบันเทิงนะ ฉันจะเดินเข้าสภาในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ได้รับเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าฉันมีเกียรติยศศักดิ์ศรีเทียบเท่าและมีความเสมอภาคกับ ส.ส. คนอื่นๆ”

เพศสภาพอันซับซ้อนในสังคมไทยและตัวตนของ “ธัญญ์วาริน”

กอล์ฟ มติชน
ภาพจาก มติชนสุดสัปดาห์

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน บรรยายว่าประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนกับกลุ่มคนข้ามเพศ ตัวอย่างชัดเจน คือ กรณีของ “กะเทย” ในสังคมไทย ที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างเปิดเผยกว่าในอีกหลายๆ สังคม ทว่าขณะเดียวกัน “กะเทยไทย” ส่วนใหญ่ก็ได้รับการปฏิบัติด้วยในฐานะพลเมืองชั้นสอง คนเหล่านี้มีทางเลือกจำกัดในการประกอบอาชีพ และเผชิญหน้าการแบ่งแยกกีดกันอยู่เสมอ

ที่สำคัญ กลุ่มคนข้ามเพศในสังคมไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศสภาพในบัตรประชาชน นั่นหมายความว่าผู้ที่ถือกำเนิดมาเป็นเพศชายจะต้องเข้าร่วมการเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้บรรดาผู้หญิงข้ามเพศที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้วต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอันดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ปลอมตัวเป็นสตรีเพราะอยากหลีกเลี่ยงการ “รับใช้ชาติ” หรือต้องได้หนังสือรับรองจากแพทย์ว่าตนเองเป็นบุคคล “ผิดปกติ”

นอกจากนี้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงข้ามเพศยังไม่สามารถจดทะเบียนสมรสและรับเด็กมาเลี้ยงดูเป็นลูกได้

ธัญญ์วารินเปิดเผยว่าตนเองเริ่มแต่งกายและใช้ชีวิตเป็น “ผู้หญิง” เมื่ออายุ 17 ปี แต่ต่อมา ว่าที่ ส.ส. ผู้นี้ ก็ตระหนักว่าตนไม่ได้ปรารถนาจะเป็นทั้ง “ชาย” และ “หญิง” พร้อมกับมีความเชื่อว่ามนุษย์เราไม่ควรถูกกำหนดนิยามด้วยเรื่องเพศสภาพอันแข็งทื่อตายตัว

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ธัญญ์วารินเลือกระบุให้ฮันนาห์-ปีเตอร์เซนใช้สรรพนาม “they” (ไม่ใช่ทั้ง เขา/he และเธอ/she) เมื่อจะกล่าวอ้างถึงตนเองในรายงานชิ้นนี้

ก้าวแรกในฐานะ ส.ส.

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 1
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ภารกิจแรกที่ธัญญ์วารินต้องการลงมือทำในฐานะตัวแทนประชาชน คือ การผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสและระบบการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียน

“คุณลองจินตนาการดูสิ ว่าถ้าคุณเป็นคนข้ามเพศที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แล้วตำราก็ระบุว่าคุณมีความผิดปกติทางจิต คุณจะกล้าบอกคนอื่นๆ ไหมว่าตัวเองเป็นใคร?”

อย่างไรก็ดี เมื่อผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกประกาศออกมา ธัญญ์วารินจึงยังไม่ได้เป็น ส.ส. เต็มตัว เช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ยังไม่แน่ว่าจะได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือต้องไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ท่ามกลางความเชื่อที่ว่าพรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนกองทัพและ คสช. จะได้สืบทอดอำนาจต่อ ตามระบบกติกาที่ออกแบบเอาไว้

“นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ยังจะไม่บังเกิดขึ้นหรอก แต่นี่คือการขยับก้าวไปข้างหน้าที่มีความสำคัญมาก”

ธัญญ์วารินพูดถึงความท้าทายทางการเมืองที่รอเธอและเพื่อนๆ ร่วมพรรค อยู่ตรงเบื้องหน้า

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/world/2019/apr/06/i-am-not-here-to-entertain-meet-thailands-first-transgender-mp

ข่าวบันเทิง

เปิดตัว “LET U GO” เพลงประกอบหนัง “Where We Belong” ขับร้องโดย “เจนนิษฐ์-มิวสิค BNK48”

