ข่าวบันเทิง

“มุราคามิ” รับ ไม่อาจประกาศคัดค้านโทษประหารผู้นำ-สมาชิก “โอมชินริเกียว” ต่อสาธารณชน

“ฮารุกิ มุราคามิ” นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น ระบุว่า เขาไม่สามารถแสดงจุดยืนคัดค้านการลงโทษประหารชีวิตผู้นำและสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว ซึ่งก่อเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์เมื่อปี 1995 ต่อสาธารณชนได้ แม้โดยส่วนตัว ตนเองจะไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิตในภาพรวมก็ตาม

HarukiMurakami

ในบทความของมุราคามิที่ตีพิมพ์ใน “มาอินิชิ ชิมบุน” นักเขียนชื่อดังเปิดเผยจุดยืนส่วนบุคคลว่า โดยหลักการทั่วไปแล้ว ตนคือคนหนึ่งที่ต่อต้านโทษประหารชีวิต และได้อ้างอิงตัวอย่างคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตที่เคยผิดพลาดในหลายกรณี เพื่อชี้ว่าการลงโทษด้วยมาตรการดังกล่าวอาจถือเป็นการใช้อำนาจเชิงสถาบัน มาชี้เป็นชี้ตายชีวิตผู้คน อย่างอันตรายสุ่มเสี่ยง

อย่างไรก็ดี มุราคามิ ซึ่งเคยสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ปล่อยแก๊สพิษซารินเมื่อปี 1995 และสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว เพื่อนำไปเขียนหนังสือ “Underground” อธิบายต่อว่า ครั้นได้พูดคุยกับผู้บาดเจ็บและผู้สูญเสียคนรักในเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อ 23 ปีก่อน เขาก็ไม่สามารถแสดงจุดยืนต่อต้านการลงโทษประหารชีวิตผู้นำและสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว ที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่างสนิทใจ

underground

“เมื่อพิจารณาถึงคดีนี้ ผมไม่สามารถประกาศกับสาธารณะได้ว่า ผมต่อต้านโทษประหารชีวิต” มุราคามิ เขียนไว้ในบทความ

นักประพันธ์นามอุโฆษแสดงความเห็นอีกว่า การประหารชีวิตผู้นำและสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว มิได้ส่งผลให้การลงโทษด้วยมาตรการนี้โดยรวมกลายเป็น “สิ่งถูกต้อง” ทั้งหมด นอกจากนั้น เขาเชื่อว่าผลกระทบ/ความรู้สึกเจ็บปวดจากความรุนแรงที่ลัทธิดังกล่าวก่อเอาไว้ จะไม่ได้สิ้นสุดยุติลงด้วยโทษประหาร

“ถ้าใครมีเจตนาจะทำให้กรณีต่างๆ เกี่ยวกับลัทธิโอมชินริเกียวยุติสิ้นสุดลง หรือมีแรงจูงใจลับๆ ที่จะใช้โอกาสนี้ ส่งเสริมให้โทษประหารชีวิตกลายเป็นบรรทัดฐานที่มั่นคงสถาวร สิ่งเหล่านั้นถือเป็นเรื่องผิด และกลยุทธดังกล่าวจะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้น ตลอดไป” มุราคามิ แสดงจุดยืนในบทความ

เนื้อหาจาก https://www.theguardian.com/books/2018/jul/30/haruki-murakami-death-penalty-for-doomsday-cult-killers-sarin-gas-attack

ภาพจาก wakarimasita of Flickr [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“A Room with a Coconut View” หนังสั้นไทยในเทศกาล “โลคาร์โน”

“A Room with a Coconut View” ภาพยนตร์สั้นความยาว 29 นาที โดย “ตุลพบ แสนเจริญ” ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Signs of Life” ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หนังจะเล่าเรื่องของ “กันยา” ไกด์สาวและตัวแทนโรงแรมชาวไทย ที่พานักท่องเที่ยวต่างชาติชื่อ “อเล็กซ์” เดินทางไปชายหาดบางแสน

a room 1

การนำเที่ยวของกันยาดำเนินไปในกรอบกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดตายตัว และพยายามนำเสนอภาพความงดงามของสถานที่ต่างๆ อย่างจงใจ ด้วยการพูดจาที่แข็งทื่อประหนึ่งหุ่นยนต์

อเล็กซ์จึงตัดสินใจออกไปเยี่ยมชมค้นหาและจินตนาการถึงเมืองบางแสนด้วยตัวเอง ผ่านชุดประสบการณ์ที่หลุดออกจากข้อจำกัดของไกด์ชาวไทย

เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-11 สิงหาคม ทั้งนี้ สาย “Signs of Life” ของเทศกาลดังกล่าว เป็นแหล่งรวบรวมผลงานภาพเคลื่อนไหวที่นำเสนอรูปแบบการเล่าเรื่องและภาษาทางภาพยนตร์แบบใหม่ๆ

ภาพ-เนื้อหาจาก https://www.locarnofestival.ch/pardo/program/archive/2018/film.html?fid=1040016&eid=71

ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” ได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เวนิส

กระเบนราหู ประกาศ

“กระเบนราหู” หรือ Manta Ray ภาพยนตร์โดย “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวด Orizzonti ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 75

หนังความยาว 105 นาที เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านริมทะเล เมื่อชาวประมงท้องถิ่นไปพบชายบาดเจ็บคนหนึ่งนอนหมดสติในป่า เขาตัดสินใจช่วยเหลือชายแปลกหน้า ที่ทำไม่ได้แม้กระทั่งพูดจาสื่อสาร

ชาวประมงตั้งชื่อให้ชายผู้นั้นว่า “ธงชัย”

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันและค่อยๆ สานก่อสายสัมพันธ์ที่มิได้ถือกำเนิดขึ้นจากบทสนทนาใดๆ

วันหนึ่ง ชาวประมงออกไปหาปลายามค่ำคืนแล้วไม่หวนกลับมาอีกเลย ธงชัยจึงอาศัยอยู่ในบ้านเพียงผู้เดียว เขาค่อยๆ คืบคลานเข้าครอบครองวิถีชีวิต, บ้านเรือน, อาชีพ และอดีตภรรยาของชาวประมง

Manta Ray 1

พุทธิพงษ์ระบุว่าหนังเรื่อง “กระเบนราหู” ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เหยื่อผู้อพยพชาวโรฮิงญา

โดยภาพยนตร์จะกล่าวถึงภาวะคลุมเครือของอัตลักษณ์ ซึ่งในด้านหนึ่ง ทุกผู้คนก็มีสิทธิพื้นฐานในการถือครองอัตลักษณ์ของตนเอง (ไม่ว่าจะผ่านเอกสารราชการหรือไม่ก็ตาม) แต่ในอีกด้าน ทุกคนต่างก็อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน และชื่อหนึ่งชื่อสามารถถูกครอบครองโดยคนหลายคนได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้อพยพ, คนแปลกหน้า หรือเซเล็บในสังคม

พุทธิพงษ์บอกว่าเขาเข้าใจในความขุ่นเคืองของตัวละครชาวประมงที่จะมีต่อชายแปลกหน้า ซึ่งตนเองเคยช่วยเหลือชีวิตเอาไว้ แต่อีกทางหนึ่ง เขาก็เข้าใจว่าชายแปลกหน้าอย่าง “ธงชัย” มิได้มีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะยึดครองวิถีชีวิตและทรัพย์สินของชาวประมง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เขาไม่เข้าใจ คือ โศกนาฏกรรมดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ณ ที่แห่งนั้น

ท้ายสุด พุทธิพงษ์ไม่ได้ต้องการจะประณามหรือลงทัณฑ์ตัวละครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาหวังเพียงว่า “กระเบนราหู” จะสามารถสะท้อนภาวะเปราะบางและความบกพร่องไม่สมบูรณ์ของมนุษย์

ทั้งนี้ สายการประกวด Orizzonti จะนำเสนอแนวโน้มของการเล่าเรื่องและรูปแบบทางสุนทรียศาสตร์ใหม่ๆ ในแวดวงภาพยนตร์นานาชาติ

ที่มารูปภาพ-เนื้อหา

เพจเฟซบุ๊ก Manta Ray กระเบนราหู

http://www.diversion-th.com/mantaray/

ข่าวบันเทิง

“ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ” นักเขียนบทคู่ใจ “อากิระ คุโรซาวะ” เสียชีวิตในวัย 100 ปี

“ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ” ผู้เขียนบทภาพยนตร์คลาสสิกเรี่อง “Rashomon” และ “Seven Samurai” ซึ่งกำกับโดย “อากิระ คุโรซาวะ” ได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการปอดบวม ที่บ้านพักในกรุงโตเกียว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะมีวัย 100 ปี

ฮาชิโมโตะเป็นบุคลากรสำคัญคนหนึ่งใน “ยุคทอง” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1950 โดยสไตล์การเขียนบทของเขามีความโดดเด่นจากการมุ่งสำรวจตรวจสอบธรรมชาติของมนุษย์ ผ่านประเด็นคู่ตรงข้ามอันขัดแย้งกัน อาทิ ความดีกับความเลว หรือความรักกับความเกลียดชัง

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮาชิโมโตะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทว่ากลับล้มป่วยด้วยโรควัณโรคระหว่างการฝึก จึงถูกส่งไปรักษาตัวในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกรวมเวลาสี่ปี

ณ สถานที่ดังกล่าว มีคนไข้บางรายได้แนะนำให้เขารู้จักกับนิตยสารภาพยนตร์ ฮาชิโมโตะจึงเริ่มอ่านนิตยสารเหล่านั้น และมีความสนใจในงานเขียนบทหนัง

หลังสงคราม ฮาชิโมโตะทำงานเป็นเสมียนบัญชี ไปพร้อมๆ กับการเคี่ยวกรำฝึกเขียนบทภาพยนตร์

Shinobu-Hashimoto
(Photo: The Criterion Collection)

