ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ระดับภูมิภาค – หนังและนักแสดงไทยที่เทศกาลม้าทองคำ

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ใน “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์”

งานมอบรางวัลภาพยนตร์ “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์ ครั้งที่ 12” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน ณ เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ประกาศรายนามผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาต่างๆ ออกมาแล้ว

ปีนี้ มีภาพยนตร์ 46 เรื่อง จาก 22 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมชิงรางวัล

โดยหนังไทยสองเรื่องมีโอกาสลุ้นรางวัลสาขาสำคัญ

2018-apsa-bestfeaturefilm

ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” คือ ตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้เข้าชิงรางวัล โดยมีคู่แข่งขันสุดแข็งแกร่ง ได้แก่ “Shoplifters” (ญี่ปุ่น), “Burning” (เกาหลีใต้), “The Gentle Indifference of the World” (คาซักสถาน) และ “Balangiga: Howling Wilderness” (ฟิลิปปินส์)

kraben-rahu

ขณะเดียวกัน “นวโรภาส รุ่งพิบูลโสภิษฐ์” ผู้กำกับภาพของ “กระเบนราหู” ก็ได้เข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ควงคู่กับ “ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช” ตากล้องของ “มะลิลา”

malila cover

ข้อมูลจาก https://www.asiapacificscreenawards.com/news-events/2018-apsa-nominees-announced

“นคร-สวรรค์” ท่องเทศกาลที่ไต้หวัน – ปีทองของ “เอิงเอย ประภามณฑล”

เอย นครสวรรค์

หลังจากเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน “นคร-สวรรค์” หนังยาวเรื่องแรกของ “พวงสร้อย อักษรสว่าง” ก็ได้เดินทางต่อไปยังเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำที่ไทเป ประเทศไต้หวัน โดยจะเข้าฉายในสาย Windows on Asia

ทั้งนี้ “เอิงเอย – ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นางเอกของ “นคร-สวรรค์” ยังจะมีผลงานการแสดงนำในภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง ที่เข้าร่วมเทศกาลม้าทองคำครั้งนี้เช่นกัน

นั่นคือ “Only the Mountain Remains” ภาพยนตร์สั้นความยาว 31 นาที ซึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันเปลี่ยวร้างท่ามกลางหุบเขา ณ ที่แห่งนั้น ชายหญิงต่างชาติสองคนกำลังเฝ้ารอคอยความช่วยเหลือ และเมื่อทั้งคู่ได้พบกับตำรวจสายตรวจ การไล่ล่าก็บังเกิดขึ้น

only the mountain remains

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “เจียง ไว เหลียง” ผู้กำกับวัย 31 ปี ชาวสิงคโปร์ ซึ่งเดินทางมาทำงานด้านภาพยนตร์ที่ประเทศไต้หวัน

“Only the Mountain Remains” ถ่ายทำในระบบ VR 360 และได้เข้าฉายในโปรแกรม Golden Horse Film Academy 10th Anniversary Special VR Project

ten years thailand ke

นอกจากนั้น หนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ก็จะเข้าร่วมเทศกาลนี้ ในโปรแกรมพิเศษ Ten Years พร้อมกันกับ “Ten Years” ต้นฉบับจากฮ่องกง, “Ten Years Taiwan” และ “Ten Years Japan”

ข้อมูลจาก http://www.goldenhorse.org.tw

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“Where We Belong” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ “คงเดช” ที่เพิ่งได้รับรางวัลจากปูซาน

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong” ของคงเดช จาตุรันต์รัศมี (มีโสฬส สุขุม  ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์) ได้รับรางวัลซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ อวอร์ด ซึ่งเป็นเงินสดมูลค่า 10,000 เหรียญสหรัฐ ภายหลังเป็น 1 ใน 29 โครงการภาพยนตร์ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงานเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2018

where we belong

“Where We Belong” จะเล่าเรื่องราวของ “ซู” (Sue) ที่กำลังจะจากจังหวัดจันทบุรี บ้านเกิด ไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังได้รับทุนการศึกษา

ซูไม่ได้บอกให้พ่อของเธอทราบเรื่องนี้ เพราะทั้งสองคนทะเลาะและไม่ยอมพูดคุยกัน

ซูที่ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน ลงมือจัดกระเป๋าเดินทางโดยมีเพื่อนสนิทชื่อ “เบล” (Belle) มาเป็นผู้ช่วย นอกจากนั้น ซูยังทำเช็กลิสต์สิ่งที่เธอควรทำก่อนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งมีมากมายหลายข้อ อาทิ