ฟังเพลง LET U GO ได้แล้ว ที่นี่

where we belong เบื้องหลัง

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บล็อกคนมองหนังได้เคยนำเสนอข่าวคราวการออกสตาร์ทโปรเจ็กท์หนังไทยเรื่อง “Where We Belong” ของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ไปบ้างแล้ว (คลิกอ่าน ที่นี่)

คราวนี้ เราจะมาอัพเดตความคืบหน้าของเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งมีชื่อว่า “LET U GO”

let u go คอร์ด

เพลงเพลงนี้เป็นผลงานการแต่งของคงเดช ผู้สวมหมวกอีกใบหนึ่งเป็นนักร้องนำวง “สี่เต่าเธอ” ทั้งยังเคยแต่งเพลงให้ศิลปินดังหลายราย รวมถึงแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของตนเอง

ผู้ขับร้อง คือ สองสาว “เจนนิษฐ์” และ “มิวสิค” แห่ง BNK48 ซึ่งรับหน้าที่เป็นสองนักแสดงนำในหนังด้วย

ยิ่งกว่านั้น เพลงเพลงนี้ยังจะมีสถานะเป็น Original Song ลำดับแรกสุดของ BNK48

“LET U GO” คือผลงานที่มีกลิ่นอายแบบคงเดชปรากฏอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อฟังซ้ำๆ หลายรอบ ก็ทำให้นึกถึง “ฝันกลางวัน” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “สยิว” และ “จับมือฉัน” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “กอด” ซึ่งเป็นหนังในยุคแรกๆ ของผู้กำกับ-นักแต่งเพลงรายนี้

ขอบคุณภาพประกอบและคอร์ดเพลงจากเพจเฟซบุ๊ก Kongdejworkboard

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

ฟัง 11 เพลงเด่นของ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ปลายเดือน พ.ค.

สำหรับคนฟังเพลงวัย 30-50 ปี หากให้เอ่ยชื่อวงดนตรีไทยสากลที่ดียิ่งวงหนึ่งในเจนเนอเรชั่นของพวกเรา ย่อมต้องมี “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” รวมอยู่ด้วย

ปิงปอง

วันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ศิลปินเจ้าของ 6 รางวัลสีสัน อวอร์ดส์ จากสองสตูดิโออัลบั้มที่วางแผงเมื่อปี 2539 และ 2545 จะกลับมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ (น่าจะเป็นครั้งที่สามของพวกเขา) ชื่อ “ความทรงจำของก้อนหิน” ณ รอยัลพารากอนฮอลล์

ปึ่น

โดยเริ่มจำหน่ายบัตรเข้าชมตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.thaiticketmajor.com/concert/soul-after-six-2019-th.html)

บิ๊ก

ในโอกาสนี้ บล็อกคนมองหนัง (ที่แอดมินชอบฟังเพลง 555) อยากขออนุญาตพาแฟนเพลงของ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ซึ่งประกอบด้วย 3 สมาชิกตลอดกาล ได้แก่ ณรงค์ฤทธิ์-วิศรุตเทพ สุพรรณเภสัช และศรุต (วิทย์) วิจิตรานนท์ ย้อนไปฟังผลงานโดดเด่นของพวกเขา (ตามรสนิยมของแอดมิน) เป็นการอุ่นเครื่อง

รู้

เพลงสองหน้าเอจากอัลบั้มชุดแรก ถ้าต้องให้เลือกระหว่าง “รักแล้ว” (เพลงหนึ่งหน้าเอ) กับ “รู้” แอดมินจะเลือกเพลงหลัง เพราะชอบท่วงทำนองและเนื้อหาที่รื่นหูกว่านิดๆ

เคียงเธอ

ไม่บ่อยนัก ที่โซลอาฟเตอร์ซิกส์จะทำเพลงที่วางฐานอยู่บนกีต้าร์อะคูสติก ซึ่งพวกเขาก็นำเสนอมันออกมาได้ดีและงดงามมากๆ

รอ..คงเพียงพอ

เพลงที่ไพเราะและมีโครงสร้างทางดนตรีอลังการมากที่สุดเพลงหนึ่งของพวกเขา

ก้อนหินละเมอ

บางวงดนตรีมักมีปมและพยายามหลีกเลี่ยงที่จะแสดงสดเพลง (ซึ่งแทบจะเป็น) “วัน ฮิต วันเดอร์” ของตัวเอง