ในที่สุด “Rashomon” บทภาพยนตร์ชิ้นแรกของเขา ก็ส่งผลให้ฮาชิโมโตะได้ร่วมงานกับคุโรซาวะ ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปคว้ารางวัลสิงโตทองคำจากเวนิสในปี 1951(รวมทั้งได้ออสการ์เกียรติยศ ในฐานะหนังภาษาต่างประเทศที่มีความโดดเด่น)

หลังจากนั้น ฮาชิโมโตะได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับยอดผู้กำกับญี่ปุ่นผู้นี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ “Seven Samurai” “To Live” และ “The Hidden Fortress” (เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่หนังชุด “Star Wars”)

โดยรวมแล้ว ฮาชิโมโตะมีผลงานการเขียนบทภาพยนตร์กว่า 70 เรื่อง และเคยลงมือกำกับหนัง 3 เรื่อง รวมทั้ง “I Want to Be a Shellfish” หนังดราม่าว่าด้วยสภาพสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งดัดแปลงจากบทละครโทรทัศน์ที่เขาเขียนขึ้น

ฮาชิโมโตะเพิ่งเลิกเขียนบทภาพยนตร์ในช่วงที่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 9 เพราะล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อปี 2013 ฮาชิโมโตะได้รับรางวัล “ฌอง เรอนัวร์ อวอร์ด” จากสมาคมวิชาชีพผู้เขียนบทแห่งอเมริกาฟากตะวันตก ร่วมกับคุโรซาวะ, เรียวโซ คิคุชิมะ และฮิเดโอะ โอกุนิ

ทั้งหมดนี้คือทีมงานเขียนบทภาพยนตร์ของคุโรซาวะ ผู้ชื่นชอบสร้างสรรค์เรื่องราวด้วยวิธีการระดมสมอง (ฮาชิโมโตะเป็นคนสุดท้ายในทีมเขียนบทชุดนี้ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในงานมอบรางวัล)

ครั้งหนึ่งฮาชิโมโตะเคยสนทนากับ “โยจิ ยามาดะ” ยอดนักทำหนังอีกรายของญี่ปุ่น โดยเขาได้เปรียบเปรยการเขียนบทภาพยนตร์กับการเพาะปลูกพืชพันธุ์ มีใจความว่า

“คนเขียนบทภาพยนตร์เป็นดั่งเกษตรกรผู้หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ลงบนผืนดิน ในกาลต่อมา เขายังต้องคอยเอาใจใส่ต้นพืชดังกล่าวในเรื่องสภาพน้ำและอากาศ รวมถึงต้องคอยวิตกกังวลเรื่องฝูงแมลงศัตรูพืชโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ นี่คืองานที่คนทำต้องมีความอดทนและมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่ง”

นอกจากจะเป็นการได้ร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างฮาชิโมโตะกับคุโรซาวะ “Rashomon” ยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางในระดับนานาชาติ

ขณะเดียวกัน ชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ยังกลายเป็นคำศัพท์ที่บ่งชี้ถึงสภาวะการดำรงอยู่ของมุมมองต่อความจริงอันแตกต่างหลากหลาย

เช่นเดียวกับการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อคราวที่ฮาชิโมโตะและคุโรซาวะได้พบปะกันหนแรกสุดในปี 1949

ยอดนักเขียนบทเล่าไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของตนเองว่า เขานั่งรถไฟไปหาคุโรซาวะที่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว

“การพบกันครั้งแรกของพวกเราจบลงอย่างเรียบง่าย แต่ไม่สมบูรณ์ เราปริปากพูดคุยกันแค่ 1-2 นาที แล้วจากนั้น ผมก็เป็นฝ่ายเก็บต้นฉบับงานเขียนของตนเองใส่ลงกระเป๋า”

นี่คือความทรงจำของฮาชิโมโตะ ซึ่งผิดแผกจากหนังสือบันทึกความทรงจำของคุโรซาวะอย่างสิ้นเชิง

ยอดผู้กำกับชาวญี่ปุ่นเล่าถึงสถานการณ์เดียวกันเอาไว้ว่า

“ฮาชิโมโตะมาพบผมที่บ้าน แล้วผมกับเขาก็ได้พูดคุยกันนานหลายชั่วโมง เขาดูเป็นคนมีของเลยทีเดียวแหละ”

ที่มาข้อมูล

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/07/20/entertainment-news/screenwriter-shinobu-hashimoto-worked-iconic-kurosawa-films-dies-age-100/#.W1J0ZNIzZPZ

https://www.hollywoodreporter.com/news/shinobu-hashimoto-dead-screenwriter-seven-samurai-rashomon-was-100-1128623

https://variety.com/2018/film/asia/shinobu-hashimoto-scriptwriter-akira-kurosawa-dies-dead-at-100-1202879323/

ข่าวบันเทิง

The Cave อีกหนึ่งผลงานในโปรเจ็คท์ 10 Years Thailand ที่พ้องกับเหตุการณ์ “ถ้ำหลวง” พอดี