คืนหนังสือการ์ตูนที่เธอยืมแล้วลืมส่งคืนมาเนิ่นนาน, เข้ากรุงเทพฯ เพื่อจัดการเรื่องการเงินร่วมกับแม่, คุยกับพ่อหลังไม่ได้สนทนากันมาพักใหญ่, ดูแลร้านบะหมี่ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว, มอบเสื้อผ้าของตัวเองให้น้อง/พี่ชาย, เรียนแต่งหน้า, กลับไปแจมกับเพื่อนๆ ร่วมวงดนตรี, ขอโทษ “มิว” (Mew), ช่วยให้เบลได้ออกเดทกับครูสอนภาษาอังกฤษ, สารภาพความรู้สึกส่วนตัวกับ “เก่ง” (Keng) สักครั้ง

ซูและเบลยังเปรียบเทียบชีวิตของกันและกัน คนหนึ่งกำลังจากบ้านเกิดเพื่อออกเดินทางไกล อีกคนจะยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เหมือนที่ผ่านมา

ซูตระหนักว่า ไม่ว่าเธอจะทำภารกิจในเช็กลิสต์ได้ครบถ้วนหรือไม่ อย่างไรเสีย ยังมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เธอต้อง “ปล่อยผ่าน” ไป

สิ่งต่างๆ ในเมืองเล็กๆ ที่ซูคุ้นเคยจะต้องเปลี่ยนแปลง ยกเว้นความทรงจำที่เธอและเบลมีร่วมกัน

ซูจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย มีสิ่งใดบ้างที่เธอทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และมีสิ่งใดบ้างที่เธอนำติดตัวไปข้างหน้า?

ทั้งนี้ ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เจ้าของเงินรางวัล ซึ่งเป็นบริษัทลงทุน-จัดจำหน่ายภาพยนตร์ชื่อดังของเกาหลีใต้ จะเป็นเอกชนรายแรกที่ได้สิทธิ์เลือกว่าจะเข้าไปเป็นผู้ร่วมผลิต, ผู้ร่วมลงทุน, ผู้ขาย หรือผู้จัดจำหน่ายให้แก่ “Where We Belong”

นอกจากโครงการของคงเดชแล้ว ยังมีหนังไทยอีกหนึ่งเรื่องที่ได้เข้าร่วมเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต 2018 นั่นคือ “Anatomy of Time” โดยจักรวาล นิลธำรงค์

โปรเจ็คท์ของจักรวาลจะเล่าเรื่องราวสองช่วงเวลา

anatomy

ย้อนไปในเมืองชนบทช่วงทศวรรษ 1960 ความตึงเครียดของยุคสงครามเย็นก่อตัวอยู่ภายนอก ส่วนภายในประเทศก็ถูกปกครองโดยผู้นำทหาร

“แหม่ม” (Mam) คือหญิงสาวที่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตจากพ่อของเธอ ช่างซ่อมนาฬิกาผู้รอบรู้

แหม่มพัฒนาความสัมพันธ์กับชายสองคน คนแรก คือผู้หมวดทหารหนุ่ม ผู้ชอบครุ่นคิดวางแผนและเปี่ยมความทะเยอทะยาน อีกคน คือ เพื่อนเก่าที่เคยผ่านอดีตอันยากลำบากมาด้วยกันกับเธอ

หลังอำนาจทางการเมืองในมือกองทัพเปลี่ยนผัน นายร้อยหนุ่มชักชวนแหม่มให้ออกเดินทางไกลไปด้วยกัน หลังเขาถูกโยกย้ายตำแหน่ง

ตัดกลับมาที่กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน อดีตผู้หมวดหนุ่มไฟแรงกลายเป็นนายพลซึ่งกำลังป่วยหนักในสภาพน่าเวทนา

แหม่มในวัยชราใช้ชีวิตอยู่กับสามีผู้มีพฤติกรรมเลวร้ายและรุมเร้าด้วยปัญหา ทั้งคู่ผ่านช่วงเวลาอันหนักหนาสาหัส ซึ่งเต็มไปด้วยความสูญเสีย, ความผิดหวัง และการทรยศหักหลัง

ในภาวะปัจฉิมวัย แหม่มมองย้อนกลับไปยังอดีตด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เธอตั้งใจจะอุทิศตนในการดูแลสามีตราบจนวันสุดท้าย

ที่มาเนื้อหา

https://variety.com/2018/film/asia/busan-project-market-awards-1202973683/

http://apm.asianfilmmarket.org/Template/Builder/00000001/page.asp?page_num=3986

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=85&no=2

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=92&no=25

ขอบคุณภาพประกอบจาก

เฟซบุ๊ก Thongdee Sukhum

เพจเฟซบุ๊ก ASIAN PROJECT MARKET (APM)