แต่ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ไม่เคย (และไม่จำเป็น) ต้องเลี่ยงเล่นเพลง “ก้อนหินละเมอ” เพราะนี่คือเพลงที่มีเนื้อหาคมคาย มีท่วงทำนองสวยงาม มีการเรียบเรียงดนตรีที่สลับซับซ้อน จนเจ้าของเพลงสามารถถ่ายทอดมันออกมาด้วยความภาคภูมิใจในทุกโอกาส ไม่ใช่ด้วยความอับอายหรือความรู้สึกผิดบาปใดๆ

เห็นฉันไหม

เพลงจังหวะกลางๆ เปิดอัลบั้มชุดสอง ที่แสนติดหู แถมมิวสิควิดีโอซึ่งเปิดกว้างต่อการตีความ ยังเป็นงานภาพเคลื่อนไหวที่ดูสนุกและเพลิดเพลิน

เจ้าพายุ

ภาคต่อในเชิงเนื้อหาของ “ก้อนหินละเมอ” แต่มีท่วงทำนองที่คึกคักกระฉับกระเฉงกว่ามาก พ่วงด้วยคำร้องท่อนฮุกที่ (โคตร) ติดปาก

วันของเรา

เพลงเพราะๆ ซึ้งๆ ที่อาจไม่ได้โด่งดังในวงกว้างชนิดฉับพลัน แต่นี่คือเพลงรักที่มีมนต์ขลังยาวนานเป็นอมตะสำหรับคนฟังบางกลุ่ม

รักเก่าๆ

เพลงคัฟเวอร์ (ต้นฉบับโดย “สามหน่อ”) ที่ผู้ฟังส่วนใหญ่แทบจะหลงคิดว่าเป็นผลงานออริจินัลของ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ระยะหลังๆ ทางวงและนักดนตรีสนับสนุนรุ่นปัจจุบัน สามารถแสดงสดเพลงเพลงนี้ได้อย่างมีสีสันและทรงเสน่ห์

หากคิดจะรัก…ก็รัก

อีกหนึ่งเพลงคัฟเวอร์ (ต้นฉบับโดย “อิทธิ พลางกูร”) ในอัลบั้ม “เมลโล่ว์ มู้ดส์” ที่ฟังได้เพราะๆ เพลินๆ สนุก และติดหู

เวลา

หลายปีหลัง “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” พยายามผลิตซิงเกิ้ลใหม่ออกมาจำนวนหนึ่ง ในฐานะแฟนเพลงของพวกเขา แอดมินรู้สึกว่าเพลงยุคหลังนี้ “ไม่คม” เท่าผลงานในสตูดิโออัลบั้มสองชุดแรก

อย่างไรก็ดี “เวลา” เพลงเปิดตัวของซิงเกิ้ลกลุ่มดังกล่าว นั้นมีลายเซ็นทางดนตรีอันชัดเจน จนจัดเป็น “รัก (เก่าๆ) แรกพบ (รอบใหม่)” ที่น่าจดจำไม่น้อย

ในฝัน

ซิงเกิ้ลล่าสุดของ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ที่คล้ายจะแอบอิงอาศัยกระแสความโด่งดังของมือเบสผู้เป็นนักแสดงนำจากละคร “บุพเพสันนิวาส” แต่จริงๆ แล้ว ท่วงทำนองและการเรียบเรียงดนตรี (อันปราศจากแผงเครื่องเป่า) รวมถึงเสียงร้องของศรุตในเพลงนี้ ถือเป็นการทดลองทำงานรูปแบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจของทางวง

ข่าวบันเทิง

สิ้นสุดการรอคอย! เน็ตฟลิกซ์ซื้อสิทธิ์พัฒนา “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” เป็นซีรี่ส์

เน็ตฟลิกซ์เพิ่งประกาศข่าวสำคัญว่าทางบริษัทได้รับสิทธิ์ในการพัฒนานวนิยายเรื่อง “One Hundred Years of Solitude” หรือ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ของ “กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ” ให้เป็นผลงานภาพเคลื่อนไหว

นี่นับเป็นครั้งแรกสุด ที่ผลงานการประพันธ์ชิ้นสำคัญ ซึ่งถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1967 หรือ 52 ปีก่อน จะได้รับการดัดแปลงเป็น “ภาพยนตร์”