หลายคนอาจจะพอทราบว่า ภาพยนตร์ “Ten Years Thailand” ซึ่งเพิ่งไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์นั้น ไม่ได้ประกอบด้วยหนังสั้นเพียงสี่เรื่องของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล หากแรกเริ่มเดิมที ยังมีหนังสั้นอีกหนึ่งเรื่องของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล หรือ มะเดี่ยว เจ้าของผลงานคลาสสิกร่วมสมัยอย่าง “รักแห่งสยาม” รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชูเกียรติติดภารกิจบางประการ จึงไม่สามารถทำหนังสั้นของตนเองเสร็จทันเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ส่งผลให้หนังของเขามิได้เดินทางไปอวดโฉมที่ฝรั่งเศสพร้อมกับเพื่อนร่วมโครงการเรื่องอื่นๆ

 

ทว่าล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก Studio Commuan ได้เผยแพร่ตัวอย่างของผลงานที่รับผิดชอบโดยมะเดี่ยว ซึ่งถูกขยายเป็นหนังยาว และมีชื่อว่า “The Cave” หรือ “ถ้ำอสูร” ออกมาแล้ว พร้อมเรื่องย่อ ดังนี้

“The Cave” ถ้ำอสูร ภาพยนตร์เรื่องราวลำดับที่ 7 ของมะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เรื่องราวของ “พระดี” ที่เฝ้าถ้ำหลวง ที่มีเสียงเรียกผู้คนให้เข้าไปในนั้น และไม่ได้กลับออกมากันอีกเลย

หลายคนทิ้งลูกเอาไว้ก่อนจะเข้าไปในนั้น ซึ่งพระต้องเลี้ยงดูเด็กจนเติบใหญ่และคอยระวังไม่ให้เข้าไปในถ้ำ ที่ยังคงมีคนเดินเข้าไปกันอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนั้นในป่าก็ยังมี “ผีป่า” ที่จ้องจะเอาชีวิตพวกเขาในเวลากลางคืนอันไร้แสง

จนเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มจะเอาชนะความกลัว และเสียงเรียกเริ่มจะกระซิบหาเด็กน้อยเหล่านั้น

พระดีจะปกป้องพวกเขาจากทั้งสิ่งลึกลับในถ้ำหลวง และผีร้ายในป่าได้หรือไม่ มาร่วมลุ้นระทึกกันในภาพยนตร์ แอคชั่น ทริลเลอร์ ที่จะมาเขย่าขวัญสั่นประสาททุกนาที ต้นปี 2019

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในโครงการ 10 Years Thailand โดยการนำของกลุ่ม Commom Move

สร้างโดย Commuan Inc.

ติดตามข่าวสารได้ใน Youtube : https://www.youtube.com/StudioCommuan

Website : www.studiocommuan.com

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า

the cave first poster

Ten Years Thailand โครงการภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทย-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น นำเสนอความคิดและมุมมองของผู้กำกับภาพยนตร์ห้าคน เพื่อบอกเล่าจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาในอนาคตสิบปีข้างหน้า

โดยโครงการนี้ต่อเนื่องมาจาก “Ten Years” ภาพยนตร์ฮ่องกง ที่สร้างเมื่อปี 2015 โดยตั้งคำถามเดียวกันเกี่ยวกับ ‘อนาคต’ โครงการนี้ได้ถูกส่งต่อมายังประเทศไทยและตั้งใจส่งผ่านพลังสร้างสรรค์ให้คนทำหนังในประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไต้หวันและญี่ปุ่น

นอกจากนี้โครงการ Ten Years Thailand ยังมีเป้าหมายที่ต้องการตรวจสอบมูลค่าของภาพยนตร์อิสระของไทยในช่วงระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา โดยวิธีร่วมทุนสร้างกับผู้ผลิตภาพยนตร์ในระดับสากล เพื่อกระตุ้น และแสวงหาช่องทางในการเพิ่มทุนภายในประเทศอีกด้วย

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ขณะนี้ ‘ถ้ำอสูร’ หรือ The Cave ผลงานของ มะเดี่ยว- ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล หนึ่งในผู้กำกับโครงการ Ten Years Thailand ได้รับความสนใจจากนักลงทุน และสามารถพัฒนาให้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว ตามเป้าหมายของโครงการที่ต้องการให้อิสระกับผู้กำกับทั้งในการสร้างสรรค์เนื้อหา รวมถึงการแสวงหาความร่วมมือทั้งในและนอกประเทศ

โปรดติดตามและอดใจรอเพื่อเตรียมพบกับภาพยนตร์ Ten Years Thailand และ The Cave ปลายปี 2018 และต้นปี 2019

ทั้งนี้ น่าสนใจว่าเรื่องราวและบรรยากาศตามท้องเรื่องของ “The Cave” (ถ้ำอสูร) นั้นพ้องกับสถานการณ์การติดถ้ำหลวง จ.เชียงราย ของนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีม “หมูป่า อคาเดมี” พอดี