ข่าวบันเทิง

“6 หนังไทย” ในปูซาน และหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

6 หนังไทยในปูซาน 2018

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานประจำปี 2018 ที่เกาหลีใต้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายรวมทั้งสิ้น 6 เรื่อง

kraben-rahu

เริ่มต้นด้วย “กระเบนราหู” ผลงานของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง จะเข้าฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสาย A Window on Asian Cinema

ten years thailand wp ตัดคำ

เช่นเดียวกับ “Ten Years Thailand” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่จะฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสายเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Ten Years Japan” และ “Ten Years Taiwan” ก็จะเข้าฉายในสายดังกล่าวพร้อมๆ กันด้วย

GDC poster

ขณะที่ “BNK48: Girls Don’t Cry” ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ก็จะไปเปิดตัวรอบ “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียร์” ในสาย Wide Angle

แผลเก่า 2520

ส่วน “แผลเก่า” ฉบับเชิด ทรงศรี ซึ่งได้รับการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ก็จะออกฉายที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกสุด ในสาย Busan Classics

อย่างไรก็ตาม หนังไทยสองเรื่องที่จะเปิดตัวรอบ “เวิลด์ พรีเมียร์” หรือ “ปฐมทัศน์โลก” ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซานปีนี้ คือ หนังยาวเรื่อง “นคร-สวรรค์” โดยพวงสร้อย อักษรสว่าง และหนังสั้นเรื่อง “คราบ” โดยนันทณัฐ ดวงธิสาร

เอย นครสวรรค์

“นคร-สวรรค์” คือหนังยาวเรื่องแรกของพวงสร้อย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครชื่อ “เอย” ซึ่งออกเดินทางไปลอยอังคารของแม่ที่ปากน้ำโพ พร้อมด้วยพ่อ, สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และเพื่อนเก่าของเธอซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์

พวงสร้อยจะนำเรื่องแต่งดังกล่าวไปนำเสนอเทียบเคียงกับฟุตเทจสารคดีงานศพแม่และชีวิตการทำงานอันโดดเดี่ยวในโรงงานยางพาราของพ่อเธอ

นครสวรรค์ โปสเตอร์

“นคร-สวรรค์” เป็นภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema

ทางด้าน “คราบ” เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในโลกศาสนา กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านได้พบกับชายหนุ่มผู้ซุกซ่อนความลับดำมืดเอาไว้

เมื่อพระสงฆ์ต้องบวชให้ชายหนุ่ม ฝ่ายแรกจึงเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตนเองและทางแยกสำคัญในชีวิต

the stain

“คราบ” จะเข้าฉายในสาย Wide Angle และมีสิทธิ์ชิงรางวัล Sonje Award ซึ่งมอบให้แก่หนังสั้นเกาหลีและเอเชียยอดเยี่ยมของสายดังกล่าว

ชมหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เชิญชมหนังสั้นเรื่อง “ตะวันดับ” หรือ Blue ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สำหรับใครที่อยากดูงานชิ้นนี้ในจอใหญ่ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Ghost2561

 

 

ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู” สร้างประวัติศาสตร์! เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัลจากเทศกาลเวนิส

“กระเบนราหู” (Manta Ray) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในสายการประกวดรอง Orizzonti Awards ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 มาครองได้สำเร็จ

กระเบนราหู เวนิส ทางการ

นี่คือหนังไทยเรื่องแรกสุดในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสามเทศกาลหนังระดับ “แกรนด์สแลม” ของทวีปยุโรป (นอกจากคานส์และเบอร์ลิน)

kraben-rahu

“กระเบนราหู” เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้อพยพชาวโรฮิงญากับชาวประมงคนไทย ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงประเด็นว่าด้วยอัตลักษณ์อันคลุมเครือ ตลอดจนภาวะเปราะบางบกพร่องของความเป็นมนุษย์

ภายหลังจากเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่อิตาลี ก็เริ่มมีนักวิจารณ์หลายคนแสดงความเห็นต่อหนังไทยเรื่องนี้

กระเบนราหูคว้ารางวัล

คลาเรนซ์ สุ่ย แห่ง The Hollywood Reporter ชี้ว่า “กระเบนราหู” มิได้เป็นเพียงถ้อยแถลงทางการเมืองที่สำแดงตนผ่านภาพยนตร์ แต่ผลงานของพุทธิพงษ์ยังพยายามสำรวจตรวจสอบประสบการณ์อ้างว้างเดียวดายของผู้อพยพ นอกจากนั้น การขับเน้นความสำคัญของสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ยังส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่น

