คนตัดหญ้าในสนามบอล

รู้จัก “ผู้ชายชายขอบ” ที่อยู่เบื้องหลัง “ความสำเร็จชายขอบ” ของทีมฟุตบอลหญิงอังกฤษ

(ปรับปรุงจากต้นฉบับในมติชนสุดสัปดาห์ 10-16 กรกฎาคม 2558)

นอกเหนือจากการโชว์ฟอร์มได้เกินความคาดหมายของแข้งสาวทีมชาติไทย, มาตรฐานคงเส้นคงวาระดับโลกของทีมญี่ปุ่น และผลงานอันยอดเยี่ยมของสหรัฐอเมริกา

การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก ค.ศ.2015 ที่แคนาดา ยังมีเรื่องราวน่าจดจำอีกหนึ่งเรื่อง นั่นคือ การคว้าอันดับสามของทีมชาติอังกฤษ

ถือเป็นผลงานยอดเยี่ยมที่สุดของทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ หลังจากที่ทีมฟุตบอลชายเคยได้แชมป์โลกในปี ค.ศ.1966 และได้อันดับสี่ในฟุตบอลโลกปี ค.ศ.1990 ที่อิตาลี

การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก อาจถือเป็นทัวร์นาเมนต์เมเจอร์ระดับ “ชายขอบ” ในจักรวาลของเกมกีฬาลูกหนัง ที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ดัง ซึ่งเป็นนักเตะชาย

อย่างไรก็ตาม ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในระดับ “ชายขอบ” ของทีมชาติฟุตบอลหญิงอังกฤษ กลับกลายเป็นชายหนุ่มวัยต้นสามสิบ ซึ่งเคยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะอาชีพ

แถมพอผันตนเองมาเป็นผู้ฝึกสอน งานที่ผ่านมาของเขาก็วนเวียนอยู่กับการคุมทีมนอกลีก, พัฒนานักเตะเยาวชน ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลหญิง

ถือเป็นบุคลากรลูกหนังระดับ “ชายขอบของชายขอบ” ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จระดับ “ชายขอบ” อีกต่อหนึ่ง

ชายหนุ่มคนนั้น คือ “มาร์ค แซมป์สัน” ผู้จัดการทีมสายเลือดเวลช์วัย 32 ปี ของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษ ชุดที่คว้าอันดับสามฟุตบอลโลก

แซมป์สัน ผู้มีอายุน้อยกว่านักเตะบางคนภายในทีมด้วยซ้ำไป เกิดและเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมและความใฝ่ฝันเช่นเดียวกันกับเด็กชายชาวสหราชอาณาจักรจำนวนมาก

นั่นคือ การชอบเตะฟุตบอลและอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อย่างไรก็ดี แซมป์สันตระหนักถึงศักยภาพอันจำกัดจำเขี่ยของตนเองตั้งแต่เมื่อมีอายุเพียง 12 ปี ว่าเขาไม่มีทางเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจได้แน่ๆ

พอกลับไปบอกเรื่องนี้กับผู้เป็นพ่อที่บ้าน พ่อของแซมป์สันก็ช่วยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าความเข้าใจของลูกชายนั้น เป็นเรื่องถูกต้องที่สุด

“จำไม่ได้เหรอ พ่อเคยบอกเอ็งตั้งแต่อายุ 6 ขวบแล้ว ว่าฝีเท้าอย่างเอ็งน่ะ เป็นนักบอลอาชีพไม่ได้หรอก”

แต่เมื่อยังหลงรักฟุตบอลอยู่ แซมป์สันจึงพยายามแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เขามีโอกาสได้คลุกคลีกับกีฬาที่ตนเองรักและชื่นชอบ

และการเป็น “โค้ชฟุตบอล” ก็คือทางเลือกของเขา

นอกจากประสบการณ์การเป็นผู้เล่นระดับ “นอกลีก” ที่เวลส์ แซมป์สันค่อยๆ ปลีกเวลาไปอบรมหลักสูตรผู้ฝึกสอน กระทั่งได้ประกาศนียบัตรระดบ “เอ ไลเซ่นส์” จากยูฟ่า

เขาเริ่มต้นทำงานเป็นผู้ฝึกสอนในสถาบันฝึกหัดนักฟุตบอลของสโมสร “สวอนซี ซิตี้” ในยุคที่ยังมี “โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ” โค้ชชาวสเปน กุมบังเหียนเป็นผู้จัดการทีม (ก่อนที่มาร์ติเนซจะไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังกับวีแกนและเอฟเวอร์ตัน)