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว บทจร 2

โรดริโก การ์เซีย บุตรของนักประพันธ์รางวัลโนเบลผู้ล่วงลับ ซึ่งจะรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ฉบับภาพยนตร์ซีรี่ส์ของเน็ตฟลิกซ์ ร่วมกับกอนซาโล การ์เซีย บาร์ชา ผู้เป็นน้องชาย เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ พ่อของเขาได้รับข้อเสนอมากมาย ที่ต้องการจะนำนวนิยายเรื่องดังไปสร้างเป็นภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ วิตกกังวลว่า “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” จะถูกนำไปตีความอย่างผิดฝาผิดตัว ทั้งยังไม่เหมาะสมกับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว 1 เรื่อง (แม้จะแบ่งเป็นสองภาคก็ตาม)

นอกจากนั้น ยอดนักเขียนผู้ล่วงลับยังต้องการให้เรื่องราวในภาพยนตร์ถูกถ่ายทอดด้วยภาษาสเปน ซึ่งนี่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของบริษัทสร้างหนังจำนวนมาก ที่เคยยื่นข้อเสนอเข้ามา

อย่างไรก็ตาม โรดริโก การ์เซีย มองว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ซีรี่ส์นั้นได้รับผลตอบรับที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยเหตุนี้ ทางครอบครัวมาร์เกซจึงตัดสินใจขายสิทธิ์ในการพัฒนาโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ให้แก่เจ้าพ่อซีรี่ส์ออนไลน์อย่างเน็ตฟลิกซ์

“เน็ตฟลิกซ์คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่พิสูจน์ให้เห็นว่า มีผู้ชมจำนวนมากขึ้น ที่พร้อมจะบริโภคซีรี่ส์ภาษาต่างประเทศโดยมีซับไตเติ้ลเป็นตัวช่วย ดังนั้น สิ่งที่เหมือนจะเป็นปัญหา จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป” โรดริโก การ์เซีย แสดงทัศนะ

ฟรานซิสโก รามอส รองประธานฝ่ายภาพยนตร์ออริจินัลภาษาสเปนของเน็ตฟลิกซ์ ระบุว่า บริษัทเคยพยายามติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ของ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” แต่ถูกต่อต้านทุกครั้ง กระทั่งมาประสบความสำเร็จในคราวนี้

รามอสยังระบุถึงความสำเร็จของซีรี่ส์เรื่อง Narcos และภาพยนตร์เรื่อง Roma ที่เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ว่าผลงานทั้งคู่ที่อำนวยการผลิตโดยเน็ตฟลิกซ์ ได้แสดงให้เห็นว่า ทางบริษัทสามารถผลิตสื่อบันเทิงภาษาสเปนให้เข้าถึงประชาคมโลกได้

“หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ถือเป็นมาสเตอร์พีซของวงการวรรณกรรมละตินอเมริกัน ซึ่งส่งผลให้กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ผงาดขึ้นเป็นนักเขียนแถวหน้า ท่ามกลางกระแสความนิยมที่มีต่อวรรณกรรมกลุ่มนี้ในช่วงทศวรรษ 1960-70 ทั้งยังช่วยผลักดันให้วรรณกรรมสกุล “สัจนิยมมหัศจรรย์” ถูกผลิตและกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

จนถึงปัจจุบัน นวนิยายเรื่องนี้มียอดขายประมาณ 50 ล้านเล่มทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ จำนวน 46 ภาษา (รวมถึงภาษาไทย)

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว บทจร

ผู้บริหารเน็ตฟลิกซ์อย่างรามอสกล่าวว่าสำหรับผู้คนอเมริกาใต้และชาวโคลอมเบีย เรื่องราวที่ถูกเล่าขานผ่านช่วงเวลา 1 ศตวรรษเกี่ยวกับผู้นำเผด็จการ การก่อกำเนิดของประเทศแห่งใหม่ และลัทธิอาณานิคม ในบทประพันธ์ชิ้นเอกนี้ ได้มีส่วนสำคัญต่อการก่อรูปอัตลักษณ์ร่วมของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม นวนิยายเรื่องนี้ยังมีศักยภาพที่จะเข้าถึงผู้คนวงกว้างในระดับสากลได้ด้วย

ด้านโรดริโก การ์เซีย เปิดเผยว่า ตัวเขาเองได้ยินข้อถกเถียงเรื่องการซื้อขายลิขสิทธิ์ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” มาตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ ก่อนที่ข้อถกเถียงทั้งหมดจะยุติลงในสัปดาห์นี้