กระเบนราหูเทศกาลเวนิส

ริชาร์ด ไคเปอร์ส แห่ง Variety ระบุว่าหนังที่พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์, การถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน และมิตรภาพเรื่องนี้ ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ หลากหลายชั้น จนน่าจะเป็นที่ถูกใจของนักดูหนังบางส่วน

นักวิจารณ์ผู้นี้ยังชื่นชมงานลำดับภาพ, งานออกแบบเสียงประกอบ และงานถ่ายภาพของ “กระเบนราหู”

กระเบนราหู โปสเตอร์ทางการ

หลังได้รับรางวัลจากเวนิส “กระเบนราหู” จะออกตระเวนเดินทางไปร่วมเทศกาลหนังสำคัญแห่งอื่นๆ ในอีกหลายประเทศ อาทิ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ประเทศแคนาดา เทศกาลภาพยนตร์ซานเซบาสเตียน ประเทศสเปน และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

ที่มาข้อมูล

http://www.labiennale.org/en/news/official-awards-75th-venice-film-festival

https://www.hollywoodreporter.com/review/manta-ray-kraben-rahu-film-review-venice-2018-1140244

https://variety.com/2018/film/reviews/manta-ray-review-1202929088/

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Manta Ray กระเบนราหู

เพจเฟซบุ๊ก La Biennale di Venezia

ข่าวบันเทิง

ไม่ควรพลาด! เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 22 ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

แวะเวียนมาบรรจบอีกคราวกับเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 22 ซึ่งครั้งนี้เป็นหนแรกสุด ที่งานทั้งหมดจะย้ายมาจัด ณ หอภาพยนตร์ ศาลายา ระหว่างวันที่ 8-16 กันยายน 2561

เทศกาลภาพยนตร์สั้นหนนี้ยังอัดแน่นไปด้วยโปรแกรมจัดฉายหนังสั้นทั้งของไทยและต่างประเทศจำนวนมากมายเช่นเคย ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

This slideshow requires JavaScript.

ขณะเดียวกัน ความแปลกใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา ก็คือ งานเสวนาที่หลากหลาย ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการโพสต์โปรดักชั่นในยุคดิจิทัล, การใช้โอเพ่นซอร์สซอฟแวร์ในการสร้างแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ของตนเอง ไปจนถึง กระบวนการพัฒนาโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ขนาดยาว

นอกจากนั้น ในวันอังคารที่ 11 กันยายน ยังจะมี งานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษา ครั้งที่ 8 เสริมเข้ามาอีกด้วย

ภาพยนตร์ศึกษา ครั้งที่ 8

ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเทศกาล ที่นี่

ลงทะเบียนรับบัตรเข้าชมเทศกาลล่วงหน้า ที่นี่

ข่าวบันเทิง

“มุราคามิ” รับ ไม่อาจประกาศคัดค้านโทษประหารผู้นำ-สมาชิก “โอมชินริเกียว” ต่อสาธารณชน

“ฮารุกิ มุราคามิ” นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น ระบุว่า เขาไม่สามารถแสดงจุดยืนคัดค้านการลงโทษประหารชีวิตผู้นำและสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว ซึ่งก่อเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์เมื่อปี 1995 ต่อสาธารณชนได้ แม้โดยส่วนตัว ตนเองจะไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิตในภาพรวมก็ตาม

HarukiMurakami

ในบทความของมุราคามิที่ตีพิมพ์ใน “มาอินิชิ ชิมบุน” นักเขียนชื่อดังเปิดเผยจุดยืนส่วนบุคคลว่า โดยหลักการทั่วไปแล้ว ตนคือคนหนึ่งที่ต่อต้านโทษประหารชีวิต และได้อ้างอิงตัวอย่างคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตที่เคยผิดพลาดในหลายกรณี เพื่อชี้ว่าการลงโทษด้วยมาตรการดังกล่าวอาจถือเป็นการใช้อำนาจเชิงสถาบัน มาชี้เป็นชี้ตายชีวิตผู้คน อย่างอันตรายสุ่มเสี่ยง

อย่างไรก็ดี มุราคามิ ซึ่งเคยสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ปล่อยแก๊สพิษซารินเมื่อปี 1995 และสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว เพื่อนำไปเขียนหนังสือ “Underground” อธิบายต่อว่า ครั้นได้พูดคุยกับผู้บาดเจ็บและผู้สูญเสียคนรักในเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อ 23 ปีก่อน เขาก็ไม่สามารถแสดงจุดยืนต่อต้านการลงโทษประหารชีวิตผู้นำและสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว ที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่างสนิทใจ

underground

“เมื่อพิจารณาถึงคดีนี้ ผมไม่สามารถประกาศกับสาธารณะได้ว่า ผมต่อต้านโทษประหารชีวิต” มุราคามิ เขียนไว้ในบทความ