หลังจากนั้น แซมป์สันได้ประเดิมรับงานเป็นผู้จัดการทีมของสโมสร “แทฟฟ์”ส เวลล์” ทีมนอกลีกในเวลส์ เมื่อปี ค.ศ.2008

ต่อมา เขาย้ายไปเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลหญิง “บริสตอล อคาเดมี” ซึ่งเป็นสโมสรที่แตกต่างจากทีมฟุตบอลหญิงส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักร ที่มักได้รับการสนับสนุนและใช้ชื่อทีมเดียวกันกับสโมสรฟุตบอลชายชื่อดัง แต่บริสตอล อคาเดมี กลับเป็นทีมฟุตบอลหญิงที่ผูกตัวเองเข้ากับสถาบันการศึกษา

แซมป์สันพาบริสตอลฯ คว้าตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดในปี ค.ศ.2013 จนได้สิทธิ์เข้าไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หญิง รวมทั้งยังพาทีมเป็นรองแชมป์เอฟเอคัพในปี ค.ศ.2011 และ 2013

ในที่สุด เขาก็ถูกทาบทามให้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติฟุตบอลหญิงอังกฤษ เมื่อปลายปี ค.ศ.2013 ภายหลังแข้งสาวสิงโตคำรามประสบความล้มเหลวในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

และแซมป์สันก็สามารถพาทีมเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นผลสำเร็จ

ก่อนหน้าการแข่งขันที่แคนาดา ผู้จัดการทีมหนุ่มยอมรับว่าเขามีอาการตื่นและวิตกกังวลกับเกมการแข่งขันเบื้องหน้าอยู่มิใช่น้อย ทว่า หากมองในอีกแง่หนึ่ง ความกังวลเช่นนั้นก็ถือเป็นสิ่งดี

“ถ้าคุณมาแข่งฟุตบอลโลก แล้วคุณไม่มีอาการตื่นตระหนกใดๆ เลย นั่นก็แสดงว่าทัวร์นาเมนต์สำคัญระดับนี้ ยังไม่ยิ่งใหญ่พอสำหรับคุณ” เขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

แซมป์สันบอกว่า ทั้งผู้เล่น ทีมงานผู้ฝึกสอน และอาจรวมถึงบรรดาแฟนบอล ล้วนลงเรือ “แห่งความกดดัน” ลำเดียวกัน เราจึงจำเป็นต้องแปรเปลี่ยนความกดดันให้กลายเป็นพลังในการทำงาน

“พวกเราทำงานหนักมาทั้งชีวิต เพื่อให้ได้มาแข่งฟุตบอลโลก นี่จึงเป็นความกดดันที่เราปรารถนา เป็นความวิตกกังวลที่เราเฝ้าไขว่คว้ามาครอบครอง”

ผลงานของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษย่อมถือเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดี ถึงการแปรสภาพความวิตกกังวลทั้งมวลให้กลับกลายเป็นความสำเร็จ

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีก่อน แซมป์สันเคยให้สัมภาษณ์เปิดใจกับสื่ออังกฤษแบบยาวๆ มีบางคำถาม-คำตอบที่น่าสนใจ จึงขออนุญาตแปลและเรียบเรียงความมาเผยแพร่ต่อ ณ ที่นี้

: อิทธิพลของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ส่งผลต่อสไตล์การทำงานของคุณ ในฐานะผู้จัดการทีม มากน้อยเพียงใด? และมีผู้จัดการทีมคนไหนอีกที่เป็นแบบอย่างการทำงานให้แก่คุณ?

ผมโชคดีมาก ที่มีโอกาสร่วมงานและศึกษาเล่าเรียนกับผู้รู้ในวงการฟุตบอลหลายราย และผมยังคงติดต่อกับพวกเขาอยู่เสมอ เมื่อต้องการคำแนะนำในสถานการณ์พิเศษๆ

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่เราจะต้องเป็นตัวของเราเอง ดังนั้น แม้ผมจะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากยอดผู้ฝึกสอนหลายคน ตลอดเส้นทางการเป็นโค้ชฟุตบอล แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ยังคงยึดมั่นอย่างหนักแน่นกับปรัชญาการทำทีมในแบบฉบับเฉพาะของตัวผมเอง

: แม้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จอย่างงดงามในฐานะผู้จัดการทีมบริสตอล อคาเดมี แต่คุณก็ไม่เคยพาสโมสรดังกล่าวคว้าถ้วยชนะเลิศได้เลยแม้เพียงรายการเดียว คุณรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้บ้างไหม?