ข่าวบันเทิง

นักวิชาการด้านหนังเอเชีย ชื่นชม “ฉลาดเกมส์โกง” และ “เพื่อนฉัน…ฝันสลาย”

chris berry

คริส เบอร์รี่ นักวิชาการภาพยนตร์ศึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านหนังเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์จีน แห่งคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน สหราชอาณาจักร เพิ่งเขียนบทความถึงหนังที่เขาได้รับชมในเทศกาล ฟาร์ อีสต์ ฟิล์ม เฟสติวัล อูดิเน่ ครั้งที่ 20 ณ ประเทศอิตาลี เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Senses of Cinema

โดยในบทความดังกล่าว มีเนื้อหาส่วนหนึ่งซึ่งเบอร์รี่กล่าวถึง “ฉลาดเกมส์โกง” และ “เพื่อนฉัน…ฝันสลาย” (Sad Beauty) หนังไทยสองเรื่องที่เขาได้ดูในเทศกาล

นักวิชาการอาวุโสผู้นี้ชี้ว่าหนังไทยทั้งคู่เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสาน “ตระกูลทางภาพยนตร์” (genre) ที่หลากหลายลงในหนังเรื่องเดียว

bg

โดย “ฉลาดเกมส์โกง” ของนัฐวุฒิ พูนพิริยะ พูดถึงความขัดแย้งทางชนชั้นผ่านปัญหาเรื่องระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม หนังพยายามแบ่งแยก “ความถูก” และ “ความผิด” ออกจากกันอย่างชัดเจน

สำหรับเบอร์รี่ จุดเด่นของหนังเรื่องไทยนี้ คือ การผสมผสานตัวละครและบรรยากาศแบบภาพยนตร์แนว “ไฮสกูล” เข้ากับโครงสร้างเรื่องราวของหนังในตระกูล “โจรกรรม”

ซึ่งนำไปสู่การเร้าอารมณ์ผู้ชมได้ในหลายช่วงตอน

เพื่อนฉัน

ขณะเดียวกัน นักวิชาการแห่งคิงส์ คอลเลจ เขียนถึง “เพื่อนฉัน…ฝันสลาย” ของบงกช เบญจรงคกุล (คงมาลัย) เอาไว้อย่างน่าสนใจ

กล่าวคือ แม้หนังจะมีฉากหน้าเป็นเหตุการณ์ฆาตกรรมและเรื่องราวแนว “โร้ดมูฟวี่” แต่ระหว่างการดำเนินเรื่องกลับมีลักษณะของภาพยนตร์ตระกูลอื่นๆ สอดแทรกเข้ามาอย่างหลากหลาย

ทั้งแนวทางแบบ “เมดิคัล เมโลดราม่า” เมื่อตัวละครนำหญิงรายหนึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็ง พ่วงด้วยความเป็นหนัง “สยองขวัญ” ยิ่งกว่านั้น วิธีการเล่าเรื่องแบบ “สัจนิยม” ยังผลักดันผู้ชมให้ไปประสบพบเจอกับอารมณ์แตกตื่นชวนเหวอสุดขีด ซึ่งสถานการณ์ทำนองนี้มักไม่ค่อยปรากฏในหนังที่เลือกจะจำกัดตนเองเอาไว้ใน “ตระกูลภาพยนตร์” ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

คริส เบอร์รี่ ตบท้ายถึงหนังไทยเรื่องหลังว่า ผู้กำกับคือบงกชนั้นเลือกวิธีการที่สุ่มเสี่ยง แต่ผลตอบแทนที่ได้ กลับคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวบันเทิง

ข่าวดี “สยมภู” ได้รับเชิญเป็นกรรมการตัดสินออสการ์!

อีกหนึ่งข่าวดีของแวดวงภาพยนตร์ไทย เมื่อสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกหนังสือเชิญสมาชิกใหม่จำนวน 928 ราย ซึ่งเป็นบุคลากรสาขาต่างๆ ในวงการหนัง

โดยสมาชิกใหม่ทั้งหมดจะมีสิทธิร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์

หนึ่งในรายชื่อสมาชิกใหม่ของสถาบันฯ คือ “สยมภู มุกดีพร้อม” ผู้กำกับภาพชาวไทย ซึ่งไปสร้างชื่อเสียงระดับอินเตอร์เมื่อปีก่อนจาก Call Me by Your Name และกำลังจะมีผลงานใหม่กับหนังสยองขวัญรีเมก Suspiria ในปีนี้

สองปีก่อน สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ ได้ประกาศรายชื่อสมาชิกใหม่จำนวน 683 ราย โดยมี “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ (ผู้เคยร่วมงานกับสยมภูในหนังหลายเรื่อง) และ “สุทธิรัตน์ ลาลาภ” คอสตูมดีไซเนอร์ชาวไทย รวมอยู่ด้วย

ที่มาเนื้อหา https://www.hollywoodreporter.com/news/new-academy-members-2018-revealed-1123069

ภาพจาก http://www.imdb.com/character/ch0569854/mediaviewer/rm3110747904

ข่าวบันเทิง

“วิศิษฏ์-จุฬญาณนนท์” ตัวแทนผู้กำกับ Ten Years Thailand เปิดใจผ่านเว็บไซต์คานส์

เว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ขนาดสั้น ที่ Tarik Khaldi พูดคุยกับวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และจุฬญาณนนท์ ศิริผล สองตัวแทนผู้กำกับจากหนัง Ten Years Thailand

ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

คุณเข้ามามีส่วนร่วมกับหนังเรื่อง Ten Years Thailand ได้อย่างไร?