นักประพันธ์นามอุโฆษแสดงความเห็นอีกว่า การประหารชีวิตผู้นำและสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว มิได้ส่งผลให้การลงโทษด้วยมาตรการนี้โดยรวมกลายเป็น “สิ่งถูกต้อง” ทั้งหมด นอกจากนั้น เขาเชื่อว่าผลกระทบ/ความรู้สึกเจ็บปวดจากความรุนแรงที่ลัทธิดังกล่าวก่อเอาไว้ จะไม่ได้สิ้นสุดยุติลงด้วยโทษประหาร

“ถ้าใครมีเจตนาจะทำให้กรณีต่างๆ เกี่ยวกับลัทธิโอมชินริเกียวยุติสิ้นสุดลง หรือมีแรงจูงใจลับๆ ที่จะใช้โอกาสนี้ ส่งเสริมให้โทษประหารชีวิตกลายเป็นบรรทัดฐานที่มั่นคงสถาวร สิ่งเหล่านั้นถือเป็นเรื่องผิด และกลยุทธดังกล่าวจะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้น ตลอดไป” มุราคามิ แสดงจุดยืนในบทความ

เนื้อหาจาก https://www.theguardian.com/books/2018/jul/30/haruki-murakami-death-penalty-for-doomsday-cult-killers-sarin-gas-attack

ภาพจาก wakarimasita of Flickr [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons

ข่าวบันเทิง

“A Room with a Coconut View” หนังสั้นไทยในเทศกาล “โลคาร์โน”

“A Room with a Coconut View” ภาพยนตร์สั้นความยาว 29 นาที โดย “ตุลพบ แสนเจริญ” ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Signs of Life” ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หนังจะเล่าเรื่องของ “กันยา” ไกด์สาวและตัวแทนโรงแรมชาวไทย ที่พานักท่องเที่ยวต่างชาติชื่อ “อเล็กซ์” เดินทางไปชายหาดบางแสน

a room 1

การนำเที่ยวของกันยาดำเนินไปในกรอบกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดตายตัว และพยายามนำเสนอภาพความงดงามของสถานที่ต่างๆ อย่างจงใจ ด้วยการพูดจาที่แข็งทื่อประหนึ่งหุ่นยนต์

อเล็กซ์จึงตัดสินใจออกไปเยี่ยมชมค้นหาและจินตนาการถึงเมืองบางแสนด้วยตัวเอง ผ่านชุดประสบการณ์ที่หลุดออกจากข้อจำกัดของไกด์ชาวไทย

เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-11 สิงหาคม ทั้งนี้ สาย “Signs of Life” ของเทศกาลดังกล่าว เป็นแหล่งรวบรวมผลงานภาพเคลื่อนไหวที่นำเสนอรูปแบบการเล่าเรื่องและภาษาทางภาพยนตร์แบบใหม่ๆ

ภาพ-เนื้อหาจาก https://www.locarnofestival.ch/pardo/program/archive/2018/film.html?fid=1040016&eid=71

ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” ได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เวนิส

กระเบนราหู ประกาศ

“กระเบนราหู” หรือ Manta Ray ภาพยนตร์โดย “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวด Orizzonti ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 75

หนังความยาว 105 นาที เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านริมทะเล เมื่อชาวประมงท้องถิ่นไปพบชายบาดเจ็บคนหนึ่งนอนหมดสติในป่า เขาตัดสินใจช่วยเหลือชายแปลกหน้า ที่ทำไม่ได้แม้กระทั่งพูดจาสื่อสาร

ชาวประมงตั้งชื่อให้ชายผู้นั้นว่า “ธงชัย”

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันและค่อยๆ สานก่อสายสัมพันธ์ที่มิได้ถือกำเนิดขึ้นจากบทสนทนาใดๆ

วันหนึ่ง ชาวประมงออกไปหาปลายามค่ำคืนแล้วไม่หวนกลับมาอีกเลย ธงชัยจึงอาศัยอยู่ในบ้านเพียงผู้เดียว เขาค่อยๆ คืบคลานเข้าครอบครองวิถีชีวิต, บ้านเรือน, อาชีพ และอดีตภรรยาของชาวประมง