ไม่เลย ผมไม่เคยเสียใจกับเรื่องดังกล่าว คำถามเดียวที่ผมถามตนเองก็คือ ผมได้ทำทุกอย่าง เท่าที่จะทำได้อย่างสุดความสามารถแล้วหรือยัง? และคำตอบก็คือ ผมได้ลงมือทำมันอย่างเต็มที่แล้ว

แน่นอนว่าทุกคนต่างต้องการเป็นแชมป์กันทั้งนั้น แต่ผมคิดว่ามันไม่เป็นธรรม ถ้าเราจะตัดสินสโมสรหรือบรรดานักเตะภายในทีมจากการคว้าถ้วยรางวัลเพียงองค์ประกอบเดียว

เมื่อถึงวันสิ้นสุดฤดูกาลการแข่งขัน ผมจึงเฝ้าถามตัวเองด้วยคำถามที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ ในฤดูกาลนี้ เราได้ “เพิ่มคุณค่า” ใหม่ๆ ลงไปให้ทีมบ้างหรือยัง? และด้วยทรัพยากรที่บริสตอลฯ มี เราสามารถทำผลงานได้เกินหรือต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ตอนช่วงต้นฤดูกาล?

บอกได้เลยว่าในทุกฤดูกาลที่ผมคุมบริสตอล อคาเดมี ผมรู้สึกว่าทีมสามารถทำผลงานได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับเหล่าผู้เล่นและทีมงานทุกฝ่ายของสโมสร

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ขณะเป็นผู้จัดการของบริสตอลฯ ก็คือ การได้มองเห็นพัฒนาการของกลุ่มผู้เล่นที่ทำงานร่วมกันมา ตั้งแต่เมื่อครั้งฤดูกาลแรกที่ผมเริ่มเข้าไปคุมทีม

: คุณคิดว่าผู้จัดการทีมของสโมสรฟุตบอลหญิงหรือทีมชาติฟุตบอลหญิง จะสามารถก้าวขึ้นไปคุมทีมฟุตบอลชายได้หรือไม่? ถ้าคุณคิดว่าได้ ทำไมมันถึงยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้?

ก็ถ้าผู้จัดการทีมเหล่านั้นมีความสามารถมากพอ ทำไมพวกเขาถึงจะไปคุมทีมฟุตบอลชายไม่ได้ล่ะ? แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมสถานการณ์เช่นนี้ถึงยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย มันอาจจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนโอกาสก็ได้

อย่างไรก็ตาม ผมขอยืนยันว่า มีผู้จัดการทีมชั้นยอดบางคนในแวดวงฟุตบอลลีกหญิงของอังกฤษ ที่สามารถทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แวดล้อมแบบไหน ทีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะได้รับโอกาสดังกล่าวเมื่อไหร่มากกว่า

: ในฐานะที่เป็นชาวเวลช์ คุณต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากขนาดไหน เมื่อได้รับข้อเสนอให้เข้ามาคุมทีมชาติอังกฤษ?

ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงใจเลย กับการก้าวเข้ามาคุมทีมชาติฟุตบอลหญิงของอังกฤษ หน้าที่การงานดังกล่าว ช่วยให้ผมมีโอกาสอันดีเยี่ยม ที่จะได้ร่วมงานกับบรรดานักเตะหญิงชั้นยอด ภายใต้ระบบการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ นี่เป็นความท้าทายที่ช่วยปลุกเร้าผมอย่างมาก

การต้องเดินออกจากบริสตอลฯ ต่างหาก ที่เป็นการตัดสินใจอันยากลำบาก ผมรู้สึกสนุกกับการทำงานที่นั่น ผมบรรลุเป้าหมายที่แสนพิเศษบางประการ และก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า องค์ประกอบทุกอย่างที่จะนำพาสโมสรไปสู่ความยิ่งใหญ่ในระดับสูงขึ้น ได้ถูกจัดวางไว้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบหมดแล้ว

นั่นจึงเป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น เมื่อผมตัดสินใจหันหลังให้กับสโมสร เพื่อมารับงานเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

เรียบเรียงจาก

http://www.independent.co.uk/sport/football/international/womens-world-cup-2015-mark-sampson-seizes-his-chance-to-shine-as-england-get-ready-for-opening-match-10307834.html

http://eplindex.com/54063/mark-sampson-england-womans-manager.html

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s