“สำหรับผม น้องชาย และแม่ นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ยุ่งยากลำบากลำบน พวกเรารู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่บทใหม่กำลังจะเปิดฉากขึ้น พร้อมกับการปิดฉากลงของเรื่องราวอันยาวนานบทก่อนหน้า”

ที่มา นิวยอร์กไทม์ส

ขอบคุณภาพประกอบจาก สำนักพิมพ์บทจร

ข่าวบันเทิง

“จิตวิญญาณของผมมันเป็นอิสระ” ข้อความจากคนไทยผู้คว้าอินดีเพนเดนต์ สปิริต อวอร์ดส์ 2 สมัยซ้อน

“ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก จิตวิญญาณของผมมันเป็นอิสระอยู่ตลอดเวลา นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงไม่อยู่ร่วมงานมอบรางวัลในวันนี้”

สยมภู suspiria

สยมภู มุกดีพร้อม ฝากข้อความไปยังผู้เข้าร่วมงานมอบรางวัลฟิล์ม อินดีเพนเดนต์ สปิริต อวอร์ดส์ ประจำปี 2019 ภายหลังเขาคว้ารางวัลผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง Suspiria โดยเจ้าตัวไม่ได้เดินทางไปรับรางวัลที่สหรัฐ

ส่งผลให้สยมภูคว้ารางวัลสาขานี้ของฟิล์ม อินดีเพนเดนต์ สปิริต อวอร์ดส์ สองปีติดต่อกัน หลังจากเมื่อปีก่อน เขาได้รับการประกาศชื่อเป็นผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมจาก Call Me by Your Name

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://ascmag.com/articles/suspiria-season-of-the-witch

ข่าวบันเทิง

“Last Night I Saw You Smiling” หนังสารคดีกัมพูชาที่เพิ่งได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัม

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Last Night I Saw You Smiling” ของ “กวิช เนียง” ผู้กำกับหนุ่มจากกัมพูชา เพิ่งคว้ารางวัล NETPAC award ในเทศกาลหนังนานาชาติร็อตเตอร์ดัม 2019 ซึ่งมอบให้แก่ภาพยนตร์เอเชียที่มาฉายรอบปฐมทัศน์โลก ณ เทศกาล ซึ่งมีความโดดเด่นสูงสุด

คณะกรรมการระบุว่าหนังสารคดีเรื่องนี้มีความพยายามอย่างกล้าหาญ ที่จะมุ่งเปิดเผยภาวะล่มสลายของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเปลี่ยนผ่านอันเชี่ยวกรากรุนแรง

“Last Night I Saw You Smiling” เป็นภาพยนตร์สารคดีความยาว 75 นาที ที่เล่าถึงการทุบทำลายอาคารที่พักแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ โดยครอบครัวของกวิช เนียง ก็เคยอาศัยอยู่ในอาคารดังกล่าว

ผู้คนรู้จักอาคารแห่งนี้ในนาม The White Building นี่คือผลงานการออกแบบร่วมกันระหว่างสถาปนิกผู้มีชื่อเสียงชาวกัมพูชาและโซเวียต

ทั้งยังเป็นประจักษ์พยานแห่งความรุ่งโรจน์และร่วงโรยของระบอบเขมรแดง ต่อมามันกลายเป็นชุมชนของคนศิลปะที่เปี่ยมชีวิตชีวา ก่อนจะถูกรื้อทิ้งในปัจจุบัน

เนียงซึ่งถือกำเนิดในอาคารที่พักอันเสื่อมสลายแห่งนี้เช่นเดียวกัน คือ เด็กหนุ่มที่มีความใฝ่ฝันอยากจะถ่ายทำหนังยาวแนวเล่าเรื่อง ณ The White Building แต่เมื่อโลกความเป็นจริงวิ่งไปเร็วกว่าโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ เขาจึงหันมาถ่ายทำหนังสารคดีขนาดยาวเรื่องแรกในชีวิต โดยมี “บ้านเก่า” เป็นสถานที่ถ่ายทำ