วิศิษฏ์: ผมได้รับคำเชิญชวนจากคนทำหนังอิสระบางราย ให้มาร่วมกำกับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ผมต้องการใช้หนังเรื่องนี้สื่อสารไปยังคนดูทั่วโลกว่าอะไรกำลังขึ้นที่นั่น ผมต้องการให้ผู้คนนอกประเทศได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว ประชาชนชาวไทยติดอยู่ในกับดักมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2014 ประเทศถูกปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ซึ่งควบคุมความเห็นต่าง, การแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ และความหลากหลายทางความคิด

catopia

หนังตอน Catopia เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ประจักษ์ว่าตนเองคือมนุษย์คนเดียว ผู้หลงเหลืออยู่ในโลกของฝูงแมวที่ประพฤติตัวประหนึ่งมนุษย์ ดังนั้น เขาจึงต้องพยายามทำตัวให้เหมือนพวกแมวเหล่านั้น…

วิศิษฏ์: หนังตอนนี้เล่าเรื่องของผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมอันป่วยไข้จากภาวะความขัดแย้งเรื้อรังขั้นรุนแรง ปัญหาดังกล่าวดูคล้ายจะดำรงคงอยู่ไปเรื่อยๆ และเราก็ต้องแสวงหาหนทางที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมัน เราต่างต้องอำพรางตัวตน เพื่อจะกลืนกลายไปกับคนอื่นๆ

สำหรับหนังตอน Planetarium คุณได้จินตนาการถึงประวัติศาสตร์ว่าด้วยโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ที่พยายามจะดัดนิสัยประชาชนผู้ไม่ยอมเชื่อฟังรัฐ โดยกระบวนการบำบัดด้วยแสง ส่งผลให้ผู้คนที่เคยดื้อแพ่งเหล่านั้นมีอาการยิ้มอยู่ตลอดเวลาและกลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย อะไรคือสารที่คุณต้องการสื่อผ่านหนังตอนนี้?

จุฬญาณนนท์: ในสถานการณ์อย่างที่พวกเรารับรู้กัน เราสามารถเข้าใจภาวะที่เกิดขึ้นในหนังตอนนี้ได้ เมื่อเราถูกกระทำจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างปัจเจกบุคคลถูกควบคุม อำนาจรัฐวางเป้าหมายที่จะกำหนดบงการทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องการแสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่า โลกที่ทุกอย่างถูกกำหนดควบคุมชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร

planet

ทำไมการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มาฉายในคานส์จึงมีความสำคัญ?

จุฬญาณนนท์: ก่อนมาร่วมทำหนังเรื่องนี้ ผมก็อุทิศงานทุกชิ้นของตนเองให้แก่ประเด็นทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจเสมอมา การที่หนังได้มาฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยม ที่จะช่วยให้มันมีเกราะป้องกันตัวอันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และทำให้เรายังพอมีความหวังว่าหนังจะสามารถเข้าฉายในประเทศไทยได้

ที่มา https://www.festival-cannes.com/en/festival/actualites/articles/10-years-thailand-in-conversation-with-chulayarnnon-siriphol-and-wisit-sasanatieng

ข่าวบันเทิง

เผยรอบฉายปฐมทัศน์โลก “Ten Years Thailand” พร้อมเรื่องย่อ

หลังได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย Special Screenings ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้

ล่าสุด มีการประกาศออกมาแล้วว่า หนังไทยเรื่อง “Ten Years Thailand” จะได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่คานส์ในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยจะมีผู้กำกับทั้งสี่คนและนักแสดงเดินทางไปร่วมงานด้วย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ประกอบด้วยหนังสั้นจำนวน 4 เรื่องของ 4 ผู้กำกับ ได้แก่

Sunset โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ เล่าเรื่องราวของทหารที่เข้าไปตรวจสอบนิทรรศการจัดแสดงผลงานศิลปะ, Planetarium โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล เป็นการเสียดสีชนชั้นนำไทยผ่านรูปแบบแฟนตาซีเหนือจริง, Catopia โดย วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง นิทานเปรียบเทียบแนวเขย่าขวัญ ที่เล่าเรื่องราวของบรรดามนุษย์แมวฆาตกร ซึ่งออกไล่ล่าคนผู้ยังเหลือรอดในกรุงเทพฯ และ Song of the City โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่นำเสนอเหตุการณ์ซึ่งตัวละครชายรายหนึ่งกำลังพยายามเสนอขาย “เครื่องช่วยนอนหลับ” ให้แก่คุณหมอในโรงพยาบาล

ten years thailand wp

ในมุมมองของแอนดรูว์ ชอย ลิม-หมิง ผู้อำนวยการสร้างโปรเจ็คท์หนัง Ten Years เขาเห็นว่า “Ten Years Thailand” มีความใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับของฮ่องกงมากที่สุด ในแง่การถ่ายทอดภาวะผันผวนป่วนปั่นทางการเมือง