Manta Ray 1

พุทธิพงษ์ระบุว่าหนังเรื่อง “กระเบนราหู” ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เหยื่อผู้อพยพชาวโรฮิงญา

โดยภาพยนตร์จะกล่าวถึงภาวะคลุมเครือของอัตลักษณ์ ซึ่งในด้านหนึ่ง ทุกผู้คนก็มีสิทธิพื้นฐานในการถือครองอัตลักษณ์ของตนเอง (ไม่ว่าจะผ่านเอกสารราชการหรือไม่ก็ตาม) แต่ในอีกด้าน ทุกคนต่างก็อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน และชื่อหนึ่งชื่อสามารถถูกครอบครองโดยคนหลายคนได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้อพยพ, คนแปลกหน้า หรือเซเล็บในสังคม

พุทธิพงษ์บอกว่าเขาเข้าใจในความขุ่นเคืองของตัวละครชาวประมงที่จะมีต่อชายแปลกหน้า ซึ่งตนเองเคยช่วยเหลือชีวิตเอาไว้ แต่อีกทางหนึ่ง เขาก็เข้าใจว่าชายแปลกหน้าอย่าง “ธงชัย” มิได้มีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะยึดครองวิถีชีวิตและทรัพย์สินของชาวประมง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เขาไม่เข้าใจ คือ โศกนาฏกรรมดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ณ ที่แห่งนั้น

ท้ายสุด พุทธิพงษ์ไม่ได้ต้องการจะประณามหรือลงทัณฑ์ตัวละครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาหวังเพียงว่า “กระเบนราหู” จะสามารถสะท้อนภาวะเปราะบางและความบกพร่องไม่สมบูรณ์ของมนุษย์

ทั้งนี้ สายการประกวด Orizzonti จะนำเสนอแนวโน้มของการเล่าเรื่องและรูปแบบทางสุนทรียศาสตร์ใหม่ๆ ในแวดวงภาพยนตร์นานาชาติ

ที่มารูปภาพ-เนื้อหา

เพจเฟซบุ๊ก Manta Ray กระเบนราหู

http://www.diversion-th.com/mantaray/

ข่าวบันเทิง

“ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ” นักเขียนบทคู่ใจ “อากิระ คุโรซาวะ” เสียชีวิตในวัย 100 ปี

“ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ” ผู้เขียนบทภาพยนตร์คลาสสิกเรี่อง “Rashomon” และ “Seven Samurai” ซึ่งกำกับโดย “อากิระ คุโรซาวะ” ได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการปอดบวม ที่บ้านพักในกรุงโตเกียว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะมีวัย 100 ปี

ฮาชิโมโตะเป็นบุคลากรสำคัญคนหนึ่งใน “ยุคทอง” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1950 โดยสไตล์การเขียนบทของเขามีความโดดเด่นจากการมุ่งสำรวจตรวจสอบธรรมชาติของมนุษย์ ผ่านประเด็นคู่ตรงข้ามอันขัดแย้งกัน อาทิ ความดีกับความเลว หรือความรักกับความเกลียดชัง

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮาชิโมโตะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทว่ากลับล้มป่วยด้วยโรควัณโรคระหว่างการฝึก จึงถูกส่งไปรักษาตัวในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกรวมเวลาสี่ปี

ณ สถานที่ดังกล่าว มีคนไข้บางรายได้แนะนำให้เขารู้จักกับนิตยสารภาพยนตร์ ฮาชิโมโตะจึงเริ่มอ่านนิตยสารเหล่านั้น และมีความสนใจในงานเขียนบทหนัง

หลังสงคราม ฮาชิโมโตะทำงานเป็นเสมียนบัญชี ไปพร้อมๆ กับการเคี่ยวกรำฝึกเขียนบทภาพยนตร์

Shinobu-Hashimoto
(Photo: The Criterion Collection)

ในที่สุด “Rashomon” บทภาพยนตร์ชิ้นแรกของเขา ก็ส่งผลให้ฮาชิโมโตะได้ร่วมงานกับคุโรซาวะ ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปคว้ารางวัลสิงโตทองคำจากเวนิสในปี 1951(รวมทั้งได้ออสการ์เกียรติยศ ในฐานะหนังภาษาต่างประเทศที่มีความโดดเด่น)

หลังจากนั้น ฮาชิโมโตะได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับยอดผู้กำกับญี่ปุ่นผู้นี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ “Seven Samurai” “To Live” และ “The Hidden Fortress” (เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่หนังชุด “Star Wars”)

โดยรวมแล้ว ฮาชิโมโตะมีผลงานการเขียนบทภาพยนตร์กว่า 70 เรื่อง และเคยลงมือกำกับหนัง 3 เรื่อง รวมทั้ง “I Want to Be a Shellfish” หนังดราม่าว่าด้วยสภาพสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งดัดแปลงจากบทละครโทรทัศน์ที่เขาเขียนขึ้น

ฮาชิโมโตะเพิ่งเลิกเขียนบทภาพยนตร์ในช่วงที่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 9 เพราะล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อปี 2013 ฮาชิโมโตะได้รับรางวัล “ฌอง เรอนัวร์ อวอร์ด” จากสมาคมวิชาชีพผู้เขียนบทแห่งอเมริกาฟากตะวันตก ร่วมกับคุโรซาวะ, เรียวโซ คิคุชิมะ และฮิเดโอะ โอกุนิ

ทั้งหมดนี้คือทีมงานเขียนบทภาพยนตร์ของคุโรซาวะ ผู้ชื่นชอบสร้างสรรค์เรื่องราวด้วยวิธีการระดมสมอง (ฮาชิโมโตะเป็นคนสุดท้ายในทีมเขียนบทชุดนี้ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในงานมอบรางวัล)

ครั้งหนึ่งฮาชิโมโตะเคยสนทนากับ “โยจิ ยามาดะ” ยอดนักทำหนังอีกรายของญี่ปุ่น โดยเขาได้เปรียบเปรยการเขียนบทภาพยนตร์กับการเพาะปลูกพืชพันธุ์ มีใจความว่า

“คนเขียนบทภาพยนตร์เป็นดั่งเกษตรกรผู้หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ลงบนผืนดิน ในกาลต่อมา เขายังต้องคอยเอาใจใส่ต้นพืชดังกล่าวในเรื่องสภาพน้ำและอากาศ รวมถึงต้องคอยวิตกกังวลเรื่องฝูงแมลงศัตรูพืชโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ นี่คืองานที่คนทำต้องมีความอดทนและมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่ง”

นอกจากจะเป็นการได้ร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างฮาชิโมโตะกับคุโรซาวะ “Rashomon” ยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางในระดับนานาชาติ

ขณะเดียวกัน ชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ยังกลายเป็นคำศัพท์ที่บ่งชี้ถึงสภาวะการดำรงอยู่ของมุมมองต่อความจริงอันแตกต่างหลากหลาย

เช่นเดียวกับการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อคราวที่ฮาชิโมโตะและคุโรซาวะได้พบปะกันหนแรกสุดในปี 1949

ยอดนักเขียนบทเล่าไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของตนเองว่า เขานั่งรถไฟไปหาคุโรซาวะที่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว

“การพบกันครั้งแรกของพวกเราจบลงอย่างเรียบง่าย แต่ไม่สมบูรณ์ เราปริปากพูดคุยกันแค่ 1-2 นาที แล้วจากนั้น ผมก็เป็นฝ่ายเก็บต้นฉบับงานเขียนของตนเองใส่ลงกระเป๋า”

นี่คือความทรงจำของฮาชิโมโตะ ซึ่งผิดแผกจากหนังสือบันทึกความทรงจำของคุโรซาวะอย่างสิ้นเชิง

ยอดผู้กำกับชาวญี่ปุ่นเล่าถึงสถานการณ์เดียวกันเอาไว้ว่า

“ฮาชิโมโตะมาพบผมที่บ้าน แล้วผมกับเขาก็ได้พูดคุยกันนานหลายชั่วโมง เขาดูเป็นคนมีของเลยทีเดียวแหละ”

ที่มาข้อมูล

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/07/20/entertainment-news/screenwriter-shinobu-hashimoto-worked-iconic-kurosawa-films-dies-age-100/#.W1J0ZNIzZPZ

https://www.hollywoodreporter.com/news/shinobu-hashimoto-dead-screenwriter-seven-samurai-rashomon-was-100-1128623

https://variety.com/2018/film/asia/shinobu-hashimoto-scriptwriter-akira-kurosawa-dies-dead-at-100-1202879323/

ข่าวบันเทิง

The Cave อีกหนึ่งผลงานในโปรเจ็คท์ 10 Years Thailand ที่พ้องกับเหตุการณ์ “ถ้ำหลวง” พอดี

หลายคนอาจจะพอทราบว่า ภาพยนตร์ “Ten Years Thailand” ซึ่งเพิ่งไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์นั้น ไม่ได้ประกอบด้วยหนังสั้นเพียงสี่เรื่องของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล หากแรกเริ่มเดิมที ยังมีหนังสั้นอีกหนึ่งเรื่องของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล หรือ มะเดี่ยว เจ้าของผลงานคลาสสิกร่วมสมัยอย่าง “รักแห่งสยาม” รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชูเกียรติติดภารกิจบางประการ จึงไม่สามารถทำหนังสั้นของตนเองเสร็จทันเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ส่งผลให้หนังของเขามิได้เดินทางไปอวดโฉมที่ฝรั่งเศสพร้อมกับเพื่อนร่วมโครงการเรื่องอื่นๆ

 

ทว่าล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก Studio Commuan ได้เผยแพร่ตัวอย่างของผลงานที่รับผิดชอบโดยมะเดี่ยว ซึ่งถูกขยายเป็นหนังยาว และมีชื่อว่า “The Cave” หรือ “ถ้ำอสูร” ออกมาแล้ว พร้อมเรื่องย่อ ดังนี้

“The Cave” ถ้ำอสูร ภาพยนตร์เรื่องราวลำดับที่ 7 ของมะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เรื่องราวของ “พระดี” ที่เฝ้าถ้ำหลวง ที่มีเสียงเรียกผู้คนให้เข้าไปในนั้น และไม่ได้กลับออกมากันอีกเลย

หลายคนทิ้งลูกเอาไว้ก่อนจะเข้าไปในนั้น ซึ่งพระต้องเลี้ยงดูเด็กจนเติบใหญ่และคอยระวังไม่ให้เข้าไปในถ้ำ ที่ยังคงมีคนเดินเข้าไปกันอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนั้นในป่าก็ยังมี “ผีป่า” ที่จ้องจะเอาชีวิตพวกเขาในเวลากลางคืนอันไร้แสง

จนเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มจะเอาชนะความกลัว และเสียงเรียกเริ่มจะกระซิบหาเด็กน้อยเหล่านั้น

พระดีจะปกป้องพวกเขาจากทั้งสิ่งลึกลับในถ้ำหลวง และผีร้ายในป่าได้หรือไม่ มาร่วมลุ้นระทึกกันในภาพยนตร์ แอคชั่น ทริลเลอร์ ที่จะมาเขย่าขวัญสั่นประสาททุกนาที ต้นปี 2019

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในโครงการ 10 Years Thailand โดยการนำของกลุ่ม Commom Move

สร้างโดย Commuan Inc.

ติดตามข่าวสารได้ใน Youtube : https://www.youtube.com/StudioCommuan

Website : www.studiocommuan.com

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า

the cave first poster

Ten Years Thailand โครงการภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทย-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น นำเสนอความคิดและมุมมองของผู้กำกับภาพยนตร์ห้าคน เพื่อบอกเล่าจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาในอนาคตสิบปีข้างหน้า

โดยโครงการนี้ต่อเนื่องมาจาก “Ten Years” ภาพยนตร์ฮ่องกง ที่สร้างเมื่อปี 2015 โดยตั้งคำถามเดียวกันเกี่ยวกับ ‘อนาคต’ โครงการนี้ได้ถูกส่งต่อมายังประเทศไทยและตั้งใจส่งผ่านพลังสร้างสรรค์ให้คนทำหนังในประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไต้หวันและญี่ปุ่น

นอกจากนี้โครงการ Ten Years Thailand ยังมีเป้าหมายที่ต้องการตรวจสอบมูลค่าของภาพยนตร์อิสระของไทยในช่วงระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา โดยวิธีร่วมทุนสร้างกับผู้ผลิตภาพยนตร์ในระดับสากล เพื่อกระตุ้น และแสวงหาช่องทางในการเพิ่มทุนภายในประเทศอีกด้วย

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ขณะนี้ ‘ถ้ำอสูร’ หรือ The Cave ผลงานของ มะเดี่ยว- ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล หนึ่งในผู้กำกับโครงการ Ten Years Thailand ได้รับความสนใจจากนักลงทุน และสามารถพัฒนาให้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว ตามเป้าหมายของโครงการที่ต้องการให้อิสระกับผู้กำกับทั้งในการสร้างสรรค์เนื้อหา รวมถึงการแสวงหาความร่วมมือทั้งในและนอกประเทศ

โปรดติดตามและอดใจรอเพื่อเตรียมพบกับภาพยนตร์ Ten Years Thailand และ The Cave ปลายปี 2018 และต้นปี 2019

ทั้งนี้ น่าสนใจว่าเรื่องราวและบรรยากาศตามท้องเรื่องของ “The Cave” (ถ้ำอสูร) นั้นพ้องกับสถานการณ์การติดถ้ำหลวง จ.เชียงราย ของนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีม “หมูป่า อคาเดมี” พอดี