เนียงได้บันทึกภาพกิจกรรมต่างๆ, ภาวะวิตกกังวล และช่วงเวลาแห่งความสั่นสะเทือนอารมณ์ เมื่อพ่อแม่ของเขา และผู้พักอาศัยรายอื่นๆ จำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านที่กำลังถูกทุบทิ้ง ด้วยสไตล์การถ่ายภาพที่สงบนิ่ง

ที่มา

http://www.antiarchive.com/lastnightisawyousmiling.html

https://iffr.com/en/2019/films/last-night-i-saw-you-smiling

https://iffr.com/en/blog/presentperfect-wins-main-prize-at-iffr-2019

https://www.screendaily.com/news/rotterdam-film-festival-2019-winners-revealed/5136437.article

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” คว้า Artes Mundi Prize รางวัลศิลปะใหญ่ของสหราชอาณาจักร

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์และศิลปินชาวไทย ได้รับรางวัล Artes Mundi รางวัลศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดของสหราชอาณาจักร พร้อมเงินรางวัล 4 หมื่นปอนด์ (ราว 1.6 ล้านบาท)

รางวัลดังกล่าวจะมอบให้แก่ศิลปินร่วมสมัยนานาชาติที่ทำงานซึ่งมีเนื้อหาข้องเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์, ความเป็นจริงทางสังคม และประสบการณ์ชีวิต

ในนิทรรศการ Arte Mundi prize ประจำปีนี้ อภิชาติพงศ์ได้ส่งผลงานวิดีโอของตนเองชื่อ “Invisibility” ไปร่วมจัดแสดง

โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลนิยามวิดีโอชิ้นนี้ว่าเป็น “อาวุธอันทรงพลังในยุคสมัยแห่งความสับสนอลหม่าน”

“ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีหลายคราว ที่การพูดจาเรื่องการเมืองอย่างตรงไปตรงมากลายเป็นสิ่งไม่ปลอดภัย อภิชาติพงศ์ได้มอบเครื่องมือการต่อสู้ต่อต้านอันบอบบางทว่าเฉียบแหลมให้แก่พวกเรา” คณะกรรมการยกย่อง

ผลงานดังกล่าวเพิ่งจัดแสดงในสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคาร์ดิฟฟ์ โดยนำเสนอภาวะประหนึ่งความฝัน ผ่านจอภาพสองจอ ซึ่งฉายให้เห็นตัวละครสองรายบนเตียงนอน ที่ตั้งอยู่ในคนละห้อง

เว็บไซต์คิกเดอะแมชชีนของอภิชาติพงศ์อธิบายว่าผลงานชิ้นนี้เป็นดังกระจกที่ส่องสะท้อนให้เห็นถึง “สภาพปัญหา” ของการเมืองไทย

“งานชิ้นนี้นำเสนอภาพจินตนาการเกี่ยวกับอนาคตที่ค่อยๆ เสื่อมสลายลง ในขณะที่ใครบางคนต้องการจะหลีกเลี่ยงความเป็นจริงไปตลอดกาล ประสบการณ์การรับชมผลงานชิ้นนี้จะสลับสับเปลี่ยนระหว่างการมองเห็นและการมองไม่เห็น, ข้อเท็จจริงกับเรื่องแต่ง, พื้นที่และความว่างเปล่า” คิกเดอะแมชชีนบรรยาย

คณะกรรมการยังระบุถึงผลงานในภาพรวมของนักทำหนังชาวไทยว่า

“แม้ในโลกตะวันตก อภิชาติพงศ์อาจเป็นที่รู้จักกันมากในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ขนาดยาว แต่พวกเราปรารถนาที่จะแสดงความคารวะต่อการมุ่งมั่นตั้งคำถามอย่างกระตือรือร้นผ่านผลงานศิลปะในแกลเลอรี่ ทั้งที่เป็นภาพเคลื่อนไหว, การเล่าเรื่อง ตลอดจนการประกาศตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมและการเมือง ของศิลปินผู้นี้”

“ผ่านการละเล่นกับเวลาและแสง อภิชาติพงศ์ได้สร้างสะพานที่แทบไม่มีใครมองเห็น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ท่องข้ามระหว่างโลกความจริงกับโลกแห่งจินตนาการ”

ด้านผู้กำกับฯ ชาวไทย กล่าวว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับรางวัล Artes Mundi

“การชนะรางวัลในลักษณะนี้ ช่วยกระตุ้นให้ผมทำงานของตัวเองต่อไป รวมทั้งยืนหยัดที่จะตั้งคำถามต่อโลกที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

ที่มา https://www.bbc.com/news/uk-wales-46947242

https://www.theguardian.com/culture/2019/jan/24/thai-film-maker-wins-uk-contemporary-art-prize-artes-mundi

ภาพนำจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

ข่าวบันเทิง

“Destination Nowhere – วงษ์กลม” นิทรรศการวิดีโอและงานศิลปะของ “ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์”

“ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์” ศิลปินชาวไทยกำลังจัดแสดงนิทรรศการ “Destination Nowhere – วงษ์กลม” ที่ Gallery VER Project Room ระหว่างวันที่ 12 มกราคม – 16 กุมภาพันธ์นี้

นิทรรศการดังกล่าวจะประกอบด้วยวีดีโอศิลปะเรื่อง “Destination Nowhere” และชิ้นงานศิลปะอื่นๆ

destination nowhere5

“Destination Nowhere” ถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลคนหนึ่งที่เกิดในญี่ปุ่น แม่ของเขาเป็นแรงงานชาวไทยซึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศดังกล่าวมานานหลายปีอย่างผิดกฎหมาย ไม่นานมานี้ เธอได้มอบตัวและถูกส่งกลับไทย

ศาลตัดสินเบื้องต้นว่าให้ส่งลูกของเธอกลับประเทศไทยด้วย แต่เขากำลังต่อสู้เพื่อสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นต่อไป

วิดีโอของประพัทธ์พยายามตั้งคำถามว่า เราควรตัดสินใจอย่างไรในกรณีนี้ เราควรยึดตามหลักกฎหมายหรือหลักมนุษยธรรม?

วีดีโอเรื่อง “Destination Nowhere” ได้รับการจัดฉายมาแล้วในเกือบ 10 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เช่น International Film Festival Rotterdam (The Netherlands), Open City Documentary Festival (UK), Singapore Art Museum, Winnipeg Underground Film Festival (Canada), Uppsala International Short Film Festival (Sweden)

และได้รับรางวัล Jury Prize ที่ Kinodot Film Festival (Russia)

director photo prapat

“ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์” เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2522 เขาเป็นศิลปินทัศนศิลป์ชาวไทยที่มีพื้นฐานการทำงานด้านสหศาสตร์ศิลป์และการวิจัย

ประพัทธ์สร้างสรรค์งานจากสื่อหลากชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานภาพถ่ายและวีดีโอ งานของเขามักเกี่ยวข้องกับการสืบค้นและสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์, ความทรงจำ และการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอพยพย้ายถิ่นฐาน

ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ประพัทธ์ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลงานที่แสดงถึงประสบการณ์ของแรงงานต่างด้าวที่ออกมาทำงานนอกประเทศของตน

ผลงานศิลปะจัดวางของเขาได้ถูกนำไปจัดแสดงมาแล้วทั้งในและต่างประเทศ เช่น กรุงเทพฯ ลอนดอน ฮ่องกง โตเกียว และกวางจู

ในขณะที่ผลงานจากสื่อวีดีโอก็ได้ถูกนำไปจัดฉายในงานแสดงระดับนานาชาติมากมาย อาทิ Canada’s Image Festival, International Film Festival Rotterdam, Experimenta India และ Onion City Experimental Film and Video Festival

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทรรศการ “Destination Nowhere – วงษ์กลม” ได้ที่ https://www.facebook.com/events/1619359241544155/#

ข่าวบันเทิง

ยุคทองของ “หนังไทย” ถึงสิ้นยุคสมัย “มิตร-เพชรา” (คลิป)

ชวนชมคลิปเสวนา ยุคทองของ “หนังไทย” ถึงสิ้นยุคสมัย “มิตร-เพชรา” มีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู ผู้เชี่ยวชาญจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งจัดโดยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม

เนื้อหาครอบคลุมประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม อันสลับซับซ้อน จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อด้วยยุครุ่งเรืองหลังสงคราม กระทั่งถึงจุดสิ้นสุดลงของหนัง 16 มม. และอวสานคู่ขวัญ “มิตร-เพชรา” ภายหลัง “มิตร ชัยบัญชา” ถึงแก่กรรม

งานนี้มีเกร็ด ข้อมูล ความรู้ และฟุตเทจเก่าๆ ที่น่าสนใจมากมาย จากคุณพุทธพงษ์ครับ