สอดคล้องกับอาทิตย์ หนึ่งในผู้กำกับ ซึ่งเห็นว่าตลอด 12 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองจำนวนมากมายเกิดขึ้นในประเทศไทย

“เกิดรัฐประหารขึ้นสองครั้ง และจนถึงตอนนี้ พวกเราก็ยังคงเฝ้ารอคอยการเลือกตั้ง ซึ่งจะนำพาประเทศกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้น ผมจึงมองว่าคำถามเกี่ยวกับอนาคตภายภาคหน้าย่อมเป็นปริศนาที่พวกเราทุกคนล้วนกำลังครุ่นคิดถึงมัน และในฐานะคนทำหนัง เราก็มีช่องทางที่จะตั้งคำถามของตัวเองผ่านการสร้างภาพยนตร์”

ทั้งนี้ นอกจากประเทศไทยแล้ว โครงการ Ten Years เวอร์ชั่นไต้หวันและญี่ปุ่น ก็กำลังอยู่ในกระบวนการผลิตเช่นกัน

โดย Ten Years Taiwan จะพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม, สิทธิของแรงงาน และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (หนึ่งในผู้กำกับของโปรเจ็กท์นี้คือ เลา เก็ก-ฮวต ผู้กำกับหนังสารคดีเรื่อง Absent without Leave)

ขณะที่ Ten Years Japan มี ฮิโรคาซึ โครีเอดะ ผู้กำกับดัง เป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยหนังพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี และการนำสงครามมาเป็นจุดขายทางการเมืองในสังคมญี่ปุ่น

ข้อมูลจากเพจ 10 Years Thailand และ http://www.scmp.com/magazines/post-magazine/arts-music/article/2143262/hong-kong-hit-film-ten-years-adapted-japan-taiwan

ภาพประกอบจากเพจ 10 Years Thailand

หมายเหตุ อ่านบทสัมภาษณ์ คุยกับ โปรดิวเซอร์, ผู้กำกับ, นักแสดงนำ ‘Ten Years Thailand’ หนังไทยไปคานส์เรื่องล่าสุด ได้ที่ https://prachatai.com/journal/2018/05/76737

ข่าวบันเทิง

รวมมิตร “ข่าวดีหนังไทย” ปลายเดือนเมษายน 2561

เผย “70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาคัดเลือกและมีมติเห็นชอบรายชื่อภาพยนตร์ไทย 70 เรื่อง เป็น “สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

70 หนังไทย (1)กระบวนการคัดเลือกมี 4 ขั้นตอน เริ่มจากให้ประชาชนทั่วไปเสนอรายชื่อภาพยนตร์ (มีผู้สนใจร่วมเสนอชื่อภาพยนตร์ 29,844 คน โดยได้นำเสนอภาพยนตร์จำนวน 359 เรื่อง เข้าสู่การพิจารณา) หลังจากนั้นนำรายชื่อหนังทั้งหมดเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน บุคลากรในวงการภาพยนตร์ และศิลปินแห่งชาติ 258 ราย เพื่อร่วมกันคัดเลือกภาพยนตร์ จากนั้นนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และสุดท้ายได้เสนอต่อคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบประกาศรายชื่อ 70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9

70 หนังไทย (2)ทั้งนี้จะมีการจัดนิทรรศการสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และจัดฉายภาพยนตร์ไทยในโครงการจำนวน 10 เรื่อง ให้ประชาชนได้รับชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน ที่โรงภาพยนตร์สกาลา), นครราชสีมา, เชียงใหม่, ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 24 มิถุนายน 2561

สำรองที่นั่งได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfyzTGmArTXCeLLrMOAA-nX5PqjDTWC3yfoMhasyr17Z9dC-g/viewform

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก Content Thailand 

นิทรรศการรำลึก 10 ปี แห่งการจากไปของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ”

พิเศษ สังข์สุวรรณ

วันที่ 1-20 พฤษภาคม 2561 หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และสมาคมศิษย์เก่าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จะจัดงาน “โลกที่…พิเศษ…สร้าง” โดยมีการฉายภาพยนตร์ การแสดงดนตรี และนิทรรศการจำลองโลกและผลงานของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ” ให้สาธารณชนได้รับรู้เรื่องราวของศิลปินมากความสามารถผู้ล่วงลับ ที่ผลิตผลงานมากมาย ทั้งการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ การแสดง การกำกับละครโทรทัศน์-ละครเวที ฯลฯ ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปีของชีวิต

ตรวจสอบรายละเอียดกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ http://www.fapot.org/th/news_detail.php?id=542#.WuBUaohuaUk

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

เชิญชมหนังอิสระพม่าร่วมสมัยใน “Mini Wathann Film Fest”

เทศกาลหนังพม่า

Filmvirus ร่วมกับ The Reading Room, Documentary Club และ Wathann Film Fest ชวนคอหนังร่วมรับชม Mini Wathann Film Fest ระหว่างวันที่ 27-29 เมษายนนี้

Wathann Film Fest เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่จัดขึ้นในย่างกุ้ง ในเดือนกันยายนของทุกปี (Wathann ในภาษาพม่าหมายถึงฤดูฝน) โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2011 จากการริเริ่มของสองนักทำหนังชาวพม่า Thuthu Shein และ Thaddhi ซึ่งต่างเป็นนักเรียนทุนสาขาภาพยนตร์ที่ FAMU (Czech National Film School)

เทศกาลนี้ถือเป็นเทศกาลหนังเทศกาลแรกๆ ในพม่า และเป็นเทศกาลแรกที่เปิดโอกาสให้กับหนังอิสระ ในเทศกาลจะประกอบด้วยการฉายหนังสายประกวด รวมทั้งมอบรางวัลให้แก่ภาพยนตร์สารคดี ภาพยนตร์สั้น และ New Vision สำหรับภาพยนตร์ทดลอง นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Memory สำหรับฉายภาพยนตร์พม่าคลาสสิค และโปรแกรมพิเศษอื่นๆ

จากนั้นด้วยความร่วมมือกับเพจเฟซบุ๊ก Myanmar Filmaker’s Network (เครือข่ายคนทำหนังพม่า) เทศกาลเริ่มขยายตัวไปสู่การจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราวสำหรับแนะนำคนทำหนังพม่ารุ่นใหม่ที่น่าสนใจ เพื่อเป็นเวทีในการฉายหนังและสนทนาแลกเปลี่ยน

สำหรับ Mini Wathann Film Fest ในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 นี้ จะมีการฉายหนังสั้นคัดสรรจากเทศกาล และยังมีกิจกรรมสนทนากับ Thaiidthi หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาล ในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน ที่ Doc Club Theater ซึ่งเป็นวันเปิดเทศกาล ก่อนที่ในวันเสาร์ที่ 28 – อาทิตย์ที่ 29 เมษายน จะมีการจัดฉายหนังที่ The Reading Room

ติดตามรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/368452970330253/

100 ปี “แท้ ประกาศวุฒิสาร” นักสร้างภาพยนตร์ผู้มีอายุยืนยาวที่สุดของไทย

แท้ 100 ปี

วันที่ 26 เมษายน 2561 นับเป็นวันพิเศษวันหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 100 ของศิลปินแห่งชาติ “แท้ ประกาศวุฒิสาร”

แท้ ประกาศวุฒิสาร เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2461 ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เขาเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ด้วยการเป็นช่างถ่ายภาพนิ่งให้แก่กองถ่ายหนังเรื่อง “กะเหรี่ยงไทรโยค” นับจากนั้นเขาได้คลุกคลีอยู่ในวงการและได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้แก่วงการหนังไทยด้วยผลงานการสร้างภาพยนตร์ เช่น สุภาพบุรุษเสือไทย (2492) สาวเครือฟ้า (2496) เห่าดง (2501) ชายชาตรี (2507) เจ้าหญิง (2512) ฯลฯ

และเป็นผู้จารึกประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของประเทศไทยมากมายด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ เช่น น้ำท่วมกรุงเทพ พ.ศ.2485, การรัฐประหาร พ.ศ.2490, พระบรมพิธีราชาภิเษก พ.ศ.2493, การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2509 ฯลฯ

แท้ ประกาศวุฒิสาร ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร์) ประจำปี พ.ศ.2542

ถึงปัจจุบัน เขาถือเป็นนักสร้างภาพยนตร์ที่มีอาวุโสและมีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไทย

นี่คือผลงานส่วนหนึ่งของแท้

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

มาแล้ว โปสเตอร์ “10 Years Thailand” หนังไทยเรื่องเดียวในเทศกาลเมืองคานส์ปีนี้

tenyearsthailand

เพจเฟซบุ๊กของหนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ภาพยนตร์ไทยผลงานการกำกับของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Special Screenings” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้ เพิ่งเผยแพร่โปสเตอร์อย่างเป็นทางการของหนัง (ออกแบบโดย “มานิตา ส่งเสริม”) พร้อมข้อความบรรยายภาพที่ระบุว่า

“ถึงผู้ชมชาวไทยและผู้ชมทั่วโลกที่พบเห็นโปสเตอร์นี้ คุณสามารถสร้างเสียงสะท้อนจากบ้านหรือประเทศที่คุณอาศัยอยู่ ถึงปัจจุบันหรืออนาคตในอีกสิบปีที่คุณอยากเห็น โดยการเติมความเห็น ระบาย เขียนความในใจของคุณบนพื้นที่ว่างในโปสเตอร์ เราคาดหวังจะได้เห็นโปสเตอร์นี้ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่จะเต็มไปด้วยเสียงที่หลากหลาย แล้วพบกัน #10YearsThailand”